Fic Zootopia : You Know You Love Me [Nick x Judy]

ตอนที่ 16 : CHAPTER 14 :: WHAT'S YOUR TOP TRACK ?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,015
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    4 ก.ย. 59

CHAPTER 14

WHAT’S YOUR TOP TRACK?

 

 

อย่างน้อยจูดี้ก็ยังโชคดีอยู่บ้าง ตรงที่เธอไม่ต้องไปนั่งคุยเล่นกับพวกลูกค้าหื่นกามอย่างที่เธอคิด พวกเขาไม่ได้สนใจเธอด้วยซ้ำ เพราะกระต่ายสาวทั้งตัวเล็กและไม่มีส่วนน่าดึงดูดเท่าพนักงานสาวทรงโตตัวอื่นๆ ตอนนี้หน้าที่การทำงานของจูดี้จึงมีเพียงแค่รับออเดอร์จากพนักงานรุ่นพี่อีกทีเท่านั้น

“โต๊ะนั้นเอาเบียร์ 2 ขวด”

“โต๊ะ 8 เอาเพิ่มด้วย”

“โต๊ะ 5 ด้วยนะ”

ออเดอร์ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว จูดี้ต้องใช้ปากกาลูกลื่นของทางร้านจดตามยิกๆ แต่หมึกปากกาก็เริ่มแห้งจนแทบจะทำให้เธออยากหักทิ้งด้วยความโมโห

ให้ทำอย่างไรได้ ก็ผ่านมาราวๆครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่งานสืบสวนยังไม่คืบหน้าเลย

จูดี้หามิสเตอร์ลูอิสและพรรคพวกของเขาเจอได้ไม่ยาก ห้องวีไอพีมีขนาดใหญ่ก็จริง แต่ลูกค้ากลับน้อยกว่าโซนด้านนอกพอสมควร หากกะด้วยสายตาจะพบว่าโต๊ะที่นั่งถูกจับจองไปเพียงไม่กี่ที่เท่านั้น และแต่ล่ะโต๊ะก็มีพนักงานสาวที่คอยปรนเปรอเป็นขาประจำอยู่แล้วด้วย ดังนั้น กระต่ายสาวจึงไม่จำเป็นจะต้องเอาตัวไปเสี่ยงกับเรื่องพวกนี้ อันที่จริงเธอก็ไม่กล้าด้วย

แต่ก็นี่ล่ะ ที่ทำให้เธอปวดหัว เพราะหนทางเดียวที่จะเข้าหามิสเตอร์ลูอิสได้คือการเข้าไปนั่งคุยกับเขาอย่างที่กวางสาวอลิเซียกำลังทำอยู่กับโต๊ะข้างๆ หล่อนนั่งคุยกับพวกลูกค้าอย่างสนุกสนาน ยอมให้พวกเขาแตะต้องเนื้อตัวของเธออย่างไม่ถือโทษ แต่แน่นอนว่าจูดี้รู้สึกกระดากใจที่จะต้องไปทำแบบนั้น

กระต่ายสาวถอนหายใจ หูของเธอตกฮวบ บางทีนี่อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีอย่างที่เธอคาด ในเมื่อตัวเธอยังไม่ได้เตรียมใจพร้อมจะยอมทำเรื่องพวกนี้เลย เวลานี้ก็ได้แต่ต้องก้มหน้าทำงานตามที่เขาสั่งให้เสร็จๆไป

เบียร์หมดแล้ว จูดี้จิ๊ปาก หงุดหงิดที่ต้องเดินไปหอบเอาเบียร์ขวดใหม่จากเคาน์เตอร์สุดห้องมาไว้ที่โต๊ะกลาง เพื่อเตรียมริน ส่งต่อให้พวกรุ่นพี่พนักงานนำไปเสิร์ฟและนั่งคุยเล่นกับพวกลูกค้าต่อไป

จูดี้ไม่อยากไปเฉียดใกล้แถวนั้นมากนัก เพราะกระต่ายที่เธอไม่ค่อยชอบขี้หน้าเท่าไรดันนั่งอยู่ที่โต๊ะสุดมุมห้องใกล้เคาน์เตอร์ที่เก็บเบียร์พอดี

แจ็ค ซาเวจ นั่งอยู่ที่มุมห้องใกล้เคาน์เตอร์บาร์ เขามีเพื่อนร่วมโต๊ะอีกสองตัวเป็นกระทิงในชุดเสื้อเชิ้ตไปรเวท ตัวหนึ่งใส่สีขาวอีกตัวใส่สีฟ้า โต๊ะนี้เป็นโต๊ะเพียงตัวเดียวของโซนวีไอพีที่ไม่มีการเรียกใช้บริการนั่งคุยเล่นกับพนักงานสาวสวย 

ตอนแรกจูดี้เดาเอาเองว่าที่พวกเขาเลือกมานั่งอย่างปลีกวิเวกตรงมุมนี้เพราะเป็นที่ที่ใกล้และสะดวกต่อการสั่งแอลกอฮอล์จากบาร์เทนเดอร์มากที่สุด แต่ข้อสันนิษฐานนั้นก็เป็นอันต้องพับเก็บไป เมื่อบนโต๊ะทรงกลมตัวเตี้ยที่พวกเขานั่งรายล้อมกันอยู่มีเพียงที่เขี่ยบุหรี่วางอยู่อันเดียวเท่านั้น

กระต่ายสาวเดินเข้าไปในเคาน์เตอร์ อ่านใบออเดอร์พร้อมกวาดสายตาหาเบียร์ตามที่จดมา จูดี้พยายามทำทุกอย่างให้เร็วที่สุด เพราะอย่างที่บอก เธอไม่อยากอยู่แถวนี้นานมากนัก

แต่ทันใดนั้น จูดี้ก็ดันไปได้ยินอะไรบางอย่างเข้า เธอชะงัก และให้ความสนใจกับมันทันที

“ --- เรือนจำสมิทตี้ฟิสเหรอ...แต่ แจ็ค มันไม่น่าจะเป็นไปได้”

หูของจูดี้กระดกขึ้นมาข้างหนึ่งเมื่อบังเอิญได้ยินหัวข้อสนทนาจากโต๊ะนั้น แม้เสียงเพลงจะดังไปทั่วทั้งร้าน แต่มันไม่มีทางเล็ดรอดไปจากหูกระต่ายที่รับรู้เสียงได้ไวเป็นพิเศษได้

เรือนจำสมิทตี้ฟิสเป็นเรือนจำที่มีการคุ้มกันหนาแน่นเป็นอันดับต้นๆในซูโทเปียและยังเป็นหนึ่งในเรือนจำในเครือภายใต้การบริหารดูแลระบบโครงสร้างและการตกแต่งภายในต่างๆของมิสเตอร์อดัม เรนเลอร์ สมองของจูดี้ปะติปะต่อเรื่องราวได้แทบจะทันที แจ็ค ซาเวจกำลังคุยถึงเรื่องคดีที่เธอรับผิดชอบอยู่ (อันที่จริงมันก็เป็นคดีของเขาด้วยล่ะนะ)

            “ทุกอย่างเป็นไปได้เสมออยู่แล้ว” แจ็คกล่าวเสียงเรียบ ส่วนจูดี้เริ่มทำงานช้าลง เพื่อพยายามแอบฟังบทสนทนา เธอแกล้งก้มๆเงยๆทำทีเป็นหาเบียร์ไม่เจออยู่หลายที ไม่ก็ทำเป็นอ่านใบออเดอร์ทวนซ้ำไปมาบ้าง โชคดีที่บาร์เทนเดอร์กำลังแอบงีบจากการว่างงานอยู่ ไม่เช่นนั้นเธอคงโดนไล่ตะเพิดไปแล้ว

            “คุณแน่ใจหรือ” กระทิงเสื้อฟ้าถาม

            “ก็ 80%” แจ็คตอบ “แต่สายของผมมั่นใจ 90% เลยล่ะ”

            “กะอีแค่นามปากกาที่พวกคุณยังไม่แน่ใจกันเลยเนี่ยนะ” กระทิงสักตัวแย้ง

            “ผมตรวจสอบมาหลายๆอย่างแล้ว มันมีความเป็นไปได้สูง --- ยังไงก็ตามเถอะ เรื่องส่งคนไปคุ้มกันเรือนจำเพิ่มจะว่ายังไงล่ะ”

            “โอ้ แจ็ค คุณก็รู้ว่าช่วงนี้ระบบการทำงานล้มเหลวไม่เป็นท่าเลย” คราวนี้กระทิงเสื้อขาวพยายามอธิบาย “ท่านประธานเรนเลอร์เพิ่งจะเสียไปเองนะ การดำเนินงานมันก็ค่อนข้างจะ...”

            “แล้วพวกคุณจะรอให้นักโทษแหกคุกออกมาก่อนหรือยังไงล่ะ” กระต่ายหนุ่มสะบัดเสียง ท่าทางเหมือนจะเริ่มหัวเสีย

            “ทุกอย่างมันต้องเป็นขั้นเป็นตอน” สองกระทิงกล่าวเสียงเรียบ แจ็คไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เขาแสดงออกทางสีหน้าชัดเจนว่าให้ทั้งคู่กลับไปได้แล้ว ซึ่งพวกเขาก็ทำตามแต่โดยดี

            “แล้วเจอกันนะแจ็ค” กระทิงทั้งสองกล่าวลา พร้อมกับโค้งคำนับให้กระต่ายหนุ่มเป็นมารยาทหนึ่งที

            วันนี้ดูอาจจะไม่ใช่วันที่ดีของมิสเตอร์ซาเวจก็เป็นได้ จูดี้มั่นใจได้เลยว่าเธอไม่เคยเห็นกระต่ายหนุ่มขมวดคิ้วแบบที่กำลังทำอยู่ขณะนี้มาก่อน รวมถึงการหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบด้วย เขานั่งหลังงอ คิ้วขมวดติดกันมากขึ้นขณะที่มวลควันสีจางค่อยๆตลบขับเคลื่อนออกมาจากริมฝีปาก จูดี้ไม่มั่นใจว่านี่คือใบหน้าเครียดของมิสเตอร์ซาเวจหรือเปล่า แต่เท่าที่เธอเห็น ถ้าไม่ใช่ก็จัดว่าคล้ายทีเดียว

            เมื่อไม่มีบทสนทนาให้ (แอบ) ฟังอีกต่อไป ก็ถึงเวลาที่เจ้าหน้าที่ฮอปส์จะต้องรีบย้ายร่างออกไปจากบริเวณนี้ เธอไม่อยากให้ความแตก แล้วก็ไม่อยากโดนหาว่าเป็นพวกชอบสอดรู้ด้วย

            ทว่าในขณะที่จูดี้กำลังรีบโกยขวดเบียร์เกือบ 5 ขวดใส่ถาดเหล็ก ก็มีเสียงทุ้มนุ่มเสียงหนึ่งดังเข้ามาในโสตประสาทหูของเธอ กระต่ายสาวชะงักทันที

            “แอบฟังแล้วยังแอบมองอีก เธอเป็นพวกโรคจิตหรือไง”

จูดี้กลอกตาเหนื่อยหน่ายขึ้นด้านบนก่อนจะพ่นลมออกทางจมูก เสียงนั้นเบามาก ทั้งยังเกือบจะถูกกลบด้วยเสียงเพลงดังลั่นที่เปิดไปทั่วร้าน แต่จูดี้ก็ได้ยิน และเธอก็มั่นใจด้วยว่าผู้พูดกำลังคุยกับเธออยู่ ก็จะมีสัตว์สักกี่ชนิดในนี้กันที่สามารถสื่อสารกันได้ด้วยระยะห่างขนาดนี้

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหูของพวกกระต่ายทำงานได้ดีเกินคาด ไม่ใช่แค่ของจูดี้ แต่แจ็คก็ด้วยเช่นกัน เขาคงจะรับรู้ตัวตนของจูดี้ได้จากการที่เธอเข้ามาทำเสียงกุกกักด้านในเคาน์เตอร์บาร์ และเผอิญว่ากระต่ายสาวก็ช่างซ่อนตัวได้ไม่แนบเนียนเอาเสียเลย

            “ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันไม่ได้ฟังอะไรมาก ...แล้วก็ไม่เข้าใจด้วย” จูดี้ตอบกลับ “ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะไปยุ่งอะไรกับงานของคุณหรอก” น้ำเสียงของเธออู้อี้ อย่างไรก็ตาม แม้ระยะจะห่างจากคู่สนทนา แต่อีกฝ่ายเป็นกระต่ายที่มีหูดีเหมือนเธอ เขาได้ยินอยู่แล้ว

            “ถึงเธอจะรู้เรื่องก็คงทำอะไรไม่ได้หรอก” แจ็คสวนกลับหลังจากหายใจออกมาเป็นควันบุหรี่ตลบอบอวล และเขาไม่ได้มองมาทางกระต่ายสาวเลย

จูดี้นิ่วหน้าใส่ เธอไม่ชอบท่าทีที่แจ็ค ซาเวจปฏิบัติต่อเธอ เพราะนอกจากเขาจะหยิ่งจนคุยกับเธอโดยไม่มองหน้าแล้ว นี่ก็คงเป็นรอบที่ล้านเห็นจะได้ที่เขามาประเมินความสามารถของเธอเสียต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดนี้

กระต่ายสาวไม่วายแซะกลับด้วยเสียงกระแหนะกระแหน “แต่แหม ไม่อยากจะเชื่อว่าคุณจะทำหน้าเครียดแบบนั้นเป็นด้วย”

            “ก็มีบ้าง” อีกฝ่ายเหยียดยิ้มพร้อมกับขยี้ดับยาสูบลงไปในที่เขี่ยบุหรี่อันเดียวบนโต๊ะ “แต่เดาได้เลยว่าฉันคงไม่ทำหน้าแบบนี้บ่อยเท่าเธอแน่เจ้าหน้าที่ฮอปส์”

            คราวนี้แจ็คหันมาทางจูดี้แล้ว หลังจากที่ละเลยความสนใจจากคู่สนทนามาเสียนาน เขาพูดต่อ

“ว่าแต่เธอมาเสียเวลากับฉันมากไปหรือเปล่า เป้าหมายของเธออยู่นู่นไม่ใช่หรือไง” กระต่ายหนุ่มสะบัดหัวน้อยๆไปทางโต๊ะของมิสเตอร์ลูอิส ส่วนจูดี้แค่เพียงปรายตามองตาม เขารู้จริงๆด้วยว่าเธอมาทำอะไรที่นี่

“อ้อ หรือว่าลังเลอยู่....แต่ก็ไม่แปลกหรอกเนอะ มันออกจะเป็นงานยากสำหรับเธอนี่นา” แจ็คแกล้งลากเสียงกวนประสาท รู้สึกสนุกที่ยั่วโมโหยายเตี้ยนี่ได้อีกแล้ว

Has anyone ever told you that you’re chatty? (เคยมีใครเคยบอกคุณไหมว่าคุณมันเป็นพวกพูดมาก)” จูดี้กอดอก ทั้งยังพูดประชดใส่ สุดจะทนกับความกวนของเจ้านาย ทว่าฝ่ายตรงข้ามที่ได้ยินก็ไม่ได้มีน้ำโหแต่อย่างใด มิสเตอร์ซาเวจเพียงแค่ไหวไหล่เบาๆ ทำหน้าไม่รู้สึกรู้สา แถมยังล้วงเอาหูฟังเส้นโปรดขึ้นมาเสียบฟังเพลงเหมือนอย่างเคย แสดงถึงความไม่ใส่ใจอย่างที่สุด

ท่าทีไร้มารยาทของฝ่ายตรงข้ามทำเอาจูดี้เบ้หน้าและย่นจมูกหนักกว่าเดิม เธอจงใจส่งตาขวางไปให้อีกฝ่าย แม้เขาจะเลิกสนใจเธอไปแล้วก็ตาม

เสียดสีไปขนาดไหนก็ไม่เคยสะท้าน หน้าเขาต้องฉาบด้วยปูนแหงๆ แล้วไหนจะหูฟังนั้นอีก --- ร้านก็เปิดเพลงดังขนาดนี้ยังจะเอาขึ้นมาฟัง กระต่ายสาวก่นด่าในใจ

Weird (คนประหลาด)” จูดี้พึมพำพร้อมกับเดินปังๆ เชิดคางออกมาจากเคาน์เตอร์บาร์ โดยที่ทิ้งขวดเบียร์เต็มถาดไว้เบื้องหลัง แววตาของเธอเปลี่ยนไป จากที่ลังเลก็กลายมาเป็นแววตาที่มั่นใจตามแบบฉบับของเธอ แต่มันก็มาพร้อมกับความหงุดหงิดงุ่นง่าน ดูเหมือนกระต่ายสาวจะตัดสินใจได้แล้วว่าควรเปลี่ยนมาทำหน้าที่อื่นนอกจากการเป็นเบ้เสิร์ฟเบียร์ เธอเกลียดการโดนดูถูกจริงๆ

แม้แจ็คจะอยู่ในโลกแห่งเสียงเพลงและทำทีเหมือนไม่สนใจก็จริง แต่เขาก็อดชำเลืองมองตามกระต่ายสาวไม่ได้ ท่าเดินกระทืบเท้าของเธอตลกมากเสียจนทำเขาเกือบหลุดขำ เจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับลอบยิ้มเฝื่อนๆออกมา เขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่ายายเตี้ยจะไปได้สักกี่น้ำ

 

&&&

 

“อ้าว แม่กระต่าย! มาได้จังหวะพอดีเลย” พนักงานแพะสาวรุ่นพี่ตัวหนึ่งเรียกจูดี้  ส่วนคนถูกเรียกก็หันไปหาด้วยความสนอกสนใจ

“พอดีฉันต้องไปธุระด่วนนะ เธอพอจะรับช่วงต่อให้ทีได้ไหม โต๊ะนั้นน่ะ” แพะสาวว่าพร้อมกับบุ้ยใบ้ไปยังโต๊ะที่มิสเตอร์ลูอิสและพรรคพวกนั่งรายล้อมกันอยู่ กระต่ายสาวพยักหน้าแทนคำตอบ อันที่จริงมันเข้าทางเลยทีเดียว เพราะเธอเองก็ยังคิดหาวิธีที่จะเสนอตัวไปนั่งกับพวกเขาไม่ได้เหมือนกัน

จูดี้สูดลมหายใจสะกดความตื่นเต้นเข้าไปลึกเต็มปอด ก่อนจะเดินตรงเข้าไปยังเป้าหมาย ขาสั่นระริก เธอไม่ได้กลัวหรอก แค่ขนลุกเท่านั้น

“วะ หวัดดีค่ะ..”

“อ้าว นี่ไงเด็กใหม่มาแล้ว มานี่ๆ มานั่งเน้เลยหนู ฮ่าๆๆ” หมูอ้วนตัวหนึ่งเรียกเธอพลางตบมือกับเบาะนั่งสองสามที เป็นสัญญาณให้กระต่ายสาวไปนั่งข้างๆเขา

จูดี้ทำตาม แต่ก็พยายามที่จะไม่ให้ชิดใกล้มากเกินไป ยอมรับเลยว่าแขยงกับหมูตัวที่ชวนเธอมานั่งอยู่มากโข สภาพเขาค่อนข้างใกล้เคียงกับมิสเตอร์ลูอิสเลย

ขณะเดียวกันกระต่ายสาวก็ใช้สายตาสังเกตสถานการณ์ไปทั่วทั้งโต๊ะด้วย พวกเขามีกัน 4 ตัว เป็นหมูทั้งหมด เว้นก็แต่เสือโคร่งตรงหน้าเธอ เขาเป็นคนที่แต่งตัวดูดีที่สุดในกลุ่ม เขานั่งอยู่ข้างๆมิสเตอร์ลูอิสและกำลังคุยกันอย่างออกรส จูดี้แปลกใจเล็กน้อยที่เสือมาคบค้าสมาคมกับพวกหมูได้ แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรมาก เพราะขนาดเธอยังเป็นคู่หูกับจิ้งจอกได้เลย

“เหะๆ หนูนี่สวยจังเลยน้า มาจากที่ไหนเหรอ” เจ้าอ้วนที่เธอมานั่งด้วยข้างๆถาม เขาพยายามเข้ามาใกล้

            “เอ่อ..ก็แถวๆนี้” จูดี้แอบเขยิบหนี เห็นได้ชัดเลยว่าหมอนี่หื่นกามและไม่น่าเข้าใกล้ที่สุด เพราะจากที่เห็น คนอื่นในโต๊ะก็ไม่ได้สนใจเธอเท่าไร เป็นประเภทแค่เหล้าเข้าปากก็พอใจแล้วก็ว่าได้

            “เหรอๆ นี่ พี่ชื่อแม็กซ์น้า ส่วนไอ้หนวดนี่ชื่อแมท” แม็กซ์แนะนำตัวโดยเริ่มที่ตัวเองก่อน จากนั้นก็ชี้นิ้วป้อมๆไปยังหมูตัวหนึ่งที่มีหนวดเครา จูดี้ไม่ได้สนใจตานี่มากนัก เขาค่อนข้างมีบุคลิกเงียบทีเดียว

“ส่วนไอ้เสือนี่ชื่อซัมเมอร์ แล้วก็ไอ้หมูอ้วนสุดนี่ชื่อลูอิส” จากนั้นแม็กซ์จึงปิดท้ายด้วยเสือโคร่งและมิสเตอร์ลูอิส

            “แกว่าใครอ้วนสุดวะ” มิสเตอร์ลูอิสร้องทันทีที่โดนเพื่อนแซว

            “มันชอบไม่ยอมรับความจริงน่ะ ฮ่าๆๆ” แม็กซ์หันมาพูดติดตลกกับจูดี้ แต่เธอไม่รู้สึกขำด้วยแม้แต่น้อย แถมเรื่องที่มิสเตอร์ลูอิสอ้วนที่สุดก็ไม่เป็นความจริง จากที่เห็นด้วยสายตา อย่างน้อยเขาก็น้ำหนักน้อยกว่าแม็กซ์ประมาณสิบกิโลได้ล่ะ

            “ว่าแต่ลูอิส เรื่องงานเป็นไงบ้างล่ะ” แมทผู้มีหนวดเอ่ยปากถามขึ้นมา หลังจากเงียบมานาน

            “ก็เรื่อยๆ ช่วงนี้ฉันไม่ได้เข้าบ.เท่าไหร่” มิสเตอร์ลูอิสตอบพลางกระดกเหล้าเข้าปาก

            “เหอะ แต่น่าดีใจเป็นบ้าเลย ที่ไอ้เรนเลอร์ตายไปแล้ว” เสือที่ชื่อซัมเมอร์เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในวงสนทนา พอถึงตรงนี้ จูดี้ก็รีบให้ความสนใจทันที

            “แน่นอนล่ะ ตั้งแต่มันมาร่วมหุ้นด้วย เปอร์เซนส่วนแบ่งแม่งโคตรไม่ยุติธรรม” มิสเตอร์ลูอิสตอบ “ขอบคุณสวรรค์ที่อยู่ดีๆมันก็เคราะห์ร้ายโดนลอบฆ่า ฮ่าๆๆๆ”

            นักธุรกิจหมู (ที่ตอนนี้ไม่เหลือคราบนักธุรกิจแล้ว) หัวเราะร่า ซึ่งทำให้จูดี้เริ่มตะขิดตะขวงใจขึ้นมา หมายความว่ามิสเตอร์ลูอิสไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอย่างนั้นหรือ

“แล้วแก พอจะรู้ไหมว่าใครเป็นคนฆ่ามัน” ซัมเมอร์ถามต่อ

            “ฉันจะไปรู้เรื่องของมันได้ไง ชีวิตใครชีวิตมันสิ” มิสเตอร์ลูอิสตอบอย่างรำคาญ ก่อนจะทำหน้าประหลาดใจขึ้นมาเมื่อรู้ตัวว่าสายตาทุกคู่ของเพื่อนๆต่างจ้องที่เขาอย่างจับผิด “โห่...เดี๋ยวนะๆ นี่พวกแกคงไม่ได้คิดหรอกใช่ไหมว่าฉันเป็นคนฆ่ามัน” เขาเอานิ้วอ้วนกลมเหมือนกับไส้กรอกชี้หน้าเพื่อนๆทีละตัว

            “ก็เปล่า” เพื่อนๆประสานเสียงตอบ “แต่แค่เห็นว่าแกเกลียดมันสุดๆไปเลยนี่”

            นักธุรกิจหมูส่ายหัว “หึ ก็ใช่ ฉันเคยคิดจะฆ่ามันเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ในเร็วๆนี้แน่” แล้วเขาก็กระดกเหล้าเข้าปากอีกรอบ ”ฉันยังต้องอาศัยผลประโยชน์จากมันอยู่ ---- แต่ก็เอาเถอะ ถึงจะผิดพลาดไปหน่อย ก็นับว่าดีที่มีคนมาจัดการมันไปให้พ้นหูพ้นตาฉันซะที ฮ่าๆๆๆ”

            มิสเตอร์ลูอิสระเบิดเสียงหัวเราะออกมาจนหน้าท้องของเขากระเพื่อมอย่างบ้าคลั่ง ข้อมูลหลายอย่างเปิดเผย มิสเตอร์ลูอิสมีข้อขัดแย้งเล็กๆกับมิสเตอร์เรนเลอร์ที่เป็นผู้ตายจริง แต่อย่างไรก็ตาม ก็ชัดเจนตรงที่ว่าบริษัทอาหารกระป๋องของนักธุรกิจหมูยังต้องอาศัยผลประโยชน์จากมิสเตอร์เรนเลอร์เพื่อการเติบโตที่มากกว่านี้อยู่ ซึ่งก็ตรงตามข้อมูลความสัมพันธ์คร่าวๆของพวกเขาที่จูดี้ได้รับมา ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่านักธุรกิจหมูไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมในครั้งนี้

            พวกเขาเริ่มเปลี่ยนประเด็นไปคุยเรื่องอื่น จูดี้เห็นท่าว่าเธอควรจะกลับได้แล้ว ในเมื่ออยู่ไปก็ไม่ได้อะไรเพิ่ม เธอแสร้งทำเป็นเก็บกวาดทำความสะอาดโต๊ะ นำขยะและแก้วน้ำใส่ถาด ก่อนจะลุกหนี แต่ดูเหมือนความพยายามนั้นจะไม่เป็นผลเท่าไร เมื่อเจ้าแม็กซ์ หมูตัวที่จูดี้แขยงที่สุดเอื้อมมือมารั้งเธอไว้

            “เดี๋ยวๆ น้องหนู จะไปไหนจ้ะ”    

“เอ่อ ฉัน..ขอตัวไปเอ่อ..เก็บขยะ นิดนึงค่ะ” กระต่ายสาวสะบัดแขนเบาๆ เธอไม่อยากหนีไปแบบซึ่งๆหน้าหรือใช้ความรุนแรงเพื่อการแก้ปัญหา ด้วยความเกรงว่าจะไปก่อเรื่องจนเดือดร้อนกับสัตว์ทั้งร้าน แต่ถ้ามันช่วยไม่ได้จริงๆ เห็นทีก็คงต้องทำ

            “ไม่เอาน้า อยู่กับพี่ก่อนน้า เราไปต่อกันในห้องดีไหม เท่านี้พอเปล่าน้า” แม็กซ์แสยะยิ้มน่ารังเกียจ พร้อมกับควักธนบัตรออกมาฝ่อนใหญ่ ไฟโกรธดูเหมือนจะปะทุขึ้นมาในอกของจูดี้แล้ว เธอเกลียดการกระทำที่ใช้เงินเหยียดหยามแบบนี้ที่สุด กระต่ายสาวปล่อยถาดที่เต็มไปด้วยขยะและแก้วน้ำลงพื้น เสียงกระทบของถาดผสมกับเสียงแก้วแตกดังสลับไปมาจนทำให้ลูกค้าแถวนั้นพากันหันมอง รวมถึงพวกมิสเตอร์ลูอิสด้วย

            แม็กซ์สะดุ้งโหยงที่จูดี้สะบัดแขนออกแรง อุ้งมือเล็กอีกข้างของเธอกำหมัดแน่น พร้อมที่จะปล่อยหมัดใส่หมูตรงหน้าได้ทุกเมื่อ แต่ก่อนที่เธอจะได้ทำอะไรโง่ๆลงไป ก็มีบุคคลที่สามเข้ามาขวางไว้เสียก่อน

            “เฮ้! มาอยู่นี่เองเหรอ” 

            เสียงทุ่มนุ่มร้องทักขึ้นมาพร้อมกับสัมผัสที่เกิดขึ้นบนไหล่ของจูดี้ มันเป็นเสียงของแจ็ค กระต่ายสาวสะดุ้งตกใจทั้งๆที่ยังอยู่ในท่าง้างหมัด และเธอเริ่มที่จะตามเหตุการณ์ไม่ทัน

            “อะไรกัน เมื่อกี้ยังนั่งกับผมอยู่เลยนี่”

            “หา!? ฉันไม่ได้..”

“ทำแบบนี้ไม่ดีเลยน้าเด็กดื้อออ” มิสเตอร์ซาเวจถือวิสาสะบีบแก้มจูดี้พร้อมกับส่ายไปมาอย่างหมั่นเขี้ยว ซึ่งจูดี้ขนลุกกับการกระทำพิเรนทร์ๆของเขา เธอกำลังจะแว้ดใส่ แต่แจ็คก็ดันขัดขึ้นมาอีก

            “ผมเปิดห้องไว้ให้แล้ว ไปรอผมที่นู่นดีกว่าเนอะ”

            กระต่ายหนุ่มว่ายิ้มๆพร้อมยัดม้วนธนบัตรม้วนหนึ่งมาให้ไว้ในมือจูดี้ ตามด้วยตบหลังไล่ให้เธอออกไปจากโต๊ะนี้

แวบแรกจูดี้เกือบจะโพล่งตวาดด่ากราดไปแล้วที่เขาทำตัวไม่ต่างอะไรกับหมูพวกนี้ แต่เมื่อกระต่ายสาวสัมผัสได้ถึงของแข็งขนาดเล็กที่ถูกซ่อนแอบไว้ด้านในธนบัตร เธอก็เข้าใจสิ่งที่มิสเตอร์ซาเวจต้องการจะบอกทันที

ในธนบัตรม้วนนี้มีเครื่องอัดเสียงอยู่ และเธอต้องเอาไปบันทึกให้ไกลจากสายตาหมูพวกนี้

จูดี้เดินฉับๆออกมาจากบริเวณนั้นพร้อมๆกับลูกค้าในโซนวีไอพีและพนักงานตัวอื่น พวกเขาต่างกระวีกระวาดหนีออกมาเพราะไม่อยากไปข้องเกี่ยวกับการทะเลาะวิวาทที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่กระต่ายสาวเลือกที่จะออกมายืนแอบอยู่ตรงหน้าประตูทางเข้าโซนวีไอพีเพื่ออัดเสียงและเฝ้าดูเหตุการณ์

            “เฮ้ย! ทำอะไรของแกวะ จู่ๆมาแย่งเด็กไปแบบนี้ได้ด้วยเหรอ!?

            แม็กซ์ลุกขึ้นมาหาเรื่องกระต่ายหนุ่มทันที เขาเองก็ดูงุนงงกับสถานการณ์ไม่แพ้เพื่อนร่วมโต๊ะ ในขณะที่แจ็คไม่ได้หยี่ระกับท่าทีของฝ่ายตรงข้ามแต่อย่างใด เขายังคงอยู่ในอิริยาบถสบายๆและเสียบหูฟังข้างเดียวเหมือนเช่นเดิม

“ผมว่าผมมาร้านนี้บ่อยนะ และเท่าที่จำกฎได้ ใครจ่ายหนักกว่าก็ได้ตัวไปไม่ใช่หรือไง” กระต่ายหนุ่มไหวไหล่ขึ้น ถูนิ้วกลางกับนิ้วโป้งเล่นแถมยังทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้ ส่งผลให้ฝ่ายตรงข้ามที่มีอารมณ์รุนแรงอยู่แล้วคุมสติไม่อยู่  แม็กซ์ก่นด่ากระต่ายตรงหน้าด้วยคำหยาบออกมาเป็นชุด ก่อนจะพุ่งปล่อยหมัดเข้าหน้าคู่กรณี แต่แน่ล่ะ มิสเตอร์ซาเวจหลบได้อย่างกับรู้ล่วงหน้า แถมเขายังแอบขัดขาแม็กซ์จนล้มกระเท่เร่เสียด้วย

“โอ้ แล้วก็พอดีเลย ผมเองก็มีธุระจะคุยกับคุณด้วยสิ มิสเตอร์ซัมเมอร์” กระต่ายหนุ่มปรี่เข้าไปหาเสือโคร่งทันทีหลังจากกำจัดปราการแรกอย่างแม็กซ์ไปได้แล้ว จูดี้ที่แอบดูอยู่เอียงคอด้วยความสงสัย เธอคิดว่าเป้าหมายของเขาคือมิสเตอร์ลูอิสแบบเธอเสียอีก

“แกเป็นใคร” มิสเตอร์ซัมเมอร์ถาม ด้วยความที่เป็นเสือโคร่งเขาจึงสูงกว่าแจ็คมาก ทำให้สายตาที่เขามองต่ำลงมาคล้ายกับเป็นเชิงดูถูกกระต่ายหนุ่มอยู่ไม่น้อย หรือที่จริงแล้วเสือโคร่งตัวนี้อาจจะกำลังดูแคลนเขาอยู่จริงๆก็ได้

“ผมเองไง อเล็กซ์ ลูเธอร์ จากองค์การอาหารและยา พวกเราคุยเรื่องงานกันผ่านอีเมลล์บ่อยๆ หวังว่าคุณจะจำได้” แจ็คแนะนำตัวพร้อมกับเอื้อมมือไปเขย่ากับฝ่ายตรงข้ามอย่างรวดเร็ว เขาดูอารมณ์ดีมากในขณะที่มิสเตอร์ซัมเมอร์ดูเหมือนยังตามอะไรหลายๆอย่างไม่ทันอยู่เลย ส่วนจูดี้ที่มองอยู่คราวถึงกับฉงนกว่าเดิม ใครคือ อเล็กซ์ ลูเธอร์?

“อ้อ.. คุณนั้นเอง” ในที่สุดมิสเตอร์ซัมเมอร์ก็นึกออกเสียที หลังจากงุนงงอยู่นาน

“ใครเรอะ” มิสเตอร์ลูอิสเอ่ยถามเพื่อนเสือ

“เจ้าหน้าที่จากอย.คนที่ฉันเคยเล่าให้แกฟังไง ว่าช่วยดำเนินการแอบขนส่งยาของบริษัทฉันให้แก” มิสเตอร์ซัมเมอร์อธิบาย

“ก็อย่างที่ว่านั้นแหละครับ อ่า..คุณคงจะเป็นมิสเตอร์ลูอิส เป็นเกียรติที่ได้พบครับ” แจ็คหันไปทักทายและจับมือทำความรู้จักกับมิสเตอร์ลูอิสอย่างเชี่ยวชาญ ซึ่งนักธุรกิจหมูก็ตอบรับมารยาทนั้น ทุกอย่างเกือบจะดำเนินไปด้วยดี ติดตรงที่ว่านักธุรกิจหมูเอ่ยอะไรบางอย่างที่ไม่ค่อยจะลื่นหูนักออกมา

“หึ แต่ไม่คิดเลยนะว่าตัวจริงจะเป็นกระต่าย.....แถมยังมีสภาพน่ารังเกียจแบบนี้อีก”

มิสเตอร์ลูอิสกล่าวทั้งๆที่ยังจับมือกับแจ็คอยู่ เขาใช้สายตาเหยียดหยามมองกระต่ายหนุ่มที่มีลายเสือแปลกๆตั้งแต่หัวจรดเท้า พร้อมทั้งแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่เกรงใจ แต่แจ็คก็ไม่ได้สะท้านอะไร เขายังคงยิ้มร่าและวางตัวดีอยู่ตลอด หากแต่ในความคิดของจูดี้ เธอว่าเขาเองก็ไม่ได้ชอบให้ใครมาติติงรูปลักษณ์แบบนี้นักหรอก

“ว่าแต่มีธุระอะไร ถึงกับมาหาเองแบบนี้ คงเป็นเรื่องที่เจรจาทางอีเมลล์ไม่ได้สิท่า” มิสเตอร์ซัมเมอร์กอดอกถาม

แจ็คหันมายิ้มให้ผู้ถาม ก่อนจะเริ่มร่าย “ก็...คุณคงจะทราบข่าวการเสียชีวิตของมิสเตอร์อดัม เรนเลอร์แล้ว – อ่า ช่างน่าเสียดายจริงๆที่ซูโทเปียต้องสูญเสียบุคลากรเก่งๆแบบนั้นไป”

“พูดธุระของคุณมาเลยดีกว่า” มิสเตอร์ซัมเมอร์เร่ง ท่าทางดูร้อนรนอย่างไรชอบกล

“อืมม นั้นสินะ” แจ็คลากเสียงในลำคอ

“งั้นผมขอเข้าเรื่องเลยแล้วกัน --- เอาเป็นว่าเนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางผมคงต้องขอลดการขนส่งโคเคนและกัญชาผ่านอาหารกระป๋องของคุณลงซัก อืม” กระต่ายหนุ่มนับนิ้วคำนวณ “80%! ...เพื่อไม่ให้ขัดกับผลประโยชน์ของทางเรานะครับ”

คำตอบของกระต่ายหนุ่ม ทำเอามิสเตอร์ซัมเมอร์นิ่งไปเกือบห้าวิ เขาหน้าซีดเผือด ท่าทางเหย่อยิ่งในตัวไม่เหลือให้เห็นอีกต่อไป แต่สำหรับมิสเตอร์ลูอิสดูจะไม่เป็นเช่นนั้น นักธุรกิจหมูโพล่งขึ้นมาเสียงดัง

“ว่าไงนะ! --- แกจะทำแบบนั้นไม่ได้ ไม่รู้หรือไงว่ายาพวกนั้นทำกำไรให้มหาศาล!

“ทางเราเสียใจจริงๆด้วยนะครับ แต่ผมคิดว่าส่วนแบ่งจะยังยุติธรรมอยู่แน่นอน” แจ็คตอบอย่างสุภาพ ก่อนจะควักเอกสารชุดหนึ่งขึ้นมายื่นให้มิสเตอร์ซัมเมอร์เซ็นรับข้อตกลง

“มันจะไปยุติธรรมได้ยังไง!” มิสเตอร์ลูอิสฉวยเอกสารนั้นมาฉีกทิ้งทันที “แกกลับไปบอกเจ้านายของแกเลย ว่าทางพวกฉันไม่มีวันรับข้อเสนอเห่ยๆแบบนั้น!

“เห็นทีว่าจะไม่ได้นะครับ” แจ็คให้คำตอบเดิมพร้อมกับยิ้มกริ่ม หากแต่ในสายตาของนักธุรกิจหมูมันคือรอยยิ้มของผู้ชนะที่กำลังกดผู้แพ้อย่างเขาให้ต่ำลง

การวางตัวของมิสเตอร์ซาเวจดีถึงดีมากที่สุด เขาไม่เกรงกลัวสิ่งใดเลย ในขณะที่อีกฝ่ายกลับก้าวร้าวมากขึ้นทุกที นักธุรกิจหมูทั้งสบถและก่นด่า เตรียมจะหาเรื่องด้วยซ้ำ พูดได้เลยว่ากระต่ายหนุ่มคุมเกมส์ไว้หมดแล้ว พวกมิสเตอร์ลูอิสนอกจากจะโดนข้อหาซื้อขายยาเสพติดอย่างผิดกฎหมายแล้ว ยังโดนข้อหาหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วย นี่ยังไม่รวมข้อหาทำลายทรัพย์สินและเอกสารหลักฐาน รวมไปถึงข้อหาอื่นๆอีกมากมาย

จูดี้ไม่อยากยอมรับเลย แต่แจ็ค ซาเวจเก่งมากตามคำบอกเล่าของสารวัตรโบโก้จริงๆ

“แกรูอะไรมะ...” ท่าทางของมิสเตอร์ลูอิสเปลี่ยนไป เขาซบหน้าเข้ากับฝ่ามือหนา “ฉันเกลียดพวกตัวประหลาดอย่างแกที่สุด.....แล้วตอนนี้หน้าตาแกมันก็น่าต่อยมากเลยว่ะ”

พูดจบเขาก็ระบายโทสะโดยการปล่อยหมัดเขาไปที่ใบหน้าของกระต่ายหนุ่มทันที แถมยังเรียกแมท เรียกซัมเมอร์ และปลุกแม็กซ์ให้มาช่วยรุมอีก กระต่ายสาวมองดูอย่างเอือมๆ พวกเขานิสัยเสียพอๆกันเลย มิน่าทำไมถึงเป็นเพื่อนกันได้

และไม่ต้องสงสัยเลยว่าใครที่เหนือกว่า มิสเตอร์ซาเวจหลบได้ทุกหมัด เขาแทบจะไม่ขยับร่างกายแม้แต่น้อย อุ้งมือทั้งสองข้างล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ขาก็แค่เดินหน้าถอยหลังเพื่อหลบเท่านั้น หนำซ้ำยังเอาแต่ฟังเพลงสบายใจเฉิบจากหูฟังที่เสียบอยู่ ว่ากันตามตรง จูดี้ก็คิดว่าท่าทางของเขามันก็น่าต่อยอย่างที่มิสเตอร์ลูอิสว่าจริงๆ

แม้พวกมิสเตอร์ลูอิสจะพากันรุมกระต่ายหนุ่ม แต่ก็ไม่เป็นผลเลย มิสเตอร์ลูอิสเริ่มเหนื่อยหอบและเซ จังหวะนี้แจ็คจะน็อกพวกเขาเมื่อไรก็ได้ แต่เขาก็ไม่ทำ ที่จริงเท่าที่จูดี้สังเกตดู กระต่ายหนุ่มไม่ได้มีจุดประสงค์จะมาต่อยใครอยู่แล้ว

แจ็คยังคงหลบการโจมตีต่อไปเรื่อยๆ ดูเหมือนเขาจะรอจนกว่าฝ่ายตรงข้ามจะหมดแรงไปเอง มิสเตอร์ลูอิสทั้งพยายามคว้าตัว และปัดป่ายกระต่ายหนุ่ม ทว่าสิ่งที่เขาดึงติดกลับมาได้เป็นแค่เพียงหูฟังที่ต่อสายอยู่กับสมาร์ทโฟนเท่านั้น

วินาทีนั้น แจ็คเสียหลักไปเล็กน้อยและดูไม่เป็นตัวของตัวเองเมื่อถูกยึดของไป เขาเริ่มขยับมือและพยายามเอื้อมไปคว้าสายหูฟังและมือถือ ทว่ามันก็ไม่ทันการเสียแล้ว และนี่เป็นครั้งแรกที่จูดี้เห็นแจ็ค ซาเวจพลาดท่า เขาถูกใครบางคนต่อยเอาในจังหวะนั้น

ผัวะ!

แจ็ค ซาเวจโดนใครบางคนต่อยเข้าจนหน้าหัน และคนคนนั้นดันเป็นแม็กซ์ เจ้าอ้วนร้องลั่นด้วยความดีใจ

“เห้ย! ฉันต่อยมันได้ ฉันต่อยมันได้แล้ว!

“จับมันไว้สิ!” มิสเตอร์ลูอิสออกคำสั่งทั้งที่ยังหอบไม่เป็นจังหวะ แมทกับแม็กซ์รีบทำตามทันที

“นี่มันอะไรกันเนี่ย..” มิสเตอร์ลูอิสแกว่งหูฟังกับสมาร์โฟนที่ยึดมาได้ไปมา “หรือว่าแกเป็นพวกสายลับ คอยฟังคำสั่งงานจากหูฟังนี่”

“เปล่าครับ” แจ็คตอบเสียงเรียบ ไม่ได้มีท่าทีร้อนใจที่ถูกริบของไป โดยรวมเขายังสุขุมเหมือนเดิม แต่จูดี้กลับรู้สึกได้ว่ามิสเตอร์ซาเวจในตอนนี้ดูไม่เหมือนปกติเลย

มิสเตอร์ลูอิสลองเสียบหูฟังดู แต่ก็ต้องแสดงท่าทีผิดหวังออกมาเมื่อมันไม่ได้มีอะไรผิดปกติอย่างที่เขาคิด มันก็แค่หูฟังที่ต่อสายฟังเพลงกับโทรศัพท์ธรรมดาๆ

“ขอคืนด้วยครับ” แจ็คพูด

“คืนเหรอ...เฮ้พวก มันอยากได้คืนวะ” มิสเตอร์ลูอิสล้อเลียน แล้วพวกเขาก็หัวเราะคิกคัก

กระต่ายหนุ่มถอนหายใจยาวๆ ย้ำคำอีกรอบ “ขอคืนด้วยครับ”

“หืมมม” มิสเตอร์ลูอิสลากเสียงในลำคอ ก่อนจะปาโทรศัพท์และหูฟังลงกับพื้น แจ็คก้มลงมองตามของของตนด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย และเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมา ก็ถูกต่อยอีกครั้ง คราวนี้เป็นทีของมิสเตอร์ลูอิสที่ได้ระบายความอัดอั้นเสียที

จูดี้เบิกตาโพล่งเมื่อเห็นมิสเตอร์ซาเวจโดนต่อยนับครั้งไม่ถ้วน ภาพตรงหน้าคือเขาถูกล็อคตัวไว้ โดยมีนักธุรกิจหมูและเสือที่พาสลับกันเตะและต่อยเขา กระต่ายสาวทำตัวไม่ถูก แล้วก็งุนงงกับเหตุการณ์ตรงหน้าด้วย ในหัวเกิดคำถาม ทำไมเขาถึงไม่ตอบโต้อะไรกลับไปเลย ทั้งๆที่เขาก็ทำได้

“ว้าย! เมาจนหาเรื่องกันแล้วเหรอนั้น” อยู่ดีๆก็มีเสียงอุทานดังขึ้นที่ด้านหลังของจูดี้ และเมื่อเธอหันกลับไปก็ได้พบกับป้าหมูตัวที่เธอยืนเถียงด้วยเรื่องบัตรวีไอพีในตอนแรก ว่าแต่หล่อนหายไปไหนมาเสียนานกันนี่

อย่างไรก็ตาม การหายไปตัวไปชั่วคราวของป้าหมูไม่ใช่ประเด็นสำคัญ จูดี้ให้ความสนใจไปยังโทรศัพท์ที่สั่นอยู่ในกีบมือป้อมๆของหมูวัยทอง มันเป็นโทรศัพท์ของเธอเอง และคนที่โทรเข้ามาคือนิค

“ว่าแต่ นี่โทรศัพท์เธอใช่ไหม” ป้าหมูถาม

จูดี้พยักหน้า รับโทรศัพท์มา พอจ้องมันที่ขึ้นภาพหน้าคู่หูอยู่ได้ไม่นานก็ตัดสินใจทำอย่างที่เคยทำมาตลอดสามวัน นั้นคือตัดสายทิ้ง

กระต่ายสาวกลืนน้ำลาย แม้ตอนนี้เธอจะหันหลังให้ห้องวีไอพีแต่เสียงเหตุการณ์ด้านในยังคงดังก้องอยู่ในหูเธอชัดเจน มีทั้งเสียงหัวเราะ เสียงข้าวของดังกระทบพื้น เสียงแก้วแตก แต่จูดี้ก็ยังไม่ได้ยินเสียงร้องของแจ็ค ซาเวจดังออกมาสักแอะ เธอไม่รู้ว้าเขากำลังเล่นอะไรอยู่กันแน่ ตัวตนของแจ็ค ซาเวจไม่ใช่แบบนี้เสียหน่อย บางทีเธอควรเค้นถามจากเขา และถ้าเขาโดนซ้อมจนตอบคำถามให้เธอไม่ไหวเธอต้องนอนไม่หลับแน่ๆ

และนั้นจึงเป็นเหตุผลที่จูดี้หันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องนั้น ไม่มีเหตุผลอื่นเกี่ยวข้องเลยจริงๆ

สถานการณ์ในห้องเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่ไม่มีใครสามารถแตะต้องแจ็ค ซาเวจได้เลย เวลานี้เขากลับโดนรุมสกรัมโดยพวกนักเลงในคราบนักธุรกิจ ทั้งมิสเตอร์ลูอิสและมิสเตอร์ซัมเมอร์ต่างก็สงสัยไม่แพ้กันว่าทำไมเหตุการณ์ถึงกลับตาลปัตรแบบนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ขอเพียงแค่ได้อัดให้สาแก่ใจก็พอแล้ว พวกเขาคิด

“เอาล่ะ ฟังนะคุณลูเธอร์” มิสเตอร์ซัมเมอร์ย่อตัวลงมาจิกหัวกระต่ายหนุ่มให้เงยหน้าขึ้นมองเขา “นี่คือคำตอบของพวกผม...น่าจะเข้าใจนะ”

“สมควรแล้ว กวนฉันดีนัก” มิสเตอร์ลูอิสเสริม “ฉันโคตรเกลียดลูกผสมอย่างพวกแกเลยวะ ไม่รู้ทำไมถึงได้เกิดมาได้ ประหลาดสิ้นดี --- คนสมัยนี้ก็ชอบทดลองอะไรแปลกๆออกมาเนอะ”

กระต่ายหนุ่มไม่ได้ตอบอะไรกลับไป แม้จะสะบักสบอมไปทั้งตัว แต่ก็ยังเลิกคิ้วกวนส่งไปให้ ทำเอามิสเตอร์ลูอิสใช้ฝ่ามือกระแทกหน้าเขาไปแรงๆอีกหนึ่งที

“พอได้แล้ว!” จูดี้ร้อง เธอวิ่งเข้ามาเตะพวกแมกซ์กับแมทออกไป ก่อนจะกระชากตัวเจ้านายกระต่ายมาไว้กับตน เธอไม่สนใจอะไรแล้ว แม้จะไม่ชอบหน้ากระต่ายหนุ่มขนาดไหน แต่ไม่มีใครสมควรที่จะต้องโดนทำร้ายอย่างไม่มีเหตุผลเช่นนี้

ทว่าปฏิกิริยาของแจ็ค ซาเวจกลับไม่เป็นอย่างที่จูดี้คิด เธอคิดว่าเขาคงจะทำหน้าอึ้งหรือเหวอที่เธอเข้ามาช่วยอะไรประมาณนั้น แต่เขากลับเงยหน้ามองขึ้นมาพร้อมกับย่นจมูกหงุดหงิดคล้ายจะรำคาญ ทั้งยังบ่นกระซิบเสียงเบาว่า

“ยุ่งไรด้วยเนี่ย”

เสียงนั้นเบาชนิดไม่สามารถให้ใครได้ยินได้ นอกจากกระต่ายด้วยกันเอง แต่ตอนนี้จูดี้ไม่มีอารมณ์พอจะต่อปากต่อคำกับเขาแล้ว

“อุ๊ย สาวมาตามแล้วไหมล้า ฮ่าๆๆ” พวกหมูล้อเลียน “เออ เอาไปเลยเหอะ พวกฉันสะใจแล้ว ฮ่าๆๆ”

“ขอบใจนะพวก” พวกนั้นแปะมือกัน ท่าทางดูสนุกสนาน “ก็ต่อยมันให้สนุกมือไปงั้นแหละ พวกตัวประหลาด หน้าตามันน่าหมั่นไส้”

“ใครกันแน่ที่ประหลาด!” จูดี้โพล่งออกมาอย่างเหลืออด “พวกคุณยังนั้นแหละที่ประหลาด ทั้งรูปลักษณ์แล้วก็จิตใจด้วย!

“โห! ฉันรู้สึกว่าแม่นี่ก็อยากจะโดนด้วยสินะ” มิสเตอร์ลูอิสมองเหยียดลงมาทางกระต่ายสาว “บอกไว้ก่อนนะ ถึงจะเป็นผู้หญิงฉันก็ไม่คณามือหรอกนะ”

“ก็สวยสิ!” จูดี้เองก็เตรียมรับมือกับพวกนี้ไว้แล้ว เอาให้รู้ไปเลยว่าเรื่องใช้กำลังเธอไม่เป็นสองรองใครแน่

“นี่ๆ เดี๋ยวเถอะ” อยู่ดีๆมิสเตอร์ซาเวจก็ยกมือปรามเธอ “ผมบอกให้ไปรอที่ห้องไม่ใช่หรือไง”

จูดี้งงจนเซ่อ เธอตามไม่ทันกับการกระทำของเขาอีกแล้ว นี่เขาเล่นอะไรอยู่เนี่ย และยังไม่ทันที่กระต่ายสาวจะได้พูดอะไรออกไป มิสเตอร์ซาเวจก็แทรกขึ้นมาก่อนเหมือนเดิม

“เอาล่ะ ไปกันเถอะ” เขาตบหลังจูดี้ ดันตัวพาเธอเดินออกไปจากร้านทั้งๆที่เธอยังไม่เข้าใจอะไรเลย แถมยังปล่อยให้พวกมิสเตอร์ลูอิสยืนอึ้งอยู่ตรงนั้นด้วย

 “แล้วก็..ขอบคุณที่คืนเจ้านี่นะครับ” กระต่ายหนุ่มหันมายิ้มทิ้งท้ายให้เหล่าคู่กรณีพร้อมกับชูโทรศัพท์มือถือและหูฟังขึ้นมาเด่นหรา แน่นอนว่า ทำเอาทั้งกลุ่มเสียหน้าไปเลย

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่ชนะในการวิวาทครั้งนี้ คือแจ็ค ซาเวจ

 

&&&

 

“เป็นบ้าอะไรของคุณเนี่ย!” จูดี้สะบัดตัวออกจากแจ็คทันทีหลังจากที่โดนลากออกมาอยู่หน้าร้านแล้ว “ทำไมไม่สวนกลับไปล่ะ คุณล้มพวกนั้นได้ง่ายๆเลยไม่ใช่หรือไง!

กระต่ายสาวยิงคำถามรัวเป็นชุด หากแต่มิสเตอร์ซาเวจไม่ได้สนใจที่จะฟังเธอเลย เขาเพียงแค่เหลือบมองคนตัวเล็กนิดๆก่อนจะควักบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบแก้เครียด

จูดี้รีบห้ามทันที “ห้ามสูบบุหรี่แถวนี้นะ!

“ทำไม แถวนี้มันมีป้ายห้ามสูบด้วยเหรอ” กระต่ายหนุ่มตอบกวน แล้วเขาก็ยังสูบต่อ

“ฉันไม่ชอบ...มันเหม็น” จูดี้บอกตามความจริง เธอไม่ชอบกลิ่นบุหรี่เลย ชั่วชีวิตนี้ก็แทบไม่เคยเข้าใกล้ใครก็ตามที่สูบ ครอบครัวเธอห้ามเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ขนาดกีเดียนเกรย์ เห็นนิสัยแบบนั้นแต่เขาก็ไม่สูบ เนื่องจากไม่เป็นผลดีต่อการทำขนมขาย แม้แต่นิค เขาเองก็ยังไม่สูบเลย นิคชอบบอกว่าการสูบบุหรี่มันไร้สาระ เสียสุขภาพแถมยังเปลืองเงิน

แต่แจ็ค ซาเวจดันไม่ใช่ใครก็ตามที่กล่าวมาในข้างต้น ว่ากันตามตรงเธอก็เพิ่งจะรู้ว่าเขามีนิสัยแบบนี้ก็วันนี้นี่ล่ะ และเหนือสิ่งอื่นใด สภาพของกระต่ายหนุ่มขณะนี้จัดว่าค่อนข้างแย่ ใบหน้าของมิสเตอร์ซาเวจมีรอยช้ำเป็นจุดๆ ที่มุมปากมีเลือดออกเยอะ ซึ่งจูดี้คิดว่าเขาไม่ควรทำสิ่งใดก็ตามที่เป็นการทำร้ายตัวเองเพิ่ม อย่างเช่นการสูบบุหรี่เป็นต้น

แจ็คส่ายหัวเบาๆ แถมยังทำหน้ารำคาญจูดี้แบบเห็นได้ชัด และแม้กระต่ายสาวจะหวีดเสียงห้ามปรามมามากมายแค่ไหนก็ตาม เขาก็ยังคาบบุหรี่ไว้ที่มุมปากต่อไป (ถึงจะเจ็บที่จุดนั้นมากก็ตามที) จากนั้นเขาก็แบมือพร้อมกับกระดิกนิ้วเบาๆมาทางจูดี้

กระต่ายสาวงงว่าเขาจะขออะไร

“เครื่องอัดเสียง” แจ็คตอบ ด้วยสีหน้าเนือยๆ

“ไม่ให้”

“นี่เตี้ย ฉันว่าฉันก็พูดภาษากระต่ายอยู่นะ” เขาดึงบุหรี่ออกมาจากปาก เพื่อจะได้ทำสงครามน้ำลายได้ถนัด “แล้วก็อย่าให้พูดมากได้ไหม ฉันโคตรเจ็บปากเลย”

“งั้น...แลกกับบุหรี่” จูดี้ต่อรอง ทำเอาแจ็คกลอกตาไปมาอย่างช่วยไม่ได้ ในที่สุดเขาก็ยอมทิ้งบุหรี่ตัวนั้นลงพื้น ตามด้วยการยื่นอีกทั้งซองมาแลกกับม้วนธนบัตรที่ห่อเครื่องอัดเสียงไว้จากกระต่ายสาว ว่าแต่เครื่องนี้มันเป็นของเขาไม่ใช่หรือ เธอมีสิทธิ์อะไรมาต่อรองเขากันนี่

“แล้วก็ตอบฉันมาด้วยว่าทำไมคุณถึง..”

“คนบางจำพวกก็ไม่มีค่าพอให้ฉันต่อยหรอกนะ ---” แจ็ครีบชิงตอบก่อนทันที เขาค้างคำถามนี้จากจูดี้มาตั้งแต่ต้นแล้ว และเขาก็เหนื่อยหน่ายกับการที่เธอมาเซ้าซี้มากเต็มทน

“แล้วก็เธอด้วย” เขาพูดต่อ พร้อมกับยกนิ้วขึ้นมาชี้หน้าคนตัวเตี้ย ”คิดได้ยังไงถึงยอมลดตัวจะไปหาเรื่องกับคนพวกนั้น”

“ไม่เกี่ยวกันซักหน่อย ฉันก็แค่ป้องกันตัวเอง” จูดี้รีบเถียง “แล้วที่คุณต้องมามีสภาพแบบนี้ ก็เพราะคุณมันหยิ่งในศักดิ์ศรีเกินไปไม่ใช่หรือไง”

“ที่จะบอกก็คือบางครั้งการใช้กำลังก็ไม่ใช่ทางออกเสมอไป” แจ็คโต้กลับ “ซึ่งเธอ” แล้วเขาเอานิ้วมาจิ้มจึ๋งๆที่หน้าผากของกระต่ายสาวตามจังหวะการพูดที่ละคำ ”เธอ-แก้-ปัญ-หา-ได้-ห่วย-แตก-มาก”

“โอ้ย ดีใจเป็นบ้าเลยที่ให้คนที่โดนอัดซะน่วมมาสั่งสอน” จูดี้ปัดมือเขาออก “แล้วไง แล้วผลลัพธ์ออกมาเป็นไงล่ะ”

“ถ้าไม่พอใจ -- ร้านยังเปิดอยู่” อีกฝ่ายประชดพร้อมกับบุ้ยหน้าไปทางร้านที่เพิ่งจะพากันออกมา “กลับเข้าไปได้เลย”

เท่านั้นล่ะ จูดี้ถึงยอมเงียบได้ ถึงเธอจะเป็นพวกบ้าบิ่น แต่ก็ไม่ได้บ้าถึงขนาดยอมกลับไปหาเรื่องใหม่หรอก มันคือการกระทำของพวกเด็กอมมือชัดๆ และแม้ไม่อยากจะยอมรับ แต่จูดี้เองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นหนี้บุญคุณแจ็ค ซาเวจอยู่ เขาช่วยปกป้องศักดิ์ศรีของเธอแท้ๆ

แจ็คที่ตำหนิจูดี้จนพอใจไปแล้ว ก็ไม่ได้สนใจอะไรเธอเหมือนอย่างเคย เขาเอาแต่วุ่นวายอยู่กับเครื่องอัดเสียงที่ได้รับ ทำการโอนถ่ายข้อมูลเข้ากับโทรศัพท์ ส่งเมลล์และหลักฐานต่างๆไปให้สำนักงานใหญ่ แน่นอนว่าหยิบเอาหูฟังโทรมๆเส้นนั้นขึ้นมาฟังเพลงด้วย สักพักกระต่ายหนุ่มถึงสังเกตอะไรบางอย่างได้ เขากระเดาะลิ้นแสดงความรำคาญใจกับตัวเอง ก่อนจะถอดเสื้อสูทตัวนอกแล้วยื่นไปให้จูดี้ที่ยืนนิ่งชะเง้อมองงานที่เขาทำอยู่

“ใส่ซะ”

จูดี้กระพริบตาถี่ๆ ประหลาดใจในความใจดีที่พบไม่บ่อยนี้ แต่เธอไม่ต้องการอะไรจากเขา

“ฉันไม่..”

“หรือจะอยากเดินกลับบ้านด้วยสภาพนั้นก็ตามใจ”

กระต่ายหนุ่มบุ้ยใบ้มองมาทางชุดที่จูดี้ใส่อยู่ และเมื่อจูดี้มองตามสายตาของเขา เธอถึงกับต้องรีบรับเสื้อสูทของเขามาใส่แทบจะทันที เธอลืมไปเลยว่าตัวเองใส่ชุดวาบหวิวแบบนี้อยู่ และการเดินออกมาข้างนอกในสภาพแบบนี้ก็เข้าข่ายอนาจารในที่สาธารณะมาก

สูทของแจ็คไม่หลวมสำหรับจูดี้ เพียงแต่ความยาวไม่เข้ากับส่วนสูงเท่าไร แต่ก็ดีตรงที่ความยาวนั้นช่วยปกปิดช่วงต้นขาของเธอได้มากโข แม้ตอนนี้เธอจะดูเหมือนเด็กที่แอบเอาสูทของคุณพ่อมาใส่เล่นก็ตามที

แจ็คส่ายหน้าเอือมเล็กน้อย แล้วหันมาก้มหน้าจัดการงานของตนต่อ ใบหน้าจดจ่ออยู่กับโทรศัพท์

“พรุ่งนี้ร้านนี้จะถูกปิด กระเป๋าตังค์ เสื้อผ้าและมือถือของเธอน่าจะได้คืนภายใน 40 ชม.เอ่อ... มือถือได้คืนแล้วสินะ” เขาว่าไปพลางคีย์ข้อมูลลงไปเร็วๆ

“แล้วพวกมิสเตอร์ลูอิสล่ะ” จูดี้เอ่ยถาม

“แหงอยู่แล้ว ก็โดนจับน่ะสิ” กระต่ายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาตอบ ก่อนจะยัดอุปกรณ์ทุกอย่างกลับลงไปในกระเป๋ากางเกง เว้นก็แต่หูฟังที่ยังคาอยู่บนใบหูยาวข้างเดียวเช่นเคย “กลับไปสรุปรายงานมาด้วยล่ะ เธอนี่โชคดีจังน้า ได้โบนัสเพิ่มตั้งสองก้อน”

พูดจบเขาก็หันหลังพร้อมกับโบกมือร่ำลาแบบลวกๆ โดยที่ยังปล่อยให้กระต่ายสาวยืนเบ้หน้าอยู่ตรงนั้น

“นั้นคุณจะไปไหน!” จูดี้ตะโกนถาม

“กลับบ้านสิ ถามได้”

เขาตะโกนตอบกลับมา ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องไปขึ้นเสียงตามเจ้าหล่อนด้วย ยังไงพูดเบาแค่ไหน กระต่ายอย่างพวกเขาก็ได้ยินกันอยู่แล้ว

คิดไปเรื่อยเปือยได้ไม่นาน แจ็คก็ต้องสะดุ้งโหยง เพราะเขารู้สึกได้ถึงสัมผัสบนแผ่นหลังพร้อมกับเสียงใสๆที่เข้ามาตะโกนเต็มรู้หู

“เดี๋ยวก่อน!!!

 

&&&

 

“โอ๊ยๆๆ!!” เกิดเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดดังลั่นไปทั่วร้านกาแฟเล็กๆแห่งหนึ่งในย่านซาฮาร่าสแควร์ ขณะนี้เป็นเวลาดึกมาแล้ว ร้านจึงแทบจะร้าง เว้นก็แต่ที่นั่งริมกระจกที่มีกระต่ายหนุ่มสาวสองตัวนั่งเบียดตัวกันอยู่ ตัวผู้ชายสภาพเหมือนเพิ่งจะผ่านการชกต่อยมา ส่วนตัวผู้หญิงกำลังทำแผลให้เขาอยู่

“อยู่นิ่งๆหน่อยสิ!” จูดี้ดุ ก่อนจะกดสำลีเช็ดแผลลงไปที่ใต้ตาของมิสเตอร์ซาเวจแรงๆ ทำเอาเขาร้องดังลั่นอีกรอบ --- ผู้หญิงอะไรทำไมมือหนักได้ขนาดนี้

“หยุด! หยุดเลย! พอ!” กระต่ายหนุ่มแผดเสียงห้าม ไม่ให้เธอลงมือไปมากกว่านี้ “ฉันทำเองได้”

พูดจบเขาก็คว้าทุกอย่างในมือของจูดี้มาทำแผลด้วยตัวเองอย่างลวกๆ แจ็คยอมรับในข้อด้อยเรื่องการปฐมพยาบาลของตน แต่เขามั่นใจว่าฝีมือของเขาไม่มีทางแย่ไปกว่าของยายเตี้ยนี่แน่

คิดแล้วก็สงสัย ไหนว่าจบจากโรงเรียนตำรวจมาด้วยคะแนนสูงสุด --- สงสัยวิชาสุขศึกษาจะปล่อยเกรด

“ไม่ต้องมายิ้มแห้งๆแบบนั้นเลย” มิสเตอร์ซาเวจเปล่งเสียงลอดไรฟันออกมาเมื่อเห็นว่าคนที่นั่งอยู่ข้างๆเอาแต่อมยิ้มขำๆ โอเค เขาก็รู้ตัวแหละว่าเขาทำแผลไม่ได้เรื่องเหมือนกัน

ตอนนั้นเอง กาแฟร้อนก็ถูกนำมาเสิร์ฟบนโต๊ะ ขณะที่แจ็คกำลังจะปฏิเสธไปว่าไม่ได้สั่งไป คนตัวเล็กด้านข้างก็ดันกล่าวขอบคุณพนักงานเสิร์ฟขึ้นมาเสียก่อน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแก้วนี้ของใคร

“สั่งมามีตังค์จ่ายหรือไง” แจ็คถามเสียงห้วน หลังจากที่เห็นพนักงานแรดหน้าตาสลึมสลือนำเอากาแฟร้อนมาเสิร์ฟให้กระต่ายสาวที่โต๊ะ

“ก็ยืมของคุณก่อนไง” จูดี้ตอบหน้าตาเฉย พลางยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ “เหมือนค่ากล่องปฐมพยาบาล”

นี่เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ ที่แจ็ค ซาเวจรู้สึกว่าตัวเองพ่ายแพ้ต่อการเล่นสงครามประสาทกับลูกน้องตัวนี้  เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมาหลังจากที่เขาสั่งให้เธอกลับไปเขียนรายงานและร่ำลากลับบ้านช่องกันเรียบร้อยแล้ว อยู่ดีๆเธอก็โผล่พรวดมาทางด้านหลังเขา พร้อมกับบอกว่า...

 

...“ฉันไม่มีเงินกลับบ้าน” กระต่ายสาวกล่าวเสียงแข็ง และเป็นความจริงในข้อนี้ แจ็คเองก็รู้ว่ากระเป๋าตังค์ของเธอยังคงถูกลืมทิ้งเอาไว้ในร้าน แต่เขาก็ยังไม่วายเลิกคิ้วกวนประสาทส่งไปให้เหมือนเดิม

“แล้ว?”

“ขะ...ขอยืม..หน่อย” จูดี้พูดอุบอิบ

กระต่ายหนุ่มส่งเสียงในลำคอ “จะยืมเท่าไหร่”

“เท่าไหร่ก็ได้”

แจ็คควักแบงค์ออกมากี่ใบไม่รู้ เขาไม่ได้มอง ก่อนจะนำมันยัดใส่อุ้งมือเล็ก โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่ามันจะทำให้เธอไปพ้นๆจากเขาเสียที ทว่าการตัดสินใจของเขาผิดพลาดมหันต์มาก เพราะรู้ตัวอีกทีจูดี้ก็ลากเขาไปเข้าร้านขายยาที่ใกล้ที่สุด และใช้เงินที่ยืมมาจากเขาซื้อกล่องปฐมพยาบาลมาชุดใหญ่

“ไปหาที่ทำแผลก่อน” เธอบอก

และอีกครั้ง ที่รู้ตัวอีกทีเขาก็มาติดแหง่กอยู่ในร้านกาแฟเน่าๆนี่กับเธอสองตัวเสียแล้ว...

 

“เธอสะกดคำว่าเกรงใจไม่เป็นใช่มะ” แจ็คจิกกัด ทั้งวาจาและสายตา

“กะ..ก็นี่มันเป็นเหตุสุดวิสัยนี่นา” จูดี้งึมงำเถียง เอาหน้าซุกเข้ากับกาแฟจนไอร้อนอังไปทั่วหน้า

“แล้ว...ถ้าฉันบอกว่าตังค์หมดแล้วเธอจะว่าไง” เจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับอมยิ้มประหลาด พลางเท้าคางลงกับโต๊ะ

“คุณว่าไงนะ..”

“ค่ากล่องปฐมพยาบาลก็จ่ายไปแล้ว” เขาชี้ไปที่กล่องใสซึ่งอัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์ทำแผล

“น้ำนี่ฉันก็สั่งมาพอดีกับเงินที่เหลืออยู่” จากนั้นจึงชี้ไปยังแก้ววานิลลาร้อนของตนที่สั่งมาก่อนหน้า

“สรุปก็คือส่วนของเธอไม่มีให้ยืมแล้ว” แล้วเขาก็หันมาฉีกยิ้มให้จูดี้อย่างน่าหมั่นไส้ที่สุด

กระต่ายสาวหรี่ตาจับผิด “คุณคงไม่ได้ล้อเล่นหรอกนะ”

“ก็แล้วแต่จะคิด” อีกฝ่ายเพียงแค่ไหวไหล่ทั้งสองข้าง “เอ้า จะทำยังไงต่อไปดีละ” แล้วเขาก็ยิ้มแป้น แน่นอนว่าใบหน้านั้นแทบจะทำให้กระต่ายสาวอยากเพิ่มแผลให้เขาอีกสักจุด ...ถ้าเธอทำได้

 “เอาเถอะ ยังไงก็คงจะมีทางออกนั้นแหละ ฝากโทรศัพท์ไว้ให้เขาแล้วพรุ่งนี้ค่อยเอาเงินมาจ่ายก็ได้” จูดี้เสนอทางออก แต่แจ็คก็ดันขัดขึ้นมาได้อีก

“พรุ่งนี้โทรศัพท์เครื่องล่ะ 649 เหรียญของเธอได้โดนเอาไปชำแหละขายแน่ และเขาก็จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ด้วย เธอก็รู้ แถวนี้..ซาฮาร่าสแควร์ มันเถื่อน” เขาฉีกยิ้มน่าตบให้อีกครั้ง

“เผอิญว่าฉันเป็นตำรวจ”

“โอ้ย” แจ็คหัวเราะ แบบที่แฝงความเจ็บแผลบนใบหน้าไว้อยู่ “เธอเป็นตำรวจที่น่ากลัวมากเลย อย่าคิดว่าแค่ไขคดีใหญ่ได้ครั้งหนึ่งแล้วจะมีดีขนาดนั้นสิ --- แล้วก็ ฉันเพิ่งบอกไป ว่าแถวนี้กฎหมายน่ะใช้ไม่ค่อยได้หรอก ทางที่ดี...เธอควรจะชิ่งนะ”

จูดี้ย่นหน้าจนหน้าผากเกิดรอยเส้นเป็นชั้นๆ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าประโยคนี้จะหลุดออกมาจากปากของคนที่ทำงานกับหน่วยงานเพื่อรักษาความสงบสุขของบ้านเมืองได้ เธอเองก็ยอมรับว่าซาฮาร่าสแควร์ค่อนข้างเป็นเขตที่อยู่นอกเหนือกฎหมาย แต่สำหรับกระต่ายสาว ไม่ว่าอย่างไรเธอก็อยากทำในสิ่งที่ถูกต้อง

“ฉันจะลองคุยกับเจ้าของร้าน”

แล้วเธอรีบลุกออกไปทันที ด้วยความที่ไม่ต้องการฟังอะไรจากกระต่ายหนุ่มที่จะขัดขึ้นมาอีก จูดี้ตรงดิ่งไปหาเจ้าของร้านที่นั่งงีบอยู่ที่เคาน์เตอร์ชำระเงิน เธอพยายามปลุกเขา

“เอ่อ...โทษนะคะ คือว่า...”

“หา!? มีไร!? ใคร!?” เจ้าของร้านสะดุ้งตื่น ร้องตกใจ หันซ้ายขวาไปมาในสภาพสลึมสลือ

“เอ่อ..คือ ฉันมีปัญหานิดหน่อ..”

“ถ้าไม่ได้จะเอาใบเสร็จมาชำระเงินล่ะก็ออกไปๆ! ไปนั่งจีบกันตรงนู้นเลย รำคาญ!

แรดเจ้าของร้านไล่ด้วยความงัวเงีย จูดี้เลิกล้มความคิดในการเจรจาแทบจะทันที ต่อให้เป็นพรุ่งนี้ก็คงจะคุยกันไม่รู้เรื่อง เธอเดินกลับไปที่โต๊ะ แล้วก็ต้องเผชิญกับอมยิ้มกรุ่มกริ่มน่าตบนั้นอีกครั้ง

“บอกแล้วว่าให้ชิ่ง”

“นี่คุณกำลังแนะนำให้ฉันทำผิดกฎข้อใหญ่หลวงของชีวิตตำรวจเลยนะ”

“ช่วยไม่ได้ ก็มันเป็นเหตุสุดวิสัย”

จูดี้เค้นเสียงในลำคอ พยายามไม่สนใจความกวนประสาทของกระต่ายหนุ่ม เธอเลิกจิบกาแฟ เพราะหวังว่าทางร้านอาจจะไม่คิดเงินเครื่องดื่มที่เพิ่งดื่มไปจิบเดียว แต่มันก็ช่างเป็นความคิดที่งี่เง่าสิ้นดี

แล้วความเงียบสงัดก็เกิดขึ้น มิสเตอร์ซาเวจเสียบหูฟังทั้งสองข้าง เข้าไปอยู่ในโลกส่วนตัวพร้อมกับการเช็ดแผลให้ตัวเองอย่างทุลักทุเล ส่วนจูดี้ก็พยายามคิดหาวิธีแก้ปัญหาต่อไปท่ามกลางเสียงกรนเป็นจังหวะที่ดังมาจากเคาน์เตอร์ชำระเงิน

หรือจะฝากโน้ตไว้ -- แต่เขาไม่ปล่อยเธอออกจากร้านแหงๆ

โทรเรียกนิคให้มาจ่ายให้ดีไหม ไม่เอาน่า เธอโกรธเขาอยู่ไม่ใช่เหรอ

จูดี้ทึ่งหัวตัวเองไปมา --- ทำไมในเวลาแบบนี้เธอดันคิดวิธีแก้ปัญหาดีๆไม่ได้เลยนะ แต่จะว่าไปพักนี้เธอก็เหมือนจะทำอะไรไม่ได้ตามที่คิดมาหลายรอบแล้ว เธอคงจะไร้ประโยชน์อย่างที่เขาว่าจริงๆก็ได้

จูดี้เหลือบมองไปยังเขา ซึ่งก็คือกระต่ายหนุ่ม (ที่เลิกล้มการทำแผลไปเรียบร้อยแล้ว) เขานั่งเคาะโต๊ะ ฮัมเพลงกับตัวเอง และเมื่อรู้ตัวว่าถูกสายตาคู่สวยจ้องอยู่ ก็ค่อยๆหันมองกลับไปบ้างด้วยสายตาเหนื่อยหน่ายเหมือนอย่างเคย เขาถอดหูฟังออกข้างหนึ่ง

“ว่าไง?”

“เอ่อ..” จูดี้ตะกุกตะกัก ลังเลมานานที่จะบอกคำนี้กับเขา แต่สุดท้าย เธอก็ยอมพูดมันออกไป

ขอบคุณ

“เรื่องอะไร” แต่แจ็คไม่ได้ประหลาดใจ ทั้งยังทำเป็นไม่ใส่ใจด้วย เขาหันกลับมาสนใจอย่างอื่นแทนการมองหน้ากระต่ายสาวนานๆ

จูดี้ไม่ตอบคำถามนั้นในทันที เธอกำลังคิดอยู่ว่าควรจะขอบคุณมิสเตอร์ซาเวจเรื่องอะไร ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องที่เขาช่วยปกป้องศักดิ์ศรีของเธอ เรื่องที่อยู่ดีๆเขาก็เข้ามาช่วยไขคดีอย่างรวดเร็วจนทำให้เธอได้โบนัสเพิ่ม เรื่องที่ให้เธอยืมเงิน หรือกระทั่งเรื่องที่ยังยอมนั่งอยู่เป็นเพื่อนในเวลาแบบนี้

“ก็ทุกเรื่อง” จูดี้ตอบอย่างแสนซื่อ และเธอไม่รู้เลยว่ากระต่ายหนุ่มแอบลอบยิ้มที่มุมปากหลังจากที่ได้ฟังคำตอบนั้น

“ว่าแต่... ใครคืออเล็กซ์ ลูเธอร์” จูดี้หาเรื่องคุย เธอไม่อยากอยู่กับความเงียบ แล้วก็เผื่อเธอจะคิดวิธีแก้ปัญหาเรื่องค่ากาแฟออกด้วย อีกอย่าง เธอเองก็สงสัยเรื่องราวในร้านไนต์คลับมาตั้งแต่หลายชั่วโมงก่อนแล้ว

“ชื่อจริงของฉันเอง” แจ็คหันมาตอบเสียงเรียบ คราวนี้เขาถอดหูฟังออกทั้งสองข้าง “แจ็ค ซาเวจเป็นแค่นามแฝง”

“พูดจริงดิ?” จูดี้เลิกคิ้วสูง ใบหน้าคล้ายว่าจะเชื่ออย่างสนิทใจ พอได้เห็นแบบแล้วก็ทำให้กระต่ายหนุ่มอดหัวเราะร่วนออกมาไม่ได้ เขาหัวเราะจนเจ็บแผลเลยล่ะ

“ไม่ตลกเลย..” แน่นอนว่าจูดี้ปั้นหน้าตึง ไม่ขำด้วย

“ฮ่ะๆ ฉันก็ไม่รู้จักอเล็กซ์เหมือนกัน” แจ็คยอมตอบในที่สุดพร้อมสั่นหัวไปมา แต่คำตอบของเขาก็ยังไม่ช่วยเพิ่มความกระจ่างให้ผู้ถามอยู่ดี กระต่ายหนุ่มจึงขยายความเพิ่ม

“เอาเป็นว่ามันเป็นแค่แอคเคาน์หนึ่งที่สร้างไว้ติดต่อธุรกิจทางอีเมล์กับมิสเตอร์ซัมเมอร์ เจ้าพ่อตลาดค้ายาบ้าเท่านั้นเอง” เขาเล่าต่อ “หมอนั้นโง่จะตาย ไม่ได้รู้เรื่องเลยว่าครึ่งปีที่ผ่านมายาของเขาไม่ได้ถูกส่งไปไหนเลย หน่วยสืบราชการลับริบไว้หมดแล้ว”

“..แล้วมิสเตอร์ลูอิสก็มีส่วนเกี่ยวข้อง” กระต่ายสาวพึมพำ

“ถูกต้องแล้ว --- ว้าว.. น่าภูมิใจเป็นบ้าเลย เจ้าหน้าที่ฮอปส์ ปิดคดีใหญ่ได้ถึงสองคดีในระยะเวลา 72 ชั่วโมง นี่มันสถิติใหม่เลยนะเนี่ย” แจ็คแบมือออกข้างลำตัว ทำท่าฉลองล้อเลียน เขาพูดรวมไปถึงคดีโกงเช็คที่จูดี้เพิ่งจะปิดได้เมื่อสามวันก่อนด้วย

“เลิกพูดแบบนั้นเถอะ...” จูดี้บอก น้ำเสียงคล้ายจะเศร้าสร้อย เธอเรียบเรียงได้แล้ว สรุปก็คือเธอกับมิสเตอร์ซาเวจมีเป้าหมายคนล่ะอย่าง แต่ผู้ต้องสงสัยบังเอิญเกี่ยวข้องกัน ทำให้เธอได้ผลประโยชน์ในการมีส่วนร่วมกับงานไขคดีของหน่วยสืบราชการลับมาเสียอย่างนั้น แต่กระนั้น จูดี้ไม่รู้สึกดีใจเลย เธอไม่เห็นจะได้ช่วยประโยชน์อะไรสักอย่าง

“ว่าแต่ปกติ แยกกันทำงานเหรอ เธอกับคู่หูน่ะ”

จู่ๆแจ็คก็เอ่ยถามขึ้นมาบ้าง เขาคงหาเรื่องคุยเพื่อขจัดความเงียบขณะนี้เหมือนกัน ซึ่งจูดี้ก็ไม่แปลกใจที่เขาถามแบบนี้ มันค่อนข้างเป็นเรื่องสัพเพเหระ

กระต่ายสาวให้คำตอบเดิมแบบที่เคยตอบกับเพื่อนๆมาค่อนกรม “เปล่า.. แค่ช่วงนี้เวลาไม่ตรงกันเท่าไหร่”

กระต่ายหนุ่มพยักหน้าเข้าใจ เขาไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ พลางยกวานิลลาร้อนของตนขึ้นมาจิบ

“คุณชอบดื่มวานิลลาร้อนเหรอ” จูดี้ถามอีก ในส่วนนี้เธอสงสัยตั้งแต่เขาสั่งมาแล้ว บุคลิกของเขาไม่เห็นเข้ากับวานิลลาร้อนเลย

“ถามทำไม”

“ไม่อยากตอบก็ตามใจ” เธอสะบัดเสียงพร้อมย่นจมูกใส่ ขณะที่แจ็คพยายามกลั้นหัวเราะกับหน้าตาตลกๆของเจ้าหล่อน ก่อนจะให้คำตอบไป และนี่อาจเป็นครั้งแรกก็ได้ที่เขาตอบเธอดีๆ ไร้ซึ่งวาจาจิกกัดเสียดแทงหรือการล้อเล่นอะไรทั้งสิ้น

“มันหวานดี” เขาว่า “แล้วก็เพิ่งดูดบุหรี่มาด้วย แก้ขมปาก”

“งั้นจะสูบบุหรี่ทำไมเล่า” จูดี้เอ็ด อุ้งมือเผลอเลื่อนไปสัมผัสซองบุหรี่ในกระเป๋าเสื้อสูท ตรวจสอบว่ามันยังอยู่ดีหรือเปล่า

“ฉันสูบเฉพาะตอนเครียด”

“เหรอออ” จูดี้ลากเสียงยาว “งั้นคุณเครียดเรื่องอะไร”

แจ็คเริ่มคร้านที่จะตอบ เพราะเธอถามมากไปแล้ว เขาถอนหายใจออกมาพร้อมกับให้คำตอบแบบขอไปทีว่า “เรื่องงาน”

“ไม่.. ฉันหมายถึงตอนที่เราออกมาจากร้าน” แต่จูดี้ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ และเธอจะต้องรู้ถึงสาเหตุที่เขายอมโดนซ้อมเสียน่วมขนาดนี้ให้ได้ มั่นใจได้เลยว่าสาเหตุไม่ใช่แค่เรื่องศักดิ์ศรีอย่างเดียวแน่นอน กระต่ายสาวยื่นหน้าเขาไปใกล้ ส่วนแจ็คก็เขยิบหนีทันที

“เธอไม่ได้รับสิทธิ์รับรู้ทุกเรื่องของฉัน และฉันเหนื่อยที่จะตอบแล้ว” เขาบอกโดยไม่ได้มองหน้าเธอ พร้อมกับหยิบหูฟังขึ้นมาเตรียมจะเสียบหูทั้งสองข้างกลับเข้าสู่โลกส่วนตัว เป็นจังหวะพอดีกับที่จูดี้โพล่งขึ้นมา ซึ่งประโยคนั้นทำให้เขาชะงักไป

“คุณเครียดเรื่องหูฟังเส้นนั้นใช่ไหม”

แจ็ค ซาเวจมีปฏิกิริยาแบบเดียวกับตอนที่เขาเสียท่าให้พวกมิสเตอร์ลูอิส เขานิ่งไปเพียงหนึ่งถึงสองวินาทีเท่านั้นก่อนจะรีบตอบกลับมาเพื่อไม่ให้กระต่ายสาวสงสัยในท่าทีที่ผิดเพี้ยนไปของเขา ว่ากันตามตรงเขาเป็นประเภทที่เก็บอาการเก่งมาก แต่จูดี้จับโกหกเก่งกว่า

“บ้าเหรอ ฉันเครียดเรื่องมือถือต่างหากล่ะ งานอยู่ในนั้นทั้งหมดเลยนะ เกิดพวกนั้นทำพังไปฉันก็แย่น่ะสิ”

เขาบอก และจูดี้ก็แทบจะไม่สนใจคำตอบในประโยคนั้น เธอรู้ว่าเขาก็แค่แก้ตัวน้ำขุ่นๆ

“นี่” กระต่ายสาวหรี่ตาจับผิดจนแทบเป็นเส้นตรง “คุณอำฉันเรื่อง อเล็กซ์ ลูเธอร์ได้ แต่คุณอำฉันเรื่องนี้ไม่ได้หรอกนะ” เธอบอก “พวกคนที่ทำงานลับอย่างคุณไม่น่าเก็บงานไว้ในมือถือหรอก --- อีกอย่าง ถ้างานมันสำคัญจริงๆล่ะก็ นิสัยอย่างคุณไม่ยอมแบบ.. ใช้คำว่าอะไรดีล่ะ...เสียสละตัวเอง..ปล่อยให้พวกนั้นมาอัดจนน่วมหรอก --- คุณต้องหาทางเอากลับคืนมาได้อยู่แล้ว”

จูดี้ยังคงพูดต่อ “และฉันเห็นนะ สายตาที่คุณมองน่ะ -- หูฟังเส้นนี้เก่ามากแล้ว และคุณก็กลัวว่าถ้าทำอะไรบุ่มบ่ามไปมันจะพัง” จากนั้นเธอก็เหยียดยิ้มอย่างผู้ชนะออกมา “Am I right ? (ฉันพูดถูกไหม)”

โดนรวมกระต่ายหนุ่มยังปั้นหน้านิ่งเหมือนเดิม ริมฝีปากบางเฉียบไม่ได้กล่าวอะไรออกมาหรือขยับเขยื้อนไปไหน จะมีก็แต่ดวงตาสีน้ำทะเลที่เบิกกว้างกว่าปกติเท่านั้น แจ็คไม่อยากจะเชื่อเลยว่าแม่ตัวเตี้ยนี่จะทำให้เขารู้สึกทึ่งได้

แล้วในที่สุดมิสเตอร์ซาเวจก็ยกยิ้มให้จูดี้ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่คล้ายว่าจะชื่นชมให้เธอเป็นครั้งแรก

“เธอก็...ไม่ได้โง่นี่” เขาว่า พร้อมกับหลิ่วตามาให้

“แหงอยู่แล้ว” ถึงคราวที่กระต่ายสาวได้ไหวไหล่บ้างล่ะ

“ใช่ โอเค เธอถูก” เขาบอก น้ำเสียงค่อนข้างออกไปทางเซ็งๆ “และดีใจด้วยที่เธอดันพูดถูกทุกอย่างเลย”

จูดี้นั่งเงียบ รอฟังสิ่งที่เขาจะเล่า แต่ก็เป็นอีกครั้งที่เขาไม่ทำตามดั่งใจเธอเลย

“แต่ฉันไม่จำเป็นต้องบอกให้เธอรู้” แจ็คว่า ยกวานิลลาขึ้นมาจิบอีกครั้ง

จูดี้ค่อนข้างตกใจ “มะ...มันเป็นเรื่องที่พูดถึงยากเหรอ”

“เปล่า แค่ขี้เกียจเล่า... โดยเฉพาะเล่าให้คนอย่างเธอฟัง”

แล้วเขาก็ยักไหล่กวนประสาทส่งมาให้ แต่กระต่ายสาวเริ่มชินชากับนิสัยบ้าบอของเขาแล้ว เธอถอนหายใจทิ้งก่อนจะฉีกยิ้มแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงความสนุกเอาไว้ ว่า

“งั้นฉันเดาเอง”

Go ahead (เอาเลย)” ซึ่งมิสเตอร์ซาเวจก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาสนับสนุนด้วยซ้ำ 

กระต่ายสาวเริ่มเกมส์ทายปัญหา “มันเป็นของขวัญจากคนพิเศษ?” 

กระต่ายหนุ่มคิดนิดนึงก่อนจะตอบ “จะว่าใช่ก็ใช่”

“คุณได้มาจากแฟนคนแรก”

“ฉันไม่เคยมีแฟน”

“ได้มาจากคู่หู”

“ฉันทำงานคนเดียว”

“พ่อ? แม่?” ตอนนี้เธอเริ่มคิดไม่ออก

“ฉันไม่มีพ่อแม่” แจ็คตอบเสียงเรียบ ใบหน้ายิ้มกรุ่มกริ่มเพราะรู้สึกสนุก

“นี่คุณไม่มีคนสำคัญเลยหรือไง?” จูดี้ถามเสียงสูง ก่อนจะอุทานแล้วตามด้วยยกมือขึ้นแนบใบหน้าด้วยความตกใจ “เอ๊ะ! เดี๋ยวนะ คุณไม่มี... โอ้ย ให้ตายเถอะ ฉันขอโทษ” เธอรีบขอโทษขอโพยทันที

“คือ ฉันหมายถึงฉันเสียใจจริงๆที่ถามไปแบบนั้น ฉันไม่รู้... เอ่อ...ฉันเสียใจด้วยจริงๆที่พ่อแม่คุณเสียไปแล้วทั้งคู่”

จูดี้ร่ายยาวด้วยความสำนึกผิด เธอเป็นคนอ่อนไหวเรื่องครอบครัว และเธอคิดว่าใครๆก็คงอ่อนไหวกับเรื่องนี้เหมือนกัน แม้แต่แจ็ค ซาเวจเองก็เถอะ

“ฮ่ะ? พ่อแม่ฉันไม่ได้ตายซักหน่อย เตี้ย” ทว่าท่าทางของแจ็คไม่ได้เปลี่ยนไปเลย เขากลับกลั้วหัวเราะในลำคอด้วยซ้ำ “เธอมโนได้ตลกดี”

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจูดี้เหวอขนาดไหน เธอเอียงคองงสุดขีด อ้าปากหวอจนเห็นฟันหน้าคู่ใหญ่ยื่นออกมา กระต่ายหนุ่มทนเห็นภาพน่าเกลียดนั้นนานๆไม่ได้แน่ เขาจำต้องอธิบายเพิ่ม

“ฉันหมายถึง ฉันไม่มีมาตั้งแต่ต้นแล้ว ฉันไม่รู้จักพวกเขา ..เธอก็น่าจะรู้นี่ว่าฉันเกิดมาได้ยังไง” มิสเตอร์ซาเวจบอก แต่จูดี้ยังคงนั่งเงียบ สายตาจ้องเขม่นมาทางเขา ประหนึ่งว่าพยายามจะใช้พลังจิตล้วงความลับออกมาจากหัวสมองเขาให้ได้

“ให้ตายเหอะ” แจ็คร้อง พร้อมกับเอาหน้าซุกเข้ากับอุ้งมือ นวดขมับตัวเองไปด้วย “นี่ฉันต้องเล่าให้ฟังจริงๆใช่ไหม”

“เอ่อ..ถ้ามัน..” จูดี้ยังพูดไม่จบ เธอกำลังจะบอกว่าถ้าหนักใจที่จะเล่าก็ไม่เป็นไร แต่มิสเตอร์ซาเวจกลับยกมืออีกข้างขึ้นบอกให้เธอหยุดพูด เขาไม่ได้มีปัญหากับเรื่องในอดีตนักหรอก เขาแค่ไม่อยากเล่าให้ใครฟังมั่วซั่วมากกว่า

และไม่รู้ทำไมเหมือนกันที่เขาถึงตัดสินใจยอมเล่าให้จูดี้ ฮอปส์ฟังได้

“อืม..เริ่มจากไหนดีล่ะ” แจ็คครุ่นคิด “ก็...จำที่พวกนั้นพูดได้ไหม”

“ที่ว่าคุณมันน่ารังเกียจ” จูดี้นึกออก

“เมื่อก่อนฉันก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ”

“....”

“ฉันคิดว่าฉันเกิดมาในแลปซักแห่งแถวๆทุนดราทาวน์....แค่คิดว่าน่ะนะ แบบว่าบ้านที่ฉันอยู่มันอยู่ในเขตนั้นพอดีน่ะ” กระต่ายหนุ่มเริ่ม ลักษณะเหมือนจะต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเรียบเรียงเรื่องราว

“ไงต่อล่ะ...ก็...มีเสือกับกระต่ายเป็นอาสาสมัครบริจาคน้ำเชื้อแล้วก็สเปิร์มในการทดลองทำเด็กหลอดแก้ว...เอ่อ อะไรก็ไม่รู้หรอก ฉันไม่ได้ถนัดวิทย์เท่าไหร่ด้วย” เขาว่าไปพลางเกาคางแกรกๆ “จากนั้นก็เกิดเป็นฉันออกมา แล้วก็ถูกเลี้ยงมาโดยนักวิทยาศาสตร์ อ้อ! แล้วก็ไม่รู้ว่าทำไมพวกนั้นดันเอาฉันมาปล่อยไว้ที่บ้านเด็กกำพร้า แต่ฉันเดาว่าคงเพราะฉันใช้การไม่ได้ล่ะมั้ง --- และขอบอกว่าทั้งหมดที่เล่ามานี่ ฉันไปศึกษาหาข้อมูลเอาเองทีหลังนะ คือฉันก็ไม่ได้รู้เรื่องตัวเองมาแต่ต้นหรอก”

แจ็คบอก เขายักไหล่ช่วยไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้ผูกพันอะไรกับครอบครัวเลย พูดให้ถูกต้องคือ ไม่มีให้ผูกพันธ์มากกว่า ส่วนจูดี้ เธอได้ฟังแค่นั้นก็รู้สึกสลดแล้ว กระต่ายสาวไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเบื้องหลังของเขาจะย่ำแย่ขนาดนั้น และเธอเดาความคิดของแจ็คตอนนี้ไม่ออกเลยจริงๆ ชีวิตที่เกิดมาอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายขนาดนั้นจะรู้สึกอย่างไรบ้างนะ 

“ฉันอยู่ที่บ้านเด็กกำพร้าตั้งแต่จำความได้” แจ็คเล่าต่อ “แล้วฉันก็โดนแกล้งสารพัด เพราะลายนี่ เพราะฉันไม่เหมือนสัตว์ตัวอื่น” เขาชี้ลวกๆมาที่ลายเสือบนแก้มของตนที่เกิดมาจากการทดลอง

“ทุกๆวันฉันต้องฟังเสียงล้อเลียนจากเพื่อนๆรอบข้าง แทบประสาทไปเลยล่ะตอนนั้น --- แต่ก็ช่วยไม่ได้” กระต่ายหนุ่มกอดอกเอนกายพิงพนักเก้าอี้ “ยี่สิบกว่าปีที่แล้วไอ้พวกสัตว์แบบฉันมันยังเป็นเรื่องประหลาดอยู่เลย”

จูดี้กลืนน้ำลาย เธอคิดว่าตัวเองเกิดไม่ทันยุคที่เขากล่าวถึงแน่ๆ เพราะเท่าที่เธอจำความได้ ในตอนนั้นสัตว์หลอดแก้วได้รับการยอมรับมากขึ้นแล้ว และพวกประเภทที่ยีนส์ด้อยผิดพลาดแบบแจ็ค ซาเวจ ก็แทบจะไม่มีเหลือให้เห็น

กระต่ายหนุ่มเล่าต่อไป “อยู่มาวันหนึ่งก็มีตาแก่สิงโตตัวหนึ่งมาทำธุระอะไรสักอย่างที่บ้านเด็กกำพร้านี่...เขาใส่สูทดำ สวมแว่นตาสีดำแล้วก็พกปืนด้วย” พอถึงตรงนี้ แม้ใบหน้าของกระต่ายหนุ่มจะนิ่งเรียบเป็นปกติ แต่จูดี้รับรู้ได้ถึงน้ำเสียงที่อ่อนโยนเป็นพิเศษจากเขา และมันเป็นอีกมุมที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนเลย

แจ็คยังคงเล่าต่อ

“เขาสังเกตเห็นฉันที่มักจะเอาแต่นั่งอยู่ตัวเดียว เขาถามว่าฉันเป็นอะไร ฉันก็เลยเล่า..หมายถึง..ระบายให้เขาฟังน่ะ แล้วเขาก็ให้นี่ฉันมา” แจ็คแกว่งสายหูฟังเส้นที่ใส่ประจำเล่น “ที่ตลกคือ เขาดันให้มาแค่นี้ --- ฉันต้องไปขอยืมเครื่อง mp3 รุ่นเก่าคร่ำครึจากครูม้าลายสติเฟื่องตัวหนึ่งมาต่อสายเพื่อฟังเพลง”

“พนันได้เลยว่าเพลงในเครื่องก็เก่าพอๆกับเครื่องแล้วก็อายุคนฟัง” จูดี้เสริม

“ถูก”

แจ็คตอบ แล้วพวกเขาก็ประสานเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน เป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่คุยกันด้วยดี แม้แต่จูดี้เองก็ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเธอจะมีช่วงเวลาแบบนี้ร่วมกับเขาได้ กระต่ายสาวยังแอบเห็นว่าไม่กี่วิต่อมา แจ็คแอบหน้าเสียไปเล็กน้อยด้วย เนื่องจากตัวเองหลุดมาด เขากระแอมไอในคอก่อนจะกลับมาเข้าเรื่องต่อ 

“เขาบอกว่า..ถ้าฉันไม่อยากได้ยินอะไรก็ให้ใส่นี่แล้วฟังเพลงเอาซะ --- ไร้สาระดี แต่..นั้นแหละ มันดันได้ผลกับฉัน” ถึงตรงนี้เขาก็ย่นจมูก ทำหน้าเหมือนไม่อยากยอมรับเท่าไหร่ “แล้วก็ตามนั้นล่ะ ฉันกลายเป็นพวกขาดหูฟังไม่ได้ มือถือฉันส่วนใหญ่ก็มีแต่เพลง ไม่ค่อยมีงานอะไรหรอก”

แล้วเขาก็เงียบไป นานพอที่จะทำให้จูดี้รู้ได้ว่าเรื่องเล่าจบแล้ว เขาสูดลมหายใจไล่ความตะขิดตะขวงทั้งหมดออกจากหัว ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี

That’s it (ก็ตามนั้นล่ะ)” เขาปรบมือหนึ่งครั้งด้วย ”The story of earphone. (เรื่องราวของหูฟัง) -- So , how was it? Do you have fun? (เป็นไงบ้าง เธอสนุกไหม)”

No (ไม่) – No I mean (ไม่ ฉันหมายถึง..) Aww” จูดี้ครางเสียงแผ่ว “How should I answer that. (ฉันต้องตอบว่ายังไงดีละ)”

แจ็คหัวเราะออกมาเบาๆ “No , you don’t have to. (ไม่ เธอไม่จำเป็นต้องตอบหรอก)”

จูดี้ย่นหน้า เธอไม่รู้ว่าควรจะตอบคำถามนั้นว่าอย่างไรดีจริงๆ ถามว่าชอบไหม เธอก็ชอบนะ มันเป็นเรื่องที่ทำให้เธอได้เห็นตัวตนจริงๆของเขา แต่จะว่ามันเป็นเรื่องที่สนุก มันก็ไม่ใช่เสียทีเดียว

I think… (ฉันว่า)” จูดี้เริ่ม “It’s…it’s a good story. (มัน...มันเป็นเรื่องที่ดีนะ)”

แล้วเธอก็รีบพูดอธิบายต่อไปอีก ด้วยความกลัวว่าอีกฝ่ายจะตีความผิดไป “Well , I mean…you have a tough life…(คือ ฉันหมายถึง คุณ..มีชีวิตที่ยากลำบาก) --- But you’re not reject it. You learn how to live with it. And I think that’s great. (แต่คุณก็ไม่ได้ปฏิเสธมัน คุณเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันได้ ฉันว่านั้นเป็นเรื่องที่ยอดไปเลยนะ)”

“อันที่จริง ฉันไม่เห็นด้วยเท่าไหร่นะที่คุณเสียบหูฟังแล้วก็ปิดโลก หนีปัญหาไปแบบนั้น” จูดี้พูดต่อ “แต่พอมาคิดดูดีๆแล้ว เฮ้.. ฉันเองก็เป็นนี่ ..เวลาที่ฉันเหงา เศร้า หรือเครียด ฉันก็เอาหูฟังขึ้นมาเสียบฟังเพลงเหมือนกัน แล้วฉันก็คิดว่าคนส่วนใหญ่ก็เป็นด้วย --- คือ..ฉันเห็นด้วยนะ ว่าการฟังเพลงเป็นกิจกรรมที่ช่วยอะไรหลายๆอย่างให้ดีขึ้นน่ะ”

เธอบอกเขาไปแบบนั้น ด้วยความสัตย์จริง ในตอนแรก เธอคิดว่ามิสเตอร์ซาเวจก็แค่อยากหนีทุกอย่างแล้วเข้าไปอยู่ในโลกของตัวเอง แต่พอมาคิดดูดีๆแล้ว เขาก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นเสียทีเดียว กระต่ายหนุ่มเพียงแค่ต้องการเครื่องมือบางอย่างที่ช่วยบรรเทาความทุกข์ในใจก็เท่านั้นเอง

By the way, thanks. (ยังไงก็ตาม..ขอบคุณนะ)” จูดี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูอ่อนโยนและประทับใจไปพร้อมๆกัน “I’m glad that you told me. (ฉันดีใจที่คุณเล่าให้ฉันฟัง)”

แจ็คไม่ตอบอะไรกลับมา เพียงแค่นั่งเงียบๆ จิบวานิลลาที่มีเหลืออยู่น้อยนิด และทอดสายตามองออกไปนอกกระจกร้าน แม้ด้านนอกจะมืดมิดจนแทบไม่มีอะไรให้ดูก็ตาม เขาไม่คุ้นชินกับท่าทางแบบนั้นของกระต่ายสาว จนไม่รู้ว่าควรจะวางตัวอย่างไร

“แต่ก็แปลกดีนะ” อยู่ๆเธอก็เอ่ยขึ้นมาอีก แต่น้ำเสียงคราวนี้กลับเปลี่ยนไปในทางกระแหนะกระแหนเล็กน้อย “ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าอย่างคุณก็มีมุมอ่อนไหวกับเขาด้วย”

คำพูดที่เกือบจะเหมือนการจิกกัดนั้นค่อยทำให้แจ็คค่อยรู้สึกดีขึ้นหน่อย ว่ากันตามตรง พอยายเตี้ยทำตัวเชื่องแบบนั้น เขาก็ไปต่อไม่เป็นเลย กระต่ายหนุ่มตอบกลับไปเสียงกวนเหมือนอย่างเคย

“กระต่ายก็อ่อนไหวกันทุกตัวแหละ หรือเธอไม่เป็น”

“เอิ่ม...ก็บ่อยๆ...” จูดี้กลอกตาไปมา ไม่คิดมาก่อนเลยว่าคำตอบจะออกมาเป็นในรูปแบบนี้ มันดันทำให้เธอไปนึกถึงใครบางตัวเข้า เพราะเขาก็เคยพูดอะไรประมาณนี้กับเธอเหมือนกัน

So.. (แล้ว)” จูดี้ลากเสียงยาว คล้ายจะถามอะไรต่อ แล้วเธอก็ถามออกมาจริงๆ “What’s your top track? (ว่าแต่เพลงโปรดของคุณคือเพลงอะไร)”

“เธอจะอยากรู้ไปทำไม” แจ็คพยายามเลี่ยง โดยยังคงจิบวานิลลาต่อไปเรื่อยๆแม้ตอนนี้มันจะเหลือแค่คราบก้นแก้วแล้วก็ตาม แต่มีหรือที่จูดี้จะยอมแพ้ง่ายๆ เธอตื้อต่อ

“เขาว่าแนวเพลงจะบอกถึงตัวตนแล้วก็นิสัยของเราได้นะ – จริงสิ! เราน่าจะลองแลกเพลงที่ชอบกันดูนะ”

“หมายความว่าเธออยากรู้จักฉัน?” แจ็ควางแก้ววานิลลาลง เขาเอี้ยวคอมาทางคนถามพร้อมกับเลิกคิ้วส่งมาให้ ส่วนจูดี้ก็พยักหน้าหงึกหงักอย่างรวดเร็ว เธอคิดว่าไหนๆก็มีงานอดิเรกประเภทเดียวกันแล้ว มันคงเป็นการดีถ้าเธอกับเขาจะสนิทกันมากขึ้น ต่อไปเวลาทำงานจะได้ไม่มามีเรื่องบาดหมางกัน

“แต่ฉันไม่อยากรู้จักเธอ” พูดจบกระต่ายหนุ่มก็ยิ้มกวน แล้วหันกลับไปทางเดิม เขาไม่เห็นจะอยากแลกเปลี่ยนอะไรกับยายเตี้ยนี่เลย แถมที่เธอทำอยู่นี่มันก็เริ่มเหมือนกับการรุกล้ำเรื่องส่วนตัวของเขามากขึ้นทุกทีแล้วด้วย แต่น่าแปลก ที่เขาเองก็ไม่ได้รู้สึกไม่สบายใจ ถ้าเธอจะรู้เรื่องของเขาเพิ่มไปอีกสักเรื่องสองเรื่อง

“เหอะน่า เอาเหอะ นี่ๆ ฉันก็ชอบฟังเพลงเหมือนกันนะ ฉันมีเพลงเต็มมือถือเลย” จูดี้ยังคงดันทุรัง เธอยื่นมือถือที่เปิดหน้าเพลย์ลิสต์ค้างไว้แล้วให้เจ้านายดู

แจ็คยอมตามน้ำในที่สุด เขาจำใจรับมือถือของจูดี้มาเลื่อนดูเพลงโปรดของเธอแบบผ่านๆ ในขณะที่อีกฝ่ายก็ยังพล่ามต่อไม่หยุด

“ยังจำได้อยู่เลย ตอนที่ฉันเข้าซูโทเปียครั้งแรกฉันก็เปิดเพลงฟังกับตัวเองเหมือนกัน มันช่วยแก้เหงาได้ดีนะ..แล้วก็...”

กระต่ายหนุ่มแทบไม่ได้ฟังในประโยคหลังๆ เขาไม่รู้ตัวเลยว่าเมื่อไหร่ที่เอาเวลามาสนใจเพลย์ลิสต์ของจูดี้ไปเรื่อย เธอก็ฟังเพลงเยอะดี แต่ส่วนมากเป็นเพลงป๊อบ และมีเพลงของแกเซลล์ทุกอัลบั้ม แจ็คอดอมยิ้มหัวเราะออกมาไม่ได้ เพราะแนวเพลงที่ฟังมันบ่งบอกตัวตนได้อย่างที่เธอว่าจริงๆ

“เดี๋ยว หัวเราะแบบนั้นหมายความว่าไง” จูดี้เขม่น พร้อมกับแย่งมือถือกลับมา เพราะคิดว่าเขาเอาไปดูอะไรแปลกๆอย่างอัลบั้มรูปภาพตลกๆของพวกเจ้าหน้าที่ ZPD หรือรูปเซลฟี่บวมๆของเธอเอง

“เปล่า” แจ็คส่ายหัวปฏิเสธ “แต่แค่ เห็นเพลย์ลิสต์ก็รู้แล้วว่านี่เป็นเธอแน่นอน --- มีแต่พวกเพ้อๆเท่านั้นแหละที่ฟังเพลงของแกเซลล์”

“นี่ อย่ามาว่าแกเซลล์นะ” เธอเอ็ดอีกรอบ “แล้วก็เอาของคุณมาแลกกันเลย”

“ฝันไปเถอะ” กระต่ายหนุ่มกำมือถือของตัวเองไว้แน่นทีเดียว “ไปแลกกับคนอื่นสิ เธอไม่มีคนให้คุยเรื่องพวกนี้แล้วหรือไง --- คู่หูของเธอล่ะ เขาไม่ฟังเหรอ?”

“ไม่ล่ะ เขา..ไม่ค่อยถูกกับเรื่องพวกนี้เท่าไหร่” จูดี้บอกเสียงแผ่ว “จะว่าไงดีล่ะ มีครั้งหนึ่งฉันเคยไปคอนเสิร์ตแกเซลล์กับเขา แต่รู้สึกว่าเขาก็...ไม่ได้อะไรมากมายน่ะ”

“หืมม...แปลว่าเดทนั้นต้องล่มแหงๆ” แจ็คเท้าคาง แกล้งทำหน้าชวนเพ้อ กลอกตาบนไปมา รอดูปฏิกิริยาของคนตัวเล็กอย่างนึกสนุก

“จะว่างั้นก็ได้มั้ง... เอ้ย! หะ! เปล่าซะหน่อย! ฉันกับนิคไม่ได้... เดี๋ยวนะ เรามาพูดถึงเรื่องนี้ได้ไงกัน!” จูดี้หน้าขึ้นสี เธอทำจมูกฟุดฟิด แน่นอนว่าแจ็คหัวเราะคิกคักเพราะผลลัพธ์ออกมาตามคาด

“ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่องเลย เอามือถือคุณมา” จูดี้ใช้จังหวะที่เขาเผลอดึงมือถือพร้อมสายหูฟังออกมาจากอุ้งมือกระต่ายหนุ่ม

“เฮ้! เดี๋ยวเหอะ” แจ็คดุ แต่ก็ทำได้เพียงเท่านั้น เขาแปลกใจกับตัวเองมากขึ้นทุกทีว่าทำไมเขาถึงยอมให้เธอได้มันไปง่ายๆ ตามปกติแล้วเขาควรจะแย่งมันกลับมาจากเธอไม่ใช่หรือ

“จะทำอะไรก็ทำไปเหอะ” กระต่ายหนุ่มถอนหายใจแรง สะบัดหน้าหนี แต่ก็พอดีกับที่จูดี้เอาหูฟังข้างหนึ่งมาเสียบกับหูซ้ายของเขา ส่วนอีกด้านก็ตกเป็นของเธอไป ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าเขากับเธอใช้หูฟังร่วมกันอยู่เสียอย่างนั้น และมันทำให้เขารู้สึก แปลก

แจ็คชอบเสียบหูฟังข้างเดียวก็จริง แต่ก็เฉพาะเวลาทำงานหรือคุยกับคนอื่น เพื่อที่จะได้ได้ยินเสียงอื่นๆของโลกแห่งความจริงด้วย ไม่ใช่กับการแชร์เพลงฟังกับสัตว์ตัวอื่นแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สัตว์ตัวนั้นดันเป็นจูดี้ ฮอปส์ที่เขาดูแคลนไว้นักหนา

จูดี้เริ่มรันเพลงแบบสุ่ม เธอเลิกล้มความตั้งใจในการค้นหาเพลงโปรดของกระต่ายหนุ่มไปแล้ว เพราะในเพลย์ลิสต์ของเขามีเพลงมหาศาลชนิดที่กว่าครึ่งจูดี้ไม่คุ้นเคยเท่าไร (แถมเขายังไม่ตั้ง favorite ไว้สักเพลงเลยด้วย) จูดี้อยากรู้ว่าเพลงที่จะสุ่มต่อมาจะเป็นเพลงแบบไหน บางทีเธออาจจะรู้จักและเคยฟังก็ได้

เสียงกีตาร์จากเพลงที่เธอสุ่มได้ลอยผ่านหูฟังเข้ามาในหูเธออย่างชัดเจน จูดี้อุทานด้วยความตื่นเต้น

“โอ้ เฮ้ ฉันชอบเพลงนี้!” เธอเอื้อมมือมาสะกิดคนด้านข้างที่ตอนนี้นั่งหน้าตึงอยู่กับตัวเอง “ฉันเคยฟังในวิทยุบ่อยๆแต่ไม่รู้ชื่อน่ะ โอ้ มันร้องว่าไงนะ..” แล้วกระต่ายสาวก็เริ่มต้นร้องเพลงออกมา

Please don’t see just a girl caught up in dream and fantasies.(โปรดอย่ามองว่าฉันเป็นแค่สาวน้อยคนหนึ่งที่หลงติดอยู่ในความฝันอันเลื่อนลอยเลย)

“ทำอะไรของเธอน่ะ” แจ็คหันมาด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ ในขณะที่เสียงเพลงจากมือถือก็ยังคงโลดแล่นผ่านเข้ามาในหูอยู่

 

Please see me

(อันที่จริง)

 

“ร้องเพลงไง เขาว่ายิ่งร้องเพลงประสานเสียงยิ่งทำให้มีความสุขนะ” จูดี้หันมาตอบ ดูไม่มีความเคอะเขินเลยแม้แต่น้อยที่ร้องเพลงออกมาเต็มปากเต็มคำ

 

Reaching out for someone I can’t see

(ฉันแค่กำลังไขว่คว้าหาใครซักคนที่ฉันไม่เคยพบเจอเท่านั้น)

 

“ไร้สาระ” มิสเตอร์ซาเวจสั่นหัว ก่อนจะเบือนหน้าหนี ปล่อยให้คนตัวเล็กร้องเพลงเสียงเจื้อยแจ้วต่อไป

Take my hands let’s see where we wake up tomorrow. (พาฉันไปด้วยสิฉันไม่สนหรอกว่าพรุ่งนี้เราจะตื่นขึ้นที่ไหน) Best laid plans sometimes it’s just a one night stand. (แต่การปล่อยตัวปล่อยใจก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้ความรักอย่างที่เคยปรารถนา)”

 

แจ็คได้ยินทั้งเสียงเพลงต้นฉบับกับเสียงของจูดี้ผ่านรูหูทั้งสองด้าน แม้ไม่อยากจะยอมรับ แต่ยายเตี้ยก็ไม่ได้ร้องเพลงเลวร้ายเท่ากับการทำแผล เธอร้องเพลงใช้ได้ทีเดียว

 

I'd be damned Cupid's demanding back his arrow. (เพราะฉันคงแย่แน่หากมันจะเป็นแค่รักชั่วคราวแค่ค่ำคืนเดียว) So let's get drunk on our tears and God, (คิดแล้วก็อยากจะร้องไห้นัก ถ้าน้ำตาเป็นเหล้าชั้นก็คงกำลังเมาน้ำตา... โธ่...พระเจ้าเอย)พอถึงช่วงที่เพลงกำลังจะเข้าท่อนฮุก จูดี้ก็สะกิดกระต่ายหนุ่มรัวๆ คล้ายกับจะเชิญชวนให้เขาร้องบ้าง แต่แจ็คก็ทำหน้าเหนื่อยใจส่งไปให้เหมือนเดิม ในขณะที่กระต่ายสาวเบ้ปากใส่ แต่ยังคงร้องเพลงนั้นต่อไป

 

 “Tell us the reason youth is wasted on the young. (บอกเราหน่อยเถอะเหตุใดหนุ่มสาวถึงยังไม่รู้ตัวสักทีว่าไม่ควรปล่อยช่วงเวลาวัยนี้ให้เสียเปล่าไป) It's hunting season and the lambs are on the run (มันก็เหมือนในฤดูล่าสัตว์ แกะก็ได้แต่วิ่งหนี) Searching for meaning. (ก็เหมือนเราที่กำลังวิ่งค้นหาความหมาย)  But are we all lost stars, trying to light up the dark? (หรือว่าเราจะเป็นดั่งดาวที่อับแสง และสิ่งที่เราควรทำตอนนี้คือพยายามจะเปล่งแสงออกมาให้ความมืดได้สว่างขึ้น)

 

            เพลงนี้เป็นเพลงที่ทั้งจูดี้และแจ็คต่างก็เคยฟังมาก่อน มันเป็นเพลงที่มีความหมายดีทีเดียว เนื้อเพลงกล่าวถึงบทสนทนาของคนสองคนที่กำลังนั่งปรับทุกข์กัน ว่าชีวิตของเรามีไว้ทำอะไรกันแน่? มีไว้อยู่ไปวันๆ ปล่อยเวลาที่มีค่าทิ้งไป หรือควรค้นหาความหมายของชีวิตแล้วทำอะไรซักอย่างให้เปล่งประกายออกมา เหมือนเป็นการทำความสว่างให้เกิดในที่มืด น่าขันที่ชีวิตพวกเขาก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับดาวอับแสงที่พยายามกระเสือกกระส้นที่จะทอแสงในความมืดตามเนื้อเพลงนี้เลย ที่ต่างกัน ก็มีแค่เพียงการที่พวกเขาเป็นดาวอับแสงในคนล่ะความหมายเท่านั้น

           

Who are we? Just a speck of dust within the galaxy. (จริงๆแล้วพวกเราเป็นใครกันแน่? หรือจะเป็นแค่เพียงเศษฝุ่นในอวกาศ)” เสียงใสยังคงเอื้อนเอ่ยเนื้อร้องออกมาเป็นทำนอง แจ็คลอบมองไปทางเจ้าของเสียง เป็นจังหวะเดียวกับที่เธอสบตากับเขาพอดี กระต่ายหนุ่มย่นจมูก กลอกตาขึ้นด้านบน เลิกคิ้วสูงเหมือนพยายามคิดอะไรบางอย่าง

Woe is me (คนที่โชคร้ายคงเป็นฉัน)” และแล้วเสียงทุ่มนุ่มของเขาก็ค่อยๆเคลาไปกับเสียงเพลงIf we're not careful turns into reality. (และพวกเราคงโชคไม่ดีแน่หากไม่ตั้งสติให้ดีเพื่อใช้ชีวิตในความเป็นจริงนี้)”

 

จูดี้ยิ้มให้เขา แล้วทั้งคู่ประสานเสียงร้องพร้อมกัน กระต่ายสาวหัวเราะไปร้องเพลงไป Don't you dare let all these memories bring you sorrow. (อย่าได้เผลอปล่อยให้ความโศกจากสิ่งที่เราคุยกันนี้ทำให้เธอเศร้าได้นะ)

 

ในขณะที่แจ็คก็เอาแต่ย่นหน้าแปลกๆ (เหมือนกับพยายามนึกเนื้อเพลงตลอดเวลา) ใส่เธอไปพร้อมๆกับเสียงนุ่มของเขาเช่นกัน  

 

Yesterday I saw a lion kiss a deer. (แต่หากลองคิดตามดูให้ดีในความโศกนี้เธออาจจะได้เห็นมุมมองที่แปลกออกไป)” กระต่ายหนุ่มไม่เคยมีช่วงเวลาแบบนี้ร่วมกับใครมาก่อน และแม้เขาจะไม่คุ้นเคย แต่มันก็รู้สึกดีอย่างน่าประหลาดจริงๆ

 

Turn the page maybe we'll find a brand new ending. (เหมือนการเปิดอ่านหนังสือที่หน้าถัดไปอาจมีจุดหักเห อาจทำให้ได้ตอนจบใหม่ออกมา) Where we're dancing in our tears and (ตอนจบอย่างเช่น... เราได้เต้นรำด้วยกัน... ทั้งน้ำตา... โธ่...)”

         

จูดี้คว้าข้อมือของกระต่ายหนุ่มมาพร้อมกับดึงตัวเขาให้วิ่งออกมาจากร้านพร้อมกัน แจ็คไม่แน่ใจว่ายายเตี้ยกำลังจะทำอะไร แต่ดูจากสภาพแล้วเธอกำลังจะชิ่งค่ากาแฟแน่ๆ

            แจ็คได้ยินเสียงตะโกนจากเจ้าของร้านที่กำลังพยายามวิ่งตามมา แต่ทำอย่างไรก็ไม่มีทางทันหรอก พวกเขาเป็นกระต่ายนะ แล้วคนด้านข้างเขาก็ใช่ว่าฝีเท้าจะกระจอกเสียหน่อย เธอวิ่งเร็วกว่าเขาเสียอีก ในขณะเดียวกันใบหูยาวอีกด้านของเขาก็ยังได้ยินเสียงเพลงยังคงดังลอดผ่านหูฟังออกมา

 

God, tell us the reason youth is wasted on the young

(พระเจ้าเอย บอกเราหน่อยเถอะเหตุใดหนุ่มสาวถึงยังไม่รู้ตัวสักทีว่าไม่ควรปล่อยช่วงเวลาวัยนี้ให้เสียเปล่าไป)

           

            แจ็คมองไปยังมือเล็กที่ยังจับพาเขาออกวิ่งอยู่ไม่ปล่อย

 

It's hunting season and the lambs are on the run

(มันก็เหมือนในฤดูล่าสัตว์ แกะก็ได้แต่วิ่งหนี)

         

แล้วเขาก็สลับมองขึ้นไปยังกระต่ายสาวตัวเตี้ย ที่กำลังวิ่งนำหน้าเขาอยู่

 

Searching for meaning

(ก็เหมือนเราที่กำลังวิ่งค้นหาความหมาย)

 

            ก็แปลกประหลาดดี เขาคิด

 

But are we all lost stars, trying to light up the dark?

(หรือว่าเราจะเป็นดั่งดาวที่อับแสง และสิ่งที่เราควรทำตอนนี้คือพยายามจะเปล่งแสงออกมาให้ความมืดได้สว่างขึ้น)

 

Are we all lost stars, trying to light up the dark?

(หรือว่าเราจะเป็นดั่งดาวที่อับแสง และสิ่งที่เราควรทำตอนนี้คือพยายามจะเปล่งแสงออกมาให้ความมืดได้สว่างขึ้น)

 

** เพลง Lost Stars – Adam Levein

 

&&&

 

จูดี้เอามือยันเข้ากับกำแพงร้านดอกไม้แห่งหนึ่ง มันปิดไปตั้งแต่สามชั่วโมงก่อนแล้ว และถ้าเธอจะอยู่ตรงนี้นานเท่าไรก็คงไม่มีใครมาไล่ กระต่ายสาวหอบแฮ่กด้วยความเหนื่อยจากการวิ่งเร็วเกินพิกัด ในขณะที่กระต่ายหนุ่มเหยียดมองลงมา เขาไม่มีท่าทีเหน็ดเหนื่อยเลย ทั้งๆที่คนที่มีแผลเต็มตัวอย่างเขาควรจะออกอาการอะไรมากกว่าเธอแท้ๆ

“เชื่อเธอเลย ไม่คิดว่าจะทำแบบนั้นจริงๆ” แจ็คเอ่ยขึ้นมาลอยๆ

“ฉันเองก็ไม่อยากจะ แฮ่ก.. เชื่อตัวเองเหมือนกัน” จูดี้พูดทั้งๆที่หอบไปด้วย แต่แล้วเธอก็รู้สึกสะกิดใจกับคำตอบของกระต่ายหนุ่ม เธอเงยหน้าขึ้นมา

“เดี๋ยวก่อนนะ คุณ...”

จูดี้เห็นมิสเตอร์ซาเวจไหวไหล่พร้อมเชิดริมฝีปากขึ้น ก่อนจะเลื่อนสายตาลงต่ำมาที่กระเป๋ากางเกงของเขา เธอเห็นเขาควักกระเป๋าสตางค์ที่ยังเหลือเงินอยู่เต็มออกมา

“โอ๊ย คุณมัน..” เธอครางโอดโอย พลางสบถไปด้วย ”ให้ตายเหอะ ฉันเพิ่งจะ”

“นี่ ลองทำเป็นลืมๆไปก็ได้น่า นิดเดียวเอง” เขาพูดโดยที่พยายามปิดบังเสียงหัวเราะ “หัดแหกกฎซะบ้างสิ ฉันรู้นะว่าลึกๆเธอก็อยากลอง”

“จะไม่มีครั้งที่สองแน่!” จูดี้พูดเสียงเขียว “แล้วก็เอาที่เหลือนั้นมายืมด้วย ฉันจะกลับบ้านล่ะ”

“อื้ม” เขาตอบแค่นั้น ก่อนจะควักเงินออกมาให้เธอยืมประมาณ 50 เหรียญ พอค่าแท็กซี่

“ขอบคุณ” กระต่ายสาขอบคุณงึมงำ “เอ่อ บาย ...ฝันดี...ล่ะกัน”

“อย่าลืมส่งรายงานด้วยล่ะ” แจ็คพูดทิ้งทายกวนประสาทตามประสา

“รู้แล้วน่า ไม่ต้องย้ำบ่อยหรอก” จูดี้สะบัดเสียง แล้วเธอก็เดินผ่านหน้าเขาไป ความหนาวในช่วงกลางคืนทำให้กระต่ายสาวต้องนำอุ้งมือล้วงลงไปในกระเป๋าเสื้อสูท แย่หน่อยที่เธอต้องเดินไปอีกประมาณ 500 เมตรถึงจะสามารถออกไปยังบริเวณที่สามารถเรียกแท็กซี่ได้ แต่ก็ดีกว่ารอรถประจำทาง ที่เริ่มหยุดวิ่งเนื่องจากเป็นเวลาดึกดื่นมากแล้ว

และในระหว่างที่จูดี้กำลังคิดเรื่อยเปื่อย เธอก็ได้ยินเสียงมิสเตอร์ซาเวจเรียกขึ้นมาจากทางด้านหลัง

Hey!

ใบหูของกระต่ายสาวเด้งขึ้นทั้งสองข้างทันที พอเธอเหลียวหลังกลับไปก็พบว่ากระต่ายหนุ่มยังยืนอยู่ที่เดิม เขาพูดขึ้นมาอีกประโยคหนึ่ง

Do you want me to drive you home ? (ต้องการคนขับรถไปส่งบ้านไหม)”



edit คำผิด 28/6/59

edit 2 finish 4/9/59

++++++++++++++ จบบทที่ 14 ++++++++++++++


Talk with writer (ยาวหน่อยนะคะตอนนี้ เพราะจะอธิบายความหมายแฝงในเนื้อเพลงด้วย)

มหากาพย์เกือบตายค่ะ ตอนนี้ ยาวแบบโหดสึดรัสเซีย แต่งตอนนี้แล้วรู้สึกเหมือนแต่งฟิคอีกเรื่องเลยอ่ะ(คือนิคหายไปเลย) พยายามจะไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรมากเพราะไม่ไหวแล้ว เหนื่อย 55555 ถ้าสงสัยเรื่องยิบย่อยหรือที่มาของชื่อตัวประกอบอะไร ก็เม้นท์ถามไว้เลยค่ะ เดี๋ยวไปตอบ 5555

ไรต์ก็หวังว่ารี้ดเดอร์จะอินตามไปกับตอนนี้นะ และก็หวังว่าจะเอ็นดูแจ็คกันแบบที่เราเอ็นดูเขาด้วย ส่วนใครที่คิดถึงนิคไม่ต้องห่วง ตอนหน้าจะให้กลับมาแล้วจ้า เย้ๆ

ปล.ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง อย่าลืมแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนกันนะคะ นี่แต่งไปก็กลัวมันจะน้ำเน่าเกิน กลัวอ่านกันไม่สนุก ฮือ แล้วก็ถ้าตรงส่วนไหนที่อ่านแล้วมันแปลกๆก็เม้นบอกได้นะคะ ไม่ต้องเกรงใจ จะพยายามแก้ให้


มาพูดถึงเพลงกันบ้าง เพลงที่แจ็คกับจูดี้ฟังคือ Lost Star ver. Adam Levine (maroon5) 


ทุกคนน่าจะรู้จักเพลงนี้เนาะ มันเป็นพลงดังอยู่นะ (ไม่เคยฟังก็รบกวนไปฟังหน่อยเพื่อความอิน 5555)

คำแปลหลักๆเราเอามาจากเว็บนี้นะคะ เพราะตรงแล้วก็แปลได้ดีสุดแล้ว ขอบคุณคนแปลมากๆเลย http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=karz&group=7&month=16-07-2014&gblog=16  


ต่อไปจะพูดถึงความหมายแฝงในเนื้อเพลง ใครไม่อยากอ่านข้ามได้เลย เพราะยาว 55555


-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ก็อย่างที่เขาบอกเลยค่ะ Lost Stars แปลว่าดาวดับหรืออับแสงนะ ไม่ใช่ดาวหลงทาง ารมณ์ของเพลงนี้เหมือนคนสองคนกำลังนั่งคุยกันอยู่ เรื่องที่คุยกันหลักๆมีสองเรื่องคือเรื่องความรัก (ท่อนบน) << อันนี้คือตรงที่จูดี้ร้องเพลงคนเดียวเลย ที่จริงแล้วก็คือนางกำลังบ่นเรื่องความรักแสนบัดซบที่เพิ่งจะผ่านมาให้แจ็คฟังผ่านเพลง เหมือนเป็นการคุยกันแล้วปรับทุกข์กัน 

กับท่อนล่างคือเรื่องชีวิต คุยกันว่าชีวิตของเรามีไว้ทำอะไรกันแน่? มีไว้อยู่ไปวันๆ ปล่อยเวลาที่มีค่าทิ้งไป หรือควรค้นหาความหมายของชีวิตเราแล้วทำอะไรซักอย่างที่เปล่งประกายออกมา ให้มันมีประโยชน์ที่ได้เกิดมา เหมือนเป็นการทำความสว่างให้เกิดในที่มืด

จะเห็นได้ว่าในเนื้อเรื่องก็มีบอกไปแล้วว่าจูดี้กับแจ็คก็เป็นเหมือนดาวอับแสง แต่แค่คนล่ะแง่อันนี้คือสิ่งที่ไรต์จะนำเสนอค่ะ ในกรณีของจูดี้ทุกคนคงรู้อยู่แล้วว่าอับแสงยังไง ก็ตามเนื้อเรื่องในหนังเลย พยายามเป็นตำรวจแต่กว่าจะได้เป็นจริงๆก็ตะเกียดตะกายแทบตายเหมือนกัน ส่วนในกรณีของแจ็ค อันนี้คืออยากให้คนยอมรับในความต่างของเขาค่ะ เพราะแจ็คจะรู้สึกเหมือนเป็นแกะดำในสังคม เขาก็เลยอยากจะมีตัวตนที่ส่องสว่างจนคนทั่วไปยอมรับ อะไรประมาณนี้ (งงไหม)

ต่อไปมาดูที่เนื้อเพลงค่ะ ที่ไรต์เลือกเพลงนี้เพราะ idiom(สำนวน) แฝงไว้เยอะดี จะออกไปในทางปรัชญาหน่อยๆด้วยซ้ำ มาดูกันเลยดีกว่า

ยึดตามบล็อคที่เราอ้างอิงมานะคะ

ผู้แปล : "มองทางด้านความรู้สึกแล้ว reaching out ต้องแปลคู่กับ take my hand  ตอนแรกผู้แปลจะแปลว่าดึงชั้นขึ้นไป เพราะมันสื่อความรู้สึกประมาณว่าตัวคนพูดอยู่ข้างล่างและตัวคนที่เค้ากำลังไขว่คว้าหานั้นอยู่ข้างบน แต่พอมองในแง่ความเป็นจริงแล้วก็คือให้พาเค้าไปด้วยนั่นแหล่ะ" 

ไรต์ : อ่ะ มาดูกัน ตรงนี้เหมือนจะเป็นอุปมา เค้าอุปมาเหมือนผู้หญิง ก็คือจูดี้ ที่กำลังจะปล่อยตัวปล่อยใจให้กับผู้ชายซึ่งเป็นใครก็ได้ในค่ำคืนนี้ เหมือนเป็นการประชดความรัก ตามเนื้อเพลงจริงๆคือคนร้องไม่ได้ประชดใครนะ แต่ประชดความรัก แล้วก็หันไปถามกับพระเจ้า แต่ในฟิค ไรต์จะให้ประชดถึงนิคอ่ะ จะทำไม 555555555


ผู้แปล : Let's get drunk on our tears, ตรงนี้เป็นการชวน ก็ทำให้เห็นภาพการนั่งคุยกันชัดขึ้น ชวนกันร้องไห้จนเมาน้ำตา พอพูดถึงการประชดรักแล้วก็นึกถึงชีวิตคนที่ปล่อยให้ช่วงเวลาที่จะได้มีความสัมพันธ์ดีๆผ่านไป เลยเงยหน้าถามพระเจ้า

          ไรต์ : ใครเคยฟังเพลงจะรู้เลยว่าท่อนนี้จะเข้าฮุกแล้ว ก็พอดีกับที่จูดี้ชวนแจ็คร้องเพลงมาคุยกันเธอ แบบว่าให้แจ็คพูดเรื่องของเขาขึ้นมาบ้างสิ อะไรประมาณนี้ ซึ่งท่อน Woe is me (คนที่โชคร้ายคงเป็นฉัน)”  กับ “if we're not careful turns into reality. (และพวกเราคงโชคไม่ดีแน่หากไม่ตั้งสติให้ดีเพื่อใช้ชีวิตในความเป็นจริงนี้) ที่แจ็คร้องก็ความหมายตามนั้นเลย ก็คือบอกกับทั้งตัวเองแล้วก็จูดี้เลยว่า อย่าเป็นพวกขี้เพ้อฝันมากเกินไป เพราะถ้าไม่อยู่กับความจริงบ้าง เราก็จะซวยกันทั้งคู่แน่ๆ <<< (ตรงนี้ในกรณีของจูดี้ คือแจ็ครู้ได้จากรสนิยมแนวเพลงที่ฟังว่าเป็นพวกมองโลกในแง่ดีมากๆจนบางทีมันก็ดูเป็นอะไรที่อุดมคติเกินไป และในส่วนของแจ็คก็คือเหมือนที่จูดี้ย้ำกับเขาไปก่อนหน้าว่าเขาจะหนีปัญหาใส่แต่หูฟังตลอดเวลาไม่ได้ ต้องออกมารับรู้ความเป็นจริงภายนอกแล้วก็อยู่กับมันให้ได้บ้าง)

 


ที่เหลือก็ไม่มีไรแล้วค่ะ ตามเนื้อเพลงเลย อันนี้คือคัดมาสรุปให้เท่าที่จะสั้นได้แล้ว กลัวยาวไป ใครอยากรู้เพิ่มเติมไปตามในลิงค์เอานะ

**แถมอีกนิด lion kiss a deer ไม่ได้แปลว่า สิงโตจูบกวาง นะ คือมันความหมายแฝงอ่ะ อุปมาถึงเรื่องราวที่มาบรรจบกัน สิงโตคือเรื่องร้าย กวางคือเรื่องดี มาจูบกันคือการบรรจบกัน พอสองสิ่งมาบรรจบกันมันก็เปลี่ยนมุมมองเราได้ อะไรประมาณนี้

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


จบแล้วววววกับการเวิ่น ใครอ่านมาถึงตรงนี้ได้ ยินดีด้วย คุณคือสุดยอดนักอ่านค่ะ 55555

ตอนนี้คือเยอะจริง ทั้งเนื้อหาฟิค และเนื้อหาคุย (คือตอนนี้กลัวรี้ดด่ามาก ฟิคยาวแล้วอิไรต์ยังลำไยคุยยาวอีก 55555) 

ยังไงก็อย่าลืมเม้นต์ติชมกันเหมือนเดิมนะ ถ้ายังอยากอ่านต่อ T^T ช่วงนี้ไรต์ก็เสียวไส้จะแต่งไม่จบเหมือนกัน แต่จะพยายามค่ะ เปิดเรื่องมาแล้วก็ต้องรับผิดชอบให้จบเนาะ

พบกันใหม่ตอนหน้านะ สวัสดีค่ะ

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

311 ความคิดเห็น

  1. #310 paresa (@paresa) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 23:34
    อยากขอโทษนิคจัง ฮืออออ ตอนนี้คือแจ็คขโมยซีนหนักมาก ทีมแจ็ค!
    #310
    0
  2. #292 Kaxtoo_o (@Kaxtoo_o) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 2 มีนาคม 2562 / 10:33
    เปลี่ยนเป็นทีมแจ็คค่ะ!!
    #292
    0
  3. #290 savagegal (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2561 / 13:16

    ขอบคุณมากนะคะ เราอ่านแล้วรู้สึกอินเหมือนได้ดูหนังไปด้วยเลย แต่เนื้อเพลงเราว่าไม่ต้องแปลทุกบรรทัดก็ได้นะคะ ชอบมากๆเลย ขอบคุณอีกทีนะคะ เริ๊บบ

    #290
    0
  4. #284 Ziko (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 21:49
    ตอนนี่ นิค ไม่มีบทเลยยยยย



    #284
    0
  5. #283 Aajy (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 21:45
    ....|

    ....|

    ....|

    ....v อันนี้อ่านยังไม่จบแล้วมาแม้น

    หลังหลังมาโรแมนติกเฉยยยย

    #283
    0
  6. #282 Aajy (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 21:45
    ....|

    ....|

    ....|

    ....v อันนี้อ่านยังไม่จบแล้วมาแม้น

    หลังหลังมาโรแมนติกเฉยยยย

    #282
    0
  7. #281 Aajy (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 21:05
    ไอ่---jack จูดี้มาช่วน กับ------ด่า มัน----jack
    #281
    0
  8. #218 chrysalis_devil (@chrysalis_devil) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2559 / 21:18
    แบบว่าอยากได้คนนี้อะเออ
    #218
    0
  9. #205 jewelry_princess (@20120208) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2559 / 01:13
    ถ้าเราชอบแจ็คมากกว่านิคจะงอนไหมคะ 5555
    #205
    0
  10. #170 negilism (@fah-negilism) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2559 / 16:19
    ง้ากกกกส์ เพิ่งมีโอกาสได้เม้นท์ค่ะ งมพาสเวิร์ดวนไปสิ55555 เราอ่านมาตั้งแต่ตอนแรกละคือมันดีมากกกกค่ะไรท์ ภาษาสวยมาก สนุกมาก ฟินมาก ทุกตอนนี่ทำเราอินไปด้วยเสมอเลย มาทุกอารมณ์จริงๆค่ะ ฮ่าาา ชอบที่มีแทรกๆแสลงกับประโยคภาษาอังกฤษมาด้วยตลอด หวีดไปอีก เหมือนได้ดูซูโทเปียอยู่เลยล่ะค่ะ ชอบมากจริงๆ (////7///) เราทีมนิคนะ แต่ทำไมแจ๊คต้องเป็นภัยกับหัวใจเราขนาดนี้คะพูด ห่อยยย ตามนิคมาทวงคืนบัลลังก์หัวใจ(?)ด่วนค่ะไรท์ อิแม่ใจบ่ดี ก๊ากกก

    จะตามอ่านตอนหน้าและตอนต่อๆไปอย่างใจจดใจจ่อเลยค่ะ ไรท์เตอร์สู้เค้าน้าาา <3
    #170
    1
    • #170-1 PPOONIES (@hasekava) (จากตอนที่ 16)
      4 กรกฎาคม 2559 / 20:32
      ขอบคุณที่ชอบนะคะ >< จะพยายามแต่งให้จบให้ได้เลยเรื่องนี้
      #170-1
  11. #158 roounnaka (@roounnaka) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2559 / 00:14
    ชอบค่ะยิ่งยาวยิ่งชอบฟินกันไปไม่ขาดตอนรตกแจ็คสุดๆเลยตอนนี้มีบทเพิ่มอีกๆ//ยัดเงินใต้โต๊ะ อัพต่อไวๆนะค่ะติดตามสนุกมาก
    #158
    0
  12. #157 GraySterZ (@GraySterZ) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 / 22:31
    ชอบมากเลยค่าคืออ่านไปทั้งสนุกทั้งได้สาระ ยิ่งทำให้ติดการแต่งสไตล์ไรท์เข้าไปใหญ่เลยยย //ถ้านิคไม่มาเราจะย้ายกองอวยแล้วนะ555555555
    #157
    0
  13. #156 Evil Master (@joonkiller) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 / 20:17
    ตอนอธิบายความหมายเพลงดีงามพระรามแปดมากๆเลยค่าาาาาาา //ซาบซึ้งจนน้ำตาไหล
    มันต้องมีเรื่องเข้าใจผิดเกิดขึ้นแน่ๆระหว่างนิคจูดี้แจ็ค (ส่วนเอมี่น่ะเหรอ เฮอะะ ลงหลุมไปซะเถอะย่ะะะ)
    #156
    0
  14. #154 dutchi100 (@dutch6544) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 / 07:24
    ทำไมตอนนี้รู้สึกเหมือนเป็นฟิค จูดี้ แจ็ค 55555+
    เป็นคู่ที่ลงตัวไปอีกแบบครับผม ชอบมากเลย นึกว่าไรต์แอบเปลี่ยนพระเอกซะอีก 555+
    สู้ๆนะครับไรต์ รอติดตามเช่นเคยนะครับ
    #154
    0
  15. #153 LensNiks (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2559 / 19:34
    ฟิคมากคับ แต่ทำไมรู้สึกไม่เหมือนคู่รักรู็สึกเหมือนเพื่อนร่วมชตากรรมมากกว่า [ความคิดส่วนตัวนะคับ]

    ส่วนตัวเชียร์ นิคกับจูดี้ ชื่อก็บอกอยู่ YOU KNOW YOU LOVE ME [NICKxJUDY] 555+
    #153
    1
    • #153-1 PPOONIES (@hasekava) (จากตอนที่ 16)
      30 มิถุนายน 2559 / 23:46
      ไม่ต้องห่วงค่ะ จูดี้คู่กับนิคแน่นอน (อุ๊บส์ สปอยไหม 555) เดี๋ยวน่าจะมีอธิบายในตอนต่อๆไปให้นะคะว่าเราใส่บทแจ็คมาแบบนี้ทำไม แต่จุดประสงค์หลักๆคือต้องการเล่นกับความสับสนของจูดี้ค่ะ จะเป็นไงต่อ ฝากติดตามด้วยน้า
      #153-1
  16. #152 Billy ^-^ (@Billy-_-) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2559 / 18:40
    อ่านแล้ว ร้องย๊ากกกก อ๊ากกกกก เขินบิดอยู่คนเดียว เชียร์แจ็คจูดี้จริงจัง งุงิ อ่านแล้วฟินนนน รอต่อค่า
    #152
    0
  17. #151 ppiyada (@am_piyadaa) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2559 / 17:51
    บางทีนิคก็หายนานเกินไปจนตอนนี้เราเชียร์แจ็คจูดี้แล้วค่ะ ส่วนตรงช่วงเพลงนี่ไรท์บรรยายดีมากจริงๆค่ะภาพนี่ไหลออกมาเป็นฉากๆเลยตอนที่กำลังวิ่งออกจากร้านกาแฟนี่อารมณ์เหมือนทำ mv 555
    ปล.ไรท์จะว่าอะไรมั้ยคะถ้าเราจะเชียร์ให้ไรท์แต่งฟิคแจ๊คจูดี้//โดนไรท์ตบ
    #151
    2
  18. #150 pla.lookpla (@lookplapla) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2559 / 16:44
    คือถ้าอันนี้เป็นตอนสั้นจะฟินมากกกกกกกก เล่นสะเกือบลืมนิค
    #150
    2
  19. #149 Allegra m'alice (@numking08) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2559 / 08:19
    นิคจืดจางไปเลย 5555555 //เสียสมดุลแอบอวยจูดี้แจ็ก โดนนิคตบ ชอบมากเลยค่ะไรท์ชอบตอนที่เอาชีวิตของแจ็คกับจูดี้มาเทียบกับเพลง Lost stars คือมันลงตัวมากๆเลยอ่า ชอบส่วนที่แอบแฝงไว้ในฟิคด้วย //มาอ่านตอนคุยกับไรท์ข้างล่างนี่ล่ะ 555555 สนุกมากเลยค่ารออ่านต่อนะคะ นิคนายต้องเก็บแต้มเพิ่มแล้วนะ 55555555
    #149
    0
  20. วันที่ 28 มิถุนายน 2559 / 01:40
    นิคจูดี้เรอะ  เชยไปละ
    เดี๋ยวนี้ต้อง  Jack x Judy  บันไซ  บันไซ  เชียร์ๆๆๆๆ
    นี่ไม่ให้คู่กะแจ๊คนี่ดราม่าเลยนะเนี่ย  ปูมาขนาดเนี้ย 
    #148
    0
  21. #147 jinglebelle (@jinglebelle) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2559 / 01:15
    แจ็คก็ดีนะ..

    เดี๋ยวๆ นิคล่ะนิค //ตบปากตัวเอง
    #147
    0
  22. #146 Skyburry (@Kazesawa) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2559 / 01:04
    ตอนนี้คือละมุนมาก ลืมไปเลยว่าใครคือพระเอก 555
    #146
    1
  23. #145 kana-mk (@kana-mk) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2559 / 00:23
    โอ้ยยยแจ็คคือดีอ่ะ ถ้านิคไม่มาภายในสามวันเปลี่ยนพระเอกเลย เย้ๆ5555
    #145
    0
  24. #144 BreadyToasty (@pung82) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2559 / 23:40
    100%แล้วว รอใจจดใจจ่อมากก อ่านเพลินจริงง ใจแอบเอียงมาให้แจ็คแล้วนะ น่ารักง่า พึ่งรู้ความหมายเพลงนี้จริงๆจังๆก็ตอนนี้แหละ สู้ๆนะคะไรต์ ติดตามมมม
    #144
    1
  25. #143 BreadyToasty (@pung82) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2559 / 22:57
    กริ้ดดด มาแล้วววว แจ็คจูดี้ๆ รอค่าาา
    #143
    0