Hundred and One [Timeverse] | Kookv (End)

ตอนที่ 8 : Special: Always there for you [SF] Pt.1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 620
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 40 ครั้ง
    7 ก.ค. 63

 

 

“พอเหอะกุก เราว่าเราก็บอกเหตุผลทุกอย่างไปแล้วป่ะ จะเค้นอะไรอีกอ่ะ”

“เราไม่เชื่อไงเดย์ บอกดิว่าทำไมต้องเลือกมันเราไม่ดีตรงไหนวะ”

“อย่ามาห้าวใส่เรานะ เราก็บอกแล้วว่าไม่มีใครใหม่ทั้งนั้น ก็แค่หมดรัก เข้าใจหน่อยดิ”

“ไม่เข้าใจว่ะ คิดว่าจะปิดกุกไปตลอดหรอคิดว่าปาร์ตี้คืนนั้นเราไม่เห็นรึไง”

“ยังไงมันก็ไม่สำคัญแล้วมั้ยอ่ะ เราเลิกกันแล้วไง ต่อไปนี้เราจะไปกับใครจะอยู่ยังไงก็เรื่องของเราอ่ะกุก”

“ก็กูไม่ยอมเลิกแล้วใครมันจะทำไม”

“กุก! ปล่อย เราเจ็บ”

 

จองกุกกำลังมองร่างเล็กตรงหน้าด้วยสายตาผิดหวังอย่างมาก ความโมโหโกรธแค้นทุกอย่างกำลังครอบงำจนไม่อาจฉุดเขาให้ออกไปได้ แม้คนตรงหน้าจะร้องขอให้เขาปล่อย แต่คิดว่าคำอธิบายไร้น้ำหนักแค่นี้เขาจะยอมเลิกง่ายๆหรอ ฝันไปเถอะ

 

แรงบีบที่ข้อมือเล็กของซันเดย์ขึ้นสีแดงเป็นแถบพร้อมๆกับความเจ็บที่แล่นเข้ามา ดวงตากลมโตที่ก่อนหน้านี้เขาเคยคิดว่ามันใสซื่อนั้นช้อนตาขึ้นสบกับดวงตาเรียวคมอย่างอ้อนวอน แต่การกระทำนั้นกลับไม่สามารถเรียกคะแนนเห็นใจจากเขาได้แม้แต่น้อย ซ้ำยิ่งทำให้มือใหญ่นั้นออกแรงมากขึ้น ราวกับหน้ามืดตามัวลงโทษคนตรงหน้าที่ผิดสัญญากันเสียดื้อๆ

 

แต่เพราะความรู้สึกดีๆทุกอย่างที่เคยมีให้กันนั้นมันยังไม่จางหายแม้ว่าตอนนี้ความโกรธนั้นกำลังครอบงำเขา แต่เพียงแค่อีกคนปล่อยน้ำตาออกมารินบนแก้มใส หัวใจที่คิดว่าจะแน่ก็ยอมอ่อนลงอีกครั้งอย่างยอมจำนน

 

มือแกร่งคลายมือออกก่อนจะก้มลงมองพื้นไม่สบตากับคนตรงหน้า ส่วนซันเดย์ก็รีบชักแขนกลับคืนพร้อมกับลูบเบาๆก่อนจะแสร้งปาดหยดน้ำใสออกจากใบหน้า

 

“พอเถอะนะ ถือว่าเราขอ”

“ไม่เอาแบบนี้ได้มั้ยเดย์ กุกขอโทษนะ จะไม่โวยวายอีกแล้ว จะไม่ร้องขออะไรด้วย จะยอมทำตัวโง่ๆแบบนี้ไปตลอด หลับหูหลับตาไม่ฟังใคร ให้กุกกลับไปเป็นคนโง่ของเดย์นะ

“…”

“คิดซะว่าครั้งนี้มันก็แค่การทะเลาะครั้งใหญ่ของเราได้มั้ย กุกยอมแก้ทุกอย่างเลย อะไรที่เดย์ไม่ชอบกุกจะไม่ทำอีกแล้ว นะครับ”

“สายไปแล้วมั้ยอ่ะ ขอโทษนะ เราว่าเราจบกันแค่นี้เหอะ

 

สิ้นประโยคเสียงส้นรองเท้ากระทบกับพื้นก็ดังขึ้นก่อนจะค่อยๆเบาหายไปอย่างน่าใจหาย ทั้งๆที่คิดไว้เสียว่าไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนเขาก็คงไม่ยอมปล่อยอีกคนไป ทว่าในเวลาจริงเช่นนี้แรงที่อุตส่าห์เก็บไว้ทั้งหมดกลับสลายหายไปเพียงเพราะประโยคทิ่มแทงที่หลุดออกมาจากปากของอีกคน จองกุกรู้ตัวดีว่าแฟนสาวคนเก่าของเขานั้นแอบนอกกายนอกใจไปหาใครบ้าง แต่ที่ผ่านมาทั้งหมดนั้นเขายอมปิดหูปิดตารักอีกคนมากเท่าไหร่ทำไมมันถึงยังดูไร้ค่าได้ขนาดนี้ เขายอมกลับไปเป็นจองกุกคนโง่คนเดิมที่โดนเพื่อนด่าเป็นประจำ ยอมไม่ร้องขออะไรทั้งนั้น และหวังให้อีกคนเพียงอยู่ข้างกันแค่นี้ เขาขอมากเกินไปอย่างนั้นหรอ

 

เจ็บว่ะ…

 

ร่างสูงทรุดลงไปนั่งกับพื้น กำหมัดทั้งสองข้างแน่นด้วยความแค้นก่อนจะออกแรงอย่างไม่ยั้งต่อยไปกับพื้นคอนกรีตหลายครั้งจนเลือดสีสดเริ่มซึมออกมาจากแผลเหวอะหวะอย่างน่ากลัว แต่ก็ยังไม่สามารถลดอารมณ์พรุ่งพร่านข้างในงไปได้ น้ำตาของลูกผู้ชายที่ใครๆก็คิดว่าไม่น่ามีวันได้เห็นจากคนอย่างจองกุก บัดนี้กลับไหลรินออกมาอย่างไม่ขาดสาย เสียงสะอื้นดังขึ้นครอบคลุมบรรยากาศผ่อนคลายของสวนเล็กหลังมอไปอย่างหมด โชคเข้าข้างที่ในเวลาแบบนี้ไม่มีใครมานั่งเล่น เขาถึงได้ยอมระบายทุกอย่างออกมาให้ท้องฟ้าหับผืนดินได้รับฟัง และด้วยความหวังลมๆแล้งๆแบบเดิมว่าคนที่เดินจากไปแล้วนั้นจะได้ยินและยอมถอยหลังกลับมา เพราะเขาก็คงไม่สามารถเดินต่อไปไหนได้อีกนอกจากยืนรอเสียอยู่ที่นี่อย่างเดิง รอ…จนกว่าเขาจะเดินกลับมา

 

ถึงคราวที่อาทิตย์ดวงใหญ่ค่อยๆลับหายไปจากขอบฟ้าเหลือเพียงแสงทอสีเหลือของเวลาโพล้เพล้ตกแต่งผืนฟ้าสีครามหม่น จองกุกยังคงเลือกที่จะนั่งอยู่เช่นนั้นไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนแม้แต่น้อย เช่นเดียวกับคนที่ยังคงแอบมองอยู่หลังต้นไม้ไม่ใกล้ไม่ไกลด้วยความเป็นห่วงและหัวใจดวงเล็กที่ห่อเหี่ยวลงไปด้วยความเศร้าของอีกคน จนเมื่อเสียงเรียกชื่อของเพื่อนดังขึ้นเตือนว่าให้กลับหอได้แล้วร่างเล็กจึงตัดใจเดินออกมาไม่วายคอยหันไปมองคนที่ยังนั่งคาอยู่กลางสนามด้วยความกังวล

 

แทฮยองหลุบมองปลายเท้าตัวเองก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ เขาอยากจะเดินกลับไปที่สวนแทบใจจะขาดแต่ก็ยังไม่ความคิดในหัวบางส่วนที่คอยรั้งเอาไว้ขีดเส้นกั้นว่าไม่ควร คนตัวเล็กยืนรอรถที่ป้ายไม่นานรถเมล์ก็เลื่อนเข้ามาหยุดตรงหน้า พร้อมกับฝ่าเท้าเล็กที่ค่อยๆก้าวขึ้นไป และเลือกที่นั่งริมหน้าต่างเพื่อความสบายใจสุดท้ายที่หวังว่าจะได้เห็ฯหน้ารุ่นพี่อกีครั้งก่อนหมดวัน ขอเพียงแค่นี้แหละ เพราะเขาทำอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว สำหรับตอนนี้

 

เมื่อสติบางส่วนกลับเข้าร่างจองกุกก็ใช้มือยันตัวขึ้นยืนอีกครั้ง แม้ว่าบางครั้งมันจะโอนเอนราวกับคนไม่มีแรงยืนบ้างแต่เขาก็จะพยายามเข้าใจว่ามันก็เป็นเพียงแค่ผลข้างเคียงจากการจากลาที่ทำให้คนคนนึงเสียศูนย์ ดวงตาเรียบนิ่งกลับมาว่างเปล่าอีกครั้ง จากที่หนึ่งปีก่อนหน้านี้ยอมลดความเย็นชาให้กลายเป็นความอบอุ่นเพื่อดูแลคนที่รัก แต่ในเมื่อใครคนนั้นไม่อยู่แล้ว เขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำไปเพื่อใคร ร่างสูงหยิบเอาโทรศัพท์เครื่องแพงออกมาจากกระเป๋ากางเกงข้างหนึ่งก่อนจะกดโทรออกหาเพื่อนสนิทเพราะต้องการคนฮีล แต่กว่าสายจะติดเขาก็ตัดสินใจเดินกลับเองจนจะถึงคอนโดมันเสียแล้ว

 

จองกุกไม่ได้อธิบายอะไรมาก แต่เพราะแค่การที่ซันเดย์บอกเลิกเขาอย่างกระทันหันนั้นเพื่อนสนิทอย่างยุนกิก็แจ่มแจ้งว่าจะเป็นอย่างไร คนตัวเขาวิ่งปรี่ออกมาจากลิฟต์เข้ามารับคนที่เพิ่งถึง ทีแรกตั้งใจว่าจะแกล้งแซวเล็กน้อยแต่ก็ต้องพับเอาความคิดนั้นเก็บกลับลงกระเป๋าเมื่อสะภาพของเจ้าตัวจริงๆนั้นไม่สามารถมาเล่นอะไรได้ทั้งนั้น คนเป็นเพื่อนชะงักไปเล็กน้อยแต่ก็รีบตั้งตัวเข้าไปประคองเพื่อนตัวสูงไว้ก่อนจะล้มพับลงไปหัวโขกพื้น กลิ่นฉุนของแอลกอฮอลล์ลอยมาแตะจมูกจนยุนกิต้องนิ่วหน้าก่อนจะพยายามเอียงหน้าหนี ไม่รู้ว่าเจ้าตัวดื่มมากี่ขวด ทั้งๆที่เพิ่งโทรหาเขาแท้ๆ ระหว่างทางคงแวะทุกร้านถึงได้เมาเป็นหมาแบบนี้

 

ประตูห้องคอนโดหรูเปิดออกกว้างเมื่อคีย์การ์ดถูกยกขึ้นสัมผัส ไม่นานร่างที่แทบจะไร้สติของจองกุกก็ล้มลงบนโซฟานุ่มในห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ไปสลบอยู่เช่นนั้น คนตัวขาวยืนกอดอกมองเพื่อนสนิทที่โทรมจนแทบไม่เชื่อสายตาสักพัก ก็ตัดสินใจเดินเข้าห้องตัวเองกลับไปเช่นเดิม หน้าที่เขาก็มีแค่แบกมันขึ้นมาไม่ให้ไปนอนข้างทางเหมือนขยะแค่นั้นแหละ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวว่าจะตัดสินใจยังไง

 

เวลาสี่ทุ่มเศษประตูห้องนอนก็ถูกเปิดออกอีกครั้งพร้อมกับเจ้าของห้องในชุดนอนที่เดินออกมาดูเพื่อนสนิทเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเข้านอน ทว่าก็ต้องแปลกใจเพราะจองกุกกลับลุกขึ้นมานั่งเหม่อคนเดียวจากที่ตอนแรกเขาคิดว่ามันอาอจจะน็อคไปแล้ว ยุนกิไม่ได้เอ่ยอะไรและทำเพียงเดินไปทิ้งตัวลงนั่งข้างอีกคน

 

“พร้อมเมื่อไหร่ก็ค่อยเล่า กูไม่รีบ แต่วันหลังไม่ต้องเมาขนาดนี้นะ ถ้าก็ไม่รีบลงไปมึงคงกลายเป็นหมาข้างถนน”

“แค่นี้กูก็หมาแล้ว”

“อืม”

 

จองกุกตอบเขากลับมาด้วยเสียงเรียบๆที่ช่วงหลังไม่ค่ยๆได้ยินนานตั้งแต่มันคบกับซันเดย์ แต่ก็ยังคงเหม่อมองตรงไปข้างหน้าไม่หันมาสบตาอยู่เช่นนั้น และในความเงียบเช่นนี้ยุนกิก็เริ่มได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆจากคนด้านข้าง เขาแอบตกใจเล็กน้อยที่คนอย่างจองกุกยอมร้องไห้ออกมาเพียงเพราะผู้หญิงอย่างซันเดย์ แต่ก็คงไปว่าอะไรไม่ได้ เพราะถ้าคนมันจะรัก ไม่ว่ายัง มันก็ยังรักนั่นแหละ

 

ในเวลาแบบนี้เพื่อนที่ดีก็ควรจะปลอบแต่เพราะแทนที่ความเศร้าจะครอบงำระหว่างพวกเขา ยุนกิกลับสัมผัสถึงเพียงบรรยากาศแปลกที่ปกคลุมอยู่ทั่วห้อง ปลอบมันก็อากปลอบแหละ แต่ว่าเรามันใจแมนทั้งคู่ แค่คิดก็ขำแล้ว

 

“กูปลอบคนไม่เป็นนะ แต่จะนั่งเป็นเพื่อนให้”

“เออ”

 

และเขาก็ทำอย่างที่พูดจริงๆโดยการนั่งฟังเสียงร้องไห้ของจองกุกเป็นชั่วโมง จนช่วงหลังก็เริ่มหมั่นไส้ที่มันจะต้องเฮิร์ทขนาดนี้ คนตัวขาวลุกออกไปกดน้ำอุ่นใส่แก้วมาแล้วยื่นให้อีกคน จนสุดท้ายจองกุกก็ยอมหันมาคุย แต่ด้วยท่าทางงงๆนะ

 

“น้ำอุ่น?”

“อืม”

“ให้ทำไม”

“มันช่วยให้หลับสบาย”

“แล้วให้กูทำไม”

“เพราะถ้ามึงได้หลับสบาย กูก็จะได้หลับด้วยไง”

“สัส”

 

ยุนกิหลุดขำออกมาเล็กน้อย แม้จะพูดออกไปอย่างนั้นแต่ใจจริงเขาก็ตั้งใจจะอยู่เป็นเพื่อนมันทั้งคืนนั่นแหละ อีกคนที่มีท่าทีปฏิเสธในครั้งแรกก็รับแก้วไปก่อนจะยกขึ้นดื่ม ให้อารมณ์เหมือนพยายามกล่อมลูกเข้านอนแล้วยื่นนมจ่อปาก

 

มึงจะไม่นอนก็ได้ แต่มึงต้องหยุดร้อง เพราะฉะนั้น เอานี่ไปอุดปากมึงซะ

 

ประมาณนั้น จิบไปสักพักก็วางแก้วลงก่อนจะเอนศรีษะพิงไปกับเบาะนิ่มก่อนที่เปลือกตาหนาจะปิดลงมา เขายังรับรู้ถึงความเจ็บปวดของคนเป็นเพื่อน แต่ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนัก เพราะสำหรับเขาแล้ว ตัวช่วยที่ดีที่สุดไม่ว่าจะยังไง ก็ยังเป็นเวลาอยู่ดี

 

โชคดีที่ความเงียบนั้นถูกตีแตกด้วยเสียงขัดจากมือถือที่ไม่เช่นนั้นยุนกิก็คงเคลิ้มหลับไปแล้ว คนตัวขาวลุกขึ้นมองหาโทรศัพท์ตัวเองเล็กน้อยแต่ก็ต้องพบว่ามันไม่ได้มาจากเครื่องของตนแต่กลับเป็นเครื่องของจองกุกเสีย เขาเหลือบไปมองคนที่ยังนั่งหลับตาอยู่เช่นนั้น ไม่รู้ว่ามันนั่งสมาธิหรือผล็อยหลับไปแล้วจริงๆ

 

“กุก”

“…”

“ของมึงอ่ะ”

“กูยังไม่อยากดู”

“งั้นกูดูนะ”

“เรื่องมึง”

 

สาบานเลยว่าเนี่ยด้วยความใส่ใจเพื่อนล้วนๆ ไม่ได้อยากสาระแนอะไรเลยจริงๆ แต่หลังจากคำตอบจากเพื่อนตัวสูงนั้นดังขึ้น ยุนกิก็แทบจะพุ่งทะยานไปหาโทรศัพท์ที่ถูกโยนไว้พร้อมกับกระเป๋ากลางห้องทันที มือขาวจับพลิกหน้าจอในมือขึ้นมาก่อนที่แสงจะสว่างวาบขึ้นแสดงข้อความใหม่จากบุคคลไร้ชื่อ คิ้วเรียวขยับเข้าหากันเล็กน้อย ยอมรับเลยว่าที่รีบมาดูแบบนี้เพราะตอนแรกคิดว่าจะมีอะไรให้ใส่ใจเรื่องแฟนเก่ามันสักหน่อย ที่ไหนได้ สาวคนใหม่คงทักมาสิท่า แหมคิวยาวนะเมิงง

 

“ไม่ใช่เดย์”

“…”

“ใครไม่รู้ทักมา มึงจะเปิดดูป่ะ”

“ไม่”

“เออ แล้วพรุ่งนี้ไปเรียนไหวหรอวะ”

“ไหว กูจะไป”

“ไปให้เจ็บ?”

“ก็ยอมเจ็บ”

“เหอะ ไร้สาระ”

“ขอโทษ”

“เรื่องไร”

“ที่ไม่ฟังพวกมึง กูแม่งโง่เอง”

 

คนได้ยินหันหลับไปมองเพื่อนสนิทที่โซฟาอีกครั้ง เขารู้ว่ามันกำลังเจ็บแต่ก็อดที่จะสั่งสอนไปไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้คาดหวังให้มันพูดขอโทษออกมาดื้อๆแบบนี้

 

“ไม่ต้องขอโทษพวกกู เพื่อนกันยังไงก็อยากให้เพื่อนได้ดี ต่อไปนี้ก็จัดการกับตัวเองซะ”

“กูต้องการเวลา”

“มึงมีเวลาเสมอนั่นแหละ แค่ต้องเลือกใช้มันให้ถูกต้อง ไม่ใช่เอาไปเสียกับของไม่จำเป็น

“อืม”

“พักเหอะ เดี๋ยวกูเอาผ้าห่มมาให้ พรุ่งนี้เช้าก็รีบกลับหอไปซะ เข้าเรียนสิบโมง”

 

หมดประโยคผ้าห่มผืนหน้าสีฟ้ากูถูกวางลงบนตักแข็งก่อนที่เจ้าของห้องจะเดินหลับเข้าห้องตัวเองไปนอนตามที่พูดไว้ จองกุกค่อยๆลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเล็กน้อยด้วยความสับสน นี่คงเป็นเวลาที่เขาอ่อนแอที่สุดตั้งแต่เกิดมา คนตัวสูงยกนิ้วขึ้นปาดคราบน้ำตาออกเล็กน้อยก่อนจะเดินไปเอาโทรศัพท์ขึ้นมาดูการแจ้งเตือนที่เพื่อนสนิทพูดไว้ แล้วก็ต้องชะงักไปเล็กน้อย

 

Tae95 added you by ID

-

Tae95: พี่จองกุกใช่มั้ยครับ

Tae95: ผมแทฮยองนะ

Tae95: วันนี้ผมเห็นพี่ที่สวนด้วย

Tae95: อย่าร้องไห้บ่อยเลยนะครับ เดี๋ยวไม่หล่อ

 

จองกุกแอบงงเล็กน้อยกับข้อความเด็กน้อยของใครก็ไม่รู้ที่ส่งมาดึกดื่นขนาดนี้แต่มุมปากไม่รักดีก็แอบกระตุกยิ้มให้กับความสดใสของอีกคนที่สัมผัสได้ผ่านข้อความเพียงสี่ประโยค มันคงเป็นประโยคธรรมดาที่ในเวลาแบบนี้กลับทำให้เขายิ้มออก แม้มันจะจางเสียจนเกือบจะมองไม่เห็น เขาไม่รู้หรอกว่าอีกคนเป็นใคร ทั้งที่รูปประโยคแบบนี้บางคนอาจโดนเขาด่าก็เป็นได้ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ครั้งนี้มันถึงกลายเป็นข้อยกเว้น คงเป็นเพราะเขาไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะไปมีเรื่องกับใครก่อนล่ะมั้ง

 

ไฟเพดานดวงใหญ่กลางห้องถูกหรี่ลงจนแทบไม่มีแสงสว่างพร้อมกับร่างสูงที่ทิ้งตัวลองนอนแนบไปกับผ้านิ่ม ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศตัวเดียวภายนายห้องกลับทำให้หนาวจนแทบสั่น ไม่แน่ใจว่ามันคือความเหน็บหนาวที่กำลังสัมผัสอยู่ หรือความเย็นชาที่อีกคนมีให้เขากันแน่ที่กำลังเป็นอยู่…

 

 

 

 

 

ได้หลับตาลงไปไม่นานแสงจ้าก็ส่องกระทบเข้ากลับหนังตาอีกครั้ง คนที่นอนอยู่ห้องกลางอย่างจองกุกนิ่วหน้าลงเล็กน้อยเพราะโดนขัดเวลานอนของตัวเอง มือข้างหนึ่งถูกยกขึ้นมาพาดทับดวงตาทั้งสอง และพยายามข่มตาลงนอนต่อ ทว่าก็ต้องฝืนตัวเองลุกไปปิดผ้าม่านให้เรียบร้อยแล้วกลับมาเสวยสุขต่อ

 

“ไอเชี่ยกุก ตื่นได้แล้ว”

“ไหนมึงบอกมีเรียนสิบโมง”

“เออไง สิบโมง”

“แล้วจะรีบปลุกกูทำซากอะไร”

“ก็นี่มันเก้าครึ่งแล้ว กูอุตส่าห์เดินไปเปิดผ้าม่าน มึงก็ลุกไปปิดน่อ”

 

แม้จะโดนบ่นจนหูชาแล้วแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าคนอย่างจองกุกจะยอมลุกขึ้น ยุนกิยืนมองเพื่อนตัวเองในสภาพที่ไม่ได้ต่างจากเมื่อคืนมากนักด้วยสีหน้าเซ็งๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปกระชากผ้าห่มที่อีกคนคลุมโปงไว้ซะแน่นออก และก็ถูกมองด้วยสายตาคาดโทษไปเต็มๆ ใช้เวลาไม่นานสองหนุ่มซี้ก็เคลื่อนตัวออกจากหอพักหรูของยุนกิออกมายังมหาวิทยาลัยและแยกย้ายไปตามสาขาที่เรียน

 

คนตัวสูงที่เพิ่งแยกกับเพื่อนสนิทได้ไม่นานเดินเลียบเข้ามายังโรงอาหารของคณะ เวลานี้คนก็พลุกพล่านมากอยู่จนบางครั้งเขาก็รู้สึกรกตาถึงได้เดินไปหลังสุดเพื่อหาที่สันโดษ จานข้าวสีขาวที่ด้านบนนั้นมีข้าวแกงง่ายๆอยู่ถูกวางลงอย่างเบามือ ระหว่างที่เดินเข้ามาเขารับรู้ถึงสายตาหลายคู่แต่ก็เลือกที่จะเมินมันไป รู้อยู่แล้วว่ายังไงก็ต้องมีข่าว เสียงซุบซิบนินทามากมายมีบ้างทั้งดีและเรื่องเสียๆ แต่ถึงยังไงเราก็คงไปห้ามไม่ให้เขาพูดไม่ได้หรอก

 

ดวงตาเรียวเล็กสีเทาหม่นนั่งจ้องจานอยู่เช่นนั้น จะว่าหิวก็คงใช่ แต่ก็กลับกินไม่ลงเสีย เวลาผ่านไปเกือบสิบนาทข้าวในจานก็ยังไม่ลดลงไปแม้แต่น้อย มีเพียงเสียงถอนหายใจที่ลากออกมายาวๆเท่านั้น จนเมื่อผู้คนเริ่มซาหายไปจากพื้นที่ใต้ร่ม แขกที่ไม่ได้รับเชิญก็เข้ามาร่วมโต๊ะ

 

จองกุกยังคงนั่งเอาหัวพิงมือก้มลงมองโต๊ะอยู่เช่นนั้น พอไม่มีคนที่เข้าใจอย่างไปยุนกิแล้วเขาก็ไม่รู้จะไประบายกับใคร เขาไม่ได้สนใจร่างเล็กที่เดินมานั่งตรงข้ามกับเขาตั้งแต่ไม่รู้และเลือกที่จะเลี่ยงการสบตา ก่อนจะเริ่มกินอาหารตรงหน้าที่เย็นลงไปเสียแล้ว

 

คนเด็กกว่าที่เข้ามาร่วมโต๊ะมองคนเป็นพี่อยู่เช่นนี้ เขาไม่ได้อยากจะเข้ามานั่งให้อึดอัด แต่เห็นท่าทีของคนตรงหน้าแล้วเหมือนคนกำลังจะตายเสียอย่างนั้น นี่ถ้ายังไม่กินข้าวสักทีเขาคงต้องบังคับให้รู้เรื่อง

 

“พี่จองกุก”

“…”

“ผมแทฮยองนะ…”

“มีไรกับกู”

“เห็นพี่ไม่ทานข้าวเลย เดี๋ยวไม่มีแรงเอานะครับ”

“กูก็กินอยู่ตาไม่มีรึไง”คำพูดประชดประชันด้วยเสียงต่ำๆเช่นนั้นทำเอาแทฮยองระบายยิ้มจางๆออกมาก่อนจะตั้งหน้าตั้งตามองคนตรงหน้าอยู่เช่นนั้น

“จ้องกูทำไม ไม่มีเรียนรึไงมึง”

“อื้อ ยังไม่มีครับ พี่ล่ะ”

“เสือก”

“โหแรงอ่ะ นี่อุตส่าห์พยายามปลอบพี่เมื่อวานนะ”

“อ่อ มึงคือคนที่ทักกูมาเมื่อวานเองหรอ” ถึงตอนนี้จองกุกจึงหันขึ้นมาสบตากับคู่สนทนาเพื่อเพ่งมองดวงหน้าเล็กให้ชัดๆ

“อ่า ครับ”

“แล้วไง ทวงบุญคุณ?”

“ไม่ๆๆ ไม่ใช่นะพี่”

 

เสียงหัวเราะเล็กๆดังขึ้นเมื่อคนเด็กกว่ายกมือทั้งสองข้างขึ้นโบกไปมาจนผมที่หน้าผากส่ายไปตามแรง คนที่เห็ดผลอนหลุดพรือขำออกมาเล็กน้อย เด๋อขนาดไม่มีใครเทียบ ก่อนจะพยายามดึงสีหน้าให้กลับไปเป้นเหมือนเดิม ทว่าสำหรับแทฮยองที่มองทุกการกระทำของคนตรงหน้าตลอดเวลานั้นก็แอบมีความสุขที่ทำให้พี่เขายิ้มได้

 

ใช้เวลาไม่นานนักข้าวในจานก็หมดลง จองกุกลุกขึ้นสะพายกระเป๋าคู่ใจก่อนจะเดินออกไปทันทีไม่เอ่ยลาคนที่มานั่งป็นเพื่อนอย่างแทฮยอง ทว่าขนาดถูกทิ้งขนาดนี้คนตัวเล็กก็ยังมีกำลังใจยิ้มออกมาจนตาปิด มองตามแผ่นหลังของอีกคนจนลับสายตาไปถึงได้ยอมกลับขึ้นไปเรียนตามเดิม

 

 

 

ตลอดทั้งวันคนที่เพิ่งถูกทิ้งอย่างจองกุกก็พยายามทำตัวให้ยุ่งเพื่อไม่ให้ฟุ้งซ่านถึงคนรักคนเก่าที่เพิ่งเลิกราไปได้หมาดๆ ทำตัวติดเพื่อนราวกับตังเมและปิดท้ายด้วยการกับไปยังห้องตัวเองให้เร็วที่สุด และหวังว่าเขาคงไม่เป็นแบบนี้นานมากนัก อยากจะรีบกลับมาเป็นคนเก่าจะตายแล้ว อยู่อย่างนี้ไม่ได้ดีเลยแม้แต่น้อย

 

แต่แล้วความตั้งใจทุกอย่างก็ต้องพังลงเมื่อภาพบาดตานั้นปรากฏขึ้นต่อหน้า ความโกรธมหาศาลก่อตัวขึ้นอีกครั้งจนห้ามไม่อยู่เมื่อทางผ่านรั้วมหาลัยนั้นกลับกลายเป็นสถานที่พรอดรักของอดีตแฟนสาวของเขากับหนุ่มหน้าใหม่ไฟแรงอย่างเดือนนิเทศ ลูกแก้วสีหม่นสั่นไหวเล็กน้อยพยายามอย่างมากในการหักห้ามใจเพียงเพราะคำๆเดียวที่ว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว อยากจะพยายามคิดว่าคนที่เคยรักกันมากๆคงไม่มีทางตัดขาดได้อย่างเฉียบพลัน แต่ภาพตรงหน้ากลับกลายเป็นหลักฐานที่ใช้มาหักล้างข้อสันนิษฐานนี้ได้เป็นอย่างดี

 

เขาคงจะพุ่งตัวออกไปเอาเรื่องอีกคนแล้วถ้าแรงดึงเบาๆจากชายเสื้อไม่ได้ดังขึ้นเสียก่อน และมันกลับกลายเป็นวินาทีเดียวกันที่ม่านน้ำตาก่อตัวเพื่อทดแทนความรู้สึกที่หายไปและหยดสัมผัสกับผิวสาก ดวงตาเรียวเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อพบว่าคนที่มาดึงชายเสื้อนั้นกลับเป็นคนที่เขาเพิ่งรู้จัก แต่กลับเป็นคนแรกๆที่ได้เห็นน้ำตาเขา คนตัวเล็กที่กลายเป็นฝ่ายหันหน้าเข้ากับภาพไม่น่าดูตรงหน้าจู่ๆก็ยกมือขึ้นกดท้ายทอยคนแก่กว่าให้ก้มลงมาจนหน้าผากของคนเป้นพี่แนบลงไปกับไหล่เล็ก ก่อนที่ฝ่ามือเล็กทั้งสองข้างจะทำหน้าที่ปลอบประโลมอีกคนด้วยกอดเล็กๆ และไม่ทันไรเสียงร้องไห้ก็ดังขึ้นมาให้ได้ยิน

 

ดวงตากลมโตใสซื่อสีน้ำตาลอ่อนสบเข้ากับหญิงสาวที่นั่งห่างออกไปจากหลังต้นไม้ที่เขายืนอยู่ไม่มาก แต่ก็พอรู้ว่าใครเป็นใคร สายตานั้นเลือกที่จะเป็นฝ่ายเบี่ยงออกไป ก่อนจะหันไปอ้าปากรับจูบเร่าร้อนจากคู่นอนข้ามคืนตามฉบับของซันเดย์ เขารู้จักคนๆนี้ดีเลยทีเดียว เพราะมันไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้เห็นอีกคนทำแบบนี้

 

หลังจากที่คู่รักคู่ใหม่ไฟแรงเดินออกไปแล้ว แทฮยองก็คลายอ้อมกอดของตนออกก่อนจะมองคนตรงหน้าด้วยสายตารู้สึกผิดเล็กน้อย แต่หารู้ไม่ว่าที่เขาทำไปทั้งหมดนั้นก็เพื่ออีกคนล้วนๆ คนตัวเล็กเลือกที่จะเป็นฝ่ายหลุบมองเท้าตัวเอง บรรยากาศอึดอัดเริ่มก่อตัวขึ้นระหว่างเขาก่อนที่คนตรงหน้าจะเป็นฝ่ายเริ่มพูดออกมา

 

“มึงทำแบบบนี้ทำไมวะ”

“พี่…ผมขอโทษ…ผมแค่ไม่อยากให้พี่เสียน้ำตาเพราะเรื่องแบบนี้”

“มีสิทธิ์อะไรด้วยหรอ”

“อือ ไม่มีหรอก”

“ก็รู้ตัวหนิ แล้วจะทำทำไม ต้องให้กูรู้สึกยังไงวะที่มึงเห็นน้ำตากู”

“…”

“สงสาร?น่าเวทนา?หรือแค่เห็นใจ?ถ้าเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งก็ออกไปซะ เพราะกูไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น”

“พี่จะคิดว่าคนทั้งโลกเป็นแบบเดียวกันหมดไม่ได้ไง”

“…”

“ผมไม่รู้หรอกว่าคนอื่นเขาจะมองพี่ยังไง ข่าวเรื่องพี่ก็มีมากมายทั้งเรื่องจริงเรื่องเท็จ แต่ผมก็ไม่ได้ฟังมันสักอย่าง”

“…”

“ผมไม่สนหรอกว่าใครเป็นคนผิด”

“…”

“และถึงแม้พี่จะผิด ก็ไม่มีใครทนได้หรอกที่ต้องเห็นคนที่ชอบเสียน้ำตาไปวันๆ

“…”

“ผมรู้ว่ามันเร็วไป แต่ก็แค่อยากให้พี่รู้”

“…”

“พี่กุก ผมชอบพี่นะ”

“…”

ขอจีบพี่ได้มั้ยครับ

“…”

สัญญาว่าจะเป็นทุกๆวันให้พี่ ที่ไม่ใช่แค่วันอาทิตย์อีกต่อไป

 

 

 

 

 

 

“ฮ่าๆๆ โอ๊ยไอเชี่ยกุก ว้อยยยย โดนเด็กเต๊าะ โอ๊ยย ขำว่ะ”

 

เสียงหยอกล้อของเพื่อนในกลุ่มหลังจากที่เขาเลือกจะเล่าทุกอย่างให้ฟังดังขึ้นจนเหมือนเพิ่งจะได้ฟังเรื่องตลกไปครั้งแรก คนตัวสูงกลิดตาใส่เพื่อนหน้าม้าไปหนึ่งรอบก็ยกแก้วแอลกอฮอลล์ในมือขึ้นดื่มแต่ก็ต้องวางกลับลงไปเมื่อพ่อพระของกลุ่มอย่างจีมินยกมือขึ้นมาห้ามเอาไว้เสียก่อนที่น้ำสีอำพันจะได้ไหลลงคอ

 

“พอเลย วันนี้ได้กำลังใจไปแล้วไง จะดื่มอะไรอีก”

“กำลังใจพ่อง กูไม่ได้ขอ นี่เพิ่งวันที่สองด้วยไอห่า”

“ปล่อยๆมันไป เดี๋ยวก็มีคนฮีลเองแหละกูว่าฮ่าๆ”

“สัส”

 

ความร้อนลากลงไปตามการเคลื่อนไว้ของเหล้าทิ้งให้รสชาติขมฝาดคาทิ้งไว้อยู่ในปาก ปลายลิ้นสากแลบออกมาเก็บเกี่ยวทุกหยดที่หลงเหลืออยู่ เสียงดังครึกครื้นยังดังขึ้นอยู่รอบตัว บรรยากาศเหล่านี้นั้นไม่ได้ช่วยให้เขาดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย แค่เรื่องซันเดย์เขาก็ว่าเหนื่อยแล้ว นี่ยังจะเอาเรื่องที่เพิ่งโดนสารภาพรักมาคิดเสียอีก อยากจะเล่นงานเขาอะไรขนาดนั้นเชียว

 

มือยังคงทำหน้าที่ยกแก้วที่ถูกรินด้วยของเหลวสีอำพันขึ้นกระดกอยู่หลายครั้ง จนเมื่อผ่านไปไม่นานสติก็เริ่มเลอะเลือนด้วยฤทธิ์ของมัน คนที่เริ่มมึนอย่างจองกุกอดไม่ได้ที่หยิบเอาโทรศัพท์ของตนออกมาเลื่อนหาข้อความของตัวป่วนอย่างแทฮยองที่ขยันเสนอหน้ามากวนเขาเหลือเกิน ทว่าทันทีที่ดวงตาสบเข้ากับข้อความที่อีกคนส่งมาอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะน้ำเมาที่ดื่มเข้าไปหรือเป็นเพราะความรู้สึกจริงๆกันแน่ที่ทำให้ใจสั่นได้ขนาดนี้ จากที่คิดว่าเมาก็ตาสว่างทันที เจ้าของโทรศัพท์วางของในมือคว่ำลงราวกับยังไม่อยากเผชิญหน้ากับมันอีกครั้ง

 

เสียงเรียกของเพื่อนนั้นเบาเกินไปที่จะฉุดเขาให้ออกจากภวังค์นี้ได้ ใบหน้าเรียวเล็กของอีกคนปรากฏขึ้นมาเรากับภาพหลอน แต่ในเวลาแบบนี้เขากลับอยากเห็นมันมากที่สุด และเป็นอีกครั้งที่ห้องแชทเดิมถูกยกขึ้นมาดูก่อนที่นิ้วเรียวจะกดส่งบางอย่างออกไป รู้ตัวอีกทีเขาก็ได้ไปยืนรออีกคนอยู่หน้าร้านเสียแล้ว

 

มาหากูหน่อย’

 

ดูเป็นข้อความที่แสดงถึงความเอาแต่ใจไม่น้อยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะมันถูกกดส่งออกไปแล้ว ไม่นานมากนักมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งก็มาจอดอยู่ตรงหน้า ก่อนที่ลูกค้าอย่างแทฮยองจะถอดหมวกกันน็อคออกและรีบจ่ายตังค์ให้พี่วินด้วยท่าทางร้อนรน และหลังจากที่มอเตอร์ไซค์คันเดิมขับออกไปแล้ว คนตัวเล็กก็ตัดสินใจหันกลับมาจะถามว่าเพราะอะไรคนแก่กว่าถึงได้เรียกเขามากระทันหันแบบนี้

 

แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยอะไรออกไป เพราะเพียงแค่เขาหันกลับไปหาอีกคน ศรีษะทุยก็ลงมาวางอยู่บนไหล่แคบของเขาย คนที่โดนกระทำอย่างแทฮยองชะงักไปเล็กน้อยพร้อมกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ และนึกที่หัวใจดวงเล็กของตนนั้นเผลออกอาการเพราะการกระทำของคนเป็นพี่ แต่แล้วก็ต้องหน้าหมองลงจนได้เมื่อกลิ่นฉุนๆของแอลกอฮอลล์ลอยมาแตะจมูกโดยที่ไม่ต้องหาเลยว่ามันมาจากใคร

 

ไม่รู้ว่าเวลานั้นล่วงเลยไปนานเท่าใด แต่แทฮยองก็ยังยินดีที่จะยืนค้างไว้ให้คนพี่อยู่เช่นนั้น ไร้คำพูดและบทสนทนา และในที่สุดคนแก่กว่าก็ยอมละออกมาจากบ่าของคนเด็กกว่าแต่ก็ยังไม่วายพิงหน้าผากทาบไว้กับอวัยวะเดียวกันของอีกคน และเมื่อความห่างระหว่างสองคนได้ลดลง ลมหายใจอุ่นๆของกันและกดก็ลดรินทั้งสองฝ่ายจนบางครั้งจองกุกคิดว่าเขานั้นเห็นแก้มใสตรงหน้าขึ้นสีฝาด และมันก็น่ารักไม่น้อยเลย

 

ความเย็นชื้นที่ตกกระทบเป็นหยดน้ำบนร่างก่อนจะซึมผ่านเนื้อผ้าบางอย่างช้าๆตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ทำให้แทฮยองเริ่มสั่นด้วยความหนาว ผ้าลื่นบางสีขาวที่คนตัวเล็กใส่มาเริ่มเปียกก่อนจะแนบติดเนื้อไปเผยเรียวร่างน่ามองไม่น้อย โชคดีที่เวลาแบบนี้ไม่มีใครอยู่ด้านนอกอย่างเขาสองคน จึงไม่มีอะไรน่ากังวลมากนัก ฝนที่ค่อยๆตกลงมาปรอยตอนนี้กลับกลายเป็นฝนห่าใหญ่ภายในเวลาไม่มาก ฝ่ามือแกร่งสองข้างค่อยๆยกขึ้นมาประคองดวงหน้าเล็กไว้ก่อนที่ตนจะเคลื่อนริมฝีปากเข้าไปใกล้ใบหูเล็กน่ารัก เอ่ยเอื้อนท่อยคำที่เขามั่นใจว่ามันไม่ได้หลุดออกมาจากปากเขาด้วยความมึนเมา หากแต่เป็นความปราถนาที่แท้จริง…

 

“จีบกูนะ จีบให้ติดเลย”

กูอยากออกจากขุมนรกนี้เต็มทีแล้ว แทฮยอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

TBC…

:)

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 40 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

173 ความคิดเห็น

  1. #25 mmty. (@wimmmm) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 17:19
    รอนะคะะ
    #25
    0
  2. #24 Sphotoshop45 (@Sphotoshop45) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 16:30
    ลุยเล้ยแทฮยองงง สู้!
    #24
    0
  3. #23 Tylane (@tarn8297) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 01:21
    งื้ออ น่ารักกก จีบให้ติดนะน้อง! เอาให้ชะนีน้อยรู้สึกผิดที่ทิ้งคนดีๆไป!!
    #23
    0
  4. #22 pmgot7 (@pmgot7) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 20:03
    โอเครค้าา
    #22
    0
  5. #21 heli_ophilia (@heli_ophilia) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 19:36

    พักด้วยชอทฟิคไปก่อนเน้อ เดี๋ยวมาต่อให้ อันนี้จะมีต่ออีกตอนนะคะแต่ตอนหน้าจะต่อเรื่องหลักก่อน ไม่ว่ากันเด้ออ

    #21
    0