Hundred and One [Timeverse] | Kookv (End)

ตอนที่ 27 : Special Chapter (1/3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 212
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    19 ต.ค. 63

 


 

คำแนะนำ: กรุณาอ่านตอนที่ 19 อีกครั้งหากลืมเนื้อเรื่อง เพราะเนื้อหาต่อไปนี้เป็นเหตุการณ์หลังจากตอนที่ 19 เป็นต้นมา ขออภัยในความไม่สะดวก

 

นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีจากวันนั้นที่ไร้ซึ่งเสียงพูดคุย และเขาก็ได้แต่หวังไว้เสียว่าวันที่นาทีฟื้นกลับขึ้นมา เสียงสดใสพูดคุยและโต้ตอบกันเช่นนี้จะยังไม่จากไปไหนและคงโอบอุ้มพวกเขาเอาไว้ จนกระทั่งวันที่แสงสว่างของตะวันสาดผ่านกลุ่มเมฆเข้ามาถึง

หากแต่บางทีโชคอาจไม่ได้เข้าข้างพวกเขาเสมอไป

-

(1/6) 

เสียงสายฝนตกกระทบกระจกบานใหญ่ของห้องพักในโรงพยาบาล ดังสลับขึ้นกับเสียงของพิธีกรจากโทรทัศน์ที่กำลังรายงานสดจากที่ไหนสักแห่งของเมืองด้วยเสียงที่เปิดไว้อยู่เบาๆ กลัวว่าหากดังจนเกินไปมันอาจจะเป็นการรบกวนร่างที่ยังนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงฝั่งซ้าย แอปเปิ้ลชิ้นเล็กๆถูกนำเข้าปากไปทีละชิ้น พร้อมๆกับที่สายฟ้าสีขาววาบฟาดลงมาอย่างแรงสะท้อนเข้ากับนัยน์ตาสีอ่อน

                

หากนับวันนี้ก็เข้าวันที่สี่แล้วของฤดูฝน อะไรหลายๆอย่างในชีวิตประจำวันแลจะยากขึ้นเมื่อมีหยดน้ำคอยตกลงมาจากท้องฟ้าที่เคยสว่างสดใส จะว่าไม่ดีเสียทีเดียวเลยก็ไม่ใช่ แต่มันก็ไม่ได้ดีอะไรมากเสียเหมือนกัน การจราจรติดขัดและอุบัติเหตุที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ฮีลลอบถอนหายใจออกมาเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจลุกเดินไปปิดผ้าม่านแล้วกลับมานั่งตามเดิม

                

เข็มสั้นของหน้าปัดนาฬิกาบนผนังห้องสีครีมชี้บอกเวลาสี่นาฬิกาเศษ คาดว่าอีกสักพักเฮียของเขาแล้วรุ่นพี่สุดที่รักก็คงตามมาถึง เว้นก็เสียแต่เซนต์ที่เพิ่งจะถูกไล่ให้กลับไปพักผ่อนที่บ้านหลังจากดันทุรังอยู่เฝ้าโซลเมทตัวเล็กมาสามวันติด นับว่าเป็นโอกาสดีที่มันพอจะพิสูจน์ตัวเอง แต่ทุกอย่างจะยิ่งแย่ลงถ้าตอนนี้ดันมีใครล้มป่วยไปอีกคนเสียก่อน

                

เป็นไปตามคาดเมื่อไม่ถึงครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นประตูก็ถูกเลื่อนออก ทว่าบุคคลที่ควรจะเป็นกลับไม่ได้อยู่ด้านหน้าประตูอย่างที่คิด กลับกันดันเป็นแพทย์เจ้าของไข้เสียเองที่ถึงขั้นมาเยี่ยมที่ห้องต่างไปจากทุกครั้งที่จะเป็นพยาบาลซะส่วนใหญ่ ในขณะที่เขายังไม่เข้าใจกับสถานการณ์อีกฝ่ายกลับมีท่าทางเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด บางอย่างในมือคุณหมออดไม่ได้ที่เขาจะชะเง้อมอง แต่ไม่ทันไรเจ้าของร่างสูงในชุดกาวน์ก็เดินเข้ามาหาฮีลเอง

            

ไม่รู้ว่ามันเป็นความรู้สึกของเขาเองคนเดียวหรือว่าบรรยากาศทั้งห้องนี้กำลังเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่มีเสียงหยาดฝนเป็นพื้นหลัง และแสงสลัวจากท้องฟ้าด้านนอกที่ส่องผ่านผ้าม่านบางๆเข้ามาด้านใน คุณหมอหันกลับไปเลื่อนประตูปิดให้เรียบร้อยก่อนจะเริ่มบทสนทนาที่เหมือนจะมีการเตรียมคำพูดมาไว้เสร็จสรรพหมดแล้ว

 

“สวัสดีครับคุณฮีล วันนี้คนอื่นๆไม่มากันหรอครับ”

“อ๋อ เดี๋ยวเลิกงานก็มาแล้วครับ ผมไล่เพื่อนให้กลับไปพักผ่อนก่อนแล้วด้วย มันดูเพลียๆ”

“อย่างงี้นี่เอง อ่าครับ จากที่เห็นตัวเลขน่าจะกำลังดีขึ้นเรื่อยๆ หมอว่ามีความเป็นไปได้ที่คนไข้จะฟื้นกลับขึ้นครับ”

“เป็นแบบนั้นก็ดีเลยหมอ”

“แต่ว่าหมอมีเรื่องอยากจะให้ทราบไว้ หลังจากที่ทางเราได้ทำการตรวจสอบร่างกายของคนไข้อย่างละเอียดอีกครั้งเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว”

“มี…อะไรหรอครับ”

 

ไม่นานนักแผ่นสีดำบางอย่างก็ถูกนำออกมาจากแฟ้มเอกสารติดตัวของคุณหมอ ตอนนั้นฮีลจำได้ดีว่ามันเป็นภาพของอะไร แต่แย่หน่อยที่ทักษะการตีความหมายของภาพ X-ray ของเขามันไม่มากพอที่จะบอกว่าเกิดอะไรขึ้น กระทั่งคนที่อยู่ตรงหน้าอธิบาย ท้ายที่สุดสิ่งที่เข้าใจก็แทบจะทำให้ลมจับเสียดื้อๆ พลันก้อนบางอย่างก็แล่นขึ้นมาที่คอจนอยากอาเจียนเอาความรู้สึกทุกอย่างออกมาให้หมด เขาหน้าซีเผือดและไม่รู้ว่าตัวเองกำลังแสดงสีหน้าอะไรออกไปคุณหมอถึงได้รีบโค้งตัวให้แล้วเอ่ยคำขอโทษออกมา นึกไม่ออกเลยกับตัวองที่ขนาดไม่ได้เป็นคนในครอบครัวเขายังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นขนาดนี้ แล้วกับเฮียกับฝุ่นกับเซนต์ พวกนั้นจะไม่ทรุดกันไปเลยหรอ

 

“หมอขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ”

“…”

“หากไม่รบกวน ช่วยบอกญาติคนไข้ท่านอื่นๆด้วยนะครับ”

“…ครับ”

 

จู่ๆก็แลเหมือนว่าท้องฟ้าจะครึ้มมากขึ้นไปอีก เสียงฟ้าร้องยังดังขึ้นมาเป็นช่วงๆเช่นเดียวกับเสียงการจราจรด้านล่างเมื่อมองลงไปจากชั้นที่สิบสองของโรงพยาบาล พลันเมฆกลุ่มใหญ่ก็เคลื่อนเข้าปกคลุมในที่สุด พรากแสงสว่างจากผู้คนไป แล้วบดบังตะวันด้วยความมืดมิด

                

พี่นาทีเอ๊ย ทำไมโลกถึงใจร้ายกับพี่ขนาดนี้เนี่ย

            

18:03 

ในตอนที่ฝนซาลงไปแล้วกับแก้วกาแฟอุ่นๆในมือ ไอร้อนๆและความเย็นของหยาดน้ำที่เกาะพราวเต็มบานกระจก ประตูเลื่อนออกอีกครั้งเมื่อในที่สุดคนที่เลิกงานแล้วเดินทางมาถึง ของกินมากมายก่ายกองถูกแบ่งเอาไว้ที่โต๊ะรับแขก อีกส่วนบนโต๊ะกินข้าว พวกเขาคงกะไว้แล้วว่าให้ทำทุกอย่างให้เสร็จเรียบร้อย กลับไปถึงบ้านจะได้อาบน้ำเข้านอนพอดี

 

“ไอ้ฉิบหายเอ๊ย ฝนแม่งจะตกห่าอะไรเยอะแยะไม่รู้ เลอะเทอะหมดเลยเนี่ย”

“มันก็เปียกเหมือนกันทุกคน มึงจะบ่นทำไมนนท์ รีบไปกินได้แล้วจะได้กลับบ้านไปอาบน้ำอาบท่า”

“เฮียก็นะ พูดซะแก่เลย ฮ่าๆ”

 

อาหารถูกจัดใส่จานอย่างเรียบร้อยก่อนที่เขาทั้งสามคนจะลงมือทานมันอย่างเอร็ดอร่อย ทว่าสักพักไทม์ก็หยุดการกระทำทุกอย่างลงจนคนรักเจ้าของผมเทาหันไปทำหน้าสงสัย และเขาเองก็ทำเพียงยิ้มจางๆให้เป็นการตอบกลับ

 

“อิ่มแล้วครับ ฝุ่นกินต่อเถอะ พี่ว่าจะไปดูนาทีหน่อย”

“นาทีอยู่แค่ตรงนี้เองพี่ไทม์ ทำไมไม่กินอีกนิด”

“อิ่มแล้วจริงๆครับ” พร้อมๆกับที่ฝ่ามือขาววางลงบนศีรษะเล็กและออกแรงโยกน้อยๆ ฝุ่นหน้ามุ่ยลงไปเมื่อเข้าใจว่าไทม์นั้นห่วงเรื่องของเพื่อนสนิทตนมากๆถึงขั้นไม่ดูแลตัวเอง เขาไม่ได้จะห้ามแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรถ้าจะปล่อยตัวเองไปอีกคน ถึงกระนั้นสายตาของฝุ่นก็ยังเทียบไม่ได้กับอีกสองคนที่นั่งกลอกตาวนไปวนมาเกือบจะสองนาทีแล้วเสียหรอก เพราะไม่ว่าจะตอนไหน ในความรักของเฮียไทม์กับฝุ่นก็ยังต้องมีฮีลและนนท์เป็นมารตามติดเสียอยู่ดี

 

เจ้าของผิวขาวทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง ลอบมองใบหน้าผู้เป็นน้องรักที่ยังคงซูบโซมและซีดอย่างน่าเป็นห่วง ทว่ายังดีหน่อยที่ตอนนี้เลขเจ้าชีวิตที่คอเริ่มเพิ่มขึ้นทีละนิดแล้ว ไทม์ยื่นมือออกไปเกลี่ยผมหน้าม้าที่เริ่มยาวออกไปให้พ้นจากเปลือกตาบางสีมุขแล้วก้มหอมเหม่งน้องเบาๆ ตัวนาทียังเย็นเฉียบไม่ว่าจะเพราะไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศ ฝนที่ตกอยู่ด้านนอก หรืออุณหภูมิด้านใน มันก็ยังบ่งบอกให้รู้ว่านาทียังไม่กลับมา

                

เวลาหลังจากนั้นจนเกือบสามทุ่มเป็นไปกับการนั่งดูข่าวฟังเพลงและคุยกันเรื่องทั่วไป ก่อนที่ไทม์จะทำท่าลุกไปเข้าห้องน้ำ ตอนนั้นบางอย่างถึงได้สะกิดให้ฮีลผลักตัวเองตามไปด้วยพร้อมข่าวร้ายที่ยังไม่มีใครรู้ และแน่นอนว่าท่าทางเช่นนั้นย่อมตกเป็นเป้าสายตาของสองคนที่เหลือในห้องให้พากันมองตามคนมีพิรุธ

 

“มึงจะไปไหนวะฮีล” เป็นนนท์ที่เลือกถามขึ้นมาแม้ว่าตอนนี้ฝุ่นเองก็กำลังเค้นคำตอบจากเขาอยู่เหมือนกัน

“จะไปซื้อน้ำ” เขาเอ่ยตอบ

“นั่นไงบนโต๊ะ ตั้งหลายขวด”

“งั้นกาแฟ”

“มึงเพิ่งกินไปแก้วนึงตอนพวกกูมาถึง”

“อ่ะผมจะไปซื้อถุงยาง”

“ใช้กับใครวะ”

“ไอ้สัส ใช้กับพี่มึงมั้ง”

“ตีนกูหนิ”

“แล้วจะถามผมทำไม๊ หลายรอบแล้วนะเดี๋ยวได้จับทำเมียจริงๆ”

“จะไปทำห่าที่ไหนก็ไปเลย ไม่ยุ่งแม่งละ” พอสิ้นสุดบทสนทนา สายตาของฮีลก็ดัยเหลือบไปเห็นพอดีว่าบุคคลที่สามอย่างฝุ่นกำลังนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียว ก็อย่างว่าเขากับนนท์มีเรื่องให้ตีกันบ่อยจะตาย

 

แม้จะหลุดออกมาได้แล้วก็ยังไม่วายที่ฮีลจะต้องตามหาไทม์ที่ออกมาจากห้องก่อนอีก โชคยังดีที่แผ่นหลังของใครบางคน ณ ปลายทางเดินดันโผล่มาให้เห็นเสียก่อน สองขาเลยรีบออกวิ่งไปด้วยความรวดเร็ว เกรงว่าหากช้าไปมากกว่านี้โอกาสจะหาทางบอกคงเหลือน้อยลงทุกครั้ง

                

ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอะไรเขาถึงตัดสินใจที่จะบอกเฮียคนแรก มันเป็นแค่จิตใต้สำนึกที่บอกว่าคนคนนี้มีความเป็นผู้ใหญ่พอที่จะจัดการกับอารมณ์ตัวเองได้อย่างดี เป็นคนที่มีสามารถเข้าใจด้วยเหตุและผลแม้ว่าเรื่องที่กำลังจะพูดนั้นเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายไว้มากก็ตาม เขาก็ยังเชื่อว่าไทม์จะจัดการกับมันได้ ถึงจะต้องใช้เวลาสักหน่อยก็ตาม

 

“เฮีย! รอผมก่อน!”

“อ้าว มึงจะรีบวิ่งมาทำไมไอฮีล เสียงดังอีก นี่มันโรงพยาบาล”

“เออๆขอโทษ เรื่องนั้นไว้ก่อน คือผมมีเรื่องต้องบอก”

“งานด่วนหรอ มีไรวะ”

“ไม่ใช่เลยเฮีย มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับนาที”

“นาทีทำไม มันมีอะไรฮีล”

“เฮียคือ”

“มึงจะยึกยักทำไมวะ รีบๆพูดดิ”

“ผมไม่รู้จะเริ่มยังไง คื-”

“ก็แค่พูดไง มันจะอะไรนักหนาวะ น้องกูเป็นอะไรฮีล!” แต่เขาคงลืมนึกไป ว่าความใจเย็นของเฮียเหล่านั้นสามารถปรับใช้เข้ากับเรื่องงานหรืออย่างอื่นเท่านั้น แต่ไม่ใช่กับนาที อะไรที่เกี่ยวกับนาทีไม่มีคำว่าใจเย็น

“งั้นเฮียใจเย็นๆก่อนนะ วันนี้ก่อนพวกเฮียจะมาถึงหมอเขาเข้ามาคุยกับผมเรื่องนาที บอกประมาณว่าพี่เขามีสิทธิ์จะฟื้น”

“…”

“แต่เขาก็เอาข่าวร้ายมาบอกเหมือนกัน”

“ก็รีบๆพูดสิวะ”

หมอบอกว่าพี่นาทีมีสิทธิ์จะเป็นอัมพาตครึ่งตัวไปตลอดชีวิตเพราะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ไขสันหลังได้รับการกระแทกอย่างแรงจนประสาทส่วนปลายได้รับบาดเจ็บ แปลว่า

“…”

พี่นาทีจะไม่สามารถเดินได้อีกเลย ตลอดชีวิต

 

มันเดาได้ไม่ยากเลยว่าจากสีหน้าของไทม์ตอนนี้แท้ที่จริงแล้วด้านในกำลังรู้สึกอย่างไรอยู่ ไม่สิ ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องเดาเลยดีกว่า เพราะทุกอย่างมันสื่ออกมาผ่านสายตาหมดแล้ว ฮีลจ้องมองหยาดน้ำตาที่ก่อตัวเป็นม่านน้ำตาช้าๆก่อนจะหยดลงมาในที่สุด หากเทียบดีๆกับตอนที่เพิ่งรู้ข่าวครั้งแรกจากคุณหมอเมื่อบ่าย เขาคงคิดเอาเองเล่นๆว่ามันไม่ได้ดูเจ็บปวดสาหัสเท่าตอนที่เห็นน้ำตาจากคนเป็นพี่ตอนนี้เลย และมันกำลังทวีคูณขึ้นไปอีกยามไทม์ค่อยๆลากสายตามามองเขาเพื่อเค้นหาความจริงที่แม้ว่าเจ้าตัวจะพอรู้อยู่แล้วว่านี่ไม่ใช่การแกล้งเล่น ไม่มีใครที่ไหนเขาเอาเรื่องพวกนี้มาล้อเล่นเสียหรอก

                

ปลายจมูกแดงและเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นมาตามไรผม ดวงตาแดงก่ำ นี่คงเป็นครั้งแรกที่ความอ่อนแอของไทม์ไม่ถูกปกปิด

 

“หมอเขา…พูดแบบนั้นหรอ”

“…”

แล้วนาทีจะเป็นยังไง น้องกูจะรู้สึกยังไงวะมึง

“ฝุ่น…” เป็นตอนนั้นที่สายตาของฮีลเหลือบไปเห็นใครอีกคนยืนอยู่ด้านหลังห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าวด้วยสีหน้าที่ไม่ได้ต่างไปจากไทม์เท่าไหร่เลย ฝุ่นอยู่ตรงนั้นกับแก้วกาแฟเย็นที่หกเลอะเทอะอยู่ที่พื้นข้างๆจนพยาบาลต้องรีบวิ่งเข้าไปช่วยด้วยความตกใจ ไม่มีเสียงสะอื้น แต่นั่นคงเป็นเพราะครั้งนี้มันคงมากเกินไป จนไม่แม้แต่จะสามารถลดทอนด้วยการสะอื้นได้อีก

 

 

 

ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ

                

อีกครั้งกับความเงียบและเตียงคนไข้สีขาว มีเพียงเครื่องตัวชีพจรเท่านั้นที่ทำหน้าที่เหมือนนาฬิกาบอกชีวิตที่ยังส่งเสียงอยู่ ฝ่ามือของคนเป็นพี่ค่อยๆลูบศีรษะเล็กราวกับจะปลอบประโลม ราวกับกำลังบอกซ้ำๆว่าจะยังอยู่ตรงนี้แม้ว่าคนที่นอนนิ่งอยู่อาจไม่รับรู้ถึงมันเลยก็ตาม

                

ไทม์กับเวลาใกล้ตีหนึ่งในตอนที่คนอื่นต่างก็กลับไปพักผ่อนกันแล้ว แน่นอนว่าใช้เวลาอยู่นานกว่าเขาจะสามารถเกลี้ยกล่อมให้ฝุ่นกลับไปก่อนได้ เพราะรายนั้นแน่นอนว่าคงอยากจะอยู่เฝ้าเพื่อนทั้งวันทั้งคืนเป็นแน่ ย้อนกลับไปเมื่อเกือบสองชั่วโมงที่แล้วหลังจากที่ฮีลพูดจบ พวกเขาก็ได้คุยคุณหมอถึงรายละเอียดทั้งหมดกี่ครั้ง แน่นอนว่าหลักๆก็เพื่อจะหาทางแก้ไข หากแต่มันไม่ได้ง่ายแม้แต่น้อย 

            

จนกระทั่งหนึ่งความคิดตีเข้าหัวเรื่องเซนต์ ยอมรับว่าตอนที่เพิ่งรู้เรื่องเขาไม่ได้นึกถึงมันเลยแม้แต่น้อย ได้แต่คิดว่านาทีจะเป็นยังไง พอมาตอนนี้ที่มีเวลาให้พอตกตะกอนความคิด ถึงเพิ่งนึกได้ว่ายังมีเซนต์ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรอยู่ ไทม์ไม่แน่ใจว่าเขาควรบอกเมื่อไหร่ แค่อยากรู้เท่านั้นว่าถ้าบอกไปแล้วมันจะยังรับได้ไหม 

 

เหนื่อยมั้ยเรา

-

แบกอะไรไว้ตั้งเยอะก็ไม่รู้ ทำไมไม่แบ่งมันมาให้พี่บ้าง

-

“ตัวก็แค่นี้เอง พี่น่าจะดูแลเราให้ดีกว่านี้”

-

“เหมือนตอนที่สัญญากับแม่ไว้”

-

พี่ขอโทษ

 

 

 

 

 

 

 

(2/6)

แต่จนแล้วจนเล่าเซนต์ก็ยังไม่ได้รู้เรื่องจากใครแม้แต่คนเดียว ไม่ใช่การปิดบังไม่ใช่ความตั้งใจ แต่เพราะทุกๆครั้งที่เห็นทั้งสองคนอยู่ด้วยกัน ทุกครั้งที่เห็นเซนต์พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้โซลเมทตัวเล็กกลับมาก็กลายเป็นว่าไม่มีใครกล้าพูดออกไปทุกคราว ทิ้งไว้ข้ามวันข้ามคืนโดยลืมที่จะคิดถึงผลกระทบของมัน ตอนนั้นก็แค่ห่วงว่าถ้าบอกไปแล้วเซนต์เลือกที่จะหยุด นาทีก็คงไม่มีทางฟื้นขึ้นมาอีก ดังนั้นการไม่พูดตอนนี้น่าจะพอยื้อเวลาอะไรได้บ้าง พวกเขายอมรับว่ามันเห็นแก่ตัวที่เหมือนใช้เซนต์มาเป็นเครื่องมีช่วยชีวิต แต่สัญญาว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้าย เพราะหากนาทีฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่แล้วมันยังยืนยันที่จะไป เดี๋ยวไทม์ก็กลับมารับหน้าที่ดูแลน้องต่อเอง

            

และแล้วเวลาก็พาทุกอย่างวนกลับมาที่เดิมอีกครั้ง วันที่ 1 กันยายนของอีกปี พาเอากลิ่นอายของความโศกเศร้าหวนกลับมา แต่น่าแปลกสิ้นดีที่เสาร์นี้ทุกคนต่างมีเวลาหยุดพร้อมกันจนสามารถแวะเข้ามาเฝ้าได้ตลอด มันแปลกที่เสียงพูดคุยไม่ได้หม่นหมองและเต็มไปด้วยเสียงสะอื้นอย่างปีที่แล้ว คงจะมีแต่ร่างสูงที่เอาแต่นั่งเหม่อมองใบหน้าโซลเมทของตนซ้ำแล้วซ้ำเล่า สลับกับภาพความคิดในหัวของประสบการณ์การสูญเสียเมื่อในวัยเด็ก มันยากที่จะลืมแต่ไม่ได้แปลว่าจะก้าวต่อไปไม่ได้ ซึ่งเมื่อมาถึงจุดๆนี้เขาว่าเขาก็พาตัวเองมาไกลพอสมควร มากพอที่จะตัดเอามันออกไปแล้วเริ่มต้นใหม่ กับคนที่คิดว่าควรจะรักด้วยจริงๆ

                

ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยไปฝั่งตะวันตกมากกว่าครึ่งด้วยดวงใจที่เริ่มท้อถอย ยังไม่มี่แววของการกลับมาทว่าความหวังยังไม่ละหาย เป็นผู้ใหญ่และไทม์ที่ตัดสินใจพากันไปซื้ออาหารขึ้นมาในขณะที่สามหนุ่มยังทำหน้าที่เฝ้ากันอย่างเดิม พวกเขาทิ้งตัวนั่งกองกันอยู่บนโซฟานิ่ม ณ มุมห้อง นับทุกๆวินาทีจนกระทั่งเข็มสั้นของนาฬิกาเดินไปชี้เลขสี่ การรอคอยก็สิ้นสุดลง

          

ไม่น่าแปลกที่เซนต์จะเป็นคนแรกที่รู้ข่าวดี ในเมื่อเขาเองที่นั่งกุมมือเล็กอยู่ทั้งวันทั้งคืนไม่ปล่อยห่างจนบางครั้งก็น่าจับมาลงโทษที่ละเลยการดูแลตัวเองไป พลันรอยยิ้มที่นับว่ากว้างที่สุดในชีวิตก็ผุดขึ้นบนโครงหน้าเรียวยามเปลือกตาสีมุขค่อยๆปรือขึ้นเผยให้เห็นดวงตาหวานที่ไม่ได้พบเจอนานนับปี เขาเชื่อว่าตอนนั้นสีหน้าคงจะแปลกน่าดูการที่ปากก็ไม่อาจหุบยิ้มได้เช่นเดียวกับน้ำตาที่ไม่อาจห้ามอยู่ แต่มันก็สมกับการรอคอยเพราะตอนนี้ตัวเล็กของเขาฟื้นขึ้นมาแล้ว

                

ไม่ถึงห้านาทีความอลเวงก็เกิดขึ้น แน่นอนว่าคนที่เสียสละวิ่งออกไปตามญาติที่เหลือกลับมาคงไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากเพื่อนไฮเปอร์อย่างฮีล ในขณะที่สองคนที่เหลือพากันรีบหาน้ำหาท่ามาประเคนให้คนป่วยอย่างดี ฝุ่นคือคนแรกที่โผล่มา เรื่องน่าตลกคือไม่มีใครเคยรู้ว่าคนอย่างฝุ่นจะเคยเป็นนักกีฬาวิ่งของโรงเรียนจนกระทั่งวันนั้นที่เจ้าตัววิ่งหัวกระเซอะกระเซิงกลับมาใหญ่ แม้แต่ไทม์ก็ยังรั้งความตื่นเต้นไม่อยู่

                

สักพักทั้งห้องทรงเหลี่ยมก็อัดแน่นไปทั้งเสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยที่แสดงถึงความดีใจ และน้ำตาแห่งความสุข เหมือนได้ยกเขาก้อนใหญ่ๆออกจากอก แต่มันก็แค่ตอนนั้นก่อนที่ทุกอย่างจะกลับตาลปัตรกว่าเดิม อีกทั้งยังเหมือนว่าเจ้าของร่างสูงจะนึกอะไรบางอย่างได้ถึงรีบผลักตัวเองออกมาจากวงครอบครัวแล้วออกไปนอกห้องเสียก่อน ซึ่งการกระทำนั้นก็ดันไปเข้าตาพี่ชายขี้หวงอย่างไทม์พอดี แล้วทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเซนต์มันคิดอะไรอยู่ ถึงได้เดินตามออกไป

                

“เป็นอะไร ทำไมอยู่ๆก็ออกมา”

“ไม่มีไรพี่ ผมว่าพวกพี่น่าจะใช้เวลาด้วยกันก่อนมากกว่า”

“มึงก็แทบจะเป็นคนในครอบครัวแล้วมั้ยเซนต์ มึงโซลเมทน้องกูอย่าลืม”

“แต่ที่ผมทำไปก่อนหน้านี้มันไม่น่าให้อภัยนะ”

“น้องกูก็ตัวแค่นั้น ใจแข็งได้ไม่นานหรอก ยังไงมึงก็พิสูจน์แล้วนี่ว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาพยายามตั้งเท่าไหร่” ถึงจะยังไม่ทั้งหมด…

“พี่จะให้ผมเอาอะไรไปมั่นใจฮ่าๆ”

“กลับเข้าไปแล้วไม่ต้องมาเถียงกูว่าตอนนี้คนที่นาทีต้องการที่สุด”

“…”

ก็คือมึง

 

ไทม์คือคนสุดท้ายที่เดินออกมาจากห้องและปิดประตูลงในขณะที่คนอื่นๆทำเพียงนั่งรอด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มและแจ่มใสขึ้น คนแก่กว่าเดินเข้ามาหาเขาก่อนจะจ้องลึกเข้ามาในดวงตา ในเวลานี้มันกลับไร้ซึ่งความเคียดแค้นเหลือเพียงกำลังใจที่ตั้งใจสื่อออกมา ก่อนที่ตัวเขาจะถูกผลักเข้าไปให้เผชิญกับความจริง

                

ประตูถูกเลื่อนปิดก่อนที่เขาจะตรงเข้าไปนั่งด้านข้างเตียงฝั่งที่คนตัวเล็กกำลังมองอยู่ กลั้นลมหายใจด้วยความกลัวอยู่สักพักก็เงยหน้าขึ้นหาอีกคน แววตาของนาทีในยามนี้ช่างแตกต่างจากครั้งแรกเสียเหลือเกิน จากที่เคยอบอุ่นและยิ้มแย้ม ก็หลงเหลือเพียงความเย็นชาอย่างที่ไม่เคยเห็น พลันน้ำตาก็ไหลอีกครั้งแต่เขาก็ยังเลือกที่จะเฝ้ามอง แม้ว่าอีกคนจะไม่หันมาก็ยังไม่เป็นไร เพิ่งมาเข้าใจก็ตอนนี้ว่าอะไรที่เป็นนาที มันเป็นเรื่องของความรู้สึกทุกอย่างเลย

                

สองมือที่วางอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกัน คนหนึ่งอยากจะดึงมาหาหนักหนาทว่าอีกคนก็เอาแต่หลบหนีเพราะแผลที่เคยโดนไว้ สายตาล่องลอยที่เอาแต่เหม่อออกไปยังนอกหน้าต่างนั่นก็เป็นเพียงข้ออ้างให้ใจแข็งไม่ให้กลับมามอง หากแต่ความอุ่นที่เข้าสัมผัสมือเพียงเสี้ยววินาทีก็ทำให้ม่านน้ำตาก่อตัว จนกระทั่งทุกอย่างพร่ามัวและหนึ่งหยดของหยาดน้ำใส

                

ทำไมนาทีจะไม่สามารถปะติดปะต่อได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองบ้าง แม้ว่าในตอนแรกที่ลืมตาขึ้นมาเซนต์จะไม่ใช่คนแรกที่เห็นก็ตาม ทำไมเขาจะไม่รู้ตัวว่าเลขที่คอกลับมาเกือบถึงห้าสิบได้อย่างไร แต่เพราะไม่อยากยอมรับว่าจะครั้งไหน คนที่ทำเจ็บก็คือคนเดียวกับที่ช่วยเขาขึ้นมาตลอดเลย

                

ใจร้ายจังเลยนะรู้ตัวมั้ย” เป็นประโยคแรกที่ทำลายความเงียบระหว่างพวกเขาลงจากนาที น้ำเสียงที่แลจะติดแหบเล็กน้อยกับเสี้ยวหน้าหวานหากมองจากมุมนี้ ก็ยังดีที่นาทียังพูดออกมา

“ผมขอโทษ”

“ตั้งหนึ่งปีเลยนะ ทำไมไม่ไปเริ่มต้นใหม่

“ไม่เคยคิดจะทำ แล้วจะไม่ทำด้วย เราไม่ประชดกันแบบนี้ได้มั้ยครับ พี่หันมาคุยกับผมนะเพราะไม่ว่ายังไง ผมก็ไม่คิดจะเริ่มใหม่กับใครนอกจากพี่อยู่แล้ว

“เริ่มใหม่หรอ” นาทีทิ้งช่วงไว้และหากนับตามเข็มยาวของนาฬิกา มันไม่ถึงสามนาทีด้วยซ้ำ แต่เพราะก็เป็นนาทีอีกอยู่ดีทุกอย่างเลยไม่มีอะไรปกติ และแล้วคนตัวเล็กตรงหน้าก็ค่อยๆหันกลับมา อาจเป็นเพราะแสงบ่ายแก่ๆของวันที่ส่องเข้ามาจากด้านหลังจนไม่สามารถเห็นใบหน้าสวยยามนี้ได้อย่างชัดเจน แต่ก็มากพอที่จะได้ยินเสียงสั่นคลอและน้ำตาที่ไหลอาบพวงแก้มเนียน

งั้นรอบนี้

“…”

ไม่ใจร้ายกับเราแล้วได้มั้ย

“ไม่ครับ ไม่ทำแล้ว จะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้วครับคนดี กลับมาหาผมนะ” 

 

 

 

 

“ฮื่อออออ” 

“ไอเชี่ยฮีล จะร้องไห้ดังทำเผือกอะไร”

“พี่มึงดูเพื่อนผมดิ ฮึก มัน…มันเท่มากเลยฮรุก ฮือๆ”

“โอย เล่นใหญ่กว่าเซนต์มันอีกไอฟาย”

“แล้วเราอ่ะฝุ่น ร้องไห้ทำไม”

เขากอดกันแล้วน่ารักมากๆเลย ไม่กล้าพูดเลยครับว่าไม่เหมาะสมกันฮ่าๆ

 

เป็นเสียงชื่นชมจากคนนอกห้องที่ลอบมองการกระทำน่ารักๆของเขาทั้งสองผ่านหน้าต่างเล็กบนประตูอยู่ อดไม่ได้ที่จะยิ้มตามจนตาแทบปิดพร้อมน้ำตาที่ซึมตามเล็กน้อย ภาพที่เซนต์ยืนอยู่ข้างเตียงโอบกอดยัยตัวเล็กบนเตียงจนมิดทำเอาดีใจตามๆกันไปใหญ่ 

                

ช่วงเย็นหลังจากนั้นบรรยากาศเลยแจ่มใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บทสนทนาต่างๆที่เล่าถึงเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นระหว่างหนึ่งปีที่นาทีหลับไป และอีกมากมายที่สร้างรอยยิ้มและความประทับใจให้คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวไปพร้อมๆกัน คุณหมอที่วิ่งตามมาหลังจากนั้นก็รีบแสดงความยินดีแก่พวกเขาทั้งยังบอกอีกว่าหากตรวจร่างกายอีกสักครั้งแล้วไม่มีปัญหาอะไร ไม่เกินสองวันนาทีก็ได้กลับบ้านแล้ว

 

 

 

แต่เหมือนว่าพวกเขาอาจจะลืมอะไรบางอย่างไป เพราะความดีใจที่เข้าแทนที่อย่างกะทันหัน และแย่หน่อยที่เวลาสองวันตามที่คุณหมอได้บอกไว้มันช่างผ่านไปเร็วเกินไป จนมาถึงวันนี้ที่คนเป็นพี่ใหญ่ของบ้านกำลังยืนทำหน้าเจื่อนรอน้องออกมาจากห้องรับยาอยู่ ด้านข้างมีเซนต์ที่ยังเอาแต่ยืนยิ้มร่าไม่รู้เรื่องรู้ราวและฮีลที่แลว่าจะไม่ได้สนใจอะไรเหมือนกัน         

                

สักพักพยาบาลหญิงคนหนึ่งก็พานาทีที่นั่งอยู่บนรถเข็นออกมาจากมุมทางเดินหนึ่ง เจ้าตัวเล็กยังยิ้มอยู่เหมือนเดิมเพียงแค่มันไม่ได้จริงใจอย่างทุกครั้ง ยกมือขึ้นโบกให้พวกเขาเห็นก่อนจะมาหยุดลงตรงหน้าพร้อมกับถุงยากระดาษสีน้ำตาลบนตัก

                

“เรียบร้อยแล้วนะคะ ผลตรวจสุขภาพทางเราใส่ลงไปให้เรียบร้อยแล้วนะ ปกติดีทุกอย่าง หากมีอะไรต้องการเพิ่มเติมโทรหาได้ตามนี้เลยค่ะ”

“ขอบคุณมากๆเลยครับผม” ไทม์เอ่ยขอบคุณครั้งสุดท้ายก่อนจะยกหน้าที่รถเข็นนี้ต่อให้เซนต์ในขณะที่ตนและฮีลช่วยกันขนสัมภาระที่เหลือกลับ

 

เนื่องจากว่าตึกที่นาทีพักค่อนข้างใกล้กับลานจอดรถมันเลยไม่ได้ต้องผ่านแดดผ่านร้อนอะไรมากมาย แต่กลับต้องค่อยๆเดินเพราะพื้นที่ที่กว้างขวางของลาน มีเพียงเสียงของรองเท้าที่เหยียบไปกับพื้นคอนกรีตและล้อรถเข็นที่เคลื่อนไป แต่กลับเป็นตอนนั้นที่นาทีตัดสินใจพูดบางอย่างเซนต์ขึ้นมาในขณะที่ไทม์และฮีลยังคงเดิมตามหลังอยู่เงียบๆ

 

“เอ้อเซนต์ หมอบอกว่าเรามีปัญหากับระบบขับถ่ายนิดหน่อยอ่ะ เธอรับได้รึเปล่าฮ่าๆ แต่อย่างอื่นก็โอเคหมดแล้ว” เสียงทุ้มติดหวานเอ่ยติดตลกขึ้นมาก่อนจะเอี้ยวตัวเงยขึ้นไปมองใบหน้าคนรักที่คอยเข็นรถอยู่ด้านหลัง

“เรื่องนี้ผมรู้แล้วครับ หมอบอกว่าพี่อาจจะมีเรื่องการควบคุมการเข้าห้องน้ำหน่อยแต่เดี๋ยวผมก็คอยช่วยเองอยู่ดีนั่นแหละ”

แล้ว…หมอได้บอกรึเปล่าว่าทำไมเราถึงต้องนั่งวีลแชร์” 

“เชี่ย…” ทันทีที่ประโยคนั้นจบเจ้าของผมส้มก็อดไม่ได้ที่จะหลุดอุทานออกมาเบาๆ          

“ก็คงจะเป็นเพราะว่าพี่นอนมานานเกินไป จะให้ลุกขึ้นเดินทันทีร่างกายคงยังไม่ปรับสภาพล่ะมั้งครับ ละไอฮีลเป็นไร”

“ห้ะ อ๋อ กู…กูอยู่ดีๆก็ปวดท้องขึ้นมาเฉยๆ”

“เธอคิดว่างั้นหรอเซนต์ โดนด้วยเหมือนกันหรอ

“ครับ? พี่พูดถึงอะไรอยู่ โดนอะไรครับ”

พี่ไทม์” และแล้วในที่สุดบุคคลที่เดินเงียบมาตลอดก็ถูกพูดถึง

“หืม ว่าไงเรา”

ไม่คิดจะบอกน้องหน่อยหรอว่าทำไมยังต้องนั่งวีลแชร์อยู่

“ก็คงเป็นแบบที่เซนต์พูดไง พี่จะไปรู้อะไรอีก”

งั้นไม่คิดจะบอกกันหน่อยหรอว่าทำไมตื่นมาแล้วในขณะที่น้องสามารถหยิบจับอะไรได้ตามปกติแต่แข้งขากลับขยับไม่ได้ ทำไมไม่บอกเหตุผลจริงๆว่าทำไมน้องถึงสูญเสียการควบคุมระบบขับถ่าย แล้วทำไม

“…”

ทำไมไม่บอกว่าน้องจะต้องพิการทั้งชีวิต

“…”

“มีใครรู้มั้ยว่าการที่ต้องมานั่งจิกขาตัวทั้งคืนเพื่อพยายามรู้สึกถึงเล็บจนได้แผลมาทั้งขาแล้วมารู้ทีหลังเองว่าตัวเองเป็นอัมพาตไปแล้ว…ทรมานขนาดไหน

“…”

“พี่ไทม์น้องขอถามอีกอย่างเดียว”

จะมีอะไรแย่ไปกว่านี้อีกมั้ย เพราะจริงๆตอนนี้…น้องก็แทบไม่ไหวแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

TBC…

#ร้อยนาทีของเซนต์

 

 

 

 

 

 

Talk:

พาร์ทสองกำลังมาแล้วนะคะ ลงให้หายคิดถึงก่อน

อย่าว่าตัวละครกับเราเยอะนะคะ;-; 

 

 

 

 

 

 

 

 

                

                

                

            

                

                

                

                

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

174 ความคิดเห็น

  1. #159 0863538696 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 17:13
    น้องงงงงงงงงง
    #159
    0
  2. #158 VtoVjjkkk (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2563 / 21:39
    น้องงงงง น้ำตาไหลแบบคอมโบเลยค่ะ
    #158
    0