คู่รักสีน้ำเงิน (end.)

ตอนที่ 2 : Chapter One

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 216
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    12 ก.ย. 61

Chapter One


 

            โต๊ะปิงปองสีน้ำเงินเข้มสามโต๊ะหน้าห้องพยาบาลคือความทรงจำที่ดีที่สุดที่ผมจะหวนนึกถึง...ในสมัยที่ยังคงศึกษาอยู่ในระดับมัธยมปลาย...

               ไม่ใช่เพราะว่ามันพิเศษสำหรับผมมากกว่าอย่างอื่นหรอกนะ แต่เป็นอย่างอื่นต่างหากที่ไม่เคยทำให้ผมได้เห็นความพิเศษของสิ่งเหล่านั้นเลย

               ผมควรจะต้องนึกถึงครูเป็นอย่างแรกหรอ?

               ไม่ล่ะ ไม่เห็นจะน่าสำคัญตรงไหน ผมเคยโง่มาแล้วครั้งหนึ่งที่คิดว่าคุณครูทุกคนจะจดจำลูกศิษย์ทุกคนได้ แต่พอถึงวันที่เด็กทั้งสายชั้นวิ่งเข้าหาพวกเขาเพื่อแสดงตนเป็นศิษย์ผู้กตัญญูต่อครูบาอาจารย์ ผมกลับได้รับคำถามกลับมาว่า...

               นี่เธอชื่อว่าอะไรนะ?”

               ...ทั้งที่ผมคิดว่าคุณครูท่านนั้นคือคุณครูที่ผมสนิทที่สุดในโรงเรียน

               เท่านั้นล่ะ ผมก็ขอลาขาด ไม่สนว่าใครจะดีแค่ไหน สนแค่ว่าใครจะให้เกรดอะไรเท่านั้นพอ

               แล้วเพื่อนล่ะผมควรให้ความสำคัญกับพวกมันไหม?

               ไม่จำเป็นเลย’ นั่นคือคำตอบที่ผุดขึ้น

               ผมไม่ได้สนิทกับใครเป็นพิเศษอยู่แล้ว ไม่ว่าจะกลุ่มหญิงหรือว่ากลุ่มชาย สถานะของผมกับพวกเขาคือ ‘เพื่อนร่วมห้อง’ ที่ดีต่อกันเท่านั้น

               ซึ่งง่ายดี

               การไม่สนิทกับใครเป็นพิเศษทำให้ผมได้รับผลกระทบไม่มากนักในวันปัจฉิมนิเทศ เพื่อนคนอื่นเขาวิ่งเข้าหากัน กอดกัน แล้วก็ร้องไห้ แต่ผมกลับนั่งห้อยขาอยู่บนเวทีหน้าเสาธง สำรวจพวกมันไปเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดสายตานิ่ง...นาน... อยู่ที่โต๊ะปิงปองสีน้ำเงินเข้มทั้งสามโต๊ะ

               รู้สึกใจหายที่คงจะไม่ได้กลับมาเล่นกับมันอีกแล้ว

               ไอ้สัสชล มึงแม่งไม่คิดจะแพ้บ้างเลยหรือไงวะ!”

               กติกาการใช้โต๊ะปิงปองไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก ‘ใครแพ้’ คนนั้นออก ให้คนที่รอต่อคิวอยู่เข้ามาแข่งขันกับผู้ชนะคนล่าสุดแทน

               ซึ่งผมเนี่ยล่ะ คือ ‘ไอ้สัสชล’ ผู้ที่ไม่เคยแพ้ใคร และก็ยากที่ใครจะสามารถโค่นให้ออกจากโต๊ะหมายเลขหนึ่งได้ เว้นเสียแต่ว่าผมจะเป็นคนขอออกไปจากการแข่งขันซะเอง

               เอ้า ก็แล้วทำไมกูต้องแพ้ด้วยวะ

               มันไม่ได้ผิดนะที่ผมไม่คิดจะแพ้ ถ้าเล่นแล้วไม่พยายามที่จะชนะ เราจะเล่นกันไปทำไมผมเลยคิดว่าการปาไม้ปิงปองทิ้งหลังจากที่เสียแต้มสุดท้ายของไอ้มนตรีออกจะเป็นอะไรที่หัวร้อนไปสักหน่อย

               งั้นมึงก็เล่นไปคนเดียวเลยเลยไป!”

               เลยปล่อยให้มันกระฟัดกระเฟียดจากไปอย่างไม่คิดที่จะตามไปง้อ

               ช่างหัวแม่งเหอะ ผมเล่นกับคนอื่นก็ได้

               คนต่อไป

               “...”

               ไม่มีหรอ?”

               “...”

               เออ งั้นกูกลับก็ได้

               แต่นั่นล่ะปัญหา เมื่อคุณเก่งอะไรสักอย่างจนไม่มีใครสามารถต่อกรกับคุณได้ คุณจะกลายเป็นคนที่ไม่มีเพื่อนเล่นในทันที...

               ทุกคนเอาแต่ยืนนิ่ง ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ว่าใครคือคิวต่อไป มันเป็นแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว และเกมการแข่งขันบนโต๊ะหมายเลขหนึ่งก็จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อผมจากไป

               เยี่ยมไปเลย

               เดี๋ยวสิ

               แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้คว้ากระเป๋าขึ้นมาสะพาย เสียงของใครสักคนที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนก็เอ่ยรั้งตัวผมไว้ ผมเลยเลือกที่จะหันกลับไปหาแค่ครึ่งตัวเท่านั้น ตั้งใจแค่จะถามว่ามีอะไร ถ้าไม่น่าสนใจก็คงจะกลับเลย เพราะชักรู้สึกเซ็งเต็มทนแล้ว

               มีอะไร...”

               แต่ผมกลับต้องชะงัก...

               กูขอเล่นกับมึงหน่อยดิ

               และนั่นล่ะ... คือครั้งแรกที่ผมได้รู้จักกับมัน...

               ผมแทบละสายตาจากมันไม่ได้

               เงินมันเป็นเหมือนกับเด็กมหาลัยร่างกายสมบูรณ์พร้อมที่ยังคงอยู่ในชุดนักเรียนม.ปลาย นั่นล่ะที่ทำให้มันดูโดดเด่นกว่าคนรอบข้าง

               สิ่งที่ผมชอบที่สุดคือความหล่อแบบดิบๆ เถื่อนๆ ที่ยากจะหาได้ในเด็กวัยนั้น การอยู่ใกล้มันจึงเหมือนได้อยู่กับบุคคลอันตรายที่เคยออกมาเผชิญโลกกว้างมานับครั้งไม่ถ้วน

               คุณไม่รู้หรอกว่ามันกบฏแค่ไหน

               และคุณก็ไม่รู้หรอกว่ามันทำอะไรได้บ้าง

               ความจริงที่แน่นอนก็คือคุณจะไม่สามารถปฏิเสธมันได้

               คุณจะไม่มีวันก้าวออกมาจากมันได้

               ไม่ใช่เพราะว่ามันดีกับคุณ 

               แต่เป็นเพราะมันคือมัน

               รอยยิ้มและเสน่ห์ของมันเหมือนกับดักที่คุณไม่เคยหวั่นกลัว

               ไม่ใช่ว่าคุณเก่งนะ คุณรู้แน่ว่ากับดักนั้นอันตรายมาก

               แต่คุณก็พร้อมที่จะถลำลึกลงไป... เหมือนคนโง่...

               นั่นล่ะ คือความน่ากลัวของมัน

               และทั้งหมดนั้นคือมุมมองที่คุณจะได้รับรู้เหมือนกับกับผม...ภายหลังจากที่คุณได้รู้จักมันมาเป็นอย่างดีแล้ว...

               เอาสิ

               ผมตอบรับ ไม่รู้อะไรดลใจให้หยิบไม้กลับมาลงสนามอีกครั้ง ทั้งที่คิดเอาไว้แล้วว่ายังไงก็จะไม่กลับไปเล่นต่อเด็ดขาด

               มึงเริ่มก่อนไหม

               ไม่ มึงเริ่มก่อนเลย

               พอได้ยินแบบนั้น ไอ้เงินก็พยักหน้า ยิ้ม และเริ่มเสิร์ฟ

               จากจุดนั้นเอง มันคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกคนต่างเรียกไอ้เงินว่า...


               ...คู่แข่งตัวจริงของไอ้ชล


               ใช่ครับ ทุกคนพากันเรียกมันแบบนั้น ซึ่งผมไม่เคยไม่คิดที่จะเห็นด้วย การได้แข่งปิงปองกับมันจุดไฟนักสู้ในตัวผมให้กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง

               การแข่งระหว่างผมกับมันเป็นไปอย่างสนุกสนานและท้ายทาย ผมรู้สึกใจเต้นแรงเมื่อรับรู้ได้ถึงความเสี่ยงที่ตัวเองอาจ ‘พ่ายแพ้’ ทว่าในขณะเดียวกันความสูสีสมน้ำสมเนื้อก็ทำให้ยากที่จะคาดเดาผลลัพธ์

               ทุกครั้งที่ผมกับไอ้เงินแข่งกัน โต๊ะหมายเลขหนึ่งของเราจะถูกล้อมรอบด้วยกลุ่มคนที่มากขึ้นเรื่อยๆ พวกมันร้องเฮทุกครั้งที่ทั้งสองฝ่ายสามารถตีโต้กลับมาที่อีกฝั่งได้ มันทั้งชวนตื่นเต้น ชวนติดตาม และช่างเป็นเกมการแข่งขันที่ยาวนานจนไม่รู้จักจบจักสิ้น

               เราต้องวัดผลกันด้วยการยอมแพ้ และคนที่ยอมแพ้ก็มักจนเป็นคนที่ ‘หมดแรงก่อน’ ซึ่งไม่เคยเป็นผมเลย ผมกัดฟันสู้เสมอ จนไอ้เงินนั่นล่ะที่ต้องเป็นฝ่ายยกธงขาวไปเอง

               แล้วสรุปว่าใครเก่งกว่ากันวะ?”

               เกมของผมกับไอ้เงินสนุกมากจนกระทั่งคำถามนี้เกิดขึ้น ปกติเราไม่เคยคิดเอาจริงเอาจังกันถึงขนาดให้ตายกันไปข้าง แต่หลังเลิกเรียน วันที่คำถามกระตุ้นให้หาคำตอบผมกับไอ้เงินก็นัดมาแข่งกันอย่างไม่ออมมือ

               ผมตีไป มันตีกลับ

               แรงขึ้น แรงขึ้น แรงขึ้น

               เหมือนอยากจะเอากันให้ตาย

               ชั่วโมงเกมยืดเยื้อยาวนานนับหลายชั่วโมง จนกว่าที่จะรู้ตัวอีกที... เราก็ไม่เหลือผู้รับชมการแข่งขันอีกต่อไป...

               ผมใช้แรงเฮือกสุดท้ายในการโต้กลับ ในขณะที่ไอ้เงินยังดูสบายๆ เหมือนกับตอนเริ่ม

               ผมคงต้องแพ้แน่ ผมคิดในใจ

               แม้ไม่อยากที่จะยอมรับ แต่ยังไงวันนี้ก็คงจะต้องเกิดขึ้น

               ผมเห็นภาพไอ้มนตรีเฮลั่นเมื่อรู้ข่าว มันคงวิ่งบอกทั้งสายชั้นว่าไอ้เงินล้มไอ้ชลได้ แสงสปอร์ตไลต์ทั้งหมดจะหันไปที่ไอ้เงิน และผมก็จะกลายเป็นแค่ ‘ไอ้ชลเพื่อนร่วมห้อง’ ที่ไม่มีอะไรพิเศษอีกต่อไป

               ก็... ไม่เห็นจะน่าแปลกนี่เนอะ

               ทว่า...

               เชี่ย หมดแรงว่ะ กูแพ้มึงจนได้

               ผมอึ้ง

               ไม่ทันได้ตั้งตัวว่าอีกฝ่ายจะรับลูกที่ผมตีโต้กลับไปไม่ได้!?

               กลับบ้านกันเถอะ

               ไอ้เงินยิ้ม เดินไปหยิบเป้มาส่งให้ผม แล้วชวนผมกลับบ้านด้วยกันเหมือนกับทุกเย็นที่ผ่านมา

               ทำไมวะ?”

               แต่ผมยังคงไม่เดินตาม

               ทำไมอะไร?”

               มึงจะยอมแพ้กูทำไม?”

               ในเมื่อก็เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าผมกำลังจะแพ้

               รู้ด้วยหรอ?”

               รู้สิวะ!”

               ผมขึ้นเสียง ยิ่งเห็นว่ามันยังยิ้ม ดูไม่ซีเรียสกับเกมที่ยื้อยุทธกันมาอย่างนาน ผมยิ่งอยากโวยมันให้เสียงดังกว่านี้

               ก็ไม่มีอะไร” แต่มันก็ยังยิ้ม ยิ้มแบบที่ละลายโลกทั้งใบได้ “กูแค่ไม่รู้ว่าจะชนะไปทำไมก็เท่านั้นเอง” ก่อนที่มันจะก้าวยาวๆ เดินนำผมไปอย่างไว ชนิดที่ว่าผมต้องกึ่งเดินกึ่งวิ่งถึงจะตามทัน

               มึงนี่ก็แปลกคนจริง มีแต่คนเขาอยากชนะ มึงดันอยากแพ้” 

               กูไม่ได้อยากแพ้ แค่ไม่เห็นประโยชน์ที่จะชนะ

               ก็เพื่อได้ชนะไง

               ไม่จริงหรอ ชนะก็เพื่อชนะ เพื่อไม่ต้องเป็นผู้แพ้ ไม่ถูกหรือไง?

               ฟังดูไม่มีความหมายเลยว่ะ

               เชี่ย... มันทำเอาผมอึ้งไปเลย...

               ชนะก็เพื่อให้ได้ชนะ เท่ากับ... ไม่มีความหมาย...งั้นหรอ?

               “...”

               ผมเงียบ... ทำเพียงแค่หันไปมองมันที่กำลังดึงชายเสื้อออกจากกางเกง ก่อนที่มันจะหันกลับมาหาผม...ที่หันหน้าหนีมาแล้ว แล้วเปลี่ยนบทสนทนาไปเรื่องอื่นเลย

               แล้วนี่มึงจะกลับบ้านเลยไหม หรือไปห้างต่อ?”

               คงไปห้างอะ” ผมก้มดูนาฬิกาข้อมือ “กะว่าจะไปหาหนังดูสักเรื่อง

               อะไรวะ ไปห้างอีกละ

               เอ้า ก็กูยังไม่อยากกลับบ้านนี่หว่า

               ไอ้เงินมันก็รู้ดีว่าทำไม ผมเคยบอกมันไปแล้วครั้งนึง ว่าแม่ผมย้ายไปทำงานอยู่ที่ใต้ ผมเลยต้องอยู่บ้านคนเดียว และมันไม่ใช่อะไรที่น่าสนุกนัก

               มันเองก็เหมือนกัน มันเล่าให้ผมฟังว่าพ่อไม่ค่อยจะกลับบ้าน หายตัวไปอาทิตย์เว้นอาทิตย์ พอถามก็ได้แต่คำด่ากลับมา หลังจากนั้นไอ้เงินมันก็ไม่เคยคิดที่จะถามอีกเลย

               งั้นมึงไปบ้านกูไหม” 

               อะไรนะ?

               ผมถึงกับหันมองหน้าคนชวน รู้สึกไม่เข้าใจในคำถาม ทั้งที่ประโยคก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นการชวนให้ผมไปที่บ้านของมัน

               ผมแค่... ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงชวนผม...

               ไม่รู้ว่ามันชวนผมไปเพื่อที่จะทำอะไร?

               เฮ้ย อย่าทำหน้าเหมือนกูจะหลอกมึงไปฟันสิวะไอ้ชล

               พ่อมึงสิ!” ผมถึงกับต้องศอกใส่ให้กับความกวนตีน แต่คนข้างๆ กลับไม่สะทกสะท้าน ทั้งยังระเบิดหัวเราะลั่นซอยโรงเรียน “กูไม่ได้คิดงั้นซะหน่อย แค่ไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรที่บ้านมึงเว้ย หรือไง หรือมึงมีแผนจะชวนกูทำอะไร?”

               ไม่อะ” มันส่ายหน้าจริงจัง “ไม่มี

               แล้วยังจะมาชวนกูไปอีก

               ปกตินอกจากเล่นปิงปองและก็เดินคุยออกมาที่ป้ายรถเมล์หน้าปากซอยโรงเรียนด้วยกัน เราก็แทบจะไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นด้วยกันเลยนะ เวลาอื่นในโรงเรียนที่ไม่ใช่หลังเลิกเรียนก็ยังกะคนแปลกหน้า ขืนไปอยู่ด้วยกันที่บ้านสองคน ผมว่ายังไงก็ไม่พ้นคงต้องรู้สึกอึดอัดกันไปข้าง

               ก็ไม่รู้เว้ย” มันยักไหล่ ดูเท่กว่าที่คนอื่นๆ ทำเยอะเลย “กูแค่คิดว่าถ้าคนเหงาสองคนมาอยู่ด้วยกัน มันน่าจะมีอะไรให้ทำบ้าง มึงว่างั้นไหว?” ก่อนที่จะหันมาถามตาซื่อเหมือนไม่ได้รู้เลยว่าประโยคธรรมดาๆ นั้นจะส่งผลต่อจิตใจคนฟังอย่างผมที่เดินอยู่ข้างๆ กัน

               โอเค

               หนึ่งเลยนะ ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็น ‘คนเหงา’ จนกระทั้งคำนั้นได้ออกมาจากปากมัน 

               และสอง...ผมไม่รู้เลยว่าถ้าคนเหงาสองคนมาอยู่ด้วยกัน มันจะไปมีอะไรให้ทำได้?

               แต่รู้ไหม

               ความไม่รู้มันมีข้อดีอยู่อย่างนึงนะ

               โอเค งั้นกูไปบ้านมึงก็ได้

               คือมันทำให้เราเองก็อยากรู้

               และนั่นคือเหตุผลที่ผมยอมไปกับมัน

 

 

               การมาถึงบ้านของไอ้เงินไม่มีอะไรพิเศษ

               บ้านผมกับบ้านมันก็บ้านจัดสรรเหมือนกัน หน้าตาแทบจะเหมือนกับเป็นบ้านหลังเดียวกันอยู่แล้ว อีกทั้ง...บ้านก็เงียบเหมือนกันอีก... ไม่มีใครอยู่เลยนอกจากผมกับมัน ไฟทุกดวงปิดมืด รอบตัวกลายเป็นสีน้ำเงินปนเทาเข้ม... แทบมองไม่เห็นทาง ไอ้เงินเลยบอกให้ผมเกาะหลังมันไว้ (แทนที่จะไล่เปิดไฟก่อนที่มันจะพาเดินขึ้นไปยังห้องนอนของมันที่ดูแปลกตา

               กูนึกว่าจะรกกว่านี้

               มันก็ไม่ได้เรียบร้อยตลอดหรอก

               เจ้าของห้องหันมายิ้ม ยิ้มที่ผมเองก็ไม่รู้ความหมาย แต่กลับยิ้มตอบกลับไปอย่างโง่ๆ

               มึงนั่งก่อน กูฉี่แป๊บ

               เออ

               ผมตอบรับ ค่อยๆ วางกระเป๋าเป้ลงตรงที่นั่งปลายเตียง ก่อนจะเริ่มทำการเดินสำรวจเพื่อรอเวลาที่เจ้าของห้องขอไปทำธุระส่วนตัว ถึงได้รู้เดี๋ยวนี้เองว่ามันบ้านารูโตะมากขนาดไหน ทั้งหนังสือการ์ตูน ดีวีดี ไปจนถึงโมเดลที่ถูกจัดวางอยู่ตามจุดต่างๆ หันไปทางไหนก็มีแต่นินจาเต็มไปหมด โอตาคุสัสอะ

               อ่านไหม ยืมกูไปอ่านได้นะ

               ไม่อะ” ผมไม่ได้ตกใจเท่าไหร่นักที่จู่ๆ มันก็กลับออกมาจากห้องน้ำแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียง คงเพราะเตรียมตัวจะล้อมันอยู่แล้วมั้ง ถึงได้ไม่สะดุ้งสะเทอนอะไร “มึงนี่แม่งโอตะคุชิบหาย

               เชี่ย อย่าแซวกู มึงรู้ไหวว่ากว่ากูจะได้นั่นมา กูหมดไปเท่าไหร่

               ผมแกล้งทำท่านับถือไอ้เงินผู้เป็นโอตาคุนารูโตะแบบแซวๆ ไม่รู้หรอกว่าไอ้ลายเซ็นของ ‘มาซาชิ คิชิโมโต้’ นั่นจะได้มาด้วยการเสียไปเท่าไหร่ แต่เชื่อว่ามันคงมีมูลค่าที่สูงมาก และคงเป็นสิ่งที่สำคัญกับมันมากทีเดียว

               อะไรแบบที่... ผมไม่เคยมีมาก่อน...

               หิวไหม

               ก็นิดนึงนะ

               งั้นเดี๋ยวกูโทรสั่งบอนชอนดีกว่า

               อืม เอาสิ

               มื้อเย็นนั้นจบลงที่บอนชอนตามที่เราได้ตกลงกัน เป็นมื้อที่อิ่มมาก ไอ้เงินนี่ถึงกับทิ้งตัวลงนอนไปครึ่งเตียง ในขณะที่ผมเดินตัวง้อเป็นกุ้งเพราะอิ่มจนแน่นแต่ก็ยังต้องไปลากหาเก้าอี้มานั่งคุยกับมัน

               เฮ้ย มานั่งบนเตียงดิ สบายกว่าเยอะ

               ได้หรอ

               ผมไม่ลังเล ไม่รู้ว่าเป็นความคิดที่ดีไหม เพราะปกติไม่เคยมีเพื่อนคนไหนไปเที่ยวบ้าน เลยไม่รู้ว่าไอ้การขึ้นเตียงคนอื่นมันเป็นเรื่องปกติรึเปล่า?

               ได้ดิ กูไม่หวงหรอก มาๆ

               เจ้าของห้องตบพื้นที่เตียงที่ยังว่างอยู่เป็นการเชิญชวน ก่อนที่มันจะหยิบไอโฟนขึ้นมากดเล่น คงกำลังคุยกับสาวสักคนนั่นล่ะ

               เออ ก็ได้วะ

               ผมบอกกับตัวเองแบบนั้น ก่อนที่จะขึ้นไปนอนข้างๆ มันบนเตียง ไอ้เงินนี่แปลกนะ ชอบแหกแข้งแหกขาชะมัด ใหญ่นักหรือไง จะนั่งจะนอนแม่งแหกหมดเลย ไอ้ห่า

               แล้วทีนี้ไงต่อล่ะ มันเล่นโทรศัพท์แบบเนี้ย ผมก็ต้องเล่นด้วยใช่ไหม?

 

               ชลที่แปลว่าน้ำ @saichon • 1s

            แปลกดีเหมือนกัน

 

               ผมหยิบไอโฟนขึ้นมาทวีตเล่น รู้สึกอยากเขียนถึงความรู้สึกในตอนนี้ลงไป ‘ความรู้สึกที่แปลก’ เหมือนเป็นประสบการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นกับตัวผม การมาบ้านเพื่อน การกินข้าวเย็นที่สั่งมากับเพื่อน และการนอนเล่นมือถือข้างๆ เพื่อน มันเป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับผมทีเดียว

               กระดุมมึงหลุดอะ

               อะไรนะ?”

               กูบอกว่ากระดุมมึงหลุด เนี่ย

               ผมหันไปมองมัน ไอ้เงินที่เลิกสนใจไอโฟนตอนไหนไม่รู้ชี้มายังกระดุมเม็ดแรกของผมที่หลุดออก ผมถึงได้วางไอโฟนลงข้างๆ เพื่อที่จะติดกระดุมของตัวเอง 

               ทว่า...!

               เชี่ยเงิน มึงทำไรเนี่ย!!”

               หอมแก้มมึงไง

               ผมถึงกับเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง รู้สึกตกใจสุดขีดเพราะไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าจะเจอกับอะไรแบบนี้ กับการที่...ถูกผู้ชายด้วยกันหอมเข้าที่แก้ม... ยิ่งอีกฝ่ายลุกขึ้นนั่งบ้างด้วยหน้าไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไรเลย ผมยิ่งไม่เคยคาดคิดใหญ่!

               แล้วมึงมาหอมกูทำไม!”

               แต่แทนที่ไอ้เงินจะตอบ มันกลับดึงผมเข้าไปประกบปาก!

               ผมพยายามที่จะยื้อตัวเองออก ตั้งท่าเตรียมลุกหนีจากเตียงเต็มที่ แต่กลับสู้แรงอีกฝ่ายไม่ได้

               อื้ออออออออ!”

               มันขบเม้มริมฝีปากล่างของผมแน่น ก่อนจะสลับกับจูบย้ำๆ ซ้ำๆ ทั้งที่ผมไม่เต็มใจ ขณะที่มืออีกข้างที่ไม่ได้ล็อกแขนผมไว้ก็เริ่มปะป่ายไปทั่วทั้งร่าง

               ผมคิดว่าผมพยายามดิ้นรนอย่างเต็มที่แล้วในวินาทีนั้นเพื่อที่จะเอาตัวรอด และนั่นยิ่งทำให้ได้เห็นถึงความเอาแต่ใจของอีกฝ่ายที่ค่อยๆ ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ 

               มันไม่ได้ทะนุถนอมผมเลยสักนิด ทั้งดึงรั้ง ทั้งกระชาก บ้างกดทับกระแทกกระทั้นรุนแรง

               หากแปลก... ยิ่งมันดิบขึ้น เถื่อนขึ้น ผมกลับยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเอง...กลายเป็นนกเก็บปีกขึ้นมา...

               เงิน...”

               กะ...การพูดแบบนั้นมันหมายความว่าผมมีปีกนะ...

               ใช่ ผมมีปีก ผมไม่ได้กำลังปีกหัก ไม่ได้บาดเจ็บรุนแรงจนไม่สามารถที่จะบินหนีหรือตีปีกสู้กับศัตรูได้

               แต่ผมกลับเก็บมันแนบชิดลำตัว ทำให้อีกฝ่ายเห็นว่าผมไร้ทางสู้ และค่อยๆ ปล่อยกายให้ไอ้เงินมันได้ละเลงอารมณ์ความรู้สึกในสิ่งที่มันอยากทำอย่างเต็มที่

               ผมเริ่มไหลไปกับมัน

               เริ่มชอบสัมผัสและกลิ่นกายของมัน

               ไอ้เงินกำลังทำให้ผมรู้สึกถึงบางอย่างมี่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน

               มันเกิดขึ้นเร็วและไม่ทันได้ตั้งตัว

               เป็นสิ่งที่ไม่อยากจะยอมรับ

               แต่กลับยากที่จะปฏิเสธ

 

               จริงๆ... ผมจะถือว่าสิ่งที่มันทำในคืนนั้นเป็นการข่มขืนก็ยังได้

            ทว่า... ผมกลับถือว่าเรื่องนั้น... เป็นการสมยอมของผมเสียเอง...


จบตอน


หากไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป

ฝากแสดงความคิดเห็นติชมสำหรับเพื่อเป็นกำลังใจและการปรับปรุงในครั้งถัดไปด้วยนะครับ

นอกจากนี้ ฝาก #คู่รักสีน้ำเงิน เสียงดังๆ 555+

หากต้องการพูดคุยถึงนิยายเรื่องนี้ในทวิตเตอร์นะครับ


ขอบคุณครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

33 ความคิดเห็น

  1. #11 Phabphimismew (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2561 / 08:34

    ภาษาสวยมากเลยค่ะ

    รอตอนต่อไปนะค่าาาาา เป็นกำลังใจให้https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-06.png


    #11
    0
  2. #10 theneoclassic (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 กันยายน 2561 / 03:03

    โว้ยยยยยยยยยย ทำไมมมมทำไมมมมมม ปิงปองสัจธรรมอยู่ดีๆ มาจบบนเตียงได้ ไม่ยุติธรรมมมมมมม
    #10
    0
  3. #9 ตัวแม่* (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 กันยายน 2561 / 01:44

    ว้าวตอนแรกก็ได้กันแล้วอ่าาา

    #9
    0
  4. #8 •นางร้าย• (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 กันยายน 2561 / 01:28
    ชอบครับ ขอบคุณที่เขียนให้อ่านนะ เราชอบภาษาแบบนี้มากๆๆๆๆๆๆ T T รอตอนต่อไปนะคะ 💖💖💖
    #8
    0
  5. #6 นักอ่านสุดขี้เกียจ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 กันยายน 2561 / 01:01

    มาแนวทึมๆ จริงด้วย
    ชลซื่อมาก
    ชอบการเปรียบเทียบอ่ะ เขียนดีจริงๆ
    #6
    1
    • #6-1 H A M S T E R(จากตอนที่ 2)
      12 กันยายน 2561 / 01:15
      ฉันเปรียบเปรยอะไรไว้ ฉันยังไม่รู้ตัวเลย เอาจริงๆ 55555555555555555+
      #6-1