คฤหาสน์สีทอง

ตอนที่ 4 : บทที่ 2 - งานเลี้ยงต้อนรับคนสำคัญ… ( 50% )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 37
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    23 มิ.ย. 61














ขออนุญาตฝากแฟนเพจนิยายด้วยนะคะ ไปกดถูกใจกันเยอะๆ น้า

https://www.facebook.com/DekDHayase/












บทที่ 2

งานเลี้ยงต้อนรับคนสำคัญ

 

 

 

บรรยกาศภายในบ้านช่างครึกครื้นเป็นพิเศษ เมื่อวันนี้ประมุขของบ้านประกาศว่าหลานชายคนโตจะกลับมายังเมืองไทย ทุกคนต่างกุลีกุจรเก็บกวาดเช็ดถู แบ่งหน้าที่กันเป็นสัดเป็นส่วนไม่ให้เกิดความสับสนปนเป ทำอาหารคาวหวานบ้าง ตกแต่งสถานที่สำหรับจัดงานเลี้ยงอันใหญ่โตบ้าง ทุกสิ่งอย่างดูหรูอลังการเมื่อถูกจัดขึ้นภายในคฤหาสน์หลังงามแห่งนี้

ฐิติวรดายืนมองความวุ่นวายตรงหน้าแล้วเผยรอยยิ้มบางเบา ตั้งแต่เธอย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ เห็นทีจะเป็นคราแรกที่ทุกคนต่างวุ่นวายเดินขวักไขว่ แม้จะดูระเกะระกะไปบ้างเล็กน้อย หากมันก็ทำให้คฤหาสน์หลังงามนี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมากกว่าเก่า

        “พี่แป๋วจ้ะ งานเลี้ยงนี้จัดต้อนรับใครหรือจ้ะ?” หญิงสาวผู้มีศักดิ์เป็นนายเอ่ยถามสาวใช้คนสนิทที่มีวัยวุฒิมากกว่าตนอยู่หลายปี

        “ต้อนรับคุณชยกฤตค่ะคุณนิด” สาวใช้ตอบด้วยรอยยิ้ม

        “เขาเป็นใครหรือจ้ะพี่แป๋ว”

เสียงหวานเอ่ยถามต่อ คนฟังยิ้มขบขันให้กับความอยากรู้อยากเห็นของเจ้าหล่อน แม้จะเป็นนายแต่เธอก็ให้เกียรติบรรดาบ่างไพร่ทุกคน ไม่เลือกแบ่งสถานะให้ขุ่นเคืองใจเหมือนมาริษา รายนั้นไม่ได้เชียว ถือยศถืออย่างจนน่าปวดหัว อะไรมากระทบกระทั่งเป็นต้องโดนดี

“เป็นบุตรชายของคุณภัคคิณีค่ะ”

        ฐิติวรดาอึ้งไปใบหน้าสวยหวานขมวดคิ้วเป็นปมด้วยความสงสัย

        “อ้าว คุณป้าท่านไม่ได้มีคุณหญิงเป็นลูกสาวคนเดียวหรือจ้ะ นิดเข้าใจมาตลอดว่าคุณหญิงเป็นลูกคนเดียว” ฐิติวรดาว่าไปตามที่คิด

        “คุณนิดเข้าใจไม่ผิดหรอกค่ะ คุณนายท่านมีคุณหญิงเป็นบุตรคนเดียวน่ะถูกแล้ว” สาวใช้ว่าแล้วยิ้มร่า รู้สึกสนุกที่ได้เห็นสีหน้าฉงนใจของนายสาว

        “โอ๊ย พี่แป๋ว พี่ก็ไปแกล้งให้คุณนิดของฉันให้ปวดหัวไปได้ บอกคุณนิดไปสิว่าที่จริงแล้วคุณชยกฤตเป็นลูกเลี้ยงของคุณนายท่าน ก็แค่เนี้ย!

        “แหม นังกระถิน สาระแนนักนะหล่อน” แป๋วโยนลูกมะนาวใส่คนปากมากที่ทำแผนของเธอแตก

        “ตกลงเขาเป็นลูกเลี้ยงของคุณป้าหรือ?” ฐิติวรดาเอ่ยถามต่อ รู้สึกสับสนไปหมดว่าอะไรเป็นอะไรกันแน่

        “ใช่ค่ะคุณนิด คุณกฤตเธอเป็นลูกชายของเพื่อนคุณนายท่าน แต่พ่อแม่เสียตั้งแต่เด็กคุณนายท่านเลยรับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ส่งเสียให้เล่าเรียนจนจบมัธยมปลาย จนกระทั่งยอมมาอยู่คฤหาสน์หลังนี้”

        “ก่อนหน้านั้นคุณกฤตอะไรนี่เขาไม่ได้อยู่ที่นี่หรือจ้ะ?”สาวเจ้าเกิดความสงสัยขึ้นมาอีก

        “คุณนายท่านอยากให้มาอยู่ด้วยกันใจจะขาด แต่คุณกฤตเธอห่วงบ้านของพ่อแม่เลยปฏิเสธที่จะมา พอเรียนจบก็ทนเสียงรบเร้าของคุณนายท่านไม่ไหว เลยตัดสินใจปล่อยบ้านที่ตนอยู่มาตั้งแต่เกิดให้คนเช่าแล้วย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ในฐานะบุตรบุญธรรมของคุณนาย อีกทั้งคุณท่านเองก็รักใคร่ถูกชะตาด้วยว่าฉลาดหลักแหลม ทั้งสองเข้ากันได้เป็นอย่างดีเสมือนลูกหลานโดยกำเนิด” แป๋วร่ายยาวถึงความเป็นมา สาวเจ้าเข้าใจอะไรต่อมิอะไรมากขึ้น

        “ความจริงคุณกฤตเข้ามาอยู่ที่นี่ก่อนหน้าคุณนิดแค่ปีเดียวเองนะคะ” กระถินเป็นฝ่ายชี้แจ้งแถลงไข ผู้เป็นนายมองสาวใช้ช่างพูดด้วยความอยากรู้อีกครา

        “แต่ตอนที่นิดมาที่นี่กับคุณแม่ครั้งแรก นิดไม่เห็นคุณกฤตเลยนะกระถิน” เจ้านายสาวเอ่ย แววตานั้นฉงนหนักเข้าไปอีก

        “มาอยู่ก่อนหน้าคุณนิดปีเดียวก็จริง แต่ว่าอยู่ได้แค่ห้าเดือนคุณนายท่านก็ส่งไปเรียนต่อที่ต่างประเทศค่ะ” กระถินเฉลย ใบหน้าสวยพยักอย่างเข้าใจ

        “อ้อแล้วคุณกฤตนิสัยเป็นยังไงหรือคะ?” เสียงหวานถามต่อเนื่อง ทำเอากระถินและแป๋วถึงกับหลุดเสียงหัวเราะทันที “ขำอะไรกันคะเนี่ย” สาวเจ้าทำหน้ามุ่ย

        “คุณนิดกลัวคุณกฤตเป็นเหมือนคุณหญิงและคุณนายหรือคะ” กระถินย้อนถามเสียงทะเล้น

        “ก็

ฐิติวรดาทำตัวไม่ถูกเมื่อคู่สนทนารู้เท่าทัน แต่มันก็ไม่ผิดไม่ใช่หรือถ้าเธอจะรู้เขารู้เราเพื่อเตรียมตัวและเตรียมใจ ลำพังอยู่ที่นี่มาเป็นสิบปียังบาดหมางใจกับสองแม่ลูกทุกเชื่อวัน ใช่ว่าไม่รู้ว่าเขานั้นชังตนยิ่งกว่าสิ่งปฏิกูล เพียงแต่ไม่คิดว่าจะเป็นที่น่ารังเกียจถึงปานนี้

        “ไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะคุณนิด คุณกฤตเธอเป็นคนดีมีเมตตา แม้จะดูสุขุมนุ่มลึกไปบ้าง แต่ก็ไม่ร้อนเป็นเปลวไฟเหมือนคุณทั้งสองหรอกค่ะ” แป๋วเอ่ยด้วยแววตาสงสาร

        “ใช่ค่ะคุณนิด คุณกฤตเป็นคนดี และที่สำคัญ” กระถินสาวใช้เว้นวรรคพลางบิดตัวไปมาอย่างเขินอาย “หล่อมากๆ ด้วยนะคะ” พูดจบเจ้าตัวก็กรีดร้องเสียงแผ่วด้วยกลัวจะเป็นที่ครหาของสาวใช้คนอื่น

        ไม่สิต้องบอกว่าเกรงคนปากมากอย่างพวกชอบประจบสอพลอเสียมากกว่า

        “นังกระถินนี่น้า ไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวเสียจริง” แป๋วว่าพลางส่ายหน้าไม่ได้คิดอะไรจริงจังมากนัก

        บทสนทนาถูกปิดฉากลงแต่เพียงเท่านี้ ฐิติวรดาจัดการแกะสลักผลไม้ลงบนถาดสีทองอย่างเป็นระเบียบ วันนี้เธอลงมือเข้าครัวครั้งใหญ่ตั้งแต่รุ่งสาง คุณภัคคิณีย้ำชัดว่าผู้ปรุงรสชาติอาหารต้องเป็นหล่อนเท่านั้น หญิงสาวเองก็ไม่คิดเกี่ยงงอนแต่อย่างใด เนื่องด้วยส่วนตัวนั้นก็ชื่นชอบการทำอาหารเป็นพิเศษอยู่แล้ว ดีเสียอีกมีนั่นนี่ให้ทำมากมายจะได้เป็นการฝึกปรือฝีมือให้พัฒนาขึ้นทุกเชื่อวัน

        ร่างบางไม่รู้เลยว่าทุกการกระทำตกอยู่ภายใต้สายตาคู่หนึ่ง

--------------------------------------------------------

        “จริงเหรอนังบุญมี!

        เสียงแหลมสูงอันเป็นเอกลักษณ์ดังขึ้นเมื่อได้ฟังความจากคนรับใช้คนสนิท สองมือกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูนขึ้น ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นติดกันจนเป็นเส้นตรง บุญมีพอเห็นนายสาวมีท่าทีโกรธก็รีบเติมเชื้อไฟลงไปทันที

        “จริงสิคะคุณหญิง บุญจะปดคุณหญิงไปทำไมกันคะ นังกาฝากนั่นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตอนถามถึงคุณกฤต แหมคงหวังจะงาบคุณกฤตไปเป็นของตัวเองเสียกระมัง” คนพูดจีบปากจีบคอพยายามสร้างสถานการณ์ให้เลวร้าย เจ้าหล่อนชอบนักกับเรื่องเสี้ยมเรื่องใส่สีตีไข่ ให้บทสนทนามีรสชาติขึ้นมาไม่เห็นจะแปลกอะไร

        “นังหน้าด้าน แกคิดจะแย่งทุกอย่างไปจากฉันหรือไง” มาริษาโกรธจัด นัยน์ตาเจ้าหล่อนวาวโรจน์น่ากลัว

        “ต่อให้อยากแย่งยังไงก็คงแย่งไม่ได้หรอกใช่ไหมคะ?” บุญมีถือโอกาสอวยปนยั่วยุไปในตัว ซึ่งมันก็ได้ผลเมื่อร่างอรชรลุกขึ้นจากเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง สาวเท้าเดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่ ทอดมองหญิงสาวอีกคนที่กำลังจัดแต่งดอกไม้นานาพรรณตามซุ้มสวย

        “ใช่! ฉันไม่มีวันยอมให้พี่กฤตตกเป็นของใครเด็ดขาด โดยเฉพาะลูกของนังผู้หญิงหยำฉ่าอย่างมัน” คนพูดกัดฟันขบเม้มไปมา

        มาริษาพึงใจชยกฤตตั้งแต่แรกพบ ด้วยความที่ชายหนุ่มนั้นรูปงามและมากล้นด้วยสติปัญญา หนำซ้ำชาติตระกูลก็ไม่ได้น้อยหน้าแต่อย่างใด เพียงแต่บิดามารดาประสบอุบัติเครื่องบินตกเสียชีวิตพร้อมกัน ทำให้เด็กชายวัยสิบขวบกำพร้าผู้มีพระคุณอย่างน่าใจหาย เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเมื่อมารู้ความจริงในวันเปิดพินัยกรรมว่าบิดามารดามีหนี้สิ้นมากมายท่วมตัว ทำให้เจ้าหนี้ตามมายึดทรัพย์สมบัติจนหมดสิ้น เหลือเพียงบ้านหลังน้อยที่เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่ผู้ให้กำเนิดทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า เวลานั้นภัคคิณีรู้ข่าวจึงรับชยกฤตเป็นบุตรบุญธรรมส่งเสียให้เล่าเรียนจนจบในระดับที่หวังไว้ เนื่องด้วยเธอเป็นเพื่อนสนิทของแก้วใจมารดาของชายหนุ่ม จึงทนไม่ได้ที่เห็นลูกของเพื่อนรักตกระกำลำบาก ชยกฤตเองก็สำนึกในบุญคุณภัคคิณีมาโดยตลอด เขาตั้งใจศึกษาเล่าเรียนจนเป็นที่ประจักษ์แก่ความเฉลียวฉลาด และเมื่อสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลาย ภัคคิณีจึงขอร้องแกมบังคับให้เขาย้ายเข้ามาอยู่กับตนที่กรุงเทพฯ ด้วยหมายจะส่งเสียให้ได้เข้ามหาวิทยาลัยชื่อดัง ชายหนุ่มเห็นแก่ผู้มีพระคุณที่ตามตื้อตนมานาน อีกทั้งมีความฝันอยากศึกษาต่อด้านบริหาร จึงย้ายตามมาอยู่ในฐานะบุตรบุญธรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย

        และด้วยความเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน เขาจึงเป็นที่รักใคร่ของผู้คนภายในบ้าน ไม่เว้นแม้กระทั่งประมุขที่มีอำนาจสูงสุดอย่างคุณท่าน ความเก่งกาจในเชิงธุรกิจทำให้ชายชราเห็นแวว จึงส่งไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ ข้อนี้ภัคคิณีปลาบปลื้มยิ่งนัก หล่อนดีใจที่พ่อสามีไม่นึกรังเกียจในตัวชยกฤษเหมือนที่เคยเป็นกังวล

        “เพราะพี่กฤตต้องเป็นของฉันคนเดียวเท่านั้น!

 ttttttttttttttt












สวัสดีค่ะนักอ่านที่น่ารักของเพื่อนแพงทุกคน ^^ วันนี้เพื่อนแพงเปิดฤกษ์งามยามดีอัพนิยายเรื่อง คฤหาสน์สีทอง ให้แล้วนะคะ เพื่อนแพงจะอัพ 2 ตอนเลยนะคะ อยากให้อ่านกันเยอะๆ ติ ชม ได้เต็มที่เลยนะคะ เพื่อนแพงยินดีรับฟังค่ะ นิยายเรื่องนี้เป็นอีกแนวที่ตั้งใจแต่งมากๆ ตัวละครทุกตัวมีความเป็นมนุษย์ รัก โลภ โกรธ หลง ไม่ได้ขาว 100% และไม่มีใครเทา 100% เช่นกันค่ะ ยังไงเพื่อนแพงต้องขอฝากให้ติดตามด้วยนะคะ อ่านแล้วก็เม้นๆ โหวตๆ ให้เพื่อนแพงด้วยนะคะ เพื่อนแพงอยากอ่านคอมเม้น อยากรู้ว่าทุกคนชอบหรือไม่ชอบ

ปล, นิยายเรื่องนี้ เพื่อนแพงอัพให้อ่าน วัน เว้น วัน นะคะ

ฝากติดตามแฟนเพจและ E-Book ทุกเรื่องของเพื่อนแพงด้วยนะคะ ตอนนี้มีเรื่องจัดโปรฯ อยู่ ถ้าสนใจก็ไปอ่านกันได้นะคะ สนุกทุกเรื่องจ้า

 

 

 

ฝากนิยาย E-Book เรื่องอื่นๆ  ด้วยนะคะ สนุก แซ่บ ทุกเรื่องจ้า

( บางเรื่องกำลังโปรฯ อยู่นะคะ ภายในเดือนนี้เท่านั้น รีบหน่อยน้า โหลดเลย ^^ ) 



นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น