Hundred and One [Timeverse] | Kookv (End)

ตอนที่ 24 : Chapter 20: Lean on me

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 351
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 34 ครั้ง
    4 ต.ค. 63

 

----------------------------------------

Link for the song: https://www.youtube.com/watch?v=fTfLYdgMH-Q

 

 

Cent’s Time

ผมลืมตาตื่นขึ้นมาเพื่อมาเห็นบรรยากาศภายในห้องกว้างสีขาวนี้ ที่ถูกเติมเต็มด้วยเสียงหัวเราะและพูดคุยกันอย่างสนุกสนานในไม่กี่วันต่อมาที่ความวุ่นวายต่างๆเริ่มซาไป และมันอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มเสียที่ไหนเมื่อพวกเราทุกคนตอนนี้ต่างก็เริ่มได้รับการเยียวยากันแล้ว ผมยังคงต้องมีบ้างที่ต้องได้คนประคองเวลาขยับตัว แต่เมื่อแผลเริ่มสมานก็กลับมายืนได้ด้วยตนเองอีกครั้ง นับว่ามรสุมครั้งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่เสียเลือดเนื้อกันไปเยอะทีเดียว

                

อย่างนึงที่ตระหนักได้คือความเอาใจใส่ เราคงไม่อาจหวังให้คนอื่นเห็นใจเข้าใจหรือแม้แต่รักเราได้หากมันไม่ได้เริ่มที่ตัวเอง สิ่งนี้คงเป็นบทเรียนให้ผม ฝุ่นก็ได้เช่นกัน การที่ควรจะใส่ใจคนในครอบครัวให้มากกว่านี้เพราะลึกๆแล้ว เราทุกคนก็ล้วนแตกต่างกัน และแม้จะถูกปฏิบัติเหมือนกัน เราก็ยังมีความรู้สึกเป็นของตัวเอง

                

วันนี้ก็เป็นอีกวันที่แสงตะวันแลจะสว่างกว่าครั้งไหนๆ ผมยังคงทำมันอยู่ทุกวันๆ สัมผัสเขาผู้เป็นที่รักจนกระทั่งตอนนี้ที่ผิวเนื้อบางเริ่มขึ้นสีเลือดฝาดขึ้นมาบ้าง ก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีไม่น้อยเลย 

                

เนื่องจากเป็นวันสุดสัปดาห์มันจึงไม่แปลกนักที่พวกเราส่วนใหญ่จะมาสิงอยู่ที่นี่ ต่างคนก็ต่างหาของฝากติดตัวมาเยอะแยะตามประสาผู้เยี่ยม ฮีลก็นั่งลงเหมือนกับว่าเป็นหน้าที่ไปแล้วก่อนจะนำผลไม้ต่างๆนานาที่ได้มาปลอกให้ทุกคนทาน ประตูระเบียงถูกเปิดออกให้กลายเป็นที่สังสรรค์กันไป หากไม่บอกว่าที่นี่คือโรงพยาบาล ผมเองก็คงจะคิดเสียว่ามันเป็นบ้านใครสักคนไปแล้ว

                

ว่ากันด้วยเรื่องส่วนตัวของคุณไทม์และผม เราสองคนอาจแทบไม่ได้คุยกันและมันก็ไม่แปลกเมื่อผมพอจะรู้จักนิสัยคุณเขาดีอยู่บ้าง ไทม์ไม่ใช่คนที่น่าจะแสดงผ่านถ้อยคำมากนัก กลับกันในทางพฤติกรรม และต้องยอมเลยว่าเขาเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่ขี้เก๊กมาจริงๆ 

                

เราไม่ได้เขม่นกันอย่างวันก่อนๆที่เจอหน้า แม้จะหลบตาอยู่บ้างแต่เวลาที่เขาได้นั่งเฝ้านาทีในตอนกลางคืน เขาเองก็ดูแลและช่วยผมเหมือนกัน ไม่แปลกใจเลยที่นาทีจะรักพี่ชายคนนี้สุดหัวใจ หากทำได้ ผมเองก็อยากจะได้เขามาเป็นพี่ชายในชีวิตสักคนเหมือนกัน ความรู้สึกของคนมีครอบครัว ก็แค่อยากรู้สึกมันสักครั้ง

            

สามวันต่อมาร่างกายผมก็กลับมาปกติในที่สุด มีพี่นนท์ที่มาช่วยเก็บย้ายของออกจากโรงพยาบาลเล็กน้อย ก่อนที่จะขับวนกลับไปยังโรงบาลฯ ต่างจากผมที่หาข้ออ้างละทิ้งจากกลิ่นอายที่นั่นสักพัก แม้ว่าข้างในนั้นอยากจะไปนั่งเฝ้านาทีใจจะขาด 

                

ยามฝ่าเท้าสัมผัสพื้นเย็นๆของห้องก็รับรู้แล้วว่าความอบอุ่นนั้นเริ่มละหาย นานเท่าไหร่แล้วนะที่ไม่ได้กลับมาที่นี่ กลิ่นหอมหวานของวันวานเริ่มจางลงไปจนแทบจะไม่หลงเหลือ และนั่นก็ทำให้จิตใจบั่นทอนไม่น้อย ผมพยายามสลัดความคิดไร้สาระออกไปจากหัวเมื่อเข้าใจว่าเราไม่สามารถย้อนไปแก้อดีตได้อีก พลันกล่องไม้ใบหนึ่งบนโต๊ะทำงานก็ถูกหยิบขึ้นมาไว้ในมือ ฝาถูกเปิดออกพร้อมๆกับที่รูปภาพหลายใบที่เผยให้เห็น นับว่าโชคดีหน่อยที่ผมเป็นคนชอบเล่นกล้องและถ่ายรูป มันจึงยังมีสิ่งนี้ที่เป็นแหล่งเก็บความทรงจำเล็กๆของเรา แต่บางครั้งผมก็กลับคิดว่ามันยังไม่พอ ยังไม่พอสำหรับสิ่งที่ได้ทำลงไป และขณะเดียวกันก็กับสิ่งที่ได้เสริมสร้างขึ้นมา

            

ผมใช้เวลาเกือบยี่สิบนาทีในการอาบน้ำให้ชื่นใจและตื่น ก่อนจะกลับมายังโต๊ะตัวเองอีกครั้ง หน้าจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้าถูกเปิดและรีสตาร์ทระบบเล็กน้อยเพื่อเริ่มสานต่อสิ่งที่ทำค้างไว้ มีอีกหลายรูปเลยที่ยังไม่ถูกปริ้นท์ออกมา ผมจึงไม่ลังเลที่จะลงมือทำต่อ แต่แล้วไม่ทันไรเมื่อได้เสมองออกไปยังนอกหน้าต่างอีกครั้ง พระอาทิตย์ก็ลาลับขอบฟ้าไปแล้วเสีย เช่นนั้นผมก็ได้แต่ลอบถอนหายใจ

                

เย็นนี้ทุกคนต่างให้คามเห็นไปในทางเดียวกันว่าผมควรจะอยู่พักผ่อนเสียก่อน และนั่นหมายความว่าสิทธ์ในการเฝ้านาทีในวันนี้จะตกเป็นของคนอื่น ผมเก็บของติดตัวสำคัญจำพวกกระเป๋าตังค์และสมาร์ทโฟนใส่ในกระเป๋ากางเกงเรียบร้อยแล้ว ก็ตัดสินใจขับรถออกมาอีกครั้งโดยไร้ซึ่งการรับรู้ของใคร หักเลี้ยวพวงมาลัยไม่กี่ครั้งผมก็มาถึง

                

ลานกว้างของห้างสรรพสินค้าใหญ่แห่งนี้มักพลุกพล่านและคึกครื้นอยู่เสมอ วันนี้ก็เช่นกันที่ผู้คนต่างเดินสวนกันไปมาหลายแหล่ ใช้เวลาไม่นานร้านกาแฟเล็กๆใกล้หัวมุมที่เคยเห็น ผมก็มาหยุดอยู่ตรงหน้ามัน แสงสลัวๆยังคงเป็นเอกลักษณ์ของร้านและน่าแปลกดีที่ทุกครั้งที่เราเจอกัน มักจะเป็น ณ ร้านกาแฟ

                

มือทั้งสองข้างของผมก็ยกขึ้นพร้อมกล้องทันที มันถูกแนบเข้าใกล้ดวงตาข้างหนึ่งยามสองมือประคับประคองจับให้ได้ภาพดั่งความต้องการ ก่อนที่เสียงชัตเตอร์จะดังขึ้นและไม่วายที่ผมดันเห็นภาพของเราในวันนั้นอีกครั้ง พลันหยดน้ำบางอย่างก็ตกกระทบแก้ม เจ็บ…อีกแล้ว

                

เป็นความรู้สึกที่แปลกนักเมื่อสถานที่ที่เคยมีใครคนนั้นเป็นปัจจัยเด่นของภาพกลับหายไป หลงเหลือเพียงผืนดินและสิ่งก่อสร้างธรรมดาที่ให้สัมผัสไม่เหมือนเก่า ผมเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆผ่านฝูงชนมากมายจนกระทั่งอีกหนึ่งสถานที่ปรากฏตรงหน้า…ร้านเครื่องประดับ กล้องในมือถูกยกขึ้นเก็บภาพอีกครั้ง นี่ไงที่มาของพระอาทิตย์และดวงจันทร์ของเขา หารู้ไม่ว่าตอนนี้นั้น พระอาทิตย์ได้ดับแสงไปเสียแล้ว

                

ผมใช้เวลาที่เหลือไปกับการตระเวนหาที่ต่างๆที่เราเคยใช้ร่วมกัน นัว่าก็เยอะพอสมควรกับระยะเวลาไม่กี่เดือนและมากพอที่จะทำให้หัวใจดวงนี้จดจำมัน และตอนนี้ก็ในยามที่มุมหนึ่งข้างโรงหนังวันนั้นที่เราจูบกัน ดูสิ น่าขันสิ้นดีที่รอยจูบยังประจักษ์อยู่ที่เดิม ทว่าใครคนนั้นไม่ได้อยู่ตรงนี้เสียแล้ว

                

(เอ้อไอ้เซนต์ อยากกินไส้กรอกว่ะ) ฮีลกรอกเสียงใส่มาทันทีที่ผมรับสายมัน

“กูไม่เป็น delivery ให้มึงหรอก นั่งเพ้อต่อไป”

(ไรวะ ไม่ใจเลย คนมันเหนื่อยนะที่ต้องนั่งจ้องแฟนมึงทั้งวัน)

“ยังไม่ใช่แฟน”

(เออ รู้หน่า รู้ว่าอีกเดี๋ยวก็ใช่เอง ฮ่าๆ) ผมนึกขำที่มันดูมั่นใจเสียมากกว่าคนจริงๆเองอย่างผม ไม่มีใครรู้ว่านาทีจะฟื้นเมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้ว่าจะมีอาการอย่างอื่นแทรกซ้อนไหม และไม่มีใครรู้ส่าเขาจะยังรักผมเหมือนเดิมไหม

(ยังไงก็แล้วแต่นะ แวะมาที่โรงบาลฯเอาไส้กรอกมาให้กูด้วย อ้อแล้วก็)

“สัส”

(เลขนาทีเป็นเก้าสิบแล้วนะ)

“…”

(สู้อีกนิดนะเพื่อน เดี๋ยวก็ดีแล้ว)

 

ผมลอบยิ้มให้คำพูดของมันก่อนจะกดดับไปเพราะนั่นเป็นกำลังใจที่ได้รับตลอดมา และก็คงจะเป็นอีกครั้งที่เฝ้ารอให้มันเป็นจริง ผมพอรู้มาบ้างว่าวิธีที่จะทให้เลขกลับมานั้นหลากหลายแค่ไหน หากแต่ตอนนี้กลับทำมันได้อยู่ไม่กี่อย่าง ซึ่งนั่นเองที่เป็นหนึ่งอุปสรรคที่ทำให้ระยะเวลาต่อหนึ่งเลขเคลื่อนนั้นเนิ่นนานขนาดนี้ อาจเป็นเพราะสภาพร่างกายที่อ่อนแอของนาทีด้วย แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะต่อไปนี้ผมมั่นใจ ว่าถึงยังไงไม่ว่าจะนานเท่าไหร่ผมก็ยังจะขอยืนอยู่เช่นนี้ ข้างเขาอย่างนี้ขนกระทั่งเขาได้ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง

End Cent’s Time

 

            

 

 

            

“นึกว่าจะไม่มา”

 

ไทม์ทักเขาขึ้นหลังจากที่เมื่อหลายวันก่อนเซนต์เอาแต่มุ่นอยู่กับงานที่ค้างไว้หลายสัปดาห์และธุระส่วนตัวบางอย่างของเจ้าตัว คนตัวสูงทำเพียงส่งยิ้มกลับไปให้เล็กน้อยก่อนจะยื่นกระเช้าผลไม้ขนาดเล็กให้อีกคน

                

เจ้าของร่างขาวขมวดคิ้วเป็นปมเล็กน้อยแล้วชี้นิ้วไปทางคนรักที่นั่งอยู่ด้านหลังเป็ฯคำพูดทางนัยก่อนจะตบบ่าผู้เป็นน้องเบาๆ ช่วงนี้เขาก็ไม่อยากจะมีปัญหาหรือทะเลาะอะไรกับมันมากนัก และถึงแม้ว่าสิ่งที่ทำไว้จะน่าเคืองแค้นพอควร เราต่างก็พบเจออะไรกันมามากพอแล้วเหมือนกัน

 

“เข้าห้องเถอะ น่าซีดๆนะไปตากแดดมาหรอ”

“นิดหน่อยครับ ผมไม่เป็นอะไรหรอก”

“อืม ดีละ เพราะมึงต้องอยู่ดูแลนาทีไปอีกนาน” เซนต์ยิ้มให้กับคำพูดนั้น

 

ช่วงบ่ายของวันนี้ไม่มีใครอยู่ที่ห้องนอกจากเขา เข้าใจว่าคงเป็นวันทำงานธรรมดาแม้ว่าตอนนี้เขากำลังลาอยู่ เราต่างผลัดเวรกันมาเฝ้านาทีทุกๆครั้งเผื่อวันใดที่คนตัวเล็กฟื้นขึ้นมา ใบหน้าคุ้นเคยของใครสักคนจะอยู่ให้เห็น และก็ถูกที่ว่าวันนี้เป็นตาเขา เซนต์ลุกขึ้นเดินไปปรับอุณหภูมิของห้องให้อุ่นขึ้นเล็กน้อยเมื่อเป็นตัวเขาเองที่รู้สึกหนาว ก่อนจะกลับมาทิ้งตัวลงนั่งตามเดิมพร้อมกับสมาร์ทโฟนในมือที่ไถเล่นไม่หยุด

                

เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเคลียร์งานในโน๊ตบุ๊คที่พกติดตัวมาด้วย ปลายนิ้วยกขึ้นดันขาแว่นเล็กน้อยยามเลนส์ทั้งสองข้างเริ่มไหลลงมาคลอเคลียกับปลายจมูก และเมื่อตัวอักษรสุดท้ายถูกพิมพ์ลงไปบนหน้าจอร่างสูงก็ลุกขึ้นยืนอย่างลังเลทันที ยืดแขนและบิดตัวเพื่อคลายเมื่อยสักพัก เซนต์ก็เปลี่ยนที่นั่งจะมุมโซฟาไปยังข้างเตียง

                

ม่านที่ถูกดึงให้ปิดไว้ยังคงปล่อยให้แสงบางส่วนทอเข้ามากระทบ ลอดผ่านใยเล็กๆเข้ามาบรรจบที่ผิวบางของคนบนเตียง สีของผิวที่เริ่มฝาดแดงอมชมพูขึ้นนั้นก็น่ารักไม่น้อยและแม้ว่ามันจะเป็นสีน้ำผึ้งจางๆเซนต์ก็หลงรักมัน เขาถือวิสาสะเอื้อมมือไปกอบกุมอวัยวะเดียวกันของอีกคนไว้แล้วยกขึ้นแนบแก้มสากของตนอย่างโหยหา อ้อนวอนให้กลับมาเร็วๆเสียที พลันหนังตาก็ปิดลงหลับตาพริ้มพร้อมกับที่ริมฝีปากหยักกดจูบลงบนหลังมือ

                

เนิ่นนานและบางเบา ทำซ้ำๆและหวังว่าตัวเลขจะค่อยๆลดลง ไม่นานนักเขาก็ละออกขึ้นไปประกบจูบที่หน้าผากมน ไล่ลงมายังปลายจมูกรั้นและพวงแก้มเนียน ปิดท้ายด้วยการจุมพิตอีกครั้งที่ริมฝีปากบางและโอบกอดร่างเล็กไว้ให้นานเท่าที่จะทำได้

            

มีบ้างที่สุดท้ายแล้วมันจะเป็นตัวเขาที่รู้สึกถึงตัวเลขนั้น กลายเป็นว่าบางครั้งในขณะที่ตัวเลขบนคอนาทีค่อยๆลดลงกลับเป็นตัวเลขเขาแทนที่เริ่มเพิ่มขึ้นอย่างเจ็บปวด แต่เซนต์ก็อดทนและผ่านมันมาได้ในที่สุด หมอประจำคนไข้ก็เดินเข้ามาแวะเยี่ยมอยู่บ่อยครั้ง และทุกครั้งก็จะมีแต่ข่าวดีว่าร่างกายนี้เริ่มแข็งแรงขึ้นมากเท่าใด เขาดีใจที่ได้ยินเช่นนั้น แต่อาจเป็นเพราะเลขเจ้ากรรมนี้ที่รั้งไม่ให้นาทีฟื้นขึ้นมาเสียทีก็เป็นได้

 

“ตื่นขึ้นมาเถอะนะคัรบ” 

“อยู่ตรงนี้แล้ว สัญญาว่าจะไม่ไปไหนแล้วนะ ไม่ต้องเดินตามแล้ว หยุดบ้างก็ได้”

“เพราะต่อจากนี้” 

อาทิตย์ดวงนี้จะยอมดับแสงลงเพื่อกลับมาหาพี่เอง

 

เจ้าของร่างสูงผล็อยหลับไปยามความมืดเข้าแทนที่แสงแดดของวันไป ท่ามกลางความเงียบที่เข้าปกคลุมเขาฝันเห็นนาทียืนอยู่ตรงนั้น ด้านหน้าที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเท่าไหร่ เซนต์เผลอยิ้มไปให้ก่อนจะเอื้อมมือไปหา เสี้ยววินาทีหนึ่งอีกคนแลเหมือนจะไม่ต้องการกลับมา ทว่าในเวลาก่อนที่ทุกอย่างจะสลายหายไปกลายเป็นความฝัน ปลายนิ้วเนียนครั้นสัมผัสกัน พาสิ่งที่หายไปให้กลับคืน…

 

 

 

 

 

(1/2)

 

 

10 เดือนต่อมา

และแล้วโลกที่โคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์อย่างทุกวันในขณะที่ยังมีพระจันทร์เป็นบริวารของตน แสงของวันใหม่ก็ผุดขึ้นเอ่ยทักทายขอบฟ้า ร่างบนเตียงก็พลันปรือตาขึ้นอีกครั้งอย่างเหนื่อยล้าและสิ้นหวัง

                

อ่า…วันเกิดอีกแล้วสินะ

 

การรอคอยนั้นเนิ่นนานจนเกินไป จากวันก็ล่วงเลยเป็นสัปดาห์ สัปดาห์ก็ล่วงเลยเป็นเดือน และตอนนี้ก็ผ่านไปแล้วหนึ่งปีนับจากเหตุการณ์ในวันนั้น นับว่าเป็นการต่อสู้กับความรู้สึกที่ยาวนานเสียเหลือเกิน แม้จะรู้ดีตั้งแต่แรกว่าการช่วยครั้งนี้นั้นต้องใช้เวลา หาได้รู้ไม่เลยว่ามันจะพาหวนกลับมายังวันที่หนึ่งกันยายนนี้อีกครั้ง ราวกับว่าตั้งใจจะตอกย้ำ พระเจ้าเล่นตลกกับเขาอีกแล้ว

                

เซนต์ยันตัวลุกจากเตียงและแม้ว่าแสงอรุณจะขึ้นมาประทับอยู่บนผืนฟ้าแล้ว ก็ไม่วายที่กลุ่มเมฆหนาจะเข้าบดบังอย่างวันนั้นที่เกิดการสูญเสีย เขายกมือขึ้นเสยผมที่เริ่มยาวลงมาปรกหน้าจากการไม่ดูแลตัวเองให้ขึ้นไปก่อนจะทาบมือทั้งสองข้างไว้ที่หน้า เล็ดลอดเสียงสะอื้นนั้นออกมาในยามที่ทุกอย่างไม่เป็นใจ…

            

ถอนหายใจซ้ำๆก่อนจะตัดสินใจลุกออกจากเตียงแล้วตรงเข้าห้องน้ำ ใช้เวลาไม่นานมากนักเซนต์ก็พร้อมสำหรับการไปโรงพยาบาลอีกวัน เขาทำเรื่องลางานไว้เป็นการณ์ยาวอยู่แล้วและมันอยู่ภายใต้การตัดสินใจของไทม์ นอกจากของจำเป็นแล้วเขาก็ไม่คิดจะพกอะไรไป เว้นก็เสียแต่จี้บนคอที่ยังไม่เคยได้ถอดออกแม้ว่าดวงจันทร์จะสลายสิ้นไปแล้ว

                

เป็นอีกครั้งที่พยาบาลและคุณหมอเอ่ยทักทายเขาด้วยความเคยชิน ไม่ต้องบอกก็น่าจะรู้ว่ากี่ครั้งที่เขามา มันอาจไม่น่าเชื่อนักที่ร่างไร้สติของคนคนนึงจะถูกเก็บรักษาไว้ในโรงพยาบาลนับปีได้อย่างนี้ มีบ้างในตอนแรกที่เป็นฝ่ายครอบครัวนาทีเองนึกอยากจะปล่อยให้ได้ไปสบาย แต่เพราะไทม์และฝุ่นที่ช่วยยื้อไว้คนตัวเล็กถึงได้ยังอยู่อย่างเช่นวันนี้

                

ประตูห้องถูกเลื่อนออกพร้อมกันร่างสูงที่เดินตรงเข้าไปหา เขาเห็นทุกคนอย่างเคยจะแปลกก็ผู้หญิงตัวเล็กอีกคนหนึ่งที่วันนี้โผล่มาด้วย คงเป็นเพื่อนฝั่งใครฝั่งหนึ่งแต่ก็ไม่แปลกนัก เพราะตอนนี้เลขที่คอระหงส์สวยได้ฤกษ์กลับมาอยู่ที่ห้าสิบตามเดิมแล้ว

            

เซนต์เองก็เพิ่งได้รู้ข่าวที่น่ายินดีนี้เมื่อคืนและเขาก็ดีใจอย่างมาก ก่อนที่น้ำเสียงในภายหลังองปลายสายจะแปรเปลี่ยนเป็นโศกเศร้าเพราะนาทีก็กลับยังไม่ฟื้น วันนี้มันจึงเป็นวันที่ค่อนข้างกดดันและกังวล ทั้งครอบครัวและญาติต่างก็มารวมตัวกันเพื่อรอคอบการกลับมาของคนตัวเล็กในขณะที่เข็มนาฬิกาบนผนังห้องก็ยังคงเดินอย่างไม่รอใคร

                

บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมนี้ถูกปกคลุมไปด้วยเสียงสะอื้นเล็กๆและความชื้นจากหยาดน้ำตา เป็นอีกครั้งที่เซนต์นึกอยากจะดีดตัวเองออกไปหากไม่ติดที่ว่าเราต่างก็เฝ้ารอการฟื้นมาของนาที เขาไม่ชอบเสียเลยเวลาที่ถูกแรงกดดันทั้งจากสิ่งรอบข้างและผู้คน และในยามนี้ก็คงเป็นเสียงชีพจรตอนนี้ที่คงที่และปกติ ทุกอัตรายังคงซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ขอแค่ลืมตาขึ้นมา จะรู้ว่าตอนนี้ทุกคนต่างก็รออยู่

                

คุณหมอที่ดูแลนาทีเองก็ช่วยเสริมเพื่อการันตีให้กับพวกเขาว่าอีกไม่นานคนตัวเล็กก็คงฟื้นเพราะทั้งสภาพร่างกายและตัวเลขต่างๆก็เริ่มคงที่แล้ว เหลือก็แค่ว่านาทีนั้นอยากจะตื่นขึ้นมาไหม อยากจะตื่นขึ้นมารับรอยยิ้มและน้ำตาแฟ่งความสุขจากญาติๆและครอบครัว หรือแม้กระทั่งความรักดีๆครั้งนี้จากเซนต์ไหม หรือว่าอยากที่จะดำดิ่งลงไปในความมืด ละทิ้งทุกอย่าง และไม่กลับมาอีกเลย

                

ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยไปฝั่งตะวันตกมากกว่าครึ่งด้วยดวงใจที่เริ่มท้อถอย ยังไม่มี่แววของการกลับมาและคนส่วนมากก็เริ่มขอตัวกลับเสียก่อน เหลือเพียงคนที่สามารถลางานได้อย่างเซนต์ ฝุ่นและฮีลที่มักจะทำหน้าที่ดูแลนาทีอยู่แล้ว พวกเขาทิ้งตัวนั่งกองกันอยู่บนโซฟานิ่ม ณ มุมห้อง นับทุกๆวินาทีจนกระทั่งเข็มสั้นของนาฬิกาเดินไปชี้เลขสี่ การรอคอยก็สิ้นสุดลง

                

เซนต์คือคนแรกที่รับรู้เมื่อฝ่ามือเล็กที่ตนนั่งกุมไว้อยู่เริ่มตอบสนองและขยับ ฝุ่นและฮีลก็เริ่มโทรหาคนอื่นๆเพื่อบอกข่าวดีทันที และสักพักหนังตาบางก็เริ่มขยับราวกับว่าคนตรงนี้กำลังกวาดสายตามองพวกเขาอยู่ ก่อนจะค่อยๆปรือขึ้นอย่างไร้เรี่ยวแรงเพื่อนมาสบกับดวงตาเหยี่ยวอันคุ้นเคยดีด้วยม่านน้ำตาที่บดบัง

 

“นาที! อึก ฟื้นแล้วจริงๆใช่มั้ย ฟื้นแล้วใช่มั้ย ฮือออ” เป็นฝุ่นที่ปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาก่อนจะโถมตัวเข้าหาคนบนเตียง ฮีลเองก็ดีใจไม่ต่างกันแม้เจ้าตัวจะเอาแต่ยืนยิ้มอยู่ด้านหลัง ไม่กี่นาทีต่อมาไทม์และพ่อแม่ของนาทีก็มาถึง ทั้งครอบครัวก็ได้แต่กอดกันกลมและมันเป็นภาพที่น่ารักไม่น้อย นนท์เดินเข้ามาตบบ่าให้กำลังใจเขาเบาๆก่อนจะกระซิบแทนคำยินดี

 

“มึงทำได้แล้วนะ”

 

และแล้วน้ำตาของลูกผู้ชายก็ไหลรินออกมาอีกครั้งด้วยความดีใจ วินาทีที่ได้เห็นดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นอีกครั้งก็ราวกับว่าเวลาจะหยุดเดิน และหัวใจของเขาเองก็อาจจะหยุดเต้นไปเหมือนกัน เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายนักแต่เราล้วนว่าอีกคนต่างรู้สึกเช่นไร

                

ทุกคนต่างก็แย่งกันจะเอาใจคนตัวเล็กยามผู้เป็นที่รักฟื้นกลับ แต่แล้วก็เป็นเซนต์ที่ไม่กล้าเดินเข้าไปและทำเพียงทิ้งตัวอยู่นความเงียบนอกห้อง และคนที่เห็นก็มีเพียงคนเดียวนั้นคือไทม์

                

เกือบครึ่งชั่วโมงต่อมาเป็นบิดาของคนรักเขาเสียที่เดินเข้ามาทักทาย เซนต์มีท่าทีตกใจเล็กน้อยก่อนจะรีบทำตัวให้เป็นปกติ คนอายุน้อยกว่าเดินตามผู้ใหญ่ไป พวกเขาหยุดลงที่สนามหญ้าขนาดเล็กของโรงพยาบาลและเซนต์ถึงได้ยอมลดตัวนั่งลงข้างๆชายร่างท้วมคนนี้

 

“ขอบคุณนะ” เขาตกใจให้กับคำพูดนั้น

“ขอบคุณจริงๆ” และมากขึ้นไปอีกยามผู้เป็นพ่อของปล่อยหยาดใสให้ไหลริน พลันความรู้สึกผิดก็เข้ากอบกุมอย่างห้ามไม่ได้ เพราะแสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมานั้นแทบจะไม่เคยมีใครโกรธเกลียดเขาจริงๆทั้งนั้น

“ไม่ใช่เพราะผมเลยครับ มันเป็นแค่หน้าที่ ที่เหลือนั้นก็เพราะนาทีเข้มแข็งเอง อย่าขอบคุณผมเลยครับ”

“เซนต์”

“ครับ”

พ่อขอได้ไหม…ถ้ายังรักนาทีอยู่

“…”

ก็ช่วยดูแลเจ้าคนนี้ไปเรื่อยๆทีนะ

 

เขายิ้มรับก่อนจะพนักหน้าหลายๆทีกับคำตอบที่ไม่เคยคาดหวัง แบบนี้สินะที่เขาเรียกกันว่าฟ้าหลังฝน ช่างสดใสเสียจริง

              

ชายตรงหน้าอ้าแขนทั้งสองข้างออกก่อนที่เขาจะรับอ้อมกอดนั้นมาอย่างดี ราวกับคนในครอบครัว ราวกับกำลังจะมีครอบครัวเป็นของตัวเองเสียที…

 

 

 

(2/2)

 

 

ไทม์เป็นคนสุดท้ายที่เดินออกมาจากห้องและปิดประตูลงในขณะที่คนอื่นๆทำเพียงนั่งรอด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มและแจ่มใสขึ้น คนแก่กว่าเดินเข้ามาหาเขาก่อนจะจ้องลึกเข้ามาในดวงตา ในเวลานี้มันกลับไร้ซึ่งความเคียดแค้นเหลือเพียกำลังใจที่ตั้งใจสื่ออกมา ก่อนที่ตัวเขาจะถูกผลักเข้าไปหากับความจริง

            

ฝ่ามือใหญ่ลังเลที่จะเอื้อมไปเลื่อนประตูเล็กน้อย แต่แล้วเมื่อหันกลับแล้วพบว่าทุกสายตาคอยเอาใจช่วยอยู่นั้นเซนต์ก็เลือกที่จะยิ้มสู้แล้วเดินเข้าไป ท่ามกลางทัศนวิสัยสวยงามของเวลาโพล้เพล้และกลิ่นอายของห้องที่ปนเปรือไปด้วยเอกลักษณ์ของอีกคนก็พลันให้หวนถึงวันเก่าๆ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะพยายามให้อีกคนกลับมาเท่าใด ทว่าในตอนที่ถึงคราสบตากันแล้ว ครั้นหัวใจก็เกรงว่ามันจะไม่เป็นแบบเดิม นาทีไม่ได้หันมาหาเขาและเลือกที่จะเสมองออกไปทางนอกหน้าต่างแทนเสีย พอๆกับที่ครั้งนี้เป็นเซนต์เองที่กลัวว่าอีกคนจะไปอย่างที่ไม่เคยเป็น

                

ร่างสูงสูดอากาศเข้าปอดไปก่อนจะตรงเข้าไปนั่งด้านข้างเตียงฝั่งที่นาทีกำลังมองอยู่ กลั้นลมหายใจด้วยความกลัวอยู่สักพักเขาก็เงยหน้าขึ้นไปหาอีกคน แววตาของคนตัวเล็กในยามนี้ช่างแตกต่างจากครั้งแรกเสียเหลือเกิน จากที่เคยอบอุ่นและยิ้มแย้ม ก็หลงเหลือเพียงความเย็นชาอย่างที่ไม่เคยเห็น และนั่นก็ทำให้น้ำตาเซนต์ไหลอีกครั้งแต่เขาก็ยังเลือกที่จะเฝ้ามอง แม้ว่าอีกคนจะไม่หันมาก็ยังไม่เป็นไร

                

เซนต์ค่อยๆนำฝ่ามือเล็กตรหน้าขึ้นมากอบกุมเหมือนทุกครั้งที่ทำ ก่อนจะออกแรงบีบเบาๆเพื่อให้ความอบอุ่นแต่มันก็น่าใจหายเสียเหลือเกินเมื่อนาทีทำเพียงวางมือไว้เท่านั้น ไร้ซึ่งการตอบรับ คงเกลียดเขาไปแล้วสินะ 

                

ท่วาพลันฝ่ามือเล็กนี้ก็เริ่มสั่นจนเขาตกใจถึงได้หันกลับไปมองใบหน้าท่พร่ำคิดถึงอีกครั้ง บัดนี้ก็ได้รู้แล้วว่าเขาทั้งคู่ต่างโหยหากันและกันไม่เคยหยุด ดวงตาคู่สวยนี้สบกับเขาแล้วด้วยความสั่นคลอและหยาดใสที่คลุมเอาไว้ หยาดหนึ่งตกกระทบพวงแก้มใสและในที่สุดฝ่ามือทั้งสองก็ขยับเข้าหากันและกระชับให้แน่นขึ้น เซนต์ลอบเลียริมฝีปากตัวเองด้วยความประหม่าก่อนจะฉีกยิ้มอย่างที่ห้ามไว้ไม่อยู่ ยามก้านนิ้วแกร่งยกขึ้นปาดน้ำตาออกให้ คนตัวเล็กก็ไม่ลังเลเลยที่จะทิ้งน้ำหนักเข้าหามืออีกคนด้วยความคิดถึง มันเป็นเวลาที่เนิ่นนานเสียจนไม่อาจประเมิณค่าได้ อาจไม่ใช่เมื่อพูดถึงคนที่คอยหลับใหล แต่หากมองย้อนมาหาผู้รอคอยสักนิด อาจรู้ว่ามันทรมารเท่าใด

                

พวกเขาส่งยิ้มให้กันอีกครั้งก่อนที่แรงดึงดูมหาศาลจะดึงทั้งคู่เข้าหากันอย่างที่เคย พลันร่างเล็กก็เข้าสู่อ้อมกอดอุ่นนี้ไปจมไปกับแผ่นอกแกร่งพร้อมกลิ่นอายที่คุ้นเคยและโหยหา เขาไม่นึกรังเกียจเลยที่จะเป็นที่ซับน้ำตาให้อีกคน ในเวลานี้ที่ความเงียบขึ้นเป็นใหญ่และแม้มันจะไร้ซึ่งคำพูด เขาใช้การกระทำในครั้งนี้เข้าสื่อสารกัน ฟังเสียงหัวใจของกันและกันที่คลอไปด้วยสะอื้นแห่งความสุข กลับมาเสียที

                

ปลายจมูกโด่งกดลงซ้ำๆบนกลุ่มผมนี้ นาทีผอมไปมากเสียจนน่าใจหาย ใบหน้าซูบซบและตอบลง เซนต์ประคองมันขึ้นมาไว้ในอุ้งมือก่อนจะสำรวจโครงหน้าสวยและอง์ประกอบที่ลงตัวทุกอย่าง ยิ้มซ้ำและก้มลงไปจูบเพื่อซับน้ำตาอีกคน ลมหายใจอุ่นๆรดรินซึ่งกันและกันและปลายจมูกที่คลอเคลีย เป็นอีกครั้งที่แรงดึงดูดระหว่างพวกเขานั้นมากมายจนริมฝีปากทั้งสองประกบเข้าหากันอย่างห้ามไม่อยู่ กดทับและดูดคลึงอย่างหวงแหนพลันร่างเล็กนี้ก็ไปนั่งบนตักแกร่ง ไม่ลืมที่จะให้ทั้งสองแขนเล็กนี้วาดไปล้อมหลังคอเพื่อรั้งตนไม่ให้ตก และรอยยิ้มที่วาดให้กันบนใบหน้าทั้งสองครั้งแล้วครั้งเล่า

 

ผมอาจไม่เคยบอก

อาจไม่เคยทำให้เห็น

อาจเคยเห็นแก่ตัวไปนิด

แต่ผมอยากบอก

 

รักพี่มากจริงๆนะครับ

 

 

“เป็นไงเรา มีความสุขยัง”

“อื้อ มากๆเลย”

“ดีใจด้วยนะ ต่อไปก็อย่าลืมพี่ด้วยล่ะ”

“ฮึก พี่ไทม์”

 

 

เขาทั้งคู่ขึ้นมาเดินเล่นบนดาดฟ้านี้อีกครั้ง อย่างวันนั้นที่ได้รับจูบแรกจากคนด้านข้างนี้ นับว่าเมื่อเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมาล่วงเลยมาถึงจุดนี้แล้ว อาจเรียกได้ว่าไม่คุ้มมาก แต่สำหรับเขามันก็ดีมากแล้วที่เห็นว่าถึงที่หมายปลายทางเสียที

                

ฝ่ามือใหญ่กระชับมือเขาให้แน่นขึ้นยามสายลมเย็นของคืนพัดพาไอหนาวมาเยือน คนตัวเล็กหันกลับไปฉีกยิ้มกว้างให้จนตาทั้งสองข้างปิด เซนต์พาเขามานั่งบนม้าหินที่เดิมเพื่อนั่งดูท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดารามากมายของวันนี้ ช่างสวยงามและงดงามมากมายเสียจนไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็นจริง การที่เขายังนั่งอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน การที่ได้รู้ว่าเราได้เป็นของกันและกันเสียที

            

“คุยกับพ่อเป็นไงบ้าง”

“รู้ได้ไงผมคุยกับพ่อพี่”

“ของแบบนี้ ก็ต้องพี่ไทม์บอกอยู่แล้ว”

“เหมือนตื่นมาแล้วจะซนขึ้นนะ”

“แล้วไง ไม่รักหร-”

“รักดิ ก็รักเหมือนเดิมนั่นแหละ

“แหวะ ฮ่าๆ”

“เดี๋ยวเถอะ”

“สรุปนี่พ่อว่าไง โดนว่าอะไรมั้ย”

“ตอนนู้นก็โดนต่อยไปหมัดนึง แต่ไม่เจ็บนะจิ๊บๆ”

“ขี้โม้จริง” พลันคนตัวเล็กกว่าอย่างนาทีก็โดนกระต่ายตัวนี้รวบขึ้นตักไปอย่างง่ายดายจนเกรงว่าจะหงายหลังไปเสียก่อน สองแขนเลยยกขึ้นคล้องคออีกคนไว้ นึกหมั่นไส้น้อยที่ไหน นี่ขนาดเขาเพิ่งฟื้นยังไม่รู้จักเบามือเลย อีกนิดโยนได้ก็โยนมั้ง

“พ่อพี่บอกให้เลิกยุ่ง”

“จริงป่ะเนี่ย” และเขาก็ต้องตาโตตกใจอีกครั้งเมื่อเจ้าเด็กกวนอย่างเซนต์เอ่ยสิ่งที่ไม่คาดคิดออกมา ยอมรับว่าก็มีแอบคิดบ้างว่าคนเป็นพ่ออาจไม่ให้ แต่ก็ไม่ได้เผื่อใจให้มันเป็นจริง

“อืม เขาคงโกรธผมแหละมั้ง”

“ไม่ได้นะ! เดี๋ยวเราจะไปคุยให้ตอนนี้เลย ทำเกินไปนะ”

“แล้วทำไมขนาดนี้แล้ว พี่ถึงยังได้ยอมทำเพื่อผมขนาดนี้”

“…”

“ขนาดที่ว่าเจ็บมาครั้งนึงแล้วก็ยังจะลองเสี่ยงอีกครั้งหรอ”

“พูดแบบนี้คืออะไรเซนต์ จะชวนทะเลาะอีกแล้วหรอ ไหนบอกว่ารักไง”

“ก็รักไง รักมาก รักจนไม่อยากให้พี่พยายามอยู่ฝ่ายเดียวอีกแล้ว” เขาเงียบ

“ต่อไปนี้เลิกวิ่งได้แล้วนะครับ ผมหยุดรอพี่มาตั้งนานแล้ว” สุดท้ายบรรยากาศน่าอึดอัดก็สลายหายไปทันทีที่เจ้าเด็กหยอดเขามา พลันพวงแก้มใสก็ขึ้นสีระเรื่ออย่างน่าเอ็นดู เซนต์กระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะก้มลงมาสูดความหอมหวานอย่างเจ้าเล่ห์ไม่ปล่อยให้อีกคนระวังตัว จึงเป็นเหตุให้สายตาคู่นี้ตวัดใส่เขาราวกับกำลังขู่ หารู้ไม่นั้นเจ้าตัวก็ยังเป็นแค่ลูกแมว

“ล้อเล่น พ่อพี่ไม่ได้อะไรกับผมแล้ว”

“มันน่านัก ทำไมพ่อไม่โกรธจริงๆเลยนะ…”

“ฟื้นแล้วซนขึ้นจริงๆด้วยเนี่ย”

“โอ๊ย ฮ่าๆ ปล่อยอนะเซนต์ อ๊ะ หยุด ฮ่าๆ”

 

นาทีถูกจู่โจมด้วยกันจั๊กจี้ไปอย่างไม่ยั้งถึงได้ดิ้นจนจะตกอยู่เช่นนี้ พออีกคนหยุดก็ได้แต่นั่งหอบและถึงแม้ว่าอากาศมันจะเริ่มเย็นลง แต่จากการหลบหนีฝ่ามือทั้งสองข้างเมื่อกี้ก็เรียกเหงื่อพอตัว

                

ยามพายุครั้งนี้สงบลงแล้วท้องฟ้าก็เหลือเพียงสายรุ้งอันสดใสประดับประดา แขนแกร่งโอบกอดเอวคอดไว้ก่อนที่หัวทุยจะพิงแผ่นอกเขาเฝ้ามองผืนฟ้าของค่ำคืนนี้พร้อมๆกับมือที่ยังประสานกันไว้อยู่

 

“เซนต์”

“ครับ”

“อยากมีเราอีกคนมั้ย”

“หืม? หมายความว่าไง มีคนเดียวก็ดูแลไม่ไหวแล้ว”

“ฮึ่ย หมายถึงเจ้ามินินาทีไง” เซนต์เงียบไปสักพักเพื่อตีความหมายประโยคอีกคนก่อนจะค่อยๆยิ้มออกมาจนหุบไม่ไหว มันอาจเป็นรอยยิ้มที่กว้างที่สุดในชีวิตเขาแล้วก็เป็นได้

“เอาสิ ถ้ามีมินินาทีชีวิตเราก็สมบูรณ์แล้ว

“เขาจะเหมือนใครนะ”

“ได้หน้าตาพี่นิสัยผม”         

“งั้นคงน่ารักมากแน่ๆ แต่ไม่เอาดีกว่า เซนต์นิสัยไม่ดีหรอกนะ”

“โถ่ ก็กอดพี่อยู่นี่ไง”

“คิกๆ”

 

บทสนทนากลายเป้นเสียงเพลงกล่อมของคืน มีแสงของดวงดาวและดวงจันทร์เป็นพยานของโลกว่าพวกเขากำลังมีความสุขเสียที ท่ามกลางเสียงหัวเราะและสายตาที่เฝ้ามองอย่างยินดีปรีดา หมดเสียทีกับความมืดมิด ต่อจากนี้จะมีเพียงแสงสว่างที่คอยชี้ทางให้ซึ่งกันและกันตราบธุลีดิน

 

 

 

 

 

 

ไม่มีอีกแล้วจันทราและสุริยาที่แสนเย่อหยิ่ง…

 

 

 

 

 

เหลือเพียงกระต่ายหมายจันทร์และดวงจันทร์ของเขา…

 

 

 

 

 

 

…ที่ในที่สุดก็ได้ครอบครองกันและกันเสียที

                

 

 

 

 

 

 

TBC…

#ร้อยนาทีของเซนต์

 

 

 

 

 

 

Talk:

ตอนหน้าจบจริงๆแล้วนะ เราไม่แน่ใจเลยว่าจะสามารถสื่ออารมณ์ตัวละครออกมาได้มากแค่ไหน

แต่ตอนนี้ก็ทุ่มสุดตัวอีกเหมือนกันค่ะ พูดตามตรงทุกครั้งที่แต่งเกี่ยวกับน้องนาทีน้ำตาก็เป็นไหลนะ

ฮ่าๆ เขินจังเลยเรา นั่นแหละค่ะน้องได้มีความสุขแล้วนะ จะมีมินินาทีด้วย! ขอบคุณทุกคนจริงๆนะคะที่คอยสนับสนุน

ทุกๆคอมเม้นมันเป็นกำลังใจให้เรามากๆเลย ขอโทษที่มาช้าหน่อย จะจบแล้ว อีกนิดเดียว ต้องคิดถึงมากแน่ 555

เจอกันตอนหน้านะคะ! #H&O

 

 

 

          

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 34 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

174 ความคิดเห็น

  1. #155 LEGiXMFr26WoOoA (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 กันยายน 2563 / 08:48
    เขินมากหวหสห่ฟวหรกหวฟงฟาฟ่ว
    #155
    0
  2. #142 deffang (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2563 / 14:26
    งู้ยยยยยย
    #142
    0
  3. #128 Nuttysnoopy (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 21:52
    ในที่สุดเ ในที่สุดด โว้ยย มันปริ่ม มันดีต่อใจจ มันไม่ไหววว มันแบบนิพพาน มันถึงฝั่ง มันสมบูรนที่สุด รักๆๆ
    #128
    0
  4. #102 Arayakkv (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2563 / 00:53
    น่ารักกอะนาที
    #102
    0
  5. #101 pmgot7 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2563 / 22:51
    ดีใจอะขอให้มีแต่ความสุขนะฮื่อออ ไม่อยากให้จบเลยอยากอ่านไปเรื่อย ไรท์สื่อออกมาดีจริง
    #101
    0
  6. #100 TheSky_ (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2563 / 12:55
    เย้ น่ารักกันจริงๆเลย มีความสุขแล้วนะหนูนาที สู้ๆนะไรท์ เก่งมากๆเลยที่เเต่งมาจนจะจบแล้ว สุดยอดมากครับ
    #100
    0
  7. #99 w060846 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2563 / 07:39
    หุบยิ้มไม่ได้แล้ว
    #99
    0
  8. #98 Meme9397 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2563 / 00:22
    หลังจากต้มมาม่ามาหลายตอน เจ้านาทีก็มีความสุขกับคนอื่นแล้ว
    #98
    0
  9. #97 Thingyib (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2563 / 23:17
    เขินเลยค่านาทีฟื้นเเล้วฮื่อ
    #97
    0
  10. #96 0863538696 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2563 / 22:17
    ไรท์เก่งมากค่ะสู้ๆนะคะ
    #96
    0