kiss of poison จุมพิตมรณะ [รวมเรื่องสั้น รัก ร้อน เร้น ]

ตอนที่ 2 : ตอนที่ 1 (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 547
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    5 ส.ค. 55

ตอนที่ 1

 

เอลซ่ามองรอยสักที่เกือบสมบูรณ์ มันเป็นภาพรอยสักดอกไม้และปลาคาร์ฟอวบอ้วนตามฉบับรอยสักของเอเชีย เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความแข็งแกร่งสมบูรณ์ของผู้ชาย เพียงแต่เจ้าลวดลายที่เธอกำลังบรรจงวาดในตอนนี้ กำลังตวัดเส้นเล็กๆ อยู่บนสีข้างของผิวเนื้อเนียนที่มีส่วนเว้าโค้ง ดังนั้นเธอจึงเลือกสีฟ้ากับดอกไม้ ก่อนขับเน้นเส้นด้วยสีส้ม แดงเข้มและดำเพื่อให้เหมาะกับหญิงสาว

เสียงเพลงภายในร้านเปิดติดต่อตลอดทั้งวัน แต่ก็ไม่ได้ช่วยกลบเสียงเข็มสักและเสียงพูดคุย ร้านสักแห่งนี้มีลูกค้าเข้าออกสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือลูกค้าใหม่ที่สนใจการสักรอยสัก ส่วนอีกกลุ่มเพื่อสักรอยสักที่ค้างไว้ให้สมบูรณ์ เอลซ่าเข้ามาทำงานที่นี่ได้ราวครึ่งปีโดยการชักชวนของเพื่อนสาวซึ่งนอนให้เธอสักอยู่นี่

นาตาลีเป็นสาวสวยรูปร่างบอบบางผิวขาวผ่อง ผมสีทองหยักศกเล็กน้อยแสนเซ็กซี่ เดิมทีนาตาลีกับเธอเคยทำงานเป็นสาวเสิร์ฟในบาร์ แต่ปัญหาคือเธอไม่ใช่สาวประเภทนางฟ้าที่จะไม่ต่อยหน้าผู้ชายที่ทำตัวลุ่มล่ามด้วย แถมพวกหมาหมู่นั่นยังกัดเธอไม่ปล่อย ใช่ว่าเธอน่าพิศวาสหรอก เมื่อเทียบกับนาตาลีแล้วเธอไม่คิดว่าตัวเองสวยหรือมีเสน่ห์ยั่วยวนแบบนั้น เพียงแต่ผู้ชายบางคนสามารถมีเซ็กส์กับอะไรก็ได้ ด้วยหลายๆ เหตุผล พวกนั้นอยากเข้ามายืนเรียงคิวอยู่ตรงหว่างขาเธอเพียงเพื่ออยากเอาชนะ และทำให้เธอมีสภาพไม่ต่างกับเศษขยะก็เท่านั้น

แต่เท่าที่จำได้ครั้งสุดท้ายที่พวกนั้นพยายามทำ เธอส่งไอ้พวกนั้นเข้าโรงพยาบาลไปสองคน ส่วนอีกคนเธอตามไปที่บ้าน ปีนเข้าไปทางหน้าต่าง จากนั้นก็กระโดดขึ้นคร่อมอกไอ้หมอนั่นบนเตียง ก่อนต่อยจนหมอบ เปลื้องผ้าแล้วมัดไว้แบบนั้นจนกว่าจะมีคนมาเจอเอง

เธอรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำในช่วงสามปีหลัง ถือเป็นอาชญากรเลยทีเดียว เธอเองก็ไม่ได้สนุกกับการทำร้ายคนอื่นหรอก แต่ทุกคนมีขีดความอดทนที่ไม่คงที่ เธอยินดีทำตัวว่านอนสอนง่ายและอดทนที่สุดเท่าที่จะทนได้ เพียงแต่ถ้ายังล้ำเส้นเพื่อหวังไล่ต้อนเธอให้จนมุม เธอไม่คิดว่าตัวเองผิดหากจะบ้าขึ้นมา

หลังถูกระเห็จจากงานเสิร์ฟ นาตาลีก็แนะนำให้เธอเข้ามาเรียนรู้การสักในร้านแห่งนี้กับญาติซึ่งเป็นเจ้าของ เธอชอบงานนี้ การใช้สมาธิและทำงานศิลปะทำให้เธอสงบมากขึ้น เธอทำงานที่นี่ห้าวันและอีกสองวันคือการเป็นผู้ช่วยในโรงเรียนสอนการป้องกันตัว การออกกำลังก็ช่วยลดความเครียดได้ดีมาก

“เธอคิดว่าอีกกี่ครั้งถึงจะเสร็จ” นาตาลีที่นอนคว่ำเปลือยท่อนบนอยู่บนฟูกถาม หญิงสาวพลิกตัวขึ้นเล็กน้อยเพื่อดูรอยสักแสนสวยของเธอ

“อีกครั้งเดียวก็เสร็จแล้ว จะรีบไปไหนกัน รอยสักที่รีบร้อนไม่ใช่รอยสักที่สวยไม่รู้หรือไง”

เสียงหัวเราะสดใสดังขึ้น ดวงตาสีฟ้ากลอกไปมาอย่างซุกซน

“ฉันก็แค่อยากมีเวลาจัดการอะไรๆ มากขึ้นเท่านั้นเอง”

“แล้วอะไรๆ ที่ว่ามันคืออะไรล่ะ” เอลซ่าใช้กระดาษซับรอยหมึกบนผิวขาวผ่อง ทรวงอกกลมกลึงสมบูรณ์แบบของนาตาลีสะท้านขึ้นลงเล็กน้อยตามเสียงหัวเราะ

“ก็อย่างเช่นเลือกชุดเจ้าสาว” พอคิ้วเรียวเข้มของเอลซ่ายกขึ้นข้างหนึ่ง นาตาลีก็ยิ้มกว้าง “เขาขอฉันแต่งงานแล้ว เราจะเข้าพิธีแต่งงานอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า”

สุ้มเสียงดีอกดีใจทำให้เอลซ่าไม่รู้ควรแปลกใจหรือดีใจดี เพราะ เขา ที่ว่าคงเป็นแฟนหนุ่มที่นาตาลีคบหา เห็นว่าเป็นทนายความที่แวะเวียนมาที่บาร์บ่อยๆ

“พวกเธอเพิ่มคบกันแค่...” หญิงสาวขบคิด “สี่เดือนเองไม่ใช่เหรอ”

“สี่เดือนกับอีกยี่สิบเก้าวัน โธ่ เวลามันไม่ได้จำเป็นสำหรับรักแท้หรอกน่า ที่สำคัญคือเขารักฉันและอยากให้ฉันเป็นเจ้าสาว”

“อาฮะ ว่าแต่หลังแต่งงาน เขายังจะยอมให้เธอทำงานที่บาร์อีกหรือเปล่า หรือแค่เป็นแม่บ้านเลี้ยงลูก” พอถามถึงเรื่องนี้สีหน้าของนาตาลีก็มีแววกังวลเล็กน้อย หญิงสาวลุกขึ้นเมื่อเอลซ่าเก็บเครื่องสักและอุปกรณ์ต่างๆ ลงจากโต๊ะ

“ฉันว่ามันเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เขาขอฉันแต่งงาน เขาอยากดูแลฉัน เขาค่อนข้างยึดถือเรื่องที่ผู้ชายควรเป็น...”

“เป็นใหญ่” เธอต่อให้และนาตาลีค้อนขวับใส่ทันที

“หัวหน้าครอบครัวต่างหาก เอาเถอะ ไว้ถ้าได้กำหนดแน่นอนเมื่อไหร่ เธอต้องไปงานแต่งงานฉันให้ได้นะ”

“ต้องไปอยู่แล้ว แต่ถ้าให้ฉันเป็นเพื่อนเจาสาวขอปฏิเสธไว้ก่อนก็แล้วกัน” ถึงจะคิดว่าการขวนขวายในชีวิตคู่เป็นเรื่องงี่เง่าพอๆ กับหาปลอกคอมาสวม แต่เอลซ่าก็เข้าใจว่าไม่ใช่ทุกคนจะมีความคิดแบบเธอ สิ่งที่ช่วยประคับประคองชีวิตให้ดำเนินต่อไป สำหรับมนุษย์แล้วก็คือความรักและครอบครัวส่วนเธอน่ะไม่มีก็ได้

ขณะที่เก็บอุปกรณ์ต่างๆ อยู่นั้น สร้อยเงินเส้นหนึ่งก็ถูกสวมเข้ากับลำคอ จี้เงินทรงกลมเล็กๆ ทาบลงบนผิวเรียกให้เอลซ่าก้มลงมอง

“สุขสันต์วันเกิดจ้ะ” นาตาลีที่ยืนอยู่ด้านหลังเอ่ยพร้อมจูบแก้มเธอทีหนึ่ง

“นั่นมันอีกสามวันไม่ใช่เหรอ” เธอพูดยิ้มๆ

“ถือว่าเป็นของขวัญล่วงหน้าไง เพราะว่า เอ่อ วันมะรืนนี้ เขามีแผนจะพาฉันไปเที่ยวพักผ่อนที่บ้านพักตากอากาศ พร้อมกับใช้เวลาเตรียมงานแต่งงานด้วย ถึงตอนนั้นฉันคงไม่ว่าง” หญิงสาวส่งรอยยิ้มเป็นเชิงขอโทษ “แต่ฉันจะโทรมาหาเธอวันนั้น”

“ไม่ต้องห่วงฉันขนาดนั้นหรอกน่า ไปเที่ยวให้สนุกเถอะ ฉันไม่ใช่เด็กๆ ที่จะนั่งเศร้าถ้าไม่ได้เป่าเทียนบนเค้กวันเกิดนะ”

“เธอจะอายุยี่สิบแล้วนะ ไม่คิดจะคบหนุ่มๆ บ้างหรือไง” น้ำเสียงนาตาลีติดกังวล และแววตาของเธอราวกับแม่ที่กำลังสอนสั่งลูกสาว ท่อนแขนเรียวบางพาดลงบนไหล่ทั้งสองของเอลซ่า ขยับใกล้เข้ามาจนหน้าอกอ่อนนุ่มอวบอิ่มแนบอกเธอ เอลซ่านึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างกันในช่วงสั้นๆ แต่ทั้งเธอและนาตาลีต่างยอมรับอีกฝ่าย ไม่มีการผูกมัดหรือยึดติด มิตรภาพยังคงดำเนินต่อไป “เธอมีเสน่ห์มากนะเอลซ่า ถึงเธอจะไม่คิดแบบนั้น เอางี้ไหมฉันจะแนะนำหนุ่มๆ ให้เธอสักคน”

“นี่เธอยังไม่เลิกความคิดจับคู่ให้ฉันอีกเหรอ คิดจะเปลี่ยนให้ฉันเป็นมีสเวิลด์น่ะไม่ง่ายหรอกนะ” พูดจบเอลซ่าก็เปิดตู้เก็บของด้านข้างซึ่งมีกระจกติดด้านในออก กระจกเงาสะท้อนภาพเธอทั้งสองกลับมา เปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างที่ใครก็ตามที่มีตาต้องแยกออก หญิงสาวสองคนที่คนหนึ่งเป็นสาวสวยอ้อนแอ้นรูปร่างน่ากิน ขณะที่อีกเป็นคือหญิงสาวรูปร่างสูง เสื้อกล้ามสีดำที่สวมเผยช่วงไหล่และแนวกล้ามเนื้อแข็งแรงจากการออกกำลังกายอย่างหนัก รอยเว้าของเสื้อด้านหลังเผยรอยสักที่ถูกปกปิดเล็กน้อย คิ้วสีดำเข้มตวัดเหนือดวงตาสีเทา ผมสั้นเกรียนติดหนังศีรษะ ยังไม่นับรวมเครื่องเงินที่เจาะอยู่บนใบหู ริมฝีปากล่าง ปีกจมูกและหางคิ้ว...

เอลซ่ายอมรับว่าเธอเหมือนพวกต่อต้านสังคม ตามตัวอักษรเป๊ะๆ แต่การที่เธอเป็นแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่าเธอกลัวการคบหาใครหรอก เพียงแต่ชีวิตเธอวุ่นวายเพราะผู้ชายจนเอียนแล้ว 

“เร็วๆ นี้ฉันเจอหนุ่มหล่อสุดเซ็กซี่คนหนึ่งในบาร์ ท่าทางเขาเหมือนอยากได้ใครดามใจ แล้วเขาก็สนใจอยากสักบางอย่างลงบนตัวด้วย ฉันเลยแนะนำให้เขามาที่นี่”

“นาตาลี” เอลซ่าทำเสียงอ่อนอกอ่อนใจ “ฉันขอล่ะ”

“น่า เธอต้องชอบเขาแน่ ฉันรู้สึกว่าผู้ชายคนนั้นมีอะไรที่พิเศษมาก เหมือนเธอเลย”

 

หลังจากนาตาลีจากไป เอลซ่าอยู่ที่ร้านอีกครู่ก่อนที่จะกลับเช่นกัน ขณะเดินผ่านถนนเพื่อกลับที่พัก อากาศหนาวของกลางเดือนธันวาทำให้หญิงสาวห่อตัวเล็กน้อย เธอสวมแค่เสื้อแจ็คเก็ตแบบมีฮูดที่ไม่หนาอะไรเลย ไม่สวมผ้าพันคอด้วยซ้ำ หลังจากซุกมือลงไปในกระเป๋าเสื้อหญิงสาวก็เดินต่อไปอย่างเลื่อนลอย การแต่งงานของนาตาลีเป็นสิ่งที่เธอคิดไว้แล้วว่าต้องเกิดขึ้น แต่พอมันเกิดขึ้นจริงๆ ความรู้สึกอันยากจะกล่าวเป็นคำพูดก็ทำให้หัวใจเธออ้างว้าง

เอลซ่ามองผู้คนที่เดินสวนไปมา บางคนมองเธอด้วยสายตาสนใจ บางคนพยายามหลบเลี่ยง ซึ่งนั่นแหละฉลาดแล้ว เธอไม่ต้องการให้ใครเข้ามายุ่ง การผูกพันทำให้เธอเจ็บปวดหลายต่อหลายครั้งเหลือเกิน

หลายปีก่อน เอลซ่ายังจำภาพเด็กสาวอายุสิบห้าที่นั่งอยู่ในบ้านอันแสนอบอุ่น กับครอบครัวของเธอ... น้องสาวแสนน่ารักที่มีผมสีทองดุจเส้นไหมและดวงตาสีฟ้าสดใส ต่างกับเธอที่มีผมสีดำและดวงตาสีเทาจืดชืด เอลซ่าไม่เคยสนใจว่าพ่อของเธอเป็นใคร แต่สิ่งที่เธอรับรู้จากคนรอบตัวก็คือ แม่เธอเคยเป็นสาวใจแตกที่มีสัมพันธ์กับพ่อซึ่งเป็นใครสักคนที่แม่เคยคบหาด้วย หลังจากผู้ชายคนนั้นทิ้งแม่ไป แม่ต้องดูแลเธออย่างอดทนกระทั่งเขาได้พบผู้ชายดีพร้อมคนหนึ่งที่จะแต่งงานและดูแลแม่... ถ้าแม่ยอมทิ้งเธอไว้ที่บ้านอุปการะสักแห่ง

แต่แม่เป็นผู้หญิงที่ประเสริฐกว่านั้น เธอดูแลเอลซ่าแต่ก็ยังคบหากับผู้ชายคนนั้นกระทั่งให้กำเนิดน้องสาวต่างพ่อ อลิซาเบธน้องสาวผู้แสนน่ารัก และเธอรักอลิซาเบธมากเท่าๆ กับที่รักแม่ ทุกอย่างเหมือนจะไปได้ดีในตอนแรกกระทั่งในที่สุด...

ในวันเกิดของเธอ จู่ๆ ก็มีผู้ชายแปลกหน้ากลุ่มหนึ่งบุกเข้ามา พวกผู้ชายตัวโต แข็งแกร่งและโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ หนึ่งในกลุ่มนั้นมองเห็นเค้กและของขวัญบนโต๊ะ พวกมันอาจเดาได้ว่าวันนั้นเป็นวันเกิดของใครสักคน ดังนั้นไอ้พวกสารเลวนั้นจึงมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้เธอ ด้วยการฆ่าแม่และอลิซาเบธ ก่อนเผ่าบ้านทั้งหลังรวมทั้งร่างของพวกเธอให้มอดไหม้ไปพร้อมกัน ส่วนเธอพวกมันปรานีด้วยการปล่อยให้เธอได้เห็นทุกอย่าง

มีคนเห็นเปลวไฟจึงวิ่งออกมาดู นาทีกับที่พบเธอถูกโยนลงจากสะพานลงไปสู่แม่น้ำเย็นเฉียบ... น่าแปลกที่เธอไม่ตายและรอดมาได้

เธอฟื้นขึ้นมาในโรงพยาบาลและรับฝันร้ายอีกซ้ำๆ พ่อของอลิซาเบธปรากฎตัวขึ้น ผู้ชายคนนั้นให้เหตุผลว่าตัวเองเสียภรรยาและลูกสาวไปพร้อมกันเพราะเธอเป็นต้นเหตุ ก่อนจะส่งเธอไปสู่บ้านอุปการะ เอลซ่าไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน ดังนั้นเธอต้องถูกส่งต่อไปเรื่อยๆ เหมือนเศษขยะที่ไม่มีใครต้องการ กระทั่งอายุสิบหกเธอถูกส่งไปอยู่ในครอบครัวของมาลีนซึ่งเป็นพี่สาวเพียงคนเดียวของแม่ แน่นอนว่าครอบครัวนั้นไม่ได้ต้องการเธอไว้เป็นภาระเช่นกัน แต่ถึงมาลีนไม่ต้องการเลี้ยงดูเธอ ทว่าบอบบี้และแจ็คต้องการ มาลีนผู้ไม่มีปากมีเสียงกับสามีขี้เมานอกจากทนให้สามีโขลกสับ จากนั้นก็ค่อยใช้เธอเป็นเครื่องระบาย ส่วนเธอก็กลายเป็นของเล่นให้ไอ้เฒ่าตัณหากลับกับลูกชายอันธพาลอยู่นับปี

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันสุดท้ายก่อนที่เอลซ่าจะหนีออกมา เธอเตรียมใจต่อการถูกจับในข้อหาพยายามฆ่าหรือฆ่าคนตายอยู่แล้ว เพียงแต่หลังจากนั้นกลับไม่มีข่าวอะไรเลย ตำรวจไม่มีทีท่าจะสนใจเธอด้วยเหตุผลทั้งปวง เธอไม่รู้ว่าสองพ่อลูกนั้นตายหรือเปล่า แต่ถึงตายเธอก็ไม่แคร์

เธอยอมรับกฎของสังคมเพียงหนึ่งเดียว และกฎนั้นก็คือ คนทำผิดต้องได้รับการลงโทษอย่างสาสม ไม่ว่าจะเป็นมาลีน บอบบี้ แจ็ค หรือไอ้พวกสารเลวที่ฆ่าแม่กับอลิซาเบธ

เอลซ่าเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มเมฆสีเทาบนท้องฟ้า แสงสว่างเริ่มหายไปจากโลกที่มนุษย์อาศัย แต่เธอไม่เคยกลัวความมืด กลับกันเธอรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัยและแข็งแกร่งขึ้นเมื่อราตรีมาเยือน ให้ตายเถอะ ทุกเวลา ทุกนาทีในการมีชีวิตของเธอ มันเหมือนเธอรอคอยอะไรบางอย่าง ที่นี่ไม่ใช่โลกของเธอ ไม่ใช่สถานที่ที่เธอควรอยู่ มันเหมือนเธอเป็นคนเดียวที่แตกต่างจากคนอื่น เธอรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า พยายามมองหาเส้นทางที่จะหลุดพ้นแล้วก้าวไปสู่โลกที่เปิดต้อนรับเธอจริงๆ

เธอรอให้ใครสักคนตามหาเธอจนพบ แล้วพาเธอไปจากชีวิตเฮงซวยนี่เสียที

 

ขณะเดินผ่านสวนสาธารณะ เอลซ่ามองผ่านพุ่มไม้ที่ไม่ได้รับการสนใจตัดแต่ง กำแพงที่ถูกพ้นสเปรย์เป็นภาพและคำแสลงหยาบๆ เธอเลือกที่จะไม่เข้าไปยุ่งกับที่นั่นดีกว่า ย่านที่เธอพักอาศัยไม่ใช่สถานที่เจริญของคนเมืองเท่าไหร่ แต่ช่วยไม่ได้ในเมื่อราคาเช่าถูกพอจะให้เธอซุกหัวนอน แม้จะอยู่ติดกับสวนสาธารณะที่มีพวกขี้ยามาซ่องสุม กับพวกหนุ่มๆ สาวๆ ที่ไม่อยากเสียเวลาอยู่ในโรงแรม

อากาศเริ่มหนาวขึ้นอีกแล้ว อีกไม่นานหิมะจะตก เมืองแห่งนี้จะกลายเป็นสีขาวโพลนเหมือนใส่ชุดคลุมไว้ทุกข์ ตอนนี้เธออยากกลับไปนอนที่เตียงอุ่นๆ หลับสักงีบ ก่อนจะกินข้าว...

ฝีเท้าที่ก้าวไปข้างหน้าของเอลซ่าช้าลง ในหูของเธอได้ยินเสียงพูดคุยแว่วออกมาจากมุมมืดภายในสวน เสียงที่คนปกติจะไม่มีวันได้ยินยกเว้นเธอ คงเป็นพวกขี้ยาหรือไม่ก็พวกจรจัดแถวนี้ เธอตั้งใจจะไม่เข้าไปยุ่ง ทว่าคำพูดเหล่านั้นก็ยังไล่ตามเธอราวเสียงกระซิบของภูตผี

“แกมันทำหมดสนุก”

“ก็นังนี่มันส่งเสียงร้องดังขนาดนั้น หรือแกอยากให้มันเรียกคนแห่มาที่นี่”

“นี่ยังไม่ถึงเที่ยงคืนเลย ฉันหิวโซ ทั้งหมดก็เพราะไอ้พวกเซอร์แวนนั่น เราถึงต้องหนีมาอยู่ในเมืองเล็กๆ นี่ เราต้องหาอีกสักคนและคราวนี้ฉันต้องการเลือดอุ่นๆ รวมทั้งใครก็ตามที่ฉันขึ้นคร่อมต้องอุ่นทั้งข้างนอกและข้างในด้วย”

“นี่มันเมืองเล็กนิดเดียว เราต้องจัดการศพก่อน”

“เสียเวลา ทิ้งไว้ที่นี่แหละ”

“ไอ้โง่ ถ้าคิดจะทำแบบนั้นก็เขียนแผนที่บอกรังของพวกเราทิ้งไว้ด้วยเลยสิ ไอ้พวกนั้นจะได้ไม่เสียเวลาตามหา”

“พวกนายทำอะไร” เสียงที่หลุดจากลำคอของเอลซ่าไม่ได้ดังไปกว่าเสียงกระซิบ แต่ทรงอำนาจขนาดทำให้ใครก็ตามสะดุ้งได้ ชายทั้งสามคนนั้นก็เช่นกัน สองคนกำลังยืนพูดคุยกันอยู่ กับอีกคนนั่งยองต่ำ ชายทั้งสามหันขวับมาจ้องเธอ แต่เอลซ่าไม่ได้สนพวกนั้น สายตาเธอถูกตรึงไว้ที่เรียวขาคู่หนึ่ง ก่อนจะแน่ใจว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งนอนแผ่อยู่กับพื้น เรียวแขนซีดวางข้างลำตัวไร้การตอบสนอง และพื้นหญ้าใต้เท้าของหล่อนมีร่องรอยที่บอกว่าหล่อนต่อสู้ดิ้นรนอย่างหนักก่อนหน้า แต่สิ่งที่กระชากลมหายใจไปจากเอลซ่าอย่างโหดเหี้ยมคือ เสื้อของหญิงสาวที่ถูกถลกขึ้นอยู่เหนือทรวงอก เผยให้เห็นลวดลายรอยสักที่เธอจดจำได้ว่าเพิ่งสักลงบนผิวของหญิงสาวคนหนึ่งไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า

นาตาลี...

เป้ที่สะพายบนไหล่ของเอลซ่าหลุดร่วงลงสู่พื้นโดยไม่รู้ตัว ลมหายใจละลายไปในอากาศหนาวเย็น ร่างกายแข็งทื่ออยู่กับที่ โดยเฉพาะเมื่อชายที่คร่อมอยู่เหนือร่างไร้การตอบสนองลุกขึ้น เปิดทางให้เห็นใบหน้าขาวซีด แม้ดวงตาสีฟ้านั้นจะเบิกค้าง แต่ไร้แววซึ่งชีวิต เลือดยังไหล่ทะลักออกมาจากบาดแผลเหวอะหวะบนลำคอระหง กับเชือกไนล่อนที่รัดอยู่รอบลำคอ ชายที่เพิ่งเงยหน้าขึ้นหันมามองที่เธอช้าๆ เลือดสีแดงยังเปรอเปื้อนอยู่บนริมฝีปาก

“รู้สึกว่าเราจะไม่ต้องเดินออกไปหาอาหารไกลแล้ว” ใครสักคนในกลุ่มพูด จากนั้นเงาร่างของทั้งสามก็ย่างสามขุมเข้ามา อะไรบางอย่างในตัวคนพวกนี้ทำให้เอลซ่ารู้สึกถึงอันตรายยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ไม่ใช่แค่พวกอันธพาล พวกวิปริตที่ชอบเลียนแบบหนังสยองขวัญ หรือฆาตกรโหด สัญชาตญาณบอกว่าพวกนี้เลวร้ายยิ่งกว่านั้น

แต่ว่า... ยิ่งสัมผัสความน่ากลัวและเลวร้ายของพวกมันมากเท่าไหร่ เลือดเนื้อเย็นเฉียบเมื่อครู่ก็กลับมาเร้าร้อน หัวใจสูบฉีดเลือดไปทั่วร่างด้วยความยินดี นั่นเพราะเธอรู้สึกว่าการเชือดคนพวกนี้เป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างที่สุด!

ทันทีที่ผู้ชายทางขวาพุ่งเข้ามา เอลซ่าก็ดึงมีดพับออกมาจากด้านหลังกางเกง ใบมีดคมกริบดีดออกจากด้าม เธอแทงของในมือออกไปโดยไม่ลังเล ทว่าข้อมือของเธอกลับถูกหยุดไว้ง่ายดายจนน่าเหลือเชื่อ กลายเป็นแค่เด็กทารกเมื่อไอ้หมอนั่นกระชากข้อมือเธอขึ้นจนเท้าแทบลอยจากพื้น

“แกนี่มันทั้งโง่ทั้งบ้า คิดจะสู้กับพวกฉันตัวต่อตัวงั้นเหรอ”

เมื่อเสียงหัวเราะอื่นดังขึ้นสมทบ เอลซ่างอแขนที่ถูกยึดไว้ขึ้น ดึงตัวเองสูงอีกนิดแล้ววาดลูกเตะออกไปเต็มแรง ไอ้หมอนั่นปฏิกิริยาเร็วพอกัน เห็นชัดว่ามันเองก็ถูกฝึกฝนมาเพื่อการต่อสู้ แม้สีหน้าจะคาดไม่ถึงแต่มันก็ตอบโต้เธอได้ทันที ท่อนแขนยกขึ้นกันลูกเตะ เธอจึงเหวี่ยงหมัดใส่เบ้าตาของมันเต็มแรง จนได้ยินเสียงสบถ มันยกมือขึ้นกุมเบ้าตาเซถอยหลัง ปล่อยให้เธอลงสู่พื้น เท่านั้นพวกที่เหลือก็จ้องเขม็งมาที่เธอทันที

ทุกอย่างเริ่มขึ้น... อย่างเสียเปรียบสุดๆ เอลซ่าพบว่าตัวเองเคลื่อนไหวอยู่ได้ด้วยความคับแค้น เดือดดาล โศกเศร้า ทุกอารมณ์ที่กักเก็บมาถูกปลดปล่อยจนสิ้น แต่นั่นไม่ได้ทำให้เธอกลายเป็นยอดมนุษย์

เธอแข็งแรงกว่าผู้หญิงปกติ แต่ไม่ได้แข็งแรงกว่าผู้ชายสามคน ซึ่งเรี่ยวแรงมากกว่าผู้ชายปกติหลายเท่า และเธอไม่มีทางเอาชนะผู้ชายสามคนที่ระดมทั้งหมัดทั้งเข่าใส่เธอแบบนี้ ต่อให้สู้ขาดใจแค่ไหนก็ตาม

มีดของเธอถูกกระชากหลุดไปจากมือ พร้อมกำปั้นหนักๆ ซัดเข้าที่ท้อง ทำให้เข่าของเธออ่อนยวบราวกับนักมวยที่กำลังถูกน็อค แต่ท่อนแขนใหญ่ข้างหลังไม่อนุญาตให้เธอล้ม เพราะมันสอดเกี่ยวใต้แขนของเธอแล้วพยุงไว้

“นังตัวแสบ!” หมัดหนักๆ ต่อยเข้ามาที่ใบหน้าซีกซ้าย แรงจนทำให้หน้าเธอสะบัดไปด้านข้าง เรียกเลือดกำเดาให้ไหลจากจมูกกลบเหนือริมฝีปากอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเธอพร่าพรายด้วยความเจ็บปวด เมื่อไอ้หมอนั่นกระชากคอเสื้อเธอขึ้น “ฉันจะฉีกแกเป็นชิ้นๆ รีดเลือดทุกหยดจากตัวแก”

เอลซ่ามองหน้าไอ้หมอนั่นไม่ถนัด แต่มันอยู่ใกล้มากและเธอตอบแทนความโฉดชั่วของมันด้วยการโขลกศีรษะใส่จมูกของมันจนหงาย ส่วนผลตอบรับน่ะหรือ เธอถูกชกเข้าที่กรามอีกหมัดจนเลือดกลบในปาก และอีกหมัดที่ท้องก่อนจะทรุดฮวบลงไปนอนแผ่หลากับพื้น... หมดสภาพ

แต่อย่างน้อยเธอก็ได้ยินเสียงหอบหายใจของไอ้สามคนนั้น ไอ้ฆาตกรวิตถารที่เอาชีวิตนาตาลีไป แต่เธอสมควรโอดครวญหรือในเมื่ออีกไม่นาน เธอก็จะกลายเป็นเหยื่อรายต่อไป

“เอาไงต่อ” ใครสักคนถาม 

“ฉันบอกแล้วไง ฉันจะฆ่ามัน”

คอเสื้อด้านหน้าของเอลซ่าถูกกระชากขึ้นอีก แต่เลือดจากรอยแตกเหนือขมับไหล่ลงมากลบดวงตาจนมองไม่ถนัด เธอใช้ความสามารถในการมองเห็นและรับรู้ทั้งหมด เพ่งไปยังใบหน้านั้น ใบหน้าเหี้ยมเกรียมของไอ้ฆาตกร ผีร้าย... หรืออะไรก็ตาม เมื่อมันพลิกศีรษะของเธอไปด้านข้างเพื่อเปิดลำคอ เอลซ่าก็มองเห็นจุดจบของความบัดซบทั้งหมดในชีวิต

เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นในราตรีสงัด แต่ไม่ใช่จากปากของเธอ เอลซ่ารู้สึกเพียงว่าร่างของเธอร่วงลงไปกองกับพื้น เงาของพวกที่ล้อมตัวเธอยืดตัวขึ้นอย่างตื่นตระหนก จากนั้นอะไรบางอย่างก็พุ่งผ่านหน้าเธอไป เงาสีดำใหญ่โตที่เคลื่อนไหวอย่างดุดันหลายเงา จากนั้นเสียงการต่อสู้ก็ดังขึ้น เสียงอัด หัก กระแทก เสียงร้อง ทั้งหมดเกิดขึ้นในขณะที่เอลซ่าทำได้เพียงนอนนิ่งอยู่กับพื้น ศีรษะเอียงไปอีกด้านทำให้ไม่เห็นการต่อสู้ ผ่านไปไม่กี่อึดใจทุกอย่างก็เหลือเพียงความเงียบ กับสายลมเย็นๆ ที่พัดแทรกหมู่ไม้ ความหนาวเย็นและบาดแผลทำให้เอลซ่าใกล้หมดสติทุกขณะ

ในตอนนั้นเองที่ฝีเท้าหนึ่งเดินอ้อมศีรษะของเธอเข้ามา กระทั่งรองเท้าบูทคู่โตของผู้ชายปรากฏอยู่ตรงหน้า คนคนนั้นคุกเข่าลง ใช้มือช้อนใต้ท้ายทอยพยุงศีรษะร่อแร่ของเธอขึ้น ด้วยเหตุผลที่ไม่อาจทราบได้ เอลซ่ารู้สึกว่าชายคนนี้ไม่ได้แตกต่างจากไอ้สามคนนั้น มือเย็นๆ ใต้ถุงมือหนังของเขาเช็ดคราบเลือดออกจากใบหน้าให้ สายตาของเธออยู่แค่ระดับอกเขา ไม่สามารถขยับหรือแม้แต่เงยหน้าได้ ผู้ชายคนนั้นก้มลงมองถุงมือที่มีเลือดของเธอติดอยู่ ก่อนแลบลิ้นเลีย

“ว่าไงนังหนู” สุ้มเสียงเยือกเย็นของผู้ชายคนนั้นเอ่ย ขยับตัวไปมองอะไรบางอย่างด้านหลังของเธอ เสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่งเบามาก แต่เธอแน่ใจว่านอกจากเขาแล้วยังมีคนอื่นๆ อยู่ที่นี่ไม่ต่ำกว่าสี่หรือห้าคน สมองของเอลซ่าไม่มีเวลาลำดับเหตุการณ์ เมื่อมุมปากของชายผู้นั้นกระตุกยิ้ม เผยให้เห็นคมเขี้ยวแหลมคมด้านหน้า เธอเคยเห็นมาก่อน พวกที่เข้ามาสักในร้านหลายต่อหลายคนมีรสนิยมแปลกๆ ที่ชอบเปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นสิ่งที่น่ากลัว ทว่า อะไรบางอย่างในตัวชายคนนี้บอกว่าเขาเป็นของจริง

เอลซ่าสูดหายใจ แต่ในจมูกเธอแสบไปหมด ร่างกายถูกความหนาวเย็นแทรกซึมจนฟันกระทบกันกึกๆ กล้ามเนื้อเจ็บปวดจากการถูกทุบตี

“ฉันถามคำถามเธอข้อเดียว อยากจะอยู่หรืออยากจะตาย”

เอลซ่าไม่รู้ว่าเขาพูดอะไร แต่เธอเจ็บปวดและเหนื่อยเหลือเกิน เปลือกตาหนักอึ้งค่อยๆ หลับลงช้าๆ และเธอแน่ใจว่าการหลับครั้งนี้คงไม่ทำให้เธอได้ตื่นอีก ท่ามกลางความเวิ้งว้างและสติที่ใกล้ดับลง เธอได้ยินเสียงทุ้มห้าวอีกครั้ง

“เสียใจด้วย ฉันไม่อนุญาตหรอก”

จากนั้นความเจ็บปวดบางๆ เสียวปราบก็วาบขึ้นบนต้นคอของเธอ ความเจ็บปวดที่ค่อยๆ เติมเต็มช่องว่างกลวงโบ๋ของเธอจนเต็มเปี่ยม ข่าวสารที่ส่งมาจากเส้นเลือดของเธอกระซิบว่า วันเวลาทั้งชีวิตของเธอได้เปลี่ยนไปแล้ว

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

29 ความคิดเห็น

  1. #29 Girlgifttt╮ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 กันยายน 2558 / 13:15
    รออยู่นะคะ^^

    อยากรู้ว่าต่อจากนี้ไปชีวิตของเอลซ่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง จะสุขหรือจะทุกข์มากน้อยแค่ไหน...รอดูอยู่ค่ะ ^[+++]^

    #29
    0
  2. #28 pretty-p (@rod_usawadee) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 กันยายน 2558 / 08:41
    บางทีชีวิตก็บัดซบเกินไป จนกระทั่งมีใครเข้ามาจุดแสงสว่างให้กับมัน และนายคือคนๆนั้น
    #28
    0
  3. #26 MooWarn (@maxdavilkub) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2558 / 22:46
    ใครกัด อีเกิ้ลหรอ อีเกิ้ลเปนคนนิ เอ้ะ อัพนะค้าน้าไนท์รอออออ รอไรท์อยู่~~~~~ 
    #26
    0
  4. #25 fangy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2558 / 20:39
    ทำไมรู้สึกเหมือนได้นางเอกในดวงใจเพิ่มมาอีกคนก็ไม่รู้



    เรื่องมืดมาก สงสารนาตาลี แต่เป็นจุดเริ่มที่ดีที่ทำให้นางเอกเป็นอย่างที่เป็น สงสารที่คนที่สนิทก็กลายเป็นแผลเป็นในใจเธออีกคน แต่หลังจากนี้คงมีอะไรอีกเยอะแน่ ๆ



    ส่วนตัวแล้ว ในโลกความเป็นจริง ไม่ชอบการใช้ความรุนแรงแก้ไขปัญหา แต่ยอมรับเหมือนกันว่าบางครั้ง เส้นทางชีวิตของบางคนหากไม่ตอบโต้ก็จะกลายเป็นยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็นและสถานการณ์เลวร้ายกักฬระก็ทำให้เธอเหล่านั้นเปลี่ยนเป็นมโหดพอที่จะสังหารคนที่ทำร้ายเธอ และคนที่เธอรัก ตอบแทนเลือดและสิ่งโสมมที่พวกผู้ชายหรือแม้แต่ผู้หญิงทำไว้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน



    ชอบตรงมุมมองการมองโลกความเป็นจริงของเอลซ่าว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันไม่ได้ดีอะไร ซึ่งก็ทำให้คนอ่านยอมรับเธอว่าสิ่งที่เธอทำก็มีเหตุผลในตัวมันเองระดับหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับการมีชีวิตรอดในโลกที่เธออยู่



    ตอนต้นบทเป็นความหวัง ความสดใสที่มีความหม่นอยู่ลึก ๆ แต่นาตาลีทำให้ยังมีความสว่าง แต่ท้ายบทก็กระชากสิ่งเหล่านี้ออกไป กลายเป็นการเกิดใหม่ที่มาพร้อมเลือด ความเศร้าที่ไร้น้ำตา นี่กระมังทำให้เราตกหลุมรักเอลซ่า



    อยากรู้จริง ๆ ว่าใครทำให้เอลซ่าเกิดใหม่ ท่าทางจะสนใจวีรกรรมออกหมัดสู้ของเอลซ่าไม่หยอกแน่ ๆ ถึงพูดขนาดไม่อนุญาตให้หลับตาจากไปง่าย ๆ



    ว่าแต่ อยากรู้จริง ๆ ว่าคนที่จะมาทำให้เอลซ่าขนาดให้สิ่งที่สำคัญที่สุดไปได้ทั้ง ๆ ที่เธอเจออะไรมาขนาดนี้นี่จะเป็นคนแบบไหนกันนะ



    หลังจากนี้คงได้วิ่งทะยานไปตามเส้นทางตัวเองแบบมีเลือดกระจายอีกแน่ ๆ เอลซ่า อยากรู้ว่าสิ่งแรกที่เธอคิดเมื่อลืมตาขึ้นมาใหม่อีกครั้งจะเป็นอะไรกันนะ



    ปล. สนใจรอยสักของเอลซ่าว่าจะเป็นอะไร

    ปล2. จริงๆ เหมือนโดนฝังหัวว่าที่สัก ที่เจาะเยอะแยะตามร่างกายเป็นอะไรที่น่ากลัวไม่ควรเข้าใกล้ แต่ก็อยากให้มีใครสักคนแบบเธอมาให้ได้รู้จักนะ ว่าจริง ๆ แล้วเบื้องหลังสิ่งที่เห็นเตะตาภายนอกซ่อนอะไรที่อ่อนนุ่มไว้ข้างในบ้าง บางที การที่ต่อต้านโลกอย่างชัดเจนทำให้คนที่เหลือที่ไม่กล้าขนาดนี้ต้องกลัวกับพลังความกล้าจนถอยหนีเองอัตโนมัติล่ะมั้ง เพราะยอมรับว่าไม่เข้าใจกลัวว่าการ กล้า กว่าของพวกเขาจะมาพร้อมความรุนแรงที่ไม่เลือกหน้าหรือไม่
    #25
    0
  5. #24 เมจิ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 มีนาคม 2556 / 07:08
    อัพเพิ่มเร็วเข้า อยากอ่านนนนนนนนนน
    #24
    0
  6. #15 My lovely (@nichapat88) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2555 / 23:23
    อัพพพพพๆๆๆๆๆ
    #15
    0
  7. #14 nook (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 / 19:03
    อัฟต่อได้ไหมอ่ะสนุกมากมายเลยอิอิอิอิ
    #14
    0
  8. #11 Khimhan (@nokovarissara) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 กันยายน 2555 / 10:01
    -0-

    สนุกมาก >W<

    อ่านเเล้วเห็นภาพ ให้ตายเถอะ! สนุกจริงๆ -w-b
    #11
    0
  9. #9 pretty-p (@rod_usawadee) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2555 / 12:37
    การเปลี่ยนเอลซ่าอีกครั้งได้เริ่มต้นแล้ว นับจากนี้ไป เธอจะเป็นยอดมนุษย์ อิอิ เอลซ่า สู้ สู้ นะ
    #9
    0
  10. #8 ตาตี่แล้วงัย (@pokoopong) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2555 / 11:34
    อ๊าาา     สนุกมากเลย

    เจ็บใจด้วย   เอลซ่า  น่าสงสาร    T^T
    #8
    0