คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย La Vie En Rose

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้



Michelle Pfeiffer




Angelina Jolie


เนื้อเรื่อง อัปเดต 27 ธ.ค. 62 / 23:41



La Vie En Rose
 


 

Hold me close

And hold me fast

This magic Spell you cast

This is La Vie En Rose

When you Kiss me

Heaven sighs

And though I Close my eyes

I see La Vie En Rose


 


 


 

ยามที่เราตกหลุมรักใครสักคน บางวันหวานขมคล้ายมอคค่า ทว่าหอมกรุ่นอบอุ่นดวงใจ หัวใจพองโตเพียงได้เห็นหน้า แม้จะรู้ตัวว่ามิอาจเอื้อม

คุณชอบคาปูชิโน ส่วนฉันชอบมอคค่า

เราไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย แต่ทุกวันที่ฉันได้เห็นใบหน้าของคุณ ฉันรู้สึกเหมือนมีผีเสื้อนับล้านตัวบินวนอยู่ในท้อง ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะคาปูชิโนแก้วโปรดของคุณที่ถืออยู่ในมือทุกๆ เช้าหรือเพราะคุณที่ทำให้ใจสั่น รู้เพียงว่าหอม กลมกล่อม ชวนหลงใหล

ความรู้สึกไม่ต่างจากวันแรกที่ได้พบเจอ ไม่เคยเปลี่ยนเลยแม้แต่เศษเสี้ยวของกาลเวลาที่ล่วงผ่านเลยไป

หัวใจดวงนี้ถูกคุณครอบครองนับตั้งแต่วันแรกที่ได้สบตาสีฟ้าประกายเข้มคู่นั้น งดงามจนสะกดลมหายใจหัวสมองไม่แล่นไปชั่วขณะ อ้าปากค้างไปกับความงดงามที่หมดจด

ผิวขาวนวลตัดกับชุด pantsuit สีเข้มส่งให้ดูน่าเกรงขามและชวนหลงใหลในคราเดียวกัน ผู้หญิงวัยกลางช่างผิดไปจากที่เคยจินตนาการไว้มาก รองเท้าส้นสูงเสริมให้เค้าดูเป็นสาวมั่น สาวเก่ง มั่นใจในตัวเองและเป็นผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จในทุกอย่างที่ได้จับต้อง เป็นผู้หญิงที่มีอิทธิพลในวงการนิตยสารแฟนชั่นเครือ Condér Nast

เค้าเป็นคนสวย เก่งและมีเสน่ห์ นั่นล่ะมั้งที่ทำให้คนอย่างเธอหลงเสน่ห์เข้าอย่างจัง กลายเป็นความรักที่ไม่กล้าอาจเอื้อม เป็นความรู้สึกที่ต้องคอยเก็บซ่อน มีสิทธ์เป็นได้เพียงเจ้านายกับลูกน้องที่แทบไม่เคยได้คุยกันเลยนอกจากเรื่องงาน

เป็นเพียงความรักที่มองจากที่ไกล ผ่านบานกระจกใสที่กั้นเราไว้

ห้าเดือนนับตั้งแต่เธอเหยียบย่างกรายเข้ามาในตึก Glamorous แห่งนี้ เธอยังคงจำวินาทีแรกที่ได้พบเจอเค้าเป็นครั้งแรก ท่าทางที่สวยสง่าดั่งนางพญา ส่วนประกอบที่ลงตัวรวมกันเป็นมิเชลไฟเฟอร์ราวกับเป็น masterpiece ที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก

ไม่เคยคิดมาก่อนว่าเธอจะได้มาทำงานนี้ ผู้ช่วยส่วนตัวให้ CEO พ่วงด้วยตำแหน่งบรรณาธิการนิตยาสารชื่อดังในนิวยอร์กฟังดูแล้วเหมือนจะเป็นงานในฝันที่ไกลเกินเอื้อมสำหรับหญิงสาวสุดแสนจะธรรมดาอย่างเธอ

"คุณโจลี่ใช่ไหม"

คงมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าเธอตื่นเต้นเพียงใด น้ำเสียงลุ่มลึกแฝงความเย่อหยิ่งชวนรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ดวงตาคมปลาบมองมาไม่วางตา พินิจพิเคราะห์พลางถอดแว่นตาออก

"ค่ะ ฉันเอง"

"เธอมีประสบการณ์ทำงานด้านแฟชั่นมาก่อนหรือเปล่า"

"ค่ะ ฉันเคยทำงานให้กับ Ally มาก่อน"

"แล้วทำไมถึงลาออก"

"เพราะฉัน...อยากมีโอกาสได้พัฒนาตัวเองให้มากกว่านี้"

"ทำงานที่ไหนก็มีโอกาสพัฒนาตัวเองให้ก้าวหน้าเหมือนกันไม่ใช่หรอ"

เธอสั่นหน้าเบาๆ "ก็อาจจะใช่แต่ฉันอยากจะเรียนรู้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฉันคิดการเรียนรู้คือการไขว่คว้าในสิ่งที่เราคิดว่าทำไม่ได้"

เธอเห็นเค้ายกยิ้มมุมปากเล็กน้อยราวกับพึงพอใจในคำตอบ "เธอรู้ใช่ไหมว่าตำแหน่งที่เธอสมัครคือผู้ช่วยส่วนตัวของฉันเธอทนต่อแรงกดดันได้มากแค่ไหนคุณโจลี่" น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ชวนใจสั่นไหวยามที่เค้าเดินเข้ามาใกล้แล้วกระซิบริมหู "บอกฉันหน่อยสิว่าเธอจะทำงานเต็มที่ภักดีต่อ Glamorous และซื่อสัตย์ต่อฉัน จะสรรหาในสิ่งที่ฉันต้องการให้ได้แม้ว่ามันยากเพียงไหน" น้ำเสียงที่กดต่ำลงเรื่อยทำให้เธอแทบเข่าอ่อน เป็นครั้งแรกที่รู้สึกอยากจะนั่งบนเก้าอี้เหมือนการสัมภาษณ์งานทั่วๆ ไปที่เคยผ่านมา "บอกฉันสิว่าเธอมีดีอะไรทำไมฉันจะต้องรับเธอเข้าทำงาน งานที่มีผู้หญิงอีกเป็นพันอยากจะเข้ามาทำ"

เธอกัดริมฝีปากไม่รู้ว่าควรตอบกลับไปเช่นไรเพื่อให้อีกฝ่ายพึงพอใจ นางพญาแห่งวงการนิตยสารแฟนชั่นที่ใครต่างร่ำลือ ชื่อเสียงกิตติศัพท์ที่คนต่างกล่าวขานทำให้เธอเริ่มหวั่นใจ ภายใต้หน้ากากใบหน้าอันงดงามอาจซ่อนความร้ายอย่างที่เธอคิดไม่ถึงก็เป็นได้

"ฉัน...ฉันเป็นคนมุ่งมั่น ตั้งใจทำงานแม้ว่างานหนักแค่ไหนฉันไม่เคยยอมแพ้ให้กับอะไรง่ายๆ ทุ่มเทพยายามจนกว่าจะได้ในสิ่งที่ฉันต้องการค่ะ" เธอตอบออกไปด้วยน้ำเสียงที่ห้าวหาญและท้าทายพอสมควร

"เธอดูเป็นคนมุ่งมั่นดี เพื่อความสำเร็จในหน้าที่การงานและอนาคตเธอยอมแลกกับทุกอย่างหรือเปล่า"

เธอมองมิเชลด้วยสายตาที่ว่างเปล่า มองร่างกายที่ค่อยๆ บดเบียดเข้ามา กลิ่นน้ำหอมราคาแพงอย่างอาร์มานี่ลอยแตะจมูกจนรู้สึกเมามาย สมาธิพร่าเลือนไปชั่วขณะ

"ฉันไม่เข้าใจที่คุณพูดค่ะ"

เสียงหัวเราะหึในลำคอทำให้เธอขนลุกซู่ "อย่ามาทำตัวไร้เดียงสาหน่อยเลยคุณโจลี่"

จากความชื่นชมค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธก่อตัวในอก

"คุณมิเชลคะ ฉันว่า..."

"ทำให้ฉันเห็นสิว่าเธอน่าประทับใจแค่ไหน แล้วเธอจะได้เป็นที่โปรดปรานของฉัน"

นี่ไม่ใช่การสัมภาษณ์งานแต่เป็น sexual harassment

"ไม่ค่ะ ฉันทำไม่ได้ ที่นี่ที่ทำงาน คนข้างนอกออกเยอะแยะ" ถึงปิดประตูก็ไม่ได้ช่วยอะไรเพราะห้องนี้เป็นกระจกทั้งหมดไม่เว้นแม้แต่ประตู

"ฮืมม แสดงว่าถ้าไม่ใช่ที่นี่ก็ทำได้งั้นสิ" มิเชลลากสายตามองคนตรงหน้า หยิบปากการาคาแพงขึ้นมาก่อนจะแสร้งทำหลุดมือ "หยิบปากกาขึ้นมาสิคุณโจลี่ ทำได้หรือเปล่า"

โจลี่มองหน้าคุณมิเชล สลับกับปากกาที่หล่นอยู่แทบเท้าก่อนจะค่อยๆ ก้มลงไปเก็บ รู้สึกได้ถึงสายตาที่กำลังลากไล้ร่างกาย เธอรู้สึกประหม่าและโกรธไปทุกอณู เค้าเป็นอย่างที่ทุกคนกล่าวขาน นางพญาแม่มดที่พร้อมจะสูบวิญญาณออกจากร่าง

"นี่ค่ะ"

เธอได้ยินเสียงถอนหายใจ สีหน้าเปลี่ยนไปราวกับคนละคน มือเรียวงามคว้าปากกาจากมือเธอไปทันที "ออกไปได้แล้ว"

"คะ?"

"ฉันบอกให้เธออกไป" น้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ "ไม่เข้าใจตรงไหน การสัมภาษณ์จบลงแล้ว"

โจลี่เม้มปากแน่นคิดไว้แล้วว่าคงไม่ได้งานนี้แน่

"ค่ะ"

"แล้วก็พรุ่งนี้ช่วยใส่ชุดที่มันดูดีกว่านี้หน่อยนะ"

โจลี่เบิกตาเล็กน้อย ไม่แน่ใจว่าได้ยินผิดไปหรือหูฝาดกันแน่

"เธอรอน" มิเชลตะโกนเรียกเลขาส่วนตัวหน้าห้อง

"คะบอส" หญิงสาวร่างสูงโปร่งผมบลอนด์ตัดสั้นเข้ามาในเวลาไม่ถึงนาทีพร้อมแท็บเล็ตและปากกาในมือ

"พาผู้ช่วยคนใหม่ไปดูโต๊ะทำงานของเธอๆจะเริ่มงานพรุ่งนี้ แล้วฉันอยากได้สูทอามาร์นี่คอลเล็คชั่นใหม่ แล้วก็ติดต่อคิดแมนว่าปกเดือนหน้าไปถึงไหนแล้ว อ่อ...โทรหา Dolce & Gabbana ว่าฉันยินดีรับข้อเสนอ ส่วนเธอพนักงานใหม่ เธอจะเป็นคนรับออเดอร์กาแฟของฉันนับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป 6:30 ห้ามสาย ฉันไม่ชอบคนสาย"

เธอได้แต่นั่งนิ่งมองผู้หญิงที่ชื่อ มิเชล ไฟเฟอร์ ผู้หญิงที่น่าเกรงขามชวนให้รู้สึกกลัวและหวั่นเกรงลุกขึ้นเดินออกไปแทบจะทันที

"เธอแน่ใจนะว่าจะยังอยากทำงานนี้อยู่" คุณชาร์ลิซเลขาส่วนตัวของคุณมิเชลถามด้วยรอยยิ้มเห็นใจ "ไปกันเถอะฉันจะพาเธอไปดูโต๊ะทำงานแล้วจะบอกว่าเธอต้องทำอะไรบ้าง"

เธอเดินตามอย่างว่าง่ายไม่รู้ว่าคิดผิดหรือคิดถูกที่มาสมัครงานที่นี่และมีเจ้านายอย่าง มิเชล ไฟเฟอร์ ผู้หญิงที่แสนเพอร์เฟคพร้อมจะกลืนกินทุกคนด้วยวาจาและสายตา ในขณะเดียวกันมีเสน่ห์จนน่าหวั่นใจ

นั่นคือครั้งแรกที่เราเจอกันเมื่อห้าเดือนที่แล้ว

ทำงานกับมิเชลไม่ใช่เรื่องที่ง่าย ไม่เลยสักนิด ห่างไกลคำว่าเรียบง่ายอยู่มากโข มิเชลเรียกเธอเข้าไปบ่นทุกๆ สามชั่วโมงที่งานไม่ได้ดั่งใจ บ่นเสียยาวเหยียด ส่วนเธอได้แต่นั่งฟังด้วยความเหม่อลอยใบหน้างดงามยามโกรธกลับน่าเอ็นดูอย่างน่าประหลาด ยิ่งมองนานๆ เข้าก็รู้สึกว่าน่ารักดี ยิ่งยามคิ้วสวยได้รูปขมวดเข้าหากันยามไม่ได้ดั่งใจกลับยิ่งน่าหลงใหลเป็นเท่าตัว ทุกกิริยาท่าทาง ไม่ว่าจะอิริยาบทไหนกลายเป็นสิ่งที่สะดุดตาสะดุดใจไปเสียหมดเธอไม่เคยพบเจอหญิงที่อายุห่างกันถึง 17 ปีที่ต้องตาต้องใจได้ถึงเพียงนี้

นัยน์ตาสีสวยยังคงจับจ้องไม่วางตาโดยที่คนถูกมองไม่เคยรู้ตัวเลยสักนิด ยิ่งมือเรียวยกขึ้นมาปัดผมทัดหูหรือยามริมฝีปากสวยเม้นเป็นเส้นตรงยิ่งน่ามองเป็นทวีคูณราวกับต้องมนต์สะกด ไหนจะอากัปกิริยายามแสดงออกมาแบบไม่รู้ตัวนั่นอีก เธอรู้สึกแย่ที่แอบมองอยู่แบบนี้ มิเชลเป็นเจ้านายของเธอ

หากจะมีอะไรที่เธอได้เรียนรู้เกี่ยวกับมิเชล ก็คงเป็นเปลือกนอกที่เค้าตั้งใจแสดงออกมาว่าเป็นคนร้ายกาจ เกรี้ยวกราด เข้มงวดกับลูกน้องและคนรอบตัว แต่สำหรับเธอแล้วกลับกลายเป็นเสน่ห์ที่เธอไม่เคยคิดว่าจะมองเห็นในตัวคนอื่นได้ แม้ว่าเค้าจะทำตัวแย่ใส่เธออยู่เป็นเดือน ทำอะไรไม่เคยถูกใจแม้แต่กาแฟซื้อให้ทุกเช้าด้วยสูตรจากคุณชาร์ลิซกลับถูกทิ้งหน้าตาเฉยเพียงเพราะว่ามันเย็นชืด มิเชลพยายามให้เธอเห็นว่าไม่มีใครทนเธอได้ แต่โจลี่ต่างออกไป

ยอมรับว่าแรกๆ เธอเกือบจะไม่ทนที่มิเชลทำตัวแย่ๆ ใส่ รู้สึกท้อจนอยากลาออกในขณะที่เริ่มงานได้เพียงสองสัปดาห์ ได้แต่เฝ้าบอกตัวเองว่ามิเชลกำลังทดสอบความอดทนของเธอ เพราะเธอคือมิเชล ไฟเฟอร์ ผู้หญิงที่มาพร้อมกับคำว่า Perfection

ผู้หญิงที่ชอบดื่มกาแฟอุณหภูมิความร้อน 70 ดีกรีไม่ขาดไม่เกิน ผู้หญิงที่โต๊ะทำงานต้องเรียบร้อยไม่สะเปะสะปะ ซองจดหมายและเอกสารสำคัญต้องเปิดไว้พร้อมอ่านทุกครั้งที่วางบนโต๊ะ ปากกาต้องพร้อมใช้งาน ดินสอต้องเหลาให้คม ห้องทำงานต้องปราศจากเสียงรบกวนแต่ต้องไม่ขาดเสียงเพลงของ Miles Davis ขับขานเบาๆ และไม่ดังจนรบกวนสมาธิเวลาทำงานจนเกินไป

มิเชลเป็นผู้หญิงที่จัดว่างานรัดตัวแทบไม่มีเวลาว่างให้ตัวเองทุ่มเทในสิ่งที่ทำนั่นทำให้เธอเป็นคนที่มีเสน่ห์ เป็นผู้หญิงเก่งที่ใครๆ ต่างออกปากชมและยกย่องสรรเสริญ ในขณะเดียวกันความเข้มงวดและอ่อนข้อไม่เป็นทำให้เธอกลายเป็นที่ไม่ชอบหน้าของพนักงานหลายคนในบริษัท ก็ไม่แปลกใจเสียเท่าไหร่เพราะบางครั้งก็มีบ้างที่เธอรู้สึกไม่พอใจมิเชลยามที่ปฏิบัติกับเธอราวกับหุ่นยนต์ที่ไร้ความรู้สึก กระทั่งเธอรับความกดดันไม่ไหวอีกต่อไป

"นี่ใคร รู้ใช่ไหมว่านี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว"

โจลี่โทรหาเจ้านายของเธอเวลาตีสามในคืนวันเสาร์ รอยยิ้มสวยระบายบนใบหน้ายามได้เสียงปลายสายน้ำเสียงไม่พอใจอยู่กลายๆ รู้สึกดีที่ได้ทำให้อีกฝ่ายโกรธ "ค่ะ"

'ฟังนะ ถ้านี่เป็นการหยอกเล่นหรืออะไรก็ตามที่เธอกำลังทำเพื่อกวนประสาทฉัน ฉันจะสืบและเอาเรื่องให้ถึงที่สุด I'll make your life living hell'

"Yeah, you alredy did, congrats.ทำไมคะ คุณโกรธหรอ คนอย่างคุณมีความรู้สึกด้วยหรอคะ ฉันนึกว่าคุณเป็นแต่สั่งแล้วก็สั่ง ทำให้คนรู้อื่นรู้สึกแย่ คนอื่นทำอะไรให้ก็ไม่เคยถูกใจ"

ปลายสายเงียบได้ยินเพียงเสียงลมหายใจ ประโยคที่มิเชลพูดใส่หน้ายังคงดังก้องในหัว 'ถ้าแค่นี้เธอทำไม่ได้ ชีวิตนี้เธอจะไปทำอะไรได้ กลับบ้านไปเลี้ยงลูกเถอะ'

"คุณ...คุณมันคนไร้หัวใจ"

ความรู้สึกที่ถูกกักเก็บไว้มาหลายอาทิตย์พรั่งพรูออกมาพร้อมน้ำตาที่หลั่งรินไม่ขาดสาย

'คุณโจลี่' มิเชลพ่นลมหายออกจมูกด้วยความหงุดหงิดไม่สบอารมณ์ที่ถูกปลุกกลางดึก คิดว่าตัวเองเป็นใครถึงได้กล้ารบกวนเธอเวลานี้

"คุณไม่รู้หรอกว่าฉันพยายามหนักขนาดไหนเพื่องานนี้ เพื่อทำให้คุณถูกใจ แต่ไม่ว่าฉันทำอะไรคุณกลับมองว่ามันไม่ดีพอ คุณไม่เคยมองคนอื่นดีพอนอกจากตัวคุณคนเดียวที่ดีเลิศกว่าคนอื่น คุณมองเห็นแต่ความผิดพลาดของคนอื่นจนลืมมองตัวเอง"

ประโยคเหล่านั้นทิ่มแทงจิตใจจนมิเชลกำโทรศัพท์แน่น รู้สึกเจ็บปวด ไม่เคยมีใครพูดกับเธอเช่นนี้มาก่อน

'เธอเมาใช่หรือเปล่า' แต่แทนที่จะได้รับคำตอบอีกฝ่ายกลับวางสายใส่ เธอไม่เคยถูกวางสายใส่มาก่อน กล้าดียังไง มิเชลวางโทรศัพท์ลงกลับที่เดิมเม้มปากแน่นด้วยความรู้สึกโกรธ

โจลี่ ไม่ได้ไปทำงานในวันจันทร์ถัดมา เพราะมั่นใจแน่ว่าถ้าไปก็คงถูกเชิญให้ออกโดยเจ้านายสุดแสนเพอร์เฟคของเธออยู่ดี เลยถือโอกาสอยู่บ้านใช้เวลากับลูกๆ จนกว่าจะหางานใหม่ได้ เธอเห็นสายไม่ได้รับจากชาร์ลิซอยู่สามสายเมื่อตอนเช้าแต่เลือกที่จะไม่สนใจ กระทั่งเธอกำลังจะพาลูกๆ ไปมิวเซียมออฟไอศกรีม เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง

'คุณโจลี่'

เธอเงียบไปหัวใจเต้นระรัวในอก "คุณมิเชล"

'ทำไมเธอไม่เข้าบริษัท'

"พรุ่งนี้สายๆ ฉันจะเข้าไปเก็บของค่ะ"

'ฉันหมายถึงมาทำงาน ทำไมเธอไม่มาทำงาน รู้หรือเปล่าว่าฉันต้องรอเกือบหนึ่งชั่วโมงกว่าจะได้ดื่มกาแฟ ไฟล์งานที่ฉันสั่งให้คุณทำ...'

"ฉันส่งอีเมลล์ให้คุณชาร์ลิซแล้ว รวมถึงตารางนัดต่างๆ ของคุณ"

'ถ้าพรุ่งนี้เธอไม่กลับมาทำงานฉันจะประกาศหาคนใหม่'

"คุณ...คุณไม่ไล่ฉันออกหรอคะ" โจลี่ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

มิเชลยอมรับว่านับตั้งแต่ได้โจลี่เข้ามาช่วยงานทุกอย่างง่ายขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะ แต่เธอไม่มีวันบอกให้อีกฝ่ายได้ใจหรอก 'พรุ่งนี้ 6:30 พร้อมกาแฟของฉัน ห้ามสาย'


 


 


 

นับตั้งแต่นั้นมาเราไม่เคยพูดถึงเรื่องที่เธอเมาแล้วโทรไปอาละวาดอีกเลย ไม่เคยได้รับคำขอโทษจากมิเชล เธอไม่เคยคิดว่าคนอย่างมิเชลจะขอโทษคนอื่นเป็น เธอเลิกคาดหวังไปนานแล้ว

“คุณโจลี่ใช่ไหมครับ"

เสียงผู้ชายดึงเธอออกจากภวังค์เงยหน้ามองพนักงานส่งของ"ค่ะ ฉันเอง"

"มีคนส่งดอกไม้มาให้คุณครับ"

เธอขมวดคิ้วครุ่นคิดด้วยความสงสัยใครกันที่ส่งช่อดอกลิลลี่ผสมดอกกุหลาบก่อนจะนึกได้ว่าวันนี้เป็นวันเกิดที่เธอเกือบลืมไปแล้ว ก็คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากลูกชายคนโตของเธอที่แม้จะอยู่ห่างใกล้กันแต่ไม่เคยลืมที่จะเซอร์ไพรส์เธอ

"ขอบคุณค่ะ" เธอเซ็นชื่อรับดอกไม้ด้วยรอยยิ้มแม้ว่าพนักงานส่งของจะกลับไปแล้ว

"คุณโจลี่"

"คะ" เธอรีบหยิบช่อดอกไม้วางไว้ข้างๆ

"งานที่ฉันสั่งไปถึงไหนแล้ว" มิเชลเหลือบมองช่อดอกไม้สลับกับใบหน้ายังคงยิ้มกว้างอย่างสดใส นับเป็นรอยยิ้มที่สวยงามที่สุดที่เธอเคยเห็นนับตั้งแต่ได้ทำงานด้วยกัน ราวกับรอยยิ้มสวยนั้นได้สลักลงไปในความคิดโดยที่เธอไม่รู้ตัว

"ฉันได้ติดต่อผู้จัดการของคุณเคท แบลนเช็ตสำหรับปกเล่มหน้าเรียบร้อยแล้ว ฝั่งนั้นบอกว่าจะติดต่อกลับมาหลังจากทราบตารางงานที่แน่ชัด นัดทานข้าวเย็นของคุณกับคุณแอนนา วินทัวร์คอนเฟริม หกโมงเย็นวันอังคาร ไม่ทราบว่าคุณได้เห็นบัตรเชิญงานเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ของ Ralph Lauren ที่ฝรั่งเศสหรือยังคะ"

"อื้ม ฉันเห็นแล้ว" มิเชลหันกลับไป แต่แล้วเปลี่ยนใจหันกลับมา "รู้ใช่ไหมว่าดอกไม้มันจะตายในไม่กี่วัน"

มิเชลไม่ใช่คนที่จะโปรดปรานดอกไม้ในโอกาสพิเศษ ดอกไม้เป็นความสวยงามที่ฉาบฉวยไม่กี่วันก็ร่วงโรยรา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลิ่นหอมและความสวยงามยังคงต้องตาต้องใจเพียงได้มอง เธอชอบเสื้อผ้าเครื่องประดับเสียมากกว่าเพราะใช้ได้นานแม้จะมีเวลาและอายุขัยของมัน

การก้าวผ่านความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่น ชีวิตคู่ที่ไม่เป็นอย่างที่ใจหวังทำให้เธอเลิกคาดหวังกับความสวยงามที่ประเดี๋ยวประด๋าว

"ทราบค่ะ แต่ฉันก็ยังชื่นชอบความสวยงามของมันแม้ว่าจะอยู่ได้ไม่นาน แต่จะว่าไปแล้วมันไม่มีอะไรที่จะคงอยู่กับเราตลอดไปหรอกค่ะ"

"ความรักวัยหนุ่มสาว มันสวยสดงดงามจนกระทั่งมันไม่มีอะไรให้สวยงามหลงเหลือนอกจากความว่างเปล่า" มิเชลพึมพำใต้ลมหายใจ

"เป็นดอกไม้จากลูกชายคนโตของฉันน่ะค่ะวันนี้วันเกิดของฉัน"

มิเชลกระพริบตาปริบๆ ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงรู้สึกผิดที่จำวันเกิดผู้ช่วยตัวเองไม่ได้รอยยิ้มสดใสบนใบหน้าสวยยังคงไม่เลือนหาย ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เธอมองว่าผู้ช่วยของเธอเป็นผู้หญิงสวย เลอะเทอะไปกันใหญ่แล้วมิเชล เธอเป็นเพียงพนักงานคนหนึ่งไม่ต่างจากพนักงานคนอื่นๆ ไม่จำเป็นต้องจดจำวันเกิดหรืออวยพรวันเกิดให้ ไม่ได้พิเศษอะไร
 

แต่เธอกลับไม่สามารถลบลืมภาพรอยยิ้มสวยยามพูดถึงลูกชาย รอยยิ้มที่สว่างไสวไปทั้งใบหน้าและดวงตา

มิเชลเดินกลับเข้าห้องโดยไม่พูดไม่จา เธอได้เรียนรู้ว่าดอกไม้อาจไม่ใช่สิ่งพิเศษหรือทำให้เธออารมณ์ดีแต่สำหรับบางคนแล้วนั้น อาจจะใช่

มิเชลมองนาฬิกาถึงเวลาเลิกงาน เธอเห็นผู้ช่วยของเธอกำลังเก็บข้าวของเตรียมจะกลับบ้าน

"จะกลับแล้วหรอ"

"ค่ะ คุณมีอะไรจะใช้งานอีกหรือเปล่า วันนี้ฉันมีนัดกับลูกๆ จะพาพวกเค้าไปทานข้าวนอกบ้าน"

มิเชลฮัมในลำคอมองรอยยิ้มสวยที่พักหลังได้เห็นบ่อยขึ้น อะไรทำให้คนตรงหน้าพิเศษกว่าคนอื่น มิเชลไม่อาจรู้ได้เลย อาจเป็นรอยยิ้มสวยที่เคยคิดว่าสวยงามแล้วแต่โจลี่สามารถทำให้เธอเห็นว่ามันสามารถสวยงามกว่านั้นได้อีกยามที่เธอพูดถึงลูก

เธอเลือกที่จะเห็นรอยยิ้มมากกว่าเสียงร้องไห้ในคืนนั้น

"ไม่มี เธอกลับไปเถอะ ฉันแค่...สุขสันต์วันเกิดนะ"

"ขอบคุณค่ะ" รอยยิ้มสวยที่เธอมั่นใจว่าไม่เคยเห็นใครยิ้มสวยเท่านี้มาก่อนกำลังส่งมาให้ น้ำเสียงทุ้มขึ้นจมูกแต่กลับไพเราะจับใจราวกับตกอยู่ในภวังค์ "ถ้าอย่างนั้นฉันกลับก่อนนะคะ"

ไม่เอาน่า เธอเป็นลูกน้องและอายุน้อยกว่าเกือบสิบเจ็ดปี อะไรดลใจให้เธอรั้งโจลี่ไว้เธอเองก็ตอบไม่ได้

“เธอเคยไปฝรั่งเศสหรือเปล่า"

"ไม่เคยค่ะ"

"ดีเลย ฉันจะพาเธอไปงานแฟชั่นโชว์"

"ไหนว่าคุณจะไปกับคุณชาร์ลิซไงคะ"

"ชาร์ลิซติดธุระ ฉันจำเป็นต้องมีผู้ช่วย"

"โอเคค่ะ"

ไม่คิดว่าผู้ช่วยสาวของเธอจะตอบตกลงอย่างง่ายดาย "แล้วลูกๆ ของเธอ..."

"พวกเค้าไปค้างบ้านพี่ชายฉันได้ ไม่มีปัญหาค่ะ"

"ดี"

"เจอกันวันจันทร์ค่ะ"

โจลี่เดินจากไปปล่อยให้มิเชลยืนสับสนกับความรู้สึกของตัวเอง ไม่แน่ใจว่าเธอทำอะไรลงไปทำไมถึงชวนโจลี่ไปฝรั่งเศส

แต่นั่นยังไม่แปลกเท่าเช้าวันเสาร์มิเชลเดินผ่านหน้าร้านดอกไม้หลังกลับมาจากวิ่งออกกำลังกายที่ Central Parkกลิ่นหอมตลบอบอวลทำให้เธอนึกถึงรอยยิ้มสวยของผู้ช่วยสาวขึ้นมา ช่วยไม่ได้เธอผลักประตูเข้าไป กลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธ์ลอยแตะจมูก

"สวัสดีครับ มองหาดอกไม้อะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ"

"ค่ะ ฉันเอ่อ..." มิเชลกวาดสายตาไปรอบๆ สะดุดตากับดอกคาเนชั่นสีขาว "ฉันขอเป็นคาเนชั่นสีขาว"

"จะให้ผมจัดช่อให้เลยไหมครับ"

"ฉันอยากให้คุณจัดส่งให้เช้าวันจันทร์ได้ไหม 6:30"

"ไม่มีปัญหาครับ" เจ้าของร้านรัวนิ้วบนคีย์บอร์ดบันทึกรายการสั่งซื้อ "คุณจะเขียนข้อความอะไรไหม" เจ้าของร้านยื่นการ์ดขนาดเล็กให้

"ไม่ดีกว่า"

"โอเค" เจ้าของร้านปริ้นใบเสร็จออกมายื่นให้ มิเชลหยิบบัตรเครดิตออกมาเซ็นชื่อพร้อมกรอกจำนวนทิป

อีกครั้งที่มิเชลไม่อยากเชื่อกับการกระทำของตัวเอง เธอไม่ใช่คนโรแมนติก ไม่ใช่คนหวานที่จะคอยมอบดอกไม้ให้ใคร ไม่ใช่คนใจดีที่จะซื้อดอกไม้ให้พนักงาน อะไรทำให้ผู้ช่วยสาวของเธอแตกต่างไปจากคนอื่นเธอยังหาคำตอบไม่ได้ ทว่าเมื่อนึกถึงรอยยิ้มนั้นแล้ว เธอกลับสงสัยว่าจะรู้สึกเช่นไรหากได้เห็นรอยยิ้มที่มาจากเธอ


 

⎯⎯⎯⎯ "⎯⎯⎯⎯

ฉันได้ยิน

เสียงฝีเท้าของคุณแว่วดังมาแต่ไกล

ค่อยๆ อย่างกราย

เข้ามาในหัวใจของฉัน

Alexandra Vasiliu

⎯⎯⎯⎯ " ⎯⎯⎯⎯


 


 

มิเชลยังคงมีคำถามที่ต้องตอบชาร์ลิซว่าทำไมใยถึงได้เปลี่ยนใจให้โจลี่ไปแทน

"ฉันว่าฉันทราบเหตุผลของคุณ" ชาร์ลิซตักอาหารเข้าปาก อาหารร้านนี้รสชาติเลิศมาก ชาร์ลิซคิด สงสัยว่านิโคลอาจจะชอบ ถ้าเธอกล้ามากพอที่จะชวนบรรยากาศร้านเรียบหรู ไวน์ชั้นเลิศ เสียงเพลงแจ๊สคลอรับเบาๆ เหมาะกับการพาคนรักมา

"อย่างนั้นหรือคุณเธอรอน"

"ฉันทำงานให้คุณปีนี้เป็นปีที่หกแล้วนะคะ"

"ถ้าอย่างนั้นช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหมว่าฉันกำลังทำอะไร เพราะตัวฉันเองฉันยังไม่รู้เลยว่ากำลังทำอะไรอยู่"

"คุณก็แค่กำลังทำตามความรู้สึกของตัวเองหลังจากปิดกั้นมันมานาน"

มิเชลฮัมในลำคอหมุนแก้วไวน์ในมือก่อนจรดริมฝีปาก เพราะเธอไม่แน่ใจเอาเสียเลยว่ากำลังทำอะไรอยู่

ทุกครั้งที่เปิดใจมักลงเอยด้วยความเจ็บปวดทุกคราไป

"คุณนะเข้มงวดกับตัวเองมากเกินไป บางครั้งคุณควรจะปล่อยตัวเองไปบ้างนะคะ"

มิเชลหัวเราะในลำคอ "กับนิโคลไปถึงไหนแล้วล่ะ" ชาร์ลิซแทบสำลักไอค่อกแค่ก "เอ้า ถามแค่นี้ถึงกับสำลักเลยหรือ แสดงว่ายังไม่ไปถึงไหนสินะ"

"คุณนี่เหลือเชื่อเลย" ชาร์ลิซดื่มน้ำเข้าไปอึกใหญ่

"นิโคลเป็นเพื่อนฉันจะทำอะไรก็คิดหน้าคิดหลังให้ดี แม่นางแบบที่ฉันเห็นหลายเดือนก่อนชื่ออะไรนะ มาร์โก้..."

ชาร์ลิซยกมือปราม "พอเถอะค่ะ นี่ไม่ใช่เวลามาพูดเรื่องส่วนตัวของฉัน คุณจะบินด้วยเจ็ตส่วนตัวหรือ..."
 

"Air France, La Première ที่นั่งติดหน้าต่างให้คุณโจลี่"

"นี่นะหรอที่บอกว่าไม่ชอบหน้าเค้านะ"
 

"เงินเดือนยังจะเอาอยู่ไหม"
 

"โอเคเอาไว้ฉันจะรีบจัดการจองโรมแรม จองตั๋วไปปารีสให้เร็วที่สุด"

"ขอบใจนะเธอรอน"

"ไว้ขอบคุณฉันทีหลังเถอะค่ะ" ชาร์ลิซยิ้มกริ่ม


 

วันจันทร์มาเร็วกว่าที่คิด มิเชลเข้าออฟฟิศเหมือนปกติแต่วันนี้กลับรู้สึกตื่นเต้นกว่าทุกวัน เพราะอะไรกัน

"อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณมิเชล" เป็นอีกครั้งที่น้ำเสียงน่าฟังทำให้ใจเธอแกว่ง

"อรุณสวัสดิ์" เธอรับแก้วกาแฟมาจากผู้ช่วยสาว มือเราเกือบสัมผัสกัน เป็นโจลี่ที่ชักมือออก

"ขอโทษครับ คนไหนคุณโจลี่" ชายหนุ่มส่งของพร้อมช่อดอกไม้ในมือเรียกหา

"ฉันเองค่ะ" โจลี่ขานรับคิ้วสวยขมวดเข้าหากัน

"ดอกไม้ของคุณครับ"

"ของฉันหรอคะ" โจลี่ถามด้วยความประหลาดใจ ใครกันที่ส่งดอกไม้ให้เธอ

"ช่วยเซ็นรับด้วยครับ"

โจลี่วางช่อดอกไม้ลงรับแท็บเล็ตมาเซ็นชื่อก่อนยื่นกลับไป "ขอบคุณค่ะ"

"ว้าว ดอกไม้สวยจังเลย" ชาร์ลิซเดินออกมาจากลิฟต์แซวเธอแทบจะทันที "ใครส่งให้นะ"

"ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ แต่สวยมากเลย" โจลี่ยิ้มกว้าง เป็นรอยยิ้มแบบเดียวกับที่มิเชลชอบมอง

"อาจจะมีใครบางคนกำลังสนใจเธออยู่ก็เป็นได้" ชาร์ลิซแซว โจลี่ไม่ทันสังเกตเห็นมิเชลส่งสายตาให้ชาร์ลิซ

"สำคัญด้วยหรอว่าใครส่งให้" มิเชลถามขณะจิบกาแฟอุณหภูมิความร้อนที่พอดี

"สำคัญสิคะ ฉันจะได้ขอบคุณเจ้าของดอกไม้"

"ก็แค่ดอกไม้"

"ฉันรู้ว่ามันจะร่วงโรยในอีกไม่กี่วัน ฉันทราบดีค่ะ" โจลี่พูดตัดหน้า "แต่ฉันก็ชอบมันอยู่ดี" โจลี่เผยรอยยิ้มสวยยามมองช่อดอกไม้ในมือ

"เลิกพร่ำเพ้อแล้วกลับไปทำงานกันได้แล้ว" มิเชลหันหลังเดินกลับห้องด้วยรอยยิ้ม วันนี้เริ่มต้นวันที่ดี


 

ผ่านไปสามวันดอกไม้ในแจกันเริ่มแห้งเหี่ยวร่วงโรย เธอไม่ชอบเห็นสีหน้าผิดหวังของโจลี่ยามเอาดอกไม้ออกจากแจกันเพื่อทิ้งลงถังขยะด้วยความรู้สึกเสียดาย เป็นเหตุผลให้เย็นวันนั้นเธอกลับไปที่ร้านดอกไม้นั้นอีกครั้งเพียงเพราะอยากเห็นรอยยิ้มสวยยามได้รับมัน


 

โจลี่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนส่งดอกไม้มาให้ รู้เพียงว่าเธอรู้สึกขอบคุณและรู้สึกดีในคราเดียวกัน แม้ในใจลึกๆ นั้นหวังอยากให้เป็นคนที่กำลังทำงานอยู่ในห้องกระจกนั้น แม้จะรู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ มิเชลไม่เคยมองเธอในแบบที่เธออยากให้มอง หรือแบบที่เธอชอบมองมิเชล นับตั้งแต่เหตุการณ์ในคืนนั้นมิเชลปฏิบัติกับเธอดีขึ้นกว่ามาก แต่กระนั้นยังคงรักษาระยะห่างกับเธอเหมือนเดิม ผิดกับชาร์ลิซที่บางครั้งมิเชลไม่เพียงยิ้มให้แต่ยังต่อล้อต่อเถียงด้วย เธอยอมรับว่าอิจฉาความสนิทของคนทั้งคู่

เธอคงไม่มีวันได้เข้าใกล้ไปมากกว่านี้

เธอพยายามคิดถึงเรื่องมิเชลน้อยลง คิดถึงคนที่ส่งดอกไม้มากขึ้นแม้จะไม่รู้ว่าใครก็ตาม ทุกครั้งที่เธอนึกถึงเจ้าของดอกไม้เธอยิ้มออกมา และภาพในหัวไม่ใช่ใครที่ไหนเธอพยายามจะตัดใจ คงจะทำได้หากไม่มีทริปปารีสเข้ามา


 

เจ็ดชั่วโมงบนเครื่องบินสายการบิน Air France กับผู้หญิงที่ทำให้ใจอยู่ไม่เป็นสุข การบริการระดับ La Premièreให้ความสะดวกสบายทุกอย่างเท่าที่สามารถจะขอได้ เครื่องดื่ม อาหารและขนม แต่กระนั้นไม่สามารถทำให้จิตใจเธอสงบลงได้

เครื่องบินทะยานบินขึ้นสู่น่านฟ้ามาได้สักพักพร้อมบรรยากาศที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงของกัปตันและลูกเรือที่ได้ยินเป็นพักๆ เธอพบว่าตัวเองหันออกไปนอกหน้าต่างอยู่บ่อยครั้ง พยายามไม่หันไปมองมิเชลที่สวมแว่นตาอ่านอีเมล์ในไอแพดอยู่ข้างๆ ใบหน้าสวยยามจดจ่อกับอะไรสักอย่างมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูกชนิดที่อยากหันมองดวงหน้าเสี้ยวด้านข้างทุกๆ เสี้ยวนาที

"เบื่อหรือไง" มิเชลถามสายตายังคงจับจ้องหน้าจอสี่เหลี่ยม

'เปล่าค่ะ ฉันกำลังสนใจคุณอยู่'  เธออยากตอบออกไปเช่นนั้น "เปล่าค่ะ"

เราต่างเงียบกระทั่งโจลี่ผล็อยหลับไป เป็นมิเชลที่หันมองดวงหน้าสวยเป็นพักๆ


 


 

ฝรั่งเศสนับว่าเป็นขุมทรัพย์แห่งศิลปะวัฒนธรรมแหล่งรวมสถาปัตยกรรมสวยงามตระการตา มีเสน่ห์ในแบบฉบับของตัวเอง มีศิลปะ แฟชั่นเป็นเสน่ห์ที่โดดเด่น แหล่งกำเนิดสินค้าแบรนด์เนมชื่อดังของโลกมากมาย โจลี่อดไม่ได้ที่จะมองไปรอบๆ ชื่นชมความสวยงามขณะรอรถโรงแรมมารับ แม้ว่าผู้คนค่อนข้างแน่นขนัดก็ตาม

Le Bristol Paris เป็นโรงแรมชั้นนำที่ชาร์ลิซจองไว้ให้ โจลี่กวาดสายไปรอบๆ ทุกอย่างแปลกใหม่และตื่นตาตื่นใจสำหรับเธอสวยหรูดั่งปราสาทในเทพนิยาย เธอยังคงชื่นชมความงามของโรงแรมกระทั่งได้ยินเสียงมิเชลรัวภาษาฝรั่งเศสที่เธอไม่เข้าใจแต่พอจะเดาได้จากน้ำเสียงว่าไม่สบอารมณ์ พึ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่ามิเชลพูดภาษาฝรั่งเศสได้

"มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ" เธอเดินมาถาม

"พนักงานบอกว่าห้องถูกจองไว้แค่ห้องเดียว แถมไม่มีห้องว่างเหลือแม้แต่ห้องเดียว"

โจลี่เม้มปากอย่างใช้ความคิด "งั้นคุณก็พักที่นี่เดี๋ยวฉันออกไปพักที่อื่น"

"รู้ตัวหรือเปล่าว่าพูดอะไรออกมา ฉันเป็นคนพาเธอมาแล้วจะให้เธอออกไปพักที่ไหนก็ไม่รู้เนี้ยนะ พักด้วยกันที่นี่แหละ"

"ฉันก็แค่คิดเผื่อว่าคุณอยากได้ความเป็นส่วนตัว"

เธอคือมิเชล ไฟเฟอร์ แน่นอนว่าเธอไม่เคยนอนร่วมห้องกับใคร โดยเฉพาะคนๆ นั้นเป็นลูกน้องด้วยแล้ว มิเชลถอนหายใจมันจะมีอะไรแย่ไปกว่านี้อีกอย่างนั้นหรือ "แค่สองคืน ถ้าเธอไม่ใช่คนนอนกรนเสียงดังฉันก็พอทนได้"

"ไม่เคยนอนกรนเสียงดังค่ะ" โจลี่รีบสวนขึ้นทันควัน

"ฉันรู้" มิเชลยิ้มบางๆ นึกถึงตอนอยู่บนเครื่องบิน มิเชลหันไปพูดฝรั่งเศสกับพนักงานโรงแรม พนักงานที่ชื่อเอเดรียนนำกระเป๋าพร้อมกับพาเราสองคนไปที่ห้อง

ภายในห้องสวีทกว้างขวาง ตกแต่งหรูหราสมเป็นโรงแรมชั้นนำ มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครันแต่ปัญหาคือมีเพียงเตียงเดียว

โจลี่ยืนมองเตียงขนาดคิงไซส์ กวาดตามองรอบๆ ห้องไม่มีโซฟานอกจากชุดเก้าอี้รับแขกและชุดโต๊ะรับประทานอาหาร

"เธอจะนอนฝั่งไหน ซ้ายหรือขวา"

โจลี่กระพริบตา "คุณถามอะไรนะคะ"

มิเชลหรี่ตา "ทำไม คำถามมันยากไปหรอ"

โจลี่อ้าปากจะเถียงยังคงรู้สึกประหม่ากับความคิดที่ว่าเธอจะต้องนอนร่วมเตียงเดียวเจ้านายที่เธอแอบมีใจให้ ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ หากเป็นคนอื่นเธอคงไม่มีปัญหา แต่นี่ มิเชล ไฟเฟอร์ บรรณาธิการและ CEO ของนิตสารแฟชั่นชื่อดัง หน้ำซ้ำยังเป็นเจ้านายของเธอ

"ฉันคิดว่า..."

"ทำไม เธอจะเสียสละนอนบนพื้นหรือ"

"ถ้าคุณอยากให้ฉันนอนฉันก็นอนได้ค่ะ"

"ช่างน่าประทับใจจังเลยคุณโจลี่ เธอมีปัญหากับการที่ต้องนอนเตียงเดียวกันกับฉันหรือยังไง"มิเชลเดินเข้าไปใกล้ "ไหนบอกฉันมาสิว่าการที่ต้องนอนเตียงเดียวกับฉันมันเป็นยังไง รังเกียจ?"

โจลี่รู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวยามมิเชลเดินใกล้เข้ามา "เปล่าค่ะ ใครจะไปรังเกียจคุณได้"

"ดี ถ้างั้นก็เลือกข้างสักทีซ้ายหรือขวา"

"ขวาค่ะ"

"ก็แค่นี้"

"คุณจะให้ฉันจัดโต๊ะทำงานให้คุณไหมคะ"

"ไม่ต้อง เดี๋ยวฉันนั่งทำงานที่โต๊ะกินข้าว หิวหรือเปล่า ไม่ต้องอ้อมค้อม"

"ค่ะ หิวนิดหน่อย" โจลี่ปัดผมทัดหู

หยุดทำแบบนั้นได้แล้ว  มิเชลทักท้วงในใจมองโจลี่ปัดผมทัดหู

"ถ้างั้นเดี๋ยวค่อยออกไปหาอะไรทาน ฉันขอจัดเสื้อผ้าก่อน"

"ให้ฉันช่วยไหมคะ"

"เธอไปจัดของเธอ เสื้อผ้าแค่นี้ฉันจัดการเองได้" มิเชลกระตุกคิ้วข้างซ้ายขึ้นเมื่อเห็นว่าโจลี่ยังคงมองไม่ละสายตาไปไหน"หน้าฉันมีอะไรติดอย่างนั้นหรือ"

"เปล่าค่ะ"


 


 


 

บรรยากาศยามค่ำคืนในกรุงปารีสสวยงามสมคำร่ำลือ แม้ว่าผู้คนพลุกพล่านไปบ้าง มิเชลเลือกที่จะเดินหาร้านอาหารแถวโรงแรมจนมาเจอกับร้าน Baroche เป็นร้านเล็กๆ ไม่ใหญ่มาก ผู้คนไม่หนาตาไม่ต้องรอนาน เมนูมีทั้งภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ มิเชลสั่ง Scottish salmon red lebel ส่วนเธอสั่ง Fresh crab and shrimp salad

เรานั่งทานกันอย่างเงียบๆ ดื่มด่ำกับรสชาติอาหาร บรรยากาศสลัวให้ความรู้สึกอบอุ่นเสียงเพลงขับขานคลอรับเบาๆไวน์ละมุนลิ้น กลั้วปากแล้วรู้สึกฉ่ำ สดชื่นหลังจิบ ยิ่งยามหมุนแก้วไวน์เบาๆ ยิ่งเพิ่มรสสัมผัสที่ชัดเจน ฝาดน้อยกำลังดี

นี่คงเป็นโอกาสดีถ้าหากอยากรู้จักมิเชลให้มากกว่านี้ แต่แล้วก็คิดได้ว่านั่นเป็นการกระทำของคนที่มาเดตกัน เธอแค่มาในฐานะผู้ช่วยกับเจ้านาย

เธอรู้มาทั้งชีวิตว่าเธอเสน่หาได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่กับมิเชลแล้วเธอไม่อาจรู้ได้เลย ผู้หญิงอย่างเธอมิเชลคงไม่เคยคิดเหลียวมอง

"เป็นห่วงเด็กๆ ที่บ้านหรอ"

"คะ?" มิเชลทำให้เธอแปลกใจได้เสมอ ไม่คิดว่าจะถามเรื่องนี้ขึ้นมา

"ก่อนนอนก็โทรหาสิ ที่นิวยอร์กเช้าพอดี"

โจลี่คลี่ยิ้มรู้สึกใจกล้าขึ้นมาหน่อย มิเชลมุมแบบไม่ดีกับใจเลย 'คุณมีคนรักไหมคะ' โจลี่อยากถามออกไปเช่นนั้น
 

"คุณมีลูกไหมคะ"

"มีสิ ลูกชายกับลูกสาว แต่พวกเค้าโตๆ กันหมดแล้ว นานๆ จะกลับมาหาสักครั้ง แต่นั่นไม่ใช่หรือหน้าที่ของคนเป็นพ่อแม่ เลี้ยงดูพวกเค้าให้ปีกกล้าขาแข็งเพื่อออกไปใช้ชีวิตของเค้าเอง ในแบบที่เค้าอยากเป็น"
 

มิเชลระบายรอยยิ้มยกแก้วไวน์จรดริมฝีปาก ไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว ไม่แน่ใจว่าเพราะบรรยากาศของร้าน เพลงที่ขับขาน ไวน์ที่กำลังดื่มด่ำหรือคนข้างๆ ที่มองไม่วางตา

โจลี่ชอบมิเชลมุมแบบนี้ ผ่อนคลาย เป็นตัวของตัวเอง ดวงหน้าสวยช่างดูอ่อนโยนยามไร้หน้ากากเจ้านายแสนเพอร์เฟค รอยยิ้มที่ไม่เห็นได้บ่อยนักหากอยู่นิวยอร์ก ทำให้เธออยากสลักจดจำไว้

เราเดินทอดน่องกลับโรงแรมอย่างไม่รีบร้อน ดื่มด่ำกับบรรยากาศยามค่ำคืน อากาศหนาวเย็นแต่กลับรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก เป็นครั้งแรกที่อยากให้กลางคืนยาวนานกว่าครั้งไหน เราเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่มือสัมผัสแต่มิอาจเอื้อมมาจับราวกับของร้อนที่อาจแผดเผา

เวลาช่างสั้นเมื่ออยากใช้เวลากับใครสักคนให้นานๆ

"ขอบคุณสำหรับอาหารนะคะ" เธอเอ่ยเมื่อเดินเข้ามาในห้องพัก

มิเชลยักไหล่ "เธอไปอาบน้ำก่อนก็ได้ ฉันจะทำงานอีกสักหน่อย"

"ก็ได้ค่ะ" โจลี่เดินไปหยิบกระเป๋าข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นในกระเป๋าเดินทางพร้อมเสื้อเสื้อเชิ้ตใส่นอนก่อนจะหายเข้าไปในห้องน้ำ
 

มิเชลพยายามจดจ่อกับงานไม่สนใจเสียงน้ำไหลจากฝักบัวกระทบพื้น พยายามสลัดความคิดแปลกๆ ในหัว กระทั่งเสียงน้ำจากฝักบัวเงียบไป เสียงเครื่องเป่าผมดังเล็ดลอดออกมา 

สามสิบนาทีถัดมาผู้ช่วยสาวของเธอเดินออกมาจากห้องน้ำสวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวโอเวอร์ไซส์ตัวบางอวดเรียวขาผิวนวลดุจแพรไหม กระดุมสองเม็ดบนถูกปลดราวกับจงใจ มิเชลเลียริมฝีปากเบี่ยงเบนความสนใจกับงานตรงหน้าทว่าไม่ได้ผล

"ห้องน้ำว่างถ้าคุณจะไปอาบน้ำ"

มิเชลเงยหน้ามองโจลี่เดินทอดกายมานั่งที่เตียง หัวใจเต้นถี่ขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ กลิ่นครีมอาบน้ำอ่อนๆ กลิ่นเหมือนดอกไม้ ในวินาทีนี้ที่เธออยากเป็นผีเสื้อเข้าไปดอมดม กลิ่นหอมนั้นกำลังทำให้หัวใจในอกคลุ้มคลั่ง

ราวกับพระเจ้าจงใจทดสอบนาทีต่อนาที

เป็นช่วงเวลาที่ทำให้รู้สึกอยากได้ Rothman blue สักมวนกับเบอร์เบิ้นสักแก้ว เธอพ่นลมหายใจ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าก่อนหน้านั้นได้กลั้นมันไว้

จะผ่านพ้นคืนนี้ไปได้อย่างไรกัน


 


 


 

มิเชลออกมาจากห้องน้ำ โจลี่กำลังอ่านหนังสืออยู่บนเตียง

"นอนไม่หลับหรอ"

"ค่ะ แต่ฉันกำลังจะนอนแล้ว" โจลี่เอ่ยมองมิเชลเดินอ้อมขึ้นมานั่งบนเตียงหยิบแว่นขึ้นมาสวมเข้าโหมดทำงานต่อ "ฝันดีนะคะ" เธอวางหนังสือบนโต๊ะข้างเตียงดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาห่มขาเปลือยเปล่า โจลี่พลิกตัวหันมองมิเชลที่กำลังนั่งทำงาน

"ไหนว่าจะนอน" มิเชลรู้สึกได้ถึงสายตาที่กำลังจับจ้อง

"ฉันชอบเวลาคุณใส่แว่น" โจลี่รู้สึกหน้าร้อนผ่าว พูดอะไรออกไปนะ บ้าจริง "ฉันหมายถึงเวลาคุณใส่แว่นดูจริงจังเป็นการเป็นงานดี ฉันนอนแล้วนะคะ" โจลี่พลิกตัวหันหลังให้มิเชล พยายามข่มตาให้หลับ มิเชลเงี่ยหูฟังเสียงหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของโจลี่ถึงได้พับแม็คบุคเก็บแล้วปิดไฟนอน

มิเชลไม่อาจข่มตา กลิ่นหอมอ่อนๆ ไออุ่นจากร่างกายของคนที่นอนข้างๆ ดึงดูดให้รู้สึกอยากเข้าใกล้ จะรู้สึกเช่นไรหากมีอีกคนในอ้อมกอด มิเชลพยายามสะบัดความแปลกๆ เหล่านั้น ดูเหมือนว่าการชวนผู้ช่วยของเธอมาจะไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่ ยิ่งยามที่โจลี่พลิกตัวใบหน้าของเราหันเข้าหากัน ใกล้เพียงคืบ มิเชลทำได้เพียงนอนมองใบหน้าสวยอยู่อย่างนั้นไม่กล้าขยับเขยื้อน 

ในความมืดมีเพียงสิ่งเดียวที่ชัดเจนคือลมหายใจอุ่นที่รินรดอใบหน้ากับร่างกายที่ค่อยๆ ขยับเข้ามาราวกับต้องการซุกหาไออุ่นจากอ้อมกอด เป็นอีกครั้งที่สงสัยว่า หากได้โอบกอดจะรู้สึกเช่นไร

มิเชลไม่แน่ใจว่าเมื่อคืนหลับไปตั้งแต่ตอนไหน รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเพราะเสียงนาฬิกาปลุกดังซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนรำคาญแก้วหู ตื่นมาพบว่าที่นอนข้างๆ นั้นว่างเปล่า ไม่ยักจะรู้ว่าผู้ช่วยของเธอจะตื่นเช้าขนาดนี้
 

มิเชลกำลังเลือกเครื่องดับที่เข้ากับ pantsuit Ralph Lauren กำมะหยี่สีดำแขนกุดคอวีลึก เป็นจังหวะเดียวกับประตูถูกเปิดเข้ามา โจลี่มองมาที่เธอไม่วางตา เป็นสายตาที่ชวนให้รู้สึกขนชันหัวใจเต้นถี่ไปอีกระดับ

โจลี่ทอดมองร่างสวยสมส่วนในกระจกที่กำลังหยิบตุ้มหูขึ้นมาสวมใส่ ทุกอย่างที่เป็นมิเชลคือความน่าหลงใหล มีเสน่ห์จนไม่อาจละสายตา เป็นความสวยที่สะกดทุกสายตาที่ได้มอง

"หายไปไหนมา" มิเชลถาม

"ฉันออกไปดูหอไอเฟลมาค่ะ แม่บ้านบอกว่าช่วงเช้าคนไม่ค่อยพลุ่กพล่าน"

"แบบนี้ฉันไม่ต้องพาไปดูแล้วสิ กะว่าพรุ่งนี้จะพาไปเดินเที่ยว" มิเชลเห็นผู้ช่วยของเธอยืนนิ่ง "มานี่หน่อยสิ มาดูหน่อยว่ามันเข้ากันหรือเปล่า" โจลี่ขยับเข้ามาใกล้ "มาใกล้กว่านี้อีกไม่ได้หรือไง ฉันไม่กัดหรอก ถ้าฉันจะกัดแล้วจะบอก" โจลี่หน้าแดงเรื่อไม่ชินกับมิเชลมุมแบบนี้ ขยันทำให้หัวใจเต้นแรง

หรือนี่คือตัวตนที่แท้จริงของมิเชล ตัวตนใต้หน้ากากเจ้านายสุดแสนจะเพอร์เฟคและร้ายกาจ ที่ไล่พนักงานออกเป็นว่าเล่น

"สวยค่ะ คุณใส่ชุดไหนก็สวย"

มิเชลหรี่ตามองดวงหน้าเขินอายนั้นแล้วอารมณ์ดีขึ้นมา "เธอว่าชุดนี้คอมันลึกไปไหม ฉันควรจะสวมสร้อยดีหรือเปล่า"

โจลี่เม้มปากแน่นมองชุดคอวีลึกเผยผิวเนียนสวยให้ใจสั่นไหวเล่น ระดับคุณมิเชลมาขอความเห็นจากเธอเรื่องการแต่งตัว ล้อกันเล่นหรือยังไง กลิ่นน้ำอ่อนๆ ทำให้เธอคิดอะไรไม่ออก
 

"ฉันว่าไม่ใส่สร้อยคอก็สวยค่ะ"

"เธอพูดคำอื่นเป็นไหมนอกจากคำว่าสวย" โจลี่เงยหน้ากระพริบตาปริบๆ "ช่างเถอะ ช่วยหยิบสูทให้หน่อย" มิเชลมองผู้ช่วยของเธอทำตามอย่างว่าง่าย มิเชลกางแขนออกให้ช่วยใส่ "เธอว่าฉันควรจะสวมแบบนี้หรือสวมไว้บนไหล่"

"แบบไหนก็....ดูดีค่ะ"

มิเชลกลอกตาพร้อมรอยยิ้มบางๆ ถอดสูทออกมาพาดไว้บนแขน "รถพร้อมแล้วใช่ไหม"
 

"ค่ะ"

"ฉันชอบชุดนี้นะ สวยดี" มิเชลลากสายตามองผู้ช่วยในชุดค็อกเทลเดรสสีครีมไอวอรี่ก่อนจะรีบร้อนเดินออกไปไม่ทันได้เห็นว่าผู้ช่วยของเธอหน้าแดงแค่ไหน


 


 


 

ช่วงเช้าเป็นการพบปะจิบน้ำชาระดับ CEO ซึ่งโจลี่ไม่แน่ใจว่ามิเชลให้เธอมาด้วยทำไมเพราะนอกจากทานอาหารเช้าตามสไตล์ฝรั่งเศส เธอก็แทบไม่ได้ทำอะไรนอกจากนั่งฟังผู้นำวงการแฟนชั่นคุยกัน คุณมิเชลคงไม่อยากให้เธอนั่งเหงาที่โรงแรมคนเดียวล่ะมั้ง อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเป็นคุณชาร์ลิซคงทำได้ดีกว่านี้ เหมือนคุณมิเชลจะรู้ว่าเธอกำลังอึดอัดท่ามกลางผู้คนที่แต่งตัวหรูหราตั้งแต่หัวจรดเท้าพูดคุยด้วยภาษาที่เธอไม่แตกฉาน มิเชลสัมผัสหลังมือเธอเบาๆ

"เบื่อหรอ"

"ขอโทษค่ะ ฉัน..."

"เบื่อก็บอกว่าเบื่อ" มิเชลโน้มเข้ามาใกล้กระซิบให้ได้ยินกันเพียงสองคน

"ค่ะ"

"อยากออกไปจากที่ไหม"

"ได้หรอคะ"

"ได้สิ ใครจะกล้าว่าอะไร"

โจลี่ยิ้มแป้น มิเชลใจลิ่วแล่น ไม่เคยคิดว่าจะหลงเสน่ห์รอยยิ้มใครได้เท่านี้มาก่อน

ใครบางคนเดินเข้ามาเพื่อฉีกกฎทุกอย่างที่เคยสร้างไว้

Galerie des Glaces พระราชวังแวร์ซายกับคนตรงหน้าอะไรงดงามกว่ากัน ถ้าถามเมื่อหกเดือนที่แล้วเธอคงตอบว่า Galerie des Glaces แต่วันนี้เธอพบคำตอบใหม่
 


 

แฟนชั่นโชว์เป็นสิ่งตื่นตาตื่นใจสำหรับคนที่พึ่งเคยมีโอกาสมาดูเป็นครั้งแรกในฐานะผู้ช่วยส่วนตัวแขกวีไอพีอย่างเธอ ได้ดูนางแบบสวยๆ เสื้อผ้าหรูหรา ดูดีมีสไตล์ อาหารเลิศรสระดับภัตตาคารชั้นนำ และไวน์ละมุนลิ้น แทบไม่ได้สนใจมิเชลที่หันมองเป็นพัก

ปิดท้ายค่ำคืนด้วยการไปเดินเล่นทอดน่อง Champ de Mars ตามที่มิเชลได้พูดไว้ เราเดินไปเรื่อยๆ ดื่มด่ำกับอากาศช่วงฤดูใบไม้ร่วงย่างเข้าฤดูหนาว ต้นไม้ใบหญ้าที่เคยเขียวขจีบัดนี้พากันผลัดสีเปลี่ยนใบหลากสีสันแม้มองไม่เห็นในตอนกลางคืน แต่รู้มันสวยงามในตอนกลางวัน
 

"ถ่ายรูปกับหอไอเฟลไหมเดี๋ยวฉันถ่ายให้"

อีกครั้งที่มิเชลทำให้เธอแปลกใจ ได้แต่สงสัยว่ามีสักกี่คนที่มิเชลเคยถามคำถามนี้หรือเป็นเช่นนี้กับเธอคนเดียว

หัวใจยามมีความรักน่าขันยิ่งนัก คิดเข้าข้างตัวเองอยู่เรื่อย

"ก็ได้ค่ะ"

"ถ่ายกับโทรศัพท์ฉันนะ เดี๋ยวฉันค่อยส่งให้เธอ"

มิเชลมองผู้หญิงหลังกล้อง ไม่มีอะไรแน่ชัดกว่านี้อีกแล้ว ไม่ใช่รูปแต่เป็นความรู้สึก หอคอยที่ว่าสวยงามยังเทียบไม่ได้ติดกับรอยยิ้มตรงหน้า

"มาถ่ายรูปด้วยกันสิคะ"

มือที่เอื้อมมาสัมผัสแขนส่งประกายไฟที่ไม่ได้รู้สึกมานานมากแล้ว ส่งผ่านร่างกายจนหัวใจกระตุกวูบไหว "ไม่เอา" เธอพยายามปฏิเสธ

"แค่รูปเดียวก็ได้นะคะ"

ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เสียงอ้อนออดกลายเป็นจุดอ่อนของหัวใจจนไม่อาจปฏิเสธได้

"คุณมิเชลยิ้มหน่อยสิคะ"

แชะ!

เธอรีบคว้าโทรศัพท์เก็บไว้ในเสื้อโค้ทจนคนข้างๆ โวยวายขอดูรูป เธอบอกไปว่าขอเลือกก่อนเผื่อรูปออกมาแล้วเธอน่าเกลียด

"ถ้าคุณน่าเกลียดคนทั้งโลกนี้ก็คงไม่มีใครหน้าตาดีแล้วค่ะ" โจลี่พูดติดตลก

โจลี่อาจคิดว่ามิเชลสวย แต่มิเชลกลับไม่คิดเช่นนั้น

"เริ่มหนาวแล้ว คุณอยากกลับโรงแรมหรือยังคะ กลับถึงโรงแรมฉันเตรียมน้ำอุ่นให้ไหมคะ"
 

"ไปสิ"


 

ตลอดทางเดินถึงโรงแรมมีเพียงความเงียบ แต่เป็นความเงียบที่สบายใจไม่ชวนอึดอัด ต่างคนต่างจมกับความคิดของตัวเอง ทุกๆ จังหวะที่ก้าวเดิน ระยะทางที่สั้นลง แต่กลับผูกใจสองดวงให้แน่นขึ้น ต่างฝ่ายต่างภาวนาให้ค่ำคืนยาวนานขึ้นอีกนิด เวลาเดินช้าลงอีกหน่อยเพราะกลัวผ่านพ้นพรุ่งนี้ไปเราจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม เป็นเพียงเจ้านายกับลูกน้อง เพียงแค่ได้เดินเคียงข้างกันอย่างนี้บางครั้งก็เกินพอ
 

ประตูถูกปิดลงมิเชลคว้าข้อมือบางให้หันกลับมา

"คุณมิเชล"

"เธอชอบดอกไม้อะไร คาเนชั่น ลิลลี่หรือดอกกุหลาบ"

คิ้วสวยขมวดเข้าหากันก่อนจะเบิกตากว้าง “คุณเป็นคนส่งดอกไม้ให้ฉันหรอคะ”
 

สีหน้าตื่นตระหนกของมิเชลทำให้โจลี่นึกขำ
 

“ฉันแค่อยากขอโทษที่เคยพูดจาไม่ดี”
 

“จริงๆ คุณไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้ค่ะ แต่ขอบคุณนะคะ ดอกไม้พวกนั้นสวยมากๆ ฉันชอบมากค่ะ”
 

“ฉันซื้อดอกไม้ให้เธอทั้งร้านยังได้เลย ถ้าทำให้ฉันได้เห็นรอยยิ้มของเธอทุกวัน”
 

ใบหน้างดงามใต้แสงไฟสลัวแดงปลั่งยิ่งกว่ากลีบกุหลาบ

“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ” โจลี่ยิ้มหัวใจเต้นอย่างบ้าคลั่ง อีกนิดเดียวคงได้กระดอนออกมาเต้นข้างนอกหากมิเชลยังไม่หยุดมองริมฝีปาก
 

บางครั้งไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลอะไรเลยที่จะปล่อยให้ตัวเองสัมผัสความสุขที่ใครคนหนึ่งเป็นคนมอบให้

"คุณมิเชล"

"ฉันจูบเธอได้หรือเปล่า"

เราเอ่ยขึ้นพร้อมกันแต่เป็นเธอที่พูดไม่ออกนอกจากพยักหน้าน้อยๆ
 

มิเชลครอบครองริมฝีปากที่เฝ้าสงสัยว่านู้สึกเช่นไรหากได้สัมผัส ได้ละเลียดและไล้ด้วยปลายลิ้น มิเชลจูบราวกับเป็นสิ่งมีค่าสิ่งเดียวที่อยากเก็บรักษา อ่อนโยน ทะนุถนอม

โจลี่ระทดระทวยกับจูบที่แสนวาบหวามใจ ผีเสื้อนับล้านตัวบินวนในท้องยังน้อยไป เป็นจูบที่นุ่มนวล ทว่าเอาแต่ใจในคราเดียวกันก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นหนักหน่วงจนรู้สึกจะขาดอากาศหายใจ มือไม้อ่อนปวกเปียกต้องโอบรอบคอคอยพยุงร่างกาย

มิเชลดันแผ่นโจลี่กับประตูจูบซับซำ้ๆ รสจูบหวานตักตวงเท่าไหร่ไม่เคยพอ ริมฝีปากอุ่นขบกัดริมฝีปากล่างอันแสนอิ่มเอิบ หยอกเล่นเบาๆ จนได้รับรางวัลเป็นเสียงพึงใจในลำคอ

มิเชลถอนจริมฝีปากสีหน้าจริงจังขึ้นมา “ฉันมีคำถามจะถามแต่บอกไว้ก่อนว่าไม่มีใครปฏิเสธฉันมาก่อน"
 

โจลี่ใจสั่น คิดไปต่างๆ นาๆ แต่ไม่ว่าเค้าจะขออะไรเธอพบว่าเธอพร้อมจะมอบให้ทั้งกายและใจ   

"พรุ่งนี้กลับถึงนิวยอร์กไปทานข้าวเย็นกับฉันไหม”
 

คำถามที่ออกมาจากปากมิเชลทำให้โจลี่หน้าแดงปลั่งยิ่งกว่าลูกราสเบอร์รี่สุก แต่กลับต้องส่ายหน้าจนคนมองใจหล่นวูบ "คืนพรุ่งนี้ฉันนัดกับลูกของฉันค่ะ แต่มะรืนนี้ฉันว่างถ้าคุณยังไม่เปลี่ยนใจ หรือไม่ก็ถ้าคุณจะมาทานข้าวที่บ้านของฉันก็ได้นะคะ ถ้าคุณไม่รังเกียจ"
 

"ฉันจะพาไวน์กับดอกไม้ที่เธอชอบไปให้" มิเชลยิ้มบางๆ

"จริงๆ ฉันไม่ได้ชอบดอกไม้ขนาดนั้นหรอกค่ะ"

"หรอ แล้วเธอชอบอะไร ฉันจะได้ซื้ออย่างอื่นไปให้"

"คุณค่ะ ฉันชอบคุณมากกว่า" โจลี่ก้มหน้างุดซบหน้ากับอ้อมอก

โจลี่เขินอาย มิเชลได้ใจ

"อาบน้ำกับฉันนะ แค่อาบน้ำ"

มิเชลเป็นฝ่ายหัวเราะเมื่อเห็นใบหน้าสวยเขินยิ่งกว่าเดิม

เธอพบคำตอบแล้วว่า ปารีสทั้งเมืองสวยน้อยกว่าเมื่อเทียบกับรอยยิ้มของโจลี่


 


 

มิเชลยิ้มกับหน้าจอโทรศัพท์มองรูปเซลฟี่ที่ถ่ายหน้าหอไอเฟล เป็นรูปที่เธอหันมองโจลี่ด้วยสายตาแบบเดียวกับที่เธอมองร่างที่กำลังหลับใหลขณะเครื่องบินลอยลำกลางน่านฟ้าเป็นสายตา

Hung the moon and the stars.
 

.....................................................................................................................................

 

ฝาก #LaVieEnRose ด้วยค่ะ :)

ผลงานอื่นๆ ของ DearJay

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

7 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 20 พฤษภาคม 2563 / 00:01
    พึ่งมาอ่านแล้วชอบมากๆเลยค่ะ อ่านเพลินมากๆ บรรยายเรานึกภาพออกเลยค่ะ คุณมิเชลน่าเกรงขามมาก คุณจี้แสนน่ารักมากๆเลยค่ะ ชอบมากกกกกกกกกกกกก เราแฮปปี้มากๆ แฮปปี้จนน้ำตาไหลเลยค่ะ ไม่จ้อจี้ค่ะ แง ขอบคุณนะคะ^^
    #7
    0
  2. วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 16:14
    ภาษาสวยมากค่ะ ดื่มด่ำกับความเป็นปารีส อีกทั้งความละมุนที่แผ่ออกมาจากตัวหนังสือสื่ออารมณ์ได้ดีมากโดยรวมแล้วเราชอบนะคะ
    //อ่านเรื่องนี้แล้วนึกถึง

    The Devil wears prada ต่างกันตรงที่เจ้านายกับผู้ช่วยไม่ได้มีความสัมพันธ์เหมือนเรื่องนี้
    #6
    0
  3. วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 18:13

    เพิ่งอ่านจบ ชอบมากกกค่ะ ตอนแรกคุณมิเชลมาในมาดบอสเย็นชาาา เจอคุณผู้ช่วยโจลี่ จนคนอย่างมิเชลแอบไปซื้อดอกไม้ให้ น่ารักมากกก >.< เขินตัวบิด ใส่ตัวละครชาร์ลิซกับนิโคลเข้ามาด้วย

    ชอบชาร์ลิซแซวววคุณมิเชลไปไหน เธอรอนเป็นตัวแทนหมู่บ้านของพวกเลา55555555 ชอบการบรรยายบรรยากาศในกรุงปารีสของเรื่องนี้ ฟิลกู้ดดดด

    #5
    0
  4. วันที่ 6 มีนาคม 2563 / 12:51

    กรี๊ดดดดดดด หวาน น่ารักมากเลยค่ะ ชอบคาแรกเตอร์คุณมิเชลล์ เฮี๊ยวสุดเลยจริงๆ ถ้าไม่สวยนี่จะอุ้มโจลี่ออกมาไกลๆ แต่ตอนคุณพี่มิใจอ่อนคือน่ารักสุดๆ เป็นโจลี่ก็คือใจเหลวเป๋วไปแล้วไหนจะดอกมงดอกไม้ ชอบเอาหน้ามาใกล้ๆ คอยเป็นห่วงเป็นใยแบบซึนๆ พาไปเดทที่ปารีสอีก ชาร์ลีซก็คือขอยกให้เปนเบสซัพพอร์ทแอคเทรสของเรื่องนะคะ มีการจองห้ิงให้แบบห้องสวีทเตียงเดียวแล้วยังไม่มีโซฟาอีก อห เหมาะเจาะทิสุด ต้องติดปีกกามเทพให้แร้วปะ



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 6 มีนาคม 2563 / 12:55
    #4
    0
  5. วันที่ 28 ธันวาคม 2562 / 11:14
    เขินจนตัวบิดดดดมากค่ะ ใจหนูเหลวไปกับคุณมิเชลเลยค่ะ แล้วก็ชักอยากเห็นรอยยิ้มของคุณโจลี่ที่สวยกว่าปารีสทั้งเมือง ชอบทากๆเลยค่ะ แบบมากๆๆ ปล ต้องขอบคุณคุณชาลิสเขานะคะที่จัดการอะไรๆให้เป็นใจ 555
    #3
    0
  6. #2 PK.S
    วันที่ 28 ธันวาคม 2562 / 04:59

    ขอบคุณไรท์เตอร์มากๆ / ชอบมาก รู้สึกดี ละมุนไปทุกตัวอักษร ประทับใจจริงๆ

    #2
    0
  7. #1 xxiv
    วันที่ 28 ธันวาคม 2562 / 00:36

    มันดีแบ่บ ดีมากจริงๆ//กราบไรท์

    #1
    0