Hundred and One [Timeverse] | Kookv (End)

ตอนที่ 15 : Chapter 12: When the spring comes

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 430
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    7 ก.ค. 63

 

 

คนตัวเล็กถูกปล่อยให้เป็นอิสระยามที่เซนต์แน่ใจแล้วว่าคนในอ้อมกอดจะไม่กลับมาร้องไห้อีก แขนแกร่งอุ้มเคลื่อนย้ายเจ้าตัวเล็กน่ารักไปยังเบาะข้างๆ ก่อนจะดึงเข็มขัดมาคาดให้ในขณะที่อีกคนยังเหม่อลอยไม่หาย เห็นดังนั้นเขาก็ไม่ได้คิดจะเอ่ยอะไรออกไป ปล่อยให้โซลเมทของตนได้นั่งรวบรวมสติก่อนที่รถจะเคลื่อนออกอีกครั้ง

 

ใช้เวลาไม่นานนักตึกสูงคุ้นเคยก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าหลังจากที่ขับมาตามที่อยู่อีกคน คนที่นั่งเหม่อลอยมาตั้งแต่ขับออกมาไม่มีท่าทีว่าจะลงจนเจ้าของรถจำต้องสัมผัสเบาๆเข้าที่แขน เป็นตอนนั้นเองที่เซนต์ตระหนักได้ว่าคนตัวเล็กนั้นกำลังสั่นมากเท่าใดจนสะดุ้งยามปลายนิ้วอีกคนแตะเบาๆลงบนแขนเล็กพร้อมกับแววตาสั่นระริกที่ส่งกลับมานั้นทำเซนต์แทบทรุดลง ก่อนที่นาทีจะได้ตั้งตัวหรือทำอะไรไปมากกว่านี้ ก็ถูกคนเด็กกว่าคว้าไปกอดเสียแล้ว

 

“ไม่ไปแล้วได้มั้ยครับ ไม่ทำงานที่นั่นแล้วได้มั้ย”

“ข…ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจจะตกใจนะ”

“พี่ไม่ผิด แต่คราวหน้าไม่เอาแล้ว ไม่อยากให้ร้องไห้แล้ว”

“ม…ไม่มีครั้งหน้า คราวนี้เราไม่ระวังตัวเอง”

เป็นห่วงนี่ครับ

“…”

“…”

“อื้อ ไม่ทำแล้ว”

 

ฝ่ามือเล็กทั้งสองข้างค่อยๆประคองแรงที่เหลืออันน้อยนิดยกขึ้นลูบแผ่นหลังกว้างของคนที่ทำตัวเป็นเด็กเพื่อให้สบายใจ แม้ว่าแท้จริงแล้วข้างในเขาจะยังไม่ชินเท่าใดก็ตาม เนิ่นนานที่อยู่เช่นนั้นก่อนจะเป็นนาทีเองที่ผละออก บอกลากันสักพักประตูรถก็เปิดออกพร้อมกับที่คนตัวเล็กก้าวออกไป ไม่วายยกมือขึ้นโบกให้ผ่านทางหน้าต่างพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆที่พอจะทำให้เซนต์ใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง

 

ขาเล็กก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆไม่ได้รีบร้อนอะไร สายตาเหม่อลอยทอดมองไกลออกไปเหม่อลอยและว่างเปล่าจนกระทั่งพาเจ้าของร่างมาหยุดอยู่หน้าห้องได้ เป็นอีกครั้งที่เมื่อกลับมาถึงก็รู้สึกราวกับได้กลับบ้าน ข้าวของทุกอย่างถูกวางทิ้งกองกันไว้หน้าประตูบานใหญ่ทันทีที่มันปิดลง ไม่ทันไรเจ้าของห้องก็ไปหยุดอยู่ที่ระเบียง ทิ้งสายตาพักไว้กับทัศนวิสัยของแสงสีในเมืองและในวันที่พระจันทร์ไม่ได้ยิ้มให้อย่างเคย ทว่ากลับสว่างไสวงดงามทอแสงสีเหลืองทอลงมาประดับพื้นเมืองที่เงียบเหงา ท้าวแขนไว้กกับร่าวเหล็กก่อนที่ใบหน้าสวยจะวางลงค้างไว้จ้องมองผืนฟ้ามืดมน มีเพียงแสงสลัวๆเท่านั้น นอกจากนั้นก็เงียบเหงาเหมือนเคย

 

ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพบเจอเหตุการณ์เชนนี้ หากแต่เป็นครั้งแรกที่มีคนมาช่วยเขาไว้ทัน นอกเสียจากนั้นมันก็เป็นเพียงฝันร้ายที่เคยตามหลอกหลอน หนังตาบางปิดลงรับสายลมเย็นนคืนของฤดูร้อน น่าแปลกเสียที่มันกลับทำให้เขาเย็นลงได้ ก่อนจะละทิ้งความทรงจำเก่าๆไปยามเสียงแจ้งเตือนของสมาร์ทโฟนดังขึ้น

 

ข้อความนับสิบจากผู้ส่งคนเดียวเด้งข้นมาไม่หยุดก่อนที่แอพพลิเคชั่นจะถูกเปิดขึ้น ชื่อผู้ใช้ที่ไม่คุ้นนักก็เผยอยู่ต้นๆของรายการแชท เขาลังเลอยู่สักพักนิ้วเรียวก็ตัดสินใจกดเข้าไป

 

Cxxt: รีบเข้านอนนะครับ อย่าแอบไปคิดมากล่ะ

Cxxt: พรุ่งนี้เช้า ไปเที่ยวกันนะครับ

 

สองประโยคท้ายที่เมื่ออ่านแล้วก็ไม่จำเป็นต้องนึกให้มากว่าเป็นใคร เห็นดังนั้นตัวเลือกรับเพื่อนบนห้องแชทก็ถูกยินยอม

 

N@tee:อื้อ

 

หัวใจดวงน้อยก็ถึงคราเต้นผิดจังหวะยามที่ข้อความฝันดีถูกส่งกลับมา พร้อมกับรอยยิ้มเล็กบนดวงหน้าสวย อย่างน้อยก็มีแสงสว่างในความมืดที่เซนต์ยังคอยฉุดขึ้นไป เมื่อนึกได้ดังนั้นสายถึงเจ้าของร้านรุ่นพี่คนสนิทก็ถูกต่อไปทันที

 

(ที!!พี่ขอโทษตอนนี้เป็นไงบ้าง แม่งหงุดหงิดว่ะ) เมื่อได้ยินดังนั้น ถ้อยคำที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ก็ถูกนำไปเรียบเรียงใหม่ แอบเกรงใจที่อีกคนมีท่าทีร้อนรนไม่ต่างจากเขา แต่ก็คงไม่อาจแปรแปลี่ยนความคิดอะไรได้อีกแล้ว เพราะเขาเองก็รับปากไปแล้วเช่นกัน

“ไม่เป็นไรแล้วครับ”

(เห้อ ค่อยยังชั่ว สงสัยต้องคัดลูกค้าหน่อยซะแล้ว)

“ไม่จำเป็นต้องขนาดนั้นก็ได้ครับพี่เรน เขาแค่เมา อีกอย่างเดี๋ยวก็ไม่มีครั้งหน้าแล้ว…”

(ว่าไงนะนาที พี่ไม่ค่อยได้ยินเราเลย)

ผมขอเลิกทำงานที่ร้านได้มั้ยครับ

(เห้ย มันขนาดนั้นเลยหรอ เดี๋ยวพี่เลือกลูกค้าเองเลย เรามันตัวดึงลูกค้าเลยนะ)

“ครับ แต่มันไม่ใช่ครั้งแรก

(อย่างนี้เอง…)

“ขอโทษพี่เรน…”

(ไม่ๆ ไม่เป็นไร พี่ผิดเองที่ดูแลเราได้ไม่ดี ไม่ต้องโทษตัวเองนะ)

“มีอะไรเรียกใช้ทีได้เหมือนเดิมเลยนะ”

(ฮ่าๆ ก็คงงั้น ไม่เป็นไรแหละ คงคิดถึงเราน่าดู ว่างๆก็แวะมาบ้าง)

“ครับ”

(อือๆ ดูแลตัวเองนะ พี่ต้องไปดูร้านต่อแล้ว ฝันดีนะตัวเล็ก)

“ครับผม”

 

เมื่อสายถูกวางลงไปบทสนทนาภายในรถก่อนหน้านี้ก็ดังสวนกลับขึ้นมาในหัว อาจเป็นส่วนนึงที่เขาตัดสินใจลาออกจากงานที่ร้านเพราะเซนต์ แต่มันก็เป็นเหตุผลที่ดีเช่นกันที่ทำให้เขาสามารถมั่นใจนการตัดสินใจของตัวเองขึ้นมาได้ เหลือบไปมองเจ้าวงกลมสีเหลืองวงใหญ่กลางผืนฟ้าอีกครั้ง ก่อนที่มุมปากน่ารักทั้งสองจะค่อยๆคลี่ออกจากกันจนกลายเป็นร้อยยิ้มประดับบนดวงหน้า

 

…วันนี้พระจันทร์ไม่ยิ้มให้เขาไม่เป็นไร เพราะเขาจะมอบยิ้มนี้ให้เอง

 

ขอให้พรุ่งนี้เป็นวันที่ดี

 

ครั้งสุดท้ายแล้วที่จะขอ

 

ต่อจากนี้ไม่ว่าอย่างไร

 

ก็จะไม่เป็นอะไรแล้ว…

 

 

Bol 4 – Bomเพลงสำหรับตอนนี้ค่ะ อย่าลืมเปิดคลอไประหว่างอ่านและตามไปอ่านความหมายเพลงด้วยนะคะ

 

 

ยามวันหยุดมาเยือน แสงอรุณสีสวยและดวงตะวันก็ขึ้นมาทักทายผืนฟ้าสวยอีกเช่นเคย เช่นเดียวกับใบหน้าสดใสของคนที่เพิ่งได้ลืมตาหมาดๆ เส้นผมอ่อนยังคงยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง หรือแม้กระทั่งหนังตาบางที่ยังหนักอึ้งไม่ยอมลืมขึ้น ทว่ากลับไม่มีสิ่งใดมาห้ามให้นาทีไม่คลี่ยิ้มต้อนรับแสงตะวันได้เลยแม้แต่น้อย

 

เสาร์อาทิตย์หรือวันสุดสัปดาห์เป็นอะไรที่เขานั้นชอบมากที่สุด ได้ละสายตาจากงานวุ่นต่างและผ่อนคลายไปกับเสียงเพลงและสายลม อาจคิดว่าเขานั้นไม่ได้ทำงานอะไร เพราะทุกครั้งที่ว่างนั้นหน้าจอโน๊ตบุ๊คก็จะมาอยู่ในมืออยู่เมื่อนั้น เพียงแต่ก็ต้อขึ้นอยู่กับความคิดที่มักจะแล่นขึ้นมาไม่ตรงเวลาอีกเช่นกัน

 

เท้าเล็กก้าวลงจากเตียงใหญ่ของตนก่อนจะเดินไปเปิดผ้าม่านรับแสงสว่างที่ทอเข้ามาในห้อง ก่อนจะตั้งใจเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าหลังใหญ่ออกดูหาเสื้อผ้าที่เหมาะสมสำหรับวันสบายๆเช่นนี้ ไม่นานนักคนตัวเล็กก็ลับหายเข้าห้องน้ำไปจัดการตัวเอง

 

เสื้อเชิร์ตบางลายทางฟ้าตัดขาวถูกสวมเข้ากับแผ่นหลังบางก่อนที่เจ้าตัวจะติดกระดุมไล่ลงมาเรื่อยจนสุด พร้อมกับกางเกงยีนส์สีอ่อนที่ถูกใส่เข้ากับเสื้อโดยชายเสื้อด้านหนึ่งนั้นถูกทัดเข้าในแต่พอประมาณ หากเมื่อมันได้อยู่รวมกันแล้วกลับเป็นชุดธรรมดาที่น่ารักไม่เบา เห็นเช่นนั้นคนไม่มั่นใจจึงเดินไปหมุนตัวน่ากระจกอยู่หลายครั้งหาจุดแปลกแม้มันจะไม่มีเลยก็ตาม เมื่อมั่นใจเช่นนั้นแล้วคนตัวเล็กก็เดินมาหยุดอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้งเล็กๆก่อนจะเลื่อนมือไปเปิดลิ้นชักหาน้ำหอมที่ยังไม่เคยได้ใช้ เพราะนาทีเองก็ไม่เคยคิดจะใช้น้ำหอมเช่นกัน ทว่ากลับเพียงการออกไปเที่ยวกับโซลเมทแค่นี้ เขากลับไม่มั่นใจในตัวเองเสียเลย อะไรที่เคยทำก็ยิ่งรู้สึกว่ามันน้อยเสียไป

 

แต่แล้วสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับของสองสิ่งที่ถูกวางไว้ข้างกันนั้น ดินสอเขียนคิ้วและรองพื้นที่ซื้อมาในวันนั้นถูกหยิบออกมาวางไว้ตรงหน้า ก่อนที่ทั้งสองเครื่องมือแต่งหน้าจะถูกใช้อย่างปรานีต เพื่อกลับมาสนใจเรื่องน้ำหอมต่อ

 

เขาตัดสินใจแล้ว

 

จนในที่สุดจากการคิดทบทวนวนไปวนมา น้ำหอมยี่ห้อแพงก็ไม่ได้ถูกฉีด ดวงตากลมโตที่ตัดสินใจอยู่นานเหลือบมองไปเห็นเวลาบนนาฬิกาผนังห้องที่เข็มสั้นของมันเหยียดเข้าใกล้เลขสิบเต็มทน เห็นดังนั้นกระเป๋าสะพายติดตัวและหมวกเบเร่ต์สีขาวก็ถูกหยิบติดมือมาก่อนที่เจ้าของห้องจะรีบวิ่งหน้าตั้งออกไปทันที

 

ในขณะที่สี่ล้อของรถโดยสารสาธารณะกำลังขับเคลื่อนไปยังจุดหมาย ลูกแก้วใสซื่อสีสวยก็เอาแต่เสมองนู่นนี่รอบหน้าต่างราวกับเด็กตื่นเต้น ไม่วายเมื่อพบเจออะไรน่าสนใจก็ยกกล้องขึ้นถ่ายเก็บไว้เป็นความทรงจำ แม้ว่าที่ที่เขาจะไปนั้นก็อยู่ในเมืองไม่ใช่ที่ไหนไกล เพียงแต่ครั้งนี้ อะไรที่พบเจอใหม่ก็ควรจะจดจำไว้เสีย เพราะไม่ใช่อีกแล้วที่เขามาเพียงลำพัง ยังมีใครอีกคนที่รอเขาอยู่อีกฝั่ง และหวังให้เรือลำนี้แล่นไปถึงเร็วๆ

 

เมื่อการเดินทางสิ้นสุดลงนาทีก็ไม่ลืมที่จะจ่ายเงินให้พี่คนขับก่อนจะเปิดประตูลงจากรถไปพลางค้อมหัวเป็นการขอบคุณ หมวกในมือถูกจับขึ้ใส่เก็บผมที่ปกติแล้วมักปล่อยงมารกหน้าผากกว้างทว่าในยามที่มันถูกรวบเก็บขึ้นไปนั้นก็ดูดีในอีกแบบไม่น้อย มีเพียบางส่วนเท่านั้นที่เผยให้เห็นพอน่ารัก ไม่ทันไรลมร้อนๆของฤดูก็แวะเข้ามาทักทายทำเอาคนที่ตัดสินใจใส่เชิร์ตแขนยาวอย่างนาทีนั้นนึกหงุดหงิดแต่กลับต้องทนต่อไปอย่างไร้ทางเลือก

 

สถานที่ที่เขาถูกนัดมานั้นเป็นย่านขายของคล้ายอย่างคราวที่แล้ว หากแต่เวลานี้ก็ครึกครื้นไม่ต่าง ถนนเส้นใหญ่ที่ถูกล้อมรอบด้วยร้านค้าหลากหลายสองข้างทางเสมือนเอาท์เล็ทด้วยสิ่งก่อสร้างสีโทนอ่อนนั้นตราตรึงใจคนมองไม่เบา และเป็นอีกครั้งที่มันถูกเก็บเป็นภาพไว้อย่างช่วยไม่ได้ จนลืมสังเกตไปเสียแล้วว่าผู้คนเริ่มพลุกพล่านขึ้นจนทั้งถนนนั้นแทบไม่เหลือทางเดิน ก่อนที่จะได้ถ่ายอะไรเพิ่มไปมากกว่านี้ หน้าจอสว่างก็แสดงรายชื่อผู้โทรเข้าเสียก่อน

 

สองมุมปากยกยิ้มเล็กน้อยยามดวงตาสบเข้ากับชื่อบนหน้าจอพลางนึกถึงโครงหน้าเรียวของอีกคนห็พาลให้หัวใจสั่น ก่อนจะกดรับไปด้วยความตื่นเต้น

 

“เราถึงแล้วนะ!”ไม่ทันไรถ้อยคำน่ารักก็ถูกเอ่ยเข้าไปก่อนที่ผู้โทรจะได้ทักทาย พร้อมกับเสียงหัวเราะต่ำที่ดังขึ้นตามหลังจากนั้นด้วยความเอ็นดู

(ครับคนเก่ง ผมก็ถึงแล้ว)

“อื้อ ว่าแต่เซนต์อยู่ตรงไหนกัน เราอยู่ตรงถนนหลัก แต่ดูเหมือนว่าคนจะเยอะมากๆเลย จะหากันเจอมั้ย…”

(ไม่ยากหรอกครับ มีพี่คนเดียวในโลก เจอแล้วนะครับ)

“เอ๋ อะไรนะ” นาทีมีท่าทีงงงวยไปเล็กน้อยกับคำพูดของอีกคนก่อนจะเข้าใจในเวลาต่อมา ยามที่ดวงวตาคู่สวยจับภาพแขนแกร่งที่ยกขึ้นโบกกลางอากาศไปมาท่ามกลางเหล่าผู้คนมากมายได้ ร่างสูงในเสื้อยืดสีขาวและกางเกงแสล็คสีดำที่ออกจะธรรมดานั้นกลับทำเขากระสับกระส่ยไม่น้อย ทว่าไม่นานนักความรู้สึกเจ้าปัญหาก็กลับแล่นความเจ็บขึ้นมาอีกครา เรื่อยๆและสาหัสขึ้นเมื่อสายตาทั้งคู่ประสานเข้าหากัน ภาพยิ้มแย้มของอีกคนที่อยู่ห่างออกไปเพียงกี่ก้าวนั้นพาลให้รอยยิ้มเล็กปรากฏบนดวงหน้าสวยเช่นกัน หากแต่เป็นความสุขที่ขมขื่น

(มาลองกันอีกครั้งดีมั้ยครับ)

“…”

(คราวนี้เดินมาหาผมนะครับ)

 

เพียงเท่านั้นเขาก็พร้อมจะรับฟัง ฝ่าเท้าเล็กในรองเท้าผ้าใบสีเทาค่อยๆออกก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆกับสมาร์ทโฟนที่ยังถูกจับแนบใบหูไว้ ทุกๆก้าวพร้อมกับเสียงหัวใจที่เต้นดังผิดจังหวะอยู่ด้านใน ฝ่าผู้คนไปเรื่อยๆอย่างเชื่องช้าคอยข่มอีกความรู้สึกที่คอยตีขึ้นมาขัด ราวกับว่าเวลานั้นถูกหยุดไว้และโลกทั้งใบมีเพียงเขาสองคน นาทีไม่ได้เห็นใครอีกต่อไป มีเพียงร่างสูงที่ยืนยิ้มให้กำลังใจอยู่อีกฝั่งก็เท่านั้น เพียงเท่านี้ขาทั้งสองข้างที่คิดว่าอาจไม่มีแรงก็ฮึดขึ้นมาอีกครั้ง กลั้นทุกหยาดน้ำตาที่พร้อมจะไหลริน จนในที่สุดเรือเล็กลำนี้ก็แล่นมาถึงฝั่งเสียที

 

ดวงตากลมโตช้อนตาขึ้นมองเจ้าของโครงหน้าเรียวที่เขาเข้าใจว่าได้ตกหลุมรักมันไปเสียแล้วด้วยแววตาที่สั่นหวเล็กน้อย เช่นเดียวกับเซนต์ที่สบเข้ากับรอยยิ้มจางๆบนใบหน้าอีกฝ่ายก่อนจะยกมือข้างหนึ่งขึ้นแล้ววางไว้เหนือหมวกใบสวยเบาๆ ออกแรงกดเล็กน้อยให้อีกคนรับรู้ถึงมัน เพื่อให้กำลังใจ เพื่อให้แรง

 

“เราทำได้แล้ว”

“ครับ เก่งมากแล้ว”

 

ร่างเล็กถูกรวบเข้าสู่อ้อมกอดอุ่นอีกครั้ง ทว่าในครั้งนี้แขนเล็กเองก็เลือกที่จะวาดไปโอบกอดแผ่นหลังใหญ่ไว้ด้วยเช่นกัน นิ่งรับสัมผัสที่ต่างฝ่ายต่างมอบให้ เป็นกอดที่อบอุ่นเสียจนนึกหวั่นว่าวันนึงมันอาจจะหายไป แต่เขาก็เลือกแล้วที่จะยอมรับมันจากใจจริงในเวลานี้

 

เมื่อนึกมาถึงตรงนี้แล้ว นาทีก็ผละออกจากอ้อมกอดอุ่นของคนตรงหน้า ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างส่งให้ไม่วายคว้าเอามือแกร่งขึ้นมาจับพร้อมกับออกแรงดึงให้เดินไปข้างหน้าพร้อมๆกัน

 

“ไปสนุกกันเถอะ”

 

 

 

 

 

หลังจากที่เวลาล่วงเลยมาจนมื้อเที่ยงนั้นได้จบลงไป ทั้งคู่ก็ตัดสินใจเดินเล่นตางถนนหลักเสียหน่อย ของพลุงพลังในมือแกร่งตอนนี้ยังคงเป็นหลักฐานชั้นดีว่าก่อนหน้านี้นั้นต่างคนต่างเสียเงินไปกันเท่าไหร่บ้าง ทว่าก็ถือว่าคุ้มเสียทีเดียวสำหรับวันนี้

 

แสงแดดจ้าของวันถึงคราเลื่อนมาอยู่ตรงเนหือหัวพาลให้เหงื่อกาฬไหลออกมาเป็นสาย แขนเสื้อเชิร์ตยาวที่ก่อนหน้านี้ตั้งใจว่าจะไม่ยุ่งอะไรกับบัดนี้ก็ถูกพับขึ้นไปครึ่งหนึ่งเรียบร้อย เช่นเดียวกับร่างสูงข้างๆที่เริ่มจับคอเสื้อสะบัดเข้ากาตัวเองเพื่อลดอุณหภูมิในร่างกาย หาได้รู้ไม่ว่าการกระทำของตนนั้นดันกลายเป็นที่สนใจของผู้คนรอบข้างไปแล้ว

 

ดวงตากลมใสสลับจ้องคนข้างตัวและสายตารอบข้างจากคนอื่นๆไปมาสักพักก่อนที่คิ้วสวยจะขยับเข้าหากันพร้อมกับใบหน้าสวยที่ยู่ลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อรู้สึกว่าบรรยากาศเงียบไปสักพักเซนต์ถึงได้ละสายตาจากทางเดินตรงหน้ามาหาคนตัวเล็กที่เดินแก้มป่องอยู่ด้านข้างโดยที่เขานั้นแทบไม่รู้เลยว่าเพราะอะไรใบหน้าสวยถึงได้ง้ำงออย่างเช่นตอนนี้ แอบนึกทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ว่าอาจมีอะไรที่เผลอตัวทำผิดไปจนอีกคนโมโห ทว่าคิดแล้วคิดเล่าก็ยังไม่เจอตัวการ ในท้ายสุดเข้าจึงได้เป็นฝ่ายถามไปเสียเอง

 

“เป็นอะไรครับ”สิ้นประโยคฝ่าเท้าที่เคยก้าวไปพร้อมๆกันก็ชะงักหยุดลง เพราะขนาดตัวที่มีช่วงห่างเรื่องความสูงนั้นทำให้คนที่อยู่สูงกว่าอย่างเซนต์จำต้องย่อลงลดลงมาประจันหน้าอีกคนเพื่อลอบมอสีหน้าน่ารักนั้น และริมฝีปากที่เอาแต่ยื่นออกมาจนน่าบีบ แต่ไม่ว่าอย่างไรแล้ว คนดื้อก็ยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตาเสียที

“ทำไม…คนถึงมองเซนต์เยอะจัง”

“…”

“เราไม่หล่อบ้างหรอ”ได้ยินดังนั้นคนเด็กกว่าก็หลุดขำพรืดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ในคราแรกที่ได้ยินประโยคจากปากอีกฝ่ายนั้น เขาแอบนึกเข้าข้างตัวเองอยู่บ้างว่าอาจเป็นเพราะอาการหึงหวง หาได้รู้ไม่ว่าคนที่มีศักดิ์เป็นพี่แต่นิสัยเด็กกว่ามากนักยังไร้เดียงสาเสียจริง มือแกร่งจึงได้ประคองดวงหน้าสวยขึ้นให้เงยมาสบตาก่อนจะคว้าเอามือเล็กที่ทิ้งไว้ข้างลำตัวขึ้นมากุมไว้และประสานนิ้วทั้งสิบเข้าหากัน ไม่วายกระชับมันอีกครั้งเพื่อความแน่ใจว่ามือคู่นี้จะไม่หลุดออกจากกันอีก

“หล่อแล้วครับ นาทีน่ะดูดีที่สุดในสายตาผมตลอดนั่นแหละ”หัวทุยพยักหน้าลงหงึกหงักอย่างเชื่อฟังหากแต่ซ่อนสีระเรื่อไว้บนเนื้อเนียนของแก้มก้อนกลมๆทั้งสองข้างบนใบหน้าอย่างห้ามไม่ได้ ก่อนจะตระหนักได้ว่าคนเด็กกว่านั้นเพิ่งจะกระทำความผิดอะไรไป

“เจ้าเซนต์ ทำไมไม่เรียกพี่ ไม่เห็นหัวเราแล้วรึไง แก่กว่าสองปีมันไม่มีค่าหรอ”

“ใจเย็นๆครับคนดี ผมก็ไม่ได้อยากมีพี่สักหน่อย เป็นลูกคนเดียวแหละ ดีแล้ว

 

ไม่รอให้อีกฝ่ายได้โต้ตอบใดๆ คนตัวสูงก็ออกแรงดึงเบาๆให้อีกคนเดินตามทั้งที่ยังเอาแต่ก้มหน้างุดมองพื้นอยู่เช่นนั้นไม่ยอมขึ้นมาสบตา เซนต์ถึงได้หลุดขำออกมาเบาๆกับตัว

 

น่ารักอีกแล้ว

 

ร่างสูงของคนเด็กกว่าหยุดลงยามที่ตนนั้นเดินเข้าตึกสูงมาถึงโรงหนังทว่ากับอีกคนที่เอาแต่ก้มหน้าเดินตามมานั้นไม่ได้รับรู้ถึงการหยุดของเขา จนหน้าผากมนกระแทกเข้ากับส่วนแข็งของร่างกายไปเต็มๆ รู้สึกดังนั้นเขาก็แอบลอบขำเล็กน้อยก่อนจะหันหน้ากลับมาดูแลคนน่ารักที่กำลังยืนเอามือถูหน้าผากตัวเองอยู่

 

ริมฝีปากหยักได้รูปขยับเป็นรูเล็กๆก่อนจะพรูลมอุ่นๆไปรดหน้าผากเนียนของอีกคนสักพัก ก็ละออกมาและทำเหมือนว่ามันไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งก็เป็นอีกครั้งที่นาทีเป็นคนโดนรังแกอยู่ฝ่ายเดียว

 

“อยากดูเรื่องอะไรเป็นพิเศษมั้ยครับ”

“เซนต์เลือกเลยก็ได้”

“นาทีเลือกดีกว่าครับ”เพราะสรรพนามที่เปลี่ยนไปนั้นกำลังทำให้เขาอยู่ไม่เป็นสุข นึกอยากจะพล่ามคำว่าออกไปหากไม่เกรงว่ามันอาจจะมากระทบตัวเองทีหลัง เขาถึงได้ยอมเงยหน้าขึ้นมามองจอดิจิตอลขนาดใหญ่ไล่สายตาตามชื่อเรื่องที่น่าสนใจ จนกระทั่งมาสะดุดตากับภาพยนตร์สยองขวัญเข้าโรงเรื่องใหม่สดๆร้อนๆ เห็นดังนั้นความเคอะเขินก่อนหน้านี้ก็หายไป ก่อนที่นาทีจะดึงแขนเสื้อดำของคนด้านข้างให้หันไปดูทางเดียวกับเขา โดยไม่รู้เลยว่าก่อนหน้านี้หรือไม่ว่าตอนไหน เซนต์ก็เอาแต่มองนาทีอยู่ตลอดเสียอยู่แล้ว

“เรื่องนั้นๆต้องสนุกมากๆแน่เลย”สายตาคมละออกจากดวงหน้าสวยก่อนจะมองตามเรียวนิ้วสวยไปยังชื่อเรื่องหนังที่เด่นตระหง่านอยู่ตรงหน้า พร้อมกับน้ำลายอึกใหญ่ที่ค่อยๆถูกกลืนลงไปอย่างยากลำบากและฝ่ามือที่เริ่มชื้นเหงื่อขึ้นมาเสีย

“อ่า งั้นไปจองตั๋วดีกว่าครับ แน่ใจนะว่านาทีจะไม่กลัว”

“อื้อ น่าตื่นเต้นสุดๆไปเลย ได้ดูหนังผีในโรงด้วย

 

 

 

 

นั่นสิ มันควรจะเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำคะแนนเว่ยไอ่เซนต์

 

 

 

หรือว่าจะไม่ใช่วะ

 

 

 

 

เสียงดังกระหึ่มของซาวด์เอฟเฟคและเสียงอุทานมากมายที่ดังขึ้นเป็นระรอกๆแล้วแต่ฉากน่ากลัวนั้นกึกก้องอยู่ในโสตประสาทของร่างสูงไม่หาย หลังจากที่ตกลงกันว่าจะดูภาพยนตร์เรื่องThe Curse of La Lloronaแล้ว ทั้งคู่ก็นั่งทำใจอยู่นานกว่าจะย้ายตัวเข้ามานั่งในโรงแอร์เย็นฉ่ำเช่นนี้ได้ หรือจะพูดให้ถูกอาจเป็นแค่เซนต์ที่ทำใจไม่ได้เสียทีถ่วงเวลาอยู่นานจนในที่สุดก็ถูกลากเข้ามาอย่างไร้ทางหนี ถูกที่ว่าในโรงนี้นั้นอากาศเย็นยะเยือกเช่นไร แต่อาจไม่ใช่กับเขาที่ตอนนี้ทั้งฝ่ามือนั้นชุ่มไปด้วยเหงื่อแม้กระทั่งปลายเส้นผมที่เริ่มชื้นขึ้นมาไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แอบเหลือบมองคนตัวเล็กด้านข้างเป็นระยะที่ไม่แม้แต่จะสะทกสะท้านต่อฉากใดๆ แม้กระทั่งในฉากที่ผีเจ้าเวรกรรมกระโจนเข้าใส่จอก็ยังแอบเห็นว่าอีกคนนั้นไม่ได้กระพริบตาแม้แต่น้อย

 

ถามจริงเหอะ พี่กลัวอะไรบ้างป่ะวะ

อ่อ ก็คงกลัวผมทิ้ง

ชิบ แย่ว่ะ

 

ร่างสูงส่ายหัวสลัดความคิดไร้สาระนั่นไปก่อนจะจำใจกลับมาสนใจภาพตรงหน้าต่อ แต่แล้วก็ต้องผิดหวังเมื่อจังหวะที่เขาเพิ่งรวบรวมสติได้นั้น กลับเป็นเวลาเดียวกับที่ฉากjump scareอีกฉากโผล่ขึ้นมาทำให้เสียขวัญทันที เขาไม่ใช่พวกที่ตกใจแล้วส่งเสียงร้องอะไรมากนัก แต่ก็เป็นข้อเสียอีกเหมือนกันที่เผลอตัวงับปากตัวเองเข้าไปเต็มๆจนกลิ่นคาวเลือดฟุ้งอยู่ทั่วโพรงปาก

 

“อ๊ากกกกก”กูไม่ได้ร้อง!!!

“เซนต์ร้องทำไม ผียังไม่ออกมาเลย

 

ห้ะ ผมตะโกนหรอ…

 

คนตัวเล็กที่ตกใจเสียงร้องของร่างสูงรีบหันมาดูอย่างเป็นห่วงกลัวว่าอีกคนจะเป็นอะไรไป ทว่าแสงสลัวๆเท่านี้ในโรงหนังกับทำให้เห็นไม่ชัดนัก จึงเป็นเหตุให้ดวงหน้าสวยเลื่อนเข้าไปใกล้ๆโดยไม่ได้คำนึงถึงผลที่จะตามาเลยแม้แต่น้อย แววตาสั่นไหวของคนเด็กกว่าที่ก่อนหน้านี้มีแต่ความขี้เล่นนั้นในมุมนี้กลับน่ารักไม่น้อยจนนาทีนึกเอ็นดู กลับออกมานั่งดีๆตามเดิม ก่อนจะค่อยๆเลื่อนมือตัวเองเข้าไปหาฝ่ามือใหญ่ที่วางทิ้งไว้บนที่พักแขนแล้วสอดมือเล็กเข้าไปแทนที่ความว่างเปล่าตรงนั้นอย่างไม่นึกรังเกียจความชื้นของเหงื่อที่เลอะเปรอปนอยู่

 

ดวงตาเรียวคมที่ตกใจการกระทำอีกฝ่ายได้แต่หันเลิ่กลั่กมองตามทว่ากลับได้รับเพียงรอยยิ้มที่แม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางความมืดนั้นเขาก็ยังสัมผัสมันได้ ปล่อยให้มือทั้งสองขยับเข้าหากันกระชับแน่นขึ้น จนกระทั่งภาพยนตร์ตรงหน้านั้นจบไปก็ยังไม่ละคลาย แผนการเที่ยววันนี้จึงพังไม่เป็นท่าเพียงเพราะอาการขี้กลัวของเซนต์เพียงคนเดียวเสียได้

 

ผู้คนมากตาต่างหลั่งไหลออกมาผ่านประตูบานใหญ่สีแดงของโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่เช่นเดียวกับนาทีที่พยายามฉุดดึงกระชากทำทุกอย่างเพื่อให้เจ้าเด็กขี้ซนอย่างโซลเมทเขาตามออกมาได้ หากไม่ใช่เพราะเอาแต่นั่งกลัวจนขาเป็นตะคริวถึงขั้นนี้เขาก็ไม่คิดเหมือนกันว่าชีวิตนี้จะได้มาลากผู้ชายด้วยกันเองออกจากโรงหนัง

 

“หายเจ็บบ้างมั้ย ต้องนวดรึเปล่า”

“ไม่ต้องแล้วครับ แค่นี้ผมก็หมดหล่อแล้ว อย่าให้ถึงขั้นต้องให้พี่นวดเลย”

“เรียกพี่แล้วหรอ”

“โห ไม่เอาแล้ว ยอมเด็กกว่าก็ได้” ร่างเล็กนึกขำกับท่าทางเด็กๆของคนตรงหน้า ว่าไปแล้วแต่ละคนนั้นก็มีมุมเด็กๆที่แตกต่างออกไป แม้ว่าจะอายุเท่าใดก็มีนิสัยที่แก้ไม่ได้เช่นกัน รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ความเอ็นดูนั้นครอบงำจนเผลอตัววางมือพักไว้บนหัวอีกคนเสียแล้ว

“น่ารักดีออก เพิ่งรู้ว่ากลัวผีนะเนี่ย”

“พี่นั่นแหละ ไม่กลัวได้ไง”

“ก็ไม่ขนาดนั้น เราว่าก็สนุกดี”

“เหอะ กลับกันเลยมั้ยครับ”

“ทำไมล่ะ กลัวผีโรงหนังหรอ”

“เดี๋ยวจะโดน”

“อ๊ะ!”

 

ไม่ว่าเปล่ากลับรั้งให้คนตัวเล็กเข้ามาอยู่ระหว่างขาแกร่งในขณะที่เขานั่งอยู่ ก่อนจะใช้แขนทั้งสองข้างล้อมไว้รอบเอวบางที่สัมผัสได้ทันทีว่าอีกคนนั้นผอมบางเพียงใดอย่างหวงแหน เงยหน้าจ้องอีกคนที่ตอนนี้อยู่สูงกว่าเขาโดยเกยคางแหลมไว้กับหน้าท้องแบนราบ ออดอ้อนราวกับสุนัขกับเจ้าของของมัน ต่างจากนาทีที่ได้แต่เบนสายตาไม่กล้าสบตรงๆกลัวเสียว่าสีฝาดที่เขาไม่ชอบนักหนาจะปรากฏบนใบหน้า แม้ในยามนี้จะสายไปเสียแล้วก็ตาม

 

ปากหยักจรดริมฝีปากฝังไว้กับหน้าท้องแบนตรงหน้าก่อนจะแกล้งเป่าลมเบาๆผ่านเนื้อผ้าบางให้อีกคนจั๊กจี้ซึ่งก็เป็นผลเมื่อคนตัวเล็กหลุดขำออกมาเล็กน้อย ทว่าเจ้าเล่ห์ยังไงก็เป็ฯคนเจ้าเล่ห์อยู่วันยังค่ำ เซนต์ใช้โอกาสที่อีกคนเผลอขยับปากจูบอีกครั้งสองครั้ง ก่อนจะละออกมาเงยหน้าอย่างเคย โดยที่โซลเมทเขาไม่ได้สงสัยมันเลยว่าเกิดอะไรขึ้น

 

“คิกๆ อย่าทำนะ มันจั๊กจี้ ฮื่ออ”

ขอบคุณนะครับ

“หือ”

พี่ทำให้การดูหนังผีของผม ไม่ได้น่ากลัวอย่างเมื่อก่อนแล้ว

“…”

“วันหลัง เรามาดูด้วยกันบ่อยๆเนอะ”

“อื้อ จะมาให้ได้เลย

 

ยามลูกแก้วสีอ่อนสวยสบเข้ากับรอยยิ้มกระต่ายนั้น ครั้นหัวใจก็เริ่มสั่นไหวราวกับมีคนมาตีกลองอยู่ในอก มือเล็กค่อยๆเลื่อนจากที่พาดไว้กับไหล่แกร่งก็เปลี่ยนมาประคองโครงหน้าเรียวที่นึกถึงอยู่บ่อยครั้ง พร้อมกับก้มลงไปหาคนเด็กกว่า หนังตาบางสีมุขก็ถึงคราปิดลงหลับตาพริ้ม ก่อนที่สัมผัสนุ่มหยุ่นจะขยับเข้าหาอย่างเชื่องช้า ละโลมพรมจูบอยู่เช่นนั้นเก็บเกี่ยวความหวานจากด้านนอกสักพักก็ถือโอกาสขออนุญาติเข้าไปลิ้มลองด้านในอย่างโหยหา โชคดีหน่อยที่มุมที่นั่งอยู่นั้นอับตาคนพอตัว จึงเปิดทำให้เสือในร่างกระต่ายอย่างเซนต์ทำอะไรได้สะดวก โดยไม่ทันได้ระวังตัวเลยว่าอาจมีสายตาอีกคู่กำลังจับตาดูอยู่

 

 

 

 

 

 

แชะ!แชะ!

 

 

 

 

 

 

สายตาเรียบนิ่งเสมองออกไปทางหน้าต่างค้างไว้เช่นนั้นระหว่างที่ตนก็ได้แต่ทำตัวให้เนียบเนียนไปกับความเงียบภายในห้องทำงานหรู ก้านนิ้วขาวซีดขยับหมุนปากกาไปเรื่อยๆรอเวลาที่ของบางสิ่งอาจจะถูกส่งมาถึงมือ ในขณะที่หนังตาก็ปิดลงมาพักสายตาจากความเหนื่อยล้า ไม่นานนักมันก็ดังขึ้น

 

ติ๊ง!

 

เสียงข้อความเข้าและแสงที่สว่างวาบขึ้นมาบนหน้าจอสมาร์ทโฟนบนโต๊ะทำงานที่แม้ว่าเจ้าของมันนั้นจะได้แต่นั่งหันหลังเอนพิงไปกับเก้าอี้แพงก็ไม่จำเป็นต้องหันกลับมาดูให้ยากเลยว่าข้อความนั้นถูกส่งมาจากใคร เพราะในเวลาเช่นนี้ก็มีอยู่ไม่กี่บุคคลที่ควรจะติดต่อกลับมา หากแต่ว่าสัญชาติญาณในส่วนลึกกำลังตะโกนบอกเขาเสียว่าสิ่งที่อยู่ในหัวนั้นกำลังจะกลายเป็นความจริงเสีย ปลายลิ้นสากจึงได้ขยับดุนแก้มขาวอย่างเอาแต่ใจและพยายามยับยั้งความโกรธทั้งหลายแหล่ไว้ด้านในไม่ให้มันเข้าควบคุม พลางฝ่ามือทั้งสงข้างกลับกำหมัดแน่นเสียจนจากที่สีผิวเจ้าตัวนั้นซีดขาวอยู่แล้วตอนนี้ก็กลายเป็นว่าข้อกระดูกมันปูดขึ้นมาจนน่ากลัว ทว่ากลับไม่สามารถลดความร้อนรุ่มที่อยู่ด้านในแม้แต่น้อย

 

 

 

 

มันเป็นใครมีสิทธิ์มายุ่งกับของของเขา

 

มันเป็นใครถึงมาทำลายของของเขา!!

 

และไม่ว่าเป็นใครหน้าไหน

 

มันไม่มีทางได้ตายดีแน่

 

 

 

 

 

 

 

TBC…

#ร้อยนาทีของเซนต์

 

 

 

 

 

 

Talk:

แหะๆ ตอนมันสั้นๆเนอะ งงมั้ยทำไมเราลงวันนี้ เพราะเราหยุดเรียนหนึ่งวัน กี้ดๆๆ

มันจะกลายเป็นนิยายโรคจิตก็ตอนนี้แหละ //หรี่ตามอง ไปทายกันไปว่าคนในตอนท้ายคือใคร อย่าสับสนนะค้าบผมบอกไว้ก่อน //ยิ้มเจ้าเล่ห์

ว่าหน่องเซนต์ได้นะคะ แต่อย่าแรง น้องใจบาง อย่าลืมไปปั่นวิวให้เจ้าทีเร้กกะพี่ก้าเด้อ ไปละ แยกย้าย!

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

174 ความคิดเห็น

  1. #119 Nuttysnoopy (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 15:48
    ดีมากกก เรือหลักเค้าดีพคีสกันแล้วววว เรือจะบินจะใครก็ห้ามมาขวาง!!! สู้ๆๆ พวกเค้าจะต้องสู้ไปด้วยกันนนนนนะ !
    #119
    0
  2. #65 blossomfnk (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 00:48
    ใครแอบถ่ายยยยยย ใครสั่งมา
    #65
    0
  3. #64 0982529885 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 / 18:09
    มีผุ้ปองร้ายใช้หรือไม่
    #64
    0
  4. #63 vwe_vwa (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 / 17:00
    ตอนแรกก็สงสัยว่าน้องซื้อรองพื้นมาทำไม รองพื้นกับดินสอเขียนคิ้วใช้ปิดตัวเลขจริงตัวเองใช่มั้ยคะ ;_; ตอนนี้ตัวเลขไปเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ หวั่นๆแทนเลย 😭
    #63
    0
  5. #62 pmgot7 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 / 15:11
    ฮื่ออใครอะ กลัวเป็นพี่ชายนาที ตอนไรท์บอกผิวขาวซีดจะใช่มั๊ยอะรอลุ้นนไรท์
    #62
    0