Hundred and One [Timeverse] | Kookv (End)

ตอนที่ 20 : Chapter 16: Someone you loved

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 336
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    7 ก.ค. 63

 

--------------------<Songs of the chapter: Lewis Capaldi - Someone you Loved>--------------------

 

 

เคยสงสัยกันบ้างไหมว่าศูนย์กลางของระบบสุริยะจักรวาลอย่างดวงอาทิตย์ และดาวบริวารเล็กๆของโลกอย่างดวงจันทร์ อยู่ด้วยกันในความสัมพันธ์แบบไหน เพราะหากขาดดวงใดดวงนึงไป ดวงที่เหลือก็ไม่ได้รับผลกระทบอะไรอยู่ดี นอกเสียจากว่าโลกอาจเสียสมดุลก็เท่านั้น หากเป็นเช่นนี้มีโอกาสที่ใครสักคนจะหลุดออดจากวงโคจรกันไปได้ไหม อาจใช่ที่ดวงจันทราอยู่ด้วยแรงดึงดูดของโลกและดวงตะวันก็หาใช่พึ่งพาแรงดึงดูดจากใคร เพราะฉะนั้นหากจะมีวันที่ใครคนหนึ่งดับแสงสิ้นไปหากจะมีวันที่จันทราแตกสลายไป ถึงวันนั้นก็ขอให้โลกอยู่ได้ด้วยแสงตะวันที่ยังสว่างอยู่…

-

แสงสว่างอบอุ่นของวันสาดทอลงมาผ่านกลุ่มเมฆบนฟากฟ้า ตกกระทบผืนดินและสิ่งแวดล้อมต่างๆที่อยู่บนดาวเคราะห์ดวงนี้ หนึ่งในนั้นคงเป็นเด็กชายตัวเล็กๆคนหนึ่งที่หาจะได้รู้สึกรู้สากับอะไรไม่ นั่งใช้มือจิ้มเม็ดทรายละเอียดเล่นอยู่บนพื้น ณ สนามเด็กเล่นแห่งหนึ่ง พลางก็ใช้กระถังพลาสติกเล็กๆข้างตัวตักทรายเข้าออกอยู่เช่นนั้น ดูเป็นการกระทำที่น่าเบื่อเสีย หากแต่เมื่อใดที่เขาได้ทำเช่นนี้ รอยยิ้มใสซื่อก็มักจะปรากฏอยู่บนหน้าตลอด

 

พลันดวงตากลมโตดุจแสงดาวยามค่ำคืนก็สบเข้ากับดอกไม้สวยดอกหนึ่งบนพุ่มไม้ที่ถัดไปจากตัวไม่มากนัก ขาเล็กก็ยันพาตัวเองขึ้นไปก่อนจะตรงเข้าไปหา กลีบสีฟ้าอ่อนกำลังหยอกล้อเล่นกับผีเสื้อตัวน้อยๆที่เข้ามาชื่นชมความละอองหวานจากมัน เด็กน้อยเอียงคอจ้องมองสองสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นพึ่งพาซึ่งกันและกัน แต่แล้วเมื่อแมลงตัวนั้นจากไป ความสนใจก็ตรงไปอยู่ที่ดอกไม้แทน

 

ก้านสีเขียวและใบสีที่อ่อนกว่ารับเข้ากับกลีบดอกบางสีฟ้าครามและประกายเหลืองเล็กๆตรงกลางไม่น้อย ฝ่าเท้าเปลือยเปล่าก็ดันตัวขึ้นเข้าหาดอกสวยตรงหน้า มันไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อมเพียงแต่ต้องเข้าไปใกล้อีกเสียหน่อย เด็กน้อยเขย่งตัวเองยกมือขึ้น เขาหลงใหลมันและอยากจะเก็บไปแบ่งปันให้ใครต่อใครได้ดู ลิ้นเล็กก็แลบออกมาเคลือบริมฝีปากบางและสายตาที่มุ่งมั่นนั้นก็น่ารักเสีย อดไม่ได้ที่หญิงสาวผู้เป็นแม่อย่างเธอที่เฝ้ามองการกระทำของลูกมาเสียตลอดจะยกกล้องในมือขึ้นถ่าย

 

อึ้บ!

“อ๊าก”

 

แต่ไม่ทันไรเธอก็กลับต้องรีบปล่อยมือจากกล้องที่สะพายคอลง ก่อนจะรีบตรงดิ่งเข้าไปหาตัวซนที่นึกจะเด็ดดอกไม้แต่กลับตกลงไปในพุ่มเสียได้ เพียงเสี้ยววินาทีเธอคิดว่าอีกเดี๋ยวคงได้มีคนร้องไห้เป็นแน่ แต่มันก็ไม่ใช่ คนเป็นแม่จึงได้ก้มลงไปมองในหลุมกลางพุ่มไม้ที่บุตรชายเพิ่งจะหน้าคว่ำลงไป ถึงได้เห็นภาพที่น่าจดจำเช่นนี้

 

เด็กน้อยล้มนอนลงไปกลับพื้นท่ามกลางกิ่งก้านเขียวขจีของเหล่าพืชผล พร้อมกับดอกไม้ในกำปันเล็กที่บรรจงถือมันไว้อย่างดีชูขึ้นฟ้า และยามที่ใหน้าของมมารดาเคลื่อนเข้ามาบังแสง ความสนใจก็ถูกส่งต่อไปให้เธอ เด็กน้อยยื่นดอกไม้ไปตรงหน้าพร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่ประดับระหว่างสองแก้ม ก่อนจะยื่นมืออีกข้างออกไป หวังให้เธอมาอุ้มพาออก พลันคนเป็นแม่ก็ต้องหลุดขำให้กับท่าทางขี้อ้อนเหล่านั้น

 

ไม่นานเจ้าตัวเล็กก็กลับสู่อ้อมแขนอุ่นของมารดา ยามก้านนิ้วเรียวสวยยกขึ้นลูบพวงแก้มย้วยน่ารักของเขา เจ้าเด็กก็ยิ้มแป้นออกมาจนตาปิด เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากเสีย จนไม่ทันได้ตั้งตัวสำหรับสิ่งเลวร้ายที่กำลังคลืบคลานเข้ามา

 

 

“เร็วๆเตรียมเลือดเพิ่มด้วย! เครื่องช่วยหายใจ!”

 

เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายของพยาบาลหลายคนที่กำลังทำหน้าที่บางอย่างในขณะที่เด็กน้อยได้แต่ยืนตาแป๋ว เขาจ้องมองไปด้านหน้าอย่างที่เคย แต่ทว่า ณ บัดนี้ ดวงตากลับไม่เหลือแม้กระทั่งความสดใส ไม่มีอีกแล้ว เขาไม่เข้าใจเสียหรอกว่าเหตุการณ์เช่นนี้คือสิ่งใด ทำไมคุณพ่อที่บ้านถึงทำให้คุณแม่มีของเหลวสีแดงไหลออกมานะ ทำไมคุณแม่ถึงหลับนานจัง แล้วทำไมพี่ๆพยาบาลถึงได้กระวนกระวายกันนะ

 

“เกิดอะไรขึ้นหรอฮะ”

 

เขาเอ่ยถามเสียงเบาออกไปพลางรั้งชายเสื้อของคนด้านข้างให้หันมา และแล้วใบหน้ากังวลของผู้เป็นย่าก็ก้มลงมาหาพร้อมทั้งคราบน้ำตากอดเขาไว้ ไร้ซึ่งคำอธิบาย เซนต์ไม่เข้าใจ ทำไมทุกคนถึงร้องไห้ แต่แล้วทุกอย่างค่อยกระจ่างๆเมื่อในวันถัดๆมา เมื่อเขาไม่ได้เห็นมารดาอีกต่อไป

 

หลังเลิกเรียนทุกวันเด็กน้อยก็มักจะพาตัวเองมาหยุดอยู่หน้าห้องฉุกเฉินอย่างคืนนั้นที่ร่างของแม่ถูกพาเข้าไป โดยไม่รู้เลยว่าเวลานี้เธอไม่ได้อยู่ด้านในอีกแล้ว ใบหน้าน่ารักตุ้ยนุ้ยถือช่อดอกไม้เล็กๆมาพร้อมกับกระเป๋านักเรียนใบใหญ่ที่สะพายไว้ด้านหลัง คุณแม่ไม่กลับบ้านมานานแล้วนะ จะรู้ไหมว่ามันผ่านวันเกิดเขามาเกือบเดือนแล้ว ตอนนี้เซนต์หกขวบแล้วนะ คุณแม่เราไปกินเค้กร้านโปรดด้วยกันไหม…

 

แต่แล้วก็ไม่มีใครบอกเขา ว่าเธอเสียไปตั้งแต่วันเกิดเขาแล้ว

 

ตกดึกของทุกๆวันทันทีที่เท้าเล็กก้าวพ้นขอบประตู กลิ่นขัดจมูกและท่าทางของคนไม่ได้สติของพ่อก็จะเดินมาหา เซนต์แอบหวังไว้ด้านในว่าผู้ชายคนนี้จะเอ่ยปากถามเรื่องเกี่ยวกับวันวันนึงของเขาบ้าง แต่เปล่าเลย ยังไม่ทันได้ทำอะไร ก็ถูกเฆี่ยนตีจนแผลเต็มตัวแล้ว แต่เขาไม่ร้องไห้เสียหรอก ไม่เจ็บเลยสักนิด หรือไม่ แผลทางกายก็คงไม่เจ็บเท่าด้านในที่พังทลายลงไปตั้งนานแล้ว

 

และสองปีจากนั้นพ่อก็เสียไปด้วยอุบัติเหตุ แต่รู้ไหมอะไรที่น่าแปลก เขายิ้มทันทีที่รู้ว่าพ่อคนนั้นจะไม่ตื่นขึ้นมาเสียแล้วไง เขายิ้มแต่ไม่รู้ตัวว่าดวงตาทั้งสองข้างกำลังเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาแห่งความเจ็บปวด และในท้ายที่สุด ใช่ว่าเขาจะไม่เคยเห็นใบหน้าของทั้งสองท่าน เขาเห็นและจำมันได้ดี แต่เลือกที่จะลืมและฝังมันลงไปยังส่วนที่ลึกที่สุดของความทรงจำ และไม่เอาแล้ว ไม่อยากรักแล้วถ้าพวกเขาจะหายไป…

 

ความเจ็บปวดคือสิ่งทั่วไปที่ทุกคนรู้สึกถึงมันอย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งในชีวิต แต่แล้วมันก็กลับเร็วไปที่เขาได้ลิ้มลองรสชาติความฝาดขมและปนไปด้วยกลิ่นคาวเลือดในตอนนั้น พยายามอย่างมากไม่ให้ถลำลึก เพียงแค่คิดว่าวันหนึ่งเขาจะหายไป แค่นี้ก็ไม่อยากทำร้ายตัวเองอีกแล้ว แต่บางทีก็อาจไม่ได้คิดถึงครึ่งหนึ่งของชีวิตที่เป็นของอีกคน

 

มันเร็วไป เหมือนทุกอย่างเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน และเร็วไป สำหรับการสูญเสียอีกครั้งของเขา

-

“นี่เอาไว้ตรงนี้ดีไหมนะ”

 

เสียงทุ้มติดหวานเอ่ยถามกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับข้อสรุปที่ว่าควรวางแจกันดอกลิลลี่สีสวยไว้ตรงไหน ดวงตาสวยก็พลันกวาดสายตาไปทั่วลานดาดฟ้าขนาดใหญ่อีกครั้ง และแล้วมันก็ถูกวางลงสักที่ใกล้โต๊ะกระจกใสนาทีเดินสำรวจสถานที่งานอีกครั้ง นับว่ามันไม่ได้หรูหราใหญ่โตอะไรมาก แต่เท่านี้ เท่าที่มีภาพถ่ายของเขาสองคนก็น่าจะพอได้แล้ว เวลาเกือบสี่โมงเย็นของวันเป็นความพอดีของดวงอาทิตย์ที่ใกล้จะแตะขอบฟ้าฝั่งตะวันอยู่ร่ำไร ส่องแสงประกายสวยกระทบสิ่งแวดล้อมจนเกิดเป็นภาพที่น่าจดจำ หากวันนี้เจ้าของงานวันเกิดไม่เลิกงานดึกเช่นนี้ พวกเขาคงได้นั่งมองพระอาทิตย์ตกไปด้วยกันเสียแล้ว

 

พลันสมาร์ทโฟนเครื่องเขาก็ดังขึ้นก่อนจะถูกหยิบขึ้นมาแนบหู เอ่ยรับเสียงหวานออกไปเอาใจคนเด็กกว่าอย่างรู้งาน

 

“ไม่ต้องรีบนะ เรารอได้ แล้วเย็นนี้มาหาเราที่ดาดฟ้านะเจ้าเด็ก”

 

เป็นบทสนทนาสั้นๆที่เรียกรอยยิ้มไม่ได้น้อย นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของวันที่ดี อีกไม่กี่ชั่วโมงรถคนหรูสีแดงก็คงแล่นเข้ามาจอด ณ ลานรถ และประตูจะถูกเปิดออก เขาจะเดินเข้ามาหาและเราก็คงได้มีความสุขกันอีกวัน นาทีวางแผนให้มันเป็นเช่นนั้น

 

และหวังให้เป็นเช่นนั้น

 

 

 

1 กันยายน คือวันเกิดของเซนต์แต่กลับเป็นวันที่เขาไม่เคยรู้สึกดีใจหรือชอบมันเสียเลยบางคนบอกว่าเหตุผลหนึ่งที่เขาไม่คิดจะก้าวไปข้างหน้าอาจเพราะยังคงเอาแต่ยึดติดกับอดีตและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น แต่เปล่าเลยมันแค่เป็นวันที่ว่างเปล่า ไม่ได้ไม่ชอบเพราะเธอเสียไป แต่ไม่ชอบเพราะไม่มีใครตื่นขึ้นมาฉลองมันกับเขาอีกแล้ว หากแต่วันนี้ก็นับเป็นสิ่งที่ดีอย่างหนึ่งที่ในยามนี้เขามีคนที่อยากจะฉลองวันเกิดปีนี้และในปีต่อๆไปร่วมด้วยแล้ว

 

แต่ถ้ามันจะต้องเสียใครไปอีก ก็คงเป็นโชคร้ายของเขา

 

ประตูห้องถูกเปิดออกหลังจากที่พระอาทิตย์บอกลาผืนฟ้าไปได้ไม่นาน เขาตั้งใจรีบจัดการงานทุกอย่างเพื่อกลับมาหาคนที่ตั้งหน้ารออยู่ที่ห้อง ที่ที่เหมือนบ้าน บ้านของพวกเขา กระเป๋าและของพลุงพลังต่างๆในมือก็ถูกทิ้งลงกับพื้น สองขายาวรีบพาตัวเองเข้าไปหาคนตัวเล็กที่มุ่นอยุ่กับบางอย่างในครัว แค่คิดว่าพวกเขาจะได้ใช้เวลาวันนี้ของไปด้วยกัน เซนต์ก็นึกหวงไม่อยากปล่อยไปไหนเสียแล้ว

 

ราวกับภาพเดิมๆถูกเล่นซ้ำ เขารั้งคู่ชีวิตน่ารักตัวเองเข้าสู่อ้อมกอดจากด้านหลังอีกครั้งก่อนจะกดจมูกลงบนดวงแก้มสวยที่เอาแต่ขึ้นสีระเรื่อทุก พลันเสียงหวานก็เอ่ยประท้วงขึ้นมา ในตอนนั้นเองเขาถึงได้ยอมปล่อยพร้อมกับที่สายตาเลื่อนไปเห็นงานปราณีตของหน้าเค้กตัวเองที่อยู่ด้านหน้า รอยยิ้มกว้างปรากฏอยู่บนใบหน้าเรียวอีกครั้ง ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะประทับจูบอ่อนโยนไว้ที่หลังคอสวยของอีกคน

 

เจ้าของงานถูกไล่ให้กลับไปนั่งรอที่โต๊ะเมื่อนาทีเริ่มรู้สึกว่าเจ้าตัวทำให้เขารู้สึกเกะกะในการแต่งหน้าเค้ก และใช่เขาไม่ได้จะเก็บสิ่งนี้ให้เป็นเซอร์ไพรส์สำหรับงานวันนี้เสียหรอก

 

“ไหนบอกจะให้ขึ้นไปที่ดาดฟ้า” ก็เพราะของมันอยู่ข้างบน

“ยังดีกว่า เราเป่าเค้กกันก่อนค่อยขึ้นไปเนอะ” อือ ถึงตอนนั้นเดี๋ยวก็เห็นเอง

“แล้วแต่เลยครับ”น่ารัก

 

ไม่นานนักของหวานจานสวยก็ถูกวางลงตรงหน้าอย่างเบามือ ดวงตาใสของคนเด็กกว่านั้นทำให้นาทีรู้สึกเอ็นดูไม่น้อย ไม่บ่อยนักที่ท่าทางเด็กๆแบบนี้จะปล่อยออกมาให้เห็น และเขาก็หลงรักมันทุกครั้งที่อย่างน้อยในความสัมพันธ์เช่นนี้ต่างคนต่างก็ได้เห็นทุกมุมของกันและกัน

 

นิ้วเรียวบรรจงปักเทียนตัวเลขอายุปีนี้ของอีกคนลงไป ก่อนจะนำไฟแช็กขึ้นมาจุดจนครบ จานถูกเคลื่อนไปใกล้จนกระทั่งเขาทั้งสองเห็นประกายสีเหลืองที่สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่สวยของกันและกัน เป็นอีกครั้งที่รอยยิ้มประดับอยู่บนหน้าอย่างไร้เหตุผล ริมฝีปากยู่เข้าหากันก่อนที่ลมหายใจร้อนจะถูกปล่อยออกมาให้เทียนดับ และเสียงปรบมือก็ดังขึ้นจนคนเห็นกลั้นขำไว้ไม่อยู่

 

คนที่ดีใจกว่าเจ้าของงานคงไม่ใช่ใครที่ไหนนอกเสียจากเจ้าตัวที่นั่งตื่นเต้นอยู่ด้านหน้าเซนต์เหตุผลหนึ่งที่เขาปล่อยให้มีงานวันเกิดในปีนี้แทนที่จะออกไปดื่มเล่าตามประสาคนไม่ติดบ้านอย่างเขา คงเป็นเพราะความสดใสที่ถูกส่งผ่านออกมาจากสายตาคู่นี้ และเขาก็นึกอยากเห็นมันในเวลาจริง ซึ่งก็ถูกใจไม่น้อย

 

มือแกร่งเอื้อมออกไปยีหัวทุยก่อนจะค้างทิ้งไว้พร้อมกับดวงตากลมสวยที่ช้อนขึ้นมามอง เราสบตากันครั้งแล้วครั้งเล่า เหมือนว่าทั้งอวกาศมีแค่เรา และแม้มันจะเหน็บหนาวและโดดเดี่ยวเท่าใด เราก็จะยังคงมีกันและกัน ระยะห่างของพระอาทิตย์และดวงจันทร์กำลังลดน้อยลง ดวงตะวันขยับเข้าใกล้กว่าเดิมหวังจะครอบครองดาวบริวารดวงนี้ โดยไม่ได้สนใจเลยว่าทางที่ตนผ่านมานั้นจะทำให้ดาวเคราะห์อีกกี่ดวงต้องมอดไหม้ไปเสียก่อน

 

สัมผัสเบาๆแตะเข้าหากันที่ริมฝีปาก ก่อนที่แรงดึงดูดมหาศาลจากพระอาทติย์จะลากให้ดาวดวงเล็กๆนี้ก้าวเข้าไปหา ละทิ้งทุกอย่างแม้กระทั่งแรงดึงดูดของโลก ประสานเข้าหากันและโอบกอดกันไว้ โดยมีแขนทั้งสองข้างประคองอยู่ เนิบนาบและอ่อนนุ่ม เหมือนดอกไม้ยามแรกแย้มสดใสเต็มไปด้วยประกายความสุข จูบนี้ก็เช่นกันที่ความรู้สึกเป็นตัวชักจูง ดึงเขาทั้งคู่เข้าหาและมันก็มากเกินไปที่จะขัดขืน

 

เซนต์ละออกมาลอบมองเสี้ยวหน้าแดงก่ำของอีกคน ก่อนจะจับประคองขึ้นมาให้สบตากัน แวววาวและงดงามจนไม่สามารถอดลงไปจุมพิตเล็กๆอีกรอบไม่ได้

 

“ขอบคุณนะครับ ขอบคุณสำหรับทุกๆอย่างเลย”

“อื้อ ขอบคุณเหมือนกัน มีความสุขมากๆนะเจ้าเด็ก”

 

ดวงหน้านั้นส่งยิ้มมาให้ ปลายจมูกแตะกันเบาๆถูสลับไปมาอย่างออดอ้อน เวลาเช่นนี้ดีจริงๆ

 

“อาทิตย์หน้าไปงานหนังสือกันนะ”

“ไปดูผลงานพี่หรอ”

“พูดแบบนี้คือจะไม่ไป?”

“ไปสิคัรบ จะไปด้วยกันทุกที่เลย”

 

 

“เซนต์ อยู่แบบนี้ด้วยกันไปนานๆได้มั้ย”

“ก็อยู่ด้วยตลอดอยู่แล้ว”

“วันนึงจะหายไปไหม”

“ไม่หรอกครับ ไม่หายหรอก ผมไม่เคยอยากหายไปจากชีวิตใครอยู่แล้ว”

 

นาทีไล่ต้อนถามอีกคนไปเรื่อยๆเพื่อหาแนวโน้มในคำตอบของอีกคน และบัดนี้เขาก็พอจะชื้นใจขึ้นมาบ้างแล้วที่คำตอบเหล่านั้นล้วนแสดงความรู้สึกที่เหมือนกันออกมา คนตัวเล็กพลิกตัวเข้าหาร่างสูงที่นอนข้างๆตนก่อนจะทิ้งคางมนเอาไว้กับอกแกร่งลอบมองใบหน้าหล่อเหลายามอ่อนล้า ทว่าก็ยังดูดีไม่น้อยเสียเลย อดไม่ได้ที่จะยื่นปลายนิ้วขึ้นไปเขี่ยปลายจมูกเล่นเบาๆ

 

“เซนต์”เขาเรียกออกไปอีกครั้ง

“เราว่า”

เรารักเซนต์เข้าแล้วแน่ๆเลย

 

พลันดวงตาก็เปิดขึ้นก่อนจะเบิกกว้างและนั่นก็ทำให้นาทีใจแป้วไม่น้อย ใบหน้าตกใจในยามที่เอ่ยออกไป เขาไม่เข้าใจเสียเลย แต่แล้วเมื่อไม่มีคำพูดใดๆหลุดออกมาเขาก็จึงตั้งใจจะพูดต่อไปให้จบ

 

“เรา…มาเป็นพระอาทิตย์และพระจันทร์ของกันได้มั้ย”

“…”

“คบกับเรา…ได้มั้ย”

 

 

ไม่

ไม่ได้

“…”

ผมรักพี่ไม่ได้

 

เงียบ-ทุกอย่างตกลงสู่ความเงียบและความอึดอัดที่ค่อยๆก่อตัวขึ้น นาทีเองก็ไม่ได้พูดอะไรกลับไปเช่นกัน เขาตกใจเกินกว่าจะเรียบเรียงประโยคใดๆออกไป พลางก็คิดในใจว่าอาจเป็นแค่แผนที่อีกคนใช้แกล้ง คงใช่อยู่แล้ว เป็นอย่างนั้นแน่ๆ

 

“ฮ่าๆ เซนต์เล่นอะไรเนี่ย ทำไมจ-”

ผมรักพี่ไม่ได้

อะไรนะ

 

ทำไม ทำไมถึงเนื้อตัวถึงสั่น ทำไมถึงรู้สึกเหมือนก้อนข้างในกำลังจะถูกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทำไมเซนต์ไม่มองหน้าเขา ทำไมถึงหันหน้าไปอีกทาง ไม่รักกันแล้วหรอ หรือไม่ได้รักกันมาตั้งแต่แรกเลยหรอ และแล้วน้ำตาก็ถูกปล่อยให้ไหลออกมา ราวกับว่าทั้งร่างถูกกดทับไว้ด้วยความงุนงง สับสน และไม่เข้าใจ ใช่ เขาไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจทุกๆอย่างที่ทำมา ขอโอกาสอีกครั้ง ไม่ได้เลยหรอ

 

ไร้ซึ่งเสียงสะอื้น ม่านน้ำตา สายน้ำตาก็ไหลลงมาอาบแก้มจากที่ห่างหายจากมันไปนาน จากที่คิดว่าจะไม่ได้รู้จักกับความรู้สึกนี้อีก สุดท้ายแล้วนาทีก็คือคนที่ไม่คู่ควรกับความรักงั้นหรือ เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหม

 

แล้วที่ผ่านมาคืออะไร

“ที่ทำมันมาทั้งหมด กล้าพูดหรอว่าไม่รู้สึกอะไรเลย!

 

เป็นครั้งแรกที่เขาขึ้นเสียง เนื้อตัวแดงก่ำเพราะความโมโหและไม่เข้าใจที่ถาโถมเข้าหาตัวในเวลาเดียวกัน มือไม้สั่นเทา เขารับความเจ็บปวดขนาดนี้ไม่ไหว พลันก็ต้องรีบเลื่อนมือไปกุมอกเมื่อบางอย่างข้างในเริ่มบีบตัว เพราะตัวเลขที่ขยับเคลื่อนอีกครั้ง เจ็บ ปวดร้าว ไม่ต่างอะไรจากแก้วที่ใกล้แตกสลาย สุดท้ายก็เป็นเขาอีกแล้วที่พัง

 

หากเป็นเครื่องจักร นาทีคงเป็นการซ่อมที่ยากที่สุด และหากเป็นดวงดาวเขาก็คงเป็นดาวที่อับแสงและมืดมัวที่สุด ภาพตรงหน้ามันไม่ชัดอีกต่อไปเมื่อสิ่งที่บดบังมีเพียงหยาดน้ำใสที่ทะลักออกมาเรื่อยๆ ไม่เข้าใจกับคนคนนี้เสียจริง

 

“โกหก”

“เห็นแก่ตัว”

เห็นเราเป็นอะไรเซนต์ เป็นแค่นาฬิกาทรายที่นึกอยากจะเขวี้ยงให้แตกเมื่อไหร่ก็ได้หรอ

“นาที…”

“สมใจแล้วนะ”

“เพราะตอนนี้ก็แต่เป็นเสี่ยงๆแล้วไง”

 

เจ็บอีกแล้ว เจ็บมากๆเลย ทำยังไงถึงจะไม่เจ็บอีกต่อไปนะ

 

"เข้าใจแล้ว"

"เพราะเป็นแค่ดาวบริวารดวงเล็กๆ เลยไม่มีสิทธิ์ไปต่อรองอะไรกับดวงอาทิตย์ไง"

"งั้นเรา..."

"ก็ได้โปรดหลุดจากวงโคจรของกันและกันเถอะ"

 

ไม่มีอีกแล้วไม่มีดวงตะวันและจันทราที่อยู่คู่เคียงกัน ไม่มีผืนฟ้าและเมฆาที่ไม่ละหาย ไม่มีสายรุ้งที่เกิดขึ้นมาหลังฝนมลาย มีเพียงเศษซากของแก้วที่แตกกระจายอย่างไม่มีวันกลับคืน

 

เป็นความรู้สึกที่แปลกไม่น้อยกับการที่ได้วนกลับมาอยู่ในจุดๆเดิมอีกครั้ง จุดที่เขาได้ขับรถกลับเองพร้อมคราบน้ำตาบนใบหน้า จุดที่รสชาติของความเจ็บปวดเริ่มคุ้นเคยอย่างที่ไม่ควร และท่ามกลางความมืดมัวไร้ซึ่งแสงสว่างและความไมชัดเจนทั้งจากม่านน้ำตาและสิ่งที่อีกคนมอบให้ หนักหนาสาหัสเกินเสียจะกู้คืน สองมือที่คอยประคองพวงมาลัยยังคงสั่นเทากระชับมันแน่นจนข้อขาวจางสี และเมื่อใดที่นึกถึงฝ่ามืออีกคู่ที่คอยจับประสานก็พาลต้องสัมผัสรสขมฝาดในอกอีกครั้ง

 

หากไม่ได้รักมากเท่านั้นคงไม่ต้องเจ็บขนาดนี้ ในท้ายที่สุดเขาก็เลือกที่จะโทษตัวเองที่ปักใจไปให้อีกคน หากการรักใครสักคนหมายถึงการให้เขาใช้พื้นที่ทั้งสี่ห้องในหัวใจ นาทีคงให้ไปแล้วแม้กระทั่งเลือดและตอนนี้มันก็ไปเหลือให้ตัวเขาเองอีกต่อไปแล้ว ไม่พอแม้กระทั่งสำหรับตัวเขาเอง

 

ฝนห่าใหญ่ตกลงมาอีกครั้งและไร้ซึ่งจุดหมายปลายทาง เขาทำเพียงขับไปข้างหน้าเรื่อยๆอย่างไม่ตั้งใจ ขอแค่ได้ห่างออกมาเพื่อการเยียวยา สักนิดก็คงดี ห่างออกมาเท่าไหร่แล้ว?เขาตามมาหรือไม่?แต่แล้วก็คงมีแต่คำตอบเดิมๆที่วิ่งวนอยู่ในหัว

 

ไม่ เขาไม่รักแล้ว

 

ยามได้กลับมาอยู่คนเดียวอีกครั้งทุกอย่างก็ถูกปลดปล่อย เสียงสะอื้นดังก้องอยู่ในรถเล็กๆคันนี้ที่โดนกลบด้วยเสียงสายฝนจากข้างนอก ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเขาใจ ไม่มีใครอีกแล้ว

 

 

Cent’s Part

เขากลับไปแล้ว นาทีเดินไปแล้ว ไปไหนสักแห่งคงตั้งใจหนีไปและผมเข้าใจ นึกโกรธตัวเองไม่น้อยที่ไม่สามารถจัดการอะไรได้เลย แม้กระทั่งคนที่แทบจะไปอยู่ร่ำไร ทิ้งตัวลงนั่งปลายเตียงอีกครั้งหลังจากที่ประตูบานนั้นปิดลงไปอย่างแรง และแล้วก็เป็นผมที่นึกผิดหวังเองเมื่อทั้งห้องยังคงอวบอวลไปด้วยกลิ่นของเขา

 

ด้านนอกฝนตกและผมเชื่อว่าเขาคงขับรถตัวเองออกไป นาทีจะเป็นอะไรไหม ยิ่งขับรถไม่แข็งเสียด้วย ฝนตกแบบนี้จะมองเห็นทางไหม จะร้องไห้อยู่รึเปล่า ไม่เป็นไร ทุกอย่างจะไม่เป็นไร มันจะดีขึ้นในสักวัน

 

และซึ่งไม่มีวันเป็นจริง เขาพูดถูกที่ผมโกหก แม้กระทั่งตอนนี้ที่โกหกตัวเองไปแล้วว่ามันจะไม่เป็นไร โกหกว่ารักไม่ได้ทั้งที่มันก็แค่ความคิดป่วยๆของผมคนเดียว แต่แล้วไม่ทันใดที่เอาแต่จมอยู่กับความคิด ตัวเองก็ขึ้นมาสัมผัสลมเย็น ณ ดาดฟ้าเสียแล้ว

 

เขานัดให้ขึ้นมาก่อนที่แผนจะเปลี่ยนจนทุกอย่างกลับตาลปัตร มีอะไรอยู่บนนี้ เขาจัดอะไรไว้ เป็นคำถามที่อยากรู้จนกระทั่งภาพตรงหน้าตอบทุกอย่างจนพูดไม่ออก ไม่เสียงใดลอดออกมา ไม่มีแม้แต่เสียงหายใจ ไม่มีเขา

 

ลานกว้างที่มีรั้วกระจกใสกั้นอยู่รอบถูกตกแต่งด้วยไฟระยิบระยับเล็กๆนับหลายดวงอยู่ทั่วพื้นที่ และโต๊ะใสที่ตั้งอยู่กลางลาน ถัดไปก็เป็นแจกันดอกไม้คุ้นเคย เพราะมันเป็นดอกเดียวกับที่ผมเคยให้เขา ประกายเทียนยังไม่ดับไปไหน แต่แสงเพียงเท่านั้นและฝนกับแรงลมที่มากเท่านี้ อีกไม่ช้าก็คงหายไป แม้ฟ้าจะมืดหน่อยแต่ผมกลับเห็นมันได้อย่างดี แผ่นรูปนับสิบที่คงปลิวมาตกอยู่ตามพื้น เป็นภาพของเรา ภาพช่วงเวลาที่เราใช้ด้วยกัน หนึ่งในรูปเหล่านั้นเป็นครั้งที่เราไปเที่ยวด้วยกันครั้งแรก อีกใบคงเป็นตั๋วหนังวันนั้น และอีกหลายๆใบก็เช่นกัน

 

ทำไมไม่บอกว่าทำเพื่อกันขนาดนี้

 

ผมหยิบมันขึ้นมาดูอย่างกล้าๆกลัวๆในใบสุดท้ายที่เก็บขึ้นมา และก็เป็นไปอย่างที่คาดเมื่อมันเป็นภาพเผลอของผมที่ถูกอีกคนถ่ายไว้ พร้อมคำอวยพรมากมายด้านหลัง ผมตั้งใจอ่านมันทุกตัวหนังสือและการเว้นวรรค เสน่ห์ของเขาคือการได้ถ่ายทอดความรู้สึกออกมาผ่านตัวหนังสือ และในตอนนี้ผมได้รับรู้ถึงมันแล้ว รับรู้ถึงความเจ็บปวดเหล่านั้นแล้ว

 

แหมะ

 

หนึ่งหยดตกกระทบผิวกระดาษก่อนที่มันจะถูกเช็ดออกอย่างร้อนรนเกรงกลัวว่ากระดาษแผ่นนี้จะบอบช้ำ ผมแนบมันเข้าที่อกก่อนจะทรุดลงกับพื้นไปพร้อมกับไอเย็นและหยาดฝนที่กระหน่ำลงมา สุดท้ายก็ไม่เหลือแม้แต่เงาของเขามันจึงเป็นอย่างเดียวที่ผมสามารถรักษาไว้ได้ หากตามไปตอนนี้ หากตามไปบอกตอนนี้ จะมีอะไรเปลี่ยนไหมนะ

 

End Cent’s Part

 

ถ้าความเจ็บปวดประเมินค่าได้ มันคงอยู่ในจุดที่มากที่สุดแล้วสำหรับนาที ทำไมฟ้าถึงได้กลั่นแกล้งเขาจัง หากวันพรุ่งนี้ตื่นมาแล้วไม่เจอใครเขาคงได้นับว่าเป็นคนที่โชคร้ายที่สุดเป็นแน่

 

เสียงเรียกเข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากสมาร์ทโฟนข้างตัวดังขึ้นอีกครั้งด้วยรายชื่อเดิมที่หากเป็นเมื่อวานหรือวันก่อนๆเขาคงรีบรับมันเสีย หากแต่เป็นตอนนี้กลับรู้สึกรำคาญตาไม่น้อย ไม่ก็บางทีเขาคงยังไม่พร้อมจะเผชิญหน้ากับมันถึงได้กดโทรออกหากใครสักคนแทน

 

“ฝุ่น…”

 

ปลายสายไม่ได้รับ และเขาทำเพียงเรียกออกไปเพื่อให้รู้สึกว่าในเวลานี้ไม่โดดเดี่ยวมากนัก และพลันเมื่อใดที่สมองวางเปล่า แม้เสี้ยววินาที ภาพในวันนั้นก็หวนกลับคืนมาอย่างไม่ต้องการ มันงดงามเสียจนเขาจินตนาการไม่ออกว่าในตอนท้ายจะสามารถยับเยินได้เท่านี้ ครั้งหน้าคงต้องเผื่อใจไว้ แต่ทำไมกันนะถึงได้รู้สึกว่ามันจะไม่มีครั้งต่อไปเสียแล้ว

 

ไม่อยู่ตรงนี้ ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ไม่มีเขา ไม่มีเรา และทำเพียงได้แต่แค่นยิ้มให้ตัวเองทั้งน้ำตา น่าแปลกที่เขานึกขันสงสารตัวเองที่ดันทุรังไปถึงขั้นนั้นได้

 

น่าสมเพช

 

พลันก็อยากจะหายไปให้รู้แล้วรู้รอด รังเกียจ เขาไม่ชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้ ไม่ชอบที่จะกี่ครั้งก็ยังเป็นคนที่อ่อนแอและพร้อมจะพ่ายแพ้ในทุกๆเมื่อ หากเขายื้ออีกเสียหน่อย หากเราหันหน้าเข้าหากันและประสานมือกันอย่างที่ทำบ่อยๆ ตอนจบคงไม่เป็นเช่นนี้

 

สี่ล้อยังคงเคลื่อนหน้าไปตามทิศทางของถนน จะหยุดเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ อาจเป็นตอนที่เขาพอใจจะหยุด หรืออาจเป็นตอนที่รถทั้งคันหยุดแน่นิ่งไปเองหยดน้ำประปรายอยู่เต็มกระจก เคยมีแสงไฟจากรถคันอื่นและไฟจราจรหากแต่ตอนนี้กลับมืดสนิท เขาไม่รู้ว่าตนขับออกมาทางไหน และเพราะเหตุใดข้างทางถึงได้เงียบสงัดเช่นนี้

 

อีกครั้งที่ภาพเช่นนี้คุ้นเคยกับบางอย่างราวกับว่าเขาเองที่เคยพบเห็นมันมาก่อน แต่เพราะตอนนี้สมองมันไม่ทำงานดังใจสั่ง หรือไม่ใจเขาอาจไม่ได้สั่งให้มันทำเช่นนี้

 

ข้างหน้าลงไปเป็นเนินทางแยกและความอ้างว้างของโค้ง มืด ไม่สามรถเห็นอะไรได้แม้แต่น้อย ความเจ็บแน่นเข้าอกซ้ายอีกครั้งทว่าเขาไม่ได้เลือกที่จะยกมือเพื่อไปกุมมัน แต่กลับสัมผัสเข้าที่คอเสีย เวลาของเรามันคงไม่เหมาะกันจริงๆ และถึงแม้จะถูกสร้างมาเพื่อกันและกัน ถ้าคนนึงไปเร็วกว่าแล้ว ก็ไม่มีคำว่าพอดีเสียหรอก

 

“ฮึก ฮืออออ”คิดถึง

 

มากเกินไปที่จะรับไหว ราวกับถูกขังไว้ในห้องทึบสี่ด้าน ไร้ซึ่งแสงไฟ ไม่กระทั่งแม้แต่ประกาย ไร้ซึ่งดวงดาว ไม่มีอะไรเลย เขามองไม่เห็นทางออกอีกแล้ว ปลายทางที่เคยตั้งไว้ก็ไปไม่ถึง อาจพอได้แล้ว

 

ในตอนนั้นเองที่บางอย่างสว่างขึ้นมา เจิดจ้าและสว่างไสวจากด้านข้าง สาดเข้ามาผ่านกระจก ท่ามกลางทุกอย่างที่มืดมิดไม่อาจเห็นอะไร เขาหยีตาหนีพยายามเพ่งมองแต่แล้วก็ไม่อาจเห็นอะไรสักอย่าง มันสว่างเกินไป เหมือนจะเป็นทางออกแต่ก็ไม่ใช่ และครั้งที่ภาพนั้นวิ่งแจ้นในหัว จนในที่สุดก็นึกออก

 

มันคือความฝัน ฝันวันนั้น

 

นี่หรอจุดจบของทาง แท้ที่จริงมันคือทางตันใช่ไหม ไม่มีรถคันใดแล้วอยู่รอบข้าง มีแค่เขาและแสงสีขาวที่สาดหน้าอยู่ตอนนี้ หากเอื้อมมือเข้าไปใกล้จะมีอะไรดีขึ้นไหม เขาจะหายเจ็บปวดมั้ย เหตุใดมันถึงได้สว่างเช่นนี้ แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเสียงประกอบที่ดังเข้าหูมาเป็นการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงของเครื่องยนต์บางอย่าง เสี้ยววินาทีคิ้วบางก็ขยับเข้าหากันด้วยความงุนงงอีกครั้ง ก่อนที่จะไม่เหลือเวลาให้ตั้งตัวหรือทำใจอีกต่อไป มันกำลังสายไป และสายไปแล้ว

 

แต่อย่างน้อยก็ยังโชคเข้าข้างที่อีกไม่นานคงมีคนมา นาทีไม่รู้ว่าฝุ่นรับสายมาตั้งแต่เมื่อไหร่ และไม่ทันได้รู้เลยว่าเพื่อนสนิทตนได้แต่พร่ำเรียกทั้งที่ไม่อาจสู้เสียงฝนได้ ในตอนนี้ก็เช่นกัน ในตอนที่แรงบางอย่างพุ่งเข้าหากระแทกเข้าใส่อย่างไม่ยั้งและไร้ซึ่งความปราณี ส่วนหัวมันก็สะบัดหาข้างตัวเขา ราวกับร่างกำลังแตกกระจาย เจ็บร้าว กว่าจะได้รู้ว่าแสงนั้นคืออะไร พระจันทร์ดวงนี้ก็ได้สิ้นสลายไปเสียแล้วพร้อมกับสร้อยเส้นนี้บนคอที่แตกออกเป็นเสี่ยงๆในที่สุด…

 

เข้าใจแล้ว ตอนจบในฝันนั้น เป็นเช่นนี้เองสินะ

 

 

 

 

 

 

 

ปึ้ก!

 

 

 

 

 

 

 

บางทีการเดินทางครั้งนี้อาจเนิ่นนานและเหนื่อยเกินไปจนเขาท้อ แม้ว่าอยากพยายามไปถึงที่หมายปลายทางนั้นเท่าใด มันกลับยิ่งห่างออกไปเท่านั้น บางทีมันอาจถูกแล้วที่เขาเดินกลับออกมา เพราะว่าถึงอย่างไร ปลายทางนั้นก็ไม่ใช่ของเขาอยู่ดี

 

 

 

 

 

 

 

นี่หรือเปล่าสิ้นสุดของความเจ็บปวด

จะได้หายไปเสียที...

 

 

 

 

 

 

 

โครม!

 

 

 

 

 

แต่แล้วในวินาทีที่โลกทั้งใบใกล้แตกสลาย ก็ยังมีคนคนเดิมที่นึกถึง

 

ดูแลตัวเองดีๆนะ เจ้ากระต่าย...

 

 

 

 

 

 

 

TBC…

#ร้อยนาทีของเซนต์

 

 

 

 

 

 

Talk:

เพราะนั่งอ่านคอมเม้นพวกเทอแล้วใจอ่อนหรอกนะเลยมาต่อให้ ไม่งั้นนะ ฮึ้ยๆๆๆ

ทุกคนอย่าเพิ่งโกรธเจ้าเซนต์นะ เขามีเหตุผลของเขาและอย่าหาว่าเราใจร้ายกับตัวละครของน้องนาทีเลยค่ะ

แต่งไปก็น้ามตาคลอไปเหมือนกัน นะคะ พอจะอ่านแล้วเข้าใจมั้ยว่าเกิดอะไรกับน้อง

ความฝันตอนนั้นคือคำใบ้ของเหตุการณ์นี้นะคะ

ขอย้ำอีกครั้ง ฟิคเรื่องนี้ไม่ใช่แบดเอนด์ อยากติชมก็ไปเล่นแท็กซะนะ

แล้วก็อย่างสุดท้ายนะคะ รันวันนี้หน่องแทคอืที่สุดของความแทฮยอง //แปะภาพ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

174 ความคิดเห็น

  1. #140 deffang (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2563 / 10:23
    มุแงงงงงงงง
    #140
    0
  2. #124 Nuttysnoopy (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 20:29
    อหกก จะร้องไห้ ไรทเปนคนที่แต่งบรรยายได้ อินและเข้าใจมันบับ ไม่ไหวว พังตามกันไปกับนาที ไม่ไหววว ต่อให่ในอนาคตเซนตจะมีเหตุผลอะไร ก็ยังโกด อยุ่ดี มอหอกัปตันมากกกก ไม่รั้งเพื่อรักกัน ก็รั้งเพื่อรักษาเค้าไว้ก่อนไหม ฝนตกเหนไหม เค้าเสียใจอยุ่เหนไหมอ่ะ คิดช้ามากกก เมียจะตายอยุ่ละ !
    #124
    0
  3. #82 0863538696 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2563 / 01:55
    แงหน่วงอะ แบบร้องไม่ออก มาต่อเร็วๆนะคะ
    #82
    0
  4. #81 w060846 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2563 / 00:24

    ไรท์แง้งงงงไม่เอาแบบนี้;___;ฮื่อออ โอเคไรท์บอกว่าไม่แบดเอน เราเชื่อ!
    #81
    0
  5. #80 TheSky_ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2563 / 23:55
    แงงงง นาทีลูกแม่ อยากเข้าไปกอดโอ๋ หนูต้องปลอดภัยนะลูก ฮรึก ไรท์เราอินมาก สู้ๆค่ะ
    #80
    0
  6. #79 Pon_jjj2610 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2563 / 23:53

    น้องจะปลอดภัยใช่ไหม ;-;
    #79
    0