คู่รักสีน้ำเงิน (end.)

ตอนที่ 3 : Chapter Two

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 150
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    9 พ.ย. 61


Chapter Two




            ผมเปลือยเปล่า...

            สีผิวที่เคยขาว... ถูกย้อมทับด้วบสีฟ้าเข้ม...

 

               ผมชอบช่วงเวลาแบบนี้นะ ช่วงเวลาที่ความมืดกับความสว่างตัดกัน

               ลักษณะเหมือนฝ่ายหนึ่งอยากจะยื้อไว้ แต่ก็ไม่อาจที่จะต้านทานอีกฝ่ายได้

               ทำเอาใจผมโหวงเป็นบ้า...

              

               Nothing’s gonna hurt you baby~

           

            เพลงจากไอโฟนไอ้เงินที่เสียบชาร์จอยู่ยังคงไม่หยุดเล่น

               มันดังวนต่อเนื่องหลายต่อหลายรอบ ไม่มีทางหยุดจนกว่าที่ใครจะเดินไปกดปิดมัน

 

               As long as you’re with me, you will be just fine~

 

            ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่ามันเป็นเพลงของใครหรือมีชื่อว่าอะไร

               รู้แค่ว่ารู้ตัวอีกทีก็ไม่สามารถที่จะลืมเพลงนี้ได้อีกแล้ว

 

               ไอ้เงินมันฉลาดนะ

               มันฉลาดที่จะปลุกเร้าผมด้วยเพลงที่ฟังดูเศร้า... ขยับกายเข้าออกด้วยจังหวะเนิบช้าอย่างไม่คิดเร่งรีบ และก้มลงมาจูบผมทุกครั้งที่เนื้อเพลงเล่นมาจนถึงท่อน ‘Nothing’s gonna hurt you baby’ ที่เป็นชื่อของเพลงๆ นี้

               เหมือนมันต้องการที่จะบอกว่า ไม่มีอะไรที่จะทำร้ายผมได้ทั้งนั้น นานตราบเท่าที่ผมยังมีมันอยู่ด้วยกันตรงนี้

               ซึ่งมันได้ผล ผมเชื่อมันหมดใจ

               เชื่อจนลืมนึกไปเลยว่า มันนั่นไง... คือบอสใหญ่ที่กำลังทำร้ายผมอยู่...

               ตื่นแล้วหรอ

               ผมสะดุ้ง ไม่ทันได้ตั้งตัวว่าคนที่หลับอยู่จะพลันตื่นขึ้นมา

               อือ

               หิวไหม หน้าหมู่บ้านมีร้านข้าวมันไก่นะ

               ไว้ก่อนแล้วกัน

               ไอ้เงินไม่ได้ดูเปลี่ยนไปเลยสักนิด มันยังคงเป็นปกติอยู่ได้ ทั้งที่เนื้อตัวเปลือยเปล่าล่อนจ้อน และก็นอนอวดหุ่นที่โตเกินวัยของมันอยู่ในระยะประชิดแบบนี้

               มองไร

               เปล่า

               ผมเลือกหันหน้าหนี ไม่อยากให้มันติดใจเรื่องที่ผมพยายามมองมันในแสงสีฟ้าเข้มของธรรมชาติ

 

               ภาพของมัน...ที่ผมจำไม่เคยลืม...

 

               ไอ้เงินเดินลงจากเตียงเพื่อไปเปิดไฟ ผมเผลอกำมือแน่น รู้สึกขัดใจไม่น้อยที่แสงสว่างเข้าทำลายบรรยากาศสีฟ้าเข้มระหว่างเราให้หายไปชั่วพริบตา

               งั้นวันนี้มึงใส่ชุดกูก็แล้วกันนะ

               ผมไม่ค่อยจะแน่ใจเท่าไหร่นัก จะดีหรอวะ

               ดีดิ

               แต่ไอ้เงินยืนยันอย่างนั้น ก่อนที่มันจะหยิบเอาชุดนักเรียนชายกางเกงน้ำเงินสองตัวออกจากตู้มาพาดพักไว้ที่พนักเก้าอี้

               ผมไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกไปดี การเดินกลับมานั่งที่เตียงอีกครั้งของมันทำให้ผมอึดอัด... ทำไมมันถึงไม่พูดอะไรเลย มันน่าจะพูดอะไรออกมาบ้าง ไม่ใช่เอาแต่จ้องมองผมในความเงียบแบบนี้

               “…”

               นี่มันคิดอะไรของมันอยู่นะ

               กำลังคิดอะไรอยู่ตอนที่มันมองมา

               ผมได้แต่เดาไปเรื่อย ไม่กล้าถาม

               เลือกปล่อยให้ ความคิดของไอ้เงินกลายเป็นความลับอยู่อย่างนั้น

               ไม่ใช่เพราะกลัวคำตอบ แต่เป็นความรู้สึกที่อยากจะเอาชนะมันให้ได้ในการแข่งขันที่เกิดขึ้นภายในใจของตัวผมเองมากกว่า

               “…”

               ถ้านี่คือการแข่งตีปิงปองระหว่างมันกับผม เราคงอยู่ในช่วงของการตีโต้ไปมาด้วยความเงียบ

               ไม่มีชัยชนะที่ขาวสะอาดหรอก

               มีแต่ใครสักคนที่จะต้องยอมแพ้อีกฝ่ายอย่างทุกครั้งที่ผ่านมาเท่านั้น

               ซึ่งผมคิดว่าควรที่จะเป็นมันนะ

               เป็นไร ทำไมเงียบ

               แล้วก็เป็นมันจริงๆ

               กูก็แค่...เมื่อมันยอมพูดก่อน ผมจึงยอมหันมาสบตากับมันบ้าง กำลังใช้ความคิดและไม่คิดที่จะปิดบังสิ่งที่อยู่ในใจของตัวเอง

               เรื่องไรวะ

               เรื่องเมื่อคืน ที่เรา...

               เอากัน?”

               สัด อันนี้ก็ตรงเกิน

               เออ เรื่องที่มึงเอากูนั่นล่ะผมเลยต้องตรงไปกับมันด้วย มึงไม่คิดที่จะพูดอะไรหน่อยหรอวะ

               แล้วมึงอยากให้กูพูดอะไรล่ะคราวนี้ไอ้เงินขยับตัวเข้ามาใกล้มากขึ้นกว่าเดิม จนผมได้กลิ่นของมัน กลิ่นที่ผมไม่ควรชอบ แต่กลับชอบ... ทำให้ใจที่เคยสงบพลันกลับมาเต้นแรงอีกครั้ง... ชมว่ามึงรับเก่ง?”

               สัด มึงข่มขืนกูนะเงิน

               เปล่าสักหน่อย

               มึงทำ!”

               งั้นทำไมมึงไม่ขัดขืนกูล่ะวะ

               ใจผมถึงกับเต้นแรงกว่าเดิม หากคราวนี้ไม่ใช่เพราะความหวั่นไหว แต่เป็นความโกรธที่ปะทุขึ้นจากคำพูดของอีกฝ่าย มันพูดออกมาได้ยังไงวะด้วยสีหน้าและท่าทางแบบนั้น เหมือนทุกอย่างเป็นแค่เรื่องเล่นๆ ไม่ใช่เรื่องหนักหนา ทั้งที่มันไม่ตลกเลยสักนิด!

               เดี๋ยวมันรีบคว้ามือผมไว้ มึงจะไปไหน

               กูจะกลับบ้าน

               เชี่ย นี่มึงซีเรียสหรอวะ

               แล้วกูควรซีเรียสไหมล่ะ

               มันส่ายหน้า ทำเอาผมไม่อยากที่จะเชื่อสายตาตัวเอง เว้นแต่มึงจะอยากให้กูรับผิดชอบ อันนั้นถึงจะถือว่าเป็นเรื่องซีเรียสนี่ไอ้เงินมันไม่ได้คิดว่าตัวเองทำอะไรผิดเลยสินะ จนผมชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าผมสามารถโกรธมันได้ไหม หรือจริงๆ แล้วคือมันไม่ได้ทำอะไรที่ผิดต่อผมจริงๆ? “เอาไง อยากให้กูรับผิดชอบรึเปล่า

               ผมเม้มริมฝีปากแน่น

               หน้าตาตอนนี้คงปนเปไปด้วยอารมณ์หลากหลายที่โหมมากองรวมกันอยู่ แล้วถ้า... สมมติว่าถ้ากูอยาก มึงจะรับผิดชอบยังไงจึงควรที่จะได้รู้อะไรจากมันสักอย่าง ก่อนที่จะอึดอัดใจกันไปมากกว่านี้

               ก็คง...มันเว้นจังหวะคิด คบกับมึงมั้ง

               ทำเอาผมต้องรีบปฏิเสธทันที กูไม่เอาด้วยหรอกอย่าว่าแต่คบเป็นแฟนเลย ให้เป็นเพื่อนต่อตอนนี้กูยังคิดหนักเลยว่ะแค่หลับตาลงก็เห็นภาพมันที่โยกอยู่บนตัวผมแล้ว จะให้เป็นเพื่อนได้ยังไงกัน

               ทำไมวะ

               ก็มึงกับกู...มีอะไรกันแล้วนะเว้ยจะพูดว่า เอาอีกรอบก็กระดากปาก เพื่อนที่ไหนเขาเอากันบ้าง

               กลัวหวั่นไหวสิท่า :)

               สัด มึงไม่ต้องมายิ้มแบบนั้นเลยนะ คิดว่าตัวเองกำลังถือไพ่เหนือกว่าหรือไง กูนี่ กูต่างหากที่ควรจะต้องถือไพ่เหนือกว่ามึง มึงทำกู กูคือเหยื่อ กูต้องมีอำนาจในการต่อรองมากกว่าสิวะ

               ผมสะบัดมือมันทิ้ง ทำตัวเองให้เป็นอิสระด้วยการชู้นิ้วกลางให้กับไอ้เงินที่ยังคงยิ้มไม่เลิก และเริ่มยืนยันว่าผมไม่ใช่คนที่จะต้องกลัวความหวั่นไหว แต่เป็น... มึงต่างหากที่จะหวั่นไหว

              

               ตอนนั้นผมมั่นใจมาก

            ไม่รู้ว่าไปเอาความมั่นใจมาจากไหน

            แต่มันรู้สึกมั่นใจจริงๆ ว่าไอ้เงินคือคนที่จะต้องหวั่นไหวกับผม

            ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเข้าใจผิดตลอดมา

 

            หึ มั่นใจจังนะ

               เออ กูไม่เคยมั่นใจอะไรมากเท่านี้

               ผมตัดสินใจที่จะตัดจบแค่นั้น อยากคว้าชุดนักเรียนของมันไปเข้าไปในห้องน้ำแล้วจัดการกับทุกอย่างที่ยังคงฝังแน่นอยู่บนร่างกาย ทว่า...

               พิสูจน์สิ

               ผมชะงัก หันกลับมาสบตากับไอ้เงินอีกครั้ง

               สายตาของมันเต็มไปด้วยความท้าทาย...

               ไอ้เงินกำลังกระตุ้นสัญชาตญาณการแข่งขันในตัวผม สัญชาตญาณที่ผมไม่เคยคิดที่จะหลบซ่อน ยิ่งรู้ว่ามีอีกฝ่ายที่พร้อมจะชิงชัยด้วย ผมยิ่งอยากแข่งขัน ยิ่งอยากเอาชนะ

               ทั้งที่มันไม่มีความจำเป็นเลยแม้แต่น้อย

               ยังไง

               แต่ผมก็ยังเอาด้วย ผมอยากรู้กติกาของเกมนี้

               ไม่ยากมันเปลี่ยนเป็นลุกขึ้นมายืนประจันหน้ากับผม เป็นเพื่อนกันต่อไป แต่ทำอะไรได้มากกว่าที่เพื่อนเขาจะทำกัน

               เช่นอะไรบ้าง

               มันไม่ได้ตอบผมออกมาเป็นคำพูด แต่ไอ้เงินมันสาธิตให้ดูเลยว่าสามารถทำอะไรที่ มากกว่าเพื่อนได้บ้าง โดยเลือกที่จะดึงผมเข้าไปจูบแบบไม่บอกกล่าว ผมที่มีอาการตกใจอยู่บ้างจึงเผลอขืนตัวเองในตอนแรก กระทั่ง...คิดได้ว่านี่คือส่วนหนึ่งของเกมนั่นล่ะ... ถึงได้ปล่อยให้เป็นไปตามที่อีกฝ่ายต้องการ

               รสจูบของไอ้เงินทำให้ผมแทบคลั่ง ผมต้องฝืนตัวเองอย่างเต็มที่ในตอนนั้นเพื่อไม่เคลื่อนตัวตามอีกฝ่ายที่ค่อยๆ ถอนจูบออกไป เราจะทำกันทุกอย่างที่เราอยากทำ โดยมีข้อแม้เพียงข้อเดียวเท่านั้น”

               “อะไรผมถามกลับแบบไม่ค่อยจะเต็มเสียงนัก เพราะยังคงติดอยู่กับรสจูบที่ยังคงไม่จืดจาง
              
ใครบอกรักอีกฝ่ายก่อน คนนั้นแพ้

               “หึผมที่เคลิ้มๆ อยู่ถึงกับแค่นหัวเราะออกมา มันเป็นการหัวเราะแบบหัวเราะเยาะเย้ย เพราะรู้สึกผิดหวังกับกฎของเกมที่ฟังดูปัญญาอ่อนและโคตรจะน้ำเน่า ฟังดูไม่สมกับเป็นไอ้เงินเลยสักนิด แล้วใครมันจะไปโง่พูดคำว่ารักเพื่อให้ตัวเองแพ้กันวะ

               นั่นสิ ใครมันจะไปโง่กันมันเองก็เริ่มพยักหน้าเห็นด้วยบ้าง แต่ก็ยังคงความมั่นใจในกติกาของเกมที่คิดขึ้นต่อไป จนผมอดหงุดหงิดไม่ได้กับความมั่นใจที่ฉายชัดบนใบหน้าหล่อเหลานั้น

               งั้นมึงจะใช้เงื่อนไขนี้ทำไม

               กูว่ามันสนุกดี

               ตรงไหนวะ

               ผมยังคงไม่เห็นด้วย ไม่เห็นว่าจะสนุกตรงไหน มีแต่จะทำให้ต่างฝ่ายต่างปิดปากเงียบเพื่อเก็บซ่อนความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ มันตัดสินผลยาก และไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลง

               จนกระทั้งได้ฟังคำอธิบายของไอ้เงิน...

               ก็ตรงที่... ยิ่งอยากชนะมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งต้องทนเก็บความรู้สึกเอาไว้มากขึ้นเท่านั้น ถึงปากมึงจะไม่ยอมพูดอะไรออกมา แต่ใจมึงก็ยังต้องทนรู้สึกกับมันอยู่ดี กูว่านั่นล่ะ ความสนุกของเกมที่เรากำลังจะเล่นกัน :)

               ...ทำเอาผมเกือบยิ้มไม่ออก

               แต่ก็เพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้นนะ

               เสี้ยววินาทีก่อนที่ผมจะยิ้มออกมาอย่างมั่นใจในชัยชนะของตัวเอง มันเป็นรอยยิ้มอย่างคนที่ไม่คิดว่าตัวเองจะแพ้ และพร้อมทะยานลงสู่สนามแข่งโดยไม่ลังเล

               กูเอาด้วย เริ่มกันวันนี้เลย

               ตกลง

              

               หึ...

               ผมจะแพ้ได้ไง ในเมื่อผมไม่ใช่คนที่เริ่มก้าวข้ามเส้นแบ่งความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนก่อน
            มันต่างหากที่ดึงผมให้มาอยู่อีกด้านของความสัมพันธ์ที่หาทางออกไม่ได้

            เพราะฉะนั้น อย่าว่าแต่จะต้องทนเก็บความรู้สึกเพื่อชัยชนะเลย

            ผมอาจไม่มีวันที่จะรู้สึกอะไรกับมันเลยด้วยซ้ำ

 

            ตอนนั้นผมคิดกับตัวเองแบบนี้
            กระทั่งเกมบ้าๆ นั่นเริ่มต้นขึ้นมาจริงๆ

            ผมถึงได้รู้...

            ว่าผมคิดผิด...

 

            คิดผิดเหลือเกิน...

 

 

               หลายๆ ครั้งที่ผมเกลียดเกมที่เราสองคนกำลังเล่นอยู่
            ไม่ใช่เพราะมันไม่ได้สนุกอย่างที่ผมคิด
            แต่เป็นเพราะมันเอื้อความสนุกให้กับอีกฝ่ายมากกว่า
            ซึ่งก็คือไอ้เงิน

 

            การเล่นเกมความสัมพันธ์ระหว่างเราทั้งคู่มีข้อเสียที่เห็นได้ชัดที่สุดอย่างหนึ่ง คือการที่เปิดโอกาสให้ไอ้เงินสามารถตักตวงความต้องการของมันจากนร่างกายของผมได้อย่างเต็มที่

               กฎที่เพิ่มเข้ามาภายหลังคือเราไม่สามารถปฏิเสธความต้องการของกันและกันได้ ผมต้องปล่อยให้มันกอดจูบลูบคลำผมทุกครั้งที่มันต้องการ และยิ่งไปกว่านั้น ผมต้องถูกมันลากขึ้นเตียงครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่เห็นถึงความแฟร์
              
               อะไรมันจะไปแฟร์ได้
            ในเมื่อมันคือฝ่ายที่กระทำผม
            ปลดปล่อยความต้องการของตัวเองได้อย่างเต็มที่
            ในขณะที่ผมได้แต่นอนรองรับอารมณ์เหล่านั้น

            และกระดากอาย... เกินกว่าที่ร้องขอให้มันช่วย...

 

            แต่นั่นก็เป็นข้อเสียเพียงไม่กี่เรื่องที่เกิดขึ้น

            และผมต้องยอมรับว่ามีข้อดีอีกมากมายที่เกิดขึ้นจากการที่ผมได้อยู่กับมัน

 

               ผมยอมรับว่าการได้เล่นเกมกับมันเปลี่ยนชีวิตผมไปโดยปริยาย ผมแทบจำไม่ได้ว่า ‘ก่อนเคยเป็นมายังไงในวันที่ยังไม่มีไอ้เงินเข้ามาในชีวิต

               การได้มีความสัมพันธ์พิเศษกับคนอย่างไอ้เงินช่วยเปิดโลกใบใหม่ให้กับผมหลายต่อหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการที่ผมได้รู้ว่าตัวเองเป็นพวก ‘ขี้เหงา’ ซะจนเข้าขั้นดราม่า

               การอยู่เพียงลำพังในบ้านกลายเป็นสิ่งไม่คุ้นชินอีกต่อไป

               พอไม่มีไอ้เงินอยู่ด้วย จากสถานที่ที่คุ้นเคยก็กลายเป็นสถานที่ที่น่าหวาดหวั่นไปได้

              

               จริงๆ อาจฟังดูไม่ดีนัก

            แต่ผมยอมรับว่าการไม่มีแม่ในบ้านไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไปแล้ว

            เพราะผมมีไอ้เงิน 

            และไอ้เงินก็จะมีผมเสมอ

            นั่นล่ะ คือสิ่งที่ผมรู้สึกว่าโลกของผมเปลี่ยนไป

            และผมก็ยังไม่เคยคิดที่จะแก้ไขเลยสักที

            ทั้งที่มันไม่ใช่เรื่องดีที่จะเอาชีวิตไปผูกติดกับใครไว้

            เนื่องจากวันใดถ้าไม่มีเขาขึ้น เราอาจจะอยู่ลำพังไม่ได้

 

               ไปเที่ยวกัน

               นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่นับว่าการมีเงินในชีวิตคือการเปิดโลกใบใหม่ให้กับตัวของผมเอง

               การตอบรับการไปเที่ยวกับไอ้เงินเหมือนเป็นการเปิดประสบการณ์ที่ลำพังแค่ตัวผมก็อาจจะยังไม่สามารถหามาให้กับตัวเองในช่วงก่อนจบมัธยมได้

               สถานที่นั้นมีชื่อว่า... 

               มันเป็นภาษาจีนที่ผมไม่เคยรู้ความหมาย รู้แค่ว่าบางคนก็อ่านว่า ‘หลัน’ ในขณะที่บางคนก็อ่านว่า ‘หลาน

               บางคนและบางคนที่ว่าก็คือผมกับไอ้เงิน

              

               ผมอ่านว่าหลัน มันอ่านว่าหลาน

              

               มันเป็นผับใต้ดินที่อยู่ชั้นใต้ดินในย่านๆ หนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านของผมนัก ไอ้เงินค้นพบที่นี่เพราะมีรุ่นพี่ที่สนิทกันแนะนำมา มันบอกว่า...

               ร้านนี้อายุไม่ถึงก็เข้าได้

               จริงหรอวะ

               จริงสิ แถมไฟในร้านเป็นสีน้ำเงินด้วย มึงต้องชอบแน่

               แล้วก็เป็นจริงอย่างที่มันว่าทุกประการ

               อายุไม่ถึงไม่ใช่ปัญหาของร้านหลัน และคนเฝ้าประตูก็กังวลกับการแฝงตัวมาของตำรวจนอกเครื่องแบบ มากกว่าที่จะสนใจว่าคนที่มาอาจจะยังอายุไม่ถึงเกณฑ์

               จริงๆ ผมไม่ควรที่จะชอบที่นี้เลยแม้แต่น้อย มันร้อนนิดๆ และแออัดไปด้วยกลุ่มชายรักชายจำนวนมากที่เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศเพื่อปลดปล่อยไปกับค่ำคืนที่ไม่อาจเปิดเผยให้คนภายนอกรับรู้ได้

               แต่ผมก็ชอบมัน

               ชอบที่มันเป็นสีน้ำเงินอย่างที่ผมชอบ

               และชอบที่ไอ้เงินมันรู้ว่าผมต้องชอบเพราะเป็นร้านที่เต็มไปด้วยสีที่ผมชอบมาตลอดทั้งชีวิต

               มันแสดงให้เห็นว่าไอ้เงินจำในสิ่งที่ผมบอกมันได้

               มันใส่ใจผม

               และผมก็มีโอกาสที่จะชนะเกมที่เราต่างเล่นกันอยู่ในตอนนี้

 

               ก็ถ้าคนมันไม่คิดอะไร มันจะมาใส่ใจกับอีแค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ทำไม จริงไหม?

 

               ความคิดนั้นทำให้ผมเผลอยิ้มกับตัวเอง และจำต้องสะดุ้งเมื่อถูกคนข้างๆ ถามขึ้นมาในระหว่างที่กำลังคิด

               ไอ้ชล

               อะ...อะไร

               จะแดกอะไร

               มึงแดกอะไรล่ะ

               ผมถามมันกลับ ไม่ใช่อะไรหรอก ผมไม่รู้ว่าผมต้องแดกอะไร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ใช่สิ่งที่ผมคุ้นเคยและจะสามารถบอกชื่อออกไปเพื่อสั่งตามความต้องการของตัวเองได้

               กูอยากกินจิน

               งั้นหรอ” ผมแกล้งทำเป็นเออออ แต่ไม่แน่ใจเลยสักนิดว่าไอ้เครื่องดื่มที่ชื่อว่า ‘จิน’ ที่มันพูดถึงอยู่คืออะไร “งั้นกูเอาด้วย

               ไอ้เงินเลิกคิ้วสูง ดูไม่ค่อยอยากจะเชื่อนักว่าผมต้องการเครื่องดื่มแบบเดียวกับมัน

               เออ เอาเหมือนมึงนั่นแหละ กูขี้เกียจเรื่องมาก

               ผมจึงต้องตัดจบด้วยการกวักมือไล่ ให้มันไปให้พ้นๆ ผมจะได้ไม่ต้องหลบซ่อนความอายจะการพยายามทำเป็นคนรู้เรื่องเหล้าของตัวเอง

               พอไอ้เงินไม่อยู่ ผมก็พยายามสำรวจไปรอบๆ ร้าน ดูเหมือนว่าคืนนี้จะมีคนมามากกว่าทุกคืน ไม่ใช่แค่ทุกโต๊ะที่เต็ม แต่พื้นที่ระหว่างโต๊ะเองก็แทบจะไม่มีที่เหลือให้ยืนอีกต่อไปแล้ว

               ผมกับไอ้จินเองก็ยืนอยู่ในมุมเล็กๆ ระหว่างเสากลางร้าน ตรงจุดนี้มีคนพลุกพล่านซะจนผมอยากจะชวนให้ไอ้เงินเปลี่ยนไปยืนกันที่อื่นแทน

               เสียงดนตรีจากดีเจคนดังของ  ดังกระหึ่มขึ้นเมื่อถึงเวลา ผู้คนในร้ายเริ่มวาดลวดลายการเต้นไปกับแสงสีน้ำเงินของร้าน

               จะว่าไปที่นี่ก็ไม่ต่างอะไรจากอควาเรียมขนาดใหญ่ที่มีฝูงปลาแหวกว่ายอยู่ เพียงแต่ในอควาเรียมของสัตว์ทะเลนั้น...

               บะ...เบาหน่อย โอ๊ยยยยย

               ไม่ได้มีเสียงสมสู่ของมนุษย์แบบนี้

 

               มันเริ่มแล้ว

 

               พอเสียงดนตรีจากดีเจคนดังเริ่มบรรเลงขึ้น การมั่วเซ็กส์ที่ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมโดยปกติทั่วไปของ  ก็เริ่มบรรเลงตาม

               ผมจะไม่รู้สึกว่ามันเป็นปัญหาเลย ถ้าเกิดว่าผมที่ยืนอยู่เฉยๆ เพื่อรอไอ้เงินจะโดนประกบด้วยผู้ชายสองคนที่พุ่งตรงเข้ามา

               พวกเขาหน้าตาดีทีเดียว ทำเหมือนอยากที่จะเต้นกับผม แต่สักพักเข้า พวกเขาก็เริ่มแสดงออกชัดในสิ่งที่ต้องการ

               ขอโทษนะครับ

               ผมเลือกที่จะปฏิเสธอย่างสุภาพ เพราะเข้าใจดีว่าการมาที่นี่อาจถูกมองเป็นคนที่มีความต้องการที่จะมั่วเซ็กส์ได้ หากแต่ผู้ชายสองคนนี้กลับไม่ฟัง เริ่มใช้ความแออัดเข้ามาประชิดผมมากขึ้น และก็เริ่มต้อนผมให้จนอยู่ในมุมที่เกือบจะลับตา

               พวกเขาไม่มีใครพูด ไม่แม้แต่จะเอ่ยขอว่าต้องการอะไร ทำเพียงแค่ช่วยกันบดเบียดผมให้โอนอ่อนผ่อนตามไปกับความต้องการนั้น

               นั่นจึงเป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มมองหาไอ้เงิน เพราะรู้สึกกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับตัวเอง และก็คงที่จะมีมันเท่านั้นที่จะช่วยเหลือผมได้ ท่ามกลางผู้คนที่เปลือยเปล่ากันซะเป็นส่วนใหญ่อยู่ในตอนนี้

               ทว่า...

               ปล่อย!”

               ผมกลับมองหามันไม่เจอ

               มันไม่ได้อยู่ในที่ที่ควรอยู่

               มองไปทางไหนก็ไม่เจอมันเลย

               ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้

               มันโดดเด่นจะตาย

               แล้วมันก็ตัวสูงมาก

               แต่ผมกลับมองไม่เห็นแม้แต่เงาของมันอยู่ในที่แห่งนี้!

               ปล่อยนะพี่!”

               ไม่มีใครฟังผมเลย

               ชะ...ช่วยด้วย!!”

               ต่อให้ผมร้องขอความช่วยเหลือเท่าไหร่ก็ไม่มีใครฟังผม

               ทุกคนสนใจอยู่กับความต้องการของตัวเอง บ้างติดพันอยู่กับการกระแทกคนตรงหน้า บ้างก็ก้มๆ เงยๆ อยู่ที่หว่างขาของคนอื่น และบ้าง...ก็กำลังติดพันอยู่ระหว่างการถูกกระแทกกระทั้นทั้ง ‘หน้า’ และส่วนหลังของตัวเอง

               ผมพยายามสะบัดตัวสุดแรงเพื่อให้พ้นจากมือที่รุมทึ้งตัวผมเหมือนฝูงซอมบี้ ดูก็รู้ว่าพวกมันไม่เกรงกลัวที่จะข่มขืนใครสักคนให้หนำใจ

               ตอนนั้นผมทำได้แค่ดิ้นรนต่อสู้

               เหมือนเหยื่อที่พยายามจะแหวกว่ายออกไปให้ไกลจากขมเขี้ยวของมฤตยู

               ปล่อยนะเว้ย!!!”

               มึงอยู่ไหนวะเงิน

               มึงช่วยกูด้วย

               ช่วยด้วย

               ช่วย...

               ขอโทษนะพี่ ผมขอแฟนผมคืนหน่อย

               มันมาแล้ว... 

               ไอ้เงินที่หายหัวไปกลับมาแล้วอย่างที่ผมต้องการ!

               ผมไม่ได้รู้สึกประหลาดอะไรที่มันใช้คำว่า ‘แฟน’ เรียกแทนตัวผม เพราะเข้าใจดีว่าถ้าไม่อ้างอย่างนั้นก็คงจะดึงตัวผมออกไปไม่ได้

               ผู้ชายสองคนนั้นตอนแรกก็เหมือนว่าจะไม่ยอมหรอกนะ แต่พอไอ้เงินเริ่มวางหน้านิ่ง และแผ่รังสีอำมหิตออกมา พวกเขาทั้งคู่ที่เป้ากางเกงกำลังโป่งนู่นก็จำต้องล่าถอยไป เหลือไว้เพียงผมที่ซัดหมัดเข้าที่อกของไอ้เงินเต็มแรง

               กูเกือบโดนพวกมันข่มขืนแล้วรู้ไหม!”

               กูก็มาช่วยแล้วนี่ไง

               ไอ้เงินยื่นเครื่องดื่มให้ผม ดูไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยสักนิดที่ผมเกือบโดนหลุมโทรมโดยคนแปลกหน้า

               เชื่อมันเลย ไอ้เหี้ยนี่

               แล้วนี่มึงไปไหนมา

               ผมกระชากแก้วว่าดื่มรอคำตอบอย่างไม่สบอารมณ์

               สัด ขมเหี้ยๆ นี่น่ะหรอจิน ไม่อร่อยเลยสักนิด รสชาติทุเรศมาก ขอแช่งให้คนคิดค้นที่อาจจะตายห่าไปแล้วและอาจจะมาเกิดใหม่แล้วตายห่าไปอีกรอบ!

               กูก็ไปเอาเหล้าให้มึงนี่ไง

               แล้วทำไมกูถึงไม่เห็นมึงอยู่ที่บาร์

               สงสัยวันนี้คนเยอะมั้ง” มันยักไหล่ ดูไม่จริงจังกับสิ่งที่ผมถาม “เมื่อกี้นี้กูเองก็เกือบจะมองหามึงไม่เจอเหมือนกัน

               ดีจริง

               ผมอดที่จะประชดไม่ได้ เมื่อคิดว่าถ้ามันเห็นผมช้ากว่านี้ คงได้เจออีกทีตอนถูกรุมเอาทั้งหน้าและหลังแน่

               หงุดหงิดว่ะ!

               หงุดหงิดที่มันไม่แสดงอาการเป็นห่วงผมเลย มันทำเหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร จนผมต้อข่มอารมณ์ของตัวเองแล้วหันหน้าหนีมากระดกจินอยู่เงียบๆ

 

               พยายามไม่คิดว่าถ้าผมถูกคนอื่นข่มขืนเข้าจริงๆ มันก็คงไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร

 

               เฮ้ย ไม่เอาดิ

               เออ ดีหน่อยที่อย่างน้อยมันก็ยังจับสังเกตความผิดปกติจากผมได้ จึงรีบย้ายตัวมายืนอยู่ตรงหน้าผมอีกครั้ง และรั้งไว้เพื่อไม่ให้ผมหันหนีไปอีกทาง

               ไม่ต้องมายุ่งกับกูเลยสัด

               โห่ อย่างอนดิวะ กูเองก็ไม่ได้อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นนะเว้ย

               จริงหรอวะ?

               กูรู้ แต่... กูก็ยืนอยู่ที่เดิมเปล่าวะ ทำไมมึงถึงมองไม่เห็นกู กูไม่เข้าใจ

               จริงนะเว้ย ไอ้ผมน่ะจะมองไม่เห็นไอ้เงินมันไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก เพราะมันอาจย้ายตัวไปนู่นมานี่จนผมจับสายตาหาไม่เจอ แต่มันเนี่ยดิ ผมยืนอยู่ตรงนี้แท้ๆ ขยับถอยมาไม่ถึงสามก้าวด้วยซ้ำ มันจะไม่เห็นผมให้เร็วกว่านี้ได้ยังไง

               ก็กูไม่เห็นจริงๆ นี่หว่า กูไม่ได้แกล้งนะเว้ย” ไอ้เงินพยายามแสดงความบริสุทธิ์ใจเต็มที่ ”งั้นเอางี้” แล้วก็เหมือนว่ามันจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงคว้าแก้วไปจากมือผมกระดกทั้งสองในมือจนเกลี้ยง และวางพวกมันเอาไว้ที่พื้นแถวนั้น ก่อนจะเริ่มลากผมไปแถวๆ บริเวณเวที

               อะไรของมึงเนี่ย

               ผมรู้สึกทำตัวไม่ถูกเลยที่จู่ๆ ก็ถูกลากให้มายืนหันหน้าเข้าหากันตรงนี้ ในขณะที่อีกฝ่ายดูจะจริงจังมากกับการที่จะบอกไรกับผม

               สัด คงไม่ใช่ว่ามันจะบอกรักผมหรอกนะ?

               กูจะสอนอะไรให้มึงอย่าง

               อะ...อะไร

               โอเค อย่างน้อยก็ไม่ใช่การบอกรัก

               ไม่ใช่ว่าไม่อยากชนะเกมหรอกนะครับ

               แต่คิดว่าตัวเองยังไม่พร้อมที่เห็นมันแพ้ตอนนี้จริงๆ

               ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม

               จำไว้นะ ถ้ามึงหากูไม่เจอเมื่อไหร่ ให้มึงทำตัวเด่นเข้าไว้ แล้วกูสัญญาว่ากูจะรีบมา โอเคไหม

               หมายความว่าไง” ให้ทำตัวเด่นเนี่ยนะ ต้องทำไงเล่า

               ทำแบบนี้

               พูดจบแค่นั้น มันก็ดึงผมให้ขึ้นไปอยู่บนเวทีที่ถูกจับจ้องโดยคนทั้งร้าน ส่งผลให้ดีเจชี้ไม้ชี้มือมาที่พวกเราเหมือนต้องการให้ผมกับไอ้เงินเต้นโชว์

               ผมไม่ทำแน่ ผมบอกเลย ผมไม่ใช่คนกล้าแสดงออกขนาดนั้น ในขณะที่ไอ้เงินเริ่มขยับไปตามจังหวะของเพลงที่ดังกระหึ่มไปทั่วทั้งร้าน

               ความโดดเด่นของมันจับทุกสายตาของนักเที่ยว ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มที่กำลังมั่วเซ็กส์กันอยู่ก็ยังไม่วายที่จะหันมาสนใจ

               ผมว่ามันตลกสิ้นดีที่ไอ้เงินมันเลือกที่จะแนะนำผมแบบนั้น ไอ้การให้ทำตัวเด่นโดยการขึ้นมาเต้นบนเวทีเพื่อมันจะได้มองหาผมเจอเนี่ย ช่างเป็นวิธีที่สิ้นคิดเสียจริง

 

               แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังยิ้มนะ

            แม้ว่าจะผละหนีลงมาจากเวทีแล้ว

            แต่ก็ยังคงยิ้มให้กับไอ้เงินอยู่ที่ขอบเวทีตรงนี้ไม่ไปไหน

 

            มันเองก็เหมือนกัน

            ถึงจะเต้นโชว์เท่จนตกเป็นอาหารตาชั้นดีของพวกหื่นกระหายทั่วทั้งร้าน

            หากแต่มันก็ยังคงมองมาที่ผมอยู่เรื่อยๆ

            คอยส่งยิ้มมาให้

            และทำเหมือนกับว่าจะไม่ยอมให้ผมหายไปจากสายตา...

 

               ผมยอมรับว่าในคืนนั้นผมไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

               การเที่ยวร้าน  กับมันในคืนนี้ทำให้ผมได้รู้ว่า โอเค... ผมคิดผิดอีกครั้งที่ว่าตัวเองจะไม่มีทางรู้สึกอะไรกับไอ้เงินเหมือนอย่างที่เคยคิดไว้

 

               เพราะผมรู้สึก

            รู้สึกมากด้วย

 

            แม้ว่าจะไม่ได้แสดงอะไรออกไป

            แต่ผมก็รู้สึกกับมันเข้าแล้วจริงๆ

 

            เพียงแค่...

            มันยังไม่มากพอที่จะทำให้ผมอยากพูดคำว่า ‘รัก’ ออกไปเท่านั้น

            มันก็แค่นั้น

 

            แค่นั้นจริงๆ

 

 

            ผมยอมรับว่าผมไม่ใส่ใจ

            ไม่เคยคิดที่จะต้องทำตัวให้เด่นเข้าไว้เพื่อที่ไอ้เงินมันหาเจอ

 

            ก็เราอยู่ด้วยกันตลอดนี่

            เรากลายเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันไปแล้ว

 

               ถ้าไม่เกิดเหตุขึ้นอย่างในคืนนั้น ผมก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกลัวอะไร ในเมื่อหันไปทางไหนก็เจอมันอยู่ดี มันอยู่ในทุกๆ ที่ผมอยู่ ไปในทุกที่ที่ผมไป ไม่ต้องอะไรนะ ขนาดในวันที่ไม่คิดอยากเจอก็ยังต้องเจอกันตั้งแต่ตื่นลืมตา

 

               เราเกือบที่จะตัวติดกันตั้งแต่ตื่นจนหลับใหล

 

               ผมไม่รู้สึก ‘เหงา’ หรือว่า ‘โดดเดี่ยว’ อีกต่อไป เพราะผมรู้ดีว่าผมจะมีมันอยู่ข้างๆ กันเสมอนับจากนี้

               จนกระทั่ง...

               มาอะไรตอนนี้วะเนี่ย

               ไอ้เงินมาปรากฏตัวอยู่ที่หน้าบ้านตอนเกือบจะห้าทุ่ม ตอนนี้เราทั้งคู่เรียนจบ .6 แล้ว เราใช้เวลาช่วงปิดเทอมใหญ่ด้วยกันอย่างยาวนานจนลืมนึกไปเลยว่าต้องเข้ามหาลัยต่อไปในอนาคต

               โทษทีผมตั้งใจจะเปิดประตูรั้วให้มัน ไม่ได้รู้สึกสักนิดว่ามันต้องขอโทษ เพราะถ้าวันนี้แม่ที่มาจากใต้ไม่ขอให้ผมอยู่บ้านเพื่อออกไปหาอะไรกินข้างนอกด้วยกัน ผมเองก็คงต้องไปนอนกับมันอยู่ดี “เฮ้ยไม่ต้อง เดี๋ยวกูก็กลับแล้ว แค่จะมาถามอะไรมึงนิดนึง

               อะไรวะ” ทำไมมันถึงต้องรีบร้อนขนาดนี้ด้วย

               ยิ่งตอนที่ไอ้เงินขยับเข้ามาประชิดรั้ว ก้าวพ้นจากความมืดมาต้องกับแสงจากหลอดไฟหน้าบ้าน ผมยิ่งสังเกตความผิดปกติจากมันได้มากขึ้น 

               มันยิ้มให้... แต่กลับดูแปลกไปถนัดตา...

               ผมอ่านความรู้สึกของมันไม่ได้ ผมไม่เก่งเรื่องนี้ ไม่เก่งเลยที่จะบอกว่าไอ้เงินมันคิดหรือว่ารู้สึกอะไร ซึ่งมันแปลกมาก มันจะเป็นไปได้ยังไงที่ผมอ่านความรู้สึกของคนหลายคนได้ แต่กลับอ่านใจของ ‘เพื่อนสนิท’ คนนี้ไม่เคยออกเลย

 

               เหมือนพื้นที่ส่วนนั้นถูกปิดไว้ไม่ให้ผมล่วงรู้

            ปิดไว้ให้เป็นความลับของจักรวาล

            ยากที่จะหาคำตอบ

            และผมก็ปากหนักเกินกว่าที่จะถามออกไป

 

            ทั้งที่มันคือทางเดียว ที่จะทำให้ผมสามารถเข้าถึงความจริงส่วนนั้นได้

            แต่ผมก็ไม่ทำ...

 

            ผมนี่แม่ง...

 

               กูแค่จะมาถามว่า พรุ่งนี้มึงจะไปส่งกูไหม”

               “ไปส่ง?” อะไรวะ จู่ๆ ก็มาถามแบบนี้ ไม่เข้าใจว่ะ “มึงจะไปไหน

               “กูจะไปเชียงใหม่ว่ะ

               ไปเที่ยว?” ถ้าแค่นั้นไม่ส่งนะเว้ย ขี้เกียจ ขอนอนอยู่บ้านดีกว่า

               แต่ไอ้เงินกลับส่ายหน้า

               ส่ายหน้าและเงียบไป

               เงียบไปทั้งที่ยังยิ้ม

               เป็นยิ้มที่ดู... ไม่มีความหมายของการยิ้มเลย...

               เปล่า” ไอ้เงินหันกลับมาสบตาผมอย่างจริงจัง จนผมเริ่มรับรู้ได้ถึงสัญญาณบางอย่างที่ตัวเองอยากจะวิ่งหนีให้ห่างออกไป... “กูไม่ได้จะไปเที่ยว

               แล้วมึง...”

               แต่กูจะไปเรียนต่อ”

               ...”

              

               ผมถึงกับเงียบ...

 

               ยืนเงียบอยู่อย่างนั้นนานนับนาที

            กว่าที่จะสามารถถามอีกฝ่ายกลับไปว่าเป็นมายังไงก็เกือบนาทีหนึ่งเข้าไปแล้ว... 

 

               สรุปคือ... มันติดหมอของมหา'ลัยดังที่นั่นตั้งแต่ก่อนจะมาตีปิงปองกับผมด้วยซ้ำ

               มันไม่เคยบอกผมเลย

               และผมเองก็ไม่เคยถามถึงเรื่องนี้

               ผมคิดมาตลอดว่ามันคงเรียนในกรุงเทพฯ

               คิดมาตลอดว่าการที่มันไม่พูด อาจเป็นเพราะมันอายที่จะบอกกับใครต่อใครว่ามันเรียนมหา'ลัยที่ไม่มีชื่อเสียงในกรุงเทพฯ

 

               แต่ความจริงมันไม่ใช่แบบนั้น

 

               ไอ้เงินไม่ได้เรียนต่อในกรุงเทพฯ แต่กำลังจะไปเรียนต่อที่เชียงใหม่ ไปอยู่ในคณะดีๆ ที่อยู่ในมหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศ

               ผมผิดถนัด

               และรู้สึกว่าไม่ควรที่จะเดานั่นเดานี่ในชีวิตอีกต่อไป

               ผมมันเป็นพวกสันนิษฐานแย่

               แย่มากเหลือเกิน

               ตกลงว่ามึงจะไปส่งกูไหมวะ

               โอเค... คำถามเดิมย้อนกลับมาอีกครั้งหลังจากที่มันเล่าให้ฟังถึงรายละเอียดเรื่องการไปเรียนต่อมหา'ลัยที่ผมไม่เคยรู้

               ไปสิ ทำไมจะไม่ไป สิบโมงใช่ไหม

               ใช่ สิบโมง สุวรรณภูมิ

               เออ” ผมพยักหน้าเป็นอันว่ารับรู้ “งั้นไว้เจอกันพรุ่งนี้

               “...”

               แต่ไอ้เงินกลับเงียบ...

               มันทำเหมือนว่าจะพูดอะไรตอนที่โน้มตัวข้ามรั้วระดับออกมา

               ทว่าสุดท้ายก็ชะงัก... ถอยกลับไปยืนเป็นปกติดังเดิม และตอบกลับมาเพียงแค่คำว่า...

               โอเค”

               ...คำเดียวเท่านั้น

 

               ก่อนที่มันจะเดินจากไปโดยไม่หันกลับมา

 

               “...”

               ผมกำมือแน่น

               บอกกับตัวเองว่ามันยังไม่ได้ไปไหน

               มันยังอยู่จนถึงพรุ่งนี้

               นี่เป็นแค่การเดินจากไปเพื่อกลับบ้านของมันเท่านั้น

               ไม่ใช่การลาจากจริงๆ อย่างที่ผมหวาดกลัว

 

               ผมต้องเข้มแข็ง

               ผมบอกกับตัวเองแบบนั้น

               แต่เพราะไม่ได้จับยึดรั้วเอาไว้แต่แรก

               ผมถึงได้ทรุดนั่งลงกับพื้น

              

               นั่งลง... ภายใต้แสงไฟที่ไม่อาจส่องสว่างเข้ามาในใจของผมได้...

 

               ผมไม่ได้ร้องไห้ออกมาเลยในคืนนั้น

               แต่การจินตนาการว่าหลังจากนี้จะไม่มีมันอยู่ด้วยกันอย่างที่ผ่านมาแล้ว

 

               ผมกลับฝันว่า... ตัวเองแตกสลายไปตลอดกาล...


จบตอน


หากไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป

ฝากแสดงความคิดเห็นติชมสำหรับเพื่อเป็นกำลังใจและการปรับปรุงในครั้งถัดไปด้วยนะครับ

นอกจากนี้ ฝาก #คู่รักสีน้ำเงิน เสียงดังๆ 555+

หากต้องการพูดคุยถึงนิยายเรื่องนี้ในทวิตเตอร์นะครับ


ขอบคุณครับ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

33 ความคิดเห็น

  1. #29 hh_9094 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2562 / 15:45
    ทำไมเป็นแบบเน้ ฮื่อๆๆๆ
    #29
    0
  2. #18 makok_num (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 / 03:12
    ชอบจังเลยการเดิมพันเนี่ย 5555 แต่รู้ผลตั้งแต่เริ่มแล้วล่ะนะ กอดปลอบน้องชล

    ภาษาสวยมากเลยค่ะ จบตอนได้ดีปมาก รู้สึกดิ่งตาม

    ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆนะคะ :)
    #18
    0
  3. #14 ตัวแม่* (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 / 20:14

    ชอบตอนจบตอนนี้ ชอบมู้ดแอนด์โทนที่ลิงก์กับสีน้ำเงิน

    อยากรู้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะเป็นยังไงต่อดีน้าาา

    #14
    0
  4. #13 ตัวแม่* (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 / 20:12

    ภาษาเวิร์คว่ะ

    #13
    0
  5. #12 tianyixing (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 / 03:13
    พอจะหายเหงาเค้าก็จะไป?
    เริ่มรู้สึกกันทั้งสองฝ่ายแต่กลัวแพ้สินะ
    #12
    0