Hundred and One [Timeverse] | Kookv (End)

ตอนที่ 28 : Special Chapter (2/3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 129
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    19 ต.ค. 63

 


 

 

(3/6)

เขาสงสัยตั้งแต่ตื่นขึ้นมาแล้ว เพียงแค่ไม่ได้ถามอะไรออกไป พูดปลอบใจตัวเองว่ามันเป็นเพียงอาการชาที่เกิดขึ้นชั่วคราวก็เท่านั้น จนกระทั่งคนอื่นๆกลับไปแล้วคุณหมอเข้ามาอธิบายเกี่ยวกับอาหารผิดปกติของระบบขับถ่าย แค่ตรงนั้นนาทีก็พอจะหวั่นใจเรื่องอะไรขึ้นมาได้บ้างแล้ว แต่ก็แค่ไม่ได้หวังให้มันร้ายแรงถึงขนาดนี้ ไม่ได้หวังให้มันเป็นแบบนี้ไปตลอดชีวิต

            

ช่วงตีสองกว่าๆของคืนนั้น ในวันที่ทุกคนต่างก็กลับไปพักผ่อนอย่าเต็มที่หลังจากที่อดหลับอดนอนมาเกือบปีไปกับการเฝ้าดูแลเขา อาการปวดท้องก็เข้าเล่นงานจนร่างผอมบางที่นอนอยู่บนเตียงรีบขดตัวเข้าหาตัวเองในขณะที่มือทั้งสองข้างก็พลางกุ่มหน้าท้องไว้หวังให้ความปวดหายไปเร็วๆ แต่จนแล้วจนเล่ามันก็ไม่ได้ดีขึ้น ทันใดนั้นเองที่ก้อนบางอย่างด้านในก็พลันสวนขึ้นมากลายเป็นอาเจียน ทว่าดีหน่อยที่ตอนนั้นนาทียังพอมีสติยันตัวลุกออกจากเตียงเตรียมมุ่งไปยังห้องน้ำ

 

แต่…

จนขนาดนี้แล้วขาทั้งสองข้างก็ยังไม่มีแววว่าจะขยับ

เหมือนกับว่ามันได้ตายไปแล้ว ไม่สามารถใช้งานได้อีก

 

เขาจำได้ดีว่าตอนนั้นความรู้สึกของการที่ทุลักทุเลพยายามเดินแต่สุดท้ายจบที่การคลานไปตามพื้นเยือกเย็นของโรงพยาบาลเป็นยังไง เขาไม่มีแรงพอแม้แต่จะเอื้อมมือไปกดเรียกพยาบาลที่ประจำงานอยู่หน้าห้อง เจ็บปวดเกินจะตะโกนเรียก และเหนื่อยเกินกว่าจะพยุงตัวเองไหว

                

มือข้างหนึ่งใช้จิกแล้วลากตัวไปกับพื้น เช่นเดียวกับอีกข้างที่สลับกุมท้องและคอยปิดปากไม่ให้ของเหลวข้างในขย้อนออกมาก่อนจะถึงห้องน้ำตรงหน้า หากตอนนั้นเขาช่วยตัวเองได้สักนิดมันคงจะดีกว่านี้ไม่น้อย แต่ถึงกระนั้นนาทีก็สามารถพาตัวเองมายังหน้าชักโครกได้จนำเร็จก่อนจะโก่งคออ้วกเอาทุกอย่างออกมาด้วยความพะอืดพะอม พลางเม็ดเหงื่อก็ซึมตามไรผมและแผ่นหลังเล็กอย่าน่าสงสาร หยาดน้ำตาคลอเพราะความปวดที่ท้องในขณะที่อาเจียนก็ยังไม่ได้ดีขึ้น

                

เขาไม่แน่ใจว่าเป็นเวลานานแค่ไหนที่นั่งแช่อยู่อย่างนั้น เดาว่าคงอาหารเป็นพิษธรรมดาเพราะลำไส้ที่อาจปรับตัวไม่ทัน แม้ว่าตลอดปีที่ผ่านมาเขาได้รับทั้งน้ำเกลือและอาหารเหลวที่ต่อสายเข้าตัวก็ตามแต่ เมื่อผ่านอาการตรงนั้นได้ก็ยังไม่วายทิ้งให้ตัวเองอยู่กับความเงียบในห้องน้ำคนเดียว ร่างเล็กใช้มือทั้งสองข้างท้าวกับพื้นเพื่อลุกขึ้นไปล้างหน้าให้รู้สึกสดชื่นและบ้วนปากให้เรียบร้อยแล้วทิ้งตัวลงกับพื้นดังเดิม พร้อมกับความเจ็บปวดทว่าในคราวนี้กับไม่ใช่ที่ท้องอีกต่อไป

                

ฝ่ามือสั่นเทาและม่านน้ำตาใสที่ก่อตัวบดบังการมองเห็น ณ ตอนนั้น นาทีแลจะพยายามให้แรงทั้งหมดที่มีเพื่อลองขยับปลายเท้าอีกครั้ง เขายิ้มให้กำลังใจตัวเองในตอนที่ทำไม่ได้ดั่งใจก่อนจะลองอีกครั้งวนไปมาไม่จบสิ้น แต่น่าเสียดายที่ยังไม่ทันที่มันจะดีขึ้น แสงสีส้มของดวงอาทิตย์ก็ลากขึ้นมาแตะขอบฟ้าอีกครั้งเสียแล้ว พร้อมกับคราบน้ำตาที่เหือดแห้งไปแทนที่ด้วยรอยจิกและแผลมากมายบนเรียวขาเล็กแทน เขาสะอึกในตอนที่จำต้องรับความจริงก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างจับขาขึ้นมากอดตัวเองเอาไว้

 

ไม่เห็นทำได้เลย

ไม่ไหว

 

กลับมาที่ลานจอดรถอีกครั้งพวกเขาสี่คนยังทิ้งตัวอยู่กับความเงียบก่อนที่เสียงสะอื้นคล้ายกลัวจะดังขึ้นมา เป็นไทม์ที่พาตัวเองทั้งน้ำตามานั่งย่อลงต่อหน้าน้องชายตัวเล็กบนวีลแชร์ ค่อยๆใช้มือกุมฝ่ามือซีดเผือดบนตักแล้วออกแรงบีบนิดๆเป็นการปลอบ เป็นครั้งแรกที่เขาไม่กล้ามองเข้าไปในตาน้องเพราะกลัวทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้น กลัวว่านาทีจะเสียใจ กลัวว่าสิ่งที่เขาทำไปมันทำให้ทุกอย่างแย่ลง แล้วก็กลัว กลัวว่านาทีจะหายไปไหนอีก

 

“พี่ขอโทษ พี่ผิดเอง”

“ทำไมไม่บอกน้อง! ฮึก” พลันคนที่นั่งอยู่ก็ตวาดเสียงออกมาอย่างที่ไม่เคย แต่ไม่มีใครโกรธ ไม่มีเลย เขาเข้าใจและไม่คิดจะแย้งความผิดเหล่านั้น 

“ถ้าพี่ทำได้พี่ก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเลยนาที”

“ก็รู้ตรงนั้นแล้ว แต่ยังไงพี่ไทม์ก็ทำไม่ได้ไง แล้วจะพูดให้เหมือนรู้สึกดีทำไม

“…”

ต่อจากนี้คนพิการอย่างน้องจะไปทำอะไรได้นอกจากภาระคนอื่นไปวันๆ จะมีใครยังต้องการอยู่อีกหรอ” เวลานั้นนาทีไม่ได้คิดถึงอะไรอีกแล้ว เขาแค่ต้องการระเบิดทุกอย่างออกมาปล่อยน้ำตาและเสียงสะอื้นให้ดังที่สุด มือไม้สั่นเทาและเกร็งไปทั้งตัวด้วยความกลัว แต่แล้วไออุ่นจากใครสักคนก็เข้าโอบกอดด้านหลังในตอนที่เหมือนทั้งโลกกำลังหันหลังให้เขา พลันร่างเล็กก็ก้มหน้าติดอกกัดริมฝีปากซีดหวังจะระบายอารมณ์ให้หายไปเสียที 

ผมไงครับ ผมยังอยู่ตรงนี้กับพี่อยู่นะ พี่จะเป็นอะไร ยังไงก็ยังเป็นนาทีของเซนต์อยู่ดีไม่ใช่หรอครับ

“ฮือฮึก ทำไม อึก ทำไมมันแย่ไปหมดเลย”

“ทุกคนจะอยู่ตรงนี้ช่วยพี่เองอย่าห่วงไปเลยนะครับ เดี๋ยวมันก็ผ่านไปแล้วอย่างทุกครั้งที่พี่ผ่านเรื่องต่างๆมาได้”

“มันไม่เหมือนกันไงเซนต์”

“ผมรู้ครับ” เจ้าตัวว่าก่อนจะโน้มตัวลงมาลูบหัวทุยเป็นการปลอบประโลมแล้วต่อประโยคให้จบ

แต่มันก็แค่เหตุการณ์หนึ่งในชีวิตทั้งนั้น ผมรู้ว่ามันอาจจะยากสักนิด แต่อย่าให้ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวมาทำลายชีวิตเราเลยนะครับ”

“…”

“ไม่ร้องแล้วนะครับ พี่เหมาะกับรอยยิ้มที่สุดแล้ว”

 

และแล้วสายน้ำตาแห่งความเจ็บปวดก็ไหลลงมาเป็นธาร อายพวงแก้มที่เคยขึ้นสีระเรื่อแดงสดใสหากแต่ตอนนี้หลงเหลืออยู่เพียงความซีดจากร่างกายที่อ่อนแอลง เล็บยังพยายามจิกลงท่อนขาแม้ว่าจะมีคนคอยคบายมันออกให้ อาจเป็นเพราะคำปลอบใจ อาจเป็นเพราะโทสะ อาจเป็นเพราะความเสียใจ แต่ทุกอย่างก็ล้วนแต่จะบีบให้ร้องออกมาเท่านั้น

                

ระหว่างทางกลับไม่ได้ใครพูดหรือคิดจะเริ่มบทสนทนาใดๆทั้งสิ้น เซนต์ที่รับหน้าทีขับรถก็ทำมันได้อย่างดี มอืข้างหนึ่งประคองพวงมาลัยรถ ทว่าอีกด้านที่ว่างอยู่ก็ไม่ลืมที่จะกุมมือของคนด้านข้างไว้หลวมๆ แม้นาทีจะยังนั่งนิ่งไม่สนใจก็ตาม มองเหม่อลอยออกไปยังทัศนวิสัยข้างนอกด้วยสายตาว่างเปล่า มีบางครั้งที่เหลือบกลับมามองผ้าคลุมขาบนตักตัวเองและปลายเท้าที่ไม่รับรู้ถึงความรู้สึกใดๆทั้งสิ้น เบาะหลังแน่นอนว่าฮีลได้เอนตัวพิงกระจกรถหลับไปแล้ว แต่อีกหนึ่งสายตาที่แสดงความห่วงอยู่เงียบๆก็คือไทม์ ที่วันนี้เขาไม่แน่ใจเลยว่าหน้าที่พี่ชายที่ดีต้องทำอย่างไร

                

ไม่นานรถก็แล่นเข้ามายังรั้วบ้านขนาดที่เรียกได้ว่าใหญ่พอตัว แน่นอนว่าฐานะครอบครัวทางของนาทีต้องร่ำรวยพอตัว มิเช่นนั้นคงไม่มีทางได้ขอรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลมาเนิ่นนานเท่านี้ได้ เซนต์รีบลงไปเอาวีลแชร์หลังรถก่อนจะเข็นมาบริเวณที่นั่งคนขับแล้วอุ้มคนตัวเล็กของเขาลงจากรถอย่างปลอดภัย มันน่าทึ่งที่เขาสามารถทำทุกอย่างเสมือนว่าเตรียมการณ์และรู้เรื่องมาอยู่แล้ว เซนต์ไม่ได้แม้แต่จะแสดงอาการตกใจ แต่ถึงกระนั้นเหตุผลเดียวที่พอจะเป็นไปได้ ก็เพราะเขายังรู้ว่าวินาทีนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความรู้สึกของนาที

                

หนึ่งปีที่ผ่านมายอมรับว่าเซนต์คือคนหนึ่งที่คอยตามดูแลฝ่ายพ่อแม่ของนาทีมาตลอดตอนนี้อีกก็เช่นกัน แม้ว่าผู้ใหญ่ทั้งสองของบ้านจะเดินมาต้อนรับลูกชายตัวเล็กกลับแต่ก็ยังไม่วายที่เขาจะต้องคอยเตือนไม่ให้รีบร้อนวิ่งมาจนเกินไป เกรงว่าพวกท่านอาจล้มได้ ร่างสูงสมส่วนโค้งตัวเป็นการสวัสดีหนึ่งครั้งเนื่องจากมือทั้งสองยังต้องเข็นวีลแชร์ของนาทีเข้าบ้านไปอยู่ จากสีหน้าที่เห็นทุกคนน่าจะพอเข้าใจว่าตอนนี้ลูกชายคนเล็กของบ้านกำลังพบเจออะไร ผู้เป็นแม่ถึงได้เดินเข้ามากอดคนตัวเล็กบนรถเข็นด้วยความคิดถึง

 

“กลับมาบ้านสักทีนะลูก รู้ไหมพอไม่มีหนูที่นี่เงียบมากเลย” นาทีทำเพียงยิ้มตอบกลับไปอย่างเหนื่อยล้าก่อนจะหันกลับไปสบตาคนรักเพื่อขอความช่วยเหลือ เขายังไม่อยากคุยอะไรกับใครทั้งนั้น แค่อยากอยู่เงียบๆคนเดียว อยากให้ความคิดได้ตกตะกอน

“งั้นเดี๋ยวผมขออนุญาตพานาทีขึ้นไปพักก่อนดีกว่าครับ เรื่องอาหารเดี๋ยวถ้าไม่ว่าอะไรผมขอจัดการให้เองนะครับ”

“เอาเลยลูก พ่อกับแม่ไม่ยังไงอยู่แล้ว แต่เราจะเหนื่อยรึเปล่าเซนต์”

“อะไรที่ทำได้สำหรับนาทีผมไม่เหนื่อยหรอกครับ ขอตัวก่อนนะครับ”

 

 

 

 

 

ประตูไม้บานใหญ่ถูกเปิดออกก่อนที่แขกและเจ้าของห้องอย่างนาทีจะถูกพาเข้าไป จริงอยู่ที่เซนต์อาจเคยมาเยี่ยมเยียนที่นี่บ้าง แต่อย่าลืมว่ายังไม่มีครั้งไหนเลยที่เขาได้เข้าห้องนี้ และครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกที่ได้เห็น ห้องขนาดใหญ่ที่ถูกต้องแต่งสไตล์มินิมอลฉบับเจ้าตัว ดูเรียบง่ายแต่ก็ยังคงสเน่ห์เอาไว้อย่างดี ซ้ายมือคือโซนเตียงนอนที่หัวเตียงมีหน้าต่างบานใหญ่คอยพาแสงอุ่นๆเข้ามาทักทายตลอดทั้งวัน อาจเป็นเพราะไม่ค่อยมีใครได้เข้ามากนักและคนที่บ้านก็คงเกร็งใจที่จะเข้ามาจัดของโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าข้องห้อง บรรยากาศในนี้เลยยังพอมีกลิ่นอายจางๆของความเป็นนาทีอยู่บ้าง แต่ถึงกระนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ เพราะกระดาษโน๊ตที่แปะเรียงกันอยู่บนบอร์ดไม้ ณ ด้านหนึ่งของห้อง อีกทั้งบางมุมยังมีเครื่องดนตรีวางพาดไว้กับผนังอยู่ เช่นเดียวกับเครื่องอัดเสียงและไมค์ แน่นอนว่ายังไงมุมนั้นก็คงเป็นที่โปรดของเจ้าของห้องเป็นแน่

                

เซนต์หันกลับไปปิดประตูลงแล้วพาคนตัวเล็กไปวางลงบนเตียงอย่างเบามือ เพราะวีลแชร์ที่เข็นขึ้นบันไดไม่ได้ เขาจึงต้องอุ้มขึ้นมาเองถึงจะมีแรงโน้มถ่วงเป็นอุปสรรคเล็กน้อยก็ตามแต่ เจ้าของร่างสูงเลือกที่จะนั่งย่อลงตรงหน้าเจ้าของห้องดังเดิมเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับที่พอดีกัน เขาเห็นนาทีจ้องมาแต่น่าเศร้าที่ในดวงตาคู่สวยนั้นกลับไม่เผยให้เห็นความรู้สึกใดๆของเจ้าตัวเลย

 

“เมื่อเช้าอาบแค่เช็ดตัวเอง อาบน้ำมั้ยครับจะได้สบายตัวขึ้น” ทว่านาทีเลือกที่จะเงียบ

“ผมจะไปเตรียมน้ำอุ่นไว้ในอ่างนะครับ”

 

ไม่กี่นาทีต่อมาเมื่อมั่นใจว่าอุณหภูมิน้ำในอ่างพอดีแล้ว ร่างสูงก็เดินละออกไปก่อนจะตรงไปยังโซลเมทตัวเล็กที่ยังเอาแต่นั่งเหม่ออยู่ที่เดิม ถือวิสาสะช้อนร่างขึ้นมาในท่าเจ้าสาวโดยไม่กลัวคำติใดๆ เพราะไม่ว่าจะยังไงนาทีก็ต้องอาบน้ำให้ได้

                

ทว่าเจ้าตัวกลับไม่ได้เปิดปากพูดอะไรและยอมให้เซนต์พาเข้าห้องน้ำไปอย่างง่ายๆเสียอย่างนั้น พาลให้บรรยากาศอึดอัดอย่างน่าประหลาด เขาจัดการวางเจ้าของร่างบางไว้บนเคาน์เตอร์ล้างมือเสมือนตุ๊กตาตัวหนึ่ง ก่อนๆจะค่อยๆปลดกระดุมเสื้อยืดตัวโคร่งออกจนหมดไป เช่นเดียวกับกางเกงและเสื้อผ้าชิ้นอื่นๆจนกระทั่งคนตรหน้าอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า มีบ้างที่เขาเหลือบไปเห็นวงระเรื่อบนพวงแก้ม แต่มันก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกดีขึ้นเลยกับการที่ได้เห็นว่าตอนนี้คนรักผอมลงไปมากขนาดไหน ทั้งลำตัวที่ซูบบางจนเห็นแนวซี่โครง และข้อแขนข้อขาที่เล็กจนน่าเป็นห่วง เซนต์ทำได้แต่หวังว่าโซลเมทของเขาจะกลับมาเป็นแบบเดิมได้เสียที

                

เท้าคืออวัยวะแรกที่สัมผัสผิวน้ำอุ่นก่อนจะไล่มาตามข้อเท้าสวยและทั้งร่างในที่สุด นาทีแลจะสะดุ้งเล็กน้อยในตอนที่ความเย็นจากแชมพูสระผมถูกเทใส่เหนือหัว ก่อนจะหันกลับมามองเจ้าตัวใหญ่ที่ทำหน้าที่ทั้งหมดอยู่ด้านหลังด้วยสายตาที่มีชีวิตชีวาขึ้น ออกแนวสงสัยเล็กน้อยและเขาก็ทำเพียงส่งยิ้มจางๆกลับไปให้เท่านั้น พวกเขาทิ้งตัวให้ความเงียบเข้าปกคลุมแต่ด้วยความอึดอัดที่น้อยลงเช่นกัน ฝ่ามือใหญ่บรรจงสระผมให้อย่างดี ค่อยใช้ปลายนิ้วกดด้วยน้ำหนักไม่แรงไม่เบาแต่ทำให้ผ่อนคลายได้ สักพักศีรษะเล็กก็เอนลงมาอยู่ที่ขอบอ่างและเขาไม่ลืมที่จะหาอะไรมารองคอนานทีไว้

 

“เสียดายแย่เลยสร้อยผมไม่มีคู่แล้ว” คนตัวเล็กไม่ได้ตอบหากแต่ทำเพียงใช้ปลายนิ้ววนฟองสบู่ในอ่างเล่นเท่านั้น

“เราขอโทษ ถ้าวันนั้นเราระวังตัวอีกสักหน่อย-”

จะขอโทษในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำผิดทำไมครับ

“…”

“ว่าแต่ ผมคิดไปเองรึเปล่าที่เหมือนพี่เปลี่ยไป”

“หืม” เป็นตอนนั้นที่เปลือกตาสีมุขเปิดขึ้นเผยให้เห็นลูกแก้วคู่สวยที่เงยขึ้นมาสบตากับคนที่นั่งอยู่ข้างอ่างถูหัวให้เขาอยู่ จู่ๆความคิดหลายๆอย่างก็แล่นเข้ามาพลันให้นึกถึงตัวตนของอีกคน

“เหมือนจะนิ่งขึ้น แล้วก็โตขึ้นเยอะเลยนะครับ

“ตลกแล้ว อย่าลืมว่าที่ผ่านมาเราคือคนป่วยติดเตียงนะ จะเอาเวลาไหนไปเปลี่ยนตัวเอง”

“ไม่รู้สิครับฮ่าๆ แต่ไม่ว่าจะเป็นพี่เวอร์ชั่นไหน”

“…”

“ก็อย่าได้ท้อกับอุปสรรคเลยนะครับ มีคนอยู่ข้างพี่อยู่แล้ว”

“แต่เราไม่อยากเป็นภาระ”

ไม่มีใครที่นี่มองว่าพี่เป็นภาระหรอกครับ แต่พี่คือนาทีที่มีคนเดียวบนโลก และนั่นแปลว่าไม่มีใครยอมเสียพี่คนนี้ไปไหนแน่นอน” เซนต์เอ่ยจบก่อนจะก้มลงมาจุมพิตน้อยๆบนริมฝีปากน่ารักเพียงครั้งเดียวก็ละออกไป เป็นการให้กำลังใจเล็กๆที่ไม่แน่ใจนักว่าในเวลานี้มันจะพอช่วยอะไรได้บ้างหรือเปล่า เพราะนาทีก็ยังเป็นนาที ที่ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ความรู้สึกของคนอื่นมักจะมาก่อนตัวเองอยู่แล้ว

                

มื้อเย็นถูกเสิร์ฟทันทีที่เข็มสั้นบนหน้าปัดนาฬิกาเรือนหรูเคลื่อนมาชี้ตรงเลขเจ็ดของวัน ใช่ว่าปกติแล้วครอบครัวเขาเคร่งเรื่องการกินมากนัก แต่เพราะชายเล็กของบ้านที่เพิ่งออกมาจากโรงพยาบาลหมาดๆจำเป็นต้องขุนให้น้ำหนักกลับมาเท่าเดิมหรือมากกว่านั้น มันจึงเป็นเหตุที่ว่าทำไมต้องทานอาหารให้ตรงเวลา นอกเหนือจากนั้นจะได้ทานยาแล้วเข้านอนให้เรียบร้อย 

                

พวกเขาไม่ได้พูดคุยกันมากนักระหว่างเวลาอาหาร จะมีก็แต่เสียงโลหะจากปลายช้อนส้อมที่สลับผลัดกันเคาะบ้าง เสียดไปกับจานกระเบื้องหรูบ้าง จนกระทั่งทุกอย่างงนห้องเงียบลงผู้ใหญ่ของบ้านก็เอ่ยขึ้นรั้งเด็กๆก่อนที่จะแยกย้ายกันไปพักผ่อน

 

“เมื่อเย็นพ่อเพิ่งโทรคุยกับอาเรามา เขาว่ามีโรงพยาบาลดีๆอยู่แถวนั้น”

“…”

“อาเจษก็เคยเป็นหมอที่นั่น”

“พ่อต้องการจะพูดอะไรกันแน่”

ไปลองด้วยกันอีกครั้งมั้ยลูก เผื่อว่ามันจะยังมีวิธี”      

“แล้วถ้ามันไม่ได้-”

“อย่างน้อยก็ได้ลอง”

 

 

 

 

 

 

(4/6)

และแล้วหลังจากนั้นเหตุการณ์ต่างๆก็แลจะผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับโกหก ไม่ทันได้กะพริบตารู้สึกตัวอีกทีร่างของเขาก็เดินทางมาถึง ณ สนามบินประเทศแคนาดาเสียแล้ว ที่ที่ญาติฝั่งพ่อของเขาอาศัยและทำงานอยู่ นับเป็นการเดินทางครั้งใหญ่เพราะพวกเราไม่มีใครรู้ว่าจะได้กลับไปอีกทีเมื่อไหร่ อาจเป็นเวลาต่อจากนี้อีกสองถึงสามอาทิตย์ อาจลากยาวไปเป็นเดือนๆ บางทีอาจถึงปี หรือไม่ถ้าแย่หน่อยก็ไม่มีกำหนดวันกลับ

                

เซนต์ละฝ่ามือทั้งสองข้างจากวีลแชร์ที่เขานั่งอยู่ไป ก่อนจะเดินเข้าไปช่วยพี่ไทม์จัดการขนกระเป๋าจากสายพานให้เรียบร้อย เหลือบไปทางซ้ายหน่อยก็จะเห็นร่างสูงวัยของผู้เป็นพ่อกำลังยืนเครียดระหว่างต่อสายหาใครบางคนอยู่ ซึ่งมันไม่ได้เดายากเลยว่าจะสามารถเป็นใครไปได้อีกนอกจากอาเจษ 

                

แม่กับฝุ่นไม่ได้มาด้วยแต่นั่นก็เพราะฝุ่นยังมีร้านที่ต้องดูแล แล้วพ่อก็เห็นด้วยว่าแม่ควรจะพักผ่อนอยู่บ้านจากอาการหน้ามืดบ่อยๆเพราะความดันที่ไม่ค่อยคงที่ ไม่นานนักพวกเขาทั้งสี่ก็เดินออกมาสัมผัสอากาศเย็นยะเยือกที่หนาวจัดครั้งแรกของปีทันทีที่เท้าก้าวแตะพื้นด้านนอกอาคารของสนามบิน ต่างคนต่างไม่ลืมที่จะกระชับเสื้อขนเป็ดบนตัวให้แน่นขึ้นและเขาก็เองเช่นกัน ก่อนที่รถตู้คันหรูสีดำจะขับเคลื่อนเข้ามาจอดอยู่ตรงหน้า และใบหน้าคุ้นเคยทว่าไม่ค่อยได้เจอกันนานของอาเจษที่โผล่พ้นกระจกรถยามมันถูกลดลงเพื่อเอ่ยทักทาย ชายตรงหน้าที่มีอายุห่างกับพ่อเขาเล็กน้อยฉีกยิ้มสดใสมาให้ทันทีที่เห็น แม้ว่าหลายปีจะผ่านไปและริ้วรอยที่เพิ่มขึ้นตามอายุ อาเจษยังเป็นคนเดิมที่สามารถทำให้บรรยากาศแย่ๆในบางครั้งดีขึ้นได้เสมอ แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้ส่งผลกับตัวเขามากนักในวันนี้ แต่นาทีก็ยังสบายใจที่อาของเขายังสบายดี

                

กระเป๋าเดินทางมากมายถูกขนขึ้นหลังรถไปอีกคราในขณะที่เซนต์ค่อยๆอุ้มร่างเล็กจากวีลแชร์ขึ้นรถไปอย่างเบามือ จัดที่และท่านั่งให้เรียบร้อยเพราะไม่แน่ใจว่าระยะทางจากที่นี่ไปจนถึงบ้านอาเจษนั้นอีกนานแค่ไหน สิ่งแรกที่ควรคิดถึงก็ควรจะเป็นความสบายของนาทีก่อน พวกเขาจัดการทุกอย่างด้วยความรวดเร็วเพราะอากาศหนาวที่กำลังไล่ต้อนอยู่ อีกทั้งพยากรณ์อากาศที่ขึ้นบอกว่าอีกไม่นานหิมะอาจจะตก

                

เขาจำไม่ได้มากนกัว่าระหว่างการเดินทางบนรถตู้นั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง จำได้เพียงลางๆว่ารางสูงด้านข้างแนะนำตัวต่ออาเจษอย่างไร นอกเหนือไปกว่านั้นก็มีเพียงภาพของหิมะกองใหญ่สีขาวตามข้างทางเท่านั้นที่นาทีพอจะจำได้ เพราะสายตาที่เอาแต่เหม่อมองไปนอกหน้าต่างจนเสียงรอบข้างค่อยๆเงียบลงไป จนท้ายที่สุดเขาก็ได้แต่ปล่อยให้จมอยู่กับความคิดตัวเองอีกครั้ง

                

นิวบรันสวิกเป็นรัฐที่ใหญ่หนึ่งในสามของแคนาดา ไม่แปลกถ้าเวลาในการเดินทางจะค่อนข้างนานอีกทั้งบ้านของอาเจษที่ตั้งอยู่ฝั่งนอกเมือง โดยให้เหตุผลที่ว่าเขาไม่ชอบความวุ่นวายนัก แม้ระหว่างทางจะถูกชวนคุยไม่ให้บรรยากาศในบางครั้ง เขาเองก็เลือกที่จะตอบปัดไปให้จบเสีย ยอมรับว่ามันอาจเสียมารยาทไปหน่อย แต่ทำไงได้ เขายังไม่อยากคุยกับใครทั้งนั้น

                

สี่ล้อยังขับเคลื่อนไป ผ่านทั้งตึกรามสูงใหญ่ในตัวเมืองจนกระทั่งทัศนวิสัยค่อยแปรเปลี่ยนเป็นไม้สูงสีขาวจากหิมะที่โปรยปรายลงมาแทน ให้ความรู้สึกเสมือนว่าเวลาบางช่วงถูกหยุดไว้ เกล็ดหิมะที่ตกลงมากระทบกับกระจกบานใสตรงหน้า ก่อนความอุ่นจากในรถจะทำให้มันละลายกลายเป็นหยดน้ำภายในไม่ช้า สลับมองไปกับกิ่งไม้ขนาดใหญ่ตามทางและเศษใบไม้แห้งที่ล่วงหล่นอยู่ตามพื้นถนน ก่อนที่เปลือกตาสีมุขจะค่อยๆเคลิ้มปิดลงมาจากบรรยากาศด้านนอกและเพลงที่เปิดเบาๆคลอจากในรถ แล้วผล็อยหลับไปในที่สุด

                

เซนต์ที่เห็นว่าโซลเมทตัวเล็กหลับไปแล้วก็เอื้อมไปจัดผ้าห่มผืนบางบนตัวห่มให้เรียบร้อย เลือกที่จะประคองมือเล็กข้างหนึ่งไว้ออกแรงบีบเบาๆเช่นนั้นตลอดทาง ก่อนที่บทสนทนาของผู้ใหญ่ทั้งสองด้านหน้าจะดังขึ้นหลังจากสังเกตุเห็นนาทีที่นอนไปแล้ว

 

“แล้วนี่ที่บ้านเป็นไง”

“ไม่ต้องห่วงเลยพี่ ผมเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ต่อราวเดิน จักรยานไฟฟ้า เครื่องช่วยพยุง”

“ไปเอามาจากไหน ของแบบนี้เบิกมาได้ด้วยหรอ”

“ใครเขาจะให้เบิกมาล่ะพี่ฮ่าๆ ผมลงทุนซื้อมาให้ลูกใช้ต่างหาก ตอนนี้มันหายดีไปเรียนต่อแล้ว โชคดีที่พีทักมาหาพอดี ไม่งั้นก็คงขายไปก่อน”

“อ๋อ มันจะทำให้นาทีกลับมาเดินได้เหมือนกันไหม”

“ของแบบนี้รับประกันไม่ได้ร้อยเปอร์เซนต์หรอก ขึ้นอยู่กับตัวหลานแล้วก็แพทย์วินิจฉัยว่าอัมพาตตลอดชีวิตขนาดนั้น ต้องใช้ความอดทนนานเลย”

“ยังไงก็ช่วยหน่อยนะเจษ เดี๋ยวเรื่องค่าใช้จ่ายเอาเท่าไหร่แกไปคิดมา แล้วนี่มันจะกระทบเรื่องงานที่โรงพยาบาลมั้ย”

“ผมไม่เอาอะไรทั้งนั้นแหละ อีกอย่างผมออกมาตั้งนานแล้ว ตอนนี้เหลือแค่นั่งทำงานวิจัยให้ทางนั้นเฉยๆ”

“เอ้อ ดีๆ”

“แล้วนาทีมันหลานแท้ๆผม ยังไงถึงพี่ไม่ขอผมก็อยากช่วยอยู่แล้ว”

 

 

 

กว่านาทีจะตื่นขึ้นมาอีกที บ้านขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่มากก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้าเสียแล้ว เขาพยายามปรับสายตาให้ชัดหลังจากที่หลับมาเกือบชั่วโมง อย่างหนึ่งที่ทำให้เขาอึ้งได้ตั้งแต่มาเหยียบประเทศนี้คงจะเป็นสิ่งก่อสร้างตรงหน้าตอนนี้ เคยได้ยินมาบ้างว่าอาเจษเป็นคนที่ชอบทำอะไรได้ตัวเอง หลังจากที่เก็บเงินและสร้างฐานะขึ้นมาได้ระดับหนึ่งอาก็ตัดสินใจสร้างบ้านขึ้นมาด้วยตัวเองหลังนึงสำหรับครอบครัวแล้วก็ตัวเอง นาทีไม่เคยเชื่อจนกระทั่งวันนี้ที่ได้เห็นมันกับตา นับว่ามันใหญ่ใช้ได้เลยสำหรับแพทย์คนหนึ่งที่จะมความสามารถขนาดนี้

            

เซนต์เดินลงจากรถตามคนอื่นๆไปช่วยขนสัมภาระของพวกเขาเข้าบ้านอีกครั้ง ร่างเล็กบนรถได้แต่มองตามจากในรถก่อนที่ไทม์จะเดินสวนเข้าบ้านไป ตอนนั้นเองที่ตระหนักได้ถึงบางอย่าง ตั้งแต่ที่โรงพยาบาลเมื่อวันนั้นเขากับพี่ไทม์ไม่ได้คุยกันดีๆนานแค่ไหนแล้วนะ ยังไม่ทันที่ความคิดจะฟุ้งอยู่ในหัวอย่างที่เคย ประตูรถก็เลื่อนออกเผยให้เห็นร่างสูงของคนรักอีกครั้ง แม้จะไม่ได้อยากเป็นภาระให้ใครมากนักแต่ก็ต้องยอมรับว่าตอนนี้นาทียังทำอะไรไม่ได้มากจริงๆนอกจากขยับตัวแล้วช่วยหยิบของที่ทำได้ออกมา เซนต์อุ้มเขาลงจากรถแล้วกลับมาที่วีลแชร์อีกครั้ง ก่อนที่อาเจษจะเป็นคนสุดท้ายที่ล็อกรถแล้วตามเข้าบ้านไป

                

ไม่ทันไรความอุ่นจากด้านในบ้านก็เข้าโอบกอดแทนไอหนาวจากด้านนอกทันทีที่ก้าวพ้นประตูเข้าไป การตกแต่งภายในที่มีเฟอร์นิเจอร์เป็นไม้เสียส่วนใหญ่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายลง มุมหนึ่งของห้องรับแขกกว้างคือที่ตั้งของเตาผิงขนาดใหญ่ที่เชื่อมขึ้นไปยังปล่องไฟบนหลังคา คงไว้ใช้ในฤดูหนาวเช่นตอนนี้ วีลแชร์ที่เขานั่งอยู่ถูกเข็นตามเจ้าของบ้าน ชายวัยกลางคนอย่างอาเจษไปอีกห้องที่เป็นพื้นที่แยกออกไปทางด้านหลังบ้านส่วนใหญ่ ก่อนที่ประตูห้องจะเปิดออกให้เห็นด้านในโดยผู้เป็นอาที่แลดูจะตั้งใจบอกใบ้บางอย่างให้นาทีเป็นพิเศษ

 

“นี่ห้องเรา เข้าไปดูสิ”

 

อาเจษหันมาพูดก่อนที่เซนต์จะพาร่างเล็กบนวีลแชร์เข้าไปด้านใน ห้องนอนขนาดไม่ได้ใหญ่มาก แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้มันน่าประทับใจนั้นคือหน้าต่างบานใหญ่ที่ตั้งใจทำเป็นผนังด้านหนึ่ง หรือหากนึกภาพตามไม่ออก มันก็คือห้องสี่เหลี่ยมธรรมดา ที่ผนังสามด้านของห้องเป็นผนังทึบ ในขณะที่หนึ่งด้านที่เหลือกลายเป็นกระจกใสขนาดมหึมา ที่เผยให้เห็นธรรมชาติอันงดงามด้านนอกบ้านตลอด อีกทั้งมันยังติดเตียงเสียด้วย คนตัวเล็กจดจ้องอยู่อย่างนั้นราวกับตกอยู่ในภวังค์ ก่อนที่ฝ่ามือของอาเจษจะวางลงบนหัวไหล่เล็กเพื่อเรียกสติ

 

“เป็นไงที ชอบมั้ย อาเพิ่งทำห้องนี้ได้ไม่นานเอง”

“ชอบ…ครับ นี่ห้องทีเลยหรอ”

“ใช่แล้วครับ มีระเบียงด้านนอกด้วยนะ แต่อาว่าช่วงนี้อย่าเพิ่งออกไปเล่นดีกว่า เดี๋ยวเราจะไม่สบายเอา”

“เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณนะอา-”

“หยุดเลยตัวเล็ก” อาเจษเอ่ยแย้งขึ้นมา ก่อนจะเดินมาหยุดตรงหน้าแล้วก้มลงมาหาเขา

“เราไม่ต้องขอบคุณอาเรื่องอะไรทั้งนั้น แต่หลังจากนี้สัญญากับอาอย่างนึงนะ”

“ครับ?”

“เราต้องสู้นะ วันนี้มันอาจจะยังไม่ดีขึ้นแต่ห้ามคิดลบเด็ดขาดเข้าใจมั้ย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม นี่ไงเห็นพวกอามั้ย พวกเราจะอยู่กับทีหมดเลยเข้าใจมั้ยครับ

 

 

 

 

ต้องสัญญาด้วยหรอ

 

 

 

แล้วถ้าทำไมได้ล่ะ

 

 

 

ครับ จะพยายาม

 

 

 

 

 

 

(5/6)

2 เดือนต่อมา

 

“เอ้าเซนต์กลับมาแล้วหรอ

“สวัสดีครับ วันนี้คนน้อยผมเลยกลับมาก่อน”

“ซะงั้น ฮ่าๆ ระวังโดนตัดเงินเดือนหรอก”

“พูดอะไรครับ ผมก็ทำเล่นๆไปอย่างที่คุณอาว่านั่นแหละ”

“ฮ่าๆ ไม่ยังไงหรอก เออไปเปลี่ยนชุดแล้วเดี๋ยวมาทีไปเล่นนอกบ้านบ้างไปอาจะได้ทำกับข้าว ขังตัวเองอยู่แต่ในห้องมาเป็นเดือนๆแล้ว

“ครับผม”

 

ก๊อกๆ

 

พลันเสียงเคาะจากด้านนอกก็ดันขึ้นพาลให้เจ้าของห้องตัวเล็กจำต้องละสายตาออกจากหน้าต่างบานใหญ่มาเอ่ยอนุญาตเสียก่อน สักพักร่างสูงของใครคนนั้นก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมใบหน้ายิ้มแย้มอย่างเคย เสื้อตัวนอกถูกถอดไปตั้งแต่ที่ก้าวเข้บ้านมา จะเหลือก็เพียงเสื้อยืดสีขาวธรรมดาที่เซนต์กำลังสวมใส่อยู่ กับกางเกงวอร์มสีเทาสบาย ต่างจากเขาที่ทั้งวันไม่ว่าจะหน้าร้อนหน้าหนาว มันก็ยังเป็นเสื้อไหมพรมบางๆกับกางเกงขายาวอยู่ดี

                

นาทียกยิ้มตอบกลับไปนิดๆ ก่อนจะหันกลับไปสนใจสิ่งที่ผละออกมาก่อนหน้านี้เหมือนเคย เห็นดังนั้นโซลเมทร่างสูงก็เกิดน้อยใจเล็กน้อยว่าอะไรกันที่ทำให้คู่ชีวิตเขาสนใจถึงขนาดเมินกันเช่นนี้ ว่าแล้วก็ปิดประตูลงแล้วตัดสินใจเดินเข้าไปหานาทีแทน ไม่ลืมที่จะลากเก้าอี้ๆตัวเล็กๆข้างเตียงไปด้วย

 

“ทำไมวันนี้กลับมาเร็วจัง” คนตัวเล็กเอ่ยถาม ทว่าดวงตาทั้งสองข้างกลับไม่ได้หันมาสนใจเขาแม้แต่น้อย

“ลูกค้าน้อยครับวันนี้ แต่ผมก็รีบกลับมาหาพี่ทุกวันแหละ”

“ตลกแล้ว” ถึงจะพูดอย่างนั้น มันก็ยังค่อนข้างย้อนแย้งกับมุมปากที่กำลังยกยิ้มเก้อเขินอยู่

“วันนี้ทำกายภาพบำบัดเป็นไงบ้างครับ ดีขึ้นบ้างมั้ย”

“อื้อ เราเริ่มขยับเองได้บ้างแล้ว”

“เก่งมาก เห็นมั้ยเดี๋ยวก็ทำได้แล้ว แล้วนี่กำลังมองอะไรอยู่ไม่สนใจผมเลยนะ” ร่างสูงถามกลับอีกครั้งก่อนจะเสมองตามสายตาอีกคนออกไปยังนอกหน้าต่าง เนื่องจากบริเวณที่อยู่นั้นแยกออกมาจากตัวเมืองพอสมควร รอบบ้านจึงเป็นลานขนาดใหญ่ที่พอเข้าหน้าหนาวอย่างเช่นตอนนี้ ทั้งพื้นที่บริเวณก็ถูกปกคลุมไปด้วยชั้นหิมะหนานุ่มน่าสัมผัสขึ้นมาทันที ทว่าตอนนี้มันกลับถูกซ้อนด้วยภาพของเด็กฝรั่งตัวเล็กๆหลายคนที่พากันออกมาเชยชมธรรมชาติที่สวยงามกลางฤดูเช่นนี้ ผู้ใหญ่ที่ยืนอยู่ห่างออกไปหน่อยตรงนั้นคงเป็นผู้ปกครอง พวกเขาวิ่งไล่กัน บ้างก็หยิบก้อนหิมะขึ้นมาปั้นแล้วแกล้งโยนใส่กันบ้าง แต่โดยรวมแล้วก็เป็นภาพที่น่ามองไม่น้อยเลย

“เด็กๆน่ารักเนอะ”

“พี่อยากออกไปเล่นบ้างรึเปล่าครับ ผมพาไปได้น-”

อยากวิ่งได้แบบนั้นอีกครั้งจัง” เป็นตอนนั้นที่เซนต์เพิ่งจะเข้าใจว่าบรรยากาศประหลาดที่ฟุ้งอยู่ในห้องตั้งแต่ก้าวเข้ามานี้คืออะไรไอของความโศกเศร้าบางอย่างที่เข้าปกคลุม และสายตาเหม่อลอยของนาทีที่ไม่ยอมหันมาสบเสียที ตอนนี้เข้าใจแล้วเกิดอะไรขึ้น ได้ยินดังนั้นเขาก็รีบคว้าเอาข้อมือเล็กมากอบกุมไว้ก่อนจะค่อยๆประคองดวงหน้าหวานที่เคยสดใสให้หันมาหากัน ตั้งแต่มาที่นี่ไม่มีใครในพวกเขาเคยเห็นหรือได้ยินนาทีร้องไห้ มันเลยทำให้คิดว่าทุกอย่างกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น หารู้ไม่ว่าสายตาที่คนตรงหน้าหันมาสบกันตอนนี้กลับไม่หลงเหลือประกายอะไรอีกต่อไปแล้ว เขาจำได้ว่าตอนที่ไปเที่ยวกันครั้งแรก ตอนที่เขาทั้งสองได้ลองทำอะไรด้วยกัน สิ่งที่น่าจดจำที่สุดคือความงดงามของดวงตาคู่นี้ ที่ไม่ว่าจะตอนยิ้มหรือยามอีกคนตั้งใจทำอะไร เสมือนว่าเป็นลูกแก้วที่โอบอุ้มทั้งจกรวาลและดวงดาราเอาไว้ มันน่ามองเท่านั้นเลย แต่หากกลับมาเทียบเอาตอนนี้ มันไม่ได้ต่างอะไรจากหลุมดำแล้ว มืดมิดและไร้แสงสว่าง ไร้ชีวิตชีวาจนไม่เหลืออะไรให้มองหาอีก

“ไหนสัญญากับคุณอาแล้วไงครับว่าพี่จะไม่คิดลบแบบนี้อีก เราพยายามกันมาตั้งเยอะแล้วนะ”

“เป็นเธอจะทำได้หรอเซนต์ ไม่คิดลบเลยแม้แต่นิด

“แล้วทุกอย่างที่เราพยายามทำมาทั้งหมดนี่ ก็เพื่อพี่ไม่ใช่หรอครับ”

“เห็นมั้ย”

“…”

สุดท้ายเราก็เป็นภาระจริงๆด้วย

“ไม่ใช่ครับ พี่ไม่เคยเป็นภาระใครเลย ผมไม่ได้ตั้งใจจะหมายความว่าอย่างงั้น” 

“ช่วยออกไปก่อนได้มั้ย”

“พี่นาที ไม่เป็นแบบนี้ได้มั้ยครับ ไม่ทำแบบนี้ได้มั้ย ผมเคยบอกไปแล้วไงว่าพี่ไม่มีทางเป็นภาระสำหรับพวกเรา”

ออกไปก่อนเถอะเซนต์

“…”

“…”

“ครับ”

 

กว่านาทีจะยอมออกมาจากห้องอีกทีพระอาทิตย์ก็ลาลับจากผืนฟ้าไปเสียแล้ว หลังจากที่ไทม์ทำงานในห้องเสร็จแล้วอาเจษที่เตรียมอาหารเรียบร้อย พวกเขาก็กลับมารวมตัวกันที่ห้องอาหารอีกครั้ง ของกินระรานตาวางเป็นระเบียบอยู่บนโต๊ะ มีทั้งเนื้อสัตว์และผักผลไม้ อาเจษนับได้ว่าเป็นผู้ชายที่เพรียบพร้อมพอควร มีความสามารถหลากหลายด้านและเดาว่าสมัยหนุ่มๆต้องมีสาวหลายคนหมายปองเป็นแน่ และแล้วแขกทั้งสามก็มานั่งรวมโต๊ะ โดยมีอาเจษที่นั่งกับพี่ไทม์ ตรงข้ามกันเป็นเขากับเซนต์ที่วันนี้บรรยากาศไม่ได้น่ายินดีเท่าไหร่ และแน่นอนว่าสองคนนั้นต้องสังเกตุเห็นมัน

 

“กินสิ วันนี้อาตั้งใจทำมากเลยนะ” เจ้าของบ้านเอ่ยขึ้นเพื่อเริ่มบทสนทนาระหว่างมื้ออาหาร

“ผมก็เห็นอาตั้งใจทำทุกวัน เอ้อที อาทิตย์หน้าพ่อจะบินกลับมาแล้วนะ อยากได้อะไรรึเปล่า” หลังจากตอบกลับผู้เป็นอาเสร็จ ไทม์ก็หันกลับมาถามน้องชายที่นั่งฝั่งตรงข้าม เนื่องจากยังไม่มีใครรู้ว่ากว่าจะได้กลับไปอีกทีเมื่อไหร่ กลายเป็นว่าตอนนี้พวกเขากำลังอยู่อย่างไร้กำหนด ทว่าพ่อเขาได้เดินทางกลับไปตั้งแต่อาทิตย์แรกเสียแล้ว เพราะมีแม่ที่ยังอยู่ที่บ้านพ่อเขาเลยไม่อยากทิ้งไว้ให้ท่านอยู่คนเดียวนานจนเกินไป แต่ก็ไม่ลืมที่จะคอยบินกลับมาเยี่ยมนาทีเดือนละครั้งเช่นกัน

“ครับ”

“เหม่ออีกแล้วนะนาที เป็นอะไรรึเปล่า”

“คือน้อง พี่ไทม์ถามว่าอะไรนะครับ” แขกอีกสองคนและเจ้าของบ้านพลันก็สบตากันด้วยความกังวลอีกครั้ง มันอาจใช่ที่สุขภาพและกายภาพบำบัดของนาทีค่อยๆดีขึ้นทีละนิด หากแต่บางทีก็ไม่มีใครในที่นี้เข้าใจความรู้สึกจริงๆของเจ้าตัวเสียเลย เหมือนกับว่ามีกำแพงบางอย่างถูกสร้างไว้ระหว่างพวกเขา แม้กระทั่งกับคนที่ไม่ควรจะโดนอย่างเซนต์หรือไทม์ ทุกวันนี้นอกจากพยายามไม่ให้นาทีคิดลบไปวันๆ ก็ไม่รู้แล้วว่าทำอะไรได้บ้างถึงอีกคนจะยอมเปิดใจคุยด้วยดีๆ

“อยากได้อะไรมั้ย พ่อจะมาอาทิตย์หน้า”

“อ่า ไม่มีหรอก ฝากบอกพ่อหน่อยนะว่าน้องคิดถึง”

“แล้วเมื่อไหร่จะยอมติดต่อกับคนที่บ้านด้วยตัวเองบ้าง คิดถึงพ่อก็บอกเองไม่ดีกว่าหรอนาที”

“น้องยังไม่อยากคุยกับใครจริงๆพี่ไทม์”

“ก็เห็นพูดแบบนี้ตั้งแต่สองเดือนที่แล้วแล้วนาที จะปิดกั้นตัวเองไปถึงไหน คนอื่นเขาเป็นห่วงจะแย่แล้ว

“น้องขอโทษ”

“ช่างมันไปก่อนดีกว่าเด็กๆ ตอนนี้เรายังไม่ต้องพูดถึงเรื่องอะไรหรอก นาทีมาชิมอันนี้ดีกว่า ขนมของที่นี่เลยนะ” อาเจษขึ้นแทรกพร้อมๆกับที่ดันจานขนมหวานประจำชาตินี้มาให้ ทั้งน่าตาที่น่ากินและกลิ่นหอมกรุ่นที่โชยมาแตะจมูกดึงดูดไม่น้อย แต่ต้องขอโทษเสียจริงๆที่ตอนนี้นาทีไม่ได้รู้สึกหิวเลยแม้แต่น้อย

 

หลังจากมือเย็นเสร็จเรียบร้อย เซนต์อาสาช่วยล้างจานสักพักต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปพักผ่อน ทั้งอาเจษที่ต้องตื่นมาทำงานวิจัยของโรงพยาบาลแต่เช้า และไทม์ที่ต้องทำงานทางไกลผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ประตูห้องนอนถูกเปิดออกและปิดลงอีกครั้ง ก่อนที่เซนต์จะพาตัวเองไปทิ้งตัวลงนั่งบนขอบเตียงในขณะที่ยังไม่ละสายตาไปจากร่างเล็กที่นอนตะแคงหันหลังให้อยู่

                

เขาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นแล้วยกฝ่ามือลูบต้นแขนเล็กเบาๆคล้ายจะปลุก หารู้ไม่นั้นว่าเจ้าตัวไม่ได้กำลังหลับใหลอยู่อย่างที่คิด และจนแล้วจนเล่าก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆตอบกลับจากนาที เซนต์ถึงได้ตัดสินใจเดินไปยังอีกฝั่งของเตียงเพื่อไปหา ก่อนจะพบว่าอีกคนลืมตาขึ้นมามองอยู่แล้ว

 

“เช็ดตัวก่อนนะครับ เวลานอนจะได้สบายตัว” คนตรงหน้าไม่ได้ตอบทว่าทำเพียงพยักหน้าให้เห็นเบาๆ

 

ไม่นานนักกะละมังและผ้าผืนเล็กสีขาวสะอาดก็ถูกนำออกมาพร้อมกับน้ำอุ่นๆสำหรับการเช็ดตัว พลันนาทีก็ยอมพลิกมานอนหงายให้อย่างรู้ตัว เห็นดังนั้นเซนต์ก็จุ่มผ้าลงน้ำและยกขึ้นบีบให้เรียบร้อยก่อนจะเอื้อมเข้ามาเริ่มจากการเช็ดหน้าให้ แต่แล้วการกระทำของเขาก็ถูกหยุดไปยามฝ่ามือเล็กรั้งไว้ที่ข้อมือ

 

“เดี๋ยวเราทำเอง”

“ไม่ครับ ผมจะเช็ดตัวให้พี่”

“แต่เราทำเองได้ไงเซนต์”

ผมก็ทำของผมมาตั้งแต่แรกแล้วเหมือนกันครับ หน้าที่ดูแลพี่ผมทำมันมาตั้งแต่แรกแล้ว

 

ได้ยินดังนั้นร่างเล็กก็ยอมปล่อยมือก่อนจะทิ้งหัวลงหมอนอีกครั้งหลังจากที่เกร็งตัวขึ้นมาเพื่อต่อรองกับอีกคนที่และดูจะไม่ได้ผลเท่าไหร่ สัมผัสเบาๆจากผ้าเปียกน้ำอุ่นเข้าที่ใบหน้าพาลทำให้เขาเริ่มเคลิ้มหลับอย่างง่ายดาย มันไล่สัมผัสไปเรื่อยๆจนกระทั่งเขาไม่รู้สึกถึงผ้าอีกทันทีที่เลื่อนลงไปเช็ดตามเรียวขาเล็ก นาทียอมนอนหลับตานิ่งๆแล้วปล่อยให้อีกคนไล่เช็ดตามตัวไป สักพักก็รับรู้ถึงกลิ่นน้ำมันทาตัวที่ถูกเทลงมาบนขา ช่วงสองสามอาทิตย์ให้หลังมานี้เซนต์เริ่มที่จะใช้น้ำมันนี้ทามาตามขาก่อนจะจบด้วยการนวดเป็นการกระตุ้นกล้ามเนื้อ และแลเหมือนว่ามันจะได้ผลไม่มากก็น้อย ทำอย่างนั้นซ้ำๆก่อนที่ความง่วงจะเริ่มครอบคลุม จนกระทั่งในตอนที่เขาสะลึมสะลือใกล้จะหลับ เปลือกตาสีมุขก็ไม่วายลืมขึ้นมาลอบมองโซลเมทตัวใหญ่ที่นั่งอยู่ปลายเตียงอีกครั้ง แล้วนัยน์ตาก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกใจ

 

“ทำอะไรเซนต์!” เขาเผลอตะโกนออกไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ จากที่กำลังง่วงอยู่พลันก็ตาสว่างขึ้นมาทันใด รีบถอยตัวหนีใช้มือยันตัวชิดหัวเตียง แต่ก็ไม่วายที่เซนต์จะขยับเข้าใกล้อีกครั้งและมันแย่ที่เขาไม่สามารถขยับขาไปไดมากกว่านี้

 

อกบางกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความถี่และหัวใจดวงเล็กที่เต้นระส่ำอยู่ด้านใน พลันดวงหน้าก็แดงระเรื่อขึ้นมาในรอบหลายเดือนอย่างห้ามไม่อยู่ แต่ก็ช่วยไม่ได้กับหัวคิ้วที่ยังขมวดเข้าหากันด้วยความไม่เข้าใจ เซนต์ขยับตามเข้ามานั่งตรงข้ามเขาอย่างเดิมก่อนจะค่อยๆจับประคองข้อเท้าด้านซ้ายขึ้นมาอีกครั้ง เหมือนการกระทำเมื่อครู่ที่ทำให้เขาตกใจ ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะกดจูบลงไปอย่างหนักแน่นจนร่างเล็กที่นั่งอยู่สะดุ้งตกใจครั้งแล้วครั้งเล่า

                

เซนต์กดจูบลมาซ้ำๆระหว่างข้อเท้ากับลำขาสวยแม้ว่าเสียงโวยวายจะดังขึ้นขัดอยู่ทุกครั้ง และแล้วริมฝีปากก็ละออกก่อนจะเลื่อนไปยังฝ่าเท้าเนียนแทน กดจูบลงไปอีกครั้งอย่างไม่รังเกียจ หนักแน่นทว่าก็นุ่นมนวลในคราเดียวกัน และมันคงเป็นตอนนั้นเองที่ฟางเส้นสุดท้ายขาดลง หยาดน้ำใสจากดวงตาคู่สวยก็ไหลรินลงมาอย่างห้ามไม่อยู่ มากมายจนคนตัวเล็กจำต้องยกมือทั้งสองขึ้นปิดหน้าไว้ ก่อนที่เสียงสะอื้นจนตัวโยนจะตามมาจนร่างสูงต้องหยุดการกระทำนั้นลง เปลี่ยนไปดูโซลเมทตัวเล็กแทนอย่างรวดเร็ว

                

พลันเสียงร้องนั้นก็ทำให้เขาใจแทบสลายอย่างไม่รู้ตัว ไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ทำไปกำลังทำให้นาทีอึดอัดหรือไม่ แต่เขาเพียงแค่อยากให้รู้จูบที่เท้าหมายถึงความภักดี และมันจะเป็นอย่างนี้ตลอดไปอย่าได้สงสัยเลย

                

เซนต์ยื่นมือรั้งให้ร่างของอีกคนเอนเข้าอ้อมกอด มีบ้างที่เขาเอ่ยขอโทษขึ้นมาเป็นพักๆ แต่นั่นก็ถูกตอบกลับมาเพียงการส่ายหน้าทุกครั้ง มันถึงไม่ได้บ่งบอกว่าแท้ที่จริงนาทีกำลังคิดกำลังรู้สึกอะไรอยู่ พลันเจ้าของร่างเล็กก็ถูกยกขึ้นให้มานั่งคร่อมตักหนาไว้ก่อนที่ลำแขนแกร่งทั้งสองข้างจะรวบกอดไว้อย่างหวงแหน ฝังหน้าผากลงกับไหล่เล็กแล้วโยกตัวไปมาเป็นการปลอบประโลมในขณะที่มือด้านหนึ่งก็ลูบหัวทุยของโซลเมทตัวเล็กในอ้อมกอดไปด้วย

 

“ฮึก ฮือๆ” เสียงนั้นอื้ออึงอยู่ที่อกแกร่ง ก่อนที่แรงสะอื้นจะค่อยๆลดลงจนเหลือเพียงความชื้นจากน้ำตาบนเสื้อที่ใส่อยู่

“ทำไม อึก ทำไมถึงยังทำแบบนี้ ฮือ เราไม่ได้อยากเป็นภาระ ฮึก ใครสักหน่อย”

“ผมเคยบอกแล้วใช่มั้ยว่าไม่มีใครมองพี่เป็นภาระทั้งนั้น ผมรักพี่จริงๆนะครับ เพราะฉะนั้นไม่ว่าพี่จะเป็นยังไงผมก็ไม่เปลี่ยนไปอยู่ดี”

“ฮือ เราขอโทษ”

“ไม่ต้องขอโทษเลยครับ พี่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย” เขาว่าจบ ก่อนจะประคองใบหน้าที่หลงรักขึ้นมาปาดน้ำตาออกจากพวงแก้ม แล้วจุมพิตเบาๆลงไปมนหน้าผากมน ไล่ลงมาตามสันจมูก จูบซ้ำน้ำตาทั้งสองข้าง ก่อนจะจบที่ริมฝฝีปากบางและปลายคงมนอย่างลุ่มหลง นาทีจูบตอบก่อนจะละออกจากกัน

“ไม่ร้องแล้วนะครับ” นาทีพยักหน้าตอบ แล้วเป็นฝ่ายทิ้งตัวลงอ้อมกอดไปด้วยตัวเอง จนเซนต์ที่เห็นเช่นนั้นอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มด้วยความโล่งใจขึ้น แล้วค่อยจัดท่านอนให้โซลเมทตัวเล็กของเขาได้พักผ่อนเสียที

 

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น ร่างสูงก็เดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมชุดนอนที่สวมใส่อย่างเรียบร้อย ไฟทั้งห้องเหลือเพียงแสงสลัวๆจากโมไฟหัวเตียงเท่านั้น เพื่อไม่ให้ความสว่างที่มากจนเกินรบกวนการนอนของร่างเล็กบนเตียง เซนต์จัดการปิดไฟและประตูห้องน้ำเสร็จสรรพ ก่อนจะเดินมาเช็คงานต่างๆในมือถือให้เรียบร้อย เมื่อทำทุกอย่างครบก็ถึงเวลาพักผ่อนของเขาเสียบ้างแล้ว

              

เตียงอีกฝั่งพลันก็ยุบลงไปตามน้ำหนักตัวที่กดลงมา คนตัวสูงขดตัวเข้าหาผ้าห่มก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งรั้งตัวเองให้เข้าไปนอนซ้อนหลังและกอดคนรักของตนที่น่าจะผล็อยหลับไปสักพักแล้ว กดจูบอีกครั้งลงบนกลุ่มผมหอมสดชื่น ก่อนจะค่อยๆหลับไปกับแสงจันทร์สีเทาที่ส่องผ่านเข้ามา

 

 

 

 

 

 

 

TBC…

#ร้อยนาทีของเซนต์

 

 

 

 

 

 

Talk:

แหะๆ ทุกคนคือเราน่ะนะ ไม่ได้ตั้งใจจะเพิ่มเป็นสามตอนหรอกค่ะ

แต่คือไม่งั้นมันจะเยอะมากๆ เพราะแค่นี้ก็น่าจะอ่านกันจนเหนื่อยแล้ว

แอ่ะ ตอนหน้าจบจริงๆแล้วค่ะ ไม่จ้อจี้!


cr. pics: https://www.pinterest.ru/pin/732538695613919753/?nic_v2=1a6MGGcCT  

 

 

                

            

                

            

                

                

                

                

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

174 ความคิดเห็น

  1. #160 VtoVjjkkk (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 11:54
    มันจุกอะ
    #160
    0