คฤหาสน์สีทอง

ตอนที่ 10 : บทที่ 6 - ภาพบาดตา… ( 100% )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 40
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    12 ก.ค. 61











ขออนุญาตฝากแฟนเพจนิยายด้วยนะคะ ไปกดถูกใจกันเยอะๆ น้า

https://www.facebook.com/DekDHayase/ 













บทที่ 6

ภาพบาดตา

 

 

 

“ผมไม่มีความคิดต่ำช้าแบบนั้นหรอกครับ!

        เสียงเข้มของใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นหลังจากทนฟังเรื่องราวมานาน ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งดูดีในชุดสูทราคาแพงสาวเท้ามายังที่เกิดเหตุ ใบหน้าคมคายกวาดมองบรรดาลูกผู้ดีทุกคนแล้วแสยะยิ้ม ทำเอาพวกถูกมองต่างมีสีหน้าหวาดหวั่นไปตามๆ กัน

        “ขอบคุณนะครับที่ทุกคนมาร่วมงานเลี้ยงต้อนรับการกลับมาของผม แต่มันคงจะดีกว่านี้หากไม่มีการกระแหนะกระแหนชาติกำเนิดซึ่งกันและกัน” เสียงเข้มเอ่ย

        “แหมพวกเราก็แค่ล้อเล่นเท่านั้นค่ะคุณชนะศึก ไม่ได้มีความคิดไม่ดีเลย” หนึ่งสาวเอ่ย พลางหาพวกด้วยการพยักเพยิดหน้ากับกลุ่มเพื่อนของตน

        ชนะศึก ยิ้มมุมปากยากที่จะคาดเดา แต่สายตาของชายหนุ่มบ่งบอกถึงความดูแคลนในความคิด คนพวกนี้แม้จะมีชาติกำเนิดสูงศักดิ์ แต่นั่นก็ไม่ได้การันตีว่าจะมีสามัญสำนึกดีไปกว่าใคร กิริยามารยาทกลับต่ำทรามเสียยิ่งกว่าคนข้างถนน มีดีแค่เอาเงินประโคมตัวอวดกันไปมา หาความจริงใจไม่มี

        “แต่ที่ผมเห็นมันไม่ใช่แบบนั้นนะครับ พวกคุณทุกคนกำลังดูถูกผู้หญิงคนนี้” สายตาคมมองร่างบาง ใบหน้าหวานหม่นหมอง ดวงตากลมโตพยายามสะกดกลั้นน้ำตาเอาไว้เต็มที่

        “เธอเป็นน้องสาวของฉันนะคะคุณชนะศึก ฉันไม่ได้ใจร้ายถึงขนาดจะดูถูกน้องสาวตัวเอง” มาริษาเป็นฝ่ายออกโรง เมื่อเห็นร่างสูงไม่ยอมเลิกรา

        “น้องสาวหรือครับ แปลกดีนะครับที่พี่สาวคนดีกลับเปิดประเด็นให้น้องสาวตัวเองโดนเหยียดหยามได้ขนาดนี้” ชนะศึกหัวเราะในลำคอ มาริษากำหมัดแน่น        

        “คุณไม่รู้อะไรอย่าพูดดีกว่า!” สาวเปรี้ยวสุดมั่นเริ่มหมดความอดทน ผู้ชายคนนี้ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยสักนิด

        และในทางกลับกันเขาก็คิดว่าหล่อนนั้นช่างเหมือนเดิมทุกประการ!

        “ขอตัวนะคะ”

        ฐิติวรดาไม่อาจยืนอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งที่มีเธอเป็นตัวแปรได้ หญิงสาวโค้งศีรษะให้ตามมารยาท ก่อนจะเดินออกจากกลุ่มผู้ดีที่พูดจาเหยียบย่ำน้ำใจจนไม่เหลือชิ้นดี ร่างบางออกมายืนสูดอากาศหน้าโรงแรม พลางน้ำตาที่อดกลั้นเอาไว้พลันหยดลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใบหน้าสวยเปียกชื้นด้วยความเจ็บปวด ริมฝีปากสั่นระริกยามนึกถึงถ้อยคำของพวกคนใจร้าย

        “ฮึกๆ” เสียงสะอื้นที่แม้แต่ตัวเธอก็ไม่อาจปกปิดมันได้อีกต่อไป หญิงสาวนั่งลงบนม้านั่งพลางยกมือปิดหน้าร้องไห้ ไม่อายสายตาใครทั้งสิ้น

        โดนหยามศักดิ์ศรีต่อหน้าคนอื่นจากคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสายเลือดเดียวกัน มันช่างน่าสมเพชเหลือเกิน

        “แต่งหน้ามาซะสวยคุณไม่น่าร้องไห้เลยนะครับ” น้ำเสียงนุ่มทุ้มของใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เรียกสติอันน้อยนิดให้กลับเข้าสู่ร่างบาง ฐิติวรดาเงยหน้าสบมองกับผู้มาเยือน

        “คุณ

        “สวัสดีครับ ผมขออนุญาตแนะนำตัวอย่างเป็นทางการนะครับ ผมชื่อชนะศึก ภักดีพิสุทธิ์ เป็นเจ้าของงานเลี้ยงค่ำคืนนี้ ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณฐิติวรดา” ชายหนุ่มยิ้มเป็นมิตร

        คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเมื่อได้ยินชายหนุ่มเรียกชื่อของตน

        “คุณรู้จักฉัน…?” สาวน้อยชี้ตัวเองอย่างงงๆ เธอไม่เคยออกงานสังคมมาก่อน ผู้ชายคนนี้ดูเป็นคนมีหน้ามีตาไม่น้อย จะมารู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเธอได้อย่างไรกัน

        “ก็ถ้าคุณเป็นน้องสาวของคุณมาริษา ผมว่าผมก็พอจะรู้จักบ้าง แต่แค่ไม่ได้เป็นการส่วนตัว” ชายหนุ่มว่า

        “คุณเป็นเพื่อนกับคุณหญิงหรือคะ” ฐิติวรดาถามต่อ คนตัวโตพยักหน้าพลางอมยิ้ม “งั้นคุณก็คงรู้ว่าฉันเป็นลูกของใคร ผู้ดีแบบคุณไม่ควรลดตัวลงมาเสวนากับฉัน” เสียงหวานตัดพ้อ

        คนฟังรู้สึกสงสารเจ้าหล่อนจับใจ

        “ผมไม่สนเรื่องชาติกำเนิดอันไร้สาระ คนเราถ้าวัดกันแค่ส่วนนี้ก็ไม่ควรเรียกตัวเองว่ามนุษย์” ชนะศึกว่าไปตามที่ตนคิด

        “คุณคิดแบบนั้นจริงๆ หรือคะ?

ฐิติวรดาถาม ไม่อยากเชื่อว่าจะมีคนคิดแบบนี้หลงเหลือ ส่วนมากบรรดาเพื่อนฝูงของมาริษาที่เคยพานพบล้วนแล้วแต่ดูถูกคนยากไร้ทั้งสิ้น ศักดินาต่ำกว่าพวกหล่อนเข้าหน่อยก็พร้อมจะเหยียบให้จมดิน

        “ครับ ผมคิดแบบนั้นจริงๆ”

        ชนะศึกพูดแล้วยิ้มดวงตาคมเห็นใบหน้าเล็กอาบล้นไปด้วยคราบน้ำตาก็ไม่รอช้าที่จะหยิบผ้าเช็ดหน้าสีนำเงินเข้มส่งให้กับสาวเจ้า

        “เช็ดน้ำตาเถอะครับ ผู้สวยๆ แบบคุณไม่ควรร้องไห้ให้กับคนพวกนั้น”

        คำพูดของเขาสะกิดใจเธอขึ้นมาบ้าง

        “ขอบคุณนะคะ” มือเรียวรับเอาผ้าเช็ดหน้าของชายหนุ่มมาถือไว้ บรรจงเช็ดร่องรอยแห่งความเสียใจอย่างช้าๆ ราวกับต้องการตอกย้ำให้ตัวเองไม่หลงลืมความทุกข์ในครั้งนี้

        “มาหลบอยู่ตรงนี้นี่เอง ฉันตามหาให้ทั่ว!

        เสียงแหลมสูงอันเป็นเอกลักษณ์ดังขึ้นส่งผลให้ร่างบางสะดุ้งเฮือก ฐิติวรดามองใบหน้าสวยคมด้วยใจหวาดหวั่น มาริษาจ้องเธอและชายหนุ่มสลับไปมา พลันรอยยิ้มร้ายกาจก็ผุดขึ้นบนริมฝีปากอิ่ม

        “แหมเจอกันไม่ทันไรก็ไวไฟเสียแล้ว” ถ้อยคำเสียดแทงหัวใจคนฟังยิ่งนัก

        “ไม่ใช่นะคะคุณหญิง” ฐิติวรดาพยายามจะชี้แจงไปตามความจริง ไม่อยากให้หล่อนมองตัวไม่ดี

        “ไม่ต้องอธิบายหรอกครับ คนเคยทำตัวไม่ดีมาก่อนก็ย่อมระแวงผู้อื่นเป็นของธรรมดา” ชนะศึกเอ่ย พลางสาวเท้าเดินเข้าไปใกล้สาวสวยทรงเสน่ห์ 

        เขาลดระดับใบหน้าคมคายลงเพื่อสบมองดวงตาวงรี แล้วพูดในสิ่งที่ได้ยินกันเพียงแค่สองคนเท่านั้น!

        “ไม่น่าเชื่อว่าคุณยังคงนิสัยเดิมไม่เปลี่ยน ชอบดูถูกและกดขี่คนอื่น!” แววตาผู้พูดฉายชัดว่าเจ็บช้ำน้ำใจมากเพียงใด

        เรื่องราวในอดีตตีย้อนกลับเข้ามาในมโนสำนึก มาริษารู้ดีว่าเขานั้นคิดอะไรอยู่ หญิงสาวยิ้มร้ายกาจราวกับผู้มีชัยเหนือกว่า

        “ไม่น่าเชื่อเช่นกันว่าคุณยังไม่ลืมฉัน”

        “มาริษา!” ชนะศึกเดือดดาล คำพูดของเจ้าหล่อนเหมือนเชื้อเพลิงที่สะกิดให้ไฟในกายร้อนรุ่ม

        “แต่จะบอกอะไรให้นะ ต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ฉันก็เลือกที่จะไปจากคุณ เพราะคุณไม่มีค่าพอที่จะยืนเคียงข้างฉัน และอย่าคิดนะว่าจะใช้นังเด็กโง่นั่น” เจ้าตัวเว้นช่วงพลางเบนสายตาไปมองร่าบาง ฐิติวรดามองมาที่คนทั้งสองด้วยความสงสัย “มาเป็นเครื่องมือทำให้ฉันเสียใจ คุณไม่มีวันได้ในสิ่งที่ต้องการ ต่อให้คุณเป็นแฟนกับมันฉันก็ไม่แคร์!

        “มาริษา!

        มือหนาเผลอบีบแขนเรียวเล็กแน่น แววตาเขาน่ากลัวดุจเสือร้าย ริมฝีปากหยักเม้มแน่นเป็นเส้นตรง ฐิติวรดาเห็นท่าไม่สู้ดีจึงรีบมาห้ามปราม เธอไม่รู้ว่าเขาสองคนพูดคุยอะไรกัน และไม่รู้ว่ามีปัญหาอะไร

        แต่ท่าทางไม่สู้ดีที่เห็นก็ไม่สามารถทนยืนมองอยู่เฉยได้

        “มีอะไรหรือเปล่าคะ?” เสียงหวานถาม มาริษาจ้องใบหน้าเล็กแล้วยิ้มเหยียด

        “ให้เขาไปส่งที่บ้านสิ คืนนี้ฉันจะไปปาร์ตี้ต่อกับเพื่อนๆ” มาริษาบอกกับเจ้าหล่อน ฐิติวรดามีสีหน้าลำบากใจ

        “แต่ว่า

        ไม่รอให้ร่างบางพูดจบหญิงสาวสุดมั่นก็เดินจากไปทันที ทิ้งให้น้องสาวร่วมสายเลือดเป็นกังวล แม้ผู้ชายคนนี้จะดูเป็นคนดีมีชาติตระกูล แต่เธอกับเขาเพิ่งจะรู้จักกันไม่ถึงชั่วโมง จะให้กลับบ้านกับคนแปลกหน้างั้นหรือ?

        “คุณไม่ต้องกลัว ผมจะไปส่งคุณที่บ้านเอง” ชนะศึกเอ่ยกับเจ้าหล่อน

        “แต่ฉัน

        “ผมสัญญาว่าผมจะไม่ทำอะไรคุณ คุณไว้ใจผมได้”

เขารู้ดีว่าเธอคิดเช่นไร ชายหนุ่มส่งยิ้มอบอุ่นให้อีกฝ่าย ฐิติวรดารู้สึกวางใจมากกว่าเก่า ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร รู้เพียงแต่ว่าคำพูดของเขาทำให้เธอรู้สึกเชื่อมั่นขึ้นมา

        “ค่ะ ฉันไว้ใจคุณ”

--------------------------------------------------------

ร่างสูงกำยำคอยชะเง้อมองหน้าต่างตลอดเวลาเมื่อหญิงสาวที่ตนคะนึงหายังไม่กลับถึงบ้าน รู้สึกเป็นห่วงเธอเหลือเกิน ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นเช่นไรบ้าง แม้ว่ามาริษาจะพยายามแสดงออกให้ประมุขของบ้านเห็นว่าเธอนั้นไม่รังเกียจรังงอนฐิติวรดาแล้ว แต่เขากลับไม่คิดเช่นนั้น แม้จะไม่ใช่สายเลือดเดียวกันหากความผูกพันที่มีก็ทำให้เขาพอจะมองออกว่าอะไรเป็นอะไร ถ้าวันนี้ไม่ติดประชุมกับลูกค้าระดับวีไอพีเขาคงจะขออาสาติดตามไปด้วยเสียแล้ว อยากไปตามดูแลหญิงสาวเพราะรู้ดีว่าเธอนั้นไม่ชินกับพวกงานสังคมเท่าใดนัก

        “เป็นอะไรไปตากฤต เดินวนไปวนมาอยู่นานสองนาน” ภัคคิณีเอ่ยถามบุตรชายบุญธรรม

        “ทำไมน้องหญิงยังไม่กลับบ้านอีกครับ” เสียงเข้มถามถึงบุคคลที่สาม ภัคคิณีอมยิ้มพลางมองใบหน้าคมคาย

        “ถามหาน้องหญิงแบบนี้มีอะไรหรือเปล่าจ้ะ”

        “ผมก็แค่เป็นห่วงน่ะครับ เห็นมืดค่ำก็ควรจะกลับได้แล้ว” ชยกฤตพูดแล้วถอนหายใจ ความจริงเขานั้นเป็นห่วงหญิงสาวอีกคนมากกว่า มาริษาปราดเปรียวไม่เหมือนกับฐิติวรดา อีกทั้งเจ้าหล่อนยังมีเพื่อนพ้องมากมายคอยห้อมล้อมดูแล

        ผิดกับเธอผู้นั้น

        “เที่ยวยันเช้าแม่น้องสาวตัวดีของเรายังเคยทำมาแล้ว ไม่ต้องห่วงหรอกลูก น้องโตแล้วดูแลตัวเองได้” ภัคคิณีขบขัน

        “แต่ถึงยังไงน้องก็เป็นผู้หญิงนะครับคุณป้า ผมว่าห่วงไว้บ้างก็ดีนะครับ” ชยกฤตได้ทีจึงถือโอกาสพูดไปในตัว แม้จะรู้ว่ามาริษาเก่งกาจเรื่องเข้าสังคมแต่ถึงกระนั้นผู้หญิงก็คือผู้หญิง การเที่ยวจนถึงรุ่งสางไม่ใช่สิ่งควรพึงกระทำ

        หากผู้มีพระคุณกลับไม่คิดเช่นนั้น ภัคคิณีคิดว่าลูกสาวของตนนั้นเก่งและฉลาด ยิ่งออกงานสังคมพบปะผู้คนมากเท่าไหร่ก็ยิ่งส่งเสริมให้บุตรสาวเป็นที่พูดถึงมากเท่านั้น

        “สำหรับคนอื่นอาจจะใช่นะลูก แต่สำหรับน้องหญิงแม่มั่นใจว่าลูกสาวของแม่ไม่เหมือนใคร” คนพูดหยิ่งทะนง ชยกฤตอ่อนใจเมื่อรู้ว่าการพูดครั้งนี้ไม่เป็นผล ชายหนุ่มเบนความสนใจไปที่หน้าต่างอีกครั้ง ประตูบานใหญ่ยังคงนิ่งสนิทไม่มีการเคลื่อนไหว ร่างบางที่เฝ้ารอจนป่านฉะนี้ก็ยังไร้วี่แวว

        “เที่ยงคืนครึ่งแล้วนะ” เสียงเข้มพึมพำลำพัง

        “ช่างเวลามันเถอะลูก น้องเราไม่เป็นอะไรหรอก ป้าว่ากฤตไปนอนเถอะลูก พรุ่งนี้มีประชุมเช้าไม่ใช่หรือ?” ภัคคิณีจับแขนชายหนุ่ม

        “ครับคุณป้า”

        ชยกฤตรับคำ มือหนาจัดการเก็บเอกสารต่างๆ เข้าแฟ้ม สายตาเหลือบมองหน้าต่างอีกครั้ง ก่อนจะส่ายศีรษะพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เตรียมมุ่งหน้าเข้าห้องนอน

        เสียงบานประตูถูกเปิดออกด้วยระบบอัตโนมัติ

        “คุณนิด”

        เสียงเข้มดีใจยามเห็นร่างบางลงจากรถคันหรูของใครคนหนึ่ง เพียงเท่านี้ภัคคิณีจึงรู้ในทันทีว่าบุตรบุญธรรมของหล่อนไม่ได้ห่วงใยลูกสาวของตน แต่ที่เดินไปเดินมาเป็นหนูติดจั่นก็เพราะนังกาฝากนี่เอง

        “ขอบคุณมากนะคะที่มาส่ง” หญิงสาวบอกแล้วส่งยิ้มหวานให้ร่างสูง

        “บอกแล้วว่าผมไว้ใจได้” ชนะศึกพูดแล้วหัวเราะบางเบา เขาไม่โกรธหากเธอจะคิดระแวง

        กลับรู้สึกชอบเสียด้วยซ้ำที่สาวเจ้าเป็นคนรักนวลสงวนตัว เขาเป็นหนุ่มนักเรียนนอกผ่านร้อนผ่านหนาวมาก็มาก พบเจอผู้หญิงหลากหลายรูปแบบ ฐิติวรดาเปรียบเสมือนอัญมณีที่ฝังรากลึกอยู่ใต้ ระหว่างทางที่นั่งรถด้วยกันนั้นทั้งสองได้พูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติกันหลายอย่าง หญิงสาวเป็นคนดีมีมุมมองความคิดที่สวยงาม อีกทั้งชนะศึกยังพอรู้เบื้องหลังความเป็นมาของชีวิตเธอผู้นี้อยู่บ้างจากมาริษา ยิ่งทำให้เขารู้สึกหลงใหลในตัวเธอมากยิ่งขึ้น ไม่ได้นึกรังเกียจแต่อย่างใด

        “ขอโทษด้วยนะคะ ฉันแค่

        “ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจ”

        ทั้งคู่ยืนพูดคุยกันโดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องอยู่ไม่ห่าง ชยกฤตรู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาเมื่อเห็นหนุ่มหล่อปริศนาขับรถมาส่งหญิงสาวถึงบ้าน จะว่าไปเขาก็คุ้นหน้าคราตาผู้ชายคนนี้นัก เหมือนกับเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

        คงหนีไม่พ้นพวกไฮโซลูกหลานคนมีหน้ามีตาทางสังคม

        “งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ” เมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยไปมากแล้วชายหนุ่มจึงขอตัวกลับ

        “ขอบคุณมากนะคะที่มาส่ง ขับรถกลับดีๆ นะคะ” เสียงหวานบอกกับเขา

        “ถ้าอย่างนั้นขอมือถือคุณหน่อยได้ไหมครับ” ชนะศึกยื่นมือไปตรงหน้า ร่างบางส่งมือถือเครื่องโปรดให้กับคนตัวโต “ผมแอดไลน์เรียบร้อยแล้วนะครับ ถ้าถึงบ้านเมื่อไหร่ผมจะรีบรายงานตัวทันที คุณจะได้ไม่เป็นห่วง”    

        เขานั้นฉลาดนัก! ใช่โอกาสนี้หาช่องทางติดต่อกับเธอในภายหลัง ฐิติวรดาไม่ได้นึกตำหนิแต่อย่างใด หญิงสาวกลับรู้สึกเห็นต่างว่าเขาเป็นผู้ชายที่น่ารัก และมีกลยุทธ์ในการเข้าหาสตรีในแบบอ่อนโยน ไม่ผลีผลามหรือทำให้รู้สึกลำบากใจ

        แต่คนที่มองสถานการณ์ตลอดเวลาจากด้านบนกลับรู้สึกหน้ามืดเพราะความหึงหวงเข้าครอบงำ!

        “ไอ้เราก็อุตส่าห์เป็นห่วง ที่ไหนได้!

--------------------------------------------------------

        มาริษากลับถึงบ้านตอนรุ่งสาง หญิงสาวไปดื่มต่อจนเมามายไม่ได้สติ เช้าวันนี้เธอจึงไม่อาจตื่นลงมาร่วมรับประทานอาหารเช้ากับทุกคนได้ ภัคคิณีร้อนรนเพราะเห็นพ่อสามีเริ่มไม่พอใจที่ไม่เห็นหลานสาวคนโต ฐิติวรดาเองก็อึดอัดอย่างบอกไม่ถูกเมื่อต้องเจอกับสายตาคมกริบของชยกฤต ไม่รู้ว่าชายหนุ่มเป็นอะไรทำไมถึงต้องทำหน้าถมึงทึงใส่เธอด้วย

        “ไปตามคุณหญิงมา!” น้ำเสียงแหบห้าวหากยังคงความเด็ดขาดเอาไว้มั่น ภัคคิณีเป็นกังวลด้วยรู้ดีว่าคนตรงหน้าไม่ชอบให้ลูกหลานเมามาย

        ยิ่งได้รู้ว่าบุตรสาวของตนกลับบ้านมืดค่ำเห็นทีคงบานปลาย!

        “เอ่อบุญไปตามมาแล้วแต่คุณหญิงเธอบอกไม่ให้รบกวนค่ะ” บุญมีเอ่ยอย่างกล้าๆ กลัวๆ

        “ยัยหญิงกลับบ้านตอนไหน” ชายชราเอ่ยถามแต่ไม่ได้เจาะจงที่ใคร ทุกคนต่างมองหน้ากันและกัน “ฉันถามว่ามันกลับบ้านตอนไหน!” คราวนี้ตะเบ็งเสียงลั่น ภัคคิณีตกใจหนักกว่าเก่า

        “กลับชะ เช้าค่ะคุณพ่อ”

        คำตอบที่ได้รับยิ่งทำให้ประมุขของบ้านโกรธจัด ขบกรามแน่นไปมาพลางกำหมัดแน่น ให้มันได้แบบนี้สิ หลานสาวคนโตที่วันๆ เอาแต่เที่ยวเล่นสนุกเข้าสังคม เรื่องเรียนก็ไม่ได้ดีเด่นจนน่าชื่นชม อีกทั้งนิสัยยังเป็นที่ครหาต่างๆ นานา ทำไมไม่ทำตัวให้ดีให้สมกับเป็นลูกหลานของตระกูลธนาศินเสียบ้าง

        “ไปตามมันลงมาให้ได้ บอกว่าฉันเรียกพบ!” พูดจบก็หุนหันลุกจากเก้าอี้ทันที ชายชราเดินหายเข้าไปยังห้องรับแขก ภัคคิณีรีบวางช้อนแล้ววิ่งขึ้นชั้นบนไปยังห้องของบุตรสาว ที่คาดว่าป่านนี้คงหลับใหลอยู่ในนิทรา

        “หญิงลูก หญิง ตื่นลูกตื่น” มารดาจัดการเปิดผ้าม่านเพื่อให้แสงสว่างจากทางด้านนอกเข้ามาทักทายร่างอวบอัดของลูกรัก คนขี้เซาขยี้ตาไปมาอย่างหงุดหงิด

        “อะไรกันคะคุณแม่ หญิงง่วง หญิงจะนอน!” เสียงแหลมสูงไม่พอใจ

        “นอนไม่ได้แล้วลูก เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” ภัคคิณีดึงร่างของบุตรสาวให้ลุกจากเตียง แต่หล่อนกลับไม่ให้ความร่วมมือแม้แต่น้อย มาริษาทิ้งตัวนอนซบหมอนใบโตอีกครั้ง

        “ยัยหญิง! ฉันบอกให้แกตื่นไง อยากถูกคุณปู่ด่านักหรือไงหะ!!!” คราวนี้มารดาตะคอกเสียงลั่น สรรพนามเริ่มแปรเปลี่ยน

        คำว่า คุณปู่ เป็นดั่งนาฬิกาปลุกชั้นเยี่ยม ดวงตาวงรีเบิกกว้างพลางเด้งตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว

        “คุณแม่ว่าอะไรนะคะ”

        “คุณปู่ถามว่าแกกลับบ้านตอนไหนเมื่อกี้นี้!

        “แล้วแม่บอกคุณปู่ไปว่าอะไรคะ” มาริษาร้อนรน หัวใจเต้นรัวแรง  

        “ฉันบอกว่าแกกลับมาตอนเช้า” ภัคคิณีว่าอย่างอารมณ์เสีย

        “โอ๊ย คุณแม่! พูดแบบนั้นได้ยังไง ทำไมไม่แก้ต่างให้หญิงบ้าง” ร่างบางลุกพรวดเดินวนไปวนมา มือเรียวเย็นเฉียบจนเจ้าของสัมผัสได้

        “แก้ต่างบ้าบออะไร แกนึกว่าคุณปู่โง่เหรอ ที่ท่านถามแค่ต้องการจะดูว่าฉันจะพูดความจริงไหม ถ้าขืนฉันโป้ปดออกไปมีหวังได้ตายยกครัว!” ภัคคิณีว่าอย่างคนรู้จักนิสัยใจคอของประมุขของบ้านเป็นอย่างดี

        “แล้วหญิงจะทำยังไงคะคุณแม่ คุณปู่เคยเตือนหญิงหลายครั้งแล้วเรื่องเที่ยวจนกลับบ้านเช้า” มาริษาว้าวุ่นใจ อาการเมาค้างที่มีแทบจะสร่างในบัดดล เหลือเพียงความคิดหาทางเอาตัวรอดจากสถานการณ์อันเลวร้าย

        “ไม่รู้ล่ะ แกต้องลงไปพบท่านก่อน ตอนนี้มันยังทำอะไรไม่ได้” มารดาเอ่ย บุตรสาวส่ายหน้า ผู้เป็นแม่ถอนหายใจเหนื่อยหน่าย “ไปก่อนเถอะยัยหญิง เดี๋ยวแม่ไปด้วย”

        พอรู้ว่าไม่ได้ถูกส่งไปเผชิญปัญหาเพียงลำพัง มาริษาก็มีความกล้ามากขึ้น ร่างบางจัดการอาบน้ำทำธุระส่วนตัวจนเสร็จเรียบร้อยจึงเดินตามหลังมารดาไปยังห้องรับแขก ปรากฏร่างสูงโปร่งของชายชราที่นั่งหน้าขรึมไม่พูดไม่จา แม้จะมีวัยวุฒิที่มากล้นกว่าผู้อื่น หากความน่าเกรงขามไม่ได้ลดน้อยลงสักนิด ความเด็ดขาดอันเป็นที่ประจักษ์เธอจดจำได้ดีจนขึ้นใจ ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ผู้ชายคนนี้ขึ้นชื่อว่าพูดคำไหนเป็นคำนั้น

รักคือรัก เกลียดคือเกลียด สัญญาคือสัญญา!

        แต่เธอกลับเป็นฝ่ายไม่รักษาถ้อยคำที่ให้ไว้ ก่อนหน้านั้นมาริษาสัญญากับผู้มีพระคุณว่าจะไม่เที่ยวจนกลับบ้านดึกดื่น ด้วยว่าเป็นสาวเป็นนางอีกทั้งยังเป็นถึงคนในตระกูลธนาศิน การเที่ยวกลางคืนไม่ใช่สิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่ง หล่อนเคยโดนจับได้อยู่คราสองครา ถูกต่อว่าไปตามระเบียบแต่ก็ไม่ได้มีเรื่องใหญ่โต เพราะหลายต่อหลายครั้งหญิงสาวก็ปกปิดมาได้ตลอด โดยมีมารดาและบุญมีคอยให้ความช่วยเหลือไม่ห่าง

        ทว่าวันนี้กลับไม่เป็นดั่งใจคิด

        “ยัยหญิงมาแล้วค่ะคุณพ่อ” ภัคคิณีดันร่างเล็กของบุตรสาวให้เข้าไปด้านใน มาริษาคลานเข่าเข้าไปหาชายชรา ดวงตาวงรีไม่พอใจที่เห็นหญิงสาวอีกคนนั่งอยู่ทางเบื้องขวาของผู้มีอำนาจสูงสุดภายในบ้าน

        “หญิง

        ปัง!

        ยังไม่ทันได้พูดอะไรมือหนาเหี่ยวย่นก็เขวี้ยงหนังสือพิมพ์รายวันลงตรงหน้าหญิงสาวทั้งสอง ฐิติวรดาตกใจกับการกระทำของผู้มีพระคุณ หญิงสาวมองใบหน้าคมคร้ามตามวัยด้วยหัวใจสั่นระทึก

        ไม่ต่างอะไรกับมาริษาเช่นกัน

        “แกกล้าดียังไงถึงได้ทำเรื่องน่าอับอายแบบนั้น!” เสียงเข้มตะคอกถาม ไม่สบตากับร่างบาง มาริษาขมวดคิ้วสงสัย นี่มันเรื่องอะไรกัน

        “นะ นี่มัน” ภัคคิณีทนไมไหวเป็นฝ่ายเดินไปหยิบหนังสือพิมพ์บันเทิงอันมีหน้าของบุตรสาวตัวเองเด่นหราเต็มแผ่นกว้าง ข้อความที่ปรากฏทำให้มือไม้สั่นระริก

        “หญิงลูก” มารดายื่นสิ่งที่บุตรสาวควรรู้ส่งให้กับเจ้าตัว มาริษารับหนังสือพิมพ์ฉบับหนามาถือไว้ ดวงตาวงรีไล่อ่านตัวหนังสือทุกบรรทัดพลางตัวสั่น

        บ้าที่สุด! เป็นแบบนี้ได้ยังไง

        “แกเอาน้องไปประจานแบบนั้นได้ยังไงยัยหญิง จิตใจแกมันทำด้วยอะไร!” ชายชราตะคอกถาม ดวงตานั้นแดงก่ำน่ากลัว

        “หญิงเปล่านะคะคุณปู่ หญิงไม่ได้ทำ หญิง หญิงแค่” มาริษาเคลื่อนสายตาหันไปมองฐิติวรดา “แกใช่ไหมที่เป็นคนปล่อยข่าว แกต้องการแก้แค้นฉันใช่ไหมนังกาฝาก!

        “นะ ฉันไม่รู้เรื่องนะคะ ฉันจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร ในเมื่อเรื่องที่เกิดขึ้นฉันเองก็เสียหาย” ฐิติวรดาเอ่ย ใบหน้าหวานซีดเซียว ชยกฤตเห็นก็ให้เกิดความสงสาร

        “น้องหญิง บรรดาเพื่อนๆ ของน้องล้วนแล้วแต่ปากสว่างกันทั้งนั้น การที่น้องพาคุณนิดไปหักหน้าแบบนั้นคิดเหรอว่าคนพวกเขาจะไม่รอเหยียบเราให้จมดินไปด้วย” เสียงเข้มว่าไปตามความจริง มาริษาแม้จะรังเกียจรังงอนฐิติวรดาจนเข้าไส้ หากเรื่องชาติกำเนิดของหญิงสาวเธอกลับปิดปากเงียบเพราะกลัวว่าจะมีคนรู้ แล้วหล่อนเองก็กลัวเสียหน้าทางสังคมไม่น้อย

        “แต่หญิงก็แค่พูดความจริง หญิงไม่ได้โป้ปดนี่คะ” เมื่อรู้ว่าพลาดก็หาได้สำนึกไม่ มาริษาเบี่ยงประเด็นทันที

        “แกยังมีหน้ามาพูดแบบนี้อีกเหรอยัยหญิง” ประมุขของบ้านกัดฟันกรอด เจ็บใจตัวเองนักที่แก่จนหัวหงอกแต่ยังโง่ถูกแม่หลานสาวคนโตตบตาเอาเสียได้

        “ลูกหญิงพูดมันก็ถูกนะคะคุณพ่อ ความจริงก็คือความจริง ไม่รู้วันนี้เดี๋ยวสักวันคนอื่นก็ต้องรู้อยู่ดีว่าแม่ของนัง เอ่อของยัยนิดเป็นใคร” ภัคคิณีออกโรงปกป้องบุตรสาว นั่นยิ่งทำให้ผู้เป็นปู่เดือดดาลหนักเข้าไปอีก

        “หุบปาก!” ชายชราชี้หน้าออกคำสั่ง “เธอเองก็เหมือนกัน เป็นแม่คนควรจะสอนลูกให้เป็นคนดีรู้ผิดรู้ชอบ ไม่ใช่เสี้ยมสอนชักใยพากันลงเหว ฉันหลงคิดว่าแกสองคนแม่ลูกจะสำนึกกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี ถ้าฉันเฉลียวใจสักนิดคิดเหรอว่าฉันจะปล่อยให้ยัยนิดไปกับแก” ประโยคสุดท้ายจ้องมองสบตากับมาริษา เจ้าหล่อนแค้นใจลุกขึ้นยืนไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรม

        “ดูคุณปู่จะห่วงมันเหลือเกินนะคะ จะอะไรกันหนักกันหนากับอีแค่ลูกโสเภณีคนหนึ่ง คุณอาวศันต์ก็ช่างกระไร ผู้หญิงดีๆ มีเป็นร้อยเป็นพันไม่เลือก ไปคว้านังกาลิกิณีชั้นต่ำมาทำเมีย แล้วสุดท้ายเป็นไงคะ แม่ของมันก็นำความโชคร้ายมาสู่ครอบครัวเรา คุณย่าต้องล้มป่วยเพราะตรอมใจที่มีสะใภ้เน่าเหม็น ส่วนคุณพ่อและคุณอาก็ต้องตายเพราะความซวยจากแม่มัน ทุกอย่างเป็นความผิดของมันกับอีแม่สารเลวของมัน!!!

        เพียะ!

        คนเหิมเกริมถูกตบสั่งสอนอย่างแรง ทุกคนอึ้งกับภาพที่เห็น ไม่คิดว่าชายชราจะกล้าลงไม้ลงมือกับหลานสาวที่ฟูมฟักเลี้ยงดูมากับมือ

        “คุณปู่ตบหญิง” มาริษาพูดทั้งน้ำตา มือเรียวกุมแก้มซ้ายไว้แน่น ริมฝีปากสั่นระริกยามมองใบหน้าคมคร้ามของบุคคลที่เธอเคารพรัก

        “ใช่ ฉันตบแก และฉันจะตบจนกว่าแกจะรู้ว่าสิ่งที่แกทำมันผิด!” น้ำเสียงทรงอำนาจเอ่ย

        “คุณปู่รักแต่มัน อะไรๆ ก็มัน ไม่เคยรักหญิงเลย หญิงเกลียดคุณปู่ ได้ยินไหมคะว่าเกลียด เกลียด!!!

        พูดจบร่างบางก็วิ่งออกจากบ้านไปทันที ภัคคิณีรีบวิ่งตามออกไปติดๆ เจ็บใจนักที่บุตรสาวสุดที่รักต้องมาเจ็บตัวเพราะคนที่ตนเกลียด

        “หญิงลูก หญิง”

        ฐิติวรดานั่งหน้าเศร้าน้ำตารินไหลอาบแก้มนวล หญิงสาวยกมือไหว้ชายชราที่นั่งลงบนโซฟาอย่างคนหมดแรง มองมือหนาที่เพิ่งลงโทษหลานสาวคนโต แม้จะมั่นใจในสิ่งที่ทำหากก็เจ็บแปลบเมื่อต้องทำร้ายคนที่รัก

        “นิดผิดเองค่ะคุณปู่ นิดมันไม่ดี นิดไม่ควรมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ เป็นความผิดของนิดเองค่ะ” คนตัวเล็กร้องไห้โฮ

        ดวงตาคมกริบจ้องมองร่างบางด้วยความสงสาร

        “อย่าพูดแบนั้นเลยหลาน นิดไม่ผิดจะให้ปู่ทอดทิ้งหลานสาวที่น่ารักคนนี้ได้ยังไงกัน หืม” ผู้เป็นปู่ส่งยิ้มบางเบา บรรจงเช็ดน้ำตาให้หลานสาวคนเล็ก

        “คุณปู่

        ฐิติวรดาโผเข้ากอดชายชราแน่น ในชีวิตนี้นอกจากแม่บังเกิดเกล้าก็มีแต่ผู้ชายคนนี้ที่เธอรักและเขาก็รักเธอ แม้ใครต่อใครจะดูถูกเธอสารพัดแต่คุณปู่เป็นคนเดียวที่คอยปลอบ คอยให้กำลังใจ เป็นดั่งแสงไฟที่ส่องให้เธอเห็นความสว่าง

        ชยกฤตมองภาพเบื้องหน้าด้วยความปลาบปลื้ม

ttttttttttttttt

 

 

 สวัสดีค่ะนักอ่านที่น่ารักของเพื่อนแพงทุกคน ^^ วันนี้เพื่อนแพงเปิดฤกษ์งามยามดีอัพนิยายเรื่อง คฤหาสน์สีทอง ให้แล้วนะคะ เพื่อนแพงจะอัพ 2 ตอนเลยนะคะ อยากให้อ่านกันเยอะๆ ติ ชม ได้เต็มที่เลยนะคะ เพื่อนแพงยินดีรับฟังค่ะ นิยายเรื่องนี้เป็นอีกแนวที่ตั้งใจแต่งมากๆ ตัวละครทุกตัวมีความเป็นมนุษย์ รัก โลภ โกรธ หลง ไม่ได้ขาว 100% และไม่มีใครเทา 100% เช่นกันค่ะ ยังไงเพื่อนแพงต้องขอฝากให้ติดตามด้วยนะคะ อ่านแล้วก็เม้นๆ โหวตๆ ให้เพื่อนแพงด้วยนะคะ เพื่อนแพงอยากอ่านคอมเม้น อยากรู้ว่าทุกคนชอบหรือไม่ชอบ

ปล, นิยายเรื่องนี้ เพื่อนแพงอัพให้อ่าน วัน เว้น วัน นะคะ

ฝากติดตามแฟนเพจและ E-Book ทุกเรื่องของเพื่อนแพงด้วยนะคะ ตอนนี้มีเรื่องจัดโปรฯ อยู่ ถ้าสนใจก็ไปอ่านกันได้นะคะ สนุกทุกเรื่องจ้า

 




ฝากนิยาย E-Book เรื่องอื่นๆ  ด้วยนะคะ สนุก แซ่บ ทุกเรื่องจ้า

( หลายๆ เรื่องกำลังโปรฯ อยู่นะคะ ภายในเดือนนี้เท่านั้น รีบหน่อยน้า โหลดเลย ^^ ) 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น