Hundred and One [Timeverse] | Kookv (End)

ตอนที่ 12 : Chapter 10: Found You

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 526
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 45 ครั้ง
    7 ก.ค. 63

 

 

หลังจากที่ดวงตะวันขึ้นและลับขอบฟ้าไปหลายครั้ง ในที่สุดฝ่าเท้าเล็กก็ได้ก้าวออกจากตึกสูงคุ้นตาเสียที ขอบฟ้าสีสวยเหนือหัวนั้นยังคงสว่างสดใสอย่างในทุกวัน มือเรียวเล็กยกขึ้นกระชับเสื้อคลุมผ้าไหมสีอ่อนของตนเล็กน้อยก่อนที่แรงหนักๆบางอย่างจะวางลงบนไหล่

 

“วันหลังเลิกผลาญเงินเข้าโรงบาลฯได้แล้วนะ เอาไปทำอย่างอื่นจะไม่ว่าเลย”

“น้องอยากเข้ามานอนแย่แหละ”

“ใครจะไปรู้ เราอาจจะติดใจเตียงโรงบาลฯก็ได้”

“พี่ไทม์!”

“ฮ่าๆ ไปๆรถมาแล้ว”

 

ใช้เวลาในการรอไม่นานนัก ยานพาหนะสี่ล้อก็เคลื่อนมาจอดตรงหน้า และทันทีที่หน้าต่างฝั่งคนขับนั้นลดลง ใบหน้าคุ้นตาทว่ากลับนึกไม่ออกของใครบางคนก็ปรากฏต่อหน้า สีผมสีส้มเด่นที่สะดุดตานั้นทำให้นาทีอึ้งไปสักพัก จนเริ่มไม่มั่นใจนักว่าคนคนนี้คือเพื่อนสมัยเรียนของพี่ชายตามที่เจ้าตัวบอก บุคคลที่ทำหน้าที่เป็นสารถีชั่วคราวส่งยิ้มสดใสกลับมาให้จนตาปิดหยี จนคนที่มองอยู่อดจะยิ้มตามไม่ได้ หากไม่นับไทม์

 

“ขึ้นมาเลยค้าบบบ”

“พี่ไทม์ นี่เพื่อนพี่ไทม์หรอ”เสียงกระซิบเล็กๆเอ่ยขึ้นข้างหูในขณะที่ร่างของคนเป็นพี่กำลังจะเอื้อมไปเปิดประตูให้ ทว่าสายตาที่มองกลับมานั้นก็ทำให้นาทีเบาใจไปได้ในระดับหนึ่งว่าคนคนนี้ไว้ใจได้ ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินขึ้นรถตามพี่ชายไป

“สวัสดีครับ”เอ่ยทักทายพร้อมกับสองมือเล็กที่ยกขึ้นประกบกันเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท สำหรับเขาแล้วใครที่ยังไม่ได้สนิทกันมากนัก ต้องทำการงัดความเรียบร้อยออกมาจากตัวเสียก่อน และหากหลังจากนั้นสนิทกันในระดับนึงแล้ว จะได้รับชื่อเรียกสุดพิเศษไปจากเขา เหมือนอย่างที่ฝุ่นได้ฉายาอยู่ตอนนี้

 

จะว่าไปแล้ว พี่คนนี้ก็…มีแววเป็นม้าอยู่

อืม…ไว้ถ้าสนิทกันแล้ว

จะเรียกว่าโพนี่ละกัน:)

 

 

“น้องนาทีครับ ทำไมมองพี่แบบนั้นล่ะ รู้นะครับว่าหล่อ แต่ไม่ต้องถึงกับจ้องกันขนาดนี้ก็ได้”

“ไอสัส ขับรถเงียบๆไป”

“โถ่ เฮียก็”

“พี่โพนี่ชื่-เอ้ยๆ พี่ชื่ออะไรหรอครับ”เอาแล้วไง…เผลอตัวไปเรียกฉายาก่อนสนิทกันซะงั้น

“น้อนนน พี่ไม่ใช่โพนี่ลูก พี่ชื่อฮีลครับ เป็นไงแค่ชื่อก็หล่อแล้วสนใจให้พี่ไปฮีลหัวใจน้องมั้ยครับ”

“เอ่อ…”

“เลิกเต๊าะน้องกูไอหน้าม้า”

“รุนแรง!!!”

 

เมื่อเริ่มปรับตัวให้เข้ากับรุ่นพี่ผมส้มได้สักพัก คนตัวเล็กก็ตัดสินใจทิ้งน้ำหนักของหัวไว้กับหน้าต่างรถ เนื่องจากพี่ชายของตนเลือกที่จะนั่งด้านนห้ากับรุ่นน้องแล้ว นาทีก็หมดหนทางในการหาที่พักพิง จะให้นอนราบลงไปกับเบาะก็ยังไงอยู่ กระจกบานใสจึงเป็นตัวเลือกสุดท้ายของเขา

 

ทว่าเพียงไม่กี่นาทีต่อมา สายตาคมเรียวของคนเป็นพี่ที่หันกลับมาตรวจความเรียบร้อยของน้องก็ต้องพบว่าคนไข้ที่เพิ่งได้ออกจากโรงพยาบาลมาหมาดๆสลบลงไปนอนกับเบาะทั้งสามเสียแล้ว พร้อมกับนอยยิ้มจางๆที่ระบายออกมาด้วยความเอ็นดู ก่อนจะหันกลับไปสนใจทางด้านหน้าต่อ

 

“เอ้อ เฮีย”

“ไร”

น้องเจอโซลเมทตัวเองแล้วหรอวะ

“รู้ได้ไง กูว่ากูไม่เคยพูด”

“ก็ใช่ แต่ผมเห็นเลขที่คอไง ทำไมไม่ใช่ห้าสิบวะ” ว่าพลางยกปลายนิ้วแตะเข้าที่คอตัวเองสองสามทีเป็นการบอกตำแหน่ง

“ยุ่งเชี่ยอะไรกับคอน้องกู”

“เอ้า เผลอเห็น ไหนๆแล้วก็ตอบคำถามผมด้วยดิ”

“เสือก เรื่องในครอบครัวอย่ายุ่ง”

“โหห เศร้าแล้วนะ รู้จักกันมาตั้งกี่ปีมันไม่สำคัญสินะ ไม่ใช่ครอบครัวเดียวกันหนิ”

“…”

“…”

“น้องกูโดนเมทปฏิเสธ”

“อ่าวพี่รับผมเป็นคนในครอบครัวแล้วหรอ”

“สัส เดี๋ยวกูตัดคอไปขายซะเลย กวนให้มันน้อยๆหน่อย”

“หยอกก แต่น่าสงสารอยู่นะ โคตรเสียความรู้สึก ยังไม่ทันได้รู้จักกันก็ทางตันแล้ว คนแบบนี้ไม่ควรมีชีวิตอยู่บนโลกเลย ว่าแล้วก็อยากฆ่าไอเซนต์มัน”

“เกี่ยวไรกับเซนต์”

“อ่าวพี่ไม่รู้หรอ มันก็ปฏิเสธเมทมาเหมือนกัน ตอนนี้เลขก็ลดเหมือนกับน้องด้วย

 

เพียงเท่านั้นทั้งรถก็ตกอยู่ในความเงียบ ราวกับประโยคที่เพิ่งหลุดพูดออกมานั้นไปกระตุกอะไรสักอย่างจนคนที่ไม่ได้หลุดไปอยู่ในห้วงนิทราอย่างไทม์และฮีลนั้นต้องหยุดและมองหน้ากัน ทว่ากลับเป็นไทม์ที่เลือกจะเบี่ยงหนีก่อน หาใช่เพราะเขาหลบสายตาหรืออะไร หากแต่เป็นเพราะสัญชาตญาณของความรู้สกึบางอย่างที่จู่ๆก็ตีขึ้นอกมาเสียดื้อๆ ลูกแก้วสีหม่นผละออกไปสำรวจสภาพอากาศนอกหน้าต่าง ทั้งๆที่ในหัวนั้นมีแต่ความคิดฟุ้งซ่านเสียไปหมด

 

“ฮ่าๆๆ บังเอิญจังเนาะ ผมว่านะคงเป็นสาวที่ไหนสักคนแหละ โลกไม่กลมอะไรขนาดนั้นหรอกเฮีย ทุกวันนี้ที่เราเดินอยู่มันแบนจะตาย ฮ่าๆ”

“มึงก็รู้ เซนต์มันไม่สนผู้หญิง”

“เห้ยเฮีย เดี๋ยวนี้มันเลิกงานเร็วจะตาย มีแฟนแล้วมั้งป่านเนี้ย อีกอย่างสถานะตอนนี้ของน้องพี่ก็ไม่ค่อยดีใช่มั้ยล่ะ ไม่ใช่คนเดียวกันหรอก

“อืม คงงั้น แต่วันนี้กูคงต้องสำรวจห้องน้องหน่อยแล้ว

 

 

 

 

ประตูห้องนอนบานใหญ่ถูกเปิดอีกครั้งพร้อมกับสิ่งของคุ้นเคยที่วางอยู่ตามมุมต่างๆของห้อง เช่นเดียวกับห้องน้ำที่กลับคืนสู่สภาพปกติ ทีแรกแล้วนาทีเองก็กลัวว่าคราบของเมื่ออาทิตย์ที่แล้วจะต้องติดหนึบจนล้างไม่ออกเสียแน่ ทว่ากลับต้องแปลกใจเมื่อพื้นกระเบื้องเคลือบกลับสะอาดเอี่ยมไร้ร่องรอยใดๆอยู่

 

“อืม ห้องสะอาดดีหนิ”

“เห้ย! พี่ไทม์ ทำไมยังยืนอยู่นี่ กลับไปได้แล้ว มีงานต้องทำไม่ใช่รึไง” เสียงทุ้มติดหวานประท้วงวขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อจู่พี่ชายที่ควรจะต้องกำลังเดินทางกลับบริษัทหลังจากที่อำลากันเมื่อครู่พร้อมกับเพื่อนหัวส้มกลับมายืนสำรวจห้องเขาอยู่เช่นนี้ รอยยิ้มเข้าเล่ห์บนใบหน้าขาวซีดของคนเป็นพี่ทำให้เขานึกอยากจะมุดแผ่นดีตั้งแต่ตอนนี้เสีย

“จ้องน้องทำไม อย่ามาทำหน้าแบบนั้นนะพี่ไทม์ ฟ้องแม่จริงๆด้วย”

“พูดเหมือนพี่ทำหน้าหื่นใส่”

“ไม่ พี่ไทม์ชอบทำหน้าเหมือนจะเค้นน้อง ไม่ชอบ”

“ไม่มีอะไรก็อย่าร้อนตัวดิเด็กหายแล้วซ่าว่ะคนเรา”

 

และมันก็ไม่เป็นผลเมื่อนาทีพยายามจะถ่วงเวลาของพี่ชายตัวดีเอาไว้ ไม่ทันไรมือขาวๆที่พยุงเขาเดินมาแต่เล็กก็เริ่มค้นของไปทั่ว เริ่มจากโต๊ะวางแจกันที่ใกล้ประตูมากที่สุด ก่อนจะค่อยๆลามมาจนถึงโต๊ะทำงาน ถึงตรงนี้คนตัวเล็กก็มีท่าทีกระอึกกระอักเล็กน้อย มันจะไม่เป็นอะไรเลยหากเขาไม่ได้เขียนเบอร์โทรบางคนและนำมันไปประทับไว้บนบอร์ดไม้ ไม่ทันไรแววตาขึ้เล่นก็หันมาสบอันเป็นจนได้

 

แม้ว่าก่อนหน้านี้ทั้งพี่ชายและเพื่อนสนิทอย่างไทม์และฝุ่นนั้นจะแวะมาเยี่ยมเยียนอยู่บ่อยครั้ง แต่มันก็ไม่มีครั้งไหนเลยที่เขาจะปล่อยให้แขกเข้ามาในห้องหากไม่ได้รับอนุญาต ต่างคนต่างรู้กันทั้งนั้นว่าแท้จริงแล้วนาทีโลกส่วนตัวสูงแค่ไหน เพราะภายในการล้อมลอบของผนังทั้งสี่นี้เป็นที่ที่เขารู้สึกเป็นตัวเองมากที่สุด ทุกอย่างที่คิดหรือแม้ระทั่งความรู้สึกถูกปลดปล่อยจนหลอมขึ้นมาเป็นคอมฟอร์ทโซนของตัวเอง ใครจะหาว่าเขาพิลึกก็ได้ที่เอาสถานที่มาเป็นความสบายใจ แต่ถึงอย่างนั้นแล้วเขาก็ยังไม่อยากให้ใครเข้ามารุกล้ำในเขตนี้อยู่ดี

 

สุดท้ายแม้ว่าในใจจะภาวนามากเท่าใด นิ้วเรียวของคนเป็นพี่ก็สัมผัสเข้ากับกระดาษเจ้าปัญหาบนบอร์ดจนได้ ก่อนจะดึงมันออกมาพิจราณอีกครั้ง โดยที่ฝ่ายเขาก็ทำได้เพียงก้มหน้ายืนรอผลลัพธ์ ทว่าก็กลับผิดคาดไปเมื่อมันถูกนำขึ้นแปะไว้ที่เดิมก่อนที่ไทม์จะเปลี่ยนความสนใจมาหาเขาแทน

 

“เดี๋ยวนี้มีคนใจร้ายใส่เราด้วยหรอ”

“ก็…แค่คนรู้จัก”

“โซลเมทเราล่ะสิ พักนี้ก็มีอยู่คนเดียว แล้วนั่นอะไรอีก คนใจร้ายซื้อช่อดอกไม้ช่อใหญ่ขนาดนี้มาให้เลยหรอ”ว่าแล้วช่อดอกลิลลี่สีสวยที่ในยามนี้ได้เหี่ยวลงไปกลายเป็นดอกไม้แห้งเสีย ทว่ากลับไม่ได้ลดความงดงามของมันลงไปแต่น้อย กลิ่นจางที่โชยเข้ามาให้เชยชมอยู่เป็นบางครั้งเมื่อก้มลงไปดม หวนให้นึกถึงวันเหล่านั้น ในเวลาที่มันไปปรากฏอยู่ในมืออีกฝ่าย

“เขาก็ไม่ได้แย่มากหรอกพี่ไทม์”

“อืม ก็แค่วันแรกร้องไห้เหมือนจะตาย”

“ปาก!อีกอย่างมันผ่านมาแล้ว”

“ทำไมเข้าข้างเขาจัง นี่พี่ไงคนที่ปลอบเราตอนนั้น”

“ขี้บ่นจัง…”

“แล้วตอนนี้เป็นไงบ้าง ยังเจ็บอยู่มั้ย”

“พี่ไทม์…รู้หรอ”

“ฝุ่นเล่าให้ฟังหมดแล้ว พี่ไม่รู้หรอกว่าถ้าเราจะไม่มีโซลเมทหรือตัดขาดจากเขามันจะเกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าทนไว้แบบนี้ มันก็ไม่มีอะไรต่างหรอก”

“…”

“พี่จะถามเป็นครั้งสุดท้ายนะ และไม่ว่ายังไงก็จะอยู่ข้างเรา”

“…”

ยังอยากเดินออกมาจากตรงนั้นอยู่ไหม

ไม่แล้ว รู้แล้วว่าการได้เป็นคนตรงนั้นมันดีแค่ไหน ทรมาณแค่ไหนก็ไม่อยากออกมาแล้วพี่ไทม์

“อืม”

“…”

“ดีใจนะที่ตัดสินใจเองได้ นี่ก็ชีวิตเราพี่ไม่อยากไปก้าวก่ายอะไรมากนักหรอก แต่ถ้าได้เจอไอตัวดีเมื่อไหร่จะขอแลกสักหมัด”

“พี่ไทม์อย่าทำเขา…”

“ฮ่าๆ ต้องดูอีกทีนะ”

“…”

“…”

“พี่ไทม์”

“หืม”

“ขอบคุณนะที่ให้โอกาสเขา ขอบคุณที่เข้าใจน้อง”

“ก็มีน้องแบบเราแค่คนเดียว จะให้พีไปเข้าใจใครอีก รักนะดื้อ”

“อื้อ รักพี่หลอดไฟเหมือนกัน คิกๆ”

 

 

 

 

“น้องไม่รักพี่ไทม์แล้ว!”

 

เป็นประโยคบอกเล่าธรรมดาที่หลุดออกจากปากเจ้าของห้องหรูมาประมาณสิบกว่ารอบได้หลังจากที่ถูกห้ามปรามไม่ให้ออกไปไหน คิ้วเรียวสวยเข้ารูปที่เริ่มขมวดเข้าหากันพร้อมกับริมฝีปากบางที่ยู่ลงก็ยังไม่สามารถทำให้คนเป็นพี่นั้นใจอ่อนได้เลย ตอนนี้จึงกลายเป็นว่านาทีได้แต่นั่งหันหลังกอดอกอย่างเด็กเอาแต่ใจให้เขาอยู่ ทว่าแทนที่จะโกรธเพราะถูกขัดคำสั่ง แต่การกระทำเช่นนั้นกลับเรียกเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆออกมาเสียมากกว่า

 

เป็นอีกครั้งที่คนตัวเล็กหันกลับมาตวัดสายตาที่เจ้าตัวคิดว่าคมใส่ ก่อนจะแยกเขี้ยวให้เล็กน้อย รู้ทั้งรู้ว่าท่าทางเช่นนี้มีได้แต่ลูกแมวเท่านั้นที่ทำได้ แต่ถึงอย่างนั้นแล้วคนเป็นพี่ก็ยังใจแข็งไม่พูดอะไรอยู่ดี

 

เห็นดังนั้นคนขี้งอนก็ยังไม่วายทิฐิสูงเชิดหน้าใส่ เขาไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่าอะไรทำให้พี่ชายตัวขาวสั่งห้ามไม่ให้ออกไปไหนเลย ไม่แน่ใจเพราะเหตุที่ว่าตั้งใจจะขัดขวางเขาจากการออกไปพบเจอคู่ชีวิตหรืออย่างไร ในเมื่อก่อนหน้านี้ไทม์ก็เป็นคนพูดเองว่าอนุญาต มาถึงตอนนี้แล้วนาทีก็ยังได้แต่มืดแปดด้าน ไร้หนทางในขณะที่พี่ชายได้แต่นั่งตีหน้ามึนใส่

 

นิสัยไม่ดี…

จะฟ้องแม่

 

“จะฟ้องแม่”เป็นไปตามคาดเมื่อเขาเผลอหลุดพูดออกไปแทนที่มันควรจะเป็นเพียงความคิดในหัว เท่านั้นใบหน้าขาวเนียนของคนแก่กว่าก็หันตามมาก่อนจะยกคิ้วขึ้นแกล้งเพื่อเป็นการบอกให้เขาลองทวนประโยคอีกครั้ง

“ลองสิ มาดูกันว่าแม่จะอยู่ข้างใคร”

“พี่ไทม์ใจร้าย ไม่มีเหตุผลเลย” และหากว่ากันด้วยเหตุผล สิ่งเดียวที่เด่นชัดอยู่ในหัวของไทม์ตอนนี้เลยคงจะเป็นเพราะเจ้าตัวเล็กเพิ่งกลับออกมาจากโรงพยาบาลหมาดๆ ไม่เท่านั้นยังไม่สามารถหาสาเหตุได้ เช่นนี้แล้วเขาเชื่อว่าเป็นใครก็คงไม่อยากให้คนที่รักออกไปเสี่ยง

“เนี่ย อย่างแข็งแรงเลย กล้ามเป็นมัดๆ”

“ฟังกันบ้างได้มั้ยเนี่ย”

 

จนกระทั่งศึกระหว่างพี่น้องได้จบลงไป ในครานั้นก็ยังเป็นไทม์อยู่ดีที่พ่ายแพ้ไปเพราะลูกอ้อน นึกโทษตัวเองอยู่เช่นกันที่เผลอไปใจอ่อนใส่คนดื้อตรงหน้า ทั้งที่แท้จริงแล้วมันเป็นแรงปราถนาอันแกร่งกล้าที่จะห้ามไม่ให้นาทีออกไปไหน รอยยิ้มสี่เหลี่ยมน่ารักที่เห็นมันมาตั้งแต่จำความได้ยังคงถูกส่งมาให้อีกครั้งด้วยความดีใจ

 

ซนไม่มีใครเกิน

 

ในเวลาต่อมาประตูก็ถูกปิดลงยามที่คนตัวเล็กในเสื้อยืดตัวโคร่งสีอิฐและกางเกงยีนส์ขาดเข่าที่ทับเข้ากันอย่างพอดิบพอดี เรียบง่ายทว่าก็หรูหราในเวลาเดียวกัน ตัดกับรองเท้าผ้าใบคู่โปรดสีขาวที่ก้าวพ้นประตูเลื่อนใสของคอนโดมิเนียมออกมารับลมร้อนๆตามฤดู

 

รถโดยสารประจำทางคันสีเหลืองตัดเขียวขับมาจอดลงอยู่ตรงหน้าตามที่บอก ก่อนที่ร่างเล็กจะก้าวเข้าไปนั่ง เอ่ยพูดคุยให้พอตามมารยาทก่อนจะทวนสถานที่ที่จะไปแก่คนขับอีกครั้ง ล้อทั้งสี่ก็หมุนออก

 

หลังจากนั่งออกมาได้ไม่นานนัก มือเล็กก็ควานลงไปหาของสำคัญในย่ามใบเล็กข้างตัว ก่อนที่กล่องขนาดเล็กจะติดมือขึ้นมา และเมื่อเปิดออกสร้อยเส้นสวยที่ต้องนำไปคืนอีกคนก็ปรากฏให้เห็น แม้ในยามที่ร่มเงาจากหลังคายานพาหนะจะคอยบังแสงแดดยามบ่ายเอาไว้ได้บางส่วน แสงสีอุ่นจากด้านนอกที่ส่องเข้ามาก็ยังตกกระทบกับอัญมณีสวยจนแวววาวขึ้นมาอยู่ดี เห็นเช่นนั้นคนตัวเล็กที่นั่งอยู่ก็นึกตื่นเต้นที่จะได้ใส่มันคู่กับใครอีกคน และหวังว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกเช่นเดียวกับเขา

 

ไม่เกินครึ่งชั่วโมงนิดๆ ธนบัตรหลากสีบางส่วนก็ถูกยื่นให้คนขับก่อนที่ลูกค้าร่างเล็กจะลงจากรถ ขาเรียวสวยเดินก้าวเข้าตึกสูงตระหง่านตรงหน้าไปอย่างไม่รีบร้อนอะไร ไม่นานสายลมเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศนับไม่ถ้วนก็โชยมากระทบผิวบางจนต้องยกมือขึ้นถู ยกข้อมือเล็กขึ้นมาตรวจเวลาและเมื่อพบว่ามันยังไม่สายเกินไปนั้น นาทีก็รีบเร่งฝีเท้าขึ้นไปยังชั้นบนทันที

 

ในที่สุดคนตัวเล็กก็เดินมาหยุดลงต่อหน้าร้านเครื่องสำอางชื่อดังของห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายไฟขนาดใหญ่บอกชื่ออยู่ แสงสีชมพูที่ใช้เป็นเครื่องตกแต่งนั้นดึงดูดความสนใจของผู้คนที่เดินผ่านไม่น้อย และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลามากจนเกินไป เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปในตัวร้าน เคาน์เตอร์วางของมากมายระรานตาพร้อมกับเครื่องประดับผิวพรรณหลากสีเต็มไปทั่วทุกบริเวณ จนดวงตาสีสวยสะท้อนเงาให้เห็น ปากเล็กอ้าออกด้วยความทึ่งเล็กน้อย เพราะนอกจากครั้งนี้แล้วเขาก็ไม่เคยคิดที่จะก้าวเข้ามาในที่บนี้อีกเลย และในกรณีเช่นนี้แล้ว มันก็ยังคงเป็นเพียงความจำเป็นอีกเช่นกัน

 

“นาที”เป็นเสียงหวานที่เรียกชื่อเขาในขณะที่กำลังชื่นชมความสวยงามจนเหม่อลอย ใบหน้าตุ๊กตาน่ารักหันไปสบเข้ากับร่างเล็กของเพื่อนสาวที่นัดมาทำภารกิจสำคัญหลังจากที่ห่างหายกันนานทันทีที่เรียนจบ

“อ้าวเตอร์ มาแล้วหรอ”นาทีเอ่ยขึ้นด้วยความสนิทนม แม้ว่าชื่อเล่นที่เรียกจนติดปากนั้นจะฟังราวกับนามของผู้ชาย แต่หารู้ไม่ว่าชื่อเต็มนั้นไพรเราะกว่าเป็นไหนๆ

“อื้อ มาช้ากว่าคนนัดอีก รู้สึกแย่แล้ว”

“อะไรกัน คนนัดสิต้องมาก่อนถูกแล้ว”

“ฮ่าๆ นั่นสินะ แล้วลองเลือกไว้ยัง”

“ไม่รู้สิ เราไม่ค่อยถนัดเรื่องพวกนี้เลย”

“ก็ถูกแล้วแหละที่เรียกเรามา”

 

พูดจบเอสเตอร์ก็จับเพื่อนเจ้าของใบหน้าสวยในร่างตุ๊กตาน่ารักผ่านชั้นวางของมากมายที่ถูกจัดอย่างมีระเบียบไปยังอีกแผนก จนนาทีแอบนึกในใจเล่นๆว่าพื้นที่ทั้งหมดของร้านนั้นอาจจะใหญ่กว่าบ้านทั้งหลังของเขาเป็นแน่ จนกระทั่งแรงลากหยุดลงต่อหน้าแนววางของขนาดใหญ่ที่ใช้ไฟสว่างจ้าตกแต่งอีกเช่นเคย ปรากฏหลอดครีมและกระปุกมากมายหฃายหน้าตาให้เห็น บ้างก็เป็นบรรจุภัณฑ์ใสที่ทำให้เห็นเนื้อสีออกครีมที่อยู่ด้านใน หรือบางอย่าที่เขาเรียกกันว่ารองพื้น เห็นดังนั้นดวงตากลมโตก็หันไปมองเพื่อนสาวที่ยืนอยู่ข้างตนเล็กน้อย เพราะเฉดสีที่เยอะเกินไปจนตาลาย เป็นแบบนี้แล้วถ้ามาคนเดียวเขาได้เลือกไม่ถูกเป็นแน่

 

แอสเตอร์ลอบมองดวงหน้าเล็กที่คงความสวยระดับผู้หญิงอยู่หลายครั้ง ก่อนจะตัดสินใจเลื่อนมือไปหยิบหลอดรองพื้นขึ้นมาหนึ่งหลอด และเทียบมันเข้ากับใบหน้าของเพื่อนสนิท ทำเช่นนั้นอยู่หลายครั้งกว่าจะได้ตัวเลือกที่ดีที่สุด แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นแล้ว ของที่ตกลงมาอยู่ในตะกร้าก็ยังมากกว่าหนึ่งอยู่ดี

 

“โห มันเลือกยากขนาดนั้นเลยหรอ เรามาคนเดียวต้องแย่ๆแน่เลย”

“อืม…ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก แต่เราอยากให้นาทีเอาไปลองใช้หลายๆยี่ห้อ เกิดแพ้ขึ้นมาจะได้รู้ว่าไม่ควรซื้ออีก”

“อื้อ เตอร์สวยแล้วยังรอบคอบอีก”

“แหม คนสวยเหมือนกันไม่มีสิทธิ์ชมนะคะแล้วนี่ นาทีจะเอาไปทำอะไรอ่ะ อยากลองแต่งหน้าขึ้นมาหรอ”

“ก็ ไม่เชิงหรอก”

ทำไมซื้อแค่รองพื้นกับดินสอเขียนคิ้วล่ะ ไม่ต้องมากกว่านี้หรอ

อือ แค่นี้ก็มากเกินพอแล้ว

“อ่ะๆ ตามใจ แต่มาถึงนี่แล้วไปให้ช่างเขาแปลงโฉมหน่อยมั้ย”

“ไม่ดีกว่าพอดีเร-”

“นั่นไง ช่างคนนั้นว่างแล้ว ไปกันๆ”

 

ไม่ทันจะได้ค้านอะไร รู้ตัวอีกทีเขาก็มานั่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่เสียแล้ว หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้างนาทีไม่รับรู้อีกต่อไป เสียงรอบตัวที่ดังขึ้นมีทั้งชื่นชมและพูดคุยกันจนสมองแทบจะประมวลผลไม่ทัน สัมผัสนุ่มๆของแปรงชั้นดีแตะลงบนหน้าเบาๆ เป็นเช่นนั้นอยู่นาน หรือบางทีก็อาจเป็นเขาเองที่รู้สึกว่ามันนาน ราวกับตุ๊กตา คนตัวเล็กทำหน้าที่นั้นได้ดี นั่งนิ่งหลังตรงทั้งๆที่ข้างในนั้นกำลังเกร็งอย่างมากจนคนที่เห็นอย่างแอสเตอร์อดที่จะขำออกมาไม่ได้

 

“ผ่อนคลายได้เลยนาที เดี๋ยวก็สวยแล้ว”

 

เป็นเสียงเดียวที่เขาตีความหมายมันได้เพราะเจ้าตัวก้มลงมากระซิบข้างหู ไม่กี่นาทีต่อมาคนตัวเล็กที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ก็ได้รับสัญญาณให้ลืมตาได้ก่อนที่เก้าอี้จะถูกหมุนให้กลับมันหน้าเข้ากระจกอีกครั้ง พร้อมๆกับดวงตาสีสวยที่เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ

 

บนผิวเนียนอย่างธรรมชาติที่รักษาดูแลอย่างดีมาตลอดและองค์ประกอบของใบหน้าที่ใครหลายๆคนได้เห็นก็ต้องยอมรับว่าบริสุทธิ์และสดใสเพียงใด ทว่าเมื่อได้โดนแต่งนิดแต้มหน่อยด้วยเครื่องสำอางสีสวยและฝีมือของช่างแล้ว ตุ๊กตาน่ารักตัวนี้ก็เปลี่ยนผลันกลายเป็นคนละคนอย่างน่าเหลือเชื่อ สีหม่นๆเป็นประกายบนหนังตาบางนั้นขลับให้ผิวสีน้ำผึ้งสว่างขาวขึ้นมาเล็กน้อย เช่นเดียวกับแพขนตายาวที่ถูกปัดให้กระดกขึ้นแต่พอตัว รับเข้ากับสีอ่อนบนพวงแก้มนุ่ม สิ้นสุดที่เนื้อสีกุหลาบสวยของริมฝีปากบางอย่างสมบูรณ์แบบ

 

“สวยมากๆเลยค่ะ เหมือนเทพธิดาเลย”

“เพื่อนหนูเป็นผู้ชายนะคะ”

“สวยจริงๆค่ะ พี่รับประกันค่ะแฟนเห็นแล้วไม่รอดแน่ๆ

“เพื่อนหนูยังโสดอยู่เลย”

“งั้นคนมาจีบเยอะแน่ๆ ฮ่าๆ” เป็นบทสนทนาที่เกือบครึ่งของมันไม่ได้ทะลุเข้าในโสดสมองเขาเลยแม้แต่น้อย ทว่ากับประโยคที่ว่าไม่รอดแน่ๆของพี่ช่างแต่งหน้านั้นกลับติดอยู่ในหัว พลันพวงแก้มที่ถูกปัดด้วยสีโอรสอ่อนก็ขึ้นสีฝาดอย่างไร้เหตุผล

“อ้าวอะไรกัน นี่เขินตัวเองจนหน้าแดงเลยหรอนาที”

“ไม่ใช่นะเตอร์…”

“โอ๊ย น่ารักอ่ะ ไปกัน เราเอาของไปจ่ายเงินให้เรียบร้อย”

“อื้อ ขอบคุณนะ”

 

 

 

 

 

 

 

ยามที่แยกจากกันแล้ว คนตัวเล็กก็ยังไม่วายเดินเล่นต่อที่ห้างชื่อดัง แววตาลุกวาวอยู่หลายครั้งเพราะสิ่งของต่างๆนานาๆที่พาให้เกิดกิเลส ทว่าสุดท้ายแล้วกลับได้ติดมือไม่มากนัก จนแล้วจนเล่าก็ยังไม่เบื่อ นาทีจึงตัดสินใจเลือกร้านกาแฟสักร้านเป็นที่ปักหลักก่อนจะเดินเข้าไปเพื่อหามุมที่เป็ฯส่วนตัว พร้อมกับสมุดโน๊ตเล็กๆและปากกาที่ถูกหยิบขึ้นมาเป็นของคู่กัน เดินไปสั่งเครื่องดื่มและของว่างสักพักก่อนจะกลับมาทิ้งตัวลงนั่งตามเดิม

 

เนื่องจากลานกว้างซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านกาแฟร้านนี้อยู่ ณ ใจกลางของตัวห้างที่เป็นส่วนเปิด ทำให้ทัศนวิสัยด้านนอกนั้นไม่ได้มีเพียงห้องปิดและเพดานขาว แต่กลับเป็นผืนฟ้าสวยงามที่แสงสว่างของมันใกล้จะหายไปอยู่ร่ำไร ไม่วายสมาร์ทโฟนถูกหยิบขึ้นมาเก็บภาพนามโพล้เพล้ของวันไว้ ก่อนจะกดโพสต์ลงในโซเชียลมีเดียของช่องทางตน ไม่ทันไรสายตาก็ละมาอยู่ที่กระดาษแผ่นขาวตรงหน้าแทน

 

แก้วกระเบื้องสีครีมของกาแฟหอมกรุ่นพร้อมเค้กเนื้อนุ่มที่ถูกตกแต่งบนหน้าด้วยเบอร์รี่ลูกเล็กสีม่วงถูกวางลงบนถาด ก่อนที่พนักงานเสิร์ฟจะเดินกลับไปทำหน้าที่อื่นต่อ เสียงขีดเขียนก็ดังขึ้นแทนที่ความเงียบด้วยปลายปากกาหมึกดำที่จรดลงบนผิวเรียบของกระดาษแผ่นบาง ลากเส้นบางหนาตามน้ำหนักเป็น ตัวหนังสือมากมายจนในที่สุดมันก็เต็มหน้า

 

และมันคงไม่พลาดการเขียนดราฟผล็อตนิยายที่กำลังแต่งอยู่ การเปลี่ยนสถานที่เพื่อหาแรงบันดาลใจนั้นคือสิ่งที่เขาชอบทำอยู่บ่อยๆจนติดเป็นนิสัย และไม่ว่าจะไปที่ไหนความคิดพุ่งเข้ามาเมื่อไหร่ ก็มีคู่หูประจำตัวอย่างสมุดเล่มนี้และปากกาเป็นหน่วยความทรงจำเล็กไม่ให้หลงลืม

 

จู่ๆเสียงหยดน้ำกระทบกับหน้าต่างบานใหญ่ก็ดังขึ้นพร้อมกับสายฝนที่ประปรายลงมาประทับเป็นสายอยู่บนกระจก เช่นเดียวกับในวันนั้น วันแรกที่เขาได้พบกับใครบางคน จนถึงวันนี้แล้ว แม้ว่าเวลาจะไม่ได้ผ่านไปนานมาก ทว่าความรู้สึกได้ผลันเปลี่ยนไปหลายครั้งจนไม่อาจนับได้ ภาพวุ่นวายของผู้คนที่วิ่งสวนกันหาที่หลบฝน และเป็นอีกครั้งที่ความแปรปรวนบางอย่างเกิดขึ้นที่ไหล่

 

ดวงตากลมโตที่จ้องมองภาพด้านนอกราวกับติดอยู่ในภวังค์เช่นนั้นไม่ทันได้รับรู้การมาเยือนของใครอีกคน และลมอุ่นๆของลมหายใจที่รินรดอยู่ด้านข้าง จนกระทั่งวินาทีที่ใบหน้าเล็กผละออกมาจากหน้าต่างบานใหญ่และหันกลับมาถึงได้รู้ว่าระยะห่างนั้นไม่หลงเหลืออีกต่อไป ปลายจมูกรั้นและโด่งทั้งสองเฉียดกันจนก้อนเนื้อด้านในเต้นผิดจังหวะ เสียงสายฝนที่ดังขึ้นเป็นพื้นหลังของบรรยากาศ และห้วงเวลาได้หยุดลงครั้นได้สบเข้ากับแววตาเหยี่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของคนตรงหน้า และรอยยิ้มกระต่ายที่ส่งมาให้ มีเพียงความอบอุ่นทางสายตาและลมหายใจที่สัมผัสกันอยู่เท่านั้นที่เป็นตัวยืนยันได้ว่าเขายังอยู่ มันอาจเป็นช่วงเวลาที่หน้าจดจำนัก หากความตกใจไม่ได้ครอบงำคนตัวเล็กเสียก่อน…

 

เพี๊ยะ!

 

เสียงฝ่ามือเล็กที่เผลอกระตุกไปไวกว่าความคิดเข้าฝากรอยไว้บนโครงหน้าได้รูปของร่างสูงอย่างเซนต์ ถ้าเป็นในเวลาปกติแล้ว แรงตบเพียงเท่านี้คงไม่อาจทำอะไรเขาได้ ทว่าในยามที่เผลอหลุดเข้าไปในอวกาศผ่านดวงตาระยิบระยับของใครอีกคนแล้ว มันกลับทำให้หน้าเขาหันได้อย่างง่ายๆจนฝ่ามือใหญ่ต้องยกขึ้นลูบหน้าป้อยด้วยหน้าตาน่าสงสารหวังให้คนตัวเล็กเห็นใจ

 

“เจ็บ…”

“ขอโทษ เราตกใจ…”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ” ไม่ทันไรเกมส์ก็พลิกเมื่อข้อมือเล็กของนาทีที่กำลังจะยกขึ้นปลอบแก้มสากกลับถูกคว้าไปเสียอย่างไร้แรงต้าน พร้อมกับร่างที่เซไปหาคนเด็กกว่าเพราะแรงดึง และริมฝีปากที่สัมผัสกันอย่างรวดเร็วไม่ทันได้ตั้งตัว

 

จุ๊บ

 

เป็นอีกครั้งที่เซนต์เลือกจะปกปิดความผิดด้วยรอยยิ้มฟันกระต่ายน่ารักของตน ไม่วายลุกขึ้นยืนและตรงไปนั่งฝั่งตรงข้ามอย่างเรียบร้อยและจ้องเขาอย่างไม่วางตา สำรวจเรียวหน้าเล็กที่กำลังขึ้นสีฝาดไปทั่ว เช่นเดียวกับคนตัวเล็กที่เอาแต่อึ้งไปยอมกระพริบตา

 

“ไม่คิดจะทักทายผมเลยหรอครับ”

“เมื่อกี้…ที่ทำเมื่อกี้ เซนต์ทักทายคนอื่นแบบนี้หรอ”

“ฮ่าๆ ไม่หรอกครับ ใช้แค่กับพี่คนเดียว

“…”

 

เป็นอีกครั้งที่ความเงียบที่ไม่อึดอัดเข้าปกคลุม นาทีใช้เวลานี้มองสำรวจตามร่างสูงตรงหน้าเล็กน้อย ถึงได้รู้ว่าบนเสื้อเชิร์ตสีฟ้าอ่อนนั้นปรากฏรอยหยดน้ำจางๆเอาไว้เป็นบางจุด และเส้นผมดกดำที่แลดูชื้นไม่น้อย

 

“มาได้ไง”เป็นเขาที่นึกถามออกไป

“ก็มาหาของปกติแหละครับ แต่เจอพี่พอดีก็เลยตามเข้ามาเลย”

“เปียก…หมดแล้ว”

“ไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวก็กลับแล้ว”

“เดี๋ยวไม่สบาย”

เป็นห่วงหรอครับ?”ท่าทีอึกอักของคนตัวเล็กทำให้คนเด็กกว่าหลุดขำออกมาเล็กน้อยก่อนจะตั้งใจนั่งรอฟังคำตอบอย่างกระตือรือร้น

“…”

“…”

“เดี๋ยวนี้ชักจะลามปามเกินไปแล้วนะ”

 

เป็นอีกครั้งที่เซนต์รู้สึกราวกับว่าตัวเองนั้นกำลังท่องโลกไปในที่ต่างผ่านสายตารั้นและรอยยิ้มสี่เหลี่ยมของอีกคนที่ถูกสะกดไว้เพียงเท่านั้น จากที่คิดว่าก่อนหน้านี้เขาจะเป็นผู้เดินหมากของเกมส์ในครั้งนี้ต่อไป คนตรงหน้าก็กลับพังมันลงได้อย่างง่ายๆโดยที่ไม่ต้องเสียแม้กระทั่งแรง หลังจากนั้นทั้งเขาและคนตัวเล็กก็ต่างหันกลับไปทำหน้าที่ของแต่ละคน สมาร์ทโฟนถูกหยิบขึ้นมาไถหน้าจอไปมาเลื่อนดูข่าวสารต่างๆ เช่นเดียวกับนาทีที่มุ่นอยู่กับการล่างแบบนิยายจนเวลาล่วงเลยผ่านไป ฝนที่ตำพร่ำพรายได้หยุดลงไปแล้วและจำนวนคนภายในร้านที่ค่อยๆลดลงไป

 

ยามที่เข็มนาฬิกาบนข้อมือแกร่งเคลื่อนมาอยู่ที่เลขเจ็ด เขาและคนตัวเล็กก็ลุกขึ้นออกจาร้านไป หรือถ้าจะพูดให้ถูกอาจเป็นเขามากกว่าที่เลือกจะตามไป ก่อนที่ฝ่าเท้าเล็กจะหยุดอยู่หน้าร้านไม่ยอมเดินต่อ ร่างสูงของคนเด็กกว่าจึงเดินมาคั่นด้านหน้าจนส่วนสูงบังอีกคนมิด เห็นดังนั้นยาทีก็ไม่ได้เอ่ยว่าใด และล้วงมือเข้าไปหยิบบางอย่างออกมาจากย่าม และเขาก็เดาก็เอาไว้ไม่ผิดเมื่อกล่องคุ้นตาพ้นขอบผ้าออกมา

 

“ใส่ให้ผม”ยังไม่ทันจะได้เปิดกล่องคนตัวสูงก็พูดขึ้นดักเอาไว้ก่อนจนนาทีจำต้องชักสีหน้าเล็กน้อยที่โดนขัดใจแม้ว่าการกระทำของอีกคนจะไม่ได้เกินคาดมากนัก

“เอาแต่ใจจริงๆ”

“เร็วสิครับ”

“รู้แล้วน่า”

 

เจ้าของใบหน้าสวยก้าวเข้าไปใกล้ก่อนจะตัดสินใจอยู่นานว่าควรจะเอื้อมใส่จากข้างหน้าหรือจากข้างหลัง แต่แล้วก็เป็นเซนต์ที่ดึงแขนเล็กให้เข้าหาตนอีกครั้งเป็นการบอกทางนัยว่าควรสวมจากด้านหน้า เห็นเช่นนั้นแล้วปลายเท้าเล็กก็เขย่งขึ้นก่อนที่แขนทั้งสองข้างจะเอื้อมไปด้านหลังและคล้องห่วงสร้อยให้เรียบร้อย ทว่าในจังหวะที่ห่วงสร้อยกำลังจะลงล็อคกันนั้น เนื้อนุ่มของแก้มเนียนก็ถูกขโมยความหอมเข้าปอดจนจมูกโด่งฝังลงไปจากเด็กซุกซนจนร่างเล็กเซ และเป็นอีกครั้งที่คนเจ้าเล่ห์อย่างเซนต์ให้แขนแกร่งของตนคว้าเอวคอดเอาไว้ก่อนจะกระชับเข้าหาตัว

 

“อื้อ”

 

เป็นเสียงค้านเบาๆที่เขาไม่ได้สนใจมันมากนัก เพราะตั้งแต่ที่อีกคนอนุญาตคืนนั้น เจ้าเด็กซนอย่างเซนต์ก็ไม่อาจทนอีกต่อไป แทะโลมอีกคนวันละนิดจนเกือบพรุน ก่อนจะปล่อยให้ร่างเล็กเป็นอิสระ พร้อมกับจี้เส้นสวยรูปดวงตะวันบนอก

 

“เหมาะกับเซนต์จัง”

“ก็เพราะพี่ใส่ให้แหละ”

“เซนต์”

“ยอมแล้วครับ”

 

เพราะสายตาคาดโทษนั้นจับจ้องมาที่เขา ทำให้ต้องยอมยกแขนทั้งสองขึ้นเหนือหัวอย่างยอมจำนน หากใช่เพราะความกลัว ทว่ากลับเป็นอาการแก้เขินจากความน่ารักของคนตรงหน้าเสียต่างหาก เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นระหว่างเขาทั้งสองยามที่สบตากันและหวนนึกถึงบทสนทนาเด็กๆก่อนหน้านี้ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองนภาสวยก็พบเพียงดวงจันทร์และดวงดาราเสียแล้ว ก่อนจะกลับมาจ้องมองอีกคนอีกครั้ง ถึงตอนนี้แล้วเขาก็เริ่มไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าระหว่างดวงดาวนับล้านด้านบนหรือคนตรงหน้ากันแน่ที่สว่างสไวและน่าค้นหามากกว่ากัน…

 

 

 

 

 

 

 

TBC…

#ร้อยนาทีของเซนต์

 

 

 

 

 

 

Talk:

แกกก คืออยากรู้มานานละ เรื่องมันน่าเบื่อหรือเฉื่อยไปมั้ยอ่ะ 5555 แง้งง พยายามมากจุดเนี้ยบอกเลย

หลังจากนี้เรื่องจะเจ้มจ้นขึ้นเรื่อยๆแล้วนะ เขาเริ่มมีใจให้กันแล้ว แต่เซนต์ก็จะยังเป็นเซนต์อยู่วันยังค่ำค่ะ เอิ้กอ้าก

ยังไงก็อย่าลืมให้ฟี้ดแบคกันด้วยนะคะ ดิฉันจะนำไปปรับปรุง

จบวันนี้ก็อยากจะบอกอีกครั้ง และจะบอกอีกหลายๆครั้ง 5555

ขอบคุณสำหรับทุกการติดตามและสนับสนุนนะคะ สัญญาว่าจะทำออกมาให้ดีที่สุด ร้ากกกกกก อิอิ

 

ปล. ขอแจ้งอีกเรื่องค่ะ ลืม คือจะถามว่าตอนหน้ารี้ดที่น่ารักทุกคนอยากให้เราต่อสเปให้หรือตอนหลักคะ เพราะเห็นว่ามันไม่ได้ต่อมานานน่าจะลืมเนื้อเรื่องสเปตอนที่แล้วกันไปแล้ว (หรือยังไม่ลืม) นั่นแหละ อะไรก็ช่าง คือตอนแรกก็ว่าจะทำโพลในทวิตแหละ แต่ทีนี้ไม่ใช่ทุกคนที่ฟอลเราไงเลยต้องมาถามในนี้ 555 นะคะ ใครอยากให้ต่อตอนไหนคอมเม้นต์บอกกันด้วย ให้เวลาถึงเที่ยงพรุ่งนี้นะคะ แล้วเดี๋ยวจะได้ลงตอนใหม่วันอาทิตย์ให้ ดีมะ เอาใจมากเลยนะบอกไว้ก่อน อย่าลืมนะคะ!!! เพราะไรท์ตัดสินใจเองไม่ถูก อรุ่ย

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 45 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

174 ความคิดเห็น

  1. #150 aunchisa123 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 / 02:01
    ไม่ดราม่าหรอกเนาะ.... ฮือ กลัวนาทีเป็นอะไรอะเรารู้สึกแปลกๆ ㅠ ㅠ
    #150
    0
  2. #53 valkyrie-0810529 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 17:53
    แทะโลมเค้าเก่งมากแต่ยังไม่ยอมรับเค้าเป็นเมทอีกกก เจ้าเด่กนี้มันต้องโดนพี่ไทม์ซักที จะฟ้องงง!!!!
    #53
    0
  3. #47 fromanotherstar (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 01:17
    อ้ยยเรื่องนี้ดีมากๆค่ะ พึ่งมาอ่านแต่จะติดตามต่อไปนะค้าบ
    #47
    0
  4. #45 0982529885 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 07:28

    ชอบมากๆๆๆ
    #45
    0
  5. #44 AumphaiJenjob (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 07:02
    ขอตอนสเปเชียลค่ะ😄😄
    #44
    0
  6. #43 blossomfnk (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 01:01
    ไรท์บรรยายดีมากค่ะ แบบว่าอ่านเพลิน
    #43
    0
  7. #42 tuntun3012 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 22:22

    น่ารักกกกกก
    #42
    0
  8. #41 pmgot7 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 22:13
    ไรท์ภาษาสวย อ่านแล้วเพลินมาก รอตอนต่อไปนะคะ ตอนนี้ก็ฟินแล้ว
    #41
    2
    • #41-1 heli_ophilia(จากตอนที่ 12)
      15 พฤษภาคม 2563 / 22:18
      ขอบคุณมากเลยค่ะ อย่าลืมไปอ่านทอร์คอีกรอบได้มั้ยคะ เราเพิ่งแก้ไป อยากให้โวทค่ะว่าตอนหน้าเทออยากให้เราต่อสเปหรือตอนหลักก่อน ขอบคุณค่ะ;-;
      #41-1