คฤหาสน์สีทอง

ตอนที่ 7 : บทที่ 4 - ตีสองหน้า! ( 100% )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 40
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    4 ก.ค. 61










ขออนุญาตฝากแฟนเพจนิยายด้วยนะคะ ไปกดถูกใจกันเยอะๆ น้า

https://www.facebook.com/DekDHayase/



















บทที่ 4

ตีสองหน้า!

 

 

 

        “คุณแม่คะ คุณแม่!

        เสียงแหลมสูงของบุตรสาวเรียกมารดาดังลั่นบ้าน ร่างอรชรวีนเหวี่ยงใส่บ่าวไพร่ทุกคนที่ขวางทางเจ้าหล่อน ความหงุดหงิดมากล้นจนไม่อาจดับกระหายลงได้ น้ำเสียงและคำด่าทอของนังกาฝากยังคงดังก้องอยู่ในหู มันชัดเจนจนเธอต้องกำหมัดแน่น

        “นังบุญ แม่ฉันอยู่ไหน” ถามความจากสาวใช้คนสนิท

        “คุณนายท่านคุยอยู่กับคุณกฤตที่ห้องรับแขกค่ะคุณหญิง” บุญมีตอบเสียงลนลาน ไม่ชอบเวลานายสาวเสียงดังอารมณ์ร้าย เพราะรู้ฤทธิ์เดชของเจ้าหล่อนดีนัก

        เธอยังเคยถูกตบหน้ามาแล้วเวลาไม่ได้ดั่งใจ ถ้าไม่ติดว่าประจบสอพอแล้วได้เงินได้ทองใช้สอยมากกว่าผู้อื่นล่ะก็ อย่าหวังเลยว่าจะคอยรองมือรองตีนอย่างทุกวันนี้

        “อะไรลูกหญิง เสียงดังเอะอะโวยวาย คุณปู่กำลังนอนอยู่เดี๋ยวท่านก็ตื่นกันพอดีลูก” เสียงของมารดาดังขึ้นพร้อมกับนั่งลงบนโซฟาลูบศีรษะลูกรัก

        “คุณแม่ยังมัวแต่ห่วงคนอื่นอยู่อีกเหรอคะ!” บุตรสาวตะคอกเสียงขุ่น

        “อะไรกันลูก แม่งงไปหมดแล้ว” ภัคคิณีไม่เข้าใจ แต่ผู้เป็นแม่ก็ยิ้มสู้เพราะไม่อยากให้ลูกสาวสุดที่รักโมโหไปมากกว่านี้

        “ก็ที่นังกาฝากมันด่าหญิง คุณแม่ยังนิ่งเฉยได้ยังไงคะ หญิงเกลียดมัน ชาติตระกูลมันก็ต่ำกว่าหญิง แต่กล้าดียังไงมาพูดแบบนี้กับหญิง” คนพูดกำหมัดแน่น ความโกรธเกลียดแล่นพล่านดุจเพลิงร้อน ไม่อาจดับลงโดยง่าย

        มารดาถอนหายใจเฮือกใหญ่

        “แม่ไม่มีวันอยู่เฉยๆ หรอกนะลูก” ภัคคิณีลูบศีรษะหญิงสาว “แม่เองก็ทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกของแม่ได้อยู่สุขสบาย และอยู่เหนือกว่ามัน” แววตาผู้พูดทอประกาย รอยยิ้มร้ายผุดขึ้นบนริมฝีปาก

        “หญิงอยากแก้แค้นมัน อยากทำให้มันสำนึกว่าไม่ควรมาอวดดีกับหญิง!” มาริษาเอ่ย

        “แล้วหญิงจะทำยังไงลูก นังนั่นมันระวังตัวแจ อีกทั้งวันๆ ยังอยู่แต่ในครัวในสวน ไม่ค่อยได้เสนอหน้าออกมาให้เราเห็น” ภัคคิณีว่าไปตามความจริง เธอเองก็อยากจะหาวิธีบีบให้นังกาฝากออกไปให้พ้นๆ ทางใจแทบขาด

        “หญิงมีแผนค่ะคุณแม่ แต่คุณแม่ต้องช่วยหญิง!

--------------------------------------------------------

        “คุณพ่อคะ ภัคมีเรื่องอยากจะคุยกับคุณพ่อค่ะ”

        หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จสิ้น ภัคคิณีก็รีบหาจังหวะพูดคุยกับประมุขของบ้าน ใบหน้าเหี่ยวย่นแปลกใจเล็กน้อย ปกติลูกสะใภ้ไม่เคยอยากจะเสวนากับตนเท่าไหร่นัก นอกจากขอเบิกค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่นั่นล่ะอย่าเรียกว่าค่าใช้จ่ายเลยจะดีกว่า ต้องเรียกว่าค่าช็อปปิ้งของแม่หลานสาวตัวดีถึงจะถูก

        “ว่ามาสิ” เสียงนุ่มทุ้มเอ่ย แม้จะแหบพร่าตามวัยแต่ทว่ากลับสุขุมนุ่มลึกจนผู้ฟังหวั่นสะท้าน ยามที่ต้องพูดคุยกับพ่อสามีตามลำพังภัคคิณีจะสำรวมเป็นพิเศษ

        “พรุ่งนี้ลูกหญิงได้รับเชิญไปร่วมงานเลี้ยงกับเพื่อนๆ ในกลุ่ม แกอยากชวนหนูนิดไปด้วย แต่คงจะไม่กล้าเลยให้ภัคมาขออนุญาตกับคุณพ่อค่ะ”

        “อะไรกัน จะชวนอีกคนแต่มาอนุญาตกับอีกคน มันไม่ประหลาดไปหน่อยหรือไง” ชายอาวุโสขมวดคิ้ว

        “แหม คุณพ่อคะ ทำยังกับไม่รู้นิสัยหลานสาวคนนี้เสียนี่ ยัยนิดเขาเป็นเด็กเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่ค่อยอยากจะออกไปสมาคมที่ใดนัก วันๆ เอาแต่อยู่ในครัวหรือไม่ก็ในสวน ลำพังเพื่อนตัวเองชวนไปเดินห้างยังไม่ไปเลย ลูกหญิงก็คงกลัวว่าถ้าไปชวนด้วยตัวเองแล้วน้องจะปฏิเสธน่ะค่ะ” ภัคคิณีร่ายยาว

        “อ๋อ” คนฟังพยักหน้า วินาทีแรกหวั่นใจพลางมองใบหน้าสวยจัดจ้านของลูกสะใภ้ ไม่ใช่ไม่รู้ว่าสองแม่ลูกตั้งแหง่กับหลานสาวคนเล็ก แล้วทำไมวันนี้ถึงคิดอยากจะชวนไปไหนมาไหนด้วย

        “มองหน้าภัคแบบนี้คงไม่ไว้ใจกันสินะคะ” ภัคคิณีเอ่ยอย่างรู้ทัน

        “มันก็เป็นของธรรมดา ปกติเธอและยัยหญิงเอาแต่ก่นด่านิดทุกวี่วัน อยู่ๆ มานึกคิดพิศวาส ใครมั่งจะไม่สงสัย” ชายชราว่าไปตามความจริง

        “ก็เพราะแบบนี้ไงคะภัคถึงต้องมารบกวนให้คุณพ่อช่วยเป็นคนบอกกับยัยนิด เพราะภัคและลูกหญิงรู้ดีว่าถ้าไปชวนด้วยตัวเอง ยัยนิดคงไม่ไปแน่” ภัคคิณีได้ทีจึงแสร้งทำหน้าเศร้า

        “ภัคกับลูกก็แค่รู้สึกผิดที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเอาแต่รังเกียจยัยนิด ทั้งๆ ที่เด็กคนนั้นก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของธนาศินเหมือนกับเรา” ลูกสะใภ้เอ่ยเสียงเศร้า หล่อนพยายามแสดงออกทุกทางเพื่อให้พ่อสามีเห็นว่าเธอสำนึกแล้วจริงๆ

        “ถ้าคิดได้เช่นนั้นก็ดี เรื่องบางเรื่องก็ปล่อยมันไปเสียบ้าง เก็บเอามาคิดมาชังให้ตกเป็นตะกอนใจกันซะเปล่าๆ” น้ำเสียงแหบพร่าสอนไปในตัว ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยท่าทีปลงตก “เดี๋ยวฉันจะบอกหลานให้แล้วกัน”

        ภัคคิณีดีใจเผยรอยยิ้มกว้าง ยกมือไหว้บุคคลตรงหน้า

        “ขอบพระคุณค่ะคุณพ่อ”

        หญิงวัยกลางคนพอใจในคำตอบยิ่งนัก พ่อสามีเธอผู้นี้แม้ภายนอกจะดูเฉลียวฉลาดและรู้เท่าทันทุกคนในบ้าน แต่ไฉนเลยกลับตกม้าตายด้วยมุขตื้นๆ ที่ลูกสาวสุดที่รักของเธอเป็นคนคิด หากรู้ว่าถูกหลานสาวตัวเองหลอกใช้ล่ะก็ คงทำหน้าไม่ถูกกระมัง ยิ่งคิดก็ยิ่งสะใจ

        “ได้ไหมคะคุณแม่” มาริษาที่รอคำตอบของมารดาอยู่ในห้องเอ่ยถาม มารดายิ้มกว้างแววตามีชัย

        “ระดับแม่มีหรือจะพลาด” น้ำเสียงโอ้อวดเต็มที

        “คุณแม่ของหญิงเก่งที่สุดเลยค่ะ” บุตรสาวโผเข้ากอดมารดาแน่น เรียกเสียงหัวเราะได้ดีจากอีกฝ่าย

        “เพื่อความสบายใจของลูกหญิง แม่ยินดีทำทุกอย่าง!

        ผู้เป็นแม่ลูบศีรษะทุยของลูกรัก

--------------------------------------------------------

        “คุณนิดคะ ท่านให้มาเชิญคุณนิดขึ้นไปรับประทานอาหารบนตึกใหญ่ค่ะ” กระถินเรียนผู้เป็นนายให้ทราบ คนถูกเชิญขมวดคิ้วเรียวเป็นปม

        “ทำไมจู่ๆ คุณปู่ถึงให้ฉันขึ้นไปทานที่ตึกใหญ่ ก่อนหน้านั้นฉันก็คุยกับท่านแล้วว่าขอทานข้าวกับพวกพี่ๆ” เสียงหวานคล้ายจะรำพึงกับตนเองมากกว่า บรรดาสาวใช้มองหน้ากันอย่างงุนงง

        “ไปเถอะค่ะคุณนิด คุณท่านอาจมีเรื่องสำคัญต้องการคุยกับคุณนิดก็ได้นะคะ” น้อยเอ่ย กระถินเองก็เห็นด้วย

        “ใช่ค่ะคุณนิด ไปเถอะนะคะ ไม่แน่นะอาจจะคุยเรื่องยกสมบัติ” พูดจบเจ้าคนจอมยุ่งก็ถูกตีแขนไปหนึ่งที “โอ๊ย! อะไรกันจ้ะพี่แป๋ว ฉันก็แค่พูดเล่นเท่านั้นเอง”

        “แกนี่นะนังกระถิน เห็นคุณนิดเธอเอ็นดูเข้าหน่อยก็ชักลามปามไปกันใหญ่ จะพูดจะจาอะไรให้มันรู้นายรู่บ่าวเสียบ้าง” คำติเตียนจากสาวใช้รุ่นพี่ที่อยู่มานานจนมากล้นด้วยประสบการณ์

        “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะพี่แป๋ว กระถินยังเด็กก็พูดไปตามประสา” ฐิติวรดาไม่ถือความ กระถินเป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบเก้าปีเท่านั้น ความยากจนในชนบททำให้เจ้าตัวที่ความรู้ทางการศึกษาน้อยนิดต้องตรากตรำทำงานในเมืองใหญ่ หญิงสาวเองก็เคยพบพานความลำบากสมัยอยู่กับมารดาเพียงลำพัง ทำให้รู้สึกเห็นอกเห็นใจเป็นพิเศษ

        อีกทั้งกระถินเป็นเด็กกตัญญู ทำให้ฐิติวรดายิ่งรักและเมตตา

        “เห็นไหม พี่น่ะจริงจังเกินไป คุณนิดเธอจิตใจดีไม่เหมือนพี่หรอก” ว่าแล้วก็ค้อนใส่คนเบื้องหน้า

        “นังกระถิน!

        “เดี๋ยวฉันขอตัวก่อนนะจ้ะ มื้อนี้พี่ๆ ทานกันได้เลยนะ ไม่ต้องรอฉัน” นายสาวหันไปบอกสาวใช้คนอื่นๆ หลังจากคล้อยหลังร่างบาง คู่ปรับตัวฉกาจก็ตั้งป้อมถกเถียงกันเป็นการใหญ่

        “ฉันว่านะ คุณท่านต้องมีแผนอะไรอยู่แน่ๆ ถึงได้ให้คุณนิดขึ้นไปทานข้าวบนตึกใหญ่ ปกติไม่เคยเห็นบังคับ มาวันนี้กำชับนักกำชับหนาว่าต้องไปให้ได้ เห็นทีงานนี้คุณนิดของอีกระถินคงจะได้รับสมบัติมหาศาลเชียวละเว้ย!

        “นังกระถิน นี่แกจะไม่จบเรื่องสมบัติใช่ไหม หืม” ไม่พูดเปล่า แป๋วหันไปหยิบสากกะเบือขึ้นมาชูด้วยท่าทีข่มขู่ ทำเอาคนมองกลืนน้ำลายลงคอ

        “แหมๆ พี่แป๋วก็ ฉันแค่คิดเล่นๆ เฉยๆ แล้วอีกอย่างนะ ถ้าคุณนิดเธอจะได้สมบัติจริงพี่ไม่ดีใจกับเธอเหรอ” กระถินย้อนถาม คนฟังลดมือลงพลางถอนหายใจ

        “ดีใจสิวะถามได้” กระถินและคนอื่นๆ ยิ้มร่า แต่ประโยคถัดมากลับต้องหุบยิ้มแทบไม่ทัน “แต่ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ข้าเป็นห่วงคุณนิดเธอมากกว่า ลำพังทุกวันนี้ก็ตัวหลีบตัวแบนจะแย่แล้ว ถ้าได้สมบัติจากคุณท่านเข้าไปอีกเห็นทีคงถูกกลั่นแกล้งไม่จบไม่สิ้น!” แววตานั้นหนาเดือดดาลแทนผู้เป็นนาย

        ทุกคนมองหน้ากันอย่างรู้ว่าหัวหน้าแม่บ้านหมายถึงผู้ใด

--------------------------------------------------------

        “อ้าว มาแล้วเหรอ”

ชายชรายิ้มอ่อนโยนยามเห็นหลานสาวคนเล็ก มือใหญ่ผายมือไปที่เก้าอี้ว่างข้างมาริษา ฐิติวรดายืนนิ่งอย่างประหม่าไม่กล้านั่งเคียงข้างอีกฝ่าย ดวงตาคมเข้มจ้องมองทุกการเคลื่อนไหวของสาวเจ้า ชยกฤตค่อนข้างเป็นห่วงความรู้สึกของอีกฝ่าย

        “นั่งลงสิ” เสียงของผู้มีพระคุณเอ่ย ร่างบางไม่อาจปฏิเสธได้จึงจำใจนั่งลงข้างๆ คนที่ตั้งแหง่กับเธอตลอดเวลา หากในวันนี้ทั้งสองกลับยิ้มแย้มเสมือนไม่เคยมีเรื่องบาดหมาง ฐิติวรดาไม่ชอบบรรยกาศแบบนี้เลย สู้ให้สองแม่ลูกทำท่าทีรังเกียจเธอเหมือนเคยยังจะอึดอัดน้อยกว่า

        “น้องนิดทานนี่สิจ้ะ พะแนงไก่ร้านดังที่น้องชอบ พี่จำได้เลยให้คนขับรถไปซื้อมาให้” มาริษาจัดการตักเมนูโปรดให้กับอีกฝ่าย ฐิติวรดาทำหน้าไม่บอกบุญ แต่ก็พยายามฝืนยิ้มเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท

        “ขอบคุณค่ะ” เสียงหวานกล่าว

        ภาพตรงหน้าสร้างความสุขสมใจให้ประมุขของบ้านยิ่งนัก ในที่สุดเวลาที่เขารอคอยก็มาถึง หลานสาวทั้งสองคนลงรอยซึ่งกันและกัน จะมีสุขใดเล่าเท่าคนในครอบครัวปรองดองหันหน้าเข้าหากัน

        “ทานของคาวเสร็จป้ามีของหวานคือทับทิมกรอบนะจ้ะ ได้ข่าวว่าหลานชอบ”

ภัคคิณีเอ่ยอีกแรง สองแม่ลูกแลดูเอาใจใส่เธอเป็นพิเศษจนเจ้าตัวสงสัย และไม่ใช่แค่เธอที่ระแวง ชยกฤตเองก็รู้สึกแปลกประหลาดเช่นกัน

        ทำไมจู่ๆ ถึงได้ดูรักใคร่เป็นพิเศษ

        “ขอบคุณค่ะคุณป้า” ฐิติวรดาส่งยิ้มบางเบา

        อาหารตรงหน้าระรานตาเหมือนทุกวันยามที่เธอจัดสำรับส่งขึ้นมาบนตึกใหญ่ เพียงแต่วันนี้อะไรๆ ก็ดูยิ่งใหญ่ไปเสียหมด ร่างบางนั่งตัวเกร็งไม่กล้าแม้จะขยับเขยื้อนร่างกายเท่าใดนัก แม้แต่ลมหายใจยังแทบขาดห้วง เธอไม่เป็นตัวของตัวเองเอาเสียเลย ดวงตากลมโตคอยกวาดมองไปรอบๆ อย่างระวังตัว และเป็นช่วงจังหวะที่ชยกฤตเงยหน้าขึ้นพอดี ตาสองตาจึงได้สบมองกันโดยบังเอิญ

        ชายหนุ่มลอบยิ้มละไมส่งให้หญิงสาว ราวกับต้องการบอกเธอทางอ้อมว่าอย่ากลัว

        นังหน้าด้าน! ขนาดนั่งอยู่ต่อหน้าฉันแท้ๆ แกยังกล้ามองพี่กฤต

        มาริษาที่ลอบมองทั้งคู่เจ็บแค้น หากต้องพยายามระงับอารมณ์เดือดดาลที่กำลังก่อตัวขึ้นภายในใจ แล้วแทรกแซงด้วยรอยยิ้มหวานสยบทุกความเคลื่อนไหว

        “ทานเยอะๆ นะจ้ะน้องนิด ดูเสียเนี่ย ผอมแห้งแรงน้อยจนเหลือแต่กระดูแล้วนะเราน่ะ” คนพูดแสร้งทำติเตียนอย่างเอ็นดู

        “นั่นน่ะสิหลาน ปู่ก็ว่าเราซูบไปนะช่วงนี้” ผู้เป็นปู่เอ่ย

        “ช่วงนี้หนูทานอะไรไม่ค่อยลงน่ะค่ะ” หญิงสาวบอกกับชายชราที่นั่งประจำการอยู่ที่หัวโต๊ะ

        “ไม่ลงก็ต้องทานนะหลาน ปู่เป็นห่วงเรานะ” น้ำเสียงสั่นพร่าบอกกับเจ้าตัว ฐิติวรดาอบอุ่นหัวใจทุกครั้งที่รับรู้ว่ามีคนห่วงใย

        ฝ่ายมาริษาเองลอบกำหมัดแน่นอยู่ใต้โต๊ะ แม้ใบหน้าสวยเฉี่ยวจะฝืนยิ้มจนปากแทบฉีกแต่ใครเล่าจะรู้ว่าหล่อนนั้นต้องกล้ำกลืนเพียงใด ทั้งชยกฤตและคุณปู่ต่างสนอกสนใจนังกาฝาก ยิ่งชายหนุ่มนั้นหนา พอเห็นมันขึ้นมาร่วมรับประทานอาหารบนตึกเข้าหน่อยก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ คิดหรือว่าเธอไม่รู้ไม่เห็น น่าขันนัก! นังลูกผู้หญิงน่ารังเกียจมันมีอะไรดี ทำไมต้องให้ค่ากันขนาดนี้ด้วย

        เธอเสียอีกที่ควรได้รับความรู้สึกเหล่านั้น!

--------------------------------------------------------

        หลังจากรับประทานอาหารเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วประมุขของบ้านก็เรียกหลานสาวคนเล็กเข้าพูดคุยกับตนเพียงลำพังที่ห้องทำงาน ใบหน้าเหี่ยวย่นมีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อิ่มอกอิ่มใจยามเห็นหลานทั้งสองกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียว

        “คุณปู่มีเรื่องอะไรต้องการคุยกับหนูหรือคะ?” เสียงหวานเอ่ยถาม สองมือประสานวางบนตักอย่างสุภาพ

        “เมื่อช่วงกลางวันป้าภัคคิณีเขามาขอร้องปู่” ชายชราเกริ่นเปิดเรื่องสนทนา เมื่อเห็นว่าร่างบางสงบนิ่งจึงเอ่ยต่อ “หญิงอยากพาหลานไปเปิดหูเปิดตา”

        “อะไรนะคะ?” เสียงหวานถามอย่างไม่อยากเชื่อว่าจะได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ “คุณหญิงน่ะหรือคะจะพาหนูไปเปิดหูเปิดตา”

        “ใช่” ชายชราพยักหน้า “แต่ที่ไม่กล้ามาชวนด้วยตัวเองเพราะกลัวว่าหลานจะไม่เชื่อและไม่ยอมไปด้วย”

        ถึงคราวนี้ฐิติวรดาเข้าใจแจ่มแจ้งเสียแล้วว่าอะไรเป็นอะไร หญิงสาวพยักหน้ารับฟังผู้มีพระคุณ ไม่ได้แสดงท่าทีอื่นใดนอกจากความนิ่งเฉย เธอเป็นแบบนี้เสมอ ไม่ว่าเรื่องจะดีหรือร้ายเจ้าหล่อนก็คงความสงบไว้ได้อย่างมั่นคง

        “หลานว่าอย่างไรบ้าง อยากไปไหม?” เสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยถาม ใบหน้ารูปไข่เงยสบมองชายชรา

        “ถึงแม้ใจหนูจะไม่ชอบพบปะผู้คนเสียเท่าไหร่นัก แต่คุณปู่ก็คิดว่าหนูควรไปใช่ไหมคะ?” หญิงสาวย้อนถาม คนฟังหัวเราะร่วนอย่างพึงใจ

        “สมแล้วที่เป็นหลานปู่

ผู้เป็นปู่ยิ้มเอ็นดู ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ร่างบางแล้วนั่งลงข้างๆ หญิงสาว

“ ใช่หลาน หนูควรไปเพื่อสร้างสัมพันธ์ไมตรีต่อผู้อื่นบ้าง เพชรแม้จะงดงามเพียงใดก็ไม่ควรหลบซ่อนอยู่ในมุมมืด ควรออกไปให้ผู้คนชื่นชมความล้ำค่านะหลาน” มือหนาเหี่ยวย่นลูบศีรษะของหลานสาวสุดที่รัก

        ประมุขของบ้านรักหลานสาวผู้นี้เป็นพิเศษเนื่องด้วยนิสัยใจคอถอดแบบมาจากบิดาไม่มีผิด ยิ่งได้พูดคุยหรืออยู่ใกล้ก็ทำให้คลายความคิดถึงบุตรชายคนเล็กไปได้บ้าง อีกทั้งฐิติวรดายังเป็นคนน่ารัก ไม่เคยทำให้ตนผิดหวังเลยสักครั้ง ประพฤติตนอยู่ในกรอบเสมอมา เป็นที่รักใคร่ของบรรดาบ่าวไพร่ ไม่แปลกหากชายชราจะรักและห่วงใยเธอมากกว่าหลานสาวคนโตที่เกิดมาเพียบพร้อมไร้ความลำบาก

        แต่เขาจะรู้หรือไม่ว่าความรู้สึกเอนเอียงไปทางข้างใดข้างหนึ่งคือดาบสองคม!

        หลังจากพูดคุยกับผู้มีพระคุณเสร็จสิ้นแล้ว ร่างบางก็ขอตัวกลับไปยังห้องพักของตนเอง ระหว่างทางเจ้าตัวกลับนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ลดน้ำต้นไม้ดอกกุหลาบเลยตั้งแต่เช้า หญิงสาวจึงรีบไปทำภารกิจที่ค้างคาให้เรียบร้อย

        “ไงจ้ะขอโทษนะที่ไม่ได้รดน้ำเลยทั้งวัน พอดียุ่งๆ น่ะเลยเผลอลืมพวกเธอไป” เสียงหวานพูดคุยกับดอกกุหลาบหลากสี สายลมอ่อนพัดพากลิ่นหอมเข้าทักทาย เหมือนคล้ายว่าเจ้าดอกไม้กำลังสนทนากับผู้เป็นเจ้าของ

        ร่างสูงที่ลงมาเดินเล่นยามค่ำคืนทอดมองสตรีร่างเล็กด้วยรอยยิ้ม ทุกครั้งที่ได้เห็นใบหน้าเนียนรูปไข่นั้นหัวใจของเขาเต้นแรงเสมือนเด็กหนุ่มวัยแรกรุ่น เท้าหนาทรงพลังก้าวเข้าไปใกล้สาวเจ้าอย่างช้าๆ ฐิติวรดาที่กำลังเพลิดเพลินกับการรดน้ำแปลงดอกกุหลาบไม่ทันได้ระวังตัว เผลอเหยียบก้อนหินจวนจะล้มลงกับพื้น

        แต่โชคดีที่ได้มือหนาของชายหนุ่มรับร่างเอาไว้ได้ทันการ

        “คะ คุณ” ดวงตากลมโตตกใจเล็กน้อยที่เห็นเขา

        “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยถาม เวลานี้ใบหน้าของทั้งคู่อยู่ใกล้กันเพียงแค่ฝ่ามือกั้น สัมผัสลมหายใจอุ่นร้อนซึ่งกันและกัน

        ฐิติวรดาได้สติจึงรีบผละกายถอยห่างจากชายหนุ่ม

        “ไม่เป็นอะไรค่ะ ขอบคุณนะคะที่ช่วยไว้ เอ่อฉันขอตัวก่อนนะคะ” เสียงหวานรีบหาช่องว่างคิดปลีกตัว มือหนาถือวิสาสะจับแขนเรียวไว้มั่น

        คราวนี้เขาจะไม่ยอมให้เธอเดินหนีเขาเด็ดขาด!

        “ทำไมทุกครั้งที่อยู่ใกล้ผมคุณต้องทำท่ารังเกียจกันด้วย” น้ำเสียงขุ่นมัวเอ่ยถาม

        “ฉันไม่ได้รังเกียจค่ะ และถ้าจำไม่ผิดฉันเคยบอกเหตุผลคุณไปแล้ว” ฐิติวรดาพยายามแกะมือใหญ่ออก แต่แรงมดมีหรือจะสู้แรงของชายอกสามศอกได้

        “เหตุผลแค่นั้นผมไม่รับเพราะมันไร้สาระจนเกินไป” ชายหนุ่มส่ายหน้า

        “ถ้าอย่างนั้นคุณก็ต้องไปบอกคุณหญิงเอาเองค่ะ ฉันก็แค่ทำตามความต้องการของทุกฝ่าย”

        “ถ้าคุณต้องการทำตามความต้องการทุกฝ่ายคุณก็ต้องไม่ทำท่าทีเสมือนรังเกียจผม”

ชยกฤตไม่ยอมเช่นกัน ตั้งแต่กลับจากอังกฤษนี่ก็สามสี่เดือนแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาพยายามพูดคุยกับร่างบางแต่เจ้าหล่อนก็คอยเดินหนี ถอยห่างไม่ให้เขาเข้าใกล้รัศมีกายสาว

        “ฉันไม่เคยรังเกียจใคร คุณต่างหากอาจจะคิดรังเกียจฉัน” เสียงหวานว่า ยิ่งเขาพูดไม่รู้ความเธอจึงยิ่งโกรธ “ฉันมันก็แค่หลานสาวนอกทะเบียนของคุณปู่ แม่ของฉันเป็นผู้หญิงกลางคืน ฉันไม่ใช่เลือดผู้ดีร้อยเปอร์เซ็นเหมือนอย่างคุณหญิง กรุณาอย่ามาให้ค่ากันเลยค่ะ ฉันไม่ต้องการ”

        คำพูดของเจ้าหล่อนสะกิดใจคนฟังยิ่งนักชยกฤตไม่โกรธที่เธอประชด เพราะแววตายามเรียวปากอิ่มตัดพ้อชะตาชีวิตนั้นช่างกัดกินใจเหลือเกิน มือหนาปล่อยแขนเรียวให้เป็นอิสระ พลางพ่นลมหายใจขับไล่ความตึงเครียดออกไปจากตัว

        “คุณคิดมากเกินไปหรือเปล่าครับ ผมไม่เคยคิดจะดูถูกใครทั้งนั้น คนทุกคนเกิดมามีปัญหาและภูมิหลังแตกต่างกัน ทำไมจะต้องมานั่งจับผิดและดูแคลนกันด้วย” เสียงเข้มจริงจัง เขาเองก็เกลียดนักพวกที่ชอบเหยียดหยามผู้อื่น

        ฐิติวรดาได้ฟังก็พลอยรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

        “ผมเพียงแต่อยากคุยกับคุณ อยากเป็นมิตรกับคุณ” ชยกฤตทอดมองใบหน้าหวาน เห็นนัยน์ตาคู่นั้นกำลังเริ่มคล้อยตามอยู่เป็นระยะๆ

        “แต่คุณหญิง

        “อย่าพูดถึงคนอื่นสิครับ ผมต้องการแค่คุณเท่านั้น!

ttttttttttttttt

 

 



สวัสดีค่ะนักอ่านที่น่ารักของเพื่อนแพงทุกคน ^^ วันนี้เพื่อนแพงเปิดฤกษ์งามยามดีอัพนิยายเรื่อง คฤหาสน์สีทอง ให้แล้วนะคะ เพื่อนแพงจะอัพ 2 ตอนเลยนะคะ อยากให้อ่านกันเยอะๆ ติ ชม ได้เต็มที่เลยนะคะ เพื่อนแพงยินดีรับฟังค่ะ นิยายเรื่องนี้เป็นอีกแนวที่ตั้งใจแต่งมากๆ ตัวละครทุกตัวมีความเป็นมนุษย์ รัก โลภ โกรธ หลง ไม่ได้ขาว 100% และไม่มีใครเทา 100% เช่นกันค่ะ ยังไงเพื่อนแพงต้องขอฝากให้ติดตามด้วยนะคะ อ่านแล้วก็เม้นๆ โหวตๆ ให้เพื่อนแพงด้วยนะคะ เพื่อนแพงอยากอ่านคอมเม้น อยากรู้ว่าทุกคนชอบหรือไม่ชอบ

ปล, นิยายเรื่องนี้ เพื่อนแพงอัพให้อ่าน วัน เว้น วัน นะคะ

ฝากติดตามแฟนเพจและ E-Book ทุกเรื่องของเพื่อนแพงด้วยนะคะ ตอนนี้มีเรื่องจัดโปรฯ อยู่ ถ้าสนใจก็ไปอ่านกันได้นะคะ สนุกทุกเรื่องจ้า


ฝากนิยาย E-Book เรื่องอื่นๆ  ด้วยนะคะ สนุก แซ่บ ทุกเรื่องจ้า

( หลายๆ เรื่องกำลังโปรฯ อยู่นะคะ ภายในเดือนนี้เท่านั้น รีบหน่อยน้า โหลดเลย ^^ ) 



นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น