คฤหาสน์สีทอง

ตอนที่ 11 : บทที่ 7 - จุดไฟอารมณ์หวง! ( 70% ) อัพเป็นตอนสุดท้ายแล้วนะคะ ติดตามต่อในรูปแบบ E-Book ค่ะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 60
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    13 ก.ค. 61








ขออนุญาตฝากแฟนเพจนิยายด้วยนะคะ ไปกดถูกใจกันเยอะๆ น้า

https://www.facebook.com/DekDHayase/





 บทที่ 7

จุดไฟอารมณ์หวง!

 

 

 

“เดี๋ยวก่อนสิครับ”

ชยกฤตรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามร่างบางออกมาติดๆ ชายหนุ่มดักหญิงสาวที่มีใบหน้าบอบช้ำจากการร้องไห้อย่างหนักเอาไว้ ไม่ให้เธอมีโอกาสเดินหนีเขาอีกต่อไป ดวงตาคมทอดมองคนตัวเล็กด้วยความรู้สึกหลากหลาย ร่างสูงระบายลมหายใจเหนื่อยล้า ที่ฐิติวรดาต้องเป็นแบบนี้มันเกิดจากน้องสาวของเขา ในฐานะพี่ชายจึงรู้สึกเสียใจเหลือเกิน

        “เรื่องน้องหญิงผมต้องขอโทษคุณด้วยนะครับ ผมไม่คิดว่า” ชยกฤตยังพูดไม่ทันจบเสียงหวานก็ดังแทรกขึ้นเสียก่อน

        “ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ มันไม่ใช่ความผิดของคุณ” ฐิติวรดามองใบหน้าคมคาย เธอไม่ได้โกรธเคืองอันใดเขา ไม่มีความจำเป็นที่เขาต้องมาขอโทษ

        “แต่ผมก็รู้สึกผิดอยู่ดี คุณไม่ควรต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้” ชยกฤตว่าไปตามที่คิด เขาสงสารเธอเหลือเกิน ยิ่งเห็นดวงตาอันบอบช้ำจากการร้องไห้อย่างหนักก็ยิ่งทวีคูณความสงสารเป็นเท่าตัว

        “ผิดแล้วล่ะค่ะ ลูกสาวของผู้หญิงหากินอย่างฉันสมควรแล้วที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้ เพราะฉันมันคนช้ำต่ำ ไร้ค่าไร้ราคา คุณอย่ามาให้ความสำคัญกับฉันนักเลยค่ะคุณชยกฤต” ถ้อยคำดูแคลนชะตาชีวิตหลุดรอดจากเรียวปากอิ่ม คนฟังขมวดคิ้วเริ่มไม่พอใจ

        “คุณจะดูถูกตัวเองไปเพื่ออะไรครับ ผมไม่เคยมองคุณแบบนั้นเลยคุณนิด"”

        “คุณจะมองแบบไหนฉันไม่สนหรอกค่ะ ตอนนี้ฉันรู้เพียงแต่ว่าเราสองคนควรอยู่ห่างๆ กันจะดีที่สุด เจอหน้าก็ไม่ต้องทักไม่ต้องคุยอะไรทั้งสิ้น” ร่างบางพูด

        “ผมไม่เข้าใจ” ชยกฤตส่ายหน้า หล่อนหมายความว่าไงกัน ทำไมจะต้องทำราวกับคนแปลกหน้ากันด้วย

        ทั้งๆ ที่อาศัยอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกันแท้ๆ!

        “ที่คุณหญิงทำไปทั้งหมดเป็นเพราะเธอไม่พอใจที่คุณมายุ่งวุ่นวายกับฉัน เธอหวงคุณ ไม่อยากให้คุณอยู่ใกล้ฉัน ยิ่งคุณพูดคุยกับฉันมากเท่าไหร่มันก็ยิ่งเป็นภัยต่อตัวฉันเองมากเท่านั้น” ฐิติวรดาตัดสินใจแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นลม

        แม้ลึกๆ แล้วเธอจะไม่อยากทำเช่นนี้ก็ตาม

        “ไหนคุณบอกไม่ใช่ความผิดของผมไงครับ แต่เท่าที่ฟังดูเหมือนคุณกำลังพาลโดยใช่เหตุ” ชายหนุ่มเอ่ย

        “ฉันไม่ได้พาลค่ะ เพียงแต่ต้องการปกป้องตัวเอง” ดวงตากลมโตมองใบหน้าหล่อเหลา ร่างสูงสง่าถอนหายใจ

        “แต่ผม

        เสียงมือถือดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนาของทั้งสอง มือเรียวหยิบเครื่องมือสื่อสารประจำกายออกมาจากกระเป๋ากระโปรง ใบหน้าหวานเรียบเฉยยามมองรายชื่อผู้โทร.เข้าผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยมกว้าง

        “สวัสดีค่ะคุณชนะศึก”

        สรรพนามของฝ่ายตรงข้ามทำให้ใบหน้าคมคร้ามจ้องเขม็ง สัญชาตญาณในกายบ่งบอกว่าผู้ชายที่โทร.เข้ามานั้นคงไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นคนที่ขับรถมาส่งเธอเมื่อคืน คนที่ทำให้เขาต้องว้าวุ่นใจจนแทบนอนไม่หลับ!

        ชยกฤตตั้งใจฟังเสียงหวานเต็มที่ อยากรู้ว่าเธอจะพูดคุยสิ่งใดกับชายอื่น

        “วันนี้หรือคะ ได้ค่ะ แล้วเจอกันนะคะ” คนตัวเล็กส่งยิ้มหวานผ่านเสียงใส ชยกฤตน้อยใจเหลือเกิน รอยยิ้มแบบนั้นเขาไม่เคยได้รับจากเธอแม้แต่น้อย

        “นี่สินะคงเป็นเหตุผลที่แท้จริงของคุณ” เสียงเข้มฉุนเฉียว ทำเอาคนฟังขมวดคิ้ว

        “อะไรนะคะ?

        “ที่คุณพูดมาทั้งนั้นก็เพราะต้องการกันผมออกไปจากชีวิตคุณใช่ไหม เพื่อที่คุณจะได้เอาผู้ชายคนอื่นมาแทนที่” เป็นเขาเองที่เริ่มพาลจนไม่อาจควบคุมอารมณ์ได้

        “ประทานโทษนะคะคุณชยกฤต ฉันไม่จำเป็นต้องดึงใครมาแทนที่คุณ เพราะคุณไม่ได้อยู่ในที่ของฉันตั้งแต่แรก!” เสียงหวานไม่พอใจขั้นสุด เขาเป็นบ้าอะไรทำไมถึงพูดจาให้ร้ายกันเพียงนี้

        ชยกฤตเจ็บร้าวไปทั้งใจ ใช่สินะ ตลอดเวลาที่ผ่านมามีเพียงเขาที่หลงรักเธออยู่ฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะพยายามเข้าหาเพื่อรอจังหวะพูดคุย หรือแม้แต่คอยแอบมองเธออยู่เงียบๆ ทุกอย่างที่เขาทำเป็นเพราะเขาบ้าไปเองฝ่ายเดียว เธอไม่เคยมีท่าทีจะคิดตรงกับเขาเลยสักนิด เวลาเห็นหน้าหรือเดินสวนกันหญิงสาวก็นิ่งเฉย หมางเมินทำราวกับเขาเป็นอากาศธาตุ ไม่มีชีวิต ไม่มีตัวตนในสายตา!

        “นั่นสิสำหรับคุณผมไม่เคยมีค่าอะไรอยู่แล้ว” เสียงเข้มตัดพ้อ ฐิติวรดาเกิดความสับสนเมื่อทอดมองแววตาอ่อนล้า

        “แล้วแต่คุณจะคิดค่ะ”

ร่างบางพยายามไม่สนใจและเดินจากไปในทันที ชยกฤตมองแผ่นหลังของสาวเจ้าที่ถอยห่างลงทุกที ความคิดที่อยากเอาชนะใจหญิงสาวเริ่มถดถอย แม้ไม่มากแต่มันก็ไม่เท่าเดิมอีกต่อไป

        บางทีเขาอาจต้องเป็นฝ่ายตัดใจกับเรื่องนี้สักที

--------------------------------------------------------

ฐิติวรดากลับเข้ามาภายในห้องนอนอย่างใช้ความคิด หญิงสาวยอมรับว่าคำพูดของชยกฤตยังคงตราตรึงอยู่ในมโนสำนึก เธอไม่เคยรู้สึกแย่แบบนี้มาก่อน เขาคือคนที่ไม่ควรยุ่ง ถ้าจะพูดถึงฐานะและชาติกำเนิด จริงอยู่แม้เธอจะไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร เพราะยังไงซะก็คือหลานสาวของตระกูลที่ร่ำรวยติดอันดับต้นๆ ของประเทศ ที่มีธุรกิจมากมายไปทั่วเอเชีย แต่ตอนนี้สังคมไม่ได้จดจำเธอในรูปแบบนั้น พวกเขากำลังโจษจันมารดาของเธอ ราวกับเธอและผู้ให้กำเนิดมีความผิดมหาศาล

        อีกทั้งมาริษายังแสดงท่าทีหึงหวงชายหนุ่มออกนอกหน้า ทำไมเธอจะดูไม่ออก ฐิติวรดายิ่งไม่อยากเอาตัวเข้าไปวุ่นวายเมื่ออีกฝ่ายชัดเจนว่าห้ามแตะต้อง ลำพังที่ไม่มีชยกฤต มาริษาและภัคคิณียังรังแกไม่เว้นวัน มาตอนนี้มีชยกฤตเป็นตัวแปรยิ่งทำให้เธอตกเป็นเป้าของสองแม่ลูกมากยึ่งขึ้น

        “ฉันไม่ควรยุ่งกับคุณจริงๆ คุณชยกฤต” เสียงหวานพึมพำกับตัวเอง พลางทอดมองออกไปยังเบื้องหน้า

        รถยนต์คันหรูคุ้นตาขับแล่นมาจอดตรงหน้าประตูคฤหาสน์ ฐิติวรดาถอนหายใจแผ่วเบา วันนี้ชนะศึกชวนเธอไปทานข้าว ถ้าไม่ติดว่าเขาโทร.เข้ามาตอนที่กำลังคุยกับชยกฤตพอดี เธอคงปฏิเสธไปแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าชนะศึกมาได้ถูกที่ถูกเวลาจริงๆ ฐิติวรดาต้องการตัดชยกฤตให้ขาดจึงตกปากรับคำยอมไปกับชายหนุ่ม

เพื่อให้ฝ่ายนั้นเข้าใจว่าเธอไม่สนใจเขา

        “คุณนิดขามีแขกมาขอพบคุณนิดค่ะ” กระถินรีบวิ่งเข้ามาบอกด้วยท่าทีหืดหอบ หากแววตานั้นทะเล้นหยอกเย้าตามประสา “หล่อด้วยนะคะคุณนิด”

        “กระถิน” ฐิติวรดาตำหนิทางสายตาเล็กน้อย ไม่ได้จริงจังมากนักเพราะเอ็นดูในตัวสาวใช้วัยละอ่อน “ไปบอกคุณเขาว่าอีกสักครู่ฉันจะลงไป”

        “ค่ะคุณนิด”

กระถินยิ้มหน้าบาน รู้สึกกระปี้กระเปร่าเป็นพิเศษ ด้วยว่าไม่เคยเห็นมีชายหนุ่มคนใดมาขอพบเจ้านายสาวมาก่อน ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ฐิติวรดามีชายหนุ่มรูปงามมาหาถึงบ้าน ไม่ใช่แค่เธอที่ตื่นเต้นหรอก บรรดาสาวใช้คนอื่นๆ ก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน

“คุณนิดบอกว่าอีกสักครู่จะตามลงมาค่ะ” สาวใช้วัยละอ่อนบอกพร้อมทำท่าทีเขินอาย ใบหน้าหล่อเหลาดุจปานเทพบุตรนั้นทำให้กายสาวอ่อนระทวย

“ครับ” เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ยิ่งทำให้กระถินเก็บอาการเขินอายไม่อยู่ สาวใช้วัยละอ่อนเรียกสติตัวเองกลับคืนก่อนจะขอตัวชายหนุ่มไปทำงานต่อ

        ร่างสูงกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณบ้านอย่างชื่นชม สมกับคำร่ำลือเสียจริง สวยราวกับสวรรค์บนดิน ภายนอกว่าสวยแล้วภายในนั้นสวยยิ่งกว่า ไม่แปลกใจเลยที่ใครต่อใครต่างยกยอให้เป็นคฤหาสน์สีทอง อย่าว่าแต่ตัวเรือนที่เป็นสีทองสวยอร่าม ข้าวของเครื่องใช้ก็ประกอบไปด้วยสีทองเรืองรอง แวววับด้วยเพชรจินดานิลอันมีค่า ไม่ว่าผู้ใดได้ประสบพบเห็นเป็นอันตกหลุมรักกันทุกราย

        เขามั่นใจว่าต้องเป็นเช่นนั้น

        “ติดใจแม่นั่นมากถึงกับต้องตามมาเฝ้าถึงนี่เลยหรือคะ” เสียงแหลมสูงเป็นเอกลักษณ์ดังขึ้นก่อนที่ร่างเซ็กซี่เย้ายวนจะเดินมาถึง ชนะศึกยกยิ้มมุมปาก แววตาไม่อาจคาดเดาได้ว่าเขานั้นคิดสิ่งใดอยู่

        “ก็คงประมาณนั้นมั้งครับ” ชายหนุ่มตอบอย่างกวนประสาท ทอดมองร่างขาวเนียนที่แต่งกายล่อแหลมไม่เปลี่ยนตั้งแต่รู้จักกันมา มาริษาเป็นผู้หญิงสวยคมและรู้เสน่ห์ของตัวเองดี

        หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงทำใจยากที่จะมองข้ามสตรีผู้นี้!

        “ระวังนะคะ” มาริษายิ้มร้าย กรีดสายตามองร่างสูง

        “ระวังอะไรไม่ทราบ” ชนะศึกถามกลับ

        “ครอบครัวคุณเป็นคนมีหน้ามีตาทางสังคม มาคบค้าสมาคมกับผู้หญิงพรรณนั้น พ่อแม่คุณคงไม่ปลื้มเท่าไหร่นัก” มาริษาอ้างถึงบุพการีของอีกฝ่าย คนฟังส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม

        “ถ้าคุณจะหมายถึงชาติกำเนิดของเธอผมไม่ถือสาอะไร และพ่อแม่ของผมท่านก็ไม่เคยว่าหากผมจะคบผู้หญิงที่มีศักดิ์ต่ำกว่า เพราะท่านให้ความสำคัญกับความดีมากกว่าชาติตระกูล” ชายหนุ่มพูดแล้วแสยะยิ้ม

        “คุณหมายความว่าไง!” มาริษาไม่พอใจ เพราะรู้ว่าเขาตงใจพูดแหนะแหนตน

        อีกทั้งรอยยิ้มดูแคลนแบบนั้นเธอไม่ชอบเลย!

        “ผมเคยผ่านผู้หญิงที่ดีแต่เปลือกนอกมาแล้ว ผู้หญิงที่ให้ความสำคัญกับทรัพย์สินเงินทองและหน้าตาทางสังคมมากกว่าหัวใจรักที่แท้จริง ผมหวังว่าผมจะไม่เจอผู้หญิงจำพวกนั้นอีก” ดวงตาคมจ้องมองใบหน้าสวย

        คนฟังร้อนวูบวาบด้วยความโกรธ นึกว่าไม่รู้หรืออย่างไร คนที่เขากำลังด่าทางอ้อมก็คือเธอยังไงเล่า!

        “มากไปแล้วนะชนะศึก คุณไม่มีสิทธิ์มาพูดจาดูถูกฉันแบบนี้!” เสียงแหลมกดต่ำในลำคอ ลมหายใจอุ่นร้อนวาวโรจน์

        “ผมดูถูกคุณตรงไหนไม่ทราบ ผมยังไม่เอ่ยชื่อคุณสักคำ เอหรือว่าคุณเป็นแบบที่ผมพูดเลยร้อนตัว” คิ้วหนาเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อย ความยียวนของเขามีมากกว่าในอดีตนัก

        ไม่น่าเชื่อว่าผู้ชายใสซื่ออย่างชนะศึกจะทำให้เธอเจ็บแค้นได้ถึงเพียงนี้ มาริษาประมาทผู้ชายคนนี้เกินไปจริงๆ  

        “อย่าคิดนะว่าคุณจะเอาชนะใจอีนังกาฝากนั่นได้ มันไม่มีทางมองคนอย่างคุณหรอก จำคำฉันเอาไว้!

        มาริษาเดินจากไปด้วยความโกรธ ขืนอยู่ต่อหน้าเขาอีกสักพักหล่อนคงไม่แคล้วตบสั่งสอนคนปากมอมให้ได้รู้สำนึก หญิงสาวอยากฆ่าเขานัก ยืนอยู่ในบ้านเธอแท้ๆ กล้าดีอย่างไรมาพูดจาไม่ให้เกียรติกัน แม้จะรู้แก่ใจดีว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริงทุกประการ แต่คนอย่างมาริษาไม่เคยเห็นความผิดของตนเองนอกจากของผู้อื่นเท่านั้น!

        ชนะศึกส่ายหน้าเอือมระอา เธอนิสัยไม่เคยเปลี่ยน เห็นแก่ตัวและชอบดูถูกผู้ที่ต่ำต้อยกว่า

        “รอนานไหมคะคุณชนะศึก” เสียงหวานของสตรีอีกคนเอ่ยขึ้น เรียกสติของร่างสูงให้คืนกลับมาอีกครั้ง

        ฐิติวรดาเดินลงจากบันไดมาหาชายหนุ่ม ใบหน้าหวานมาพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นหัวใจ หากเปรียบสองพี่น้องเป็นน้ำกับไฟ แน่นอนว่ามาริษาย่อมเป็นไฟที่ร้อนแรงและพร้อมจะแผดเผาทุกคนให้วอดวาย ผิดกับฐิติวรดาเธอผู้นี้คือสายน้ำอันเย็นฉ่ำ พร้อมให้ความช่วยเหลือและโอบอ้อมทุกคนที่เดือดร้อน ความต่างราวฟ้ากับเหวทำให้หัวใจหนุ่มหวั่นไหวง่ายดายเหลือเกิน

        ชายใดได้อยู่ใกล้ร่างบางแสนสวยจะปฏิเสธความต้องการได้หรือ?

        “ไม่นานครับคุณฐิติวรดา”

        “เรียกนิดเฉยๆ ก็ได้ค่ะ ฐิติวรดามันยาวไป” คนพูดติดตลก ใบหน้าคมคายยิ้มเขินอาย

        “ผมเรียกชื่อเล่นคุณได้หรือครับ” ชนะศึกถามเสียงทุ้ม ยกมือเกาหัวแก้เก้อ อาการประหม่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

        “เรียกได้สิคะ ทำไมจะเรียกไม่ได้” ฐิติวรดาว่าแล้วหัวเราะ ตัวโตเสียเปล่าทว่ากิริยาท่าทางบางช่วงบางจังหวะก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยที่กลัวการถูกต่อว่าจากผู้ใหญ่

        “ครับเอ่อ คุณนิด”

 ชนะศึกหูแดงหนักกว่าเก่าเมื่อปากหยักต้องเรียกชื่อเล่นของสาวเจ้า ไม่รู้ทำไมแต่หัวใจเต้นแรงจนอยากกัดลิ้นตายนัก น่าขายหน้าเสียจริง เป็นชายแท้ๆ กลับมาทำท่าทีเขินอายต่อหน้าสตรี

        “นี่ก็สายมากแล้ว ฉันว่าเราไปกันเถอะค่ะ”

        “เชิญครับคุณนิด”

        มือหนาผายไปยังเบื้องหน้าเพื่อเปิดทางให้กับหญิงสาวตามมารยาท ร่างเล็กเดินนำหน้าเขาออกไปจากบ้าน จากนั้นร่างสูงสง่าก็เดินตามไปติดๆ ทั้งสองพูดคุยกันด้วยรอยยิ้ม ท่าทางมีความสุขของหญิงสาวนั้นกำลังส่งผลต่อชายหนุ่มอีกคนยิ่งนัก ชยกฤตมองภาพคนทั้งคู่แล้วกำหมัดแน่น เวลาอยู่กับเขาช่างแตกต่างเหลือเกิน เขายอมรับว่าอิจฉาที่ชายอื่นได้รับคำพูดหวานหูและรอยยิ้มพิมพ์ใจ แต่เขาที่พยายามเข้าหาเธอทุกทางกลับไม่เคยได้รับสิ่งเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย

        ปัง!

        มือหนาทุบหน้าต่างอย่างหงุดหงิด ระบายอารมณ์โกรธเคืองออกจากตัว โดยไม่ทันสังเกตว่ามีใครบางคนกำลังยืนมองทุกการกระทำของเขาจากทางด้านหลัง

        “สองคนนั้นเพิ่งเจอกันในงานเลี้ยงเมื่อคืนค่ะ แต่ดูท่าจะสนิทกันไวแท้” มาริษาเห็นพี่ชายกำมะลอยืนทำหน้าขรึมก็ได้ทีเข้ามาเติมเชื้อไฟ ช่วงจังหวะนี้แหละที่เธอต้องการ

        “บอกพี่ทำไม พี่ไม่ได้อยากรู้!” แม้จะพูดออกไปแบบนั้น แต่ทว่าน้ำเสียงที่ใช้กลับขุ่นมัวจนไม่อาจปิดบังได้

        มาริษายิ้มในใจราวกับนาทีทองกำลังเปิดแขนต้อนรับเธออยู่เบื้องหน้า

        “ถึงพี่กฤตไม่อยากรู้แต่น้องอยากบอกนี่คะ” น้องสาวพูดขึ้น สาวเท้าเดินเข้าไปใกล้ร่างสูงใหญ่ของพี่ชาย “ฐิติวรดาเองก็ใช่ย่อย ต่อหน้าคนอื่นทำเป็นสนิมนิมสร้อย แต่พออยู่ลับหลังกับผู้ชายสองต่อสองกลับเปลี่ยนเป็นคนละคน พี่กฤตรู้ไหมคะว่านอกจากเรื่องข่าวที่เด่นหราทุกสำนักพิมพ์แล้ว พวกบรรดาไฮโซเขาเมาส์แม่คนดีของพี่ว่ายังไงบ้าง” ถามลองเชิงไปเช่นนั้นเอง แม้คนตัวโตจะนิ่งเงียบไม่แสดงท่าทีอยากรู้แต่เธอก็ต้องการจะบอกอยู่แล้ว

        และทำไมจะดูไม่ออกว่าชยกฤตเองก็กำลังต้องการฟังเช่นกัน!

        “เขาว่ากันว่าทั้งสองแอบไปพลอดรักกันลับหลังผู้อื่นในระหว่างงานเลี้ยง”

        “พูดเพ้อเจ้ออะไรยัยหญิง ถ้าคุณปู่มาได้ยินเธอจะถูกตำหนิเอาได้!” เสียงเข้มทัดทานขึ้นทันใด หัวใจเจ็บลึกกับถ้อยคำของน้องสาว

        “หญิงไม่ได้พูดเพ้อเจ้อนะคะ หญิงพูดจริงๆ” มาริษาทำตาใสเถียงคอเป็นเอ็น “เมื่อคืนงานเลี้ยงยังไม่ทันเลิกราทั้งสองก็หายไปพร้อมกัน มีแขกในงานไปเจอทั้งคู่พลอดรักกันตามลำพังในที่ปลอดผู้คน ถ้าไม่ได้ทำเรื่องเสียหายจะต้องหลบซ่อนทำไมกันล่ะคะ จริงไหมพี่กฤต” ดวงตาวงรีมองใบหน้าคมคร้ามของพี่ชาย กรามแกร่งขบเข้าหากันแน่น

        มาริษาลอบยิ้มกับตัวเอง

        “พี่กฤตอย่าลืมสิคะว่าแม่นั่นไม่เคยออกงานสังคม บางทีการที่หญิงพาเขาไปพบเจอผู้คนก็เท่ากับหญิงได้เปิดโลกแคบที่เขามีให้กว้างขึ้น แล้วคุณชนะศึกเองก็หล่อเพียบพร้อมด้วยชาติตระกูล เรื่องฐานะยิ่งไม่ต้องพูดถึง มั่งคั่งจนใครต่อใครต่างกล่าวขานว่าทรัพย์สมบัติที่เขามีใช้อีกกี่สิบชาติก็ไม่หมด ผู้ชายครบเครื่องอย่างเขามีหรือที่ผู้หญิงจะปล่อยผ่าน และตอนนี้คุณชนะศึกเองก็มีท่าทีชื่นชอบแม่กาฝากนั่นไม่น้อย ต่อให้แม่นั่นแสนดีมาจากไหนก็ไม่มีทางปฏิเสธเจ้าชายอย่างเขาได้หรอกค่ะ”

        ชยกฤตกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้น หากเป็นดั่งคำบอกเล่าของมาริษาจริงก็เท่ากับว่าฐิติวรดาเองก็ไม่ต่างอะไรกับผู้หญิงคนอื่นที่หวังสบายและอยากรวยทางลัด

        “ที่พูดเนี่ยไม่ได้ใส่ความแต่อย่างใดนะคะ หญิงพูดเพราะไม่อยากให้พี่กฤตเข้าใจผิดหลงคิดว่าผู้หญิงคนนั้นดีเลิศประเสริฐศรี อย่าลืมนะคะพี่กฤต ผู้หญิงทุกคนมีมารยาเป็นของตัวเอง อยู่ที่ว่าใครจะเลือกใช้เลือกปฏิบัติแบบไหนก็เท่านั้น”

        มาริษาทิ้งระเบิดลูกโตเอาไว้ก่อนที่สาวเจ้าจะเดินจากไป ทันทีที่พ้นรัศมีเรือนหลังเล็กของพี่ชาย หญิงสาวก็ยิ้มมุมปากราวกับตัวเองเป็นผู้ชนะที่มีชัยเหนือทุกฝ่าย

        “แกทำให้คุณปู่หักหน้าฉันต่อหน้าทุกคน ฉันก็จะทำให้แกหมดความน่าเชื่อถือจากพี่กฤตเช่นกัน!

--------------------------------------------------------

“ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าคุณจะพาฉันมาสถานที่แบบนี้”

        เสียงหวานเอ่ยขณะที่มือเรียวจัดการตักอาหารคาวหวานส่งให้กับเด็กน้อยตาดำๆ ทั้งหลาย ดวงตากลมโตเปี่ยมสุขยามได้ทอดมองพวกเขายิ้มแย้มเบิกบาน อาหารที่ผู้คนทั่วไปได้ทานเป็นประจำอาจจะกลายเป็นเมนูรสเลิศแสนพิเศษยามได้อยู่ในมือของคนที่ด้อยโอกาส หญิงสาวรู้สึกสบายใจเหลือเกิน ราวกับความทุกข์ที่เจอกำลังถูกทำลายลงอย่างช้าๆ ไม่ว่าเธอจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

        “ทำไมครับ หน้าตาอย่างผมไม่น่าทำบุญทำทานหรือครับ?” ชนะศึกถามพลางอมยิ้ม ไม่คิดจริงจังอะไร

        “ไม่ใช่ค่ะ ฉันเพียงแต่แปลกใจที่คุณพาฉันมาทำบุญ ไหนบอกว่าจะพาไปทานข้าวอย่างเดียวไงคะ” คนตัวเล็กเอ่ยถาม ตอนนี้เด็กน้อยคนสุดท้ายได้รับการบริการจากร่างบางเป็นที่เรียบร้อย ทั้งสองจึงละมือจากงานตรงหน้าแล้วพูดคุยกันด้วยรอยยิ้ม

        “ก็ผมเห็นสีหน้าคุณแลเครียดๆ ตั้งแต่ออกจากบ้าน เลยอยากทำให้คุณอารมณ์ดี” ชายหนุ่มบอกไปตามใจคิด

        ผู้หญิงอย่างฐิติวรดาแตกต่างจากคนอื่นที่เขาเคยพบเจอ สตรีส่วนมากต้องการท่องเที่ยวและช็อปปิ้งเพื่อผ่อนคลายความเครียด แต่เธอผู้นี้ดูก็รู้ว่าไม่ใช่สายฟุ้งเฟ้อเกินตัว อีกทั้งยังประหยัดจนเกินไปด้วยซ้ำ ทางเดียวที่จะช่วยให้ร่างบางบรรเทาความเหนื่อยล้าทางจิตใจเห็นทีจะมีเพียงวิธีนี้เท่านั้น

        และเขาก็ตัดสินใจไม่ผิดจริงๆ

        “สิบเต็มสิบเลยค่ะ ฉันรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาก” เจ้าตัวว่า พลางทอดมองเด็กน้องทั้งหลายที่รับประทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย

        ชนะศึกเป็นผู้ชายที่เธอไม่คาดคิดว่าเขาจะมุมนี้เสียด้วยซ้ำ ใบหน้าหล่อเหลาออกทางเจ้าชู้กรุ่มกริ่ม ฐานะทางบ้านร่ำรวยติดอันดับต้นๆ ของประเทศ  ระดับเขาคงมีบรรดาสาวๆ อยากมอบกายมอบใจให้ไม่น้อย แต่ดูท่าแล้วผู้ชายคนนี้คงไม่ได้ใช้ชีวิตเสเพลเฉกเช่นลูกหลานคนรวยคนอื่นๆ เขานั้นสุขุม มีความคิด มีความอ่อนโยน รู้จักให้และแบ่งปันต่อผู้อื่น

        เธอยอมรับว่าเธอประทับใจในความดีข้อนี้

        “ผมดีใจนะครับที่คุณชอบ”

ชนะศึกมองใบหน้าครึ่งเสี้ยวของร่างบาง ฐิติวรดาเปรียบเสมือนดอกไม้แรกแย้มที่สวยสะพรั่งท้าทายสายตาภมรผู้ แม้จะรู้จักเจ้าหล่อนได้เพียงสองวันเท่านั้น แต่เขากลับมั่นใจว่าเธอคือคนที่ใช่ เขาอยากจะสานสัมพันธ์พิเศษกับเธอ

        หากต้องรอก่อน เขายังผลีผลามทำอะไรตอนนี้ไม่ได้ ทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไป ผู้หญิงอ่อนหวานทั้งกายและใจแบบนี้ไม่นิยมการถูกบังคับหรือถูกกดดันจากเพศตรงข้าม ถ้าคิดจะมัดใจต้องรู้จักวิธีกุมเหยื่อให้อยู่หมัด

        “เอ่อคุณนิดครับ ผมขอถามอะไรคุณสักอย่างได้ไหมครับ” ร่างสูงถือโอกาสที่อยู่กันสองต่อสองถามในสิ่งที่ตนอยากรู้

        “ถ้าฉันตอบได้นะคะ” ฐิติวรดามองดวงตาคมกริบของชายหนุ่ม รอฟังในสิ่งที่เขานั้นอยากรู้

        “เมื่อเช้าผมเห็นคุณเหม่อลอย แม้แต่ตอนทานอาหารด้วยกันคุณยังดูซึมเศร้า ถ้าไม่ได้ละลาบละล้วงมากจนเกินไป ผมอยากรู้ว่าคุณเป็นอะไรครับ มีอะไรไม่สบายใจยังไง คุณสามารถบอกผมได้นะครับ” น้ำเสียงนุ่มทุ้มเอ่ย หญิงสาวรับรู้ได้ว่าเขาห่วงใยเธอจริงๆ ไม่ใช่ต้องการอยากรู้อยากเห็นทั่วๆ ไป

        ร่างบางสูดลมหายใจเข้าปอดเพื่อเรียกสติที่มี

        “คุณคง เห็นข่าวแล้ว” ฐิติวรดาช้อนสายตาขึ้นมองฝ่ายตรงข้าม ชนะศึกพยักหน้าช้าๆ เธอจึงพูดต่อ “ฉันเป็นต้นเหตุที่ทำให้ธนาศินเสื่อมเสียชื่อเสียง ฉันเป็นต้นเหตุที่ทำให้ใครๆ มองครอบครัวไม่ดี ถ้าไม่มีฉันสักคนทุกอย่างคงไม่เป็นแบบนี้

        คำพูดของเธอฟังแล้วน่าสงสารจับใจ ชนะศึกถอนหายใจเหนื่อยอ่อน สังคมมักเป็นแบบนี้เสมอ กดผู้อื่นให้ต่ำเพื่อส่งให้ตัวเองดูสูงขึ้น เป็นเช่นนี้ไงเล่าเขาจึงไม่อยากเสวนากับพวกไฮโซด้วยกัน ร้อยทั้งร้อยมีแต่พวกใส่หน้ากากเข้าหากัน

        “คุณอย่าคิดแบบนั้นสิครับ คนทุกคนมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป อีกอย่างเรื่องนี้คุณเองก็ไม่ผิด ถ้าจะโทษก็ต้องโทษผู้หญิงคนนั้น เพราะเธอพาคุณไปเจอเรื่องแย่ๆ สังคมแย่ๆ” แววตาผู้พูดเดือดดาลแทนร่างบาง

        ฐิติวรดาแอบสังเกตท่าทางของเขา

        “คุณถามฉันแล้วงั้นฉันขอถามอะไรคุณกลับได้ไหมคะ?” เสียงหวานต่อรอง คนร่างสูงอมยิ้ม

        “ถ้าตอบได้นะครับ” เสียงเข้มทะเล้น สาวเจ้าขบขันพลางส่ายหน้าเล็กน้อย

        “คุณกับคุณหญิง มีเรื่องบาดหมางใจอะไรกันมาก่อนหรือเปล่าคะ” คำถามของเจ้าหล่อนสะกิดใจผู้ฟังอย่างแรง

        “คิดยังไงถึงถามครับ” ชนะศึกขมวดคิ้ว หญิงสาวหน้าเสียก่อนตอบเสียงอ่อย

        “อย่าหาว่าฉันยุ่งเลยนะคะ แต่ว่าก่อนออกจากบ้านฉันบังเอิญได้ยินคุณทั้งสอง เอ่อ” ฐิติวรดาไม่กล้าพูดต่อ คนตัวโตเลยทำหน้าที่สานต่อให้

        “มีปากเสียงกัน” ชนะศึกยักคิ้ว

        ร่างบางพยักหน้ารับ ความจริงเธอจะไม่ยุ่งเลยหากบทสนทนาของทั้งคู่ไม่มีเธอเข้าไปเกี่ยวข้อง สาวเจ้ากลัวว่าเรื่องของเธอจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้ใครต่อใครต้องบาดหมางกัน ฐิติวรดาไม่ต้องการเป็นจุดชนวนแห่งความขัดแย้งอีกแล้ว

        “ผมกับคุณหญิงเราสองคนเคยคบกันสมัยเรียนไฮสคูลอยู่ที่อเมริกาครับ” เสียงเข้มตอบ

        “คะ?” ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ไม่คาดคิดว่าโลกจะกลมถึงเพียงนี้ “คุณกับคุณหญิงเคยคบกัน”

        “ครับ”

        “ไม่น่าเชื่อเลยค่ะ” ฐิติวรดาพูด “แล้วทำไมคุณทั้งสองถึง” ร่างบางไม่กล้าเอ่ยต่อ

        “เลิกกันใช่ไหมครับ” เสียงเข้มพูดแล้วยิ้ม เขาทำราวกับกำลังคุยเรื่องสนุกเฮฮาไร้ความเครียด “คุณหญิงนิสัยยังไงคุณเองก็น่าจะพอรู้ คงไม่ต้องให้ผมสาธยายมั้งครับว่าเราจบความสัมพันธ์กันเพราะอะไร” ชนะศึกรวบรัด

        ชายหนุ่มไม่อยากรื้อฟื้นอดีตที่ไม่ค่อยสวยงามนัก เขากับมาริษาเคยคบหาดูใจกันอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ตอนนั้นเขารักและหลงมาริษามาก เรียกได้ว่าเห็นผิดเป็นถูกไม่ฟังคำตักเตือนของใครทั้งสิ้น อาจจะด้วยเพราะหญิงสาวเป็นคนสวยมีผู้ชายมากหน้าหลายตาเทียวขายขนมจีบ เขาในเวลานั้นแม้จะร่ำรวยเงินทอง มีบารมีชาติตระกูลค้ำคอ แต่สมัยไฮสคูลเขาคือผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่ง วันๆ เอาแต่ร่ำเรียนเขียนอ่าน ไม่สนใจแฟชั่นเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ที่รู้จักแต่งตัวให้เข้ากับยุคสมัย มาริษาเจ้าหล่อนก็เป็นหนึ่งในนั้น เธอคงเบื่อผู้ชายไร้รสชาติแบบเขาจึงหันไปคบกับฝรั่งหล่อโปรไฟล์ดีเพื่อนต่างห้อง ที่มีสังคมเฉกเช่นเดียวกับเจ้าตัว เขายอมรับว่าตอนนั้นคือช่วงเวลาที่เสียใจมากที่สุด และเกือบเสียการเรียน ถ้าไม่ได้บิดามารดาคอยเตือนสติ คอยให้กำลังใจ ป่านนี้เขาคงกลายเป็นคนหมดอนาคตไปนานแล้ว

        แต่ในขณะเดียวกัน ชนะศึกก็รู้สึกขอบคุณมาริษามาโดยตลอด เพราะเธอทำให้เขาเปิดมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับผู้หญิง ทำให้เขารู้จักเรียนรู้ความเสียใจและความผิดหวัง ความเจ็บปวดที่เธอมอบให้เปรียบดั่งกำแพงที่สร้างขึ้นปกป้องหัวใจของเขานับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

        “ฉันขอโทษด้วยนะคะที่ถามเรื่องแบบนี้ ความจริงฉันไม่ควรถามคุณเลย” ฐิติวรดารู้สึกผิด แววตาของชายหนุ่มหม่นหมองลงไปเล็กน้อยยามพูดถึงลูกพี่ลูกน้อง

        “ไม่เป็นไรหรอกครับคุณนิด ผมเองชินแล้วล่ะ” ชนะศึกส่ายหน้า จริงอยู่ที่เรื่องผ่านมานานนม แต่พอมีใครมาสะกิดแผลใจก็มีบ้างที่ฉุกคิด แต่ก็ไม่หนักหนาเท่ากับคราแรก

        ผู้หญิงแบบมาริษาทำอะไรเขาไม่ได้อีกต่อไป!

        “ว่าแต่คุณเถอะครับ สวยน่ารักจิตใจดีอย่างคุณนิด มีเจ้าของหัวใจหรือยังครับ” ได้ทีมีโอกาสชายหนุ่มก็รีบคว้าเอาไว้ ดวงตาคมจ้องใบหน้าหวานแน่นิ่ง หัวใจเต้นแรงลุ้นในคำตอบของร่างบาง

        “ไม่มีค่ะ ฉันยังไม่อยากคิดเรื่องพวกนี้ ตอนนี้ขอเรียนให้จบก่อน ปีสุดท้ายแล้วด้วย” ฐิติวรดายิ้มบางเบา

        คำตอบของสาวเจ้าไม่ต่างอะไรกับน้ำที่รินรดหัวใจแกร่ง

        “งั้นก็หมายความว่าผมยังมีสิทธิ์ใช่ไหมครับ” ชนะศึกโยนหินถามทาง ดวงตากลมโตสั่นสะท้าน

        ฐิติวรดารู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเมื่อถูกเขารุกหนักแบบไม่ให้เธอได้ตั้งตัว ยามพูดคุยแบบเพื่อนเขาคือคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจมากที่สุด ในสายตาของสาวเจ้ามองชายหนุ่มเป็นมิตรคนหนึ่งเท่านั้น

        “ฉันคิดว่าเราสองคนเป็นเพื่อนกันจะดีกว่านะคะ” เสียงหวานตอบอ้อมแอ้ม เกรงอีกฝ่ายจะเสียใจ แต่ผิดคาดที่ชนะศึกกลับอมยิ้มราวกับชื่นชอบการถูกปฏิเสธ

        “เอาเป็นว่าผมจะพยายามพิชิตใจคุณให้ได้แล้วกันนะครับ” น้ำเสียงนุ่มทุ้มเอ่ย เขามองสบดวงตากลมโต ต้องการให้เธอรู้ความในใจ

        ฐิติวรดาทำตัวไม่ถูกจึงเดินเลี่ยงไปหาเด็กน้อยที่กำลังรับประทานอาหารและขนมนมเนยอย่างมีความสุข ภาพรอยยิ้มและเสียงหัวเราะตรงหน้าทำให้ชายหนุ่มอดยิ้มตามไม่ได้ เพราะเธออ่อนหวานและอ่อนโยนเช่นนี้จะให้เขาเมินเฉยได้อย่างไร ผู้หญิงที่เพียบพร้อมอย่างฐิติวรดา ไม่มีผู้ชายคนไหนปฏิเสธที่จะรักได้ลงคอหรอก

        ถึงแม้ว่าการกุมหัวใจดวงน้อยของเจ้าหล่อนจะเป็นเรื่องยากแสนยาก แต่เขาจะไม่มีวันยอมแพ้เด็ดขาด ต่อให้ต้องทำดีถวายชีวิตเพื่อแลกกับความรู้สึกอันมีค่า

        เขาก็พร้อมที่จะยอมทำ!

--------------------------------------------------------

        ชนะศึกขับรถกลับมาส่งฐิติวรดาที่คฤหาสน์อย่างปลอดภัย หลังจากทำบุญเลี้ยงอาหารบ้านเด็กกำพร้าเสร็จสิ้น ชายหนุ่มขออาสาพาเธอไปทานดินเนอร์ปิดท้ายของวัน จึงทำให้เวลาล่วงเลยพอสมควร ทำเอาคนที่รอคอยการกลับมาของร่างบางอย่างใจจดใจจ่ออดรนทนไม่ได้ ยิ่งเห็นเธอก้าวเท้าลงจากรถคันหรูของผู้ชายคนอื่นด้วยรอยยิ้มเขาก็ยิ่งโกรธเคือง เหมือนว่าเจ้าหล่อนนั้นทำความผิดร้ายแรงมหันต์!

        “ขอบคุณมากนะคะที่มาส่ง” เสียงหวานบอกกับสารถีหนุ่ม

        “ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณนิด วันนี้ผมมีความสุขมาก” ชนะศึกยิ้มกว้าง

        “ฉันเองก็มีความสุขค่ะ”

        ความสุขของเขาและของเธอแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว สำหรับฐิติวรดาเธอมีความสุขที่ได้ให้การช่วยเหลือเด็กน้อยตาดำๆ ให้พวกเขาได้ทานอาหารดีๆ กินขนมอร่อยๆ แต่ความสุขของชนะศึกคือการที่ได้ใช้ช่วงเวลาอันมีค่าอยู่กับเธอสองต่อสอง ได้พูดคุย ได้ชิดใกล้ร่างบาง

        “ขับรดกลับดีๆ นะ อุ๊ย!” จู่ๆ คนพูดก็สะดุ้งเฮือก

        “เป็นอะไรไปครับคุณนิด” เสียงเข้มเป็นห่วง

        “สงสัยแมลงเข้าตาค่ะ แถวนี้ยิ่งเป็นแปลงดอกไม้อยู่ด้วย” เสียงหวานร้องบอกพลางใช้มือเรียวขยี้ตาตัวเองไปมา

        “อย่าทำแบบนั้นสิครับ มาเดี๋ยวผมช่วยดูให้” ชนะศึกสาวเท้าเข้าไปใกล้ร่างเล็ก มือหนาบรรจงจับไปที่ดวงตาข้างขวา “ขออนุญาตนะครับ” น้ำเสียงนุ่มทุ้มบอกกล่าวตามมารยาท

        “ค่ะ” ฐิติวรดาพยักหน้า เวลานี้เธอและเขายืนอยู่ใกล้กันเพียงแค่ฝ่ามือกั้นเท่านั้น!

        “ออกแล้วครับ” ชนะศึกสามารถเขี่ยเจ้าแมลงตัวจิ๋วออกจากดวงตากลมโตได้สำเร็จ ชายหนุ่มถอยทัพออกห่างคนตัวเล็ก หญิงสาวยิ้มขอบคุณ

        “ขอบคุณนะคะ เอ่อแล้วก็กลับบ้านดีๆ นะคะ”

        “ครับคุณนิด”

        ชนะศึกยิ้มก่อนจะขึ้นรถคันโปรดและขับออกไป ทิ้งให้หญิงสาวยืนหายใจอย่างโล่งอกเพียงลำพัง เมื่อครู่เธอเผลอสบนัยน์ตาคมเข้มของเขาก็พลันให้เขินอาย แม้จะไม่ได้คิดอะไรเกินเลยแต่หญิงกับชายอยู่ใกล้กันก็ย่อมมีหวั่นไหวเป็นของธรรมดา

        "แหม... แสดงละครเนียนหรือเกินนะ ตกลงว่าเรียนคหกรรมหรือเรียนการแสดงมากันแน่!" เสียงเข้มประชดประชันมาแต่ไกล

"ทำไม พอเห็นหน้าผมก็คิดเดินหนีท่าเดียวเลยหรือไง" ชายหนุ่มไม่พอใจที่เห็นร่างบางตั้งท่าจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง 

"ไม่ได้ค่ะ ฉันแค่ต้องการพักผ่อน วันนี้เหนื่อยมามากแล้ว" เสียงหวานตอบราบเรียบ หากคนฟังกลับคิดไปอีกแบบ 

"แน่ล่ะสิ! หายไปด้วยกันสองต่อสองกลับมาเอาค่ำมืด ไม่ให้เหนื่อยก็คงกระไรอยู่" วาจาดูถูกยังไม่เจ็บเท่ากับสายตาที่เขาใช้มองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

"กรุณาให้เกียรติฉันด้วยค่ะคุณชยกฤต ฉันไม่ได้ทำอะไรเสียหายอย่างที่คุณกำลังเข้าใจ" ฐิติวรดาว่า 

"ใครมันจะไปรู้ล่ะ เห็นคุณเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ไอ้ผมก็นึกว่ากำลังคิดจะ..." ชยกฤตเว้นคำพูดพลางมองต่ำลงไปยังเบื้องล่างของอีกฝ่าย! 

ฝ่ามือเล็กฟาดลงบนใบหน้าอันหล่อเหลาเต็มแรง

"ฐิติวรดา!" มือหนาจับแก้มข้างขวาที่ถูกแม่สาวร่างบางลงทัณฑ์อย่างเดือดดาล "คุณกล้าดียังไงมาตบหน้าผม" 

"ฉันจะทำยิ่งกว่านี้ถ้าหากคุณไม่เลิกดูถูกฉัน" เรียวปากอิ่มเม้มแน่น เขาเป็นใคร? ถือดีอย่างไรมาใช้ถ้อยคำต่ำช้ากับเธอ

"กับผมคุณตบ แต่กับมัน... คุณคงขึ้นเตียงพร้อมถวายตัวเลยสินะ!" เสียงเข้มตะคอกใส่ 

"คุณชยกฤต!" 

"ทำไม!!!" ดวงตาคมคายดุดัน มือหนากระชากร่างเล็กเข้าหาตัว 

"ปล่อยนะ จะทำอะไร ปล่อย!"

ฐิติวรดาดิ้นอยู่ภายใต้อ้อมกอดของผู้ชายใจร้าย มือใหญ่บีบเรียวแขนสาวเจ้าจนบอบช้ำ แต่เธอกลับไม่ปริปากแสดงความเจ็บปวดให้เขารู้ ท่าทางแข็งกระด้างของเธอกำลังทำให้เขานึกอยากเอาชนะ

เป็นแค่หญิงตัวน้อยถือดีอวดศักดิ์กับผู้ชายเยี่ยงเขา...

"ผมอยากรู้นักว่าไอ้ปากที่เอาแต่ร้องบอกให้ปล่อยๆ เนี่ย คุณอยากให้ปล่อยจริงหรือเปล่า" คนพูดยิ้มยั่ว 

"ฉันไม่เคยอยากให้คุณมาแตะเนื้อต้องตัวฉัน ปล่อย!" ดวงตากลมโตแข็งกร้าว ไม่ยอมโอนอ่อนแม้สถานการณ์จะตกเป็นรองอีกฝ่าย 

"งั้นมาดูกัน ว่าถ้าผมทำมากกว่าแตะเนื้อต้องตัว คุณจะรู้สึกยังไง!" 

"อย่านะคุณชยกฤต อย่า!!!" 








โปรดติดตามต่อในรูปเล่มฉบับ E-Book ค่า 




ทุกคนสามารถโหลดอ่านได้ในรูปแบบของ E-Book แล้วนะคะ สำหรับเรื่อง คฤหาสน์สีทอง ราคา 129 บาท เท่านั้นจ้า









ฝากนิยาย E-Book เรื่องอื่นๆ  ด้วยนะคะ สนุก แซ่บ ทุกเรื่องจ้า

( หลายๆ เรื่องกำลังโปรฯ อยู่นะคะ ภายในเดือนนี้เท่านั้น รีบหน่อยน้า โหลดเลย ^^ ) 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น