Fic Zootopia : You Know You Love Me [Nick x Judy]

ตอนที่ 19 : CHAPTER 16 :: ANOTHER THING

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,288
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    4 ก.ย. 59

CHAPTER 16

ANOTHER THING

 

 

            ความยุติธรรมไม่มีอยู่บนโลก จูดี้รู้ดีในข้อนี้ ไม่ว่าใครก็ตามต่างล้วนต้องเคยประสบพบเจอกับเรื่องความไม่เท่าเทียมกันมาบ้างอย่างน้อยก็ครั้งหรือสองครั้ง จูดี้เองก็เช่นกัน ซึ่งครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งที่หนึ่งพันเก้าร้อยสามสิบสำหรับเธอ รวมถึงอาจจะเป็นครั้งที่เธอไม่อยากยอมรับที่สุดด้วย

            นิคขับรถเก๋งสีดำเข้ามาในอพาร์ทเม้นท์ของเขา (ซึ่งสภาพดีกว่าแบบที่จูดี้อาศัยอยู่มาก) มันทั้งสูงและกว้างขวางกว่าแกรนแปโกลินอพาร์ทเม้นท์อย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังมีร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงอยู่ด้านล่าง แน่นอนว่ารวมถึงมีลานจอดรถ พนันได้เลยว่าห้องของเขาก็ต้องใหญ่และน่าอยู่กว่าของจูดี้อย่างไม่ต้องสงสัย เรื่องนี้ทำให้จูดี้รู้สึกไม่สบอารมณ์ในความไม่ยุติธรรมแบบนี้เท่าไร นิคมักจะมีเงินเก็บและได้อะไรดีๆมากกว่าเธอเสมอทั้งๆที่เขาก็ทำงานกินเงินเดือนเช่นเดียวกับเธอ --- แต่ก็ว่าไม่ได้หรอก เขามีประสบการณ์ ความเจ้าเล่ห์ และทันคนกว่าจูดี้เยอะ

            นิคขับรถเข้ามาจอดในลานจอดรถ หาที่จอดตามปกติ เขาดับเครื่องยนต์ แล้วชำเลืองตามองไปทางคนด้านข้างที่ยังนั่งนิ่งไม่ไหวติง --- ถ้าเป็นคนปกติ พวกเขาอาจจะคิดว่าเพราะกระต่ายสาวถูกพันธนาการไว้ด้วยกุญแจมือ จึงทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวแขนและข้อมือในการเปิดประตูรถได้สะดวกมากนัก แต่สำหรับนิค เขารู้ดีว่าแค่กุญแจมือไม่มีทางหยุดจูดี้ ฮอปส์ได้หรอก การที่เธอไม่ยอมลงจากรถ ถ้าไม่ใช่เพราะกำลังทำเพื่อประชดเขาก็ต้องเป็นเพราะเธออยากจะนอนในรถ ซึ่งมันไม่มีทางเป็นอย่างหลังได้อยู่แล้ว

            นิคพ่นลมหายใจแรงแบบที่ทำไม่บ่อยนัก ก่อนจะก้าวลงจากรถ เดินอ้อมมาเปิดประตูทางฝั่งจูดี้ เขายืนกอดอก พิงกรอบประตูรถ พร้อมส่งสายตาดุๆไปให้คนตัวเล็ก

“จะลงไม่ลง” นิคถามเสียงห้วน

            “ไม่” จูดี้ก็ตอบเสียงห้วนเช่นกัน เธอโพล่งออกมาแทบจะทันที “ปล่อยฉันทิ้งไว้ในรถนี่ล่ะ”

            “แครอท อย่าเพิ่งงี่เง่าได้ไหม”

            แต่จูดี้ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เธอไม่ได้หันมองเขาด้วยซ้ำ นี่มันเกินไปแล้ว เขาทำอะไรตามใจชอบโดยไม่ปรึกษาเธอสักอย่าง มันไม่ต่างอะไรกับเผด็จการเลย จูดี้คิด

            “โอเค” นิคถอนหายใจอีกรอบ “งั้นฉันก็จะอยู่กับเธอที่นี้ด้ว..”

            “เดี๋ยว!!!” แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดจนจบหรือเดินกลับไปนั่งที่เดิม จูดี้ก็ดันร้องลั่นออกมาด้วยความตื่นตระหนก แถมท่าทางก็ยังดูลุกลี้ลุกลนชอบกล

            “เดี๋ยวๆๆ!” เธอร้อง ”เอ่อ...โอเคๆ ฉันจะลง...ลงแล้ว”

            จูดี้ลิ้นแทบพัน และเอี้ยวตัวกระโดดลงจากรถทันทีที่พูดจบ ในหัวย้อนนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อสามวันก่อนที่พวกเขาเพิ่งจะจูบกันบนรถคันนี้ ถึงเธอจะเมาจนจำได้เพียงเลือนราง แต่เชื่อเถอะ มันไม่ดีแน่ ถ้าจะอยู่ในรถสองต่อสองแล้วเกิดเหตุซ้ำรอยแบบวันนั้นอีก

           

&&&

 

            สองปีที่จูดี้ทำงานเป็นตำรวจมา นอกจากจะได้ใช้ชีวิตด้วยตนเองและได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างมากมายก็ทำให้เธอตระหนักได้อีกอย่าง ว่าซูโทเปียจัดว่าเป็นสถานที่ที่รวมพวกประชากรสัตว์ที่โง่เง่าและหัวทึบไว้ด้วยกัน --- ตลอดทางระหว่างที่เดินไปยังห้องของนิค ทั้งคู่ก็ได้พบเพื่อนบ้านเดินสวนออกมาบ้างประมาณสองถึงสามตัว และไม่มีใครประหลาดใจกับการมาในลักษณะนี้ของจูดี้ ฮอปส์ (หมายถึงลักษณะที่เดินตามหลังตำรวจจิ้งจอกต้อยๆพร้อมกับถูกล็อกกุญแจมือเอาไว้) กระต่ายสาวชื่อดังที่เคยปิดคดีไนท์ฮาวเลอร์อันโด่งดังนั้นได้ อันที่จริง พวกเขาไม่เอะใจด้วยซ้ำว่านั้นคือจูดี้ พวกเขาคิดว่าคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจจิ้งจอกคงไปคุมตัวโจรกระต่ายวิ่งราวได้สักตัวเข้าเสียมากกว่า

            “เฮ้! ว่าไงคุณตำรวจ วันนี้เหนื่อยหน่อยนะ ดึกดื่นเที่ยงคืนแล้วยังต้องออกไปไล่จับกระต่ายอยู่เลย” กระบือเพื่อนบ้านตัวหนึ่งทักเมื่อเดินผ่าน

            “หน้าคุ้นๆนะโจรตัวนี้ เหมือนจะเคยเห็นออกทีวี คงจะประกาศจับบ่อยๆล่ะสิท่า --- แต่ก็ดีนะที่คุณตำรวจจับมันมาได้แล้ว คุณนี่เก่งจริงๆ” ม้าลายอีกตัวที่เดินผ่านมาก็พูดทำนองนี้เช่นเดียวกัน

            จูดี้รู้ว่าตัวเองพอจะมีชื่อเสียงก็จริง แต่ก็ไม่ได้มากมายระดับนักร้องซุปเปอร์สตาร์เช่นแกเซลล์ หลายครั้งที่พวกคนปกติจำหน้าเธอได้ แต่จำชื่อไม่ได้ พวกเขาชอบทำหน้าเหมือนกับคลับคล้ายคลับคล้าว่าเคยเห็นกระต่ายตัวนี้ที่ไหนมาก่อน และบางคนก็จำชื่อได้ แต่ไม่รู้จักหน้า แน่นอน จูดี้ไม่ได้ถือโทษโกรธพวกเขา (ที่ซื่อบื้อได้ขนาดนี้) หรอก แต่ที่ทำให้เธอรู้สึกฉุนเฉียวเห็นจะเป็นคำตอบของเจ้าหน้าที่จิ้งจอกด้านหน้ามากกว่า

            “ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ... แต่กว่าจะตามจับได้ก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน” นิคตอบพวกเพื่อนบ้าน ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและเป็นมิตร ในขณะที่จูดี้เห็นว่ารอยยิ้มของเขานอกจากจะประหลาดพิกลจนชวนขนลุกแล้ว มันยังน่าหมั่นไส้สิ้นดี

 

&&&

 

            ในที่สุดนิคก็พาจูดี้เข้ามาในห้องของเขาจนได้ และเมื่อเขาเปิดสวิตช์ไฟเผยให้เห็นสภาพภายในห้อง ก็ทำให้จูดี้เกือบจะร้องครางออกมาด้วยความเสียดาย เพราะห้องของนิคใหญ่กว่าห้องของเธอหลายขุม แต่อย่างไรก็ตาม มันรกมาก และไม่ค่อยเป็นระเบียบเช่นกัน --- กระต่ายสาวอดเสียดายไม่ได้จริงๆ เขาอุตส่าห์มีห้องที่กว้างและน่าอยู่ขนาดนี้แท้ๆ แต่หลายๆอย่างในห้องนี้ทำเอาเธออยากจะคว้าไม้กวาดและไม้ถูพื้นขึ้นมาทำความสะอาดแปลงโฉมเสียใหม่ --- เตียงสองชั้นที่อยู่ตรงมุมขวาสุดของห้องยับยูยีและไม่พับผ้าห่มทั้งสองชั้น ถัดมาอีกหน่อยจะพบกับโต๊ะเขียนหนังสือตั้งหันหน้าเข้ากับกับหน้าต่างซึ่งถูกปิดไว้ด้วยผ้าม่านสีชมพูหมองๆ แถมบนโต๊ะยังระเกะระกะไปด้วยกองหนังสือและเอกสารจาก ZPD (นั้นต้องเป็นโต๊ะของนิคไม่ผิดแน่) ริมซ้ายของห้องมีตู้เสื้อผ้าไม้สองตู้ติดกัน แต่เอาเข้าจริงมันเกือบจะเหมือนตู้เก็บซากผ้าที่ไม่ได้เอาไปซักไปแล้ว

            “เข้ามาสิ” นิคเอ่ยเรียก หลังจากที่เห็นคู่หูตัวเล็กยืนตะลึงงันอยู่หน้าห้อง

จูดี้กระพริบตาถี่เมื่อถูกเรียก เธอหลุบตาลงไปมองยังพื้นไม้ปาร์เก้ด้านล่างอย่างไม่ไว้ใจ ท่าทางยุกยิกเล็กน้อยเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอเขาห้องผู้ชายแถมยังเป็นห้องของนิคด้วย ถ้าพ่อแม่รู้เข้ามีหวังบ้านแตกแน่ๆ แต่จะว่าไป เธอเองก็เคยอนุญาตให้นิคเข้าห้องเธอมาก่อนแล้ว คราวนี้ก็คงจะไม่ต่างกันมากหรอก

สุดท้ายกระต่ายสาวก็จำยอมก้าวเข้ามาด้านใน

จูดี้กวาดตาไปทั่วทั้งห้องอีกครั้ง มันยังคงรกระเกะระกะเหมือนเดิมไม่ต่างเมื่อมองจากนอกห้อง แต่ดูเธอจะสังเกตอะไรขึ้นได้เพิ่มบางอย่าง ข้าวของในห้องส่วนมากมักจะเป็นสองชุด นั้นหมายความว่านิคไม่ได้อยู่ตัวเดียว จูดี้คิดถึงใครก็ตามที่จะสามารถหารค่าห้องอยู่กับนิคได้ และเธอก็คิดชื่อไหนไม่ออกอีกแล้วนอกจากฟินนิคจิ้งจอกเฟนเนค เพื่อนตัวจิ๋ว(อดีต)คู่หูนักตุ๋มตุ่นของเขา

Is little toot-toot at home? (ตัวเล็กปู๊ดปู๊ดไม่อยู่เหรอ)” เธอถามทันทีที่นึกได้

นิคเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา แม้ว่าครั้งแรกที่จูดี้พบกับฟินนิค เขาจะอยู่ในสภาพจิ้งจอกน้อยน่ารัก ทว่าสุดท้ายไม่นานเธอก็รู้ตัวจริงของเขาแล้ว แต่จนป่านนี้จูดี้ก็ยังเรียกฟินนิคว่า ตัวเล็กปู๊ดปู๊ด รับรองได้เลยว่าถ้าเพื่อนตัวเล็กของเขามาได้ยิน คงโวยวายเสียงดังไปจนถึงชั้นดาดฟ้าแน่

            “เดี๋ยวก็มา” นิคตอบ หลังจากที่วางสัมภาระของจูดี้ไว้ด้านข้างโต๊ะรกๆของเขา “หมอนั้นไม่เคยกลับตรงเวลาอยู่แล้ว”

            จูดี้พยักพเยิดเป็นเชิงบ่งบอกประมาณว่าเข้าใจแล้วหนึ่งที เธอไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่กลับส่งตาขวางไปหานิคที่กำลังยืนกอดอกแล้วเอาช่วงเอวพิงเข้ากับโต๊ะรกๆตัวนั้น แถมท่าทางก็ดูจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับสายตาแบบนี้ของเธอเท่าไร

“ไขกุญแจให้ฉันได้แล้ว” เธอสั่ง พร้อมกับยกมือทั้งสองข้างที่ถูกพันธนาการไว้ขึ้นมา ส่วนจิ้งจอกหนุ่มเลิกคิ้วกวน ยกยิ้มมุมปากก่อนจะเอ่ยขึ้นมาด้วยท่าทางเสียดาย

            “Sorry , Mam. But I’m afraid I can’t. (โทษทีนะ คุณผู้หญิง แต่ผมเกรงว่าคงจะไม่ได้)” นิคพูด แสร้งทำเป็นว่าเสียใจอย่างยิ่ง “Cause if I unlock it now you may run away from me again. (เพราะถ้าไขให้ตอนนี้ เธอก็หนีฉันไปอีกน่ะสิ)”

            “Why do I have to do that? (ทำไมฉันจะต้องทำแบบนั้นด้วย)” จูดี้ถามเสียงแข็งทันที ตาก็หรี่ลงจนแทบจะเป็นเส้นตรงราวกับไม้บรรทัด

            “Because you’re doing it. (เพราะว่าเธอทำมันอยู่ไง)” นิคยันตัวเองขึ้นมาจากโต๊ะ เดินเข้ามาประชิดตัวจูดี้พร้อมกับแววตาที่เปลี่ยนไป และแม้ว่ากระต่ายสาวจะตื่นกลัวขึ้นมาจนจมูกกระดิกสั่น แต่เธอก็ไม่ได้ถอยหนี ทั้งยังคงยืนเชิดหน้าเขม่นมองไปทางคนตรงข้ามที่เริ่มพูดต่อ

Let me --- let me ask you a question. (ถามจริงเถอะ)” นิคพูด สะดุดเล็กน้อย ท่าทางเริ่มเหมือนจะฉุนโกรธระคนกับความประชดประชัน “Aren’t you feel nothing that I’m not around you in these past 3 days? (สามวันที่ผ่านมาเธอไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอที่ไม่มีฉันอยู่ด้วย) --- Aren’t you feel anxious? (เธอไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลยใช่ไหม) --- or…or you trying to tease me? (หรือ...หรือว่าเธอกำลังแก้เผ็ดอะไรฉันอยู่)”

            จูดี้ขยับปากจะเถียง แต่รู้สึกว่านิคจะรัวประดังคำพูดมาเร็วกว่า

            “Well , congratulation that you win. (งั้นก็ขอแสดงความยินดีด้วยที่เธอทำสำเร็จ) No matter what your reason is but now I feel completely neurotic. (ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรของเธอก็ช่าง แต่ฉันเป็นโรคประสาทโดยสมบูรณ์แบบไปแล้วตลอดสามวันนี้)”

เขาพุดต่อไม่หยุด “Ok I knew that I’m wrong I’m such a troublemaker and everything was mess because of me. You don’t have to forgive me. But please! Can’t you act like normal? This isn’t what you are! Carrots who I ever know won’t run away like this. (โอเค ฉันรู้ ฉันผิดเอง ฉันมันตัวสร้างปัญหา ทุกอย่างต้องเป็นแบบนี้ก็เพราะฉัน ฉันรู้ว่าเธอโกรธอยู่ และเธอก็ไม่จำเป็นต้องยกโทษให้ฉันด้วยก็ได้ แต่ขอเหอะ! ช่วยทำตัวตามปกติหน่อยได้ไหม นี่มันไม่ใช่ตัวเธอเลยนะ! แครอทที่ฉันรู้จักจะไม่มีทางหนีปัญหาไปแบบนี้)”

            จูดี้ชักจะทนไม่ไหวแล้ว และราวกับเส้นด้ายแห่งความอดทนได้ขาดสะบั้นลงไป เธอกระโชกเสียง ตวาดนิคกลับไปเสียงดัง หลังจากที่ปล่อยให้เขาเอาแต่พูดอยู่คนเดียวมาเสียนานสองนาน

            “นายจะให้ฉันตัวตามปกติได้ยังไงนิค!!!” จูดี้ตะเบ็งเสียงโต้ “ฉันไม่ใช่นายนะ ที่จะได้หน้าด้านหน้าทนทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นในคืนนั้นได้ --- นายจะให้ฉันแบบ เฮ้ ไง คู่หู เป็นไงบ้างเมื่อคืน พวกเราเกือบจะทำเรื่องอย่างว่าบนรถของเพื่อนร่วมงานตัวหนึ่งด้วยแหละ ฮ่าๆ ยังงี้เหรอ!” เธอพูดประชด และมันก็รุนแรงมากทีเดียว ถ้าอุ้งมือทั้งสองข้างไม่โดนล็อกเอาไว้ก็คงจะมีท่าประกอบตามมาด้วยแน่ --- ทว่านิคกลับไม่ได้สะท้านนัก ดวงตาสีเขียวฉ่ำหรี่ลงและจ้องกลับมายังผู้พูด คล้ายกับรอดูว่าเธอจะโพล่งอะไรออกมาต่อ ซึ่งการกระทำและคำพูดถัดมาของจูดี้ก็ไม่ได้เหนือไปจากที่เขาคาดหมายเท่าไร

 “และและอีกอย่าง...” จูดี้พยายามเค้นเสียงพูดต่อแต่ก็หอบนัก เธอทั้งหายใจไม่ทัน และเริ่มร้อนวูบวาบในทรวงอก “ที่นายพูดมันก็ออกจะขัดๆกันอยู่นะ --- นายบอกว่าฉันไม่จำต้องยกโทษให้นายก็ได้ แต่นายกลับอยากให้ฉันทำตัวตามปกติเหมือนเดิม ถามจริง! มันเป็นไปได้ด้วยเหรอที่ฉันจะทำสองอย่างนั้นพร้อมกันได้!

จูดี้สูดลมหายใจเข้าลึกอย่างเหลืออด เธอไม่เปิดโอกาสให้นิคพูดอะไร

“แต่ก็ได้นิค ถ้านายต้องการ...” เธอว่าเสียงแผ่วจนเกือบเหมือนกระซิบ “ฉัน...นาย...พวกเรา จะทำเป็นว่าเรื่องนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน --- เราจะลืมๆมันไปซะ --- แล้วนายก็ไม่จำเป็นจะต้องมาขอโทษหรือตอบคำถามที่นายค้างฉันไว้ หรือบ้าบออะไรอีกก็ตาม เพราะฉันไม่ได้อยากรู้อะไรแล้วทั้งนั้น...”

            “No, no you can’t. (ไม่ เธอทำไม่ได้แน่)” นิคสั่นหัวทันที “You…know exactly what happen that night. (เธอ...รู้ดีอยู่แก่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น)”

เขาเดินเขามาประชิดตัวจูดี้อีกครั้ง คราวนี้เธอถอยกรูด แต่ก็ถอยไม่ได้มาก เพราะเดิมทีตัวเธอก็แทบจะชิดกับตู้เสื้อผ้าอยู่แล้ว “And you also still what to know what is my answer. (และเธอก็ยังอยากรู้อยู่ด้วยว่าคำตอบของฉันคืออะไร)”

            “I don’t! (ฉันไม่อยากรู้แล้ว!)” จูดี้กัดฟัน “Not anymore! (ไม่อีกต่อไป!)”

            “ไม่... เธออยาก” นิคพูดช้าๆ “ถ้าเธอไม่อยาก เธอจะไม่พูดถึงมันขึ้นมาหรอก”

            “เราเป็นเพื่อนกัน โอเคไหม!! อย่างที่นายบอกไง เราไม่ได้เลิกเป็นเพื่อนกัน!!” จูดี้ตวาดจนเสียงเกือบจะหาย ก้อนเลือดในอกด้านซ้ายดีดดิ้นด้วยความหวั่นกลัว เธอพอแล้วกับเรื่องพวกนี้ พอกันทีถ้ามันจะไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย มันมีแต่ทำให้เรื่องราวแย่ลงเท่านั้น และเธอก็ต้องการให้นิคเลิกพูดถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

            “No , we’re not. (ไม่ เราไม่ใช่)” หากแต่นิคยังคงยืนกราน จมูกของจูดี้สั่นระริกมากขึ้นทุกที “และฉันก็คิดว่าเธอก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วว่าเราเป็นมากกว่านั้น”

            “ทำไม” เสียงของจูดี้สั่นเครือ ดวงตาสีม่วงทั้งสองก็เริ่มวูบไหวเช่นกัน

            “Because you kiss me. (เพราะเธอจูบฉัน)” และพอถึงตรงนี้เขาก็ย่นจมูกพ่นลมออกมาเบาๆอย่างประชดประชัน ”Huh.. Carrtos you don’t even know how to kiss but you still kiss me. (เหอะ แครอท เธอจูบไม่เป็นด้วยซ้ำ แต่เธอก็ยังจูบฉัน)”

            “Enough (พอ)” จูดี้กัดริมฝีปากล่างแน่น พยายามเค้นเสียงออกมา แม้ว่าภายในคอจะเริ่มจุกขนาดไหนก็ตาม “Stop mention it . (เลิกพูดถึงมันได้แล้ว)”

            “ทำไมล่ะ ทียังงี้เธอกลับรับไม่ได้เหรอ”

            “ฉันเพิ่งจะบอกไปว่าเราจะเลิกพูดถึงเรื่องนั้น!

            “แต่ฉันยังไม่ได้ตกลงเห็นด้วยซักคำ”

            เพี๊ยะ!!

          มือเล็กทั้งสองของจูดี้ยกขึ้นสะบัดฟาดลงบนใบหน้าคมคายเต็มแรง นิคโดนตบ หน้าหันไปอีกทางตามแรงเหวี่ยงของฝ่ามือ ทว่าเขาก็ดูจะไร้ซึ่งความเจ็บปวด หรือบางทีอาจจะรู้สึกชาไปจนถึงด้านในหัวใจแล้วก็ได้ จิ้งจอกหนุ่มเพียงแค่กระเดาะปากเสียงเบา หันกลับมา พร้อมกับใช้ดวงตาสีเขียวฉ่ำคู่เดิมมองไปทางกระต่ายสาว ด้วยสายตาซึ่งคาดเดาไม่ได้ว่าสื่อถึงอะไร

            ในขณะที่จูดี้กำลังงุนงงเป็นอย่างมาก เธอไม่รู้ว่าตัวเองทำได้อย่างไร ทั้งๆที่มือทั้งสองข้างก็ยังคงถูกพันธนาการไว้ด้วยกุญแจมืออยู่ ทั้งๆที่เธอก็ไม่เคยโกรธใครจนถึงขนาดต้องลงไม้ลงมือ ทั้งๆที่เธอเองก็มีส่วนผิดในเรื่องนี้....

แต่รู้ตัวอีกทีมือเล็กของเธอก็เหวี่ยงฟาดหน้าคู่หูจิ้งจอกไปเสียแล้ว

             จูดี้หอบ สั่น และดูปวดราว หัวใจของเธอหล่นวูบ เธอไม่เข้าใจตัวเอง ไม่เข้าใจว่าเธอทำอะไรลงไป และทำแบบนั้นไปได้อย่างไร นิคต้องโกรธมากกว่าเดิมแน่ๆ มันเลวร้ายเกินไปแล้ว --- จูดี้กลัวเหลือเกิน กลัวว่าความสัมพันธ์ของพวกเขากำลังจะสิ้นสุดลง ไม่ว่าจะในสถานะไหนก็ตาม เพื่อน คู่หู กระทั่งคนรู้จัก แต่มันกำลังจะสิ้นสุดลงตรงนี้เพราะการกระทำซึ่งไร้สติและความคิดของเธอเอง

            “น..นิค...” จูดี้สะอึก ภายในสมองมีเพียงสีขาวโพลน นอกจากเรียกชื่อของเขา ก็ไม่สามารถเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาได้อีก แม้แต่จะพูดขอโทษหรือถามว่าเขาเป็นอย่างไรบ้างก็ยังไม่อาจทำได้

            ด้านนิค เขาไม่พูด หรือตอบอะไรกลับมา มือข้างหนึ่งล้วงลงไปในกระเป๋ากางเกง แววตาและใบหน้าอันแสนเรียบเฉยนั้นดูจะเข้ามาใกล้จูดี้มากขึ้นเรื่อยๆ กระต่ายสาวเกร็งไปทั้งร่าง แผ่นหลังแนบติดกับตู้เสื้อผ้า และหลับตาปี๋ทันทีที่นิคกระแทกแขนอีกข้างเข้ากับตู้ไม้อย่างรุนแรง ใบหน้าของเขาอยู่ห่างจากเธอไปเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้น

            จูดี้หดหน้าจนบู้บี้ หอบหายใจถี่จนตัวสั่น การทำให้จิ้งจอกซึ่งเป็นสัตว์คู่อริกับกระต่ายโมโหดูจะไม่ใช่เรื่องที่เข้าท่าเลย เขาจะทำอะไรกันนะ กัดเธอหรือ ข่วนเธอหรือ บางทีอาจจะแค่ตวาดด่ากราดก็ได้ ทว่าหลังจากผ่านไปหลายวินาที นิคก็ไม่ได้ทำอะไรอย่างที่เธอจินตนาการไว้เช่นนั้นเลย เขาพิงหัวเข้ากับตู้ และการที่เขายันแขนเข้ากับตู้เสื้อผ้าดูเหมือนจะเพียงแค่ทำเพื่อรับน้ำหนักไม่ให้ตัวเองหมดแรงล้มลงไปเท่านั้น

            “เมื่อกี้...เธอกลัวฉันหรือเปล่า” นิคกระซิบถาม เสียงแหบพร่า มันดังก้องชัดในหูของจูดี้ เธอค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นมา ใบหน้าของเขาซุกอยู่ข้างใบหูของเธอ

            “เธอร้องไห้อยู่หรือเปล่า”

            เขาถามอีกรอบ มีความวิตกอยู่ในน้ำเสียง

            “เธอโกรธฉันหรือเปล่า? เกลียดฉันหรือเปล่า?”

จูดี้รีบสั่นหัวปฏิเสธทันที ความละอายใจแล่นไหลไปทั่วร่าง เธอคิดเรื่องพรรค์นั้นได้อย่างไรกัน กัด ข่วน บ้าไปแล้วหรือจูดี้ อย่างนิคเนี่ยนะจะทำร้ายเธอ มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

            “เปล่า....เปล่า....แค่...สั่น”

จูดี้อยากจะพูดอะไรไปมากกว่านี้ หากแต่สมองยังคงไม่สามารถประมวลผลอะไรได้ เธอไม่ต้องการให้นิคเข้าใจผิดแบบนั้น เขาอ่อนไหวกับเรื่องประเภทนี้แค่ไหนเธอก็รู้

            “...ฉันมีสเปรย์ไล่จิ้งจอก ถ้าเธอต้องกา...”

            “ไม่... ไม่ต้อง” เธอรีบกระซิบพูดพร้อมสั่นหัวรัว “...ไม่ต้องหรอก...” จูดี้ค่อยๆดันตัวเขาออกอย่างเบามือ ต้องการจะเห็นใบหน้าของคู่หูอย่างชัดเจนที่สุด และอย่างที่คิด หน้าของนิคฉายแววละห้อยหนัก ราวกับเจ็บระบมกับอะไรบางอย่าง กระต่ายสาวเชื่อว่าถ้าสาเหตุไม่ใช่จากรอยแดงบนแก้ม ก็ต้องเป็นเพราะก้อนเลือดภายในอกซ้ายของเขากำลังฉีกขาด

            จูดี้รู้สึกว่าตัวเองหน้าถอดสี ไม่ว่านิคจะกังวลเรื่องอะไรก็ตาม แต่สังหรณ์ใจได้เลยว่าต้นเหตุทั้งหมดมาจากเธอ เธอเป็นคนทำร้ายเขา ทั้งภายนอกและภายในเลยด้วย และถ้าเธอยังไม่ทำอะไรสักอย่างเพื่อลดความตึงเครียดขณะนี้ ก็น่าเป็นห่วงว่าสภาพจิตใจของนิคอาจจะย่ำแย่กว่าครั้งไหนๆ อาจจะแย่กว่าเมื่อวันงานแถลงข่าวคดีสัตว์หายเมื่อสองปีก่อนก็ได้

“ว่าแต่...” จูดี้งึมงำเริ่ม “ใครสั่งใครสอนให้นายพกสเปรย์ไล่จิ้งจอกไว้ฉีดตัวเองกันเนี่ย...”

จูดี้พยายามพูดติดตลก หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยให้นิคสลัดใบหน้าหดหู่นั้นทิ้งไปเสีย ซึ่งจิ้งจอกหนุ่มก็ไม่ได้ทำให้เธอผิดหวัง แม้ว่าแขนจะยังยันอยู่กับตู้ หรือหน้าจะยังก้มงุด เขาถอนหายใจแกมหัวเราะออกมาเสียงแผ่วเบา

“ฉันพกไว้แกล้งตัวเล็กปู๊ดปู๊ดของเธอนั้นแหละ” เขาตอบ แถมยังแฝงความกวนประสาทไว้เหมือนเดิมเสียด้วย กระต่ายสาวโล่งใจที่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้เป็นอะไรมาก

นิคค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา แล้วตอนนั้นเองที่จูดี้ก็ได้พบกับนัยน์ตาสีเขียวมรกตแสนสวยคู่นั้นของเขา มันเป็นแววตาอันแสนเศร้าหมอง แต่ก็อ่อนโยน ไร้ผิดภัย แบบที่จูดี้รู้จักดีและเคยเห็นมาตลอด มิใช่แววตาแข็งกระด้างหรือเย็นชาอย่างเมื่อตอนต้น ในนั้นมีความโหยหาปะปนอยู่ด้วย --- นิคจ้องลึกลงไปยังนัยน์ตาสีม่วงสีสวยคู่นั้นที่เขาไม่ได้เห็นเลยตลอดสามวัน จูดี้จ้องเขาตอบเช่นกัน

พอรู้ว่าจ้องกันนานเกินไปแล้ว นิคถึงได้ชะงัก เสมองไปทางอื่น เขายกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองพลางพึมพำ

            “Sorry, I’m just… (โทษที ฉันแค่...)”

            “Nick… I’m I’m sorry… (นิค ฉัน... ฉันขอโทษ...)”

            “No (ไม่)” นิคยกมือหยุดห้าม สั่นหัวเป็นรอบที่สิบ “You don’t need to apologize for anything. (เธอไม่ต้องขอโทษอะไรทั้งนั้น) This is not your fault. (นี่ไม่ใช่ความผิดของเธอเลย) --- Since that day until this day the one who have to blame is me. (ตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้คนที่ผิดคือฉัน) I was wrong --- all along. (ฉันทำผิดเอง --- ทุกอย่างเลย)”

            จิ้งจอกหนุ่มเดินกลับไปพิงโต๊ะ ลดมือลงจากใบหน้า สบตากับจูดี้อีกครั้ง เขาสูดลมหายใจเข้า และปล่อยออกมาพร้อมกับคำว่า

            I’m Sorry. (ฉันขอโทษ)” มันเป็นน้ำเสียงที่จริงจัง ทั้งยังหนักแน่นกว่าทุกๆครั้ง หรือครั้งไหนๆที่เขาเคยพูดคำนี้กับจูดี้มา

            “ฉันขอโทษ ฉันควรจะพูดคำนี้ดีๆแต่แรก ฉันหมายถึง ฉันขอโทษในทุกๆเรื่อง ที่ฉันทำตัวแย่ ที่ฉันทำร้ายจิตใจเธอ ที่ฉันทำให้เธอร้องไห้ ที่ฉันลากเธอมา ฉันแค่...อยากเคลียร์ให้อะไรๆมันเหมือนเดิม

            แววตาของนิคดูสำนึกอย่างแท้จริง คำพูดค่อยๆพรั่งพรูออกมา เขายอมรับผิดทุกอย่าง ทั้งเรื่องที่เขาไม่รู้จักหักห้ามใจตัวเอง เรื่องที่เขาไม่ยอมทำตัวให้ชัดเจน เรื่องที่เขาทำให้จูดี้ร้องไห้ กระต่ายสาวถึงกับนิ่งอึ้งไปเลย เพราะเท่าที่รู้ ไม่บ่อยนักที่นิคจะพูดอะไรอย่างตรงไปตรงมาขนาดนี้ ...ใช่ นิคเป็นนักพูดก็จริง ทั้งยังมีศิลปะในการชักจูงให้คนอื่นคล้อยตามง่ายๆด้วย แต่นั้นมันเป็นคนล่ะแบบกับที่เขากำลังสารภาพผิดให้จูดี้ฟังเช่นนี้

และจากประโยคนั้น ทำให้ราวกับว่าเหตุการณ์ช่วงสามวันที่ผ่านมา รวมไปถึงที่พวกเขาเพิ่งจะมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ก็กลายเป็นแค่เรื่องงี่เง่าไร้สาระของวัยว้าวุ่น (ตอนปลาย) ไปเป็นที่เรียบร้อย

            “แต่ดูเหมือนว่า...มันจะไม่เป็นไปตามที่ฉันต้องการเท่าไร” นิคยิ้มเฝื่อน เพราะจริงทีเดียวที่การพาจูดี้มาปรับความเข้าใจในครั้งนี้ลงเอยด้วยการที่พวกเขาโต้ตวาดใส่กันอย่างรุนแรง ยังไม่นับเรื่องที่เขาทำเอาคู่หูฉุนจัดจนตัวเองโดนตบด้วย

            “นิค...”

            “ไม่รู้สิแครอท ฉันแค่รู้สึก...ไม่ชอบใจเลย” เขาว่าต่อ ไม่สนใจแม้ว่าจูดี้พยายามจะขอพูด แต่นิคต้องการจะบอกความรู้สึกทั้งหมดของเขาในตอนนี้ เขาเก็บต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว “พอไม่มีเธออยู่แล้ว ฉันแทบจะบ้า เหมือนไม่เป็นตัวของตัวเอง แถมอะไรๆก็ดูจะเละเทะไปหมด --- แล้วฉันก็ไม่ชอบเลยที่เธอทำตัวแปลกไป ที่เธอหลบหน้าฉันแบบนั้น --- ว่ากันตามตรงนะ ตอนนั้นฉันว่าเธองี่เง่ามาก มันไม่เหมือนตัวเธอตามปกติเลย”

            จูดี้ไม่ชอบให้ใครมาตำหนิตรงๆแบบนี้ ยิ่งเป็นนิค ถ้าเป็นตามปกติเธอคงจะแกล้งศอกใส่เขาให้เข็ดขยาดไปสักทีหรือสองทีแล้ว ทว่าสิ่งที่นิคพูดกลับถูกต้องจนจูดี้เองก็ยังรู้สึกหงุดหงิด สามวันที่ผ่านมาเธอไม่เป็นตัวของตัวเองเลย แถมยังงี่เง่าอย่างที่เขาว่าจริงๆ

            “แต่ก็นั้นแหละ” เขาไหวไหล่ “จะโทษเธอก็ไม่ได้หรอก เพราะคนที่ทำให้เธอเป็นแบบนี้คือฉันเอง”

            “ไม่นิค ไม่ใช่นายคนเดียวซักหน่อย” จูดี้แทรก “ฉันเองก็ผิด ฉันมันงี่เง่าเองที่ทำตัวแบบนั้น เพราะฉันไม่กล้าสู้หน้านาย ฉันถึงได้เอาแต่หลบหน้าหนีไปแบบนั้น...” เธอเดินไปนั่งพิงข้างๆเขา สูดลมหายใจเข้าลึก แล้วว่าต่อ “แต่เอาเข้าจริงแล้ว พอไม่มีนายอยู่ด้วยแล้ว ฉันก็ทำอะไรไม่ได้ดีซักอย่างเลย”

            จูดี้สารภาพตามตรง ไม่ว่าจะทั้งงานเอกสาร งานที่ต้องไปสืบในร้านไนต์คลับ หรือกระทั่งวิ่งไล่จับคนร้ายลอบยิงเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน พอไม่มีนิคอยู่ด้วยแล้ว เธอก็ทำไม่สำเร็จสักอย่างเดียว

เธอก็ขาดเขาไม่ได้เหมือนกับที่เขาขาดเธอไม่ได้เหมือนกัน

            “นี่มันไม่ใช่ความผิดของใครหรอก... พวกเราผิดกันทั้งคู่” จูดี้บอก เสียงอุบอิบในท้ายประโยค พลางก้มหน้าก้มตาเล่นนิ้วตัวเอง เรื่องนี้...ไม่มีฝ่ายใดผิดและไม่มีฝ่ายใดถูก นิคผิดที่แก้ปัญหาผิดจุดไปหน่อย แต่นั้นก็เพราะว่าจูดี้ดันทำตัวไม่เข้าเรื่องก่อนด้วย อันที่จริง พวกเขาต่างก็เหมือนเด็กอมมือกันทั้งคู่ ที่เอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง และไม่ไตร่ตรองถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา

แต่ที่สำคัญ เรื่องราวในครั้งนี้มันทำให้พวกเขาได้ตระหนักขึ้นมาเรื่องหนึ่งว่า อย่างไรก็ตามพวกเขาก็คงจะหนีกันไปไม่พ้นอยู่ดี

            “เอ่อ...แล้วก็” อยู่ดีๆจูดี้ก็เอ่ยขึ้นมาอีก เธอเหลือบมองไปทางรอยช้ำสีแดงบนแก้มของจิ้งจอกหนุ่ม “ขอโทษด้วย ที่ฉัน...ตบหน้านาย”

            นิคกระพริบตาปริบๆ อุ้งมือเลื่อนขึ้นมาสัมผัสรอยแดงบนใบหน้า แต่ไม่ทันไร เขากลับสั่นหัวและหัวเราะออกมาเสียงแผ่ว “ช่างเถอะ ตอนโดนเธออัดเจ็บกว่านี้เยอะ” เขาว่า “แล้วก็...ฉันเข้าใจ”

            นิคหันกลับมาส่งยิ้มอ่อนโยนให้ จูดี้มองเขาตอบด้วยแววตาซาบซึ้ง และเธอคงกล่าวชมเพิ่มอีกสักสองถึงสามประโยคด้วยแน่ ......ถ้าไม่ติดว่าเขาพูดประโยคถัดไปออกมา

            “เข้าใจว่าเธอเป็นพวกซาดิสม์”

            แล้วนิคก็ฉีกยิ้มกวนตามแบบฉบับของเขา จูดี้เกือบจะยกขาขึ้นมาเตะเขาออกไปไกลๆแล้ว ทว่าด้วยความที่เธอยังคงถูกลั่นกุญแจมือไว้อยู่ ความคล่องตัวจึงหายไป ส่งผลให้นิคขัดขวางเธอได้แบบสบายๆ เขากดขาจูดี้ไว้ จ้องมองไปในดวงตาสีม่วงสว่างด้วยความเจ้าเล่ห์

            “แปลว่าตอนนี้...เหมือนเดิมแล้ว...ใช่ไหม”

            นิคถาม ยกรอยยิ้ม และเลิกคิ้วกวนประสาท

            “ก็...คงงั้น” จูดี้ตอบไม่เต็มเสียง เธอทำแก้มป่อง

            “เฮ้ๆ ฉันจำได้ว่าใครบางตัวแถวนี้ชอบให้อะไรๆมันชัดเจนไม่ใช่เหรอ”

            ใบหูของจูดี้ตั้งสูงขึ้นทันที เพราะเขาดันหยิบยกนิสัย (เสีย) ส่วนตัวข้อหนึ่งของเธอขึ้นมาเกทับเสียได้ กระต่ายสาวย่นจมูก กลอกตาไปมาอย่างไม่สบอารมณ์ แต่สุดท้ายแล้ว...

            “อืม” เธอเน้นเสียงหนักแน่น “เหมือนเดิมแล้ว”

            นิคเผยรอยยิ้มบาง พร้อมทั้งใช้สายตาเจ้าเล่ห์แบบที่จูดี้ไม่ชอบที่สุดปรายตามองมาทางเธอ จูดี้เกลียดเวลาที่เขาใช้สายตาแบบนี้นัก มันเหมือนกับว่าเขามองอะไรทุกอย่างทะลุปรุโปร่งไปหมด โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับเธอ กระต่ายสาวย่นหน้าบูดบึ้ง เตรียมรอฟังว่าคู่หูตัวแสบจะพูดอะไรชวนน่าโมโหออกมาอีก

            แต่แทนที่นิคจะพูดอะไรน่าอารมณ์เสียให้จูดี้ฟังต่ออย่างปกติ เขากลับนิ่งไป จนเกิดความเงียบขึ้นมา จูดี้เดาว่าคงเพราะทั้งเขาและเธอเพิ่งจะผ่านขั้นตอนการปรับความเข้าใจอันหนักหน่วงมา บางทีอาจจะให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางเหมือนเดิมในทันทีไม่ได้ กระต่ายสาวว่าจะเสนอให้พวกเขาเข้านอนกันแล้วค่อยเริ่มเช้าพรุ่งนี้กันใหม่อย่างที่เคยเป็น แต่นิคก็ดันชิงพูดขึ้นมาก่อน

            “แล้ว... เธอโอเคกับที่เป็นอยู่นี่ไหม” เขาเอ่ยถาม ด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป และมันไม่ใช่การเสนอให้พวกเขาไปเข้านอนอย่างที่จูดี้กำลังต้องการ

            “แน่นอนสิ” จูดี้ตอบไปแบบไม่คิดอะไรมาก

            “ไม่ใช่...” นิคสั่นหัว “ฉันหมายถึงอีกเรื่อง...”

จูดี้นิ่งและเงียบไป คำว่า อีกเรื่อง ทำให้ท้องไส้ดูจะปั่นป่วนขึ้นมาเสียดื้อๆ และเมื่อเธอค่อยๆเหลียวมองไปยังด้านข้าง นิคก็เริ่มขยับเข้ามาใกล้แล้ว

            ใบหน้าคมขยับเข้าใกล้มากขึ้นทุกที สมองของจูดี้ราวกับถูกสะกดนิ่ง เธอคิดอะไรไม่ออกเลย ความรู้สึกซู่ซ่าแผ่ไปทั่วตัว แขน ขา และสมองอ่อนเปลี้ยไม่ทำงาน ลมหายใจเริ่มติดขัด ในขณะที่ก้อนเลือดด้านในอกซ้ายก็เต้นรัวเสียงดังตุบๆ

            เขาเข้ามาใกล้มากเกินไปแล้ว กลิ่นบลูเบอร์รี่ชักจะเข้ามาคุกคามเช่นกัน จูดี้สามารถเห็นเส้นขนสีแดงทุกเส้นของเขาได้อย่างชัดเจนราวกับส่องกล้องจุลทรรศน์ เธอหลับตาพริ้ม และสัมผัสต่อมาคือริมฝีปากของเธอถูกประทับลงมาอย่างแผ่วเบา

หัวใจดวงน้อยของจูดี้เร่งจังหวะเร็วขึ้นเท่ากับการตีกลองชุด ใบหูยาวทั้งสองลู่ลง อุ้งมือเล็กยกขึ้นแนบเข้ากับแผงอกของคู่หู แล้วเธอก็เริ่มขยับริมฝีปากจูบตอบเขาไป 

ความรู้สึกเบาหวิวอย่างประหลาดแผ่ซ่านไปทั่วตัวของจูดี้ มันไม่เหมือนกับเมื่อสามวันก่อนเลย อันที่จริง มันต่างกันโดยสิ้นเชิง กระต่ายสาวสามารถสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนซึ่งแฝงไปด้วยความคะนึงหาภายในรสจูบนี้

            นิคค่อยๆถอนจุมพิตออก หน้าผากของเขาแตะเข้ากับของจูดี้ ต่างฝ่ายต่างหายใจเข้าออกช้าๆ หัวใจของเขาเต้นเร็วไม่แพ้กัน จิ้งจอกหนุ่มค่อยๆโน้มหน้าก้มลงไปประทับริมกับฝีปากบางอย่างแผ่วเบาอีกครั้ง ซึ่งจูดี้ตอบรับอย่างเต็มใจ แม้ในหัวจะยังรู้สึกสับสน แต่เธอไม่สามารถปฏิเสธรสจูบของคนตรงหน้าได้เลย

 ขณะเดียวกันนิคก็เริ่มบดเบียดเข้ามามากขึ้น จูดี้สะดุ้ง เริ่มออกอาการหอบ กล้ามเนื้อแต่ล่ะส่วนค่อยๆอ่อนแรง สัมผัสต่างๆที่ตกค้างในคืนนั้นปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

            คราวนี้จูดี้ไร้เรี่ยวแรงโดยสิ้นเชิง เธอทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนตัวนิค อุ้งมือทั้งสองที่ยังคงถูกพันธนาการไว้พยายามไขว่คว้าจับเนกไทของเขาไว้เพื่อไม่ให้ตัวเธอร่วงหล่นลงไป และราวกับนิครู้ว่าต้องทำอย่างไร เขาช้อนเอวจูดี้ขึ้น พาดเรียวขาเล็กของเธอเข้ากับเอวของเขา ก่อนจะวางตัวเธอลงกับโต๊ะพร้อมกับกวาดข้าวของและเอกสารน่าเกะกะทิ้งไปอย่างไม่ใยดี จิ้งจอกหนุ่มขยับเข้าใกล้ ป้อนจูบที่เริ่มเร่าร้อนขึ้น

            จูดี้หายใจไม่ทันแล้ว เธอหอบหนักหน่วง ระหว่างที่นิคกำลังกวาดความหวานภายในปากไปจนหมดสิ้น กลองชุดภายในอกก็ยังคงรัวจังหวะอย่างบ้าคลั่ง อุณหภูมิภายในร่างกายก็พุ่งสูงราวกับว่าสามารถจะระเบิดได้ทุกเมื่อ แต่กระนั้น จูดี้ก็ไม่ได้สนใจแล้ว เธอเอื้อมมือขึ้น พยายามโอบรอบคอนิค ทว่าเหมือนเธอจะลืมไปว่าถูกใส่กุญแจมือไว้อยู่ มันรัดคอนิค ทำให้เขาครางอย่างหงุดหงิด จูดี้ถอนจูบ ผละออกมา

            “นายน่าจะ...แฮ่ก...” เธอหอบ “ถอดให้ฉัน...แฮ่ก...แต่แรก”

            “ช่างมันก่อนเถอะ” เสียงแหบพร่าตอบกลับมาอย่างรำคาญใจ แล้วจูดี้ก็ถูกประกบปากลงมาแรงๆอีกครั้งโดยเจ้าของเสียง

            กระต่ายสาวครางออกมาไม่เป็นภาษา เรียวขายังคงพาดและตวัดรัดเอวของเขาเอาไว้ อุ้งมือเล็กทั้งสองหาที่ระบายโดยการขย้ำชุดเครื่องแบบตัวเก่งของนิคเสียยับเยิน ซึ่งถ้าเขามีใส่อยู่ชุดเดียว เธอก็ขอโทษด้วยถ้ามันจะต้องเปลี่ยนไปใช้เป็นผ้าขี้ริ้วในอีกไม่ช้า

            นิคอยากบอกจูดี้ไปเหลือเกินว่าให้เธอเลิกหอบ เลิกคราง เลิกขย้ำเสื้อ หรือทำอะไรก็ตามที่มันจะเป็นเหตุให้เขาหยุดการกระทำนี้ไม่ได้ เพราะไม่ดีแน่ถ้าจะพวกเขาจะยังอยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไป และนิคก็ไม่มั่นใจว่าเขาจะทนได้อีกนานแค่ไหน

            ในที่สุดจิ้งจอกหนุ่มก็ตัดสินใจยุติทุกสิ่งลง เขาผละตัวออกมา ปล่อยให้จูดี้เป็นอิสระ เธอหอบฮักๆ ก่อนแหงนใบหน้าสีแดงระเรื่อขึ้น และใช้นัยน์ตาสีม่วงคู่สวยมองกลับมาที่เขา นิคถึงกับต้องเสมองไปทางอื่น พยายามข่มใจเป็นอย่างมากไม่ให้ตัวเองสติหลุดไปแบบเมื่อครู่อีก

            “นิค...” เธอเรียกเขาด้วยเสียงแหบแห้ง กระตุกชายเสื้อจนนิคต้องเหลียวกลับมาสบตาเธออีกครั้ง

            นิคยอมสบตากับจูดี้ในที่สุด แววตาหยาดเยิ้มของเธอสะกดเขาไม่ให้เคลื่อนหนีไปไหนได้ เธอยังคงหอบเหนื่อยด้วยใบหน้าสีแดงจางอยู่เหมือนเดิม เสื้อยืดตัวใหญ่เอียงหล่นกะเทเร่จนเผยให้เห็นไหปราร้าและช่วงไหล่ได้อย่างไรก็ไม่ทราบ สภาพของกระต่ายสาวเกือบทำให้เขาคลั่ง ซึ่งตอนนี้นิคก็ชักเกลียดตัวเองเอามากๆ เพราะเขาอยากจะดึงจูดี้เข้ามาจูบอีกแล้ว จิ้งจอกหนุ่มขยับหน้าเข้าไปใกล้ ในขณะที่กระต่ายตัวเล็กไม่ได้หนีไปไหน เธอยังจับชายเสื้อของเขาไว้พร้อมกระซิบถามอีกด้วยว่า

“อีกเรื่องที่ว่านี่...”

แต่ก่อนที่จูดี้จะได้เอ่ยจนจบ หรือก่อนที่นิคจะได้ทิ้งสัมผัสไว้บนริมฝีปากอีกรอบ ก็เกิดเสียงทุ้มห้าวแสนคุ้นหูดังขึ้นมาว่า

            “ว้าว...”

เสียงนั้นอุทานก็จริง แต่ไม่ได้มีความตื่นเต้นแฝงอยู่เลย “ฉันคงไม่ได้มารบกวนอะไรหรอกนะ...ใช่ไหม”

            ทั้งสองตกใจจนต้องหันไปตามต้นเสียง แล้วพวกเขาก็ได้พบกับจิ้งจอกร่างเล็กยืนกอดอกพิงประตูอยู่หน้าห้อง ฟินนิคกลับมาแล้ว เขาอยู่ในชุดพนักงานฟาสต์ฟู้ดพร้อมกับสวมใบหน้าบึ้งตึงไว้เหมือนอย่างเคย

            “โอ้” --- “เอ่ออ” --- “ไม่ใช่” --- “คือพวกเรา” ไม่รู้ว่าประโยคไหนเป็นของจูดี้หรือนิค แต่เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังแย่งกันพูด สุดท้ายจึงเป็นจูดี้ที่ตั้งสติได้ก่อน เธอค่อยๆอธิบายให้ฟินนิคฟัง

            “นิคแค่...กำลัง...ช่วยเอาฝุ่น...ออกจากตาฉัน”

            “ใช่ นั้นแหละ” นิคเออออ พยายามทำสีหน้าให้เหมือนกับว่าเรื่องที่บอกนี้เป็นเรื่องที่เขารู้อยู่แล้ว

            แต่ฟินนิคเลิกคิ้วสูงจนน่ากลัวว่ามันจะหายเข้าไปในใบหูใหญ่ยักษ์ของเขา ภาพตรงหน้าดูแปลกพิกลมาก เมื่อครู่ก่อนที่เขาจะร้องทักออกมา ใบหน้าของนิคและจูดี้ใกล้กันชนิดว่าเกือบจะสิงกันได้อยู่แล้ว แถมรอบๆโต๊ะก็ยังมีเอกสารและหนังสือ รวมถึงข้าวของมากมายกระจัดกระจายไปทั่วพื้นอีก แต่ที่น่าสงสัยไปกว่านั้น...

“แล้วทำไมเธอต้องนั่งบนโต๊ะ” ฟินนิคเอ่ยถามพลางตวัดนิ้วไปทางกระต่ายสาวที่นั่งห้อยขาต่องแต่งอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ สายตาของเขามีแววจับผิดอย่างร้ายกาจ

            “เพราะว่า...แครอทเตี้ยเกินไป” นิครีบตอบแทน “หมายถึงเตี้ยเกินไปที่จะหาฝุ่น...ในตา”

            คำแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของฟินนิคหลังจากที่นิคพูดจบคือ มันเกี่ยวกันตรงไหน เขาไม่เห็นจุดเชื่อมโยงที่จะสามารถสอดคล้องกันในประโยคที่นิคตอบกลับมากับสถานการณ์ตอนนี้ได้เลย คิ้วของฟินนิคที่ปกติขมวดเป็นปมอยู่แล้วยิ่งทับเส้นซ้อนกันจนดูคล้ายเกมส์เขาวงกตในสมุดระบายสีสำหรับเด็กก็ไม่ปาน คำตอบของเพื่อนเขาแปลกพิกลเกินไป จิ้งจอกทะเลทรายตัดสินใจถามคำถามสุดท้าย มันเป็นคำถามที่เขาฉงนสงสัยแต่แรก

            “แล้วทำไมต้องใส่กุญแจมือ?”

            จูดี้และนิคเบิกตาโตจนแทบถลนและหันมามองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย หน้าตาเหรอหรากันทั้งคู่ และเป็นจูดี้ที่ร้องโอดโอยครวญครางออกมาก่อน เสียงดังลั่นมากๆเสียด้วย

            “โอ้ยยย!!! นิค!!! ฉันบอกแล้วว่าให้ไขออกแต่แรก!!!

            “รู้แล้วๆ!!” นิคร้อนรนเป็นอย่างมาก อุ้งมือทั้งสองคลำไปตามลำตัวตั้งแต่กระเป๋าเสื้อยันเข็มขัดเก็บอุปกรณ์รอบเอว ดูเหมือนเขาจะจำไม่ได้ว่าเก็บกุญแจไว้ในที่ใด ไม่รู้ว่าอะไรทำให้เขาพลาดไปได้แบบนี้ อาจเป็นเพราะความตื่นตระหนกที่ทำให้สติของเขาเป็นอัมพาตไปชั่วขณะ หรือไม่ก็เป็นเสียงร้องปานจะถูกเชือดของจูดี้ (ที่จนบัดนี้เธอก็ยังแผดเสียงไม่เลิกรา)

            “Oh Crap!!! He think we’re pervert!!! (โอ้ยย!!! เฮงซวย!!! ให้ตายเหอะ!!!! เขาคิดว่าพวกเราเป็นพวกวิตถาร!!!!)

            จูดี้หน้าแดงแปร๊ด ดิ้นไปดิ้นมาราวกับเด็กทารกที่ยังไม่ได้ของเล่น แต่ในกรณีนี้คงจะเป็นกุญแจสำหรับไขกุญแจมือ เธอต้องการมันอย่างเร่งด่วนที่สุด เพราะนอกจากฟินนิคจะแสดงสีหน้าแขยงออกชัดเจน เขายังพูดประโยคหนึ่งออกมาอย่างไม่อายปากตามนิสัยส่วนตัวของเขา

            “So, you two are really have sex. (สรุปว่าพวกนายสองคนกำลังมีเซ็กส์กันจริงๆใช่ไหม)”

            “NO!!!!! (ไม่ใช่!!!!!)” คู่หูต่างสายพันธ์พร้อมใจกันหันมาแหกปากดังลั่น (ชนิดอาจจะได้ยินไปทั้งตึก) นิคยังไขกุญแจมือให้จูดี้ไม่เสร็จดีด้วยซ้ำ

            จิ้งจอกเฟนเนคส่ายหน้าอย่างเอือมระอาเป็นที่สุด ท่าทางจะปักใจเชื่อไปแล้วว่าเพื่อนของเขาและแม่กระต่ายนี่เป็นพวกชอบเล่นท่ายาก หรือไม่ก็คงกำลังคิดว่าเพื่อนทั้งสองของเขาชอบเล่นบทบาทสมมติให้ดูเร้าใจขึ้นก็เป็นได้

“ฉันนอนล่ะ” จิ้งจอกร่างเล็กพูดเสียงห้วน “ส่วนพวกนายก็ใช้เตียงล่างล่ะ แล้วก็อย่าทำเสียงดังด้วย”

ฟินนิคสั่งทิ้งท้าย เหวี่ยงกระเป๋าสัมภาระขึ้นไปยังเตียงบน ก่อนจะกระโดดปีนบันไดเตียงเพื่อขึ้นไต่ไปนอน ทว่าหลังจากไต่ไปได้สามขั้น ร่างเล็กของเขาก็ถูกเพื่อนจิ้งจอกแดงคว้าคอเสื้อไว้

            “ไม่ได้หรอกเพื่อน เพราะวันนี้ฉันจะนอนเตียงบนกับนาย”

            “เฮ้ย!! แก!! ถ้าแกแตะต้องตัวฉันแบบเมื่อกี้อีก ฉันสาบานเลยว่าฉันจะกัดหน้าแกให้แหว่ง!! เฮ้ย!!

            ฟินนิคร้องและสบถคำหยาบคายออกมาเป็นชุด นิคจัดการเหวี่ยงเพื่อนตัวเล็กขึ้นไปเตียงบน หันกลับมาพยักพเยิดให้จูดี้พร้อมส่งสายตาที่แปลได้ว่า “เธอนอนเตียงล่าง” ก่อนจะเดินไปปิดไฟแล้วกระโดดขึ้นเตียงบนเช่นกัน เขาแกล้งนอนกอดฟินนิคราวกับว่าเพื่อนเป็นตุ๊กตาตัวน้อย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจิ้งจอกเฟนเนคจัดการจิ้งจอกแดงให้สาสมแบบไหน (กัดหน้าให้แหว่งนั่นล่ะ)

            จูดี้ถอนหายใจ ล้มตัวลงนอน เธอหันตัวเข้ากำแพง ซุกหน้าเข้ากับผ้าห่ม แต่เพราะกลิ่นบลูเบอร์รี่ที่กระจายไปทั่วเตียงลอยมาแตะจมูก กระต่ายสาวจึงยังไม่สามารถที่จะข่มตาหลับได้ เตียงนี้ต้องเป็นเตียงของนิคแน่ เธอมั่นใจ และกลิ่นบลูเบอร์รี่แบบนี้ต้องเป็นพันธุ์จากฟาร์มที่บ้านของเธอไม่ผิดแน่ ทำไมเธอจะจำไม่ได้ ซึ่งนั้นทำให้ใบหน้าของเธอขึ้นสีแดงแปร๊ดขึ้นมาอีกรอบ เธอกำลังนอนอยู่บนเตียงของเขา

ก้อนเลือดภายในยังคงสูบฉีดไม่เลิก จูดี้เอื้อมมือขึ้นมาแตะริมฝีปากบวมเจ่ออย่างแผ่วเบา สัมผัสจากนิคยังคงเด่นชัดแม้มันจะผ่านมาแล้วก็ตาม

            “แครอท”

            นิคก้มหัวลงมาเรียกจากชั้นบน แต่จูดี้ไม่ได้พลิกตัวกลับไปหา ท่ามกลางความมืดแบบนี้จิ้งจอกอย่างเขาต้องเห็นสีแดงบนใบหน้าได้อย่างชัดเจนแน่ๆ อีกทั้งเธอยังขัดเขินเกินไปที่จะเผชิญหน้ากับเขาในขณะนี้ด้วย

            “หืม?” เธอแสร้งทำว่างัวเงียและใกล้จะเข้าสู่นิทราเต็มทีแล้ว

            “เธอนอนได้นะ?” เขาถามเสียงค่อย ซ่อนความเป็นห่วงไว้ในน้ำเสียง

            “อืม”

            แล้วเขาก็เงียบไป นานมากทีเดียว ในขณะที่จูดี้คิดว่าเขาต้องหลับไปแล้วแน่ๆ นิคก็เอ่ยขึ้นมาเสียงแผ่ว มันเบามาก มากเสียจนเกือบจะเหมือนกับการพูดกับตัวเอง แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีทางที่เสียงแผ่วเบาขนาดไหนจะสามารถเล็ดรอดจากหูกระต่ายไปได้

            “พรุ่งนี้...ไปทำงานพร้อมกันเหมือนเดิมนะ”

            ลมหายใจของจูดี้สะดุด ดวงตาสีม่วงสุกสกาวเบิกโตแวววาวในความมืด เธอไม่รู้ว่านั้นคือประโยคบอกเล่า ชักชวน คำสั่ง หรือขอร้อง แต่ในน้ำเสียงของเขามีความอ้อนวอนอยู่อย่างชัดเจน กระต่ายสาวเว้นช่วงไปหลายนาที ก่อนจะจงใจตอบกลับไปด้วยเสียงอู้อี้แบบที่นิคไม่สามารถได้ยินได้ ว่า

            “โอเค”

            แล้วจูดี้ก็ยกผ้าห่มขึ้นคลุมหัวจนมิด หัวใจดวงเล็กยังคงเต้นระบำอยู่ด้านใน มันส่งเสียงตุบๆราวกับกำลังกระทืบเท้าเป็นจังหวะบัลเลต์ แม้ในหัวจะยังฉงนสงสัยว่า มันเหมือนเดิมจริงๆหรือนี่ แล้ว อีกเรื่อง ที่ว่าของเขามันคืออะไร แล้วเขาจะบอกเธอไหม แต่ก็ช่างมันปะไรเถอะ เพราะตอนนี้เธอมีความสุขจนอมยิ้มสูงเกือบจะถึงใบหูอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าตาจะสว่างจนถึงเช้าไหม แต่จูดี้ก็หวังว่าเธอจะสามารถผล็อยหลับไปได้เองในไม่ช้า



edit 1 finish 4/9/59 

++++++++++++++++++ จบบทที่ 16 ++++++++++++++++

มาช้าไปหน่อยยย ยังไม่ลืมกันใช่ไหมมมม

ไม่แน่ใจว่าใช้เวลาแต่งนานสุดหรือเปล่า แต่บทนี้ ไรต์ว่าแต่งยากที่สุดในซีรี่ย์นี้แล้วค่ะ โฮ คือมันเป็นการจับรวมเอาทุกอย่างที่ไรต์ไม่ถนัดเลยยยมาไว้ในตอนเดียวกัน ทั้งฉากทะเลาะ ฉากคืนดี ฉาก...(นั้นแหละ) คือต้องเค้นอารมณ์แต่งอย่างมาก กว่าจะคิดบทพูดออกก็ปาไปสามวันเต็มๆแล้วค่ะ TT แก้เยอะมากๆด้วย บวกกับไม่ค่อยมีเวลาแต่งเท่าไหร่อีก กว่าจะคลอดออกมาได้ เกือบตายเหมือนกันตอนนี้ คือไรต์ก็ยังแต่งไม่เก่งเท่าไหร่ อาจจะไม่สนุกเท่าเรื่องอื่นๆ แต่ไรต์ก็หวังว่าสำหรับตอนนี้รี้ดเดอร์ทุกคนจะชอบแล้วก็อินตามกันไปกับมันนะคะ

ปล.สัปดาห์หน้ามีประกาศสำคัญนะคะ อย่าเพิ่งหนีหายกันไปไหนนะๆๆ อยู่ด้วยกันก่อนนน

ปล2.อย่าลืมไปกด like แฟนเพจ www.facebook.com/ppoonies เพื่อรับข้อมูลข่าวสารจากไรต์ด้วยนะคะๆ >< ไม่กดเดี๋ยวพลาดอะไรดีๆนะเออ

และเหมือนเดิมหากพบอะไรแปลกๆติดๆขัดๆตรงไหนสามารถคอมเม้นท์ติชมแก้ไข หรือแสดงความรู้สึกได้เลยนะคะ

พบกันใหม่ตอนหน้านะคะ ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านมากๆเลย สวัสดีค่า^^ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

311 ความคิดเห็น

  1. #308 catminlion (@catminlion) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 / 17:09
    แล้วสูต ของแจ็คล่ะ😂😂😂
    #308
    0
  2. #301 wind_$Low (@natthanitda-tsj) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2562 / 17:53
    เหมือนเดิมนี่คือยังไง bff เหมือนเดิม? ฮือออ
    #301
    0
  3. #276 Mister=Bean (@misterB-e-a-n) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 31 มีนาคม 2561 / 23:21
    เข้าใจความรู้สึกของคนอ่านที่ อ้ากกกทำไมมีอะไรมาขัดพระนางตลอด
    #276
    0
  4. #230 ไม่ประสงออกนาม (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2559 / 18:12
    ก้อนเลือดภายในคือ?

    ทำไมไม่ใช้หัวใจอะ
    #230
    2
    • #230-2 Donatella (จากตอนที่ 19)
      10 ธันวาคม 2560 / 16:13
      เพื่อภาษาที่ฟังดูแล้วคล้อยตาม เราคิดว่านะ
      #230-2
  5. #213 GraySterZ (@GraySterZ) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2559 / 07:03
    ขรรมตอนฟินนิคโผล่มากอ่ะะ55555555 ไรต์แต่งซะเค้าอินมากเลยย ชอบๆๆๆ><
    #213
    0
  6. #203 pep (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2559 / 21:28
    อ่านแล้วปวดนึบๆเลย แต่ก็น่ารักดีต่อใจจริงๆจ๊า
    #203
    0
  7. #193 sweettales (@spinkclub) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2559 / 02:49
    ชอบเรื่องนี้มากๆเลยค่ะ สุดยอดเลยย เราชอบภาษา ตัวละครที่ยังคงเส้น แล้วก็ความสมเหตุผล ถ้าเป็นเรื่องอื่นนางเอก/นายเอกโดนจับ nc คืนดีไปแล้วนะเนี่ย ปลื้มมากๆเลยที่ไรท์เขียนออกมาได้มีมิติมาก มีความเรียล คงคาแรคเตอร์เอาไว้ตลอด เขียนฉากอารมณ์ได้ดีมากเลยค่ะ นิคนี่โคตรเท่สุดๆไปเลยย ถึงแจ๊คจะออกมาทำคะแนนบ่อยๆก็เถอะ แต่เราก็ยังไม่เปลี่ยนใจไปไหนหรอกนะ5555 อยากอ่านตอนต่อไปใจจะขาดแล้ว
    #193
    1
  8. #192 Skyburry (@Kazesawa) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2559 / 02:23
    ฟินนิคกลับมาเร็วไปไหม? เสียดายยย อุ้ย! 
    #192
    0
  9. #191 pla.lookpla (@lookplapla) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2559 / 15:55
    ลุ้นนนนนนน
    #191
    0
  10. #190 Auloven (@Auloven) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2559 / 13:10
    อะไรคือ เสมอง อะ แอด
    #190
    1
  11. #189 Evil Master (@joonkiller) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2559 / 10:50
    โอยยยยยยย กรี๊ดดดดดดดด อิฟินนิคคคค ขัดทำไม 5555555 ชอบอะตอนนี้ เค้นอารมณ์สุดๆ ฟินนน ไรต์กลับมาแต่งต่อเร็วๆน้าๆๆๆๆๆ เอาบทแบบนี้อี๊กกกกก
    #189
    0
  12. #188 Billy ^-^ (@Billy-_-) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2559 / 07:22
    เขินสุดๆ อิอิ รอต่อๆๆๆ ฟินๆ
    #188
    0
  13. #187 TunZaKung (@tulagarn) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2559 / 23:51
    กำลังลุ้นอยู่ว่าฟินนิคจะโพล่มาขัดตอนไหน ไม่คิดว่าจะเป็นเวลาแบบนี้ 555
    #187
    0
  14. #185 PrincesZ O_O (@2477) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2559 / 19:51
    ฟินนนนนน มากมายค่ะไรท์
    โอยย ตลกฟินนิค 555
    #185
    0
  15. #184 BreadyToasty (@pung82) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2559 / 19:29
    โอยย ฟินนิคกันนิคน่ารัก 5555555 นอนด้วยกันคงอารมณ์แบบพ่อกับลูก //เอาฉาก...แบบนี้อีกกก เอาอีกกกก เอาทุกบทเลยย 5555555555655555556
    #184
    0
  16. #183 roounnaka (@roounnaka) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2559 / 19:14
    เราว่าเราเม้น2รอบแล้วมัยมันไม่ขึ้นอ่าไม่เป็นไรอีกรอบๆ
    รอมานานละค่ะในที่สุดก็อัพเย้ๆ อ่านแล้วเขิน จะว่าไปนิคกินเด็กนะเนี้ยก็เด็กมันน่ากินนิ อิอิ
    ประกาศอะไรก็ได้ค่ะแค่อย่าประกาศตัดจบกับหายก็พอเดียวขาดใจตาย T-T
    เพจเราไปกดแล้วนะค่ะติดดาวด้วย ><
    #183
    1
  17. #182 Allegra m'alice (@numking08) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2559 / 18:36
    โอ้วก้อด....//ตายอย่างสงบศพสีชมพู ฟินมากเลยค่ะไรท์ตอนทะเลาะนี่ก็กระชากอารมณ์สุดๆเลย-.,- แต่พวกนายแน่ใจหรอว่ามันจะเหมือนเดิม...
    #182
    0
  18. #181 ppiyada (@am_piyadaa) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2559 / 18:18
    ตอนแรกๆกลัวอารมณ์นิคมากอ่ะคือแบบพี่ดูดิบ ดูเถื่อนไปไหมคะ//ไม่ขนาดนั้นนะ5555 หลังๆมาก็แบบฟินค่ะพูดเลย หลายอารมณ์มากจริงๆ
    #181
    0
  19. #180 DDnewest (@DDnewest) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2559 / 18:03
    เกือบจะเป็นตบจูบแล้วเมื่อกี้
    #180
    0