Hundred and One [Timeverse] | Kookv (End)

ตอนที่ 11 : Chapter 9: The pain we share

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 571
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 47 ครั้ง
    7 ก.ค. 63

 

 

เสียงดังและความวุ่นวายภายในโรงอาหารของบริษัทนั้นเป็นอะไรที่พนักงานต้องพบเจอกันเป็นประจำ นับว่าเป็นโชคดีของวันนี้แล้วที่พวกเขาเลือกจะลงมาเร็ว ไม่เช่นนั้นก็หมดสิทธิ์ในการนั่งในโรงอาหารได้เลย ทว่าที่ผู้คนนั้นมักจะชุลมุนและพลุกพล่านอยู่เสมอกลับไม่ใช่เพราะฝีมือการปรุงอาหารของแม่ครัวที่นี่ หากแต่ส่วนใหญ่เป็นเพราะราคาที่กำลังพอดิบพอดีและในส่วนของรสชาตินั้นก็ไม่ได้แย่จนเกินไป แต่ถ้าเป็นในวันแบบนี้ การตัดสินใจเสียเวลาไปหากินจากด้านนอกนั้นก็อาจจะดีกว่าหน่อย

 

สูญกลางของลานกว้างที่อัดแน่นไปด้วยซุ้มอาหารทั้งหลายแหล่นั้นเป็นน้ำพุขนาดกลางที่คอยเอาหยดน้ำกระเด็นเซ็นแซ่มาอยู่บนร่างกายทุกๆครั้งที่เดินผ่าน บ้างก็รำคาญและอยากจะหาทางทำลายโดยการทุบมันทิ้งไปเสียถ้าไม่ติดเสียว่ามันเป็นทรัพย์สินของบริษัท บ้างก็ยินดีที่จะยอมชุ่มชื้นบ้างเพราะอากาศที่เริ่มร้อมเมื่อเวลาพัดผ่านมาถึงฤดูร้อน สายน้ำใสร่วงโรยลงมาทีละชั้นของรูปปั้นสวยของหญิงไร้อาภรณ์ที่อยู่จุดบนสุดของน้ำพุ ต้นไม้สูงใหญ่มากมายก็ลายล้อมอยู่รอบๆ หากมองจากด้านนอกนั้นไม่มีทางที่จะรู้เลยว่าภายในรั้วพุ่มไม้นี้คือโรงอาหาร นอกเสียจากจะเหลือบไปเห็นป้ายที่ติดอยู่

 

ร่างสูงของชายหนุ่มสามคนที่มักจะถูกพนักงานคนอื่นๆในที่ทำงานพูดถึงอยู่บ่อยๆเนื่องด้วยหน้าตาที่หล่อเหลาและเป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งการงานยังดีเป็นเลิศจนสาวๆบางคนนึกอยากครอบครอง หากไม่ติดที่ว่าพวกเขานั้นไม่เคยคิดจะยุ่งกับใครเลยถ้าไม่ใช่เรื่องงานและบางอย่างที่จำเป็นจริงๆ

 

เจ้าของผมส้มที่เมื่อพบที่นั่งสำหรับมื้อกลางวันนี้แล้วก็เอ่ยเรียกให้เพื่อนทั้งสองเดินตามไป และสำหรับผู้ที่ทำหน้าที่เฝ้าโต๊ะในวันนี้อย่างนนท์ก็ได้แต่นั่งไถหน้าจอสมาร์ทโฟนไปอย่างเบื่อหน่าย ทว่าเมื่อจานอาหารทั้งสามถูกนำมาที่โต๊ะเรียบร้อยแล้ว ใบหน้าเรียบนิ่งก็ระรื่นขึ้นมาทันที

 

“แม่งโมโหสัส”

“อ่าว เป็นไรวะ ซื้อข้าวโดนโกงหรอ”

“เออดิ ราคาก็ติดป้ายอยู่ว่าสี่สิบเก้า มาบอกกูห้าสิบ ไอบักห-”

“โอ๊ย มึงก็บ้าฮีล แค่บาทเดียวป่ะ ให้ๆป้าแกไปเถอะ”

“หึ ทำบุญๆ แล้วนี่เฮียไม่มาหรอ”

“เห็นบอกน้องเข้าโรงบาลฯ”

“ไรวะ ทำไมน้องนาทีของพี่ฮีลป่วยบ่อยจัง”

“เดี๋ยวๆ น้องเขายังมีพ่อมีแม่ อย่าลามปามไอสัส”

“อ่าวหรอๆ” เซนต์ที่ก่อนหน้านี้ได้แต่จดจ่ออยู่กับอาหารตรงหน้าก็ชะงักไปเพราะบทสนทนาของเพื่อนและรุ่นพี่ทั้งสองที่แอบอิงชื่อของใครบางคนขึ้นมา

“น้องของคุณไทม์…ชื่อนาทีหรอวะ”

“โห นี่ก็สุภาพเกิ๊นน เรียกเฮียก็ได้มั้ย เจ้าตัวไม่ถืออะไรอยู่แล้ว แล้วก็เออน้องเขาชื่อนาที หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม ฮื่ออ”

“เพลาๆลงบ้าง เฮียได้ยินขึ้นมามึงศพไม่สวยแน่”

 

ทว่าหลังจากนั้นเสียงถายนอกก็กลายเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านไปไม่ได้เข้าหู เมื่อสติของคนฟังนั้นได้หยุดไปตั้งแต่ได้ยินชื่ออีกคน ไม่แน่ใจว่าควรทำความเข้าใจกับสิ่งใดก่อน เรื่องที่หัวหน้าและโซลเมทของเขานั้นเป็นพี่น้องกันจริงๆ หรือการเข้าโรงพยาบาลของอีกฝ่าย แต่ด้วยสัญชาตญาณของมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งอย่างเซนต์แล้ว เขาเลือกที่จะไม่เชื่ออย่างใดทันที

 

หลังจากมื้อเที่ยงเสร็จ ร่างสูงก็เดินเข้าไปหยิบของใช้จำเป็นบางส่วนออกมาจากห้องทำงานใหญ่ก่อนจะกลับออกมาอีกครั้งเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วขายาวก็พาเจ้าของร่างสูงเดินมายังรถคันหรูที่จอดทิ้งไว้เมื่อเช้า ก่อนจะขับมันออกไปตามเส้นทางที่ถูกนัดหมายไว้ วันนี้เป็นวันที่เขาจะต้องออกไปดูสถานที่ถ่ายแบบจริง ถามว่ามันใช่งานจริงๆของเขาหรือไม่ เขาก็คงตอบว่าไม่ในทันที หากไม่ติดว่าในครั้งนี้ ฝ่ายลูกค้ากล่าวถึงชื่อเขาออกมาโดยตรงเพราะความประทับใจจากการประชุมในครั้งที่แล้ว

 

ยามสี่ล้อหยุดลงนิ่งสนิท ประตูฝั่งคนขับก็ถูกเปิดออกก่อนที่คนตัวสูงจะก้าวลงมา กระดุมสูทถูกติดให้เรียบร้อยเพื่อมารยาทในการคุยงาน ก่อนที่เอกสารบางส่วนจะถูกเลือกหยิบติดตัวไปพร้อมกับเจ้าตัวที่ก้าวผ่านเข้าประตูใสไป

 

ภายในตึกสูงสง่าเฉียดฟ้าของแบรนด์เสื้อผ้าค่ายใหญ่ โปสเตอร์โปรโมทมากมายถูกประดับไว้บนผนังบ้างก็ถูกแขวนเอาไว้เพื่อให้ตระหนักถึงความสำเร็จในรอบหลายปีที่ยอดขายนั้นขึ้นกระฉูดจนนำกำไรมากมายมาให้กับบริษัท การตกแต่งแบบโมเดิร์นนั้นทำให้รู้สึกสบายตาไม่น้อย เครื่องปรับอากาศหลายตัวที่คอส่งลมเย็นฉ่ำออกมาให้รู้สึกผ่อนคลายสบายตัว นับว่าเป็นความคิดที่ดีไม่น้อยที่ Calluna ตอบรับการร่วมงานในครั้งนี้

 

ประตูลิฟต์ทั้งสองเคลื่อนออกจากกันตามด้วยร่างสูงที่เดินเข้าไปแทนที่ด้านใน ก่อนที่มันจะปิดลงอีกครั้ง นิ้วเรียวยกขึ้นไปกดปุ่มเลือกชั้นก่อนบนสุด และยืนรอไม่นานประตูโลหะก็เปิดออก

 

เซนต์ก้าวตรงไปยังโถงกลางทันทีก่อนที่พนักงานคนหนึ่งจะโค้งให้เขาเป็นการต้อนรับและขอตัวไปเรียกฝ่ายติดต่องานมาแทน และในระหว่างนั้นเขาก็เลือกที่จะสำรวจสิ่งรอบข้างที่ไม่ได้แปลกตามากนักเนื่องด้วยประสบการ์ณที่มี กระจกใสรอบด้านนั้นทำให้สามารถมองเห็นอะไรหลายๆอย่างจากด้านบนที่ไม่มีทางได้เห็นมันในตอนที่อยู่ด้านล่างอย่างแน่ ตัวเมืองนั้นกลับดูเล็กลงไปทันทีราวกับเป็นเพียงโมเดลหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา

 

“ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าใช่คุณเซนต์จากบริษัท Calluna หรือเปล่าครับ” เสียงทักเรียกอย่างสุภาพดังขึ้นจากด้านหลังทำให้ร่างสูงจำต้องละสายตาไปจากภาพตรงหน้าก่อนจะหันมาหาคู่สนทนาคนใหม่ของเขา

“ใช่ครับ”

“โอเคครับ งั้นเราเริ่มดูเลยดีมั้ยครับ จะได้ไม่เสียเวลา”

“แน่นอนครับ”

 

 

 

 

 

ร่างเล็กบนเตียงภายใต้ผืนผ้านิ่มของชุดโรงพยาบาลปรือตาขึ้นมารับแสงยามบ่ายของวันที่ส่องผ่านเข้ามาทางผ้าม่านที่ไม่ได้ช่วยบดบังความสว่างมากนัก ดวงตากลมใสหรี่ลงเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆกวาดสายตาไปทั่วห้อง ทว่ากลับพบแต่ความว่างเปล่า และไร้ซึ่งเสียงจากห้องน้ำ

 

นาทีใช้แขนทั้งสองข้างยันตัวขึ้นมานั่งให้สบายก่อนจะทิ้งน้ำหนักลงบนชั้นนุ่มของหมอน ก่อนที่จะเอื้อมออกไปเอาแก้วน้ำใสที่ถูกรินน้ำเอาไว้ให้อยู่ก่อนแล้วขึ้นมาจิบ และในเวลาเดียวกันก็หยิบเอาสมาร์ทโฟนคู่ตัวมาเปิดดูด้วย

 

ข้อความมากมายถูกระดมส่งมาเกินร้อยจนคนที่ได้รับนั้นตกใจไปกับสิ่งที่เห็น และแม้ว่าเขาจะได้มันเจ้าเครื่องนี้มาเสียตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เปิดข้อความของใครขึ้นมาเช็คเสียที และหลังจากที่แชทเกือบของทุกคนถูกตอบกลับไปเล็กน้อยจนเหลือเพียงชื่อเพื่อนสนิทที่เจ้าตัวนั้นไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนแล้ว นิ้วเรียวก็กดมันอีกครั้งเพื่อเข้าไปอ่าน

 

‘นาที ขอโทษที่ออกมากระทันหัน ที่ร้านมีปัญหาพอดี เสร็จแล้วจะรีบกลับไป ดูแลตัวเองด้วยนะ’

 

อะไรกัน จะไปไม่บอกไม่กล่าวกันเลยหรือไง…

 

หางตาเรียวสวยตกลงเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าตัวเองอาจไม่ได้เจอเพื่อนสนิทไปอีกสักพัก ก่อนที่จะตื่นขึ้นมาพบกับความจริงที่ว่าชีวิตเขาตอนนี้นั้นน่าเบื่อเพียงใด งานที่ทำค้างไว้โน๊ตบุ๊คไม่ได้ถูกสานต่อ ตั้งแต่วันที่เขาล้มพับไป กิจกรรมในแต่ละวันก็ซ้ำจนจำเจ บางทีเขาก็คิดเสียว่าเขาแข็งแรงมากพอที่จะไม่ต้องนอนค้างที่นี่อีกต่อไปแล้ว

 

ท่อนขาเล็กถูกวางลงที่ขอบเตียงก่อนที่น้ำหนักจากทั้งร่างจะลงไปที่ฝ่าเท้าเมื่อเนื้อบางสัมผัสกับผิวพื้นและความเย็นที่แล่นขึ้นมาตามเส้นประสาท เมื่อสามารถทรงตัวได้แล้วมือเล็กก็ยกขึ้นไปคว้าเอาด้ามจับของเสาน้ำเกลือไว้เพื่อประคอง สอดเท้าเข้ากับรองเท้าผ้าใบคู่โปรดสีเทา ก่อนจะนำมาเข็นตามตัวเองไป

 

“อ่าวคุณนาที ตื่นแล้วหรอคะ กำลังจะถึงเวลามื้อเที่ยงพอดี”

“อ่าครับ ผมขอยังไม่ทานดีกว่า อยากเดินไปสูดอากาศสักหน่อย”

“ได้ค่ะ อยู่ในห้องน่าเบื่อน่าดู แต่อย่าลืมกลับมาทานด้วยนะคะ ก่อนที่จะเย็นหมด”

 

คนไข้ตัวเล็กเผยยิ้มตอบกลับนางพยาบาลที่ประจำอยู่ ณ เคาน์เตอร์หน้าห้องพักเขาไปอย่างถ่อมตน จนคนที่เห็นนั้นอดที่จะยิ้มตามไม่ได้ คนตัวเล็กค่อยๆเดินตามทางไปเรื่อยๆไม่ได้รีบร้อนมากนัก ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าลิฟต์เพื่อรอให้มันขึ้นมาที่ชั้นนี้

 

เมื่อประตูเปิดออกอีกครั้ง ทางเดินบนหินลาดก็ปรากฏให้เห็นอยู่ด้านนอกผ่านหน้าต่างบานใหญ่ นาทีก้าวออกไปพร้อมกับเสาน้ำเกลือคู่ตัวของเขา ดวงตาคู่สวยสีน้ำตาลอ่อนสำรวจเชยชมธรรมชาติกลางเมืองอย่างตื่นเต้น แม้ว่าภายในอากาศจะยังเจือปนสิ่งสกปรกอยู่บ้างแต่ก็นับว่าดีมากเมื่อเทียบกับในตัวเมืองที่เคยอยู่มา

 

เสียงนกน้อยหลายตัวขับร้องบรรเลงเพลงคลอไปกับสายลมยามบ่ายของวันที่พลัดเอาไออุ่นจากฤดูมาด้วย เส้นผมบางสวยพริ้วไหวไปตามแรงเล็กน้อยจนบางส่วนนั้นลงมาปิดลูกแก้วจนเปลือกตาสีมุขต้องปิดลลงมาป้องกัน เสียงใบไม้แห้งเคลื่อนไหวกระทบกันไปมาทำให้คนที่นั่งอยู่นั้นตัดสินใจหลับตาลงฟังเสียงสบายหู

 

ร่างเล็กทิ้งตัวลงนั่งบนม้าหินรูปวงกลมที่หนึ่งที่ส่วนกลางของมันนั้นถูกใช้เป็นพื้นที่สำหรับปลูกไม้ตกแต่งหลายชนิด ดอกไม้มากสีต่างก็แข่งกันเบ่งบานเมื่อแสงแรกแย้มของวันตกกระทบ ความเงียบสงบที่ไม่อึดอัดต่างจากเมืองหลวงทำให้คนตัวเล็กผ่อนคลายลงอย่างง่ายดาย ปล่อยให้ทั้งร่างและจิตใจหลุดลอยไปกับสายลม จนไม่รับรู้เลยว่าตนนั้นกำลังถูกจับจ้องจากใครบางคนอยู่

 

ชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งในตำแหน่งพยาบาลประจำที่กำลังยืนทำหน้าที่ดูแลคนไข้ผู้สูงอายุอยู่นั้นชะงักไปเมื่อร่างเล็กของใครคนหนึ่งเดินผ่าน จนเมื่อสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นเสร็จสิ้นไป ความสนใจก็ถูกย้ายไปที่อื่น ขายาวผุดลุกขึ้นหลังจากที่นั่งดูแลคนไข้อยู่นาน เผลอตัวก้าวตามอีกคนไป จนกระทั่งร่างของใครคนนั้นนั่งลง เขาเองก็ยังจดจ้องอยู่เช่นนั้นราวกับตกอยู่ในมนต์สะกดบางอย่าง ที่แน่นหนายากเกินจะก้าวออก

 

ยามคนตรงหน้าเงยมองท้องฟ้าสดใสในขณะที่แสงสีทองอร่ามจากดวงตะวันก็สาดมากระทบกับดวงหน้าเล็ก ขลับให้ผิวสำน้ำผึ้งของอีกคนนั้นสว่างขึ้น ผิวเนียนที่ถูกปกคลุมด้วยเนื้อผ้าสีขาวสะอาดทำให้ร่างเล็กยิ่งดูไร้เดียงสาราวกับผ้าขาวที่ห่อหุ้มเด็กแรกเกิดเอาไว้ ขนแพยาวดำสนิทรับกับปลายจมูกมนโค้งสวยได้รูปและแม้ว่ามันจะถูกแต่งแต้มด้วยจุดดำๆไม่ได้ทำให้มันน่าดูน้อยลงเลย ริมฝีปากแดงธรรมชาติที่เผยอออกนุ่มชุ่มชื่นนั้นงดงามเหนือสิ่งใดๆ และองค์ประกอบที่สมบูรณ์แบบก็ยิ่งทำให้ใครคนนั้นสง่างามดุจเทพธิดาที่ล่วงหล่นลงมาจากสวรรค์ เขาแอบลอบมองอยู่เช่นนั้นจนเมื่อคนตรงหน้าเริ่มขยับตัวถึงได้เพิ่งรู้ว่ามันล่วงเลยมาได้สักพักเสียแล้ว

 

โครกกก…

 

สัญญาณจากกระเพาะที่เริ่มเรียกร้องหาอาหารทำให้คนที่นั่งหลับตาพริ้มอยู่ลืมตาอีกครั้งพร้อมกับมือที่ยกขึ้นกุมไว้ คนใบหน้าสวยยู่ปากลงเล็กน้อยที่ไม่ยอมเชื่อฟังคุณพยาบาลที่ก่อนหน้านี้บอกให้ทานก่อน ท่วาในจังหวะที่กำลังจะลุกขึ้นเดินกลับนั้น เสียงเรียกของใครบางคนก็ดังขึ้นขัดเสียก่อน

 

“หิวหรอครับ คนไข้” เสียงทุ้มต่ำของนายพยาบาลคนหนึ่งจากด้านหลังทำให้นาทีต้องหันกลับไปมองด้วยความเคอะเขินเล็กน้อยที่มีคนได้ยินเสียงท้องร้อง

“แหะๆ ครับ”

“นั่งรอสักครูนะครับ เดี๋ยวผมจะไปเอามาให้”

“ไม่เป็นไรๆครับ เดี๋ยวผมก็กลับขึ้นไปแล้ว”

“ทำตัวตามสายเถอะนะครับ แป๊ปเดียว” และเขาก็ได้แต่พยักหน้าหงึกๆตามที่อีกคนบอกด้วยท่าทีงงๆ พยาบาลสงสารเขาขนาดนั้นเลยหรือไงที่ท้องร้อง แค่ไม่ได้กินข้าวเที่ยงเอง

 

ไม่นานชามข้าวต้มคุ้นเคยก็มาอยู่ในมือกลิ่นหอมของหมูที่ถูกปรุงและพริกไทยที่โปรยประดับหน้านั้นทำให้อาหารจืดหน้าทานขึ้นมานิดนึง คนตัวเล็กไม่รอช้าหยิบช้อนขึ้นมาตักคำโตๆเข้าปากทันที ทว่าก็ต้องเบ้หน้าทันทีที่มันแตะลิ้นเพราะความร้อนที่แทบจะทำให้ปากไหม้ได้

 

เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นจากด้านข้างจนเมื่อหันไปดูนาทีก็เพิ่งรู้ตัวว่าอีกคนนั้นนั่งลงมาเป็นเพื่อนเสียแล้ว ลิ้นเล็กแลบออกมาเล็กน้อยเพื่อระบายไอร้อนด้านในจนเริ่มแดง

 

“คุณพยาบาล…”

“ฮ่าๆๆ ขอโทษครับ ผมลืมบอกเลยว่ามันร้อน”

 

อีกคนส่งสายตาสำนึกผิดมาให้เขาเล็กน้อยคำต่อไปก็ถูกตักเข้าปากโดยไม่ลืมที่จะเป่ามันเสียก่อน กลิ่นของต้นหอมที่ถูกโรยไว้ด้านบนฟุ้งไปทั่วโพรงปากเล็กที่ซึมเข้ากับเนื้อนิ่มๆของหมูอย่างลงตัว จนนาทีแอบคิดเสียว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกชอบอาหารของโรงพยาบาล

 

พยาบาลหนุ่มทำได้เพียงเก็บภาพตรงหน้าไว้จดจำให้มากที่สุด ก่อนที่มันจะเดินจากเขาไป คนตัวเล็กที่เมื่อทานเสร็จแล้วก็ลุกขึ้นทันที ก้มหัวให้เป็นการขอบคุณและเดินจากไปไม่ทันได้สานต่อ ถ้าเพียงเขามีสติอีกสักนิด อาจจะได้ใกล้ชิดกับคนคนนั้นมากกว่านี้เป็นแน่…

 

 

 

 

 

หลังจากมื้อกลางวันที่สวนแล้วนาทีก็กลับมานอนแช่อยู่บนเตียงอยู่เช่นนั้น แม้แต่รายการน่าสนใจมากมายก็ทำให้เขาตื่นเต้นไม่ได้เลยสักนิด แม้ว่าในห้องนั้นมันจะเงียบสงบและสันโดษอย่างที่เขาชอบ ทว่าในเวลาแบบนี้และสถานที่เช่นนี้ อยู่ตัวคนเดียวไม่ได้ทำให้รู้สึกดีเลยแม้แต่น้อย

 

จนเมื่อเสียงเรียกเข้าจากสมาร์ทโฟนดังขึ้น เขาก็ผุดลุกขึ้นนั่งดูรายชื่อที่ถูกบันทึกไว ก่อนที่รอยยิ้มน่ารักจะเผยขึ้นบนใบหน้าอย่างปิดไม่มิดด้วยความดีใจ ไปพร้อมๆกับเสียงกลองที่กระหึ่มออกมาจากอก

 

(พี่…พี่รับสายผมแล้ว!!!) น้ำเสียงเจือความตื่นเต้นของคนปลายสายที่จู่ๆก็ดังขึ้นมานั้นทำให้เขาอดที่จะขำมันไม่ได้ด้วยความเอ็นดู

“อื้อ ขอโทษที่หายไปหลายวันนะ”

(ไม่เป็นไรเลยครับ ผมไม่ได้โกรธเลย แต่พี่หายไปไหนหรอไม่ได้เป็นอะไรใช่มั้ย)

“ไม่สบายนิดหน่อยเอง”

(แอดมิทที่โรงบาลฯหรอครับ)

“รู้ได้ยังไงกัน”

(พี่ไม่มาร้านเองตั้งหลายวัน ทำไมผมจะไม่รู้)

“…”

(คิดว่าไม่อยากเจอหน้าผมซะอีกถึงต้องให้เพื่อนมาแทน)

“ไม่ใช่นะ! เราไม่ได้อยากนอนอยู่นี่สักหน่อย…”

(ครับๆ ล้อเล่นเอง แต่ก็น่าโกรธแหละ สร้อยผมก็ไม่ได้คืน)

“ลืมเลย งั้นเอาแบบนี้”

(?)

“ออกจากที่นี่เมื่อไหร่ เราไปเที่ยวด้วยกันมั้ย”

(…)

“ถึงตอนนั้นเราจะเป็นฝ่ายใส่สร้อยให้เซนต์บ้าง” เสียงของอีกคนนั้นเงียบไปจนคนตัวเล็กรู้สึกเริ่มไม่มั่นใจกับประโยคที่พูดจนต้องกลับมาทบทวนใหม่จนใจเสีย

(น่ารักจังเลยนะครับ)

“…”

(พี่น่ะ) สิ้นสุดคำพูด มือเล็กทั้งสองข้างก็ยกขึ้นจับหน้าไว้ด้วยความเขินพร้อมๆกับสีแดงฝาดที่เริ่มลามไปทั่วพวงแก้มใส

(พี่สัญญากับผมแล้วนะ)

“อื้อ รู้แล้วเจ้าเด็ก”

(ครับๆ อยู่โรงพยาบาลไหนล่ะ เดี๋ยวเย็นนี้ไปเยี่ยม)

“ไม่ต้องก็ได้ มันลำบากเปล-”

(ไม่มีอะไรที่เป็นพี่แล้วมันลำบากสำหรับผมหรอกครับ)

“…”

(…)

เดี๋ยวส่งให้

 

เพียงเท่านั้นสายก็ถูกตัดลงพร้อมกับความรู้สึกพองโตข้างในที่อีกคนทิ้งไว้ให้ หัวทุยทิ้งน้ำหนักลงบนหมอนนิ่มอีกครั้งก่อนจะยกของที่ถืออยู่เอาไว้มาแนบกับอก

 

ใจร้ายสมชื่อจริงๆเลยคนนี้…

 

 

 

 

 

ร่างเล็กของคนรักแทบจะพุ่งออกจากรถไปทันทีที่ล้อทั้งสี่หยุดลงหน้าร้านเบเกอร์รี่น่ารักแห่งหนึ่งหลังจากทำการเดินทางมาเป็นเวลาเกือบครึ่งวัน สีหน้าที่แลดูเป็นกังวลและลนลานนั้นทำให้ไทม์อยากจะอยู่ช่วยต่อสักพักหากไม่ติดที่ว่างานการเขาก็ต้องกลับไปสะสาง เขาจำต้องปล่อยให้อีกคนเดินออกไปโดยที่ในใจแล้วยังแอบห่วงอยู่ไม่น้อย

 

“ฝุ่นไปก่อนนะ ดูแลตัวเองนะครับแล้วไม่ต้องคิดมากเรื่องนาทีล่ะ”

 

จบลงเพียงเท่านั้นก่อนที่ประตูจะปิดลงทว่าคนขับก็ยังไม่คิดจะขับออกไปไหน สายตาคมจ้องมองร่างที่วิ่งเข้าไปในตึกด้วยความรีบร้อน และเมื่อคิดว่าถึงเวลาที่ควรไปแล้วนั้น เท้าที่กำลังจะเหยียบคันเร่งจู่ๆก็ต้องลดแรงลงยามเสียงบางอย่างดังเข้ามาจากด้านนอก ร่างสูงไม่รีรอใดๆและวิ่งตามลงไปทันที

 

ประตูกระจกบานใหญ่ถูกผลักออกอย่างไม่ยั้งแรงก่อนที่ภาพของความวุ่นวายจะปรากฏต่อหน้า ข้าวของกระจัดกระจายไปตามพื้นร้านและซากของใช้มากมายที่ถูกพังอย่างเจตนา เศษแก้วแตกไปทั่วพื้นและถ้าเขาเห็นไม่ผิดบางจุดนั้นมีคราบหยดเลือดอยู่ตามพื้น ไม่จำเป็นต้องเดินเข้าไปมากกว่านี้ ร่างของสองแม่ลูกที่กำลังกอดกันกลมพร้อมกับคราบน้ำตาแห่งความสูญเสียบนใบหน้าทรุดลงอยู่ที่พื้นราวกับคนหมดหวัง แขนเล็กของคนรักที่เอื้อมกอดร่างอ่อนแอของมารดานั้นพยายามโยกตัวไปมาเป็นการปลอบประโลม ทว่าอาจไม่ได้ผลมากนักกับความผิดหวังในครั้งนี้

 

เสียงสะอื้นจนตัวโยนของฝุ่นสู้ไม่ได้เลยกับของคนเป็นแม่ จนเมื่อเวลาผ่านไปสักพักมันก็เงียบลงไปเมื่อเจ้าตัวล้มหมดสติไปเสียดื้อๆมือเล็กที่ก่อนหน้านี้คอยจับประคองร่างของผู้เป็นแม่ไว้บัดนี้ได้อ่อนลงไปอย่างไร้เรี่ยวแรงด้วยความเจ็บปวด ไทม์ที่เห็นดังนั้นก็ตัดสินใจเดินเข้าไปช่วยทันที ศรีษะของหญิงวัยกลางคนสัมผัสลงบนผิวนิ่มของโซฟาเนื้อดีอีกครั้งก่อนที่คนเป็นลูกจะจัดท่าให้ท่านนั้นได้พักผ่อนอย่างสบาย ดวงตาคู่สวยที่ยังคลอไปด้วยหยาดน้ำใสที่ก่อตัวขึ้นมาอย่างไม่มีสิ้นสุดก็ปล่อยระบายออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า ฝ่ามือแกร่งจึงเอื้อมออกไปผลักให้หัวเล็กทิ้งน้ำหนักลงมาบนไหล่กว้าง ก่อนจะโอบกอดคนรักไว้อย่างแน่น เช่นเดียวกับมือเล็กทั้งสองข้างที่ยังสั่นเทาไม่หยุดนั้นยกขึ้นหาที่พักพิง

 

“ฮึก…พี่ไทม์ อึก ทำไมมันเป็นแบบนี้ ฮือ”

 

การที่เขาทำได้เพียงปลอบคนในอ้อมกอดนั้นช่างน่าหงุดหงิดเสีย ร่างที่โยกไปมาเพราะแรงสะอื้นนั้นเขาจะสามารถทำให้มันหยุดลงได้หรือไม่ ความชื้นซึมซับผ่านผ้าบางของเสื้อยืดลงมาโดยที่ไทม์ไม่คิดรังเกียจมันสักนิด มือทั้งสองข้างยังคงทำหน้าที่ให้ดีที่สุด หวังเพียงว่าจะช่วยบรรเทาสิ่งเหล่านี้ลงได้

 

ไม่นานนักคราบน้ำตาบนใบหน้าสวยก็เหือดแห้งหายไป ทิ้งไว้เพียงรอยแผลข้างในที่คงไม่มีทาหายในเร็วๆนี้ ดวงตาที่เคยสดใสและเป็นประกายหากแต่บัดนี้ได้หมองหม่นลงไปแล้ว ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆและฝุ่นเองก็ไม่แน่ใจนักว่าเขาควรรู้สึกเช่นไร เมื่อได้รับข่าวจากคนเป็นแม่ว่าพี่ชายของตนที่กลับมาบ้านแล้วในรอบหลายปี กลับต้องผิดหวังเมื่อเกิดเหตุทะเลาะวิวาทที่ไม่ได้คาดการ์ณขึ้นจนคนเป็นพี่ตัดสินใจทำลายข้าวของลงเช่นนี้ นานมากแล้วที่เขาไม่ได้เห็นใบหน้าของผู้เป็นพี่ตั้งแต่เหตุการ์ณในครั้งนั้น

 

แสงสีทองสะท้อนมากระทบเข้ากับม่านตาสีสวยที่ยังคงเหม่อลอยออกไปด้านนอกผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของร้าน เช่นเดียวกับไทม์ที่ได้แต่นั่งรอเวลาที่อีกคนพร้อมจะเล่าให้ฟัง

 

“พี่ไทม์”

“ครับ”

“พี่ไอเขารักฝุ่นกับแม่บ้างมั้ย”

 

วินาทีที่ดวงตาทั้งสองคู่สบกันนับเป็นช่วงเวลาที่เขารู้สึกทรมาณมากที่สุดเลยก็ว่าได้ ฝุ่นได้สลัดคราบหนุ่มน้อยร่าเริงที่ทำมันต่อหน้าคนอื่นมาโดยตลอด คอยดูแลห่วงใยคนรอบข้างมากกว่าตัวเองเสมอ และในเวลาเช่นนี้คนตัวเล็กก็คงไม่สามารถรักษาแผลของตัวเองได้เลย เพราะที่ผ่านมาเขาได้ทุ่มมันทั้งหมดไปแล้วกับคนที่รัก

มือแกร่งประสานเข้ากับก้านนิ้วเรียวของคนรักก่อนจะออกแรงบีบเบาๆ ริมฝีปากอุ่นๆของคนเป็นพี่จูบซับน้ำตาอย่างที่เขาได้ทำมันมาตลอด ก่อนจะมอบกอดอันแสนอบอุ่นให้อีกครั้ง ที่ไม่ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ฝุ่นก็ยังต้องการมัน เปลือกตาสีมุขปิดลงมาอย่างช้าๆ ก่อนที่ลมหายใจที่กำลังรินรดต้นคอไทม์อยู่นั้นจะเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ

เสื้อตัวโคร่งที่ฝุ่นใส่นั้นเมื่อเจ้าตัวได้เอนลงมาพิงเขาแล้ว ขอบเสื้อก็ร่นตกลงไปตามไหล่ลาดจนเผยให้เห็นส่วนเนื้อขาวสวย พร้อมกับรอยตัวเลขห้าสิบที่อยู่เช่นนั้นมาตลอดหลายปีที่เขาได้รักคนคนนี้ ไทม์กดจูบลงบนตัวเลขสองหลักที่ดูมีเสน่ห์ขึ้นเมื่อมันอยู่บนร่างเล็ก ก่อนจะดึงให้ชายเสื้อกลับขึ้นมาคลุมดังเดิม และคล้อยเข้าสู่ห้วงนิทราไปพร้อมกันๆ

 

“ทุกอย่างมันจะดีขึ้นในสักวัน รอหน่อยนะครับ พี่จะคอยอยู่ข้างเราเอง”

 

 

 

 

 

 

 

ยามผืนฟ้าด้านนอกไม่หลงเหลือแสงสว่างอีกต่อไป ประตูเลื่อนของห้องบานใหญ่สีขาวสะอาดถูกเปิดออก ร่างของคนตัวเล็กที่เขาไม่ได้พบเจอมาหลายวันบนเตียงนอนก็เผยให้เห็น เสียงของรองเท้าสีดำเงากระทบที่พื้นดังขึ้นอย่างเป็นจังหวะก่อนที่มันจะหยุดลงที่ด้านหนึ่งข้องเตียง เก้าอี้ถูกลากเข้ามาใกล้พร้อมกับร่างสูงที่ทิ้งตัวลงนั่ง ดวงตาเรียวคมเฝ้ามองโครงหน้าสวยพิจราณาความงดงามอย่างเงียบๆ จนกระทั่งเปลือกตาบางเปิดขึ้นเผยให้เห็นลูกแก้วสีน้ำตาลเทาประจำตัว

 

เสียงหายใจอันแผ่วเบาของร่างเล็กยังคงเป็นไปอย่างสม่ำเสมอแม้ว่าเจ้าตัวจะตื่นขึ้นมาแล้วก็ตาม ไร้ซึ่งคำเอื้อนเอ่ยใดๆ มีเพียงความเงียบที่ผ่อนคลายไม่ได้อึดอัด

 

“ผมทำพี่ตื่นหรอครับ”

“ไม่ เราตื่นเอง”

“ทานข้าวหรือยังครับ”

“อื้อ เซนต์ล่ะ”

“เรียบร้อยแล้วครับ”

 

ทว่าจากที่ก่อนหน้านี้นั้นความรู้สึกสบายตัวมันมากกว่าเมื่อเทียบกับตอนนี้ที่ทั้งห้องสี่เหลี่ยมกลับฟุ้งเต็มไปด้วยอาการเก้อเขินจากคนทั้งสอง สายตาที่ไม่ยอมสบกันราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายอาจจะอ่านความคิดออก

 

“นอนแบบนี้ทั้งวันน่าเบื่อแย่เลยนะครับ”

“อือ น่าเบื่อจริงๆนั่นแหละ”

อยากขึ้นไปนั่งเล่นที่ดาดฟ้ากับผมมั้ยครับ

“เราไปได้หรอ” คนตัวเล็กที่จู่ๆก็หันกลับมาถามเขาด้วยท่าทางตื่นเต้นนั้นทำให้เซนต์ถึงกับชะงักไป เพราะดวงตากลมใสที่ดูจะเปล่งประกายขึ้นมาจนเหมือนว่าด้านในนั้นกำลังห่อหุ้มทั้งอวกาศไว้อยู่ งดงามเกินคำบรรยายเสียจริง

“ได้สิครับ ไปมั้ย”

 

ไม่ต้องว่าให้มากความคนตัวเล็กน่ารักก็พยักหน้าตามจนเส้นผมนั้นพริ้วไหวไปตามแรง นาทีพลิกตัวลงมานั่งที่ขอบเตียงก่อนจะใส่รองเท้าให้เรียบร้อย เช่นเดียวกับคนเด็กกว่าที่ช่วยลากเสาน้ำเกลือมาให้ รอยยิ้มทรงเหลี่ยมถูกส่งมาให้อีกคนด้วยความดีใจ เช่นเดียวกับร่างสูงที่ระบายยิ้มเล็กๆให้กลับไปเช่นกัน

 

ทันทีที่ประตูลิฟต์ใสเลื่อนออกจากกัน สายลมเย็นก็โกรกเข้าใส่หน้าจนต้องหลับตาหนี สองเท้าก้าวออกมาพ้นขอบลิฟต์เหยียบสัมผัสลงบนผืนหญ้าเทียมของลานกว้างบนดาดฟ้าประจำโรงพยาบาลหรู ถูกใจคนตัวเล็กไม่น้อย ไร้ซึ่งผู้คนนับเป็นโชคดีที่เขาจะได้ครองมันในค่ำคืนนี้ แสงประกายวิบวับนับไม่ถ้วนต่างพากันสว่างสไวเอาใจคนดู อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา หลังจากนั้นเสาน้ำเกลือที่ก่อนหน้านี้เซนต์เป็นผู้ถือนั้นก็ถูกแย่งไป ก่อนที่คนตัวเล็กจะออกแรงลากมันไปทั่วสำรวจทุกซอกทุกมุมของดาดฟ้าราวกับเด็กตัวเล็กๆ ที่ไม่ว่าใครมองก็ต่างเอ็นดู

 

หลอดไฟดวงเล็กที่ถูกฝังเป็นจุดๆตามพื้นค่อยพากันสว่างขึ้นมา แสงไฟอุ่นสีเหลืองนั้นเพิ่มบรรยกาศให้พื้นที่แห่งนี้อบอุ่นไปอีกแบบ ดวงตาเรียวของร่างสูงก็ทำได้เพียงมองตามร่างที่เล่นไม่มีเหนื่อยมาสักพักด้วยรอยยิ้มจางๆ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตั้งแต่รู้จักคนคนนี้แล้ว เขายิ้มไปกี่ครั้งกัน

 

เสียงร้องเล็กด้วยความตกใจดังขึ้นมาเบาๆก่อนที่ร่างเล็กของคนเป็นโซลเมทจะล้มทรุดไปอยู่ที่พื้น เซนต์ที่เห็นดังนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปหาทันทีด้วยความเป็นห่วง ย่อตัวลงนั่งข้างๆก่อนจะสำรวจว่าบนตัวอีกฝ่ายนั้นมีรอยแผลอะไรหรือไม่ ทว่าสักพักกลับต้องนิ่งไปเมื่ออีกคนดันหัวเราะขึ้นมาเสียก่อน

 

“คิกๆ ไม่เห็นรู้เลยว่าบนดาดฟ้าสนุกกว่าด้านล่างอีก”

 

คำพูดไร้เดียงสาพร้อมกับรอยยิ้มที่กว้างจนทำให้ตาทั้งสองข้างปิดนนั้นทำให้ใจของใครสักคนกระตุก นาทีไม่ได้มีท่าทีเศร้าหรือเจ็บแม้แต่น้อยที่ตัวเองล้มและแม้ว่าเข่าจะมีรอยถลอกเล็กน้อย คงเพราะเจ้าตัวได้แต่สนใจสิ่งรอบข้างอยู่

 

แขนแกร่งอุ้มให้คนที่นั่งอยู่ที่พื้นกลับขึ้นมายืนดีๆ และหากสังเกตเขาเพิ่งนึกได้ว่านาทียังไม่ได้แสดงอาการเจ็บใดๆออกมาเลย จะมีก็แต่รอยยิ้มน่ารักที่ไม่รู้ว่ามันถูกส่งมากี่รอบแล้ว

 

เวลาผ่านไปสักพักหลังจากวิ่งเล่นจนเหนื่อย คนตัวเล็กจึงเดินมานั่งพักบนเก้าอี้ไม้ยาวตัวหนึ่งข้างๆคนเด็กกว่า เสียงหอบหายใจหนักๆข้างหูนั้นทำเอาเซนต์หลุดขำออกมาอย่างห้ามไม่ได้ที่เจ้าตัวเอาแต่วิ่งเล่นไม่ดูแรงตัวเองแถมยังสะดุดล้มไปรอบนึงอีก ริมฝีปากเล็กเผยอออกเพื่อโกยอากาศเข้าปอด เช่นเดียวกับอกบางที่กระเพื่อมขึ้นลงตามแรง

 

เป็นอีกครั้งที่สายลมพัดผ่านมาหากแต่คราวนี้ไอเย็นของรัตติกาลนั้นแฝงมาเช่นกัน ความชื้นของเหงื่อบนผิวบางที่เมื่อถูกกระทบเข้ากับสายลมเย็นๆทำให้เริ่มหนาวจนเกือบสั่น เสื้อโรงพยาบาลแขนยาวบางๆไม่ได้ช่วยเขาอีกต่อไป ก่อนที่สูทตัวใหญ่จะทาบเข้าข้างหลัง

 

มือใหญ่ของอีกคนจับกระชับมันคลุมร่างเล็กที่นั่งข้างๆก่อนจะส่งสายตามาให้ราวกับพยายามจะบอกว่าเขาไม่ได้รู้สึกหนาวมากนัก พลางพวงแก้มใสก็ขึ้นสีฝาดพยายามเบือนหน้าหนี

 

นาทีเลื่อนความสนใจไปหยุดที่ผืนฟ้ากว้างขวางด้านบนก่อนจะหวนนึกถึงฝันร้ายเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา หากมันจะเป็นลางบอกเหตุ มันจะมีความหมายเช่นไร และหากมันเป็นเพียงฝันร้าย นั่นหมายความว่าเขาคิดมากไปหรือไม่

 

จู่ๆมือเล็กที่วางพาดอยู่บนตักเล็กก็ถูกดึงไปกุมไว้อย่างไร้เหตุผล ความอุ่นจากฝ่ามือที่ใหญ่กว่าแผ่เข้ามาจนรู้สึกอบอุ่น ดวงตากลมใสมองตามค้างไว้เช่นนั้นไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกไป

 

“เจ็บมั้ยครับ”

“…”

“เมื่อไหร่จะหายเจ็บสักที ผมไม่อยากเป็นต้นเหตุแบบนี้เลย”

“เจ็บอะไรกัน ไม่เจ็บแล้วสักหน่อย”

“…”

เซนต์ทำดีกับเราขนาดนี้แล้วจะเจ็บไปทำไมล่ะ

 

ราวกับว่าเวลานั้นได้หยุดเดินลงและบนโลกทั้งใบมีแค่เขาทั้งสอง ร่างสูงของคนเด็กกว่าที่ขยับเข้ามาใกล้อย่างช้าๆ จนเมื่อระยะห่างนั้นลดเหลือนิดเดียว มีเพียงแสงดวงจันทร์ที่ลอดผ่านมา เปลือกตาบางปิดลงมาหลับตาปี๋ ก่อนที่สัมผัสบางเบานุ่มยุ่นจะแตะเข้าที่ปาก ลมหายใจอุ่นๆที่รดรินบนพวงแก้มและลำคอ ไร้ซึ่งการรุกล้ำใดๆ มันเป็นไปอย่างเนิบนาบ ริมฝีปากหยักขยับอย่างเชื่อช้า ทว่าหนักแน่นไปด้วยความรู้สึกในเวลาเดียวกัน นาทีไม่ได้คิดจะขัดขืนหรือปฏิเสธอะไรออกไป

 

มือแกร่งที่ก่อนหน้านี้ใช้ยันตัวไว้กับเก้าอี้ถูกยกขึ้นไปประคองดวงหน้าสวยให้หันตามองศาที่เขาต้องการ หยอกล้อกับริมฝีปากล่างที่เผลอเผยอออกมานิดๆ ขบเม้มเบาๆ ก่อนจะแกล้งอีกครั้งโดยการแลบเลียริมฝีปากบางของอีกคน

 

ทว่ากลับเป็นอีกครั้งที่จู่ๆอาการเจ็บด้านในก็เข้าเล่นงาน แต่นาทีเลือกที่จะกัดฟันทน เขาไม่อาจให้ความเจ็บเหล่านี้มาทำลายความสุขเขาได้อีกแล้ว แม้ยามหลับตาสายน้ำใสก็ยังไหลรินออกมาอาบแก้มเพื่อระบายความเจ็บที่ก่อตัวด้านใน สองมือเล็กที่ยกขึ้นกำชายเสื้ออีกคนไว้ออกแรงจนข้อขาว แต่เขาก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่หนีอีกต่อไป

 

เซนต์ผละออกมาอย่างอ้อยอิ่ง ไม่วายกดจูบซ้ำอีกครั้งเบาๆ สำรวจรอยแดงจางบนปากของคนตัวเล็ก ก่อนจะเงยขึ้นสบตา เช่นเดียวกับอีกคนที่ช้อนตาขึ้นมามองเขาพร้อมกับม่านน้ำตาที่บดบังอยู่ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่คนตัวเล็กขึ้นมานั่งเกยอยู่บนตักหนาได้ สภาพที่เขาหันหน้าเข้าหาอีกคนโดยการนั่งคร่อมไว้นั้นล่อแหลมเกินไปหากแต่ก็แปลกใหม่เช่นกัน โครงหน้าเรียวขยับเข้าหาอีกครั้งก่อนจะมอบจูบอ่อนโยนเพื่อซับน้ำตาคนเป็ลโซลเมทที่หลับตาลงมารับมัน เสียงสะอื้นที่ลอดมาให้ได้ยินเป็นช่วงๆนั้นยังคงดังกึกก้องอยูในหัว และแขนแกร่งทั้งสองข้างที่รั้งให้ร่างเล็กเข้าสู่อ้อมกอดโอนเอนไปมาจนอีกคนเคลิ้มหลับไป

 

 

 

 

หากว่าความรู้สึกดีๆเหล่านี้อาจแปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดในอนาคต เขาก็คงพร้อมจะเสพติดมันไปพร้อมกับคนคนนี้เสียแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

TBC…

#ร้อยนาทีของเซนต์

 

 

 

 

 

 

Talk:

-

 

Warning: New character has been introduced:)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 47 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

173 ความคิดเห็น

  1. #167 Wayvay_T (@Wayvay_T) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2563 / 21:27
    ฮืออ น้องนาทีเปนอารั๊ยยย
    #167
    0
  2. #117 Nuttysnoopy (@Nuttysnoopy) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 14:11
    เมื่อไหร่ น้องนาทีจะหายเจ้บบบบบ ทำกันได้ลง สงสารมากกกกก ให้เค้าได้กันแบบไม่ต้องด้วยยยย!
    #117
    0
  3. #52 valkyries9795 (@valkyrie-0810529) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 17:46
    ทำไมถึงยังเจ็บบบ ;;~;; เพราะเซนต์ยังยอมรับแบบเต็มร้อยรึเปล่า สงสารน้อง
    #52
    0
  4. #35 Inertia234 (@vwe_vwa) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 00:24
    สนุกมากเลยค่ะ T T
    #35
    0
  5. #34 0982529885 (@0982529885) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 05:57
    เมื่อไหร่น้องจะหายเจ็บ
    #34
    0
  6. #33 blossomtkk (@blossomfnk) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 03:41
    แงงง ฝุ่นไทม์ก็คือรักกันแบบผู้ใหญ่มากๆ
    #33
    0
  7. #32 DreamA10 (@Fd2Kp) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 / 17:49
    สงสารนาทีไม่อยากให้เจ็บปวดอีกแล้ว
    #32
    0