Fic Zootopia : You Know You Love Me [Nick x Judy]

ตอนที่ 21 : CHAPTER 18 :: ONE WEEK AGO [up 60%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,247
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    5 มี.ค. 60

CHAPTER 18

ONE WEEK AGO

 

          17 : 25 น. สถานีตำรวจนครบาล

หนึ่งสัปดาห์ก่อน

 

            นิค ไวลด์นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของเขา เขียนรายงานสรุปคดีอันแสนน่าเบื่ออย่างที่ทำเป็นประจำ โต๊ะทำงานรอบๆตัวเขาก็ดูจะทำอย่างเดียวกันอยู่นี่ เจ้าหน้าที่ทุกตัวต่างรีบเร่งจดปากกาประทับลายมือหวัดๆลงไปบนกระดาษหรือไม่ก็รัวนิ้วลงไปบนแป้นพิมพ์หน้าคอมพิวเตอร์เพื่อหวังจะได้เลิกงานและกลับบ้านเสียที  

            คู่หูของเขานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานตรงข้ามกับเขานี่เอง เธอก้มหน้าก้มตาเหมือนๆกับเจ้าหน้าที่ตัวอื่นรอบห้อง เพียงแต่สิ่งที่เธอกำลังทำอยู่อย่างขะมักเขม้นคือการอ่านแฟ้มคดีเล่มหนาปึก มิใช่การเขียนเรียงความ นิคเดาว่าจูดี้คงเขียนเรียงความอะไรพรรค์นั้นเสร็จเรียบร้อยไปนานแล้ว เขายกมือขึ้นมาเท้าคาง หรี่ตามองไปทางคู่หู

            “เป็นอะไรไปน้องฟู ทำหน้าย่นอย่างกับจิ้งจอกทะเลทรายเชียว (ในกรณีนี้เขาคงหมายถึงทำหน้าบูดอย่างกับฟินนิค)” นิคเอ่ยขึ้นมาเล่นๆ เขาคงรู้สึกว่าเขียนรายงานมาพอแล้ว แถมการกวนประสาทจูดี้ก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมแก้เครียดที่ดีในช่วงเวลาน่าเบื่อเช่นนี้

            “นี่นายไม่เดือดเนื้อร้อนใจหน่อยเลยหรือไง” จูดี้กระดกศีรษะขึ้นมาทันที “เราขอนัดพบผู้ต้องสงสัยทั้งสี่ตัวไม่ได้เลยนะ ทั้งคุณชาร์ลี คุณลูอิส คุณพอร์ช คุณแมกเคอร์ ไม่มีใครว่างสักคน!

            เธอเสือกแฟ้มสีฟ้าเล่มใหญ่อีกเล่มที่ตั้งอยู่ข้างๆมาครอบครองพื้นที่ว่างบนโต๊ะของนิคเสียหมด บนหน้าปกมีตัวอักษรสีดำเขียนไว้ว่าเอกสารข้อมูลคดีฆาตกรรมนายอดัม เรนเลอร์ นิครู้ได้ในตอนนั้นเองว่าสาเหตุที่ทำให้จูดี้หน้านิ่วคิ้วขมวดแบบนี้มาจากอะไร

“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงไป” นิคพูด เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ “ฉันคิดว่าเราสามารถเข้าพบมิสเตอร์ชาร์ลีได้วันเสาร์นี้”

            “จริงหรือ!

            กระต่ายสาวอุทานเสียงแหลมสูงอย่างดีใจ นิคพยักหน้าให้ ไหวไหล่น้อยๆ “ให้คุณเรสท์ช่วยน่ะ”

            ดูเหมือนคำขยายความเพิ่มเติมประโยคนี้จะไม่เข้าท่าเอาเสียเลย เมื่อจูดี้หน้างอลงไปทันทีหลังจากที่เขาพูดจบ เธอทำปากขมุบขมิบที่น่าจะออกเสียงว่า “อ้อ...เหรอ” ก่อนจะคว้ากระเป๋าขึ้นมาสะพายแล้วลุกขึ้นเดินปึงปังออกไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ

            “อ้าว เฮ้! จะไปไหนละนั้น!” นิคร้องถาม ดูจะงุนงงกับท่าทางไม่สมเหตุสมผลของคู่หู

            “กลับบ้าน!” จูดี้ตะโกนตอบกลับมาโดยไม่มองเลย

            “อ้อ...เอ่อ โชคดีนะ เจอกันพรุ่งนี้!

            นิคชะเง้อคอมองตามคู่หูที่กำลังเดินออกไป หูกระต่ายตั้งๆเหมือนกับเสาสัญญาณโทรทัศน์นั่นชูเด่นหราเมื่ออยู่ภายนอก ไม่นานมันก็หายไปเมื่อเธอเรียกแท็กซี่แล้วเข้าไปในรถ จูดี้ดูจะหัวเสียกับอะไรบางอย่างมาได้สองวันแล้ว และก็มักจะแสดงอาการออกมาชัดเจนในทุกๆครั้งที่มีชื่อ เอมี่ เรสท์ เข้ามาเกี่ยวข้อง นิคไม่อยากจะทึกทักไปเองเสียเท่าไรหรอก แต่มันก็ค่อนข้างชัดเจนอยู่ไม่ใช่หรือ ว่าเธอคงโกรธที่เห็นเขาจูบกับคุณเรสท์เมื่อสองวันก่อนในร้านอาหาร แน่นอนละ ว่าจิ้งจอกหนุ่มเห็นอย่างชัดเจนว่าเธอเข้ามาในร้าน แล้วก็อยากจะแขวะเหลือเกินว่านั่นเป็นการปลอมตัวที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักนิด จะมีสัตว์สติดีสักกี่ตัวกันที่เอาเสื้อคลุมใหญ่กว่าตัวมาคลุมจนเด่นตกเป็นเป้าสายตาของทั้งร้านขนาดนั้นเล่า

            อย่างไรก็ตาม เวลานี้นิคมีเรื่องอื่นให้ปวดหัวและคิดหนักมากกว่า จิ้งจอกหนุ่มเหลือบตามองไปทางแฟ้มสีฟ้าที่กินพื้นที่ในโต๊ะเล็กน้อย ก่อนจะผลักมันออกไปไกลๆอย่างไม่ใยดีนัก

ผู้ต้องสงสัยเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับคดีที่พวกเขากำลังทำอยู่นี้แม้สักนิด คู่หูของเขาเข้าใจผิดอย่างมหันต์ แล้วที่เขาเอ่ยชมไปเมื่อสองวันก่อนก็เพียงเพื่อให้เธอฉีกยิ้มอย่างเบิกบานและตั้งใจทำคดีเหล่านี้ต่อไป แม้เขาจะรู้ว่านี่เป็นการกระทำที่ค่อนข้างผิดต่อจูดี้ แต่คงจะดีกว่าถ้ากระต่ายสาวจะเอาเวลาไปทุ่มเทกับการตามจับนักธุรกิจทั้งสี่ตัวนี้ (อย่างไรเสียพวกเขาต่างก็มีประวัติด่างพร้อยอยู่แล้ว) แทนที่จะเป็นเอมี่ เรสท์ ผู้ซึ่งแฝงไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและมารยากว่าที่คิดไว้เยอะ อย่างน้อยก็ตลอดสองวันที่เขาเริ่มออกเดตกับเธอ เพื่อล้วงข้อมูลอะไรหลายๆอย่างมาจากจิ้งจอกสาว

...นั่นเป็นหนึ่งในเรื่องที่ทำให้เขาออกจะปวดหัวช่วงนี้

            นิคเก็บข้าวของและเอกสารยัดใส่กระเป๋าตัวเองบ้าง ก่อนจะเดินออกจากกรม และต้องกล่าว “สวัสดี” “แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะ” “ใช่ กลับแล้ว” และ “วันนี้กลับเร็วหน่อย” เป็นจำนวนสามสิบสองครั้งตามจำนวนเพื่อนร่วมงานที่เดินผ่านมาทักไปตลอดทาง แต่เขาไม่ได้กำลังจะกลับบ้านเสียหน่อยนี่ เขากำลังจะไปเผชิญกับเรื่องน่าปวดหัวอีกเรื่องต่างหากละ น่าปวดหัวและน่าเบื่อหน่ายที่สุดเลยด้วย

            จิ้งจอกหนุ่มมุ่งหน้าไปตามถนนดาวน์ทาวน์ เบียดขึ้นรถไฟใต้ดินในชั่วโมงเร่งด่วน ต่อรถประจำทางอีกสองสาย ในที่สุดเขาก็มาถึง หอสมุดแห่งซูโทเปีย สถานที่ซึ่งเป็นแหล่งเก็บสะสมคลังความรู้และข้อมูลทุกอย่างที่คุณอยากจะได้ พนันกันได้เลยว่าถ้าจูดี้มาเห็นเขาเดินท่อมๆอยู่ในหอสมุดตอนนี้เธอคงจะรีบปรี่เข้ามาแล้วถามว่านี่ใช่นิโคลัส ไวลด์ตัวจริงหรือไม่  เรื่องที่จะเห็นนิคเอาจริงเอาจังจนเข้ามาขลุกอยู่ในหอสมุดดูจะเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อไม่น้อยไปกว่าการที่ตื่นมาแล้วได้พบว่าคลอว์ฮาวเซอร์เกลียดขนมหวานทุกประเภทยิ่งกว่าอะไรดี นิคก็ไม่อยากจะเชื่อตัวเองเหมือนกัน แต่อย่างไรเสีย มันก็กลายเป็นเรื่องจริงมาแล้วสองวัน และระหว่างที่เขาคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยแบบนี้ เขาก็มาถึงที่หมายจริงๆแล้วด้วย โต๊ะยาวริมหน้าต่างตัวที่สาม กระต่ายตัวหนึ่งนั่งรอเขาอยู่ ลายพาดสีดำตามตัวทำให้เขาเด่นและดูชัดถนัดตาต่อการมองหา

You’re late. (นายมาสาย)”

            แจ็ค ซาเวจกระดกใบหน้าถมึงทึงขึ้นมาจากเอกสารที่กำลังอ่านอยู่ พร้อมถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงซึ่งเต็มที่ไปด้วยความจับผิดทันทีเมื่อนิคนั่งลง

            “เข้าเวรแต่เช้า แถมยังต้องมานั่งเขียนรายงานกับเคลียร์เอกสารอีก ฉันไม่ได้ว่างจนมาจองที่ได้แบบใครบางตัวหรอกนะ” นิคอธิบาย แต่ก็เป็นเชิงบ่น เขาหยิบเอกสารที่กองอยู่เต็มโต๊ะขึ้นมาอ่านบ้าง ทั้งหมดล้วนแต่เป็นเอกสารคดีฆาตกรรมมิสเตอร์เรนเลอร์

            แม้จะผ่านมาได้ร่วมสองวันแล้ว แต่นิคก็ยังจำได้ดีราวกับว่ามันเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อสิบนาทีก่อนนี้เอง วันที่เขาและจูดี้ได้ไปสอบปากคำเอมี่ เรสท์

นิครู้ และก็สงสัยมาตั้งแต่วันงานเปิดตัวภาพยนตร์แล้ว ว่าเอมี่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ แม้เขาจะเป็นคนที่เข้าไปช่วยแก้ต่างให้หล่อน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เสียจริงๆว่าหล่อนน่าสงสัย เอมี่ เรสท์ดูมีปฏิกิริยาประหลาดในหลายๆอย่าง นิคสังเกตเห็นว่าหล่อนดูตกใจมากเกินกว่าที่ควรเมื่อเห็นจูดี้มาปรากฏอยู่ตรงหน้าเมื่อวันงาน ดูร้องไห้เกินกว่าเหตุเกินไปทั้งๆที่สถานการณ์แบบนั้นควรจะโต้เถียงอะไรกลับไปบ้าง แถมยังไม่มีเพื่อนนักข่าวสักตัวมาช่วยหล่อนเลยด้วย ยังไม่รวมถึงเรื่องที่หล่อนดันบังเอิญเป็นหนึ่งในผู้ที่อยู่เป็นส่วนตัวกับมิสเตอร์เรนเลอร์อีก ยิ่งไปกว่านั้นคือการที่เธอจงใจให้นามบัตรกับเขาพร้อมกับชวนเขาไปทานมื้อเย็น ทีแรกนิคไม่ได้ฉุกคิดในเรื่องนี้เลย (เขาคิดว่าเธออ่อยเขาจริงๆ) แต่หลังจากที่ได้สอบปากคำไปเมื่อสองวันก่อน ทั้งจากท่าทีและการให้ข้อมูล นิคก็แทบจะจับได้ในทันทีว่าเอมี่ เรสท์ต้องการหาทางเข้าใกล้เขาเพื่อล้วงข้อมูล เหมือนๆกับที่นิคก็กำลังต้องการล้วงข้อมูลมาจากเธอด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม นิคก็ไม่คิดว่าจะมีใครอื่นที่รู้และสงสัยในเรื่องนี้อย่างเขาด้วย

“เลิกพูดแก้ตัวเหอะ ว่าแต่ได้อะไรมาเพิ่มบ้างไหม”

แจ็ค ซาเวจถามเสียงขุ่น เขาไม่รับฟังเหตุผลที่นิคมาสายเลย นิคจัดว่าพฤติกรรมนี้เป็นนิสัยที่น่ารำคาญ น่าหมั่นไส้ น่ากระทืบ น่าทุกอย่างที่คำคุณศัพท์ซึ่งมีความหมายในเชิงลบจะสามารถเติมต่อลงไปในช่องว่างได้

อย่างไรก็ดี แจ็คอาจจะเป็นกระต่ายนิสัยเสียที่สามารถสร้างความหงุดหงิดให้คนอื่นได้ แต่กับนิคคุณต้องไม่ลืมว่าเขาก็เป็นจิ้งจอกที่นิสัยไม่ดีพอๆกัน

            “ก็เพิ่งจะบอกไปไม่ใช่หรือไงว่าวันนี้ฉันทำงานทั้งวัน จะมีเวลาไปเจอได้ไง”

            “กลับบ้านไปไม่ได้โทรคุยกันบ้างเลยหรือไง ไหนว่าเคยเป็นนักต้มตุ๋นมาก่อน แค่นี้ไม่น่าจะเกินความสามารถนายนี่”

            “ก็ไม่มีอารมณ์นี่อีกอย่างฉันยังไมได้เป็นแฟนหล่อนซักหน่อย”

            นิคโต้กลับ ไหวไหล่ส่งไปให้อย่างไม่สะท้าน ในขณะที่แจ็คทำหน้าบุบ ห่อริมฝีปากจนเหมือนเขาปวดฟัน นิคต้องกลั้นขำไว้แม้ใบหน้าของกระต่ายหนุ่มจะตลกมากขนาดไหนก็ตาม เขาไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาให้สัตว์ทั้งหอสมุดหันขวับมามองท่ามกลางความเงียบแบบนี้หรอก

            และนี่ก็คือเรื่องน่าปวดหัวเรื่องอีกเรื่องของนิโคลัส ไวลด์ในช่วงนี้ อันที่จริง คำว่าในช่วงนี้ ก็เพิ่งจะผ่านมาได้เพียงสองวันเท่านั้น แต่สำหรับนิค เขารู้สึกว่ามันเนินนานราวกับผ่านมาได้แล้วเดือนหนึ่ง จิ้งจอกหนุ่มยังจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้ดีราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสิบนาทีก่อนเอง อย่างที่ได้บอกเอาไว้ในข้างต้น

            มันเริ่มต้นก็ตอนที่เขากับจูดี้กำลังสอบปากคำเอมี่ เรสท์อยู่ นิคได้รับโทรศัพท์เข้าจากใครบางตัว เขาไม่ได้ติดใจอะไรในตอนแรก แม้มันจะเป็นเบอร์แปลกหน้าก็ตาม ก็แค่สงสัยเท่านั้นล่ะว่าใครจะโทรมาหาเขา และหวังว่าคงจะไม่ใช่พวกขายตรง

            แต่ปรากฏว่าใครบางตัวที่โทรมาดันเป็นแจ็ค ซาเวจ หัวหน้าของเขา กระต่ายหนุ่มที่นั่งทำหน้าตึงๆอยู่ตรงหน้าเขานี่เอง ในเวลานั้น นิคประหลาดใจไม่น้อย เมื่อแจ็คบอกว่า เขามีความจำเป็นจะต้องใช้นิคในการสืบคดีฆาตกรรมมิสเตอร์เรนเลอร์ แล้วพอนิคถามว่าทำไม แจ็คก็ให้คำตอบกลับมาแค่ว่า “เพราะคุณเป็นจิ้งจอก”

            แต่เพียงแค่คำตอบนี้ก็ทำให้นิคเข้าใจทั้งหมดได้แล้ว และนี่ก็คงจะเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมแจ็ค ซาเวจถึงมาเลือกทำงานกับหน่วยสารวัตรโบโก้แทนที่จะเป็นหน่วยสารวัตรไลโอเนลซึ่งมีลูกทีมเก่งที่สุดในกรม ก็เพราะนิคสังกัดอยู่ในหน่วยนี้นั่นเอง กระต่ายหนุ่มไม่ได้คิดจะใช้ประโยชน์จากจูดี้ ฮอปส์อย่างที่เคยลั่นวาจาไว้แต่แรกอยู่แล้ว เขาต้องการใช้นิค ไวลด์ต่างหากละ แน่นอนว่าเรื่องนี้ค่อนข้างตะขิดตะขวงใจนิคอยู่บ้าง จิ้งจอกหนุ่มไม่ใช่ประเภทที่จะยอมอยู่ภายใต้อำนาจของใครง่ายๆ แต่ในเมื่อแจ็ค ซาเวจเองก็เป็นสัตว์อีกตัวที่ดูออกและสงสัยว่าเอมี่ เรสท์ซึ่งได้รับการปล่อยตัวไปแล้วเป็นผู้ที่เกี่ยวของกับคดี เหมือนกับที่นิคก็สงสัยในตัวหล่อนเช่นกัน จึงทำให้นิคต้องจับพลัดจับผลูยอมมาร่วมมือกับกระต่ายหนุ่มอย่างเสียไม่ได้ นั้นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเขาถึงต้องนัดทานมื้อเย็นกับเอมี่ภายในวันนั้นอย่างเร่งด่วน แถมยังโดนจูดี้ (ซึ่งปลอมตัวได้ไม่เนียนเสียเลย) เข้าร้านมาเจอฉากจูบสุดหฤหรรษ์ของเขากับเอมี่อีก นับว่าเป็นอีกวันที่เลวร้ายมากๆสำหรับนิค เขาไม่ได้ต้องการให้มันเกิดขึ้นเสียหน่อย ก็เพียงแต่เล่นไปตามบทเท่านั้นเอง

            นั้นจึงเป็นเรื่องราวคร่าวๆถึงสาเหตุที่นิค ไวลด์และแจ็ค ซาเวจมานั่งประชันหน้ากันอยู่ในหอสมุดเวลานี้ และจนถึงตอนนี้ แจ็คก็ยังบ่นด้วยเสียงกระซิบไม่เลิกถึงเรื่องที่นิค ทำงานชักช้า และ ยังไม่ได้ข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์มาสักนิดแน่นอนว่านิคไม่ใช่ประเภทที่ยอมโดนตำหนิอยู่ฝ่ายเดียว เขาเถียงกลับไปอีกรอบ

            “ที่ฉันจะบอกก็คือการจะล้วงความลับแบบนี้มันต้องใช้เวลา หล่อนก็ยังไม่ได้ไว้ใจฉันเท่าไหร่หรอกนะ เท่าที่เห็น เธอบ่ายเบี่ยงเกือบจะตลอดเลยทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องคดี”

            “งั้นนายจะใช้เวลาถึงปีหน้าเลยไหมละ” แจ็คพูดเป็นเชิงประชด เขาไม่มีทีท่าลดละในการไล่ต้อนให้นิครู้สึกผิดถึงเรื่องความล่าช้าในการสืบของเขา แน่นอนว่านิคไม่ได้ละอายใจอะไร เขาออกจะรำคาญมากกว่าด้วยซ้ำ จิ้งจอกหนุ่มตอบไปพร้อมพ่นลมหายใจเนือยๆ “เอาเป็นว่าพรุ่งนี้หรือไม่ก็วันมะรืนฉันจะนัดหล่อนอีกรอบก็แล้วกัน คราวนี้จะลองถามเรื่องส่วนตัวอย่างเรื่องครอบครัว จะได้ศึกษาพฤติกรรมไปด้วย โอเคไหม”

            “ก็ได้” แจ็คตอบ “แต่ให้เร็วหน่อยแล้วกัน”

            แล้วเขาก็ก้มลงอ่านเอกสารอย่างไม่สนใจใยดีอะไรอีก นิคเชิดหน้ามองกระต่ายตรงหน้า พลางคิดในใจ มิสเตอร์ซาเวจเองก็ไม่ได้คืบหน้าอะไรไปมากกว่าเขาเลยเสียหน่อย ผ่านมาสองวันแล้วแต่กระต่ายหนุ่มก็ยังไม่มีอะไรดีๆที่จะสามารถเอามาเป็นหลักฐานในการจับกุมเอมี่ เรสท์อีกครั้งเช่นกัน แต่นิคไม่อยากเถียงต่อ เพราะนอกจากจะเปลืองน้ำลายแล้วยังไม่ได้เป็นผลดีต่อความคืบหน้าของคดีอีกด้วย จิ้งจอกหนุ่มครุ่นคิดอะไรในใจครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมาลอยๆว่า

Well, actually…there’s another faster way. (อันที่จริง...มันก็ยังมีทางที่เร็วกว่านั้นอยู่นะ)”

            แจ็คไม่ได้ผงกศีรษะขึ้นมา เพียงแต่ใช้ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลเหลือบมองผู้พูดน้อยๆ นิคเหยียดยิ้มแล้วพูดต่อทันที “นายไม่สงสัยหน่อยเลยหรือไงว่าทำไมฉันถึงได้ยอมร่วมมือกับนายง่ายนัก”

            “ฉันไม่คิดจะสงสัย เพราะยังไงนายก็ต้องทำตามที่ฉันสั่งอยู่แล้ว อย่าลืมว่านายเป็นลูกน้องฉัน ---

            “อ้อ ใช่ ฉันเป็นทีมงานของนาย” นิคขัดทันที เขาไม่ชอบคำว่าลูกน้อง “นั้นก็เป็นเหตุผลหนึ่ง แต่ก็เป็นเหตุผลที่เล็กที่สุดเลยละ”

            “ถ้าอย่างนั้นอะไรละ นายต้องการจะบอกอะไรฉันกันแน่” กระต่ายหนุ่มยอมเงยศีรษะขึ้นมาแล้ว คราวนี้เขาปั้นหน้าอย่างเอาเรื่องทั้งยังกอดอกด้วย นิคพอใจกับท่าทางนั้นมาก เพราะนั้นเป็นสัญญาณซึ่งหมายถึงว่าเขาก็สามารถยั่วโมโหกระต่ายอย่างแจ็ค ซาเวจได้สำเร็จเหมือนกัน

            “The secret document room in ZPD. (ห้องเก็บเอกสารลับในกรม ZPD)” นิคบอกพร้อมอมยิ้มมุมปาก “มีแต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าไปได้ แหม...นายก็รู้ พวกเราคงไม่เสียเวลาไปกับเอกสารยิบย่อยที่ไม่ได้เรื่องพวกนี้หรอกนะ ยิ่งงานมันเร่งขนาดนี้ด้วย” นิคผายอุ้งมือไปทางเอกสารคดีฆาตกรรมที่ทั้งเขาและแจ็คต่างคอยก้มหน้าก้มตาอ่านกันอยู่ตลอดสองวันนี้ มันมีน้อยมากและข้อมูลก็แทบไม่ต่างหรือมีมากไปกว่าที่เขาเคยอ่านกับจูดี้ แน่นอนว่าทั้งนิคและแจ็คอ่านกันจบตั้งแต่วันแรกแล้ว แต่หัวหน้ากระต่ายของเขาก็ยังคงยืนกรานที่จะเพ่งสายตาอ่านมันต่ออย่างเอาเป็นเอาตายราวกับหวังว่าจะสามารถถอดรหัสลับอะไรได้จากเอกสารพวกนี้

            “เราเคยคุยเรื่องนั้นกันแล้ว” กระต่ายหนุ่มถอนหายใจ “มันไม่ใช่ที่ที่เราจะซี้ซั้วเข้าไปได้หรอกนะ ถึงฉันจะนับว่าเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในตอนนี้ก็เถอะ แต่การจะเข้าไปในห้องนั้นได้ต้องเขียนจดหมาย เขียนคำร้องขออนุญาตต่อมิอะไรเยอะแยะ มันลำบากเกินไปที่จะจัดการ” เขาพูดทั้งหมดนี้อย่างคล่องแคล้ว ซึ่งล้วนแต่เป็นประโยคที่เคยพูดให้จิ้งจอกตรงหน้าฟังมาก่อนแล้ว เพราะนิค ไวลด์เคยลองเสนอความคิดในการเข้าห้องเอกสารลับที่เพิ่งจะพูดถึงในการหาเอกสารมาประกอบคดีนี้เพิ่มเติมเมื่อวันก่อนนี่เอง แต่ในเมื่อชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า ห้องเอกสารลับ ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกหากมันจะเต็มไปด้วยปริศนาและเข้าถึงยาก แม้แจ็คจะอยากคลี่คลายคดีนี้อย่างไร แต่เขาก็ไม่อยากทำตัวออกนอกกฎ แถมเอกสารที่ว่าจะมีอยู่ในห้องนั้นจริงหรือไม่ก็ไม่มีใครทราบ เขาคิดว่ามันไม่คุ้มที่จะเสี่ยงเลย

            “ใครสนละ” แต่นิคกลับไหวไหล่อย่างไม่รู้สึกรู้สา “ในเมื่อนายจะใช้ประโยชน์จากฉัน ฉันก็ต้องได้ใช้ประโยชน์จากนายเหมือนกัน --- อย่างนายน่าจะคิดได้ไม่ใช่หรือ ว่าเอกสารเท่าหยิบมือที่นายกำลังอ่านตรงหน้านี้ สักพักมันก็จะใช้การอะไรไม่ได้แล้ว”

            นิคเลิกคิ้วกวนส่งมาให้หลังจากพูดจบ ท่าทางดูราวกับกำลังเย้ยหยันนักกีฬาวิ่งมาราธอนที่เพิ่งจะพ่ายแพ้ให้กับเขาไป แจ็คไม่ได้ตอบอะไรกลับไป หากแต่กำลังต้องทำใจยอมรับอย่างช่วยไม่ได้เลยว่าจิ้งจอกหนุ่มตรงหน้านี้พูดถูก และเขาเองก็กำลังคิดแบบเดียวกันนี้ --- ถ้าหากเขายังไม่ยอมทำอะไรสักอย่าง คดีนี้ก็จะไม่มีทางคืบหน้าแน่

กระต่ายหนุ่มเหลือบตามองไปทางเอกสารที่เขาอ่านจบไปเป็นล้านรอบ ก่อนจะใช้ดวงตาสีฟ้าทั้งคู่จ้องไปทางจิ้งจอกหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาสนอกสนใจราวกับเขาเหมือนรายการโทรทัศน์ที่น่าสนุกมากก็ไม่ปาน เขาหัวเราะเบาๆก่อนจะพูดตอบไป “ก็ได้เจ้าหน้าที่ไวลด์ งั้นนายก็ไปเตรียมตัวเลย”

 

 ---------------------------------------------- [ต่ออีก 20%] -----------------------------------------------------

 

            ทั้งคู่นัดเจอกันอีกทีที่หน้ากรมตำรวจตอนเที่ยงคืน แม้ ZPD จะเปิดทำการตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่ก็ใช่ว่าช่วงกลางคืนจะมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่เยอะเหมือนกับช่วงเช้าและกลางวัน ช่วงเวลานี้จึงเหมาะสมที่สุดแล้วสำหรับปฏิบัติการลับนี้

            นิคและแจ็คเดินเข้าไปในกรมได้ง่ายๆอย่างไม่มีใครสงสัยว่าพวกเขามาทำอะไรในเวลาแบบนี้ แค่นิคแต่งเครื่องแบบตำรวจเดินมาพร้อมกับแจ็ค ซาเวจผู้ที่ใครๆในตอนนี้ก็ทราบกันดีว่าเขาเข้ามาคุมงานบางส่วนใน ZPD ก็ไม่มีใครคิดจะมาจ้องจับผิดอะไรแล้ว ไม่นานพวกเขาก็เดินมาถึงมุมหนึ่งในกรม มีประตูบานไม่เล็กไม่ใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ดูๆไปแล้วก็คล้ายกับห้องเก็บไม้กวาดขนาดใหญ่อยู่เหมือนกัน แต่ตามความเข้าใจของกระต่ายหนุ่มผู้ยังไม่คุ้นชินกับ ZPD ในนี้จะต้องมีเอกสารสำคัญรวมถึงเอกสารที่ไม่สามารถเปิดเผยได้อัดแน่นไว้เต็มตามที่เคยได้ยินมาแน่นอน ที่นี่ต้องเป็นห้องเก็บเอกสารลับไม่ผิดแน่ ระหว่างที่คิดไปเรื่อยเปื่อย เจ้าหน้าที่ไวลด์ก็ยืนหันหน้าเข้าหาประตูแล้ว เขาผลักเปิดเข้าไปอย่างง่ายดายจนแจ็คต้องร้องออกมา

            “Wait…What? that’s it? (เดี๋ยว แค่นี้เหรอ)”

            นิคหันกลับมาพร้อมกับใบหน้าประหลาดใจในท่าทางของหัวหน้า อุ้งมือยังคาอยู่ที่ลูกบิด

            “But you said it’s a secret document room. (แต่นายบอกว่านี่มันห้องเอกสารลับนี่)แจ็คพูดต่อพลางผายอุ้งมือทั้งสองไปยังห้องที่พวกเขากำลังจะเข้าไป ใบหน้าเต็มไปด้วยความฉงน “I mean --- how can it’s easy like that no passcode…no lock…no security. (ฉันหมายถึง ไม่ง่ายเกินไปหน่อยหรือ แบบว่าไม่มีรหัสผ่าน...ไม่มีตัวล็อค...ไม่มีรปภ.)

            “Guys (พวก)” นิคพูดพลางเริ่มหัวเราะ “This is a Police department we don’t need a security. (ที่นี่สถานีตำรวจนะจะเอารปภ.มาทำไมกัน)

            “เอ้า! ถ้ามันจะเข้าง่ายขนาดนั้นทำไมถึงอนุญาตแค่เจ้าหน้าที่ระดับสูงละ แล้วทำไมยังจะต้องเขียนคำร้องด้วยละ” แจ็คยังคงมึนงงกับระบบระเบียบอันน่าพิศวงของ ZPD แต่ยังไม่ทันที่เขาจะซักถามอะไรเพิ่มเติมอีก นิคก็ขัดขึ้นมาว่า “เข้ามาก่อนเดี๋ยวก็รู้เอง”

            พวกเขาก้าวเท้าเข้ามาในห้องเอกสารลับ มันมืดสนิทราวกับสีน้ำหมึกและก็ดูน่าขนลุกไม่น้อย ทั้งสองไม่สามารถเปิดสวิทช์ไฟได้ เพราะอาจจะทำให้ใครมาเห็นได้ว่าพวกเขาแอบเข้ามา ทั้งคู่จึงเปิดไฟฉายเอาจากโทรศัพท์มือถือ แต่กระนั้นก็ยังไม่เพียงพอต่อการมองเห็นอยู่ดี นิคถึงกับสบถออกมาเพราะแม้แต่ดวงตาของจิ้งจอกที่มองเห็นได้ดีในความมืดก็ยังใช้การได้ไม่เต็มที่ในห้องนี้ เขาต้องตัดสินใจถอยกลับไปแอบเปิดประตูแง้มไว้เล็กน้อยเพื่อให้แสงไฟจากด้านนอกฉายส่องเข้ามาถึง

ในทันใดที่แสงสว่างเข้ามาถึงภายในห้อง แจ็ค ซาเวจก็ได้รับคำตอบในสิ่งเขาสงสัย ห้องนี้ไม่มีสิ่งอื่นใดเลยนอกเหนือไปจากชั้นสูงตระหง่านซึ่งเต็มไปด้วยลิ้นชักเอกสารหลายบล็อก และเหนือสิ่งอื่นใดที่ว่า ก็คือลิ้นชักทุกตู้มีตัวล็อกอย่างแน่นหนาติดไว้ นี่เองจึงน่าจะเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมการที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงสักตัวจะเข้ามายังห้องนี้ถึงต้องเขียนคำร้องให้วุ่นวาย

            “เข้าใจแล้วใช่ไหม ประตูเข้าห้องไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลย ตัวล็อกลิ้นชักพวกนี้ต่างหากที่เป็นปัญหา ไม่มีเอกสารอนุญาตก็เท่ากับไม่ได้กุญแจไขลิ้นชัก” นิคบอก “หัดศึกษากฎระเบียบของที่ทำงานชั่วคราวไว้บ้างก็ดีนะครับคุณหัวหน้า”

            แจ็คไม่ตอบอะไรกลับไป แต่ส่งสายตาที่คลับคล้ายคลับคล้าว่าจะหมายถึง นายนี่มันน่ารำคาญไปให้นิค ก่อนจะพูดถามเป็นเชิงประชดประชันกับเขาว่า

            So… what are you supposed to do with these drawer? (แล้ว นายจะทำยังไงกับลิ้นชักพวกนั้น)” กระต่ายหนุ่มชี้นิ้วไปรอบๆเหล่าลิ้นชักที่ตั้งเรียงสูงจดเพดาน

            “ที่หน่วยสืบราชกาลลับเขาไม่มีวิชาสะเดาะกุญแจสอนหรือไง” นิคเสียดสี “ฉันนึกว่าพวกนายจะมีอุปกรณ์ไฮเทคอย่างเครื่องสแกนเปิดลิ้นชักอัตโนมัติอะไรแบบนี้เสียอีก”

            แจ็คพ่นลมแรงๆก่อนจะอธิบายเสียงเย็น “I’m really sorry --- but our department isn’t a place for training Tom Cruize and --- (โทษที แต่เราไม่ใช่หน่วยงานสำหรับฝึกทอม ครูซ และ --- )”

อยู่ดีๆกระต่ายหนุ่มก็หยุดพูดไปกลางคัน ใบหูยาวข้างหนึ่งกระดกขึ้นเพื่อเงี่ยฟังเสียงบางอย่าง ขาทั้งสองขยับหลบหลังบานประตูเพื่อไม่ให้เห็นแสงเงาตกสะท้อนออกมาเป็นร่างกายของเขา นิคทำตามพร้อมกระซิบถามว่า “เกิดอะไรขึ้น” ด้วยสีหน้าตื่นๆ

            “นายไม่ได้ยินเสียงหรือ” แจ็คกระซิบตอบ

            นิคสั่นหัวเบาๆ แล้วพวกเขาก็พร้อมใจกันแอบชะโงกหน้าไปดูข้างนอกห้องเพื่อหาต้นเสียง มีใครบางตัวกำลังใกล้เข้ามาจริงๆ เป็นหมีดำหนุ่มร่างใหญ่ใส่ชุดคนงานสีฟ้า ที่อุ้งมือข้างหนึ่งถือไม้ถูพื้นเอาไว้แน่น ท่าทางของเขาดูงัวเงียใกล้จะหลับเต็มที่ แจ็คถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ที่แท้ก็แค่ภารโรง

            “Get Back! (ถอยมา!)” แต่ดูเหมือนจิ้งจอกข้างๆจะไม่คิดเช่นนั้น นิคดึงคอเสื้อเจ้านายกระต่ายอย่างแรงเพื่อให้เขาเอาศีรษะเข้ามาหลบในความมืดได้แล้ว นิคได้ยินเสียงแจ็คร้องโอ๊ยเบาๆ

            “He just a janitor, why do we have to scare the janitor? (เขาเป็นแค่ภารโรงเองนะ ทำไมเราจะต้องกลัวภารโรงด้วยล่ะ)” แจ็คหันขวับมาถามด้วยเสียงกระซิบอันหงุดหงิด สองอุ้งมือขยับปกเสื้อให้เข้าที่

            “นี่นายคิดจริงๆหรือว่าพี่ชายหมีดำตัวใหญ่นั่นจะเพาะกล้ามเอาไว้เพื่อแค่ถือไม้ขัดพื้นโง่ๆน่ะ” นิคบอกด้วยเสียงกระซิบเช่นกัน ซึ่งดูเหมือนก็จริงของเขา หมีดำตัวนั้นมีร่างกายอันบึกบึนแข็งแรงเหมาะแก่การทำงานตำรวจมากกว่าจะมาถูพื้นไปวันๆอย่างที่แจ็คเข้าใจ

            “ฟังนะ หมอนั้นคือครูฝึกที่ปลอมตัวมาลาดตระเวนจับเด็กใหม่ที่มักจะออกมาเล่นซนหาที่ตายตอนดึกๆ” นิคอธิบายต่อ “ถ้านายสังเกตสักนิดน่าจะเห็นว่าที่นี่มีเด็กฝึกงานอยู่เยอะ ---

            “โอเค หยุดพล่าม” แจ็คยกมือขึ้นขัดจังหวะ “ฉันเข้าใจแล้ว นายไม่ต้องพูดแล้ว ยืดยาวจริง --- ถ้างั้นก็กลับมาเรื่องเดิม คือเราจะเอาเอกสารจากชั้นพวกนี้ได้ยังไง”

            แจ็คถามคำถามเดิม ดูเหมือนเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับจะไม่ได้เตรียมรับมือมากับงานสะเดาะกุญแจวันนี้ ถ้าแค่กุญแจบ้านธรรมดาเขาก็พอทำได้อยู่หรอก แต่ตัวล็อกนี้ดูจะมีระบบการป้องกันหลายชั้นน่าดู

            “แหม ดูท่าคุณหัวหน้าผู้เก่งกาจจะไม่เจ๋งจริงเท่าไรเลยนะ” นิคยิ้มกว้างพร้อมกับส่งสายตาดูแคลนแบบที่พวกตัวร้ายในละครชอบทำกัน ก่อนจะบรรจงล้วงหยิบกิ๊บติดผมธรรมดาๆตัวหนึ่งขึ้นมาด้วยกริยาเป็นเชิงโอ่อวด

แจ็คมองกิ๊บอย่างตะลึงงัน เขาเกิดนึกสงสัยขึ้นมาวินาทีหนึ่งเต็มๆว่ากิ๊บแค่นี้จะสามารถใช้สะเดาะกุญแจอันซับซ้อนได้จริงหรือ กระต่ายหนุ่มเองก็ไม่เคยใช้อุปกรณ์สามัญเช่นนี้ในการสะเดาะกุญแจมาก่อน แต่พอเขาเห็นสีหน้าเจ้าเล่ห์แสนกลของเจ้าหน้าที่ไวลด์แล้ว เขาก็มั่นใจว่ามันคงจะทำได้ เพราะไม่อย่างนั้นคงไม่เกิดข่าวประเภทที่พวกตำรวจเสียท่าให้โจรผู้ร้ายบ่อยๆ ยิ่งมาอยู่ในมือของอดีตนักต้มตุ๋นจอมโกงมือฉมังแล้วอีกเขาก็คงแทบจะไม่ต้องกังวลอะไรเลย กระต่ายหนุ่มมองตามด้วยสายตาเหยียดเต็มที่ “นั้น...ดูไม่ใช่วิธีการของตำรวจเท่าไรเลยนะ”

            “ถ้าจะทำด้วยวิธีการของตำรวจพวกเราคงไม่ต้องแอบทำแบบนี้หรอก” นิคยักไหล่ตอบ “เอ้า นายไปรับหน้าพี่หมีนั่นได้แล้ว อีกเดี๋ยวก็คงเดินเอาหน้าโง่ๆนั่นมาสงสัยว่าทำไมประตูห้องถึงเปิดอ่าซ่าขนาดนี้แล้วล่ะ”

            “นายว่าไงนะ!?” แจ็คถามเสียงแผ่ว ใบหน้าเริ่มเหยเก

            “ไม่ต้องถามแล้ว คิดว่าฉันจะเอานายมาทำอะไรล่ะ ช่วยจับบันไดหรือ นายตำแหน่งสูงกว่าฉัน คุยง่ายกว่าอยู่แล้ว”

            แล้วนิคก็เตะส่งแจ็คออกไปด้านนอกอย่างจงใจ กระต่ายหนุ่มยังไม่ได้แม้แต่จะอุทานออกมาอย่างคำว่า “เดี๋ยว!” ด้วยซ้ำ เขาเซออกมาข้างนอก ในใจคิดแต่แผนการเอาคืนเจ้าหน้าที่จิ้งจอกตัวแสบ

            “ใครอยู่ในนั้นน่ะ!” แจ็คได้ยินเสียงหมีดำเริ่มวิ่งเข้ามาใกล้ “ถ้าเป็นพวกเด็กใหม่ละก็ออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ! ฉันไม่รู้ว่าพวกแกหาวิธีเปิดประตูห้องนี้ได้ยังไงแต่มันไม่ใช่ห้องสำหรับเด็กสอดรู้ เตรียมตัวออกมารับบทลงโทษได้เลย --- อ้าว! เอเจ้นท์ซาเวจนี่เอง.... มาทำอะไรครับนี่ ไม่ทราบหรือว่าครับว่าถ้าไม่มีจดหมายอนุญาตที่นี่ห้ามเข้านะครับ หรือคุณจะมีจดหมายแล้ว”

            “เอ่อ....” แจ็คอ้ำอึ้งไปเล็กน้อย เขาคงโกหกไปว่าส่งจดหมายไปเรียบร้อยแล้วไม่ได้ เพราะทาง ZPD คงมีวิธีตรวจสอบได้อย่างแน่นอน อีกอย่างตอนนี้เขาก็ไม่มีกุญแจไขลิ้นชักซึ่งเป็นหลักฐานของการส่งคำร้องอยู่กับตัวด้วย เขาควรจะตอบว่าอย่างไรดี

            ครูฝึกในชุดภารโรงยังคงจ้องหน้ากระต่ายหนุ่มอย่างเค้นคำตอบ แจ็คไม่มีทางเลือกแล้ว แม้จะยังฉุนที่นิคแกล้งให้เขาต้องมารับหน้ากับอะไรแบบนี้ แต่เขาก็พูดปดทันที

“ผม... ผมไม่ทราบครับว่าต้องใช้จดหมายอนุญาต... ผมหมายถึง คิดว่าคงจะเข้าไปได้ง่ายๆเหมือนกับที่สำนักงานผมน่ะ”

            “หืม แปลกจริง ผู้บัญชาการแบร์ดลี่ย์น่าจะแจ้งคุณแล้วนะครับ” หมีดำนิ่วหน้า “เอาเถอะครับ ในเมื่อคุณทำไปด้วยความไม่รู้ ผมจะไม่แจ้งกับผู้บัญชาการก็แล้วกัน แต่ยังไงก็ตามต่อจากนี้ต้องขออนุญาตก่อนนะครับ ห้องนี้มีเอกสารสำคัญเยอะมากจริงๆ”

            “ขอโทษด้วยจริงๆครับ” แจ็คแสร้งทำเสียงสำนึกผิด “เอ่อ...ผมว่าผมจะกลับบ้านแล้วล่ะ แต่จำทางเดินออกไปไม่ได้เลย ที่นี่ใหญ่มากจริงๆนะครับ สมกับเป็นสำนักงานใหญ่ ZPD ถ้ายังไงคุณช่วยออกไปส่งผมหน่อยได้ไหม”

            “โอ แน่นอนครับ เชิญทางนี้เลยครับ!” หมีดำตอบอย่างกระตือรือร้น ท่าทางปลาบปลื้มที่จะได้ให้ความช่วยเหลือหน่วยสืบราชการลับผู้เก่งกาจ “เอ้อ...ก่อนไป รบกวนช่วยปิดประตูห้องให้ด้วยนะครับ ป้องกันพวกเด็กไม่รู้หัวนอนปลายเท้าแอบไปทำวุ่นวายในห้องน่ะ”

            “ได้เลยครับ!

            แจ็คฉีกยิ้ม แล้วเขาก็ปิดประตูเสียงดังปังอย่างจงใจ ก่อนจะเดินขนาบข้างหมีดำคุยประจบประแจงไปเรื่อยเพื่อให้อีกฝ่ายเลิกสงสัยว่าเขาไปทำอะไรในห้องเก็บเอกสารลับ

            ด้านนิค เขาต้องกลับมาเผชิญกับความมืดอีกครั้งเมื่อประตูห้องปิดลง จิ้งจอกหนุ่มสบถอย่างหัวเสีย ในหัวคิดแต่ว่าจะแก้เผ็ดแจ็ค ซาเวจอย่างไรดี

อย่างไรก็ตาม แจ็ค ซาเวจก็ช่วยเขาไว้ได้อย่างมากโข จากการที่กระต่ายหนุ่มช่วยถ่วงเวลาเอาไว้ให้เมื่อครู่ ทำให้ตอนนี้นิคหาลิ้นชักซึ่งเก็บเอกสารคดีฆาตกรรมมิสเตอร์เรนเลอร์พบแล้ว โชคดีที่มันอยู่ใกล้กว่าที่คิด แต่ปัญหาที่นิคกำลังพบขณะนี้คือการสะเดาะกุญแจเป็นไปอย่างค่อนข้างยากลำบาก เพราะนอกจากห้องจะมืดจนเกือบมองไม่เห็นแล้ว ตัวล็อกนี่ยังซับซ้อนกว่าครั้งไหนๆที่เขาเคยทำมา แต่สุดท้ายนิคก็ทำได้ หลังจากที่นั่งงมอยู่ตั้งเกือบสิบห้านาที จิ้งจอกหนุ่มเปิดลิ้นชักออกมา แล้วก็พบว่ามีเอกสารจำนวนหนึ่งอยู่ในนี้จริงๆ นิคไม่คุ้นเอกสารเหล่านี้เลย เขาเปิดดูผ่านๆด้วยความเร่งรีบ หัวใจเริ่มสั่นอย่างวิตก หรือคดีนี้จะยุ่งยากกว่าที่เขาคาดจริงๆ

นิครู้สึกว่าตนใช้เวลากับที่นี่มากเกินไปแล้ว เขาไม่ควรอยู่นานกว่านี้ จิ้งจอกหนุ่มรีบโกยแผ่นกระดาษทั้งหมดออกมาแล้วรีบออกจากห้องก่อนที่จะมีใครผ่านมาเห็น

            แจ็ครออยู่ที่ทางเข้ากรมตำรวจแล้ว และมีสีหน้าบึ้งตึงอย่างที่นิคคาดเอาไว้ เขาถามเสียงแข็งทันทีเมื่อนิคเข้ามาใกล้

            “Did you got it? (ได้มาไหม)”

            “Sorry, I missed (โทษที ฉันพลาดไป)” นิคแกล้งทำหูตกด้วยท่าทางผิดหวัง รอดูปฏิกิริยาของกระต่ายหนุ่ม และอย่างที่คาดเลย

            “WHAT!? (อะไรนะ!?)” แจ็คร้องเสียงดัง ดวงตาเบิกโพล่ง และใบหูกระต่ายของเขาตั้งขึ้นสูงไม่ต่างกับของจูดี้เวลาโกรธเลย นิคหัวเราะหึๆก่อนจะส่งเอกสารให้เขา “Kidding (ล้อเล่นน่ะ)” และเดินล้วงกระเป๋านำหน้าไปพร้อมกับพูดต่อ “Anyway, we’re got a very big problem. (ยังไงก็ตามตอนนี้เราเจอปัญหาใหญ่มากๆเข้าแล้วล่ะ)”

            แจ็คใช้สายตามองค้อนจิ้งจอกข้างหน้าก่อนจะรีบก้มลงอ่านเอกสารที่เพิ่งได้มาอย่างสนอกสนใจเต็มที่ เขาอ่านด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ยิ่งเข้าใกล้แผ่นสุดท้ายคิ้วของเขาก็ยิ่งขมวดเข้าเป็นปม ในที่สุดกระต่ายหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นมาถาม

            You’ve never seen one of these. Right? (นายไม่เคยเห็นเอกสารพวกนี้เลยใช่ไหม)”

            “ไม่เลยแม้แต่นิด” นิคหันมาตอบ “ถึงได้บอกว่าเราเจอปัญหาที่ใหญ่มากๆไง”

            “เดี๋ยวนะ นี่นายกำลังพยายามจะบอกฉันอย่างนั้นหรือว่าคดีนี้มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ ZPD มาเอี่ยวด้วย” แจ็คถามพลางโบกเอกสารในอุ้งมือไปมา

            “แหม คุณหัวหน้าครับ มันคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้แล้วล่ะ คดียังไม่ปิดเลยแต่เอกสารพวกนี้ดันไปอยู่ในห้องสำหรับเก็บเอกสารแล้ว อีกอย่างเอกสารสำคัญขนาดนี้มันไม่ควรจะถูกเก็บเข้ากรุนะ”

            “But what about Amy Reiss? I’m so sure she --- (แต่เอมี่ เรสท์ล่ะ ฉันมั่นใจว่าหล่อน ---)”

            “เดี๋ยวก่อนซี จะรีบไปไหนเนี่ย” นิคครางขัด “ฉันก็ยังไม่ได้พูดสักคำนี่ว่าเอมี่ เรสท์รอดพ้นจากการเป็นผู้ต้องสงสัยแล้ว”

            แจ็คทำหน้าเหมือนกับเพิ่งอมอะไรขมๆเข้าไป “นายกำลังจะบอกว่าพวกเขา....เอมี่ เรสท์กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงใน ZPD ร่วมมือกันก่อคดีนี้อย่างนั้นหรือ”

            นิคส่งยักไหล่ที่แปลว่าก็ประมาณนั้นไปให้ พลางคิดว่าแจ็คผูกเรื่องได้เร็วกว่าจูดี้เยอะเลย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะเขาไม่ต้องมาอธิบายให้เสียเวลา “ฉันถึงได้บอกว่าเราเจอปัญหาใหญ่แล้วไง ถึงเราจะสืบได้ว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงตัวนั้นเป็นใคร แต่จะไปกล่าวหาพล่อยๆก็ไม่ได้ ตำแหน่งมันค้ำคออยู่” นิคพูด แล้วเขาก็สบตากับแจ็ค “แล้วฉันก็เดาว่านายเองก็คงก้าวก่ายอะไรในหน่วยงานนี้มากไม่ได้ด้วยใช่ไหมละ”

            แจ็ค ซาเวจพอจะเคยได้ยินคำร่ำลือเกี่ยวกับความฉลาดของเจ้าหน้าที่ไวลด์มาจากพวกสารวัตรอยู่บ้าง แต่ก็ไม่คาดฝันมาก่อนว่าเขาจะมีความสามารถถึงเพียงนี้ แม้แจ็คจะไม่สบอารมณ์นักก็จริง แต่เจ้าหน้าที่จิ้งจอกก็พูดถูกต้องทุกประการ ถึงในขณะนี้กระต่ายหนุ่มจะมีอำนาจพอๆกับตำแหน่งสารวัตร แต่เขาก็ไม่ใช่ตำรวจที่จะมีสิทธิ์ไปออกหมายจับใคร หน่วยสืบราชการลับก็เพียงแค่ส่งเขาให้มาร่วมมือกับ ZPD เพื่อหาตัวการที่จะอาจจะส่งผลร้ายต่อประธานาธิบดีให้เร็วที่สุดเท่านั้น แต่ถ้าหากว่าตัวการนั่นดันเป็นบุคลากรของ ZPD เสียเอง เรื่องก็ยุ่งยากอย่างที่นิคพูดจริงๆ

“งั้นก็มีทางออกทางเดียวสำหรับเรื่องนี้” แจ็คเอ่ยขึ้นมา “เราจะต้องหาตัวให้ได้ว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่อยู่เบื้องหลังนี่คือใคร แล้วก็เปิดโปงถึงแผนการและก็แรงจูงใจของเขาเสีย”

“โว้ว ใจเย็นก่อนคุณหัวหน้า” นิคยิ้มเจื่อนและยกมือปราม “นายคิดไว้แล้วเหรอว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน เปิดโปงหรือ... ทำยังไงละ นี่เรากำลังจะสู้กับพวกตำแหน่งสูงกว่าเรานะ ถ้าไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดเดี๋ยวก็กลายเป็นการไปกล่าวหาเขาพล่อยๆหรอก อีกอย่าง เราเดินดุ่มๆเอาเอกสารพวกนี้ไปให้สารวัตรโบโก้หรือสารวัตรตัวอื่นก็ไม่ได้ด้วย มันไม่ใช่ของที่เราควรจะเอาออกมา ถ้าเขารู้ว่าเราแหกกฎละก็ได้เป็นเรื่องแน่ ดีไม่ดีหวยจะตกมาที่เราเสียเองนะ”

“เรื่องแค่นั้นฉันรู้หรอกน่า” แจ็คโต้เสียงเข้ม “ถ้างั้นก็ช่างเรื่องคนอื่นไปซะ พวกเราจะทำกันเอง”

“เดี๋ยวนะ นายพูดว่าพวกเราเหรอ” นิคหัวเราะเฝื่อนๆทันที “โทษทีแต่ฉันแค่ตกลงว่าจะตามสืบเอมี่ เรสท์ให้ แต่ไม่ได้รวมไปถึงเรื่องจะเปิดโปงเจ้าหน้าที่ระดับสูงนี่หรอกนะ”

“งั้นก็ต้องขอโทษทีด้วยเช่นกันเจ้าหน้าที่ไวลด์ แต่ฉันคงปล่อยให้นายที่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการลักลอบเอาเอกสารนี่ออกมาไว้เฉยๆไม่ได้ และอีกอย่าง นายบอกเองว่าเอมี่ เรสท์มีแนวโน้มสูงที่จะให้ความร่วมมือก่อคดีนี้” แจ็คพูดเร็วๆ ดูเหมือนกำลังทำการไล่ต้อนจิ้งจอกหนุ่มให้จนมุม กระต่ายหนุ่มมองออกว่าเจ้าหน้าที่ไวลด์ไม่ต้องการหาเรื่องใส่ตัวเองโดยการตกลงทำคดียุ่งยากนี้ แต่ไม่มีทางเสียหรอกที่แจ็ค ซาเวจจะปล่อยเจ้าหน้าที่มือดีขนาดนี้ไปง่ายๆ

นิคกระเดาะลิ้นรำคาญเสมองไปทางอื่น “ก็แค่มีแนวโน้ม พวกเขาอาจจะไม่ได้รวมหัวกันจริงก็ได้ แค่บังเอิญมากกว่า”

“ไม่เอาน่า อย่างนายน่าจะรู้คำตอบดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ เจ้าหน้าที่ไวลด์” แจ็คส่งสายตาเจ้าเล่ห์แสนกลมาให้เหมือนกับที่นิคชอบทำไม่ผิดเพี้ยน จิ้งจอกหนุ่มกลอกตาไปมา เสียงครางโหยหวนอยู่ในลำคอ “นี่นายจะใช้ฉันให้ได้จริงๆใช่ไหมนี่”

“ก็นายเป็นลูกน้องฉันนี่” กระต่ายหนุ่มฉีกยิ้มร่า เขาได้ตัวเจ้าหน้าที่ที่ฉลาดที่สุดในกรมมาไว้ในกำมือเรียบร้อย “แล้ว...นายมีความเห็นยังไงบ้างละ”

นิคทำหน้าหงิกใส่ก่อนจะเดินนำไปนั่งที่ร้านขายราเมนฟู้ดทรัคซึ่งจอดอยู่หน้ากรม ไม่สนใจพ่อค้าแรคคูนที่เริ่มเตรียมปิดร้าน แรคคูนถึงกับต้องเปิดแก๊สขึ้นมาใหม่เพื่อโอกาสทางการเงินของเขา จิ้งจอกหนุ่มชูสองนิ้วซึ่งหมายถึงสั่งสองชามก่อนจะหันมาพูดกับหัวหน้ากระต่ายที่กำลังตามมานั่งด้วย

“ถ้าถามความเห็นฉัน ก็คงตามที่นายพูด คงจะต้องหาตัวการก่อนแล้วสืบหาให้ได้ถึงแผนการ เหตุจูงใจเพื่อเป็นหลักฐานสนับสนุน จากนั้นก็จัดการแบล็คเมล์เขาซะ” นิคบอกพลางขยับอุ้งมือไล่ยุงที่มาบินใกล้ๆออกไปอย่างรำคาญ “และถ้าจะให้ฉันเริ่ม ก็คงต้องถามเอาจากเรสท์ แต่ปัญหาก็คือ...แม่นั้นเคี้ยวยากน่าดู เธอไม่บอกอะไรฉันเท่าไรเลย”

แจ็คทำท่าคิดหนัก ถ้าขนาดอดีตนักต้มตุ๋นที่เชี่ยวชาญทางด้านชักจูงและการหลอกล่อยังบอกกับเขาแบบนี้ ตัวเขาเองก็คงจะจนปัญญาเช่นกัน กระต่ายหนุ่มพลิกเอกสารไปมาราวกับว่ากำลังค้นหาว่าจะสามารถหยิบอะไรบางอย่างออกมาใช้การได้ และนี่ไงละ...เขาเจอเข้าแล้ว

“เธอเป็นคอลัมนิสต์ด้วยใช่ไหม” แจ็คถาม ดวงตายังจดจ่ออยู่กับเอกสารในอุ้งมือ

นิคเลิกคิ้วสงสัย แต่ก็ให้คำตอบอย่างไม่คิดอะไร “ก็ใช่ เห็นเคยบอกอยู่หนนึงว่าทำงานเขียนหนังสือให้นิตยสารน่ะ ถามทำไม”

“นายไปถามเธอมาซะว่านามปากกาของเธอคืออะไร ฉันจะตรวจดูว่าเธอเคยเขียนหรือเคยเกี่ยวข้องอะไรกับ ZPD มาก่อนไหม”

“พูดอย่างกับว่าจะถามได้ง่ายๆอย่างนั้นล่ะ” นิคพูดด้วยเสียงไม่สบอารมณ์ แต่เขาไม่อาจเถียงอะไรกลับไปได้เมื่อแจ็คใช้สายตาที่แปลว่า ห้ามบ่นมองมาทางเขา จิ้งจอกหนุ่มถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ “เฮ้อ...โอเค ไว้จะลองดูก็ได้”

“ยังไงก็ตาม แค่นี้ยังไม่พอ ฉันจะต้องจับให้ได้ว่าเจ้าหน้าที่ตัวนั้นเป็นใคร แล้วฉันจะแฉมันซะ” แจ็คยังคงงึมงำอยู่กับตัวเอง ดวงตาไม่ละจากเอกสาร เขาไม่รู้ตัวเลยว่ามีราเมนมาวางตรงหน้าแล้ว นิคกุมขมับน้อยๆเพราะหัวหน้าของเขาทำตัวราวกับจะไขคดีให้ได้ภายในวันนี้

“ใจเย็นๆก่อนเถอะน่า ไม่เห็นต้องรีบขนาดนั้นเลย” นิคพูดพลางจับตะเกียบและเริ่มจัดการราเมนตรงหน้า “ฉันว่าเดี๋ยวคุณเจ้าหน้าที่ระดับสูงนั้นก็เผยไต๋ออกมาให้เห็นเองละ คดีใหญ่ขนาดนี้จะปิดไปตลอดได้ยังไง นอกจากจะสร้างแพะขึ้นมา --- มองอะไร”

นิคหันไปถามเมื่อรู้สึกถูกกระต่ายข้างๆจ้องมองอย่างเอาเป็นเอาตาย อุ้งมือยังจับตะเกียบคีบเส้นราเมนอยู่ ในหัวเต็มไปด้วยคำถามว่าเขาทำอะไรผิดไปหรืออย่างไร แต่เขาคิดว่าเขาไม่ได้พูดอะไรผิดไปเสียหน่อย

How can you do that? (นายทำอย่างนั้นได้ยังไงน่ะ)” แจ็คถามเสียงสูง ดวงตาสีฟ้าเต็มไปด้วยความพิศวง

“อะไร นายหมายถึงวิเคราะห์รูปคดีน่ะนะ โธ่เอ้ยมันก็แค่ ---

“ไม่ใช่ ฉันหมายถึง นายเอาไม้แห้งๆพวกนั้นมาคีบเส้นได้ยังไง”

หลังจบประโยคนั้น ก็เกิดความเงียบเข้ามาแทนที่ นิคถึงกับอึ้งไปสามวินาทีเต็มๆ ดวงตาสีเขียวกลอกมองตามทิศที่กระต่ายหนุ่มจ้องมา ซึ่งคือตะเกียบในอุ้งมือของเขา นิคกลอกตากลับไปทางแจ็ค เขาถามเสียงแผ่วอย่างไม่แน่ใจนัก

You don’t know how to use a chopstick? (นายใช้ตะเกียบไม่เป็นหรือ)”

 

 

 

            วันรุ่งขึ้นมาถึงเร็วเกินไป นิคไม่เคยชอบวันรุ่งขึ้นเลย ไม่อยากให้มันมาถึงด้วย เพราะเขาต้องตื่นแต่เช้ามาทำงานอย่างไม่มีวันหยุดพัก วันนี้เป็นอีกวันที่ทุกอย่างก็ดำเนินไปตามปกติแบบเดิมเช่นทุกวัน จูดี้เอ็ดเขาแต่เช้าเรื่องไม่ยอมส่งรายงานที่เขียนค้างไว้ ตอนสายๆเขาก็มานั่งเล่นพนันโง่ๆกับพวกวูลเฟิร์ด ตกบ่ายก็พักทานมื้อกลางวันเพื่อคุยและนินทาสารวัตรไปเรื่อยเปื่อยกับเดลการ์โต้โดยมีจูดี้นั่งตำหนิข้างๆว่า ที่พวกนายพูดมันไม่ถูกต้องนะ!’ เป็นระยะ และแน่นอนถ้าพูดถึงกิจกรรมอีกอย่างของนิคในช่วงนี้ ก็คงหนีไม่พ้นการทำงานสืบคดีลับๆกับแจ็ค ซาเวจ --- เพียงแต่วันนี้มีบางอย่างที่แปลกไป และดูเหมือนจะเป็นเรื่องเดียวที่ไม่สอดคล้องกับความซ้ำซากของกิจวัตรตลอดวัน เพราะผู้ที่ปั้นหน้าบูดเข้ามาในห้องสมุดเย็นนี้กลับไม่ใช่นิค แต่เป็นแจ็คต่างหาก

“ว้าว ทำหน้าบูดเชียว ดูใกล้ๆแล้วเวลานายทำหน้าแบบนี้ก็คล้ายสารวัตรโบโก้อยู่แหะ” นิคล้อเลียนอย่างสนุกสนานเมื่อเห็นกระต่ายที่นั่งฝั่งตรงข้ามวันนี้มีใบหน้าถมึงตึงคล้ายสารวัตรโบโก้ตามความเห็นของเขาจริงๆ

            แจ็คผงกศีรษะขึ้นมาอย่างเอาเรื่อง เขาถามเสียงเยียบเย็น “นายไม่ได้เอาไปบอกใครใช่ไหม เรื่องเมื่อวาน”

            “เรื่องเมื่อวาน” นิคเลิกคิ้วสูง แต่ประเดี๋ยวต่อมาเขาก็ร้องอ้อ “อ้อ...หมายถึงเรื่องที่นายเป็นหน่วยสืบราชการลับผู้เก่งกาจแต่ดันใช้ตะเกียบไม่เป็นใช่ไหม ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันไม่ใจร้ายขนาดนั้นหรอก”

            “ไม่ใช่เรื่องนั้น! -- เออ...แต่ก็ด้วย... ไม่ใช่สิ! ฉันหมายถึงเรื่องเอกสารพวกนั้นต่างหาก!” กระต่ายหนุ่มเผลอโพล่งออกมาเสียงดังจนสัตว์ทั้งหอสมุดหันมามอง นิคเห็นใบหน้าของแจ็คเป็นสีจัดเมื่อรู้ตัวว่าดันทำพฤติกรรมขายหน้าออกไป

            “ฉันจะเอาไปบอกใครได้ยังไง บอกไปก็ซวยสิ” นิคกระซิบตอบ ดูเหมือนการทำอย่างนี้ก็คล้ายจะเหน็บแนมเรื่องที่แจ็คทำเสียงดังในหอสมุด “ไม่ต้องระแวงฉันขนาดนั้นหรอกน่า เราลงเรือลำเดียวกันแล้วนะ”

            “เออ ก็ดีไป” แจ็คกระซิบตอบห้วนๆเพียงแค่นั้น ก่อนจะก้มลงอ่านเอกสารต่อพร้อมกับขีดเขียนจดอะไรมากมายลงกระดาษข้างๆ ดูเหมือนเขากำลังวิเคราะห์วิธีลอบฆ่ามิสเตอร์เรนเลอร์จากข้อมูลใหม่ที่ได้มาอยู่

            “เออ ฉันลองถามแล้วนะเรื่องนามปากกา” นิคพูดพลางหยิบเอกสารมาอ่านแผ่นหนึ่ง “เธอไม่บอก”

            “ก็กะไว้อยู่แล้วละ” แจ็คถอนหายใจทิ้ง “เพราะฉะนั้นเราต้องหาเอาเองจากกองนิตยสารในห้องสมุดนี่ละ” พูดจบเขาก็เลื่อนนิตยสารตั้งหนึ่งมาไว้ตรงหน้านิค จิ้งจอกหนุ่มตกใจ เขาไม่ได้สังเกตเลยว่าตั้งแต่ที่เข้ามานั่งได้มีกองนิตยสารและหนังสือหลายประเภทอย่างนิยายและแบบเรียนมาวางไว้บนโต๊ะอยู่แล้ว

            “เดี๋ยวนะ นี่นายกะจะเปิดหาเอาทีละเล่มเลยหรือ” นิคหยิบนิตยสารเล่มหนึ่งขึ้นมาพลิกผ่านๆ พลางทำหน้าตาสยองขวัญ

            “ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนี่ นอกจากนายจะไปถามหล่อนมาให้ได้” แจ็คตอบโดยที่จมูกยังฝั่งอยู่กับเอกสารและมือขวาก็ยังไม่หยุดเขียนข้อความลงกระดาษ “ถ้าไม่ได้ ก็ต้องกำหนดรายชื่อนามปากกาแล้วจับคู่กับบทความที่ต้องสงสัยมาให้หมด”

            นิคกลืนน้ำลาย เขารู้สึกราวกับว่าถูกทำโทษ เขาไม่ได้เกลียดการอ่านหนังสือขนาดนั้น แต่ก็ไม่ชินกับการที่ต้องมานั่งอ่านอย่างตั้งใจแถมยังเยอะขนาดนี้ และเบาะแสที่เขาต้องหาก็ไม่รู้ว่าจะไปอยู่ตรงไหน เอาน่า...อย่างน้อยอ่านนิตยสารก็ดีกว่าอ่านแบบเรียนวิชาเคมีล่ะ นิคคิดในใจเมื่อเห็นตำราวิชาเคมีเล่มหนาเท่าพจนานุกรมวางอยู่ข้างๆแจ็ค ดูเหมือนกระต่ายหนุ่มกำลังใช้มันอ้างอิงอะไรบางอย่างคู่กับเอกสารที่พวกเขาไปขโมยมา นิคเดาว่าแจ็คก็ไม่ได้ชอบวิทยาศาสตร์เท่าไรนักหรอก ดูจากหน้าตาที่เหมือนจะฉงนกับเนื้อหาในหนังสือบางที

            ทั้งสองตกลงว่าจะแบ่งงานกันทำคนละส่วน โดยนิคจะต้องหาเบาะแสเกี่ยวกับเอมี่ เรสท์มาให้ได้มากที่สุด รวมถึงหานามปากกาและบทความต้องสงสัยที่เธอน่าจะเป็นผู้เขียนด้วย ส่วนแจ็คนั้นก็รับหน้าที่วิเคราะห์วิธีการฆาตกรรมมิสเตอร์เรนเลอร์และสืบหาว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงตัวไหนที่อยู่เบื้องหลังคดีนี้ --- แต่เอาเข้าจริงแล้ว พวกเขาก็ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานส่วนของตัวเองได้ สุดท้ายแล้วก็ต้องช่วยกันทำสลับกันหาเพื่อเชื่อมโยงประกอบข้อมูลของแต่ละส่วนกันไป

            ตอนนี้นิคเปลี่ยนมาช่วยแจ็ควิเคราะห์วิธีการฆาตกรรมแทนแล้ว เขารู้สึกว่าเขานั่งอ่านนิตยสารพวกนั้นนานๆไม่ไหว มันมีแต่อะไรยุบยิบเกี่ยวกับผู้หญิงที่เขาไม่สนใจเต็มไปหมด แน่นอนว่าไม่มีทางเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมแน่ จิ้งจอกหนุ่มจึงขอพักเปลี่ยนมาช่วยทางแจ็ค (ที่ก็ดูจะปวดหัวจนต้องขอไปอ่านนิตยสารบ้างเหมือนกัน) และเขาก็พบว่างานวิเคราะห์รูปคดีแบบนี้สนุกกว่าการนั่งจับผิดบทความอย่างที่เขากำลังทำอยู่มากๆ

นิคเห็นว่างานส่วนนี้คืบหน้าไปมากแล้ว เพราะได้เอกสารใหม่มาช่วย ข้อมูลจากเอกสารเหล่านี้มีเพียงพอต่อการเชื่อมโยงวิธีฆาตกรรมอย่างมาก ต่างกับเอกสารที่พวกเขานั่งอ่านกันเมื่อสองสามวันก่อนที่แทบจะบอกใบ้อะไรพวกเขาไม่ได้เลย ในขณะที่เอกสารที่ได้มาใหม่นี้ มีทั้งผลการตรวจสอบอาวุธปืนเก็บเสียงจากทีมพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งปรากฏว่าปืนนี้เป็นเพียงปืนพลาสติกธรรมดา ดังนั้นปริศนาที่ว่าคนร้ายเอาปืนผ่านเครื่องตรวจโลหะเข้าไปในงานได้อย่างไรนั้นจึงเป็นอันคลี่คลายไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีผลการเอกซเรย์ของมิสเตอร์เรนเลอร์จากทีมชันสูตรอีก ในเอกสารกล่าวไว้ว่าไม่พบลูกกระสุนในร่างกายเช่นเดียวกับเอกสารชุดเก่าที่นิคเคยอ่านมาก่อน หากแต่เอกสารชุดใหม่นี้มีข้อมูลอื่นเพิ่มมาด้วย นั้นคือการตรวจพบสารพิษในร่างกายของผู้ตาย นี่เองคงจะเป็นสาเหตุที่แจ็ค ซาเวจต้องไปหาแบบเรียนวิชาเคมีมาเปิดอ้างอิงด้วย

ด้วยข้อมูลที่มีเพิ่มมากขึ้นทำให้พวกเขาใกล้พบข้อเท็จจริงของวิธีการฆาตกรรมมิสเตอร์เรนเลอร์ แต่อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยังไม่สามารถล่วงรู้ได้อยู่ดี ว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงตัวใดกันที่อยู่เบื้องหลังของการปิดบังเอกสารชุดนี้ไว้ไม่ให้เผยแพร่สู่สายตาเจ้าหน้าที่หน่วยที่รับผิดชอบคดีนี้

เวลาล่วงเลยมาจนท้องฟ้าเป็นสีดำมืด สัตว์ที่เข้ามาใช้บริการในหอสมุดก็เริ่มบางตาลงทุกที แจ็คทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้และหมุนคออย่างเหนื่อยอ่อน ปกติเขาแทบไม่เคยต้องทำงานหนักขนาดนี้มาก่อน เพราะมีหลายฝ่ายช่วยกัน แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เขาให้ใครช่วยไม่ได้ มีเพียงแค่เขากับนิค ไวลด์เท่านั้น พอคิดถึงตรงนี้ก็ทำให้แจ็คอดสงสัยไม่ได้ อย่างเจ้าหน้าที่ไวลด์ไม่น่าจะยอมเสียสละมาทำงานแสนเหนื่อยยากเช่นนี้เลย เขาน่าจะต้องมีแอบบอกให้ใครสักตัวมีส่วนช่วยบ้างล่ะ กระต่ายหนุ่มอดถามออกไปอีกรอบไม่ได้

            “นายไม่ได้บอกใครเรื่องนี้จริงๆหรือ”

            “เอ๊ะ นายนี่ขี้ระแวงจริง” นิคตอบอย่างหงุดหงิด “บอกว่าไม่ได้บอกก็คือไม่ได้บอกไง”

            “หืมม... แม้แต่คู่หูนายเหรอ” แจ็คดันตัวเองขึ้นมานั่งดีๆ “ฉันคิดว่านายจะบอกแม่นั้นเสียอีก เธอจะได้รีบไขคดีมาเอาชนะฉันได้”

            “นายหมายถึงแครอทนะหรือ” นิคพูดปนหัวเราะน้อยๆ “อย่าเลย เดี๋ยวยุ่งยาก”

            แจ็คไม่ได้เข้าใจถึงความหมายของคำว่ายุ่งยากของนิคเลย แต่เขาก็ไม่ใคร่จะใส่ใจอะไรอีกเพราะเห็นว่าจิ้งจอกหนุ่มคงไม่ได้เอาไปบอกใครจริงๆ เขาไหวไหล่ก่อนจะเริ่มทำงานต่อ “ก็ดีแล้ว ฉันไม่คิดว่ากระต่ายตัวเล็กๆแค่นั้นจะไปทำอะไรได้”

            “เอ่อ ประทานโทษ” นิคหยุดงานทุกอย่างไว้ทันที ก่อนจะเท้าคางมองหน้าแจ็คอย่างสงสัยใคร่รู้ “ฉันคิดว่าฉันได้ยินผิดไป แต่เผอิญว่านายก็เป็นกระต่ายนี่”

            “Well, I’m not an ordinary rabbit. (พอดีฉันไม่ใช่กระต่ายธรรมดา)” แจ็คตอบด้วยน้ำเสียงโอ่อวด

            “Oh… So you’re a racist. (อ้าว นายเป็นพวกเหยียดเผ่าพันธุ์หรือนี่)” นิคถามเสียงยานคางคล้ายจะกวนประสาท

            No, I’m not (ฉันเปล่า)” แจ็คสวนทันที

            “Yes, you’re (ใช่ นายเป็น)” นิคเถียง “ไม่อย่างนั้นนายคงไม่เจาะจงเลือกฉันที่เป็นจิ้งจอกเพื่อไปคุยกับเอมี่ เรสท์ที่เป็นจิ้งจอกเหมือนกันหรอก แล้วนายก็คงจะไม่ดูถูกคู่หูของฉันเพียงเพราะเธอเป็นกระต่ายด้วย --- ฉันขอบอกไว้ก่อนว่าจูดี้ ฮอปส์ก็ไม่ใช่กระต่ายธรรมดาเหมือนกันนะ”

            พูดจบนิคก็ยักคิ้วกวนๆส่งไปให้ราวกับจะท้าทายให้กระต่ายหนุ่มโต้แย้งอะไรกลับมาอีก ซึ่งตามนิสัยของแจ็ค เขาก็ควรจะทำแบบนั้น หากแต่ครั้งนี้เขากลับไม่เถียงอะไร บางทีเขาอาจจะเหนื่อยกับการทำสงครามน้ำลายกับนิคแล้ว

            “โอเค ฉันเป็นพวกชอบเหยียดก็ได้” แจ็คถอนใจ ยอมรับส่งๆ “แต่นายให้ฉันเลิกนิสัยนี้ไม่ได้หรอก มันแก้ยากไปแล้ว”

            หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีก อันที่จริงคือนิคค่อนข้างประหลาดใจกับปฏิกิริยาตอบรับของแจ็คในครั้งนี้จนทำให้เขากวนอะไรต่อไม่ออก นิคแอบสงสัยอยู่เหมือนกันว่าสาเหตุที่เขามีท่าทีพิลึกพิลั่นเช่นนี้จะเป็นเพราะเขามีปมอะไรในใจหรือเปล่า แต่อย่างมิสเตอร์ซาเวจ หน่วยสืบราชการลับผู้เก่งกาจไม่น่าจะมีเรื่องอะไรให้ต้องกังวลใจนักนี่

            ทว่าจากนั้นไม่กี่นาทีต่อมา ปริศนาที่นิคสงสัยก็ได้รับการไขให้กระจ่าง เมื่อเขาเห็นกระต่ายหนุ่มอยู่ดีๆก็ล้วงเอาหูฟังขึ้นมาต่อสายฟังเพลง ราวกับเขาฟังเพื่อหลีกหนีอะไรบางอย่าง ทีแรกนิคไม่เอะใจเลย เพราะครั้งแรกที่เขาได้พบกระต่ายหนุ่ม เขาก็มีหูฟังเสียบไว้แทบตลอดเวลาอยู่แล้ว อีกอย่างนิคคิดว่าหัวหน้ากระต่ายอาจจะต้องการฟังเทปที่เกี่ยวกับคดี หรือไม่เช่นนั้นก็คงจงใจทำเพื่อหลีกเลี่ยงการสนทนาน่ารำคาญใจจากเขา หากแต่ไม่กี่อึดใจต่อมานิคก็ได้ยิน... เป็นเสียงซุบซิบที่ดังพอจะได้ยินสำหรับหูจิ้งจอก (ในขณะที่หูกระต่ายคงจะรับรู้มาก่อนหน้านั้นแล้ว) เสียงเหล่านั้นพูดกันว่า

“อะไรน่ะกระต่ายตัวนั้น รอยสักหรือ” ... “ฉันว่าไม่ใช่นะ ใครจะสักลายไปทั้งตัวแบบนี้กัน” ... “ยังไงก็ตามเถอะ แปลกชะมัดเลยเนอะ”

            นิคปล่อยให้เสียงพวกนั้นพูดไป แม้จะรู้ดีว่าหัวข้อการสนทนาหมายถึงใคร แต่เขาก็ไม่ได้โง่พอจะลุกขึ้นมาก่อเรื่องกลางหอสมุด อีกอย่างเรื่องที่จะฉุนจนต้องลุกขึ้นมาหาเรื่องใครควรจะเป็นนิสัยของจูดี้มากกว่า ไม่ใช่เขา  นิคเหลือบมองกระต่ายหนุ่มตรงหน้า ก่อนจะพึมพำออกมา

Oh…I see. (อ้อ เข้าใจละ)”

“เข้าใจอะไร” อีกฝ่ายถามทั้งๆที่หน้ายังก้มงุดแถมสายหูฟังก็ยังไม่ได้ถอดออก นิคสะดุ้งเล็กน้อย เขารู้สึกทึ่ง พวกกระต่ายนี่หูดีจริงๆ จิ้งจอกหนุ่มลอบยิ้มบางออกมาก่อนจะพูดตอบ

You don’t want to hear that. (นายไม่อยากฟังสินะ)”

“ใครจะไปอยากฟัง หรือนายอยาก” แจ็คตอบทันที ใบหน้ายังแช่อยู่กับเอกสารเหมือนเดิม นิคไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เขากอดอกมองกระต่ายหนุ่ม สายตาพิจารณาตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า แล้วอยู่ดีๆเขาก็เกิดสงสัยขึ้นมา แจ็คไม่ค่อยมีริ้วรอยเลย ถึงจะบอกว่ารักษาผิวหน้าดี แต่สัตว์ช่วงวัยเดียวกับเขาก็ควรจะเริ่มมีข้อตำหนิบนใบหน้าบ้าง และอีกอย่าง หางตาของแจ็คก็ยังไม่ตก จิ้งจอกหนุ่มเอ่ยถามออกไป

            “How old are you? (นายอายุเท่าไหร่)”

            “25 Why not? (25 ถามทำไม)” เป็นอีกครั้งที่แจ็คพูดอย่างรวดเร็วและทันที คำตอบที่เขาให้ติดแน่นกับคำถามจนฟังดูราวกับมันเป็นประโยคเดียวกัน

นิคก็ยังคงไม่ให้คำตอบอะไรกลับไปอีกเหมือนเดิม แต่เพ่งสายตามองไปทางฝั่งตรงข้ามมากขึ้น

เขาอายุน้อยกว่าจูดี้อีก นิคคิด ถึงจะแค่ปีเดียวก็เถอะ แต่พอได้รู้เข้าแบบนี้แล้ว นิคก็เริ่มไม่อยากจะแกล้งกวนประสาทหรือจี้ใจดำอะไรอีกฝ่ายมากขึ้นมาอย่างนั้น อายุเพียงแค่นี้แต่กลับต้องมาทำงานแบกรับเยอะกว่าเขาเสียอีก... คงจะผ่านอะไรมามากพอตัว และอีกอย่าง นิคก็เข้าใจดี กับการที่ต้องทนฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนานาทั้งที่พวกนั้นไม่ได้รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย แจ็ค ซาเวจไม่ได้แตกต่างจากเขาเท่าไรหรอก

            “ก็เปล่า” นิคตอบปัดๆ สายตาเลื่อนไปที่หน้าจอโทรศัพท์ของแจ็ค เขาลอบยิ้มออกมาเนื่องจากให้เหตุผลที่ถามไปได้แล้ว “ --- แค่เห็นว่านายฟังเพลงเก่าใช้ได้เลยนะนั้น” พอถึงตรงนี้หูของแจ็คก็กระดิกทันที ในขณะที่นิคยังพูดต่อไป “ --- สมัยฉันอยู่มัธยมฮิตมาก ดูกระต่ายอายุรุ่นนายไม่น่าจะฟังนี่”

            “เดี๋ยวนะ” กระต่ายหนุ่มค่อยๆเงยศีรษะขึ้นมา พร้อมกับใบหน้าอึ้งๆ “นี่นายอายุเท่าไหร่ นายฟังเพลงของเจอร์รี่โวลด์ด้วยเหรอ”

            แจ็ครู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยทีเดียว ว่ากันตามตรง ถ้ามองแค่ใบหน้า เขาคิดว่านิคอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขาเสียอีก แต่พออีกฝ่ายดันพูดขึ้นมาว่าเพลงที่เขาฟังโด่งดังมากในสมัยมัธยม แจ็คก็ได้รู้ว่าเขาเข้าใจผิดมาโดยตลอด อันที่จริงคือเขาค่อนข้างสับสนกับพฤติกรรมเนือยๆของนิค กระต่ายหนุ่มแยกไม่ออกว่านั่นคือมาดนิ่งแบบผู้ใหญ่หรือความเอื่อยเฉื่อยที่เป็นนิสัยของวัยรุ่นกันแน่ บางทีอาจจะทั้งสองเหตุผลรวมกันก็เป็นไปได้

            “แหม เป็นหัวหน้าก็น่าจะรู้ข้อมูลลูกน้องไว้ประดับหัวบ้างก็ดีนะครับ” นิคยื่นใบหน้าเจ้าเล่ห์เข้ามาใกล้ ก่อนจะฉีกยิ้มแล้วพูดว่า “และใช่ ฉันฟังเพลงของเจอร์รี่โวลด์”

            แจ็คสะดุ้งสุดตัว เมื่อนิควกกลับมาเรื่องเพลงที่เขาฟังอีก กระต่ายหนุ่มรู้สึกอยากจะกระโดดถีบเอาใบหน้ายียวนกวนประสาทนั้นออกไปให้พ้นขึ้นมาดื้อๆ เขาไม่ชอบใจเลย ทั้งยังหงุดหงิดตัวเองด้วยที่พักนี้มักจะเผลอปากพล่อยและหลุดนิสัยแบบเด็กๆออกไปอยู่เรื่อย รู้สึกว่าอาการนี้จะเพิ่งกำเริบขึ้นมาเมื่อเขาต้องมาคลุกคลีกับเจ้าหน้าที่จิ้งจอกนิสัยเสียตัวนี้ ซึ่งก็จัดว่าเป็นเรื่องที่รับมือค่อนข้างยากสำหรับแจ็ค กระต่ายหนุ่มไม่เคยปล่อยให้ใครหน้าใครรุกล้ำเข้ามารู้เรื่องส่วนตัวของเขา แต่เจ้าหน้าที่ไวลด์กลับทำทีราวกับว่ากำลังอ่านสมองของเขาอยู่ได้อย่างไรอย่างนั้น แถมเขายังรู้เรื่องส่วนตัวอย่างอายุและรสนิยมเพลงไปแล้วอย่างง่ายดายอีกด้วย แจ็คไม่สบอารมณ์เลย แทบจะไม่เคยมีใครรู้ทันความคิดของเขามาก่อน และเขาเกลียดนักถ้าจะมีใครตามเขาทัน แต่วินาทีแจ็คก็ต้องยอมรับ ว่ากำลังเผชิญหน้ากับผู้ที่เสมอกัน

            “เหอะ! ถ้าเคยฟังงั้นนายก็คงแก่น่าดูละสิ ฉันไม่สนหรอกว่านายจะอายุเท่าไร แต่พวกวัตถุโบราณอย่างนายอย่ามาถ่วงแข้งถ่วงขาฉันก็แล้วกัน หน้าอย่างนายให้เดาก็คงอยู่ทันฟังอัลบั้มแรกของเจอรรี่โวลด์ละสิ แล้วก็คงจะเก็บแผ่นซีดีด้วยใช่ไหมละ”

            “โอ้โห นายรู้ด้วยเหรอว่าเจอร์รี่โวลด์อยู่มาตั้งแต่สมัยมีแผ่นซีดี” นิคจ้องอีกฝ่ายอย่างรู้สึกทึ่งเอามากๆ

            “แหงอยู่แล้ว แล้วฉันก็มีเก็บไว้ด้ว...” แจ็คพูดไปเรื่อย และเกือบหุบปากไม่ทัน (ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ทันแล้ว) นี่เขากลายเป็นกระต่ายพูดมากขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ กระต่ายหนุ่มหมุนคอขัดๆไปทางนิค สีหน้าของจิ้งจอกหนุ่มราวกับคัดลอกวางมาจากเหตุการณ์ตะเกียบเมื่อคืนไม่มีผิด เป็นสีหน้าที่ตกตะลึงอย่างกับประชด เขาเอ่ยถามเสียงสูงด้วยประโยคที่ไม่ต้องการคำตอบ

            “Who still use CD on this day. (ยุคนี้แล้วใครเขาฟังซีดีกัน)”


-------------------------------------- [ ต่ออีก 5%] -----------------------------


              เกือบจะครบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่นิคและแจ็คต้องมาติดแหง่กอยู่ด้วยกันในหอสมุด พวกเขาตัวติดกันราวกับตังเม จนบางทีนิคก็แอบกลัวว่าบรรณารักษ์แกะที่พบพวกเขาตรงทางเข้าทุกเย็นจะเอาไปตีความว่าเขาและแจ็คเป็นคู่เกย์หรือเปล่า (แน่นอนว่าทั้งคู่ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น) แต่อย่างไรนี่ก็เป็นสาเหตุที่เลี่ยงไม่ได้หากต้องการจะสืบคดีนี้ต่อ อีกอย่าง พวกเขาก็เข้าใกล้ความจริงมาขึ้นทุกทีแล้ว ทั้งนิคและแจ็คต่างก็จัดว่าเป็นพวกสมองดีเกินตัวทั้งคู่ ยิ่งพวกเขามาร่วมมือกัน การตีความและสรุปความน่าจะเป็นหลายๆอย่างจึงสามารถคลี่คลายออกได้อย่างรวดเร็ว นิครู้สึกผิดที่คิดแบบนี้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องยอมรับว่าตั้งแต่เขามาทำงานกับแจ็ค การวิเคราะห์หลายๆเรื่องช่างเป็นไปอย่างง่ายดายและรวดเร็วขึ้นเยอะ เพราะเขาไม่ต้องมาคอยต่อปากต่อคำและช่วยอธิบายแบบตอนที่อยู่กับจูดี้ ถึงแม้ว่าในความเห็นของนิค หัวหน้ากระต่ายจะเป็นพวกไม่ค่อยน่าคบก็ตามที

            ด้วยความร่วมมือจากมันสมองอันชาญฉลาดของทั้งสอง เวลานี้พวกเขาสามารถวิเคราะห์ไปได้ไกลถึงขั้นรู้วิธีการฆาตกรรมมิสเตอร์เรนเลอร์แล้ว หลังจากที่นิคพยายามสอดส่องพฤติกรรมของเอมี่ เรสท์ และแจ็คที่เปิดอ่านหนังสือเคมีแทบตาถลนทุกวัน ทั้งคู่ลงความเห็นกันว่าเอมี่ เรสท์คงจะใช้ช่วงเวลาที่กำลังสัมภาษณ์มิสเตอร์เรนเลอร์ก่อคดีฆาตกรรม และหล่อนก็คงจะใช้วิธีการบางอย่างล่อลวงให้มิสเตอร์เรนเลอร์สลบไป ก่อนจะลงมือวางยาพิษจนทำให้มีหลักฐานสารพิษตกค้าง ตามรายงานที่หน่วยพิสูจน์ศพกล่าวไว้ ในเอกสารไม่ได้บอกว่าเป็นสารพิษชนิดใด เจ้าหน้าที่ระดับสูงตัวนั้นคงจงใจบงการเพื่อปิดบังไว้แน่ แต่จากที่แจ็คค้นคว้าตลอด กระต่ายหนุ่มเชื่อว่าคงจะเป็นซัลเฟอร์ มัสตาร์ดซึ่งมีคุณสมบัติสามารถทำลายเซลล์ในร่างกายพังทลายลงไปได้หากใช้ในปริมาณเยอะ ยิ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดแผลผุผองเมื่อโดนผิวหนังด้วยแล้ว ความเป็นไปได้ที่จะถูกต้องก็มีมากขึ้น ส่วนจุดประสงค์ที่จิ้งจอกสาวก่อคดีฆาตกรรมขึ้นนั้น นิคเห็นด้วยกับคำพูดของแจ็คในห้องประชุมเมื่อเกือบหนึ่งอาทิตย์ก่อน ว่าคงหนีไม่พ้นจากการปั่นป่วนเพื่อช่วยนักโทษลักลอบนักคุกแหกคุก

            อย่างไรก็ดี แม้ว่าพวกเขาจะสืบได้ถึงวิธีการแล้ว แต่ทั้งคู่ก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าเอมี่ เรสท์จะพาใครแหกคุกออกมา และที่สำคัญไปกว่านั้น ...เจ้าหน้าที่ระดับสูงตัวนั้น คือใครกันแน่

            วันนี้ทั้งนิคและแจ็คไม่ได้เข้าไปทำงานในหอสมุด ดูเหมือนมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ข้างๆจะเข้าสู่ช่วงสอบทำให้มีนักศึกษามาใช้บริการค้นคว้าเป็นจำนวนมาก ที่นั่งส่วนใหญ่เต็มเพราะโดนจองไว้ แต่นิคเรียกการกระทำนี้ว่าการแก่งแย่งที่นั่งทางอ้อม

            ทั้งสองตัดสินใจขนยืมหนังสือที่จำเป็นออกมาอ่านที่ริมทะเลสาบเล็กๆในสวนสาธารณะที่ไกลออกไปประมาณหกช่วงตึก นิคติดรถของแจ็คมา ไม่อยากจะเชื่อเลยว่ากระต่ายหนุ่มมีรสนิยมชอบขับรถสปอร์ต แถมยังชอบขับอย่างอืดช้าเพื่ออวดชาวบ้านอีกด้วย นิคเองก็มีท่าทางหมั่นไส้กระต่ายข้างๆไม่แพ้สัตว์ทั่วท้องถนนที่ต่างกำลังจ้องมองแลมโบกินี่คันหรูด้วยสายตาริษยา และราวกับจิ้งจอกหนุ่มเป็นตัวแทนของสัตว์เหล่านี้ เขาเอ็ดแจ็คไปว่า “เหยียบคันเร่งบ้างสักที! สล็อตยังขับเร็วกว่านายเลย!

            สวนสาธารณะดูจะเป็นที่อ่านหนังสือที่นิคชอบมากกว่าหอสมุดไปเสียแล้ว แม้จะไม่มีแอร์ แต่ที่นี่ก็เย็นสบายจากบรรยายและทะเลสาบโดยรอบ ที่สำคัญคือนิคอยากจะหยิบอะไรขึ้นมาทานก็ได้ หรือจะนอนท่าไหนก็ได้ ถ้าไม่ติดว่าต้องแบกหนังสือหนักๆมาอ่านอยู่เรื่อย เขาก็คงจะมาปักหลักที่นี่ไปนานแล้ว

ขณะนี้จิ้งจอกหนุ่มกำลังนอนหงายเอนพิงต้นไม้ที่ให้ร่มเงาเย็นสบาย มีหนังสือนิยายรวมเรื่องสั้นการแหกคุกชั้นเซียนบรรลือโลกกางโปะอยู่บนใบหน้า ดูๆไปสภาพของเขาก็ราวกับเป็นนักศึกษาที่อ่านหนังสือสอบปลายภาคไม่ทันและกำลังพยายามอัดรายละเอียดจากหนังสือให้ซึมลึกเข้าไปในสมอง ในขณะที่แจ็ค ซาเวจก็ไม่ต่างกันเท่าไร กระต่ายหนุ่มละทิ้งการอ่านหนังสือไปพักหนึ่งแล้ว และกำลังขว้างหินให้กระเด้งบนผิวน้ำแบบที่พวกศิลปินมักจะทำเวลาพวกเขาคิดไรอะไรไม่ออก       

            “เอาหนังสือโปะหน้าแบบนั้นไม่ได้ช่วยให้นายคิดออกว่าใครคือเจ้าหน้าที่ตัวนั้นหรอกนะ” แจ็คตะโกนบอกนิค อุ้งมือยังหยิบก้อนหินมาปาลงน้ำไม่เลิก

            นิคเหลือบตาออกมาจากหนังสือที่กางบังใบหน้าไว้ ภาพที่เห็นคือกระต่ายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตถกแขนขึ้นกำลังเอี้ยวตัวเหวี่ยงหินลงน้ำ เขาถอนหายใจเนือยๆก่อนจะตะโกนตอบไปว่า “การขว้างหินก็ไม่ได้ช่วยเหมือนกัน”

            มีเสียงก้อนหินตกลงไปในน้ำดัง จ๋อม และสิ่งที่นิคได้ยินถนัดมาคือเสียงสบถฟังดูหงุดหงิดของแจ็ค ที่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำตอบของนิค หรือเพราะเขาขว้างหินไปได้ไม่ไกลตามที่หวังไว้กันแน่ แต่น่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า นิคยกหนังสือออกจากหน้าพร้อมกับชันตัวขึ้นมานั่งพิงต้นไม้ ทอดสายตามองไปยังกระต่ายหนุ่มข้างๆที่เริ่มตั้งท่าจะขว้างก่อนหินอีกแล้ว

“นายไม่มีใครในใจบ้างเลยหรือแจ็ค” นิคถามก่อนจะเริ่มหาว หลายวันมานี่พวกเขาสนิทกันอย่างไม่น่าเชื่อ ต่างฝ่ายต่างก็อนุญาตให้อีกฝ่ายสามารถเรียกชื่อต้นของตนได้แล้ว คงเพราะพวกเขาขลุกอยู่ด้วยกันบ่อยๆ (หรืออาจจะเพราะอำนาจแห่งเจอรรี่โวลด์แน่ๆ) อันที่จริงเรื่องแบบนี้ไม่แปลกนักเท่าไร เดี๋ยวนี้ใครๆก็สนิทกันได้ภายในวันเดียวแล้ว --- ถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายดันเป็นกระต่ายหัวแข็ง

            “ก็มี แต่ในเมื่อยังสรุปไม่ได้ ฉันก็ไม่อยากปักใจเชื่อมาก” แจ็คว่าขณะยกอุ้งมือขึ้นมาป้องหน้าผากเพื่อมองว่าหินของเขาเด้งไปได้ไกลแค่ไหน “แต่พนันได้เลยว่าไม่ใช่สารวัตรไมเคิลแน่”

            “เฮ้...เพิ่งมาอยู่ได้ไม่นานอย่าพูดเหมือนรู้มากเลยดีกว่า สารวัตรไมเคิลเห็นอ่อนแอแบบนั้นแต่ก็...”

นิคหยุดคิดไปครู่หนึ่ง พยายามนึกดูว่าสารวัตรไมเคิลผู้เชื่องช้าและอ่อนแอนอกจากความเที่ยงตรงในหน้าที่แล้วมีอะไรที่สามารถยกมาเป็นข้อดีได้อีกบ้าง แต่นิคก็พบว่าเขาหาคำตอบนั้นไม่ได้

            “แต่ก็อะไร” แจ็คเค้นคำตอบเสียงขุ่น

            “ไม่มีอะไร นายขว้างหินต่อไปเถอะ”

            นิคบอกปัดๆ โบกอุ้งมือไล่ให้แจ็คหันหน้ากลับไปทางทะเลสาบ แต่แทนที่แจ็คจะกลับไปขว้างหินเหมือนเดิมอย่างที่นิคต้องการ เขากลับเดินกลับมานั่งข้างๆจิ้งจอกหนุ่มแทน ดูเหมือนว่าแจ็คจะขว้างหินจนพอใจแล้ว หรือไม่เขาก็คงไม่อยากทำอะไรก็ตามที่นิคเห็นว่าดี กระต่ายหนุ่มหยิบหนังสือที่นิควางบังที่นั่งของเขาออกไปให้พ้นทางก่อนจะหยิบบุหรี่จากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาจุดสูบ

            “สูบบุหรี่ด้วยเหรอ เดี๋ยวก็ตายเร็วหรอก” นิคบอกพลางกลั้วหัวเราะ กระต่ายหนุ่มชอบมีนิสัยและไลฟ์สไตล์แปลกๆที่ไม่เข้ากับหน้ามาทำให้เขาประหลาดใจอยู่เรื่อย

            “ไม่เกี่ยวสักหน่อย ฉันชอบสูบเวลาเครียดอยู่แล้ว ที่นายไม่เคยเห็นเพราะส่วนใหญ่นายกับฉันอยู่ในหอสมุดต่างหาก” แจ็คว่า ควันสีขุ่นลอยตลบอบอวลอยู่รอบๆ “ว่าแต่นายละ ไม่มีใครในใจหรือไง”

            “ก็เหมือนนายนั้นล่ะ ยังไม่อยากปักใจ สรุปคือยังไม่มีแล้วกัน” นิคตอบเรียบๆ ก่อนจะหันมาฉีกยิ้มกว้างให้แจ็ค “แต่ถ้าสาวในใจละก็มีแล้วนะ”

            กระต่ายหนุ่มมองตอบกลับไปด้วยสายตาเหนื่อยหน่ายเป็นที่สุด เขารู้สึกเอือมระอามากขึ้นทุกครั้งเวลาได้ยินนิคพูดจาล้อเล่นกวนประสาทใส่ ระยะหลังนี้แจ็คเริ่มชินกับเรื่องล้อเล่นของนิคมากขึ้นแล้ว เขาพบว่าแค่ไม่เก็บมาใส่ใจ มันก็กลายเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ

            “โอ้ยย อยากออกไปเดตกับโมนิก้าจังเลย เบื่อยายเอมี่นี่จะแย่อยู่แล้ว” นิคครางก่อนจะยกหนังสือในอุ้งมือขึ้นมาแปะบนใบหน้าอีกรอบอย่างหงุดหงิดใจ จิ้งจอกหนุ่มหวนครางอย่างต่อเนื่อง แจ็คมองการกระทำนั้นพร้อมกับหัวเราะเฝื่อนๆ เขาขยี้ดับบุหรี่ลงกับพื้นหญ้าก่อนจะเอ่ยถามทั้งที่ยังมีเสียงหัวเราะ

            “ใครน่ะโมนิก้านั้น ...ฉันคิดว่าคู่หูนายชื่อจูดี้เสียอีก”

            ราวกับคำพูดนั้นเป็นสวิตช์ปิดระบบกวนประสาทจากนิคลงไปได้ เขาหยุดคราง ใบหน้ายังคงถูกปิดบังด้วยสันและปกหนังสือ

            “แจ็ค” นิคพูดเสียงอู้อี้ผ่านหนังสือบนใบหน้า เขากดศีรษะลงเบาๆ หนังสือหล่นมากองที่ตัก ดวงตาสีเขียวฉ่ำจ้องไปทางกระต่ายหนุ่มอย่างเจ้าเล่ห์เหมือนเคย “ฉันไม่ชอบเลยแหะเวลาที่นายรู้ทันฉันนี่”

            “รู้ทันหรือ เหอะ...กับเรื่องนี้รับรองว่าไม่ใช่แค่ฉันที่ดูออกหรอก” แจ็คกอดอกนิ่วหน้า นี่ไม่ใช่เรื่องที่สมควรจะถูกชมเลย

            “ก็จริงอยู่”

            นิคพูดปนหัวเราะ ยอมรับอย่างง่ายดาย ทำเอาแจ็คเลิกคิ้วสูงกว่าเดิม ดวงตาสีฟ้าเริ่มหรี่มองอีกฝ่ายอย่างนึกสงสัย

            “ก็ไม่ได้อยากจะยุ่งเรื่องของพวกนายหรอกนะ แต่ฉันสงสัยว่าทำไมนายไม่บอกเธอไปเสียละ มัวแต่มาเดตกับตัวนู่นตัวนี้อยู่ได้ ยายเตี้ยนั้น...ฉันหมายถึงฮอปส์ ก็ดูจะคิดแบบเดียวกับนายไม่ใช่หรือไง”

            “นี่นายแอบตามติดชีวิตพวกฉันหรือเนี่ย นายเป็นพวกชอบสะกดรอยชาวบ้านหรือไง” นิคยกอุ้งมือกอดตัวเองด้วยกริยาหวงแหนพร้อมแกล้งทำหน้าแขยง

            “เปล่าสักหน่อย แต่เจอที่กรมทุกวันมันก็ต้องเห็นไม่ใช่หรือไง” กระต่ายหนุ่มปฏิเสธ หัวคิ้วเริ่มกระตุกเพราะจิ้งจอกตรงหน้าชักจะเอาใหญ่แล้ว “เออ แต่ถ้ามันตอบยากนักก็ไม่ต้องตอบก็ได้ ก็ถามไปงั้นล่ะ”

            แจ็คสะบัดเสียงใส่ก่อนจะคว้าหนังสือเล่มที่ใกล้ที่สุดขึ้นมาอ่าน นิคแลเห็นคิ้วของกระต่ายหนุ่มขมวดเป็นปมอยู่เหนือขอบหนังสือ...ซึ่งยกขึ้นอ่านกลับหัว จิ้งจอกหนุ่มอดหัวเราะในลำคอไม่ได้ หลายวันมานี่เขาได้เห็นนิสัยแท้จริงของมิสเตอร์ซาเวจ --- ลึกๆแล้วแจ็คยังมีความเป็นเด็กอยู่มากกว่าที่เขาพยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่ให้ใครหลายๆตัวเข้าใจ

            “ก็...ไม่ได้ใช่เรื่องที่ตอบยากอะไรหรอก” นิคพูดเสียงลอยๆ ดวงตาหรี่มองแสงแดดลำๆที่ลอดผ่านออกมาจากแมกไม้ด้านบน “ฉันก็แค่ไม่อยากให้คำว่าแฟนอะไรนั้นมาเป็นตัวผูกมัดพวกเราน่ะ --- ฉันหมายถึง...นายก็รู้...ฉันไม่ใช่พวกนิสัยดีเท่าไร ประวัติก็ใช่ว่าจะดี แครอทไม่ควรจะมาติดแหง่กอยู่กับจิ้งจอกอย่างฉันน่ะ”

            กระต่ายหนุ่มหูกระดิกทันที เพราะเมื่อกี้นิคเพิ่งพูดจาเป็นเชิงดูแคลนตัวเองอยู่ แจ็ครู้สึกตะขิดตะขวงใจเล็กๆ หลายวันก่อนจิ้งจอกหนุ่มยังมาหาว่าเขาเป็นพวกเหยียดเผ่าพันธุ์อยู่เลย แต่ตอนนี้คนพูดดันเหยียดตัวเองอยู่ชัดๆ มันใช้ได้ที่ไหนกัน แถมคำพูดของนิคยังย้อนแย้งเอามากๆเสียด้วย เท่าที่แจ็คเห็นความสัมพันธ์ของคู่หูต่างสายพันธ์ที่กรม มันไม่ได้เป็นอย่างที่นิคพยายามจะสื่อเลย

แจ็คคิดในใจอย่างไม่สบอารมณ์ ดวงตาทั้งสองจ้องตัวอักษรกลับหัวเขม็งราวกับกำลังพยายามฝึกวิธีอ่านหนังสือสลับด้านให้ได้ แต่สุดท้ายกระต่ายหนุ่มก็ยอมเลื่อนหนังสือลง เผยให้เห็นดวงตาสีฟ้าซึ่งเหลือบมองจิ้งจอกหนุ่มตรงหน้าด้วยความรำคาญใจก่อนจะพูดออกไปว่า

            “แต่ฉันว่าคนที่กำลังทำให้เธอไปไหนไม่ได้น่ะ มันนายเองไม่ใช่หรือไง”

            นิคไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับไปในทันที เขาเพียงแค่เลิกคิ้วกวนๆใส่อีกฝ่ายพร้อมกับรอยยิ้มแสนกลอย่างที่เขาชอบทำ ในที่สุดเสียงทุ้มนุ่มของเขาก็พูดขึ้นมาอย่างราบเรียบ

            “ฉันถึงบอกไงว่าฉันไม่ชอบเลยเวลาที่นายรู้ทันฉันนี่”

แจ็คยังคงปั้นหน้าถมึงทึง ขณะที่นิคลุกขึ้นบิดขี้เกียจ ทำท่าเหมือนพนักงานกินเงินเดือนที่เพิ่งได้เลิกงานพร้อมกับเอ่ยว่า “พอแล้วได้แล้วมั้งวันนี้ ไปอ่านต่อที่บ้านดีกว่า”

            “อย่าลืมเรื่องนามปากกาด้วยละ” แจ็คบอกพลางเริ่มเก็บหนังสือบ้าง เขาคิดว่าวันนี้ก็ควรจะพอแค่นี้เหมือนกัน

“รู้แล้วละน่า! --- อ้อ! พรุ่งนี้ฉันอาจจะแวะมาสายมากๆหรืออาจจะมาไม่ได้เลยก็ได้นะ ไว้จะโทรบอกอีกที”

            “นายจะไปไหน” แจ็คถามเสียงเขียวทันที ถ้าเหตุผลที่นิคจะไม่มาทำงานวันพรุ่งนี้ฟังไม่ขึ้นละก็เขาไม่มีทางยอมแน่

            “ไม่ได้แอบโดดหรอกน่า พรุ่งนี้มีสืบคดีตัวตุ่นชาร์ลีนั้นไง จำไม่ได้หรือ” นิคบอกเสียงยาน แอบไม่พอใจที่หัวหน้าของเขาไม่รู้จักจำตารางงานลูกน้องบ้างเลย

            แจ็คยักไหล่รับรู้อย่างขอไปที ก่อนจะบอกลาด้วยการอวยพรที่ฟังแล้วไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีเท่าไหร่ “ขอให้กลับมาครบ 32 ได้แล้วกัน”


--------------------------------------------------------- [ ต่ออีก 15%] -------------------------------------------


            นิคกลับจากงานภารกิจการจับกุมมิสเตอชาร์ลีนี้ได้ครบ 32 ตามที่แจ็คได้อวยพรเอาไว้ สรุปว่าคดีวันนี้คือคดีโกงเช็ค ซึ่งเป็นหนึ่งในปฏิบัติการภาคสนามที่หวาดเสียวที่สุดตั้งแต่ที่นิคทำงานตำรวจมา เพราะเขาเกือบตายจากการตกตึก 50 ชั้น แอบคิดไปไม่ได้เลยว่าคำอวยพรของแจ็คนี่ก็ศักดิ์สิทธิ์เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน

            นิครีบเอารถที่ทำภารกิจไปส่งที่กรมตำรวจก่อนจะวกกลับมาหาแจ็คที่หอสมุดแห่งเดิม แต่เขาทำงานไปได้เพียงชั่วโมงครึ่งเท่านั้นก็รู้สึกอยากขอตัวกลับไปนอนพัก แจ็คเองก็ไม่ได้ใจร้ายใจดำขนาดที่จะกักตัวนิคไว้ตลอด กระต่ายหนุ่มอนุญาตให้วันนี้เลิกงานเพียงเท่านี้ได้ เขาพอจะเข้าใจว่านิคคงเหนื่อย แต่อย่างไรเขาก็อดหงุดหงิดไม่ได้อยู่ดี ในเมื่อนิครู้ตัวว่าทำงานเป็นตำรวจก็ควรจะทำตัวให้แข็งแรงกว่านี้ไม่ใช่หรืออย่างไร

“ยังไงนายก็อย่าลืมเรื่องนามปากกาล่ะ หาเพิ่มมาให้ได้มากที่สุดนะ เข้าใจไหม”

กระต่ายหนุ่มเตือนจิ้งจอกตรงหน้าที่เริ่มเก็บข้าวของเตรียมกลับบ้าน นิคฟังแล้วก็ย่นจมูกพลางบ่น “โอ๊ย รู้แล้วน่า ย้ำบ่อยจริง”

            แจ็คส่งสายตาเป็นเชิงตำหนิกลับไปให้ ทว่าดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้สนใจจะสังเกตสิ่งอื่นใดเพิ่มนอกจากการเก็บเอกสารหนังสือลงกระเป๋า แจ็คยักไหล่แล้วก้มหน้าตวัดปากกาทำงานต่อ “ว่าแต่...เรื่องเรสท์ไปถึงไหนแล้วล่ะ ได้อะไรมาเพิ่มบ้างไหม”

            “ก็เหมือนเดิมๆ” นิคบอกพลางรูดซิปกระเป๋า “รอบนี้เราคุยกันเรื่องหนังสือที่ชอบ นายไม่อยากรู้หรอกว่าเธอชอบอ่านอะไรบ้าง เยอะจนปวดหัว... และเท่าที่ฉันฟัง เธอจัดเป็นพวกบ้าคลั่งขนาดอ่านทุกอย่างที่ขว้างหน้าโดยอัตโนมัติเลยล่ะ”

            แจ็คไหวไหล่ราวกับจะบอกว่าที่นิคพูดมาเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แน่นอนละว่าเขาไม่ได้สนใจว่าจิ้งจอกสาวจะเป็นหนอนหนังสือถึงขั้นไหน

            “อย่าลืมเรื่องนามปากกาแล้วกัน” แจ็คย้ำอีกรอบก่อนที่นิคจะเดินออกไป โดยที่ใบหน้าไม่ได้เงยขึ้นมาจากกระดาษ จิ้งจอกหนุ่มถอนหายใจยาวๆก่อนจะทิ้งท้ายไว้เช่นกันว่า

            “นายควรเลิกทำตัวเป็นแผ่นเสียงตกร่องที่เอาแต่พูดเรื่องเดิมซ้ำๆเสียทีนะ”

            แจ็คเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับคิ้ว ดวงตาและริมฝีปากซึ่งเป็นเส้นตรงราวกับไม้บรรทัด มองตามจิ้งจอกหนุ่มที่เดินกระดิกหางฟูฟ่องราวกับแปรงล้างขวดของเขาออกไป

 

เกือบเที่ยงคืนแล้ว แต่แจ็ค ซาเวจยังปักหลักอยู่ในหอสมุด ซึ่งเปิด 24 ชม. ช่วงนี้ตัวเขาก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ราวกับเป็นบ้านหลังที่สอง กระต่ายหนุ่มไล่อ่านบทความซึ่งน่าจะเป็นบทความที่เอมี่ เรสท์เขียนตามที่นิคค้นมาให้ แต่ก็ต้องพบว่ารอบนี้มีน้อยมากทีเดียว แจ็คลุกไปหาเพิ่มเติมด้วยตนเอง แต่ก็แล้วก็ตระหนักได้ว่าไม่รู้ควรจะเริ่มที่ตรงไหน ถ้าไม่มีข้อมูลจากนิค เขาก็แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเอมี่ เรสท์เลย ไม่รู้ว่านิสัยอย่างหล่อนควรจะเขียนหนังสือด้วยสำนวนทำนองไหน ไม่รู้ว่าบุคลิกแบบหล่อนจะซ่อนความลับไว้ในบทความด้วยวิธีใด

กระต่ายหนุ่มเดินออกมาด้านนอก จัดการโทรศัพท์หานิคทันที เขามีความเห็นว่าจิ้งจอกหนุ่มได้พักผ่อนมากเพียงพอแล้ว

ตรู้ดดด ตรู้ดดด

            [ฮัลโหล] เสียงของนิคดังขึ้นมาทันทีหลังสัญญาโทรศัพท์ดับลง หูกระต่ายของแจ็คดันทำงานได้ดีอีกแล้ว เขาได้ยินเสียงตะโกน ยินดีต้อนรับจากฟากของนิค ดูเหมือนอีกฝั่งคือในร้านสะดวกซื้อ ที่สำคัญกว่านั้นคือจิ้งจอกหนุ่มดูจะกระปรี้กระเปร่าไม่เหมือนจิ้งจอกง่วงๆแบบตอนเย็นเลย แจ็คเกิดรู้สึกหัวเสียเล็กน้อยที่นิคทำตัวเฉื่อยชากับงานแบบนี้ เขาเผลอบ่นใส่ไปรัวๆ

“รอบนี้ที่นายหามาให้มันน้อยไปหรือเปล่า นายกลับมาช่วยฉันหาใหม่เดี๋ยวนี้เลย”

            [บอกไปแล้วไงว่าหาได้เท่านั้น] นิคบ่นกลับมา เริ่มหงุดหงิดไม่แพ้กัน เขาว่าเขาก็เคยบอกกระต่ายหนุ่มไปแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่ามาทำนิสัยเสียสั่งงานปาวๆกันแบบนี้

            “นี่มันยังไม่เพียงพอหรอกนะ มันต้องมีอีกสิ”

            [ฟังนะ นายจะกักฉันอยู่ในหอสมุดทุกเย็นไม่ได้!]

            “นั้นเพราะนายทำงานได้ไม่ลุล่วงซักทีไงล่ะ ถ้าเป็นไปได้ฉันก็อยากจะหาเองได้อยู่หรอก! ---

            แจ็คชะงักไปหลังจบประโยคนั้น เมื่อรู้สึกว่าตัวเองพูดรุนแรงไปหน่อย เขาทำงานนี้เองไม่ได้แน่นอน เขายังต้องมีนิค ไม่เช่นนั้นเขาก็คงสืบเสาะข้อมูลของเอมี่ เรสท์ไม่ได้แน่ กระต่ายหนุ่มยกอุ้งมือขึ้นลูบหน้า เขาไม่ชอบนิสัยเอาแต่ใจราวกับเด็กแบบนี้ของเขาเลย

            [เหรอ... งั้นทำไมนายไม่มาทำเองล่ะ] นิคตอบเสียงยานๆกลับมา เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยพอใจกับประโยคเมื่อครู่ของแจ็คอยู่บ้างเช่นกัน

            “ฉันก็มีส่วนที่ฉันต้องทำด้วยอยู่นี่ไง” แจ็คถอนใจ พยายามสงบสติ ไม่คิดจะทำสงครามต่อ “ยังไงก็เถอะ อีกชั่วโมงนึงนายมาหาฉันที่หอสมุดเลย”

            [โอ้ เยี่ยมไปเลย เยี่ยมมาก! นัดคุยงานกันตอนตี 1 สั่งกันตามใจชอบขนาดนี้นี่ไม่เข้าข่ายผิดกฎหมายแรงงานเหรอครับคุณหัวหน้า]

            “นั้นสินะ” แจ็คพึมพำ ยอมรับที่นิคประชดมา กระต่ายหนุ่มไม่โตเถียงอะไรกลับไป ซึ่งถือว่าเป็นทางเลือกที่ดี เพราะเมื่อใดที่แจ็คยอมลดความตึงเครียดลง นิคก็อ่อนข้อไปด้วยเมื่อนั้น

            [เฮ้อ... เข้าใจแล้ว ฉันจะไป แล้วเจอกัน]

จิ้งจอกหนุ่มรับปากด้วยเสียงเหนื่อยใจ ก่อนจะวางสายไป ถึงนิคจะไม่ชอบใจเวลาที่แจ็คทำตัวเป็นใหญ่ แต่เขาก็พอจะเข้าใจอยู่ สำหรับนิค แจ็คก็แค่ทะเยอทะยานตามนิสัยของพวกวัยรุ่นที่ประสบความสำเร็จมาเร็วเท่านั้น และแม้ว่าแจ็คจะพยายามสร้างภาพลักษณ์ให้ดูน่าเชื่อถือแบบผู้ใหญ่ขนาดไหนก็ตาม แต่เขาก็ยังขาดภาวะทางอารมณ์หลายๆอย่าง นิคเป็นต้องยอมทุกทีเวลาที่กระต่ายหนุ่มทำท่าเหมือนว่าสำนึกผิด เพราะนั้นหมายถึงการที่เขาเติบโตทางความคิดบ้างแล้ว

            แจ็คไม่ไม่ได้กลับเข้าไปในห้องสมุดหลังจากที่นิควางสาย เขาเริ่มรู้สึกงุ่นง่านและหงุดหงิดตัวเองจนไม่อยากจะทำงานต่อ น่าประหลาดใจเล็กน้อยที่เขาเกิดคิดเล็กคิดน้อยกับความรู้สึกของอีกฝ่ายขึ้นมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยใส่ใจกับอะไรประเภทนี้เลยแท้ๆ แจ็คเองก็เริ่มอยากจะกลับบ้านบ้างแล้ว เขาตั้งใจจะโทรหานิคอีกรอบเพื่อบอกว่าไม่ต้องมาแล้ว แม้ว่ามันจะทำให้ปลายสายเกิดฉุนกับความไม่เอาแน่ของเขาก็ตามที ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะกดโทรออก เบอร์โทรศัพท์ของจิ้งจอกหนุ่มก็ปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอโทรศัพท์ แจ็คกดรับทันที

“ว่าไง”

            [เฮ้ พวก! นัดตอนตี1 ของเราคงต้องเลื่อนไปก่อนแล้วล่ะ]

นิคพูด ช่างเป็นความโชคดีในความบังเอิญเสียจริง เพราะแจ็คไม่ต้องพูดอ้อมแอ้มขอยกเลิกการนัดหมายกับนิคด้วยตนเอง กระต่ายหนุ่มได้ทีเอ่ยถามเสียงเข้มเป็นเชิงไม่พอใจเล็กๆ

            “นายจะไปไหน”

            [มีคนโทรมาฟ้องว่าแครอทไปเมาแอ๋อยู่ในผับ ฉันก็เลยต้องตามไปเก็บกวาด]

            “แครอท ?” แจ็คเลิกคิ้วสูง รู้สึกคุ้น เหมือนกับเคยได้ยินนิคพูดถึงชื่อนี้มาก่อน แล้วเขาก็ต้องร้องอ้ออย่างนึกขึ้นมาได้ “...อ้อ ยายอวดเก่งตัวนั่นน่ะเหรอ... ว่าแต่ผับเหรอ ไม่ยักรู้ว่านายปล่อยให้แม่นั้นเที่ยวผับได้ด้วย”

            [ก็ไม่ได้ไง] นิคตอบห้วนๆ ดูจะไม่ชอบใจมากๆ แจ็คหัวเราะหึๆในลำคอ ก่อนจะบอกปลายสายไปว่า

            “ฉันอนุญาต แต่นายต้องเพิ่มงานเป็นสองเท่า และส่งรายชื่อนามปากกามาก่อนวันที่...เฮ้ จดด้วยล่ะ เฮ้ ฟังอยู่หรือเปล่าเนี่ย...เฮ้ย!

            ยังไม่ทันที่กระต่ายหนุ่มจะได้สั่งงานจนจบเลย นิคก็วางสายไปก่อนเสียแล้ว ดูก็รู้ว่าอีกฝ่ายจงใจกวนโมโหชัดๆ และพนันกันได้เลยว่าต้องกำลังสะใจที่ได้แกล้งเขาอยู่แน่ๆ ทั้งที่รอบนี้ควรจะเป็นแจ็คที่ได้โอกาสเอาคืนแท้ๆ แม้เขาจะรู้ดีว่าเรื่องแบบนี้นิคมักจะกำไพ่เหนือกว่าเขาเสมอ

กระต่ายหนุ่มย่นจมูกหนัก ในหัวคิดแต่ว่าพรุ่งนี้คงจะต้องมีปากเสียงกับเจ้าหน้าที่ไวลด์กันหน่อยเสียแล้ว

           

            อย่างไรก็ตาม ในวันถัดมา แจ็คกลับไม่ได้มีปากเสียงกับนิคตามที่คิดไว้เมื่อคืน กระต่ายหนุ่มรู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่นิคไม่น่าคบหาด้วยมากที่สุด นิคแทบไม่เปิดปากพูดหากไม่จำเป็น ซึ่งผิดวิสัยบุคลิกช่างจ้ออย่างเขามาก รอบๆตัวของเขาก็ดูราวกับจะมีรังสีมืดมนแปลกๆแผ่ออกมา นอกจากนี้นิคยังตั้งใจทำงานค้นข้อมูลจนน่าขนลุก แต่ถ้าถึงเวลาที่เขาหมดอารมณ์จะทำแล้วล่ะก็ เขาก็จะไม่มาข้องเกี่ยวด้วยอีกเลย กระต่ายหนุ่มทราบดีว่าเรื่องนี้จัดเป็นวิกฤตขั้นหนัก เขาควรจะต้องจัดการแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด

            คืนนี้จิ้งจอกและกระต่ายหนุ่มทำงานกันจนถึงตีหนึ่ง ระหว่างทางเดินลงบันได แจ็คก็ตัดสินใจแล้วว่าจะต้องพูดกับนิคให้รู้เรื่อง กระต่ายหนุ่มเอ่ยปากออกไป

            “นิค ฉันว่า ---

            “โทษที วันนี้ฉันทำตัวแปลกไปหน่อย” นิคพูดแทรกขึ้นมา แม้น้ำเสียงจะนิ่งเรียบ แต่แววตาไม่ว่างเปล่าอีกต่อไปแล้ว แจ็คอมยิ้มที่มุมปาก

            “รู้ตัวนี่”

            “พรุ่งนี้ฉันจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม แล้วจะเอานามปากกานั้นมาให้ได้”

            นิคทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านี้ ก่อนจะกลับบ้านไป และในไม่กี่ชั่วโมงของวันต่อมา เขาก็ทำได้ตามที่ลั่นวาจาไว้จริงๆ ในเย็นวันอังคารที่มีแดดอ่อนๆส่องผ่านเข้ามาในหอสมุด แจ็คนั่งรอจิ้งจอกหนุ่มอยู่ที่โต๊ะยาวตัวที่สามริมหน้าต่าง ที่เดิมซึ่งพวกเขาใช้ทำงานกันเป็นประจำ นิควิ่งโร่เข้ามา ในอุ้งมือถือนิตยสารมาฉบับหนึ่งด้วย

            “แจ็ค! ฉันหาเจอแล้ว! ฉันรู้แล้ว!” จิ้งจอกหนุ่มส่งเสียงดังอย่างดีใจจนแกะบรรณารักษ์ที่เดินผ่านมาส่งสายตาดุให้ นิคทำหน้าเหยเกแทนคำขอโทษหล่อน

            “นาย...ถามเธอมาได้แล้วเหรอ” แจ็คยื่นหน้ากระซิบถามอย่างร้อนรน

            “ไม่ได้” นิคตอบเร็วๆ “แต่นายอ่านอันนี้เอาก็รู้ เปิดหน้า 25 สิ”

            พูดจบนิคก็ยัดนิตยสารฉบับนั้นใส่อุ้งมือแจ็ค กระต่ายหนุ่มพลิกไปอ่านหน้าที่บอกทันที

มันเป็นบทความที่ค่อนข้างจะเก่า น่าจะออกมาประมาณสักครึ่งปีที่แล้วได้ ในหน้าที่ 25 มีบทความสัมภาษณ์เบลเวธเธอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีแกะ ผู้ต้องหาคดีไนท์ฮาวเลอร์เมื่อสองปีก่อน เนื้อหาด้านในเกือบจะไร้สาระ เกือบครึ่งหน้าเป็นคำบ่นของเบลเวธเธอร์ถึงชีวิตอันตกต่ำของเธอ มีส่วนท้ายซึ่งเกี่ยวกับการจูงใจในการก่อคดีไนท์ฮาวเลอร์ที่พอจะน่าสนใจอยู่บ้าง

แจ็คอ่านจนจบแล้ว แต่เขาก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่ดี ดวงตาสีฟ้าเหลือบมองไปที่มุมล่างขวาของนิตยสาร มีนามปากกาของเจ้าของบทความพิมพ์แอบอยู่เล็กๆ ซึ่งใช้ชื่อว่า Automatic Reader กระต่ายหนุ่มยกนิตยสารขึ้น ชี้นิ้วไปที่นามแฝงตัวจ้อย

“แล้วนี่มันเป็นนามปากกาเธอตรงไหนกัน”

            “โธ่ แจ็ค ง่ายจะตาย” นิคถอนใจอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนจะหยิบปากกาแดงขึ้นมาเขียนใส่นิตยสารในอุ้งมือแจ็ค เขาอธิบายไปด้วยว่า “ดูตัวย่อนี่ไง Auto ก็ A Matic ก็ M Reader ก็ R AMR เอมิเลีย มีเยร์ เรสท์ คือชื่อเต็มของเธอ”

            “นายมั่นใจขนาดนั้นได้ยังไง อาจจะไม่ได้ย่อมาจากชื่อเต็มก็ได้ หรือบางทีนี่อาจจะไม่เกี่ยวเลยก็ได้”

            เขาเถียง หากแต่นิคทำหน้ายุ่งราวกับเป็นคุณครูที่เฉลยข้อสอบให้นักเรียนไปอย่างชัดเจนแล้ว แต่นักเรียนก็ยังกังขาโต้แย้งกลับมา จิ้งจอกหนุ่มถอนหายใจเหนื่อยล้า “ฉันว่าเมื่อวานนี้ฉันก็เพิ่งเล่าให้นายฟังไปแล้วไม่ใช่หรือไง เรื่องที่เธอชอบอ่านหนังสือจนคลั่ง อย่างกับอ่านได้อัตโนมัตินั้นน่ะ”

            หัวสมองของแจ็คเริ่มประมวลผลทันที ที่นิคให้เหตุผลมาก็ดูน่าเชื่อถือไม่น้อย ถ้าเป็นเช่นนั้น เอมี่ เรสท์ก็คือนักข่าวที่ได้มีโอกาสเข้าสัมภาษณ์และพูดคุยกับอดีตนายกแกะ ...ซึ่งเวลานี้หล่อนมีสถานะเป็นนักโทษ กระต่ายหนุ่มดึงนิตยสารกลับมา ดวงตาจ้องเขม็งไปที่หัวข้อแรงจูงใจในการก่อคดีไนท์ฮาวเลอร์ในบทความเดิม

            “แสดงว่าเธอเกี่ยวข้องกับเบลเวธเธอร์ หรือว่านี่...!

            “ไนท์ฮาวเลอร์ ฉันว่าเกี่ยวละ” นิคบอก ในท่ากอดอกพิงขอบโต๊ะ

            “แต่พวกเขาจะเอาไปทำอะไร”

            “ไม่รู้” นิคตอบ “แต่ที่แน่ๆเราก็ได้รู้แล้วว่าเรสท์และเจ้าหน้าที่นายนั้นต้องการจะพาใครแหกคุกออกมา ตอนนี้ที่ต้องทำคือวิเคราะห์ต่อว่าพวกนั้นจะใช้วิธีไหนแหกคุก หรือถ้าจะเอาที่เร็วกว่านั้นก็ไปดักจับหลังจากที่พวกนั้นหนีออกมาได้เลย เราก็จะได้รู้ด้วยว่าจุดประสงค์ของการพายายแกะนี่หนีออกมาคืออะไร”

            “แล้วเรื่องเจ้าหน้าที่นั้นล่ะ เรายังไม่รู้เลยนะว่าใคร” แจ็คถามต่อ ใบหน้าขมวดมุ่นอย่างใช้ความคิดเต็มที่

            “เชื่อฉันเถอะ ถ้าเราตามเอมี่ไปวันที่หล่อนจะทำการช่วยเบลเวธเธอร์แหกคุก เราต้องได้เจอหมอนั้นแน่”

นิคบอกสบายๆ ราวกับว่าเขาคาดการณ์ไว้ได้อยู่แล้วว่าพวกคนร้ายจะเดินหมากตัวไหนต่อ แจ็คเองก็ดูจะตามความคิดของนิคทันแล้วเช่นกัน เขาพึมพำออกมาเบาๆ “...แล้วเราก็จะจับเขาได้ตรงนั้น... ให้ตายเถอะนิค! ฉันหงุดหงิดชะมัดเวลาที่นายฉลาดกว่าฉัน!” กระต่ายหนุ่มเผลอต่อยแขนเจ้าหน้าที่จิ้งจอกด้วยความยินดีอย่างลืมตัว นิคร้องโอ๊ยเบาๆพลางลูบแขน “เอ่อ...แต่ประเด็นคือ เราไม่รู้น่ะสิว่าเอมี่จะไปวันไหน แล้วอีกอย่างอาจจะไม่ใช่ตัวเธอก็ได้ที่เขาไปช่วยเบลเวธเธอร์แหกคุก ฉันกำลังกลัวว่าที่เรือนจำจะมีพวกของหล่อนอีกหรือเปล่า ไม่แน่ว่าพวกนี้อาจจะทำเป็นขบวนการ”

            “งั้นนายไปล้วงมาจากเธอให้ได้ ทำยังไงก็ได้ หรือจะบีบให้เธอรีบเคลื่อนไหวเลยก็ได้” แจ็คสั่งอย่างรวดเร็ว ยัดนิตสารคืนให้นิคพลางเริ่มกวาดเอกสารบนโต๊ะเก็บเข้ากระเป๋า ดูเหมือนกระต่ายหนุ่มจะไม่ได้สนใจเลยว่าที่เขาพูดไปเป็นเรื่องที่ทำได้ยากขนาดไหน เขากำลังดีใจกับปริศนาที่เพิ่งไขออก

            “พูดเหมือนมันทำได้ง่ายๆอีกแล้วนะ” นิคบ่นอุบอิบ ก่อนจะเหลือบตามองเห็นโต๊ะยาวที่ว่างเปล่าไร้เอกสาร และกระต่ายหนุ่มที่รูดซิปกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว “จะกลับแล้วเหรอ วันนี้ก็กลับเร็วอีกแล้วนะ”

            “ก็เสร็จไปอีกเรื่องนึงแล้วนี่” แจ็คว่าขณะยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา “อ้อ...เกือบลืมบอก พรุ่งนี้นายไม่ต้องมาหรอกนะ ฉันมีงานต้องไปทำ”

            “งานเหรอ นายรับงานอื่นอีกด้วยเหรอ” นิคเลิกคิ้ว ปกติเขาไม่เห็นแจ็คยุ่งกับคดีอื่นเลยนอกจากคดีฆาตกรรมมิสเตอร์เรนเลอร์

            “งานค้างน่ะ ไม่สำคัญเท่าไรหรอก ไว้เจอกันอีกทีวันมะรืนแล้วกัน”

            “อ้อ...  แล้วไปทำที่ไหนละ” นิคเอ่ยถาม

            “ร้านไนต์คลับเถื่อนๆแห่งหนึ่งแถวซาฮาร่าสแควร์น่ะ” แจ็คบอก ยกกระเป๋าเอกสารขึ้นมาถือเตรียมจะเดินออกไป

            “เฮ้ ฉันว่าฉันรู้จัก ใช่ร้านที่อยู่แถวๆบล็อก32 ที่มีร้านขายดอกไม้ใช่ไหม”

            “ถ้าใช่แล้วจะทำไม” กระต่ายหนุ่มหันขวับมาทำหน้าเรียบๆใส่คล้ายจะสื่อว่า นายจะมายุ่งอะไรด้วย

            “ก็เปล่า” นิคไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจนัก “แค่ถามไว้ พอดีว่ามีคูปองส่วนลดร้านประเภทนี้เยอะน่ะ ถ้านายจะไป ก็ช่วยเอาไปกำจัดทิ้งให้ด้วยจะดีมากเลย”

            “ฉันไม่ได้อยากได้เศษกระดาษมาเพิ่มเนื้อที่ในกระเป๋าสตางค์หรอกนะ” แจ็คบอก “แต่ถ้านายมีพวกประเภทบัตรวีไอพีก็ค่อยมาว่ากันทีหลัง”

            “มี”

            “ --- I beg your pardon? (นายว่าไงนะ)”

            แจ็คถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่อยากจะเชื่อนัก แต่แล้วเขาก็ต้องเบิกตาโพลงออกมา เมื่อนิคล้วงกระเป๋าเงินออกมาแล้วหยิบบัตรแข็งสีทองอร่ามขึ้นมาโบกเล่น

            “อ้อ...ก็ดี เยี่ยม” แจ็คกัดฟันพูด ไม่ชอบใจเลยที่จิ้งจอกหนุ่มอยู่เหนือกว่าเขากระทั่งเรื่องล้อเล่นแบบนี้ “งั้นฉันจะรับบัตรนั้นไว้พิจารณาแล้วกัน เอามานี่”

            กระต่ายหนุ่มขยับอุ้งมือหมายจะคว้าบัตรมาไว้ แต่นิคชูบัตรขึ้นสูง แม้ด้านพลังกายและความรวดเร็วนิคอาจจะสูงแจ็คกับจูดี้ไม่ได้ แต่ถ้าเรื่องไหวพริบและการอ่านนิสัยอีกฝ่ายออกเขาไม่มีทางเป็นสองรองใคร นิคฉีกยิ้มยียวนกระดกบัตรในอุ้งมือน้อยๆ “ทำยังไงก่อน”

            แจ็คย่นหน้าอย่างหนัก เขาเปล่งเสียงลอกไรฟันออกมาอย่างยากลำบากว่า “Thanks (ขอบคุณ)”

นิคอมยิ้มพึงพอใจสุดขีด มอบบัตรให้กับกระต่ายหนุ่ม แจ็ครับมาก่อนจะเคลื่อนตัวออกจากห้องสมุดไปอย่างรวดเร็วราวกับมีล้อรถอยู่ใต้เท้า ปล่อยให้นิคหัวเราะขบขันอยู่ตรงนั้น นิคไม่รู้ว่าแจ็คต้องการบัตรวีไอพีไปทำอะไร ถ้าให้เดาก็คงจะเกี่ยวข้องกับงานค้างอะไรนั้นของเขา แต่จะอะไรก็ช่าง ตอนนี้จิ้งจอกหนุ่มไม่ใคร่จะพิศวงสิ่งอื่นใดแล้ว ในเมื่อพรุ่งนี้เขาไม่ต้องมาทำงานตอนเย็นและได้หยุดพักจริงๆบ้างเสียที

นิคคิดอย่างเป็นสุข หยิบนิตยสารและกระเป๋าเดินออกไปบ้าง พลางวางแผนในหัวว่าพรุ่งนี้เขาจะกลับไปนอนชดเชยเวลาที่เสียไปกับการทำงานให้เต็มคราบไปเลย และหวังว่าในคืนพรุ่งนี้จะไม่เกิดคดีอะไรจนสารวัตรโบโก้ต้องเรียกตัวออกมาทำงานกลางดึกแบบกระต่ายบางตัว อย่างไรความน่าจะเป็นที่จะเกิดเรื่องก็น้อยมากๆอยู่แล้ว ถ้าพรุ่งนี้เขายังต้องมาทำงานตอนดึกดื่นเที่ยงคืนอีก เขาก็คงต้องไปหาที่สะเดาะเคราะห์ด้านการงานเสียทีกระมัง


--------------------------------- [ ต่ออีก 10% ] -----------------------------


คืนวันพุธมาถึงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันได้ตั้งตัว แจ็ค ซาเวจนั่งดื่มอย่างโดดเดี่ยวอยู่ในร้านไนต์คลับแห่งหนึ่งแถวย่านซาฮาร่าสแควร์ เป็นร้านที่ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ดูจะมีแต่คำว่าผิดกฎหมายโผล่แวบขึ้นมาให้เห็นอยู่ร่ำไป กระต่ายหนุ่มคิดว่าหลังเสร็จงานนี้แล้วเขาควรต้องแจ้งหน่วยสืบราชกาลลับหรือ ZPD สั่งปิดเป็นการถาวร

แจ็คเหลือบตามองไปทางโต๊ะฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นที่นั่งของเป้าหมายในวันนี้ เขาเป็นเสือโคร่งที่นั่งล้อมวงอยู่ท่ามกลางพวกหมูอีกสามตัว ถ้าแจ็คจำไม่ผิด เสือโคร่งตัวนั้นมีชื่อว่าซัมเมอร์ เขาเป็นเจ้าพ่อแห่งวงการค้ายาเสพติด เกือบครึ่งปีแล้วที่แจ็คติดตามคดีของซัมเมอร์อยู่ ตามคำสั่งของหน่วยสืบราชการลับ แจ็คต้องสร้างแอคเคาน์ปลอมเพื่อเจรจาซื้อขายยาเสพติดกับซัมเมอร์ --- หากแต่แท้จริงแล้วยาเหล่านั้นถูกริบไว้โดยหน่วยสืบราชการลับ คดีคืบหน้าไปอย่างเชื่องช้าเนื่องจากต้องเป็นไปตามขั้นตอนทางธุรกิจ อย่างไรก็ตาม วันนี้ก็ถึงเวลาที่แจ็คจะสะสางคดีค้างคานี้ให้เรียบร้อยเสียที กระต่ายหนุ่มมาเพื่อยื่นเอกสารเซ็นข้อตกลงลดส่วนแบ่งที่ซัมเมอร์ไม่มีทางยินยอม แต่ไม่ว่าเสือโคร่งจะยอมรับข้อเสนอส่วนแบ่งนี้หรือไม่นั้นก็ไม่สำคัญเลย เพราะการมาเยือนในวันนี้ของแจ็คจะนำไปสู่ความล้มจมทางธุรกิจของมิสเตอร์ซัมเมอร์แน่นอน

แจ็คซุ่มเฝ้ามองดูซัมเมอร์เป็นระยะสลับกับยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู นอกจากวันนี้เขาจะมาสะสางคดีนายซัมเมอร์แล้ว กระต่ายหนุ่มยังนัดเจ้าหน้าที่จากเรือนจำสมิตตี้ฟิสซึ่งเป็นเรือนจำที่คุมขังเบลเวธเธอร์ไว้มาพูดคุยด้วย เขารอจนเบียร์หมดไปสามกระป๋องแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครโผล่มาเสียที พวกนั้นชักช้าเสียจริง

เพียงสิบนาทีต่อมาโต๊ะของมิสเตอร์ซัมเมอร์ก็ลุกขึ้นยืนกันทั้งโต๊ะ แล้วพวกเขาก็ย้ายร่างกายอันใหญ่โตของพวกเขาเข้าไปในห้องวีไอพี แจ็คมองตามพลางเลื่อนอุ้งมือขึ้นมาแตะบัตรแข็งในกระเป๋าเสื้อ โชคดีจริงๆที่นิคดันมีบัตรพรรค์นี้เลยยืมมาได้ เขาเองก็กังวลอยู่เหมือนกันว่าหากเกิดกรณีที่มิสเตอร์ซัมเมอร์เข้าไปหลบในห้องพิเศษแบบนี้แล้วเขาจะทำเช่นไร

แจ็คนั่งรอเจ้าหน้าที่จากสมิตตี้ฟิสได้อีกเพียงสิบนาทีเท่านั้น เขาก็ตัดสินใจว่าจะไม่รอแล้ว กระต่ายหนุ่มลุกตามพวกมิสเตอร์ซัมเมอร์ไป ตอนนี้เขาไม่อาจคาดสายตาจากเป้าหมายไปได้ แจ็คเดินสาวเท้าไปจนเกือบจะถึงหน้าห้องวีไอพีที่มีม่านสีแดงกั้น และกำลังจะหยิบบัตรวีไอพีขึ้นมาให้กับพนักงานกระต่ายสาวที่ยืนก้มหน้าหมุนถาดอาหารในท่าทางกระวนกระวาย กระต่ายหนุ่มหยีตามองราวกับกระต่ายแก่สายตาสั้น เขารู้สึกคุ้นเคยเหมือนกับเคยพบกระต่ายสาวตัวนี้ที่ไหนสักแห่งมาก่อน --- เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมาหน่อยหนึ่ง แจ็คก็ถึงกับอุทานออกมา

            “โว้ว...” แจ็คร้องออกมาพร้อมกับสีหน้าเหลือเชื่อเกินจะคาดเดา “สรุปว่ารสนิยมการแต่งตัวของเธอมันไม่ธรรมดาจริงๆด้วยสินะ”

เขาหลุดปากออกไปอย่างเสียมารยาท แต่ในหัวก็กำลังคิดแบบนี้อยู่จริงๆ ก็วันก่อนเขาก็เพิ่งพบเธอในชุดเสื้อคลุมตัวใหญ่สำหรับหมีใส่ไปเอง มาวันนี้ก็ดันมาเจอในชุดพนักงานสาวเสิร์ฟวาบหวิวอีก

 “มิสเตอร์ซาเวจ!” กระต่ายสาวตัวนี้เป็นจูดี้ ฮอปส์นั่นเอง เธอร้องเสียงหลง อ้าปากค้าง เบิกตาโพล่ง ก่อนจะรีบยกถาดอาหารทรงกลมที่ถือไว้ขึ้นมาปิดบังเรือนร่างเกือบเปลือยของเธอ

“ไม่ต้องปิดหรอก ไม่ได้มีอะไรให้ดูเลย” แจ็คว่าพร้อมอมยิ้มหัวเราะเฝื่อน ไม่อยากจะเชื่อจริงๆว่าจะได้มาพบเจ้าหน้าที่ฮอปส์ในสภาพแบบนี้ “ว่าแต่จะหลบไปได้ยัง เธอยืนขวางทางเข้าอยู่” แจ็คว่าต่อพร้อมสะบัดมือไล่

“เดี๋ยวก่อน!” จูดี้ขวาง “ไม่มีบัตรวีไอพีเข้าไม่ได้นะ”

แล้วพวกเขาก็ยืนเถียงกันหน้าทางเข้าอีกนานทีเดียว ดูเจ้าหน้าที่ฮอปส์จะจริงจังกับงานเด็กเสิร์ฟถึงขนาดขู่ให้แจ็คแสดงบัตรผ่านออกมา ทั้งที่ถ้าเธอให้ความร่วมมือในฐานะเพื่อนร่วมอาชีพเสียหน่อย แจ็คก็คงผ่านเข้าไปได้สบายๆแล้ว กระต่ายหนุ่มโบกบัตรวีไอพีที่ยืมมาจากนิคให้จูดี้ดู เธอมีสีหน้าตื่นตะลึงค่อนไปทางไม่สบอารมณ์ แจ็คมองปราดเดียวก็รู้ว่าเธอกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับการเข้าไปในห้องหลังม่านแดงนี้ แม้แจ็คจะยังไม่รู้ว่ากระต่ายสาวมาที่นี่ด้วยจุดประสงค์อะไร แต่ก็คงไม่ใช่การทำงานพิเศษหลังเลิกงานที่ ZPD แน่

แจ็คเดินผ่านจูดี้เข้ามาโดยไม่สนใจเสียงก่นด่าในลำคอของเธอ เมื่อกระต่ายสาวเพิ่งจะขอยืมเครื่องอัดเสียงจากเขา แต่เขาไม่ให้ (ก็เขาต้องใช้เหมือนกันนี่) อย่างไรก็ตาม การที่เธอเอ่ยปากถามเขาแบบนี้ ก็ชัดเจนล่ะว่าเธอต้องมาสืบคดีอะไรสักอย่างแน่ๆ

กระต่ายหนุ่มเดินเข้าไปเลือกนั่งที่สุดมุมห้องซึ่งเหมาะแก่การสังเกตการณ์ ในหัวยังคิดวิเคราะห์ไม่หยุดว่าจูดี้ ฮอปส์จะมาสืบคดีอะไร  เหมือนว่านิคจะเคยพูดเรื่องผู้ต้องสงสัยทั้งสี่ให้เขาฟังอยู่นี่นา แต่เขาดันไม่ได้สนใจเอง --- แจ็คพ่นลมอย่างหงุดหงิดขณะควักสมุดพกเล่มเล็กขึ้นมาเปิด ด้านในมีรายละเอียดรายชื่อและงานใน ZPD ที่เขาไม่ค่อยสละเวลาเปิดอ่าน ดูเหมือนเขาคงจะเป็นหัวหน้าที่ไม่ใส่ใจอะไรตามที่นิคเคยว่าไว้จริงๆ ซึ่งนี่ถือเป็นเรื่องน่าโมโหมาก เพราะแจ็คไม่ต้องการให้สิ่งที่นิคพูดเป็นเรื่องถูก

แจ็คพลิกกระดาษมาสองแผ่นก็พบกับหน้ากระดาษที่มีรายชื่อและรูปถ่ายขนาดเล็กของผู้ต้องสงสัยทั้งสี่เขียนไว้อย่างชัดเจน หนึ่งในนั้นมีนักธุรกิจหมูชื่อลูอิส ซิมส์ ซึ่งจ้ำม้ำอย่างร้ายกาจ กระต่ายหนุ่มละสายตาจากสมุดขึ้นมองไปทางโต๊ะของมิสเตอร์ซัมเมอร์ หมูที่นั่งคุยอยู่ข้างๆเสือโคร่งมีใบหน้าอวบอูมน่าเกลียดเป็นพิมพ์เดียวกันกับลูอิสในสมุดพกของเขา แจ็คเหลือบมองต่อไปทางจูดี้ ฮอปส์ที่ยังคงยืนรับแขกอยู่หน้าห้องวีไอพี ก่อนจะสลับมองไปทางซัมเมอร์และลูอิสอีกที ภาพของสัตว์ทั้งสามฉายแวบไปมาจนทำให้รู้สึกมึนงง --- ช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่แสนเลวร้าย กระต่ายหนุ่มคิด กลอกตาไปมาพร้อมถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ได้แต่ภาวนาขออย่าให้เกิดเรื่องยุ่งยากตามมา

โทรศัพท์สั่นอย่างบ้าคลั่งอยู่ในกระเป๋า แจ็คสะดุ้ง เกือบลืมไปเลยว่านัดกับเจ้าหน้าที่จากเรือนจำสมิตตี้ฟิสเอาไว้ เขารับโทรศัพท์ พร้อมบอกให้ปลายสายเข้ามาในห้องวีไอพี และไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่จากเรือนจำก็เข้ามาพบกับแจ็คจนได้ พวกเขามากันสองตัว เป็นกระทิงทั้งคู่ ทั้งสองเข้ามาในห้องวีไอพีได้อย่างไม่ติดขัดอะไร เพราะแจ็คแจ้งกับพนักงานไว้แล้วว่าจะมีเพื่อนมาสมทบ

เรื่องที่เจรจาจบอย่างรวดเร็วเกินไปจนแจ็คเกือบจะหัวเสีย ที่เขานัดกระทิงทั้งสองมาก็เพียงเพื่อจะขอให้พวกเขาเพิ่มมาตรการคุ้มกันเรือนจำ เพื่อให้ง่ายต่อการจับกุมเอมี่ เรสท์และเบลเวธเธอร์ซึ่งมีแผนจะหลบหนีก็เท่านั้น แม้แจ็คจะให้เหตุผลไปมากเท่าที่เปิดเผยได้ แต่ฝ่ายนั้นกลับปฏิเสธมาท่าเดียว พร้อมทั้งย้ำซ้ำๆว่า “โอ้ แจ็ค คุณก็รู้ว่าช่วงนี้ระบบการทำงานล้มเหลวไม่เป็นท่าเลย” และ “ไม่ได้หรอกแจ็ค ทุกอย่างต้องเป็นขั้นเป็นตอน”

กระต่ายหนุ่มพยายามสะกดอารมณ์ขุ่นมัวไว้ เขาใช้สายตาแข็งกระด้างไล่กระทิงทั้งสองกลับไปและไม่แยแสแม้แต่น้อยตอนที่พวกเขาโค้งลาเป็นมารยาทมาให้ วันนี้ไม่ใช่วันที่ดีเท่าไรเลย... แจ็คคิดพลางล้วงบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ กระต่ายหนุ่มมักจะใช้วิธีนี้เป็นประจำเพื่อขจัดขับไล่ความเครียด

ทว่าครั้งนี้ อาการเครียดของเขากลับไม่หายไปเหมือนตามปกติ หนำซ้ำยังดูจะทวีคูณเพิ่มขึ้นด้วย แจ็คขมวดมุ่น เมื่อได้ยินเสียงกึกกักฟังดูน่ารำคาญลอยมากระทบที่ข้างหู เขาเกลียดความสามารถพิเศษที่ดีเกินไปของหูกระต่ายจริงๆ กระต่ายหนุ่มบ่นพึมพำถึงผู้ที่สร้างเสียงชวนหงุดหงิดใจนี้เบาๆ

“แอบฟังแล้วยังแอบมองอีก เธอเป็นพวกโรคจิตหรือไง”

เป็นจูดี้ ฮอปส์นั้นเองที่เขาพูดถึง เธอกลอกตาเหนื่อยหน่ายไปมาเมื่อโดนพูดถึงในแง่ลบ และไม่กี่วินาทีต่อมาแจ็คก็ได้รับรู้ว่าที่เขาพึมพำไปเมื่อครู่ เป็นเรื่องที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิต เขาลืมไปเลยว่าเจ้าหน้าที่ฮอปส์ก็มีหูกระต่าย ซึ่งกรองเสียงได้ไว้ยิ่งกว่าเครื่องกรองน้ำ นาทีที่เธอได้ยินคำพูดถากถางของเขา เธอก็ต่อปากต่อคำกลับมายาวยืดทันที แจ็คแทบอยากจะบีบคอตัวเองตายเสียเดี๋ยวนั้น --- ทำไมเขาถึงไม่นั่งหุบปากเฉยๆนะ เขาต้องติดนิสัยพูดมากมาจากนิคแน่ๆ

กระต่ายหนุ่มจำใจเถียงกลับไปสองสามประโยค ไม่นานก็รู้สึกเปลืองน้ำลายโดยใช่เหตุ เขาอยากไล่เธอออกไปให้พ้นๆเต็มทน แจ็คตัดสินใจพยักพเยิดไปทางโต๊ะของมิสเตอร์ลูอิส กวนโมโหไปเล็กน้อยให้จูดี้ไปสืบคดีของเธอเสียที และได้ผล เจ้าหน้าที่ฮอปส์เดินเชิดออกไปนั่งกับพวกลูอิสอย่างมั่นใจ แจ็คปรายตามองตามแม้เขาจะทำทีเป็นใส่หูฟังไม่สนใจอะไรก็ตาม แต่เขาก็อยากจะรู้นักว่าจูดี้ ฮอปส์ที่นิโคลัส ไวลด์ยกยอไว้นักหนาจะมีดีขนาดไหน

ทว่ายังไม่ทันที่แจ็คจะได้เห็นผลลัพธ์อะไรจากกระต่ายสาว ก็เกิดเรื่องขึ้นเสียแล้ว เขาสังหรณ์ไว้อยู่แล้วทีเดียวเชียว --- ภาพตรงหน้าคือหนึ่งในเพื่อนหมูของมิสเตอร์ลูอิสกำลังฉุดยื้อกระต่ายสาว แต่เธอสะบัดแขนออกอย่างแรงจนหมูตัวนั้นเซ แถมเธอยังเริ่มง้างหมัดขึ้นมาแล้วด้วย แจ็ครีบโผพรวดเข้าไปหยุดการกระทำนั้นเอาไว้ ร่างกายของเขาพุ่งออกไปก่อนการประมวลผลในสมองเสียอีก จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจตัวเองว่าจะออกไปช่วยกระต่ายสาวทำไม ...ที่ผ่านมาเขาไม่เคยใส่ใจใครเลยแท้ๆ

“เฮ้! มาอยู่นี่เองเหรอ --- อะไรกัน เมื่อกี้ยังนั่งกับผมอยู่เลยนี่”

            “หา!? ฉันไม่ได้..”

แจ็คแสดงละครเล่นหูเล่นตาอย่างรวดเร็วจนกระต่ายสาวงง แต่แจ็คไม่สนว่าเธอจะตามทันหรือไม่ เขาเอาเครื่องอัดเสียงขนาดเล็กซึ่งถูกพันด้วยฝ่อนธนบัตรส่งไปให้จูดี้ พร้อมกับตบหลังไล่เธอออกไปจากห้อง เป็นเวลาเดียวกับที่แขกลูกค้าทั้งหลายตกใจกับเหตุการณ์ต่อยตีรีบพากันหนีออกไป เรื่องราวชักเริ่มบานปลาย แจ็คเห็นทีว่าคงต้องรีบจัดการพวกนี่ให้หมดโดยเร็วที่สุด ทั้งซัมเมอร์และลูอิสเลย --- ให้ตายเถอะนิโคลัส ไหนเขาบอกว่าคู่หูของเขาเก่งนักหนาไง นี่มันตัวสร้างเรื่องชัดๆ

แจ็ครีบเข้าเรื่องอย่างเร่งด่วน เขาไม่มาเสียเวลาเล่นสนุกกับพวกลูกกระจ๊อกของซัมเมอร์และลูอิส กระต่ายหนุ่มจัดแจงเจรจาพร้อมกับควักเอกสารขึ้นมาให้อีกฝ่ายเซ็นทันที ซึ่งมิสเตอร์ซัมเมอร์ก็ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนออย่างที่คิด แต่นั้นไม่สำคัญเท่ากับการที่อยู่ๆมิสเตอร์ลูอิสก็เข้ามาร่วมต่อต้านด้วย ท่าทางข้อเสนอลดส่วนแบ่งนี้จะมีผลกระทบไปถึงตัวนักธุรกิจหมูที่เป็นคู่ค้าห่างๆ แจ็คต้องพยายามฝืนฉีกยิ้มอย่างเอาเป็นเอาตายแม้ว่าตอนนี้จะอยากแยกเขี้ยวมากก็ตาม เมื่อมิสเตอร์ลูอิสใช้กีบมืออวบอูมราวกับมัดไส้กรอกฉวยคว้าเอกสารในอุ้งมือของเขาออกมาฉีกทิ้ง

ฉับพลันทันใด การปะทะก็เกิดขึ้น พวกลูอิสเริ่มหาเรื่องก่อน ลูกน้องของเขาอีกสองตัวก็มาช่วยเตะต่อยอาละวาดด้วย แจ็คหลบหมัดพวกนั้นได้อย่างเชี่ยวชาญทั้งยังเสียบหูฟังฟังเพลงสบายอารมณ์ กระต่ายหนุ่มยอมรับว่าเรื่องที่มีมิสเตอร์ลูอิสเข้ามาเอี่ยวด้วยเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายที่เขาไม่ได้เตรียมการมาก่อน แต่ช่างเถอะ...เอกสารนั้นจะเซ็นหรือไม่เซ็นอย่างไรตอนนี้ค่าก็เท่ากัน ในเมื่อตอนนี้ฝั่งเขาก็มีหลักฐานจากเครื่องอัดเสียงให้จับกุมได้อยู่แล้ว ...ถ้าจูดี้ ฮอปส์ไม่โง่กับการเปิดปิดเครื่องละก็นะ

ฝ่ายตรงข้ามช่วยกันรัวหมัดมาไม่เลิก แจ็ครู้สึกเบื่อหน่ายกับความไร้สามารถกับนักธุรกิจพวกนี้ เขาคิดว่าเดี๋ยวกวนประสาทเล่นอีกสักประเดี๋ยวก็จะเลิกแล้ว หากแต่เรื่องผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อมิสเตอร์ลูอิสที่เริ่มเหนื่อยล้าเริ่มปัดป่ายมั่วซั่ว ทำให้แทนที่นักธุรกิจหมูจะได้ต่อยกระต่ายหนุ่ม กลับกลายเป็นว่าฉวยเกี่ยวเอาสายหูฟังของแจ็คมาได้แทน เหตุการณ์นี้ทำให้แจ็คเสียหลัก และกลายเป็นฝ่ายที่โดนรุมแทน

ความเจ็บปวดที่โดนอัดในตอนนี้เทียบกันไม่ได้เลยกับสมัยตอนที่แจ็คต้องรับการฝึกหนักเพื่อเข้ามารับใช้ราชกาล เขาไม่รู้สึกเจ็บเลย ไม่เลยแม้แต่น้อย เขารู้สึกสมเพชตัวเองมากกว่า...กระต่ายหนุ่มใช้ดวงตาซึ่งบวมเป่งจากการโดนต่อยชำเลืองมองไปยังสายหูฟังที่มิสเตอร์ลูอิสยึดเอาไว้... น่าหนักใจเสียจริงๆ จนป่านนี้แล้วเขาก็ยังไม่เลิกยึดติดกับวัตถุโง่ๆที่มักสร้างภาระให้เขาเสมอ...

พวกนั้นจิกหัวและเริ่มพูดจาดูถูกแจ็ค กระต่ายหนุ่มเริ่มเบื่อหน่ายเต็มทนแล้ว เขาไม่อยากลดตัวและศักดิ์ศรีอันสูงส่งไปมีเรื่องชกต่อยกับสัตว์ชั้นต่ำพวกนี้เลย นึกแล้วก็น่าเสียดาย ทั้งๆที่เขาหลบได้อย่างไร้รอยขีดข่วนมาตั้งแต่แรกแล้วเชียว แต่ถ้าไม่สวนอะไรกลับไปบ้าง เห็นทีคงไม่ได้หูฟังและโทรศัพท์คืนมาแน่นอน คิดไปคิดมาแล้ว ที่เรื่องราวบานปลายจนผิดแผนไปหมดก็เพราะจูดี้ ฮอปส์ตัวเดียว ยายนั้นเป็นตัวนำโชคร้าย...ไม่ต้องสงสัยเลย

และตอนนั้นเองที่ตัวโชคร้ายของเขาปรากฏตัวขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน

“พอได้แล้ว!” เสียงจูดี้ ฮอปส์ตะโกนดังลั่น พร้อมกับเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บของลูกน้องหมูที่เพิ่งจะถูกเตะกระเด็น เธอเข้ามาคว้าตัวเขาเอาไว้ ทำท่าราวกับจะปกป้อง แจ็คย่นจมูกเงยหน้าขึ้นมองกระต่ายสาว ก่อนจะพูดกระซิบเสียงเบาด้วยคำพูดที่ไม่น่าออกจากปากคนที่เพิ่งถูกซัดเสียสะบักสะบอม

“ยุ่งไรด้วยเนี่ย”

เจ้าหน้าที่ฮอปส์เลิกคิ้วกวนใส่เขาราวกับจะสื่อว่า สภาพแบบนี้ยังจะพูดมากอีก โชคดีที่เธอฉลาดพอจะไม่ตอบเขาในสถานการณ์เช่นนี้ หรืออันที่จริงเธออาจจะไม่มีอารมณ์

พวกลูอิสและซัมเมอร์พูดจายั่วโมโหกลับมาอีก ในขณะที่เจ้าหน้าที่กระต่ายสาวสวนอะไรกลับไปไม่รู้ แจ็คไม่สนใจจะฟัง เขาอาศัยจังหวะนี้ใช้อุ้งเท้าเขี่ยหูฟังและโทรศัพท์ซึ่งตอนนี้ไปนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นกลับมา --- เขาทำได้แล้ว และกำลังจะสะกิดบอกให้จูดี้ออกไปจากที่นี่พร้อมกัน แต่ภาพที่เขาเห็นคือเจ้าหน้าที่กระต่ายกำลังปรอทแตกและเริ่มทำท่าจะต่อยพวกลูอิสอีกแล้ว แจ็คทำหน้าเหมือนปวดไมเกรน ยายกระต่ายนี่ไม่หาเรื่องใส่ตัวสักนาทีเดียวจะตายไหมนะ

“นี่ๆ เดี๋ยวเถอะ --- ผมบอกให้ไปรอที่ห้องไม่ใช่หรือไง”

แจ็คเริ่มแสดงละครอีกครั้ง จูดี้งงจนเซ่อ เธอมองกระต่ายหนุ่มด้วยสายตาแขยงเล็กๆเนื่องจากเขาทำตัวสุภาพบุรุษเกินไป แจ็ครู้สึกเก้อกระดากกับสิ่งที่เขาพูดออกไปไม่แพ้กันนั้นล่ะ เขาคิดว่าจูดี้ ฮอปส์ช่างโง่มากที่ตามเขาไม่ทันถึงสองครั้ง แต่เขาจะไม่ด่าเธอตอนนี้หรอก มันไม่สะดวกปาก

 “แล้วก็..ขอบคุณที่คืนเจ้านี่นะครับ” กระต่ายหนุ่มหันมายิ้มทิ้งท้ายให้เหล่าคู่กรณีพร้อมกับชูโทรศัพท์มือถือและหูฟังที่แย่งกลับมาได้ขึ้นมาเด่นหรา ทั้งหมูและเสือโคร่งเสียหน้า แจ็คหัวเราะในลำคออย่างพึงพอใจ เพราะนั้นหมายถึงว่าในการวิวาทครั้งนี้ เขาคือผู้ชนะ


---------------- [ยังไม่จบ เดี๋ยวมาต่ออีก 40%] ---------------------------



พูดคุยประจำวันที่ 5/3/60

ขอโทษที่หายไปเกือบสองสัปดาห์นะคะ พอดีไปตปท.มาแล้วลืมมาแจ้งในนิยาย (แต่ไปแจ้งในเพจไว้แล้วน้า)

พูดถึงตอนนี้ ในที่สุดแจ็คกับจูดี้เขาก็มาเจอกันแล้วน้า 10% ที่เอามาลงใหม่นี่คือ เป็นบท 14 ใน POV ของแจ็คล้วนๆเลย ทำให้เรารู้ว่าแจ็คเขาคิดไงกับจูดี้ จะเห็นได้เลยว่า มีความไม่ชอบขี้หน้าอย่างมาก 5555 ถ้าอยากรู้ว่าหมอนี่สุดท้ายแล้วไปชอบจูดี้ได้ไง ต้องติดตามต่อค่ะ 

คือ ไม่มีไรจะพูดแล้วอ่ะ เพราะมันคือการรีรันบท 14 นี่หนา ฮือออ  T^T คิดเห็นอย่างไรามารถคอมเม้นท์ได้นะคะ มันแต่งออกมาแล้วเหมือนอ่านซ้ำอีกรอบแล้วน่าเบื่อหรือเปล่าก็บอกได้นะ จะได้ลองเอาไปปรับแก้ให้ค่ะ จริงๆแต่งมานี่ไม่รู้ให้ดำเนินเรื่องไวไปเปล่า คือตัดน้ำๆออกไปเยอะเหมือนกัน เหลือแต่เนื้อเลย เพราะเห็นว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้ว ถ้ามาเล่าซ้ำอีกจะยืดเอา แถมตอนนี้ ที่ทำรวมเล่มอยู่ คือปาไป 400 เกือบ 500 กระดาษ A5 แล้วค่ะ จะเป็นลม กลัวหนังสือออกมาหนาเกินมากเลย ยกโทษให้ไรต์ด้วยนะคะ ที่คุมความยาวเรื่องไม่ค่อยอยู่ แต่ถ้าผ่านบท 18 ไปได้ ก็เหลืออีกไม่มากแล้วค่ะ เนื้อหาใกล้จบแล้วจริงๆ เหลือแต่ความเร็วในการแต่งของไรต์เนี่ย ที่ทำเอาเรื่องไม่จบซักที 5555

มีเรื่องจะแจ้งอีกเรื่องค่ะ อีกสองอาทิตย์ไรต์ต้องสอบมิดเทอมแล้ว อาจจะมาอัพช้า (อีกแล้วเรอะ TT) ขอโทษด้วยจริงๆนะคะที่ธุระเยะไปหมดงี้ แต่สัญญาค่ะว่าจะแต่งให้จบแน่ๆๆ อย่าเพิ่งทิ้งกันไปไหนน้าา พลีสส อยู่กับไรต์ก่อนนนน

สำหรับวันนี้ก็ลาไปก่อนนะคะ พบกันใหม่อีก 60% ค่า><








===============================================================

!แจ้งข่าว! ไรต์มีฟิคใหม่มาฝากค่า เป็นฟิคซูโทเปียเหมือนกัน ตอนแรกกะจะแต่งมาเอาไว้เป็นเรื่องสั้นแถมท้ายในรวมเล่ม แต่ไปๆมาๆไม่เอาดีกว่า มันไม่เวิร์คเท่าไร เลยลงเว็บให้อ่านฆ่าเวลารอฟิค You Know You Love Me อัพเดตสำหรับคนรอไม่ไหวจะได้มีอะไรอ่านพลางๆ ถ้าใครสนใจไปติดตามกันได้นะคะ ชื่อเรื่อง Fic Zootopia :: My Partner Has Got a Wedding Ring ค่ะ คลิกที่ลิงค์ได้เลย https://writer.dek-d.com/hasekava/story/view.php?id=1574081 หรือจะเอาชื่อเรื่องไปเสริช์ใน dek-d ก็ได้ เสิร์ชมาก็เจอล่ะ อยู่แรกๆนั้นล่ะ ยังไงก็ฝากติดตามอีกเรื่องด้วยน้า



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

311 ความคิดเห็น

  1. #311 paresa (@paresa) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 11 เมษายน 2563 / 10:33
    รอนะคะ สนุกมากเลยค่ะ ;-;
    #311
    0
  2. #309 catminlion (@catminlion) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:49
    ไรท์ขา~~
    #309
    0
  3. #288 ชิอะจัง (@shirosaku) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2561 / 22:25
    รอนะคะ ฮื่อ ;;;
    #288
    0
  4. #286 Ziko (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 16:54
    ^ ดูครับรออยู่นะครับ

    |
    #286
    0
  5. #277 รักGกะBจัง^^ (@kliang) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 24 เมษายน 2561 / 03:34
    กลับมาเถอะไรท์ อยากรู้ว่าแจ็ครู้สึกอย่างไรเวลาอยู่กับจูดี้TT
    #277
    0
  6. #270 Littlecat (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2560 / 01:49
    รออยู่นะคะไรต์ อย่าทิ้งเลยนะคะ. แงงงงงงงงงงงงงง

    รอๆๆๆๆๆๆ
    #270
    1
    • #270-1 ARI_Grande (@katycast3) (จากตอนที่ 21)
      15 ธันวาคม 2560 / 14:29
      รอเหมือนกันเลย 5555 ผ่านมาหลายเดือนแล้วไรท์จะเห็นไหมเนี่ยยย ;-;
      #270-1
  7. #264 intigate (@intigate) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 5 มีนาคม 2560 / 20:39
    รีรีนแต่ไม่น่าเบื่อเลยค่ะ   เราว่าไรต์แต่งดีมากๆๆๆเลยนะคะ   เราชอบนะ   โอยยยย   รออ่านค่ะ

    สู้ๆะคะ  โชค A  ในการสอบมิดเทอมค่าาา   
    #264
    0
  8. #263 getgreatxx (@unnie2580) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 2 มีนาคม 2560 / 15:42
    โง้ยยย ติดงอมแงม5555
    ย้อนอ่านไปมาแล้วค่ะ จะรอนะคะ
    #263
    0
  9. #262 intigate (@intigate) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2560 / 18:17
    โอ๊ยยยยยยย ไรต์คะ  15%  ของไรต์ไม่มีอะไรคะ  มีสิคะ  มีมากๆเลย  ได้เห็นตอนนิคแกล้งแจ๊ค  ฟินไปสามโลกเลยค่ะ  คือชอบตอนที่นิคบอกแจ๊คว่าทำยังไงก่อน  เหมือนแจ๊คเป็นเด็กเล็กๆเลยค่ะ  อ่านไปอมยิ้มไปตลอดเลยยยยย   ชอบแจ๊คมากกกก   

    ว่าแต่ทำไมนิคถึงมีบัตรวีไอพีนั่นได้   นิคเจ้าเล่ห์  นายไปทำอะไรที่นั่นบ่อยๆ!!!   

    แทบรออ่านส่วนที่เหลือไม่ไหวแล้วค่ะ  อยากรู้จริงๆเรื่องแจ๊คกับจูดี้เนี่ยยย   อยากรู้มากกกก   ขอโทษนะคะที่เวิ่นเว้อเกินเหตุ  แต่รีดอดไม่ไดจริงๆ   รอมานาน   

    บอกตรงๆเลยนะ   เราโคดชอบแจ๊คเลยค่ะ  ชอบมากๆ  ระทวยค่ะ  ระทวยในความน่ารักน่าหยิกของแจ๊ค  คาแรคเตอร์เด็กน้อยเอาแต่ใจ  คืออ่านแล้วต้องจิกหมอนค่ะ   หุบยิ้มไม่ได้เลย  สำลักความฟิน  

    ปล.  รอติดตามอ่านฟิควันวาเลนไทน์ค่ะ  สู้ๆค่าาา
    #262
    0
  10. #261 jinglebelle (@jinglebelle) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 / 00:52
    อยากอ่านแจ็คจูดี้มากกกกก รอออออออ
    #261
    0
  11. #260 intigate (@intigate) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 / 00:48
    อ่านตอนนิคพูดถึงความสัมพันธ์ตัวเองกับจูดี้แล้วจั๊กจี้ยังไงไม่รู้ค่ะ  เพราะปกติอ่านในมุมมองของจูดี้มาตลอด  พอมาอ่านจากมุมของนิค  มันเลยจั๊กจี้  ชอบค่ะ  รออ่านส่วนที่เหลือนะคะ  อยากบอกว่า  5%  นี้คุ้มค่ามากเหมือนกันค่ะ  

    ปล.  เห็นที่ไรต์บอก  โอ๊ยยยย  อยากรู้เรื่องความรู้สึกของแจ๊คเลย  ว่าชอบจูดี้ได้ยังไง  >////<
    #260
    3
    • #260-2 PPOONIES (@hasekava) (จากตอนที่ 21)
      6 กุมภาพันธ์ 2560 / 01:19
      พอจะบอกได้ไหมคะว่าจั๊กจี้ยังไง มันปะแหล่มๆไหม ;w; เผื่อจะได้เอาไปเกลาปรับแก้ค่ะ
      #260-2
    • #260-3 intigate (@intigate) (จากตอนที่ 21)
      6 กุมภาพันธ์ 2560 / 08:09
      จั๊กจี้ไปในทางที่ดีค่ะ ที่รีดบอกหมายถึงอ่านแล้วรู้สึกฟินเล็กๆ อ่านแล้วอมยิ้มหน่อยๆ หุบยิ้มไม่ได้ ผสมเขินๆ และอิจฉาจูดี้ด้วย อ่านแล้วงงรึเปล่าคะ 555555
      #260-3
  12. #259 roounnaka (@roounnaka) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2560 / 23:44
    สู้สู้คะรอติดตามไม่รีบคะว่างค่อยมาอัพก็ได้คะเป็นกำลังใจให้นะคะ
    #259
    1
  13. #257 fomemies (@fomemy-ppn) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 / 18:19
    แจ๊คเวลาลืมคีพลุคน่ารัก ฮืออออ
    #257
    0
  14. #256 intigate (@intigate) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 30 มกราคม 2560 / 09:59
    ชอบคาแรคเตอร์แจ๊คมากๆเลยค่ะ อารมณ์เด็กน้อยแต่ทำตัวผู้ใหญ่ น่ารักๆๆๆๆ  ชอบที่นิคกวนประสาทมาก  สงสารแจ๊คเลยยยย  55555 ส่วนเรื่องคำซ้ำไม่มีนะคะ  ยังลื่นไหลอยู่ค่ะ  
    ปล.ตกใจที่แจ๊คปากร้ายเรียกนิคว่าวัตถุโบราณ  ร้ายมากกกกกกก
    #256
    1
  15. #255 Fran Melody (@melody-fran) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 29 มกราคม 2560 / 00:20
    เปลี่ยนคู่พระนางดีมั้ยฮะ =.,= เจอแจ็คนิคทะเลาะแบบนี้ต่อมวายกระจายเลยยยย //โดนจูดี้โวย
    #255
    1
  16. #253 NileAN (@10nannun) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 28 มกราคม 2560 / 21:24
    สนุกมากๆเลยค่าาาา อ่านแล้วเหมือนได้เข้าไปอยู่ในนั้นด้วยเลย555 ติดตามนะคะไรเตอร์ อยากอ่านต่อม๊ากกกมากกก
    #253
    1
  17. #252 intigate (@intigate) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 23 มกราคม 2560 / 01:18
    ในที่สุด!!!!!!!   อยากอ่านต่อออออออ  ค้างงงงงงงงงง  
    #252
    0
  18. #250 jinglebelle (@jinglebelle) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 22 มกราคม 2560 / 21:24
    โอ๊ยหายไปนานมากกกกก ตอนเปิดแอพขึ้นมาแล้วบอกว่านิยายเรื่องนี้อัพนะ กดอ่านด้วยความไวแสง 5555 คิดถึงจังงง ลืมๆตอนก่อนๆไปละ ว่างๆต้องอ่านย้อนทวนเนื้อหา XD
    #250
    0
  19. #248 ปีศาจรัตติกาล (@Rayga) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 22 มกราคม 2560 / 20:54
    ภาษาไม่เพี้ยนค่า ยังสนุกเหมือนเดิมเลยยยย >< แอบคิดถึงเรื่องนี้มากๆเลยค่ะ แต่ถ้าจะเปิดรวมเล่มคงต้องดูเวลาอีกที เงินในกระเป๋าแปรผกผันกับความต้องการเอามากๆเลยค่ะ
    #248
    0