Hundred and One [Timeverse] | Kookv (End)

ตอนที่ 14 : Chapter 11: Please don't cry

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 500
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    7 ก.ค. 63

 

 

“ไปตรงนู้นดีกว่าครับ”

 

เสียงเรียกทุ้มๆของคนเด็กกว่าดึงความสนใจของคนตัวเล็กที่เอาแต่ยืนจ้องของหวานน่ากินผ่านตู้กระจกให้ละสายตาออกหันตามอีกคนไป ฝ่ามือใหญ่กว่ายังคงกุมเอาไว้เพื่อเพิ่มความอบอุ่นตั้งแต่ที่พวกเขาเดินออกมาจากร้าน ความชื้นในอากาศและกลิ่นอายของฝนยังล่องลอยจางๆอยู่ไม่หายไปไหน เช่นเดียวกันกับแอ่งน้ำตามพื้นที่สะท้อนแสงจันทร์ของค่ำคืนให้เห็น

                

เซนต์หันลอบกลับมาคอยมองคนที่เดินล้าหลังอยู่หลายครั้ง พยายามรั้งให้เดินตามให้ทันก็ไม่เป็นผลเพราะเอาแต่สนใจสิ่งรอบข้าง จนในที่สุดกลับเป็นเขาเองที่ยอมชะลอความเร็วในการเดินลงมาให้เท่าอีกคน ก้มมองฝ่าเท้าทั้งสี่ที่ค่อยๆก้าวไปข้างหน้าพร้อมกันๆ มันกลับดูน่ารักไม่น้อยเสียเลย ก่อนจะกลับขึ้นมามองคนตัวเล็กด้านข้าง

                

ดวงตากลมโตเอาแต่กวาดสายตาไปรอบตัวตามซุ้มร้านค้าต่างๆ เขาเป็นคนพานาทีมาเดินตลาดกลางคืนต่อเองหลังจากบังเอิญเจอกันเข้าที่ห้างสรรพสินค้า และดูแล้วเจ้าตัวก็ไม่น่าจะได้มาที่แบบนี้สักเท่าไหร่ถึงได้เอาแต่มองนู่นมองนี่จนเขาเองกลายเป็นเพียงอากาศ ทว่าก็ถือว่าคุ้มมากนักที่ได้เห็นแววตารั้นและรอยยิ้มน่ารักนั่นอยู่หลายครั้ง 

               

ไฟสีเหลืองอุ่นๆจากหลอดไฟเล็กใหญ่ส่องแสงทอลงมาแต่ละมุมพร้อมกับกลิ่นคาวหวานของอาหารมากมายระรานตา เมื่อเดินชมจนอิ่มใจในระดับนึงแล้ว เซนต์จึงตัดสินใจเดินนำพาโซลเมทตัวเล็กของตนไปอีกสถานที่หนึ่ง ใช้เวลาไม่นานนัก ในที่สุดโดมกระจกใหญ่ก็ปรากฏขึ้นต่อหน้า รอยร้าวมากมายก่อตัวขึ้นจนคนเห็นแอบคิดว่ามันอาจจะพังทลายลงมาในสักวัน ในทีแรกเขาแอบสังเกตเห็นว่านาทีดูงงไปเล็กน้อยถึงได้แอบบยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ก็การกระทำนั้นน่าเอ็นดูน้อยที่ไหน

                

ประตูทางเข้าถูกผลักเข้าไปอย่างช้าๆ สภาพด้านในนั้นไม่ได้ดูเก่าอย่างข้างนอกหากกลับค่อนข้างสะอาดราวกับว่ามีคนคอยมาดูแลรักษามันอยู่เสมอ ท่าทางตื่นเต้นของคนตัวเล็กนั้นทำให้เซนต์เผลอยิ้มตามไปอย่าช่วยไม่ได้ ท้องฟ้ายามราตรีที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนผ่านกระจกใสมากมายเหนือหัวและแสงสว่างรำไรของดวงดาวทำให้ที่แห่งนี้สวยงามไม่น้อย นาทีทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ยาวกลางโถงกว้างข้างๆอีกคนก่อนจะเอาแต่เงยหน้าชมเชยความสวยงามด้านบนอยู่เช่นนั้น

 

“สวยจัง…”

“ใช่มั้ยล่ะครับ”

“เซนต์รู้จักที่แบบนี้ได้ยังไงกัน ดูไม่ค่อยมีคนมาเลย”

“ก็มันร้าง ใครจะมาใช้ก็ได้หนิ ไม่มีเจ้าที่แล้ว”

“เจ้าของที่มั้ยอ่ะบางที แต่ว่าร้างแบบนี้ ไม่มี…”

“กลัวอะไร มีผีจริงก็มีผมอยู่นี่ทั้งคน”

“คือจะช่วยเราปราบผี?”

“ป่าว เดี๋ยวผมวิ่งไปเรียกคนมาช่วยให้ก่อนเลย ฮ่าๆ”

 

เซนต์เลือกที่จะค่อยๆขยับมือเข้าไปกุมมือเล็กกว่าที่ท้าวแขนไว้กับก้าวอี้อยู่ ก่อนจะถือวิสาสะจับมันไว้แน่นอย่างไม่สนใจว่าอีกคนนั้นจะชักสีหน้าหรือรู้สึกเช่นไร ได้แต่ตีหน้ามึนเงยขึ้นมองผืนฟ้าสวยอยู่เช่นนั้น ผ่านไปสักพักทุกอย่างก็ตกลงสู่ความเงียบอีกครั้ง ทว่าความรู้สึกอบอุ่นที่ก่อตัวในอกเพราะฝ่ามือที่กระชับเข้าหากันนั้น ก็ทำให้นนาทีมั่นใจได้ว่ามันไม่ใชความเงียบที่อึดอัดมากนัก แม้จะรู้สึกเก้อเขินราวกับรักแรกอยู่บ้าง แต่ก็เป็นความสงบที่เขายินดีให้มันเป็นเช่นนี้

                

ปลายนิ้วสากลูบวนเบาๆจนคนตัวเล็กรู้สึกเคลิ้ม เหม่อลอยไปกับสายลมเย็นๆที่พัดเข้ามาจากทางประตูที่เปิดอ้าไว้ และแสงสลัวจากด้านนอกกำลังทำให้เขาผ่อนคลาย ละทิ้งเหตุผลทั้งปวงที่ก่อนหน้านี้ตีกันวุ่นอยู่ในหัว ยามที่มันโล่งว่างปล่าว ก็ไม่มีสิ่งใดมาขวาง รู้สึกตัวอีกทีน้ำหนักจากศรีษะอีกคนก็วางลงบนตักเล็กเสียแล้ว ดวงตาคู่สวยสบเข้าหาร่างสูงที่ได้แต่ทำตัวเป็นเด็กแม้ว่าแท้จริงแล้วจะเด็กกว่าเขาจริงๆก็ตาม ก่อนที่นิ้วเรียวจะยกขึ้นเล่นผมเส้นหนาอย่างเบามือ และยิ้มทรงสี่เหลี่ยมทรงน่ารักที่ส่งให้ครั้งแล้วครั้งเล่าไม่มีเบื่อ

 

“พี่ไม่เจ็บจริงๆหรอครับ บอกผมนะ ไม่อยากเห็นแก่ตัว”

“อื้อ ก็บอกแล้ว เซนต์ทำดีกับเรา เรามีความสุข เราจะเจ็บทำไม จริงมั้ย”

            

มันควรจะเป็นอย่างนั้นจริงๆใช่ไหม

 

“ครับ เชื่อแล้ว แล้วเลขพี่”

“อ่อ มันกลับมาคงที่แล้ว ไม่เป็นไร” ไม่ทันได้มองหาตัวเลขสองตำแหน่งที่ร่างอีกคน นาทีก็รีบตอบขึ้นมาอย่างทันควันพร้อมๆกับมือเล็กที่ยกขึ้นจับบริเวณคอตัวเองป้องไว้จนเซนต์แอบสังเกตพิรุธนั่น ทว่าเขาเลือกที่จะเชื่ออีกคนและเสพความสบายบนตักนิ่มต่อ

“เซนต์”

“ครับ”

“เซนต์…เปิดใจให้เราแล้วใช่มั้ย”

“…”

“…”

“อะไรกันครับ เรื่องแบบนี้ผมต้องเป็นควรถามหนิ”

“ก็ตอนนั้น-”

“ช่างเรื่องตอนนั้นเถอะครับ เราสนใจแค่ตอนนี้ก็พอ”

 

อ่า ฟังดูเห็นแก่ตัวดีนะ

แต่ไม่เป็นไร

อะไรที่เป็นเซนต์ เราก็พร้อมจะฟังและเชื่อมันหมดนั่นแหละ

 

“นั่นสินะ ขอบคุณนะ”         

“ขอบคุณอะไรครับ”

“ที่ทำให้เรามีความสุข แม้มันจะเป็นแค่ตอนนี้” ประโยคหลังนั้นนาทีตั้งใจเก็บมันไว้กับตัวโดยพูดออกไปเพียงเบาๆ ก่อนจะระบายยิ้มจางๆให้อีกคนเพื่อปกปิดความคิดฟุ้งซ่านข้างใน

“พี่มีความสุข ผมมีความสุข ก็วินวินละกันครับ”

 

ทำไมกันนะ 

อะไรที่เป็นคนคนนี้เขาถึงได้ไขว้เขวง่ายตลอดเลย

 

 

 

 

 

 

 

แก้วน้ำปั่นขนาดกลางถูกยื่นมาตรงหน้าก่อนที่คนตัวเล็กจะรับมันมาจากมืออีกคนและจ่อปลายหลอดเข้ากับปากทันที เซนต์ที่เพิ่งกลับมาจากการอาสาไปหาของว่างมาให้นั้นก็กลับมานั่งตามเดิม พร้อมๆกับขนมปังเนื้อนุ่มที่ถูกจับเข้าปากไปและไส้สังขยาที่แตกละลายอยู่ด้านในจนรสชาติหวานเคลือบไปทั่ว

            

คนเจ้าเล่ห์อย่างเซนต์แอบมองคนตัวเล็กซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำเช่นนั้นจนกระทั่งตนเองลืมตัวไปเสียแล้วว่ากำลังทำอะไรอยู่ ไม่ว่าจะเป็นโครงหน้ายามที่อีกคนจ้องมองมา หรือมุมข้างในเวลาที่ตั้งใจทำอะไรสักอย่าง และแม้กระทั่งเสี้ยวใบหน้ายามที่แสงจันทร์ทอลงมาตกกระทบผิวสีแทนเช่นนี้ มันก็ดูงดงามไปเสียหมด จนบางครั้งลึกๆแล้วเขาเองก็อยากจะเก็บภาพนี้ไว้เพียงผู้เดียว หากแต่ยังไม่มั่นใจพอนักที่จะทำเช่นนั้น

                

แชะ!

 

เสียงกดชัตเตอร์ดังขึ้นพังบรรยากาศเงียบสงัดระหว่างเขาทั้งคู่ เป็นเวลาเดียวกับที่เลนส์กล้องจับภาพนิ่งของอีกคนยามหันเข้ามาสบเข้ากันได้อย่างพอดิบพอดี ดวงตาเรียวคมจดจ้องมองคนตัวเล็กที่นั่งนิ่งด้วยความตกใจทว่าในเวลาเช่นนี้ก็ยังสวยราวกับรูปปั้นเทพีผ่านหน้าจอโทรศัพท์ของตน ก่อนจะค่อยๆลดมันลงเพื่อสบเข้ากับนัยต์ตาสวยอย่างตรงๆ พลันการกระทำก็ไปไวกว่าความคิดคว้าเอาคนตัวเล็กเข้าอ้อมกอดอุ่นของตน แรงดิ้นน้อยๆไม่ได้ทำให้เขาเห็นใจมากนัก หนำซ้ำยังออกแรงรัดให้แน่นขึ้นเป็นการกลั่นแกล้งจนอีกคนตวัดสายตาขึ้นมามอง ครั้นเห็นดังนั้นแล้วเซนต์ก็ยังไม่คิดจะปล่อยไปง่ายๆ ลอบก้มลงไปกดจูบหนักๆบนเนื้อย้วยๆของบนใบหน้าอีกคนจนยุบลงไป แล้วจึงผลักออกมาอย่างหน้าไม่อาย

 

“เดี๋ยวนี้ไม่ฟังเราแล้วรึไง ปล่อยเลย”

 

แทนที่จะทำตามคำสั่งอีกคน เซนต์กลับยิ่งรังแกคนในอ้อมกอดโดยการซุกหน้าเข้ากับไหล่เล็กก่อนจะออกแรงโยกนิดๆให้อีกคนคล้อยตาม ก่อนที่คนเจ้าเล่ห์จะเอื้อมมือไปเปิดเพลย์ลิสต์เพลงโปรดในสมาร์ทโฟนอย่างว่องไว ไม่ทันไรท่วงทำนองไพเราะสบายๆก็ดังขึ้นแทรกความเงียบ

 

 

‘You’re mine. And I want you to know it every second minute hour of the day.’

 

‘Can’t lie, I could picture being with you ‘til you take my last breath away’

 

 

เพียงเท่านั้นการกระทำทุกอย่างก็หยุดลง เสียงหายใจของกันและกันคลอไปตามจังหวะนุ่มทุ้มและเสียงสบายๆของผู้ร้อง นาทีปล่อยน้ำหนักลงบนตัวอีกคนจากที่ก่อนหน้านี้พยายามหลุดจากกอดนี้เสียก็ตาม เกยแก้มไว้บนไหล่กว้างเช่นเดียวกับที่อีกคนทำ และหลับตาพริ้มทำความเข้าใจกับเนื้อเพลงนั้นอย่างตั้งใจ 

 

 

‘So, give me all of you and I’ll give you all of me’

 

‘Never thought I’d find somebody, I’d do anything’

 

‘To keep you ‘round me a while now’

 

‘Keep you ‘round me a while’

 

‘Till I found you…’

 

 

 

 

สวิตซ์ไฟในห้องถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ไฟแต่ละดวงจะสว่างขึ้ทีละดวง ร่างสูงของชายหนุ่มเจ้าของห้องเดินเข้าไปด้วยความคุ้นชิน เวลาบนนาฬิกาผนังห้องชี้บอกเวลาสี่ทุ่มกว่าๆ เห็นดังนั้นเข้าก็ไม่รีรอตรงเข้าห้องน้ำทันทีหลังจากที่วันนี้ไปหลายที่มาเสียเหลือเกิน ไหนจะเสื้อเชิร์ตตัวดีเปียกน้ำฝนเสียอีก เสื้อผ้าชุดที่ใส่วันนี้ถูกจับโยนลงในตะกร้าก่อนที่เจ้าของร่างจะเดินเข้าไปอยู่ใต้ฝักบัว พร้อมกับสายน้ำอุ่นๆที่ไหลลงมาชะล้างร่างกำยำขาวอัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ กลิ่นหอมเย็นของสบู่เหลวถูกละเลงไปทั่วผิว ก่อนจะล้างมันออกอีกครั้ง จนในที่สุดเสื้อยืดตัวโคร่งและกางเกงขาสั้นธรรมดาก็ถูกจับสวมเป็นชุดนอน

                

ยามประตูบานใหญ่ของห้องน้ำถูกเปิดออก ไอน้ำขาวก็แผ่ลอยออกมาประทะกับความเย็นภายในห้องราวกับเขาเพิ่งออกมาจากซาวน่า ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กสีขาวยกขึ้นเช็ดหยดน้ำที่หลงเหลืออยู่เล็กน้อย จนเมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้น ร่างสูงก็กระโจนขึ้นตียงไปพร้อมกับสมร์ทโฟนเตรียมกดโทรออกหาใครบางคน

                

โครงหน้าเรียวและสันกรามคมเผยชัดขึ้นเมื่อแสงขาวสว่างวาบจากหน้าจอกระทบเข้ากับหน้ายามที่ไฟภายในห้องหลายดวงเริ่มหรี่ลงเตรียมเข้านอน ดวงตาคมจ้องมองเบอร์ที่ถูกเมมไว้เป็นหลักของเวลาสักพักก็ถูกกดออก พร้อมกับที่ยกขึ้นมันขึ้นแนบหู ไม่ทันไรอีกฝ่ายก็รับมัน

 

“เสร็จยังครับ”

(อื้อๆ เราเพิ่งออกมาจากห้องน้ำเลย)  

“วันนี้น่าเบื่อ ไม่ค่อยได้ทำอะไรเลย”

(ไม่นะ เราชอบ ไม่ต้องทำอะไรให้วุ่นวายก็ได้ บางทีความเงียบก็เป็นตัวช่วยที่ดีกว่าไหนๆเลย)

“อ่า ก็คงงั้น”

(เซนต์จะนอนรึยัง)

“รอนอนพร้อมพี่ดีกว่าครับ”

(เอางั้นก็ได้ งั้นรอแป๊ปนึงนะ เราใกล้เสร็จแล้ว) เสียงทุ้มติดหวานเล็ดลอดออกมาให้ได้ยินอย่างน่ารัก นุ่มทุ้มทว่าก็อ่อนน้อมในเวลาเดียวกัน 

(อึ้บ ขึ้นเตียงแล้ว พร้อมนอน!)

“ฮ่าๆ ครับ พร้อมนอนแล้วเหมือนกัน”

(เซนต์นอนดึกแบบนี้ตื่นไปทำงานไหวหรอ)       

“ระดับผมไหวอยู่แล้วครับ”

(ขี้โม้จริง)

 

คนตัวสูงลอบยิ้มเล็กๆยามที่ตนนั้นถูกตำหนิ ก่อนที่บทสนทาจะต่อเนื่องไปอย่างเรื่อยเปื่อยทว่าเขากลับชอบมัน น้ำหนักของศรีษะค่อยๆเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกับหนังตาขาวที่เริ่มตกลงมา สะลึมสะลือเอ่ยท่อยคำที่จับความไม่ค่อยได้ไปไม่ต่างจากปลายสายที่เสียงเริ่มลากยาวยาน จนเซนต์อดไม่ได้ที่จะขำออกมาเบาๆ เป็นเช่นนั้นไม่นานนัก ไฟในห้องทุกดวงก็ดับลงและสมาร์ทโฟนที่คาอยู่ในมือพร้อมลำโพงที่คอยเปล่งเสียงอีกคนออกมาเป็นพักๆ จนในที่ตอนท้ายสิ้นสุดของค่ำคืนนี้พวกเขาก็ตกเข้าสู่ห้วงนิทราไป…พร้อมกันๆ

 

 

 

 

 

 

 

7:49

            

คีย์การ์ดใบขาวถูกยกขึ้นแตะเครื่องสแกนบนประตูบานหนาสักพักประตูก็เปิดออกพร้อมกับร่างสูงที่เดินเข้ามาพร้อมของพลุงพลังเต็มมือ ถุงพลาสติกหลายตราจากซูปเปอร์มาร์เก็ตถูกวางขึ้นบนโต๊ะกินข้าวกลม ก่อนที่คนตัวขาวจะเดินไปจัดของสดเข้าตู้ให้เรียบร้อยด้วยความเคยตัว 

 

ไม่นานนักทุกอย่างก็เข้าที่ ไทม์ตัดสินใจเดินไปแง้มประตูห้องนอนของเจ้าน้องชายตัวเล็กเพื่อแอบดูเล็กน้อย และเมื่อพบว่าเจ้าของห้องนั้นยังคงนอนหลับปุ๋ยไม่รู้สึกตัวอยู่ ถึงได้เดินเข้าไปหา ดวงหน้าเล็กที่มีเพียงส่วนตาที่โผล่ขึ้นมาจากขอบผ้าห่มทำให้ไทม์อดเอ็นดูไม่ได้ คนตัวสูงทิ้งตัวนั่งลงที่ขอบเตียงก่อนจะใช้ปลายนิ้วเกลี่ยผมออก ทว่าเจ้าตัวก็ยังไม่รู้สึกตัว 

                

ไทม์หมายจะเดินลุกไปปิดผ้าม่านเมื่อที่เห็นแสงแยงเข้าตาน้อง ทว่าก่อนจะได้เดินไปถึงตัวผ้าม่าน เสียงกระทบกันของบางอย่างกลับดังขึ้นขัดเสียก่อน ดวงตาที่เรียวเล็กอยู่แล้วกลับหรี่ลงกว่าเดิมยามที่สมาร์ทโฟนของนาทีตกอยู่ข้างเตียงแทนที่จะอยู่บนโต๊ะหรือที่อื่นในเวลานี้ เขาจึงนึกแปลกใจแต่ไม่ได้คิดมานักและทำใจคิดเพียงว่าน้องอาจจะเพลียหลับไปขณะที่ยังเล่นอยู่ หากไม่ใช่เพราะหน้าจอมันประกดสายที่ยังไม่ได้วางมาตั้งแต่เมื่อคืน และรายชื่อที่ถูกบันทึกไว้นั้นคุ้นตาเสียเหลือเกิน คิ้วดกดำขมวดเข้าหากันจนเกือบเป็นปมก่อนที่เขาจะตัดสินใจเดินไปยังบอร์ดไม้เหนือโต๊ะทำงานในห้อง ยกหน้าจอทาบเข้ากับโพสต์อิทบนบอร์ดในครานั้นเองทุกอย่างถึงได้กระจ่าง แววตาอ่อนโยนผลันเปลี่ยนเป็นนิ่งทว่าแขงกร้าวทันทีที่เพิ่งตระหนักได้ว่าเกิดอะไรขึ้น เช่นนั้นแล้วสายก็ถูกวางไปโดยคนเป็นพี่ชายก่อนจะนำมันไปวางไว้ที่เดิม พร้อมกับเจ้าตัวที่เดินออกไปทันทีเตรียมมุ่งไปยังบริษัทเพื่อเข้าทำงาน

 

อาจเป็นเช่นนั้น หากเขาไม่ได้ได้ยินเสียงใครบางคนลอดออกมาก่อน

 

 

 

 

 

อาหารมื้อกลางวันสำหรับพวกเขาแล้วมักเป็นการผ่านเข้าสมรภูมิในการต่อสู้เพื่อข้าวกลางวันของตน ถึงกับเหงื่อไหลและเสียแรงกันไปเยอะทีเดียวกว่าจะแทรกตัวเข้าไปต่อแถวหน้าร้านได้ นอกจากจะเอาแต่ยืนมุงกันแล้วยังไม่ยอมเข้าแถวกันดีๆเสียอีก เป็นอย่างนึงเลยที่ฮีลคนนี้ไม่ถูกใจอย่างมาก

                

จานพลาสติกแข็งสีฟ้าอ่อนพร้อมกับข้าวราดแกงธรรมดาถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะไม้ใต้ร่มโต๊ะหนึ่งก่อนที่เจ้าของผมส้มจะนั่งลงมาด้วยท่าทีหงุดหงิด คิ้วก็ขยับเข้าหากัน ไหนจะริมฝีปากที่เอาแต่เบะไม่เป็นทรงอีก สองคนที่นั่งอยู่อย่างเซนต์และนนท์จึงได้ทำเพียงปลงกำการกระทำของเพื่อนที่เห็นบ่อยครั้งเสียไป

                

“แม่ง”

“…”

“…”

“พ่อง”

“…”

“…”

“อ้าวไอห่าพวกนี้ ต้องให้กูอันเชิญปู่ย่าตายายมาด้วยเลยมั้ยถึงจะถาม” หลังจากที่พยายามดึงความสนใจจากเพื่อนทั้งสองไม่เป็นผลแล้ว ฮีลจึงจำต้องควักเอาแผนสุดท้ายออกมาโดยการพูดมันออกมาโต้งๆเสียแม้ว่าอีกฝ่ายจะยังไม่เข้าใจว่าเขาต้องการจะสื่ออะไรก็ตาม

“ถามเชี่ยอะไร” เป็นนท์ที่เริ่มตามน้ำเขามา คนผมส้มจึงกระตุกยิ้มมุมปากไปให้

“ไอ้เวรฮีล ยิ้มทำแป๊ะแล้วไม่พูดวะ เสียเวลาทำมาหากิน”

“มึงมันไม่ใช่เพื่อนแท้ เพื่อนแท้เข้าต้องมองตาแล้วรู้ใจ ไหนเซนต์มึงลอง แต่ว่าไม่ต้องจะดีกว่า กูยังไม่อยากท้อง กูจะเก็บมันไว้ใช้กับคนที่รักเท่านั้น”

“ไอสัส กูคน ไม่ใช่ปลากัด! เพ้อเจ้อชิบหาย ชาตินี้อย่าได้มีเมียเลยไอห่า”

“โอโห พี่เซนต์แม่ง ทีด่ากูเนี่ยพูดยาวใหญ่”

“เดี๋ยวไอ้จัญไรฮีล มึงพูดเชี่ยไร อะไรใหญ่ๆยาวๆ”

“พี่มึง กูหมายถึงว่ามันพูดประโยคยาวใหญ่เลยมั้ยล่ะ”

“เนี่ยๆ มึงแม่งลามกจกกะปิ”

“เห้อ แดกข้าวไปเงียบๆไป”

 

คนที่มีสติหนึ่งเดียวของโต๊ะตัดสินใจเอ่ยขึ้นห้ามปรามทั้งรุ่นพี่และเพื่อนสนิทตนก่อนที่บทสนทนาระหว่างมื้อมันจะเลยเถิดไปมากกว่านี้เสียก่อน ต่างคนถึงได้ก้มหน้าก้มตาสนใจอาหารตรงหน้าของตน ทว่ายังไม่ทันจะได้กินไปมากกว่าเดิมเท่าไหร่นัก เงาปริศนาก็ล้มตัวลงนั่งข้างๆคนตัวสูง 

                

ดวงตาเรียวสวยราวกับเหยี่ยวละออกจากจานก่อนจะหันไปมองแล้วพบว่าเป็นหัวหน้าแผนกตนนั่นเองที่เป็นแขกคนใหม่ คนเด็กกว่าค้อมหัวให้เล็กน้อยเป็นการทักทายไม่ให้เสียมารยาท เช่นเดียวกับอีกสองคนที่เมื่อเห็นแล้วก็สะกิดไปตามๆกัน คนตัวขาวเห็นดังนั้นจึงได้พยักเพยิดให้กลับไปสนใจอาหารต่อ

                

“เฮียไม่กินวะ”

“กูแดกมาแล้ว เอาข้าวกล่องมา”

“แม่งคนคูลว่ะ พี่มึงดูไว้เป็นตัวอย่างนะ อย่าได้แต่ทำตัวไร้สาระ”

“กูไร้สาระ มึงก็ไร้สาระอีดอก”

“คำด่ากะเทยมากเลยค่ะตัว แต่ไม่เป็นไร สนใจมากเป็นป๋านนท์ของฮีลมั้ยคะ” คนผมส้มว่าพลางเขยิบตัวเข้าไปหารุ่นพี่ตัวสูงที่เอาแต่มองด้วยสายตาหวั่นๆ หวั่นในที่นี้ใช่หว่าหมายถึงหวั่นไหว หากแต่มันเป็นการแสดงความหวาดกลัวผ่านทางแววตาเสียต่างหาก ทว่าอาจเป็นนท์ที่รู้สึกตัวช้าไป ไม่ทันไรหัวส้มๆของรุ่นน้องก็ละเลงลงมาบนแขนแกร่งเสียแล้ว เห็นดังนั้นสติก็ไม่อยู่กับตัวอีกต่อไป ใช้แรงทั้งหมดที่มีที่เขาคาดว่าน่าจะจัดการไอรุ่นน้องประสาดแดกนี้ได้ ก่อนจะยันขายาวๆเข้ากระทแกใส่สีข้างเต็มแรงจนอีกคนกลิ้งตกพื้น

 

ปั้ก!

 

“ไอ้ห่าพี่นนท์!!! แม่งเจ็บนะเว่ย”

“ใครใช้ให้มึงมาเล่นกูก่อน”   

“ก็เล่นไง พี่แม่ง ไม่ต้องมาคุยกับผมเลยนะ ขึ้นไปเลื่อนโต๊ะทำงานออกไปไกลๆด้วย”

“เอ้า ทำงอนว่ะ”

“เออ!!”

 

คนในกลุ่มที่เหลือทั้งสองได้แต่เสมองเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างงงๆด้วยสายตาเอือมระอา ก่อนที่เซนต์จะเลิกสนใจและนำสมาร์ทโฟนขึ้นมาเลื่อนดูข่าว แต่ก็กลับต้องผิดหวัง เมื่อแบตเตอร์รี่ที่มีอยู่นั้นเหลือไม่ถึงครึ่งเพราะการโทรเมื่อคืน คนตัวสูงจึงได้แต่นั่งหัวเสียมองนู่นมองนี่ฆ่าเวลาไปเรื่อย โดยไม่รู้ตัวเลยว่าการกระทำลับๆล่อๆของตนนั้นกำลังถูกสังเกตอยู่

 

แบตหมดหรอ

“ครับ ผมลืมชาร์ตก่อนออกมา เมื่อเช้าก็ไม่ได้จับเลยลืม”

“อ่า ทำงานดึกสินะ โทรคุยงานบ่อยแน่เลย

“ไม่หรอกครับ”

“…”

เพิ่งได้โทรยาวๆเมื่อคืน” 

 

พูดจบเซนต์ก็รวบรวมความกล้าหันไปสบตากับคู่สนทนาจังๆ ก่อนจะสัมผัสได้เพียงความเย็นชาผ่านสายตานิ่งๆของอีกคนเท่านั้น คนเด็กกว่าจ้องลึกเข้าไปพยายามค้นหาข้อเท็จจริงผ่านคำพูด เขาเคยตั้งข้อสงสัยมาแต่ไหนแต่ไรแล้วแต่ก็ไม่เคยกล้าถามออกไปเสียที ดูเหมือนว่าคราวนี้เซนต์คงต้องลองเสี่ยงดูหน่อยเสียแล้ว

 

คุณไทม์ มีน้องหรือเปล่าครับ

“หืม มีสิ หวงมากด้วย รู้ได้ยังไงกัน”

“นั่นสิครับ เป็นใครก็ต้องหวงน้องอยู่แล้ว ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่คุณทำเหมือนเล่นกับเด็กรุ่นพวกผมเป็น น่าแปลกใจดีครับ เลยเดาว่าคงมีพี่น้อง”

“มันดูออกขนาดนั้นเลยรึไง แต่ก็นะ เรียกพี่เถอะ

“ครับ?”

บางทีมันอาจจะทำให้อะไรๆง่ายขึ้น

 

สงครามสายตาจบลงไปยามที่เพื่อนร่วมโต๊ะอีกสองคนกลับมาตั้งสติแล้วหยุดทะเลาะกันได้ หลังจากมื้อเที่ยงเสร็จเรียบร้อยไป พวกเขาก็แยกย้ายกลับไปทำงานของตน คนตัวสูงในตำแหน่งใหญ่กว่าเพื่อนละออกมาก่อจะเดินตรงตามแยกไปอีกทางเพื่อเข้าห้อง ร่างสูงกลับมานั่งบนเก้าอี้หรูอีกครั้งก่อนจะนั่งทวนคำพูดหาจุดอ่อนของอีกคนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่าความจริงจะกระจ่างอยู่ตรงหน้าแท้ๆแล้วก็ตามแต่

 

 

สุดท้าย โซลเมทเขาก็เป็นน้องชายของเจ้านายมาดขรึมคนนี้เสียนี่เอง

            

คงได้เล่นของสูงกันเร็วๆนี้:)

 

 

 

 

เสียงนิ้วประแทกแป้นคีย์บอร์ดไม่กี่ครั้งสุดท้ายมือแกร่งก็ถึงคราละมันออก เสมองยังหน้าต่างบานใหญ่กว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่ดวงตะวันกำลังจะลับขอบฟ้าไปเสียแล้ว เห็นดังนั้นเจ้าของห้องก็ได้แต่ถอนหายใจกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นเก็บของให้เรียบร้อยเตรียมกลับหลังจากที่งานกองใหญ่เพิ่งได้สะสางไป อีกไม่กี่วันข้างหน้ากูถึงวันถ่ายจริงเสียแล้ว เช่นนี้เขาคงต้องได้ยุ่งอีกแน่

                

เสื้อสูทสีกรมถูกจับขึ้นพาดกับแขนก่อนที่กระเป๋าและสัมพาระต่างๆจะถูกสะพายพร้อมกับเจ้าตัวที่เดินออกจากห้องไป เอ่ยลาพนักงานในแผนกตนๆเล็กน้อยก็มุ่งไปยังลานจอดรถของตุกทันที ห้องแชทกลุ่มถูกเปิดขึ้นอ่านถึงได้รู้ว่าทั้งรุ่นพี่และเพื่อนสนิทนั้นต่างก็พากันกลับไปเสียแล้ว มีแต่เขาที่เอาแต่วุ่นจะเคลียร์งานให้เสร็จ ไม่เช่นนั้นหากปล่อยมันทิ้งไว้ ยังไงคืนนี้ก็หลับไม่เสียแน่

                

ประตูรถหรูเปิดออกยามร่างสูงย่างกายเข้าไปนั่ง ก่อนที่เสียงเครื่องยนต์จะดังขึ้น พร้อมกับสี่ล้อที่พายานพาหนะเคลื่อนออกจากที่ ขับไปเรื่อยตามทางราบไร้จราจรติดขัดบนถนนเส้นเดิมๆ ไปยังตุดหมายเดิมๆด้วยความคุ้นชิน คนตัวสูงแอบเหลือบมามองถุงขนาดเล็กที่วางไว้เบาะข้างๆเล็กน้อยก่อนจะระบายยิ้มจางๆกับตัวเอง ใช้เวลาไม่นานอย่างเช่นเคยนั้น รถก็จอดลงฝั่งตรงข้ามร้านขนาดเล็กเช่นเดิม

               

มันกลายเป็นกิจวัตรของเขาไปเสียแล้ว การได้นั่งคิดหาของนำมันมาฝากเพื่อให้ใครอีกคนนั้นกลายเป็นนิสัยนึงที่เขาต้องทำมันเป็นประจำ หากแต่ก็แปรผลันตามคนด้วย เพราะหากไม่ใช่คนคนี้ เขาเองก็ไม่รู้จะฝากของให้ใครอีกเหมือนกัน

 

เพราะก็ไม่มีใครเหมือนคนนี้อีกแล้ว

 

ถุงน้ำตาลใบเล็กถูกยื่นให้พนักงานที่เคาน์เตอร์พร้อมกับเครื่องลางเล็กๆ เพราะนอกเหนือจากนี้เขาก็ไม่แน่ใจแล้วว่าควรจะเอาอะไรมาให้ ทว่าใยนามที่ของกำลังจะถูกส่งต่อให้พนักงานร้านๆ จู่เซนต์ก็ชะงักไป ก่อนที่รอยยิ้มมุมปากและสายตาเจ้าเล่ห์จะปรากฏขึ้น

                

“วันนี้ผมเอาไปให้เขาเองดีกว่าครับ แล้วก็ขอเป็นชาเขียวเย็นแก้งนึงครับ”

“อ่อ ค่ะๆ”

 

ไม่ถึงห้านาที แก้วชาเขียวเย็นก็ถูกส่งถึงมือลูกค้า คนตัวสูงถึงได้เดินออกจากร้านไปยังรถของตนที่จอดเทียบอยู่อีกฝั่ง ขับเคลื่อนออกอีกครั้งไปยังร้านอาหารในเขตรั้วมหาลัยที่ทำงานของอีกคน ใช่ว่าเขาจะรู้ว่าวันไหนบ้างที่คนตัวเล็กขึ้นร้องเพลง แต่ไม่ว่าอย่างไรการได้ไปดูด้วยตาตัวเองถึงที่ก็ไม่ได้เสียเวลานัก แม้ว่าแท้ที่จริงแล้วเจ้าตัวอาจจะไม่ได้ไปเลยก็เป็นได้

                

เวลาล่วงเลยผ่านไปจนแสงสีส้มลับหายไปจากขอบฟ้า แทนที่ด้วยดวงจันทรายามราตรี คืนนี้ไม่ได้เห็นดวงดาวชัดอย่างคืนก่อนๆ ทว่าเขาก็พอใจที่อย่างน้อยคืนก่อนหน้านี้ท้องฟ้ายังเป็นใจปรากฏดวงดาราให้เห็น 

           

ยามที่แสงหลากสีๆสลัวๆสอดส่องเข้ามาผ่านหน้าต่าง รถคันหรูก็เลี้ยวเข้าไปจอดยังลานหิน ก่อนที่เจ้าของจะเดินลงมากพร้อมกับถุงใบเล็กๆ มือแกร่งยกขึ้นเสยเส้นผมที่ลงมาปิดหน้าเล็กน้อย ในเวลานอกงานแบบนี้ไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องทรงผมอีกต่อไป ถึงแม้ว่าบางครั้งในเวลางานเขาก็ยังลืมตัวบ้างก็ตาม แต่ที่พยายามทำตัวให้อยู่ในระเบียบทั้งหมดทั้งปวงนั้น ก็เพียงเพราะต้องการให้คนอื่นๆเคารพและรู้จุดยืนของตนในที่ทำงานก็เท่านั้น

 

เรียกง่ายๆคนอย่างเซนต์ก็แค่เก๊กให้ดูดีเท่านั้นแหละ

 

นาฬิกาเรือนเล็กบนข้อมือหนาชี้เวลาไปที่เลขสาม เห็นดังนั้นคนเจ้าเล่ห์ก็ไม่รีรอเดินเข้าไปยังร้านที่มักจะเต็มไปด้วยลูกค้าอยู่เสมอเช่นเดียวกับวันนี้ ใช้ดวงตาคมของตนกวาดสายตาไปทั่วหาร่างเล็กของคนเป็นโซลเมท ทว่ากลับต้องผิดหวังเมื่อไม่พบวี่แววใดๆเลย เกรงว่าในวันนี้เขาอาจจะคาดการณ์ผิดไปเล็กน้อย จึงตัดสินใจรออีกสักหน่อย 

                

เมื่อยังไม่สามารถติดต่ออีกคนได้ไม่ว่าจะโทรหรือแม้กระทั่งส่งข้อความหาก็แล้วเซนต์จึงตัดสินใจเตรียมกลับไป ทว่าจู่ๆความวุ่นวายบางอย่างในร้านก็กิอตัวขึ้น ก่อนที่ผู้คนจะไปชุลมุนกันอยู่ส่วนนึงของร้าน ในทีแรกนั้นเขาตั้งใจจะไม่สนใจหากไม่ใช่เพราะน้ำเสียงสั่นคลอคุ้นหูดังขึ้นเสียก่อน

            

ขายาวๆพาเจ้าของร่างสูงตรงดิ่งฝ่าผู้คนเข้าไปทันที ก่อนจะพบว่าใจกลางความชุลมุนนั้นอยู่ที่ไหน เสียงกดชัตเตอร์มากมายดังขึ้นและวีดีโอที่ถูกถ่ายเพื่อนำมันไปเผยแพร่บนโลกโซเชี่ยลอย่างที่คนมักทำกัน เห็นดังนั้นเซนต์ก็หงุดหงิดไม่น้อย ทว่ากว่าจะได้ทำอะไร ภาพขัดหูขัดตาของคนตรงหน้าก็ทำเขาอารมณ์ขึ้นเสียแล้ว

 

 

 

 

 

นาทีพยายามหลบหลีกสายตาหื่นกระหายจากลูกค้าตัวใหญ่ที่พุ่งเข้ามารั้งตัวเขาทันทีตั้งแต่ได้ก้าวลงจากเวที คนตัวเล็กที่พยายามเบี่ยงหนีเช่นไรก็กลับไม่เป็นผลจนกระทั่งมันลามใหญ่โตจนคนเกือบทั้งร้านต้องมากรูรวมกันเช่นนี้ และพี่เรนเจ้าของร้านที่อยู่ๆก็หายไป ทำให้เขาต้องเผชิญปัญหาอยู่ตัวคนเดียว

                

แขนแกร่งรัดเข้าที่เอวเล็กก่อนจะออกแรงรั้งให้ตามไปทว่าคนตัวเล็กก็ยังดิ้นสุดชีวิต ร้องขอให้อีกคนยอมปล่อย ทว่าการกระทำนั้นกลับทำให้เขาเองต้องผิดหวังที่จู่ใบหน้าใหญ่ของอีกคนก็โน้มลงมาหมายจะจูบมือเล็กที่ว่างอยู่จึงไม่ทันได้ระวังตวัดขึ้นไปดันใบหน้านั้นออก สีหน้าของใครคนนั้นก็แข็งกร้าวขึ้นทันที ต่างกับเขาที่ตอนนี้ ดวงตาสีสวยสั่นไหวไปด้วยความหวาดหลัวและถูกบดบังการมองเห็นจางๆด้วยม่านน้ำตาที่ก่อตัวขึ้นมาคลออยู่เสียแล้ว

 

“ป…ปล่อยเถอะครับ อึก”

“อย่าดิ้นสิคนสวย มากับพี่ยอมเป็นเด็กดีก็จบเรื่องแล้ว”

 

กลิ่นแอลกอฮอลล์จางๆที่ลอยมาแตะจมูกรั้นนั้นทำให้นาทีเริ่มเข้าใจว่าเพราะอะไรที่เขากำลังโดนกระทำเช่นนี้ เสียงสะอึกดังขึ้นยามที่การหายใจเริ่มขัดข้องและหัวใจดวงเล็กที่กระหน่ำเต้นไม่เป็นจังหวะ

 

ใครก็ได้ช่วยด้วย…ช่วยด้วย

ข้อร้อง…

 

หนังตาบางค่อยปิดลงมาพร้อมกับสายน้ำตาที่เอ่อล้นลงมารดรินดวงหน้าสวย เขาสัมผัสได้ถึงลมหายใจน่ารังเกียจของอีกคน ทว่าในเวลาเช่นนี้กลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรงใดๆเสียแล้ว ขาที่สั่นเทาทั้งสองข้างไม่นานนักก็ทรุดตัวลงกับพื้นไร้แรงขัดขืนเช่นเดียวกับอีกคนที่ก้มตามลงมาด้วยความมึนเมา ได้แต่ภาวนาให้ถูกช่วยเหลือก่อนที่มันจะสายเกินไป

                

แม้แต่แสงไฟอุ่นๆจากเพดาน ณ ตอนนี้ก็ไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้อีกต่อไป นาทีไม่รู้สึกตัวอีกแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทว่าในยามที่ทุกอย่างใกล้สิ้นหวัง ใครบางคนก็เดินเข้ามาบังแสงเจิดจ้าที่เอาแต่แยงตาเขาไว้ ไม่เห็นแม้แต่ใบหน้า แต่เพราะแขนแร่งใต้เสื้อเชิร์ตบางนั้นประคองเขาขึ้นมา น้ำตาห่าใหญ่ก็ไหลรินอีกครั้ง

 

“มึงเป็นใควะ! ปล่อยเมียกูสิวะ!”

“กล้าพูดนะครับ กลับไปหาคนที่เขาโง่ยอมคุณเถอะ คนนี้เขาไม่สมควรไปคลุกคลีอยู่กับกองขยะเน่าๆหรอก”

 

คนตัวสูงที่พยายามรั้งให้นาทีเดินตามเมื่อเห็นว่าเจ้าตัวนั้นจิตใจยังไม่สงบมากนักจึงได้ช้อนคนตัวเล็กขึ้นก่อนจะเดินพาไปยังรถของตน พร้อมกับศรีษะเล็กที่เซเข้าหาไหล่กว้างหาที่พักพิง

                

ประตูถูกเปิดออกและปิดให้เรียบร้อยเมื่อคนทั้งสองเข้าไปนั่ง เซนต์ไม่ได้ให้นาทีไปนั่งอีกเบาะ หากแต่ยังคงโอบกอดคนตัวเล็กไว้เช่นนั้นไม่คลายออก ใช้มือข้างหนึ่งลูบปลอบประโลมเบาๆ

 

“ชู่วว ไม่เป็นไรแล้วครับคนเก่ง”

“ฮื่ออ อึก ซ…เซนต์” ทันทีที่ได้ยินเสียงอีกคนนาทีก็ผละออกมามองโครงหน้าที่เขาลอบนึกถึง สองมือที่ยังคงสั่นอยู่นั้นยกขึ้นสัมผัสอีกคนก่อนจะเป็นคนเด็กกว่าเสียเองที่ดันเขากลับเข้าสู่อ้อมกอด

“ฮึก ฮื่อออ เซนต์จริงๆใช่มั้ย”

“ครับ ผมเอง อย่าร้องเลยนะครับ สั่นเป็นลูกนกแล้ว” สองแขนกระชับให้แน่นขึ้นยามอีกคนมุดตัวเข้าหาความอบอุ่น หากไม่ได้เซนต์จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้นเขาเองก็ไม่กล้าจินตาการเสียเหมือนกัน

                

 

 

 

 

 

 

TBC…

#ร้อยนาทีของเซนต์

 

 

 

 

 

 

Talk:

แหะๆ สวัสดีค่ะ วันนี้รู้สึกมาดึก เนื้อเรื่องมันงงมั้ย ไรท์ปั่นการบ้านแล้วเบลอมาก นี่ก็รีบปั่นให้แลว้นะ เห็นมั้ยว่าเซนต์เขาก็รักในแบบของเขา แต่กับพี่ไทม์นี่ซ่าได้เรื่องอยู่นา มีการเขม่นกันด้วยอ่ะ มันรว้ายๆแบบนี้ 555 อย่าถือสาหากคุณอ่านไม่เข้าใจ ฉันที่เป็นคนแต่งคือหัวหมุนแล้ว ตอนนี้ค่อนข้างเป็นตอนเอาใจคู่หลักอ่ะ นางไม่ค่อยได้มีโมเม้นต์กัน ไรท์จัดให้ เป็นไง จะพยายามมาต่อตอนต่อไปให้นะคะ ถ้าไม่ยุ่งเกินไป นั่นแหละ เป็นกำลังใจให้ไรท์กดเลข 5                      บะบรัยยย

 

            

 

 

 

            

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

174 ความคิดเห็น

  1. #118 Nuttysnoopy (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 14:58
    พอแล้วว นาที เจอเรื่องเจ้บปวดพอแล้วววว สงสารรน้อนนน
    #118
    0
  2. #61 Beampkp (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2563 / 19:18
    น้องยังคิดว่าที่เซนต์เห็นแก่ตัวเลย นั่นสินะ แต่น้องก็ยอมให้เค้าตลอดเลย รอนะคะ
    #61
    0
  3. #60 blossomfnk (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2563 / 13:37
    น้องนาทีของพี่🥺 โอ๋ๆนะ
    #60
    0
  4. #59 Pon_jjj2610 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 01:38
    เกือบไปแล้วเจ้านาที โอ๋ๆนะลูก
    #59
    0
  5. #58 0863538696 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 00:24
    สู้ๆค้าาาาา
    #58
    0
  6. #57 valkyrie-0810529 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 23:41
    งงนิดนึง ว่าทำไมนาทียังเจ็บอยู่ในเมื่อเซนต์ก็ดีกับนาทีอ่ะค่ะ หรือเป็นเพราะพูดออกไปแล้วว่าไม่เอา ก็จะต้องถอนคำพูดด้วยรึเปล่า
    #57
    1
    • #57-1 heli_ophilia(จากตอนที่ 14)
      22 พฤษภาคม 2563 / 23:44
      ทุกอย่างจะกระจ่างเมื่อถึงเวลาของมัน...
      #57-1
  7. #56 pmgot7 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 22:10
    พี่ไทม์ก้หวงน้อง เซนต์ก้มีใจให้ โอ้ยยใครก้รักอยากเป็นนาทีโว้ยยย
    #56
    1
    • #56-1 heli_ophilia(จากตอนที่ 14)
      22 พฤษภาคม 2563 / 22:33
      อ่ยยยย 5555 เอ็นดูเทออ่ะ
      #56-1