จีบแก้บน ♥ (end.)

ตอนที่ 4 : บทสี่...เรื่องของชั้น (Gena Desouza)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,096
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 45 ครั้ง
    29 ต.ค. 63


เรื่องของชั้น

Gena Desouza

 

     ตัวต่อ ]

            12:07 PM

            “พวกมึง มีอุบัติเหตุหน้ามออีกแล้วว่ะ” 

            ผมหันโชว์หน้าจอไอโฟนให้ไอ้ปิงกับไอ้หมูดู เป็นข่าวจากเพจหลักของมหาลัยที่เพิ่งจะโพสต์แบบสดๆ ร้อนๆ เมื่อกี้นี้เลย ถึงอุบัติเหตุรถชนหน้ามอที่เกิดขึ้น คือมีน้องนิสิตหญิงปีหนึ่งถูกรถสิบล้อฝ่าไฟแดงชนเข้าอย่างจัง คิดว่ายังไงก็คง... ไม่รอดแน่

            สงสารว่ะ

            เชี่ย ปีก่อนว่าเกิดบ่อยแล้วนะ ปีนี้แม่งถี่กว่าเดิมอีก” ไอ้หมูเริ่มออกความเห็น

            นั่นดิ เรียนที่นี่แม่งรักษาแค่สภาพนิสิตอย่างเดียวไม่พอนะ ต้องรักษาชีวิตด้วย จะได้จบไปแบบครบสามสิบสอง” ก่อนจะตามมาด้วยไอ้ปิงที่ดึงมือผมให้เข้าไปใกล้มากขึ้น คงอยากที่จะดูภาพข่าวบนหน้าจอให้ชัดเจนกว่าเดิมสินะ

            วันนี้เป็นวันที่พวกเราสามซี้ได้อยู่ด้วยกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตาครับ ด้วยเหตุว่าเมื่อคืนนี้หอนอกที่ผมอยู่เกิดไฟดับขึ้นมากะทันหัน (ดีนะที่เมื่อคืนผมกลับกรุงเทพฯ น่ะไอ้หมูที่อยู่หอเดียวกันก็เลยต้องมาอาศัยห้องเพื่อนถาปัดที่อยู่หอในแทน พอไอ้ปิงรู้ข่าวเข้า เที่ยงนี้มันก็เลยโทรนัดมารวมตัวกินข้าวกันที่ ‘โรงส้ม’ (เป็นโรงอาหารกลางของมหาลัยที่ทาด้วยสีส้มทั้งหมดครับ นิสิตในมอเลยเรียกอย่างรู้กันในวงในว่าโรงส้มแต่มีแค่ไอ้หมูกับไอ้ปิงนะครับที่กิน ผมมานั่งเป็นเพื่อนเฉยๆ เท่านั้นแหละ เพราะยังรู้สึกอิ่มจากอาหารญี่ปุ่นที่ไปกินกับไอ้ตี๋หนวดเจไดมาอยู่เลย

            มึงเองก็ระวังไว้ด้วยนะไอ้หมู ยิ่งเป็นพวกเนื้อหุ้มเหล็กอยู่มึงน่ะ” ผมเลือกที่จะเตือนไอ้หนุ่มชาวใต้เป็นคนแรก เพราะมีมันคนเดียวเท่านั้นที่ใช้บิ๊กไบค์เป็นยานพาหนะหลัก ในขณะที่ผมกับไอ้ปิงขับรถยนต์ทั้งคู่

            เออๆ กูรู้น่า กูน่ะขับระวังอยู่แล้ว สิบล้อแม่งไม่ได้แดกกูหรอกครับเพื่อน

            เออ เก่งเว้ย เก่งจริง เก่งๆ แบบนี้เนี้ย นอนวัดพื้นกันมากี่รายแล้วฮึ?

            อย่าไปเตือนแต่มันไอ้ต่อ มึงเองก็ด้วยแหละ คนอะไรวะ มีรถยนต์ขับดีๆ ไม่ชอบ ชอบใช้มอไซค์

            เฮ้ย แต่กูก็ใช้แค่ตอนไปเซเว่นเปล่าวะปิง” คือจริงๆ ผมก็มีทั้งรถยนต์ทั้งมอไซค์นั่นแหละครับ ขอพ่อมาไว้ครบเลย ก็แหม บางทีไปไหนมาไหนใกล้ๆ ให้ขับรถใหญ่ตลอดมันก็ขี้เกียจไง

            แค่เซเว่นก็เหี้ยละ คราวก่อนตอนมึงมาประชุมที่ฝ่าย กูยังเห็นมึงขี่มอไซค์มาอยู่เลย

            ใช่ๆ คราวก่อนมึงมาประชุมที่ฝ่ายมึงใช้มอไซค์ กูจำได้” อ้าว ไหงจู่ๆ พวกมันมารุมผมกันเฉยเลยวะแล้วในบรรดาพวกเราสามคนเนี่ย มึงอะน่าเป็นห่วงสุดเลยนะครับไอ้คุณตัวต่อ” ไม่พอ ผมดันกลายเป็นคนที่น่าเป็นห่วงที่สุดในความคิดของไอ้หมูซะงั้น เยี่ยม!

            ได้ไง?”

            ก็เลือดมึงอะ B Rh- นะครับเพื่อน เกิดมีเรื่องขึ้นมา คิดเหรอว่าโรงพยาบาลแถวนี้เขาจะมีเลือดหายากๆ สำรองเอาไว้ให้มึงน่ะ ฝันไปเลย

            เออ จริงของไอ้หมู ถ้าเป็นเลือดดาดๆ อย่างพวกกูก็ว่าไปอย่าง

            อะ ถ้าจะพูดกันในประเด็นนี้ละก็ ผมยกธงขาวยอมแพ้พวกมันสองคนก็ได้วะ

            โอเค กูยอมแพ้” เสียงอ่อย “เอาเป็นว่ากูจะระวังตัวให้มากก็แล้วกัน” เพราะก็จริงของพวกมันแหละ ผมน่ะมันพวกเลือดหายาก คนใกล้ตัวถึงได้คอยเป็นห่วงเรื่องเลือดตกยางออกอยู่ตลอด ไม่ดีเลย

            เฮ้อออออ หมดอารมณ์ครับ ต้องใช้คำนี้เลย คือรู้สึกหมดอารมณ์จริงๆ ที่สุดท้ายแล้วดันกลายเป็นคนที่ไม่สามารถเตือนคนอื่นเรื่องระวังอุบัติเหตุได้ บวกกับความรู้สึกตกค้างจากข่าวสลดที่เพิ่งจะได้อ่านไปก่อนหน้านี้อีก ทำเอาผมล่ะไม่มีอารมณ์อยากจะเล่นโทรศัพท์ต่อเลยเนี่ย

            ถ้างั้น... เอาหนังสือที่จะเรียนคาบบ่ายมาเปิดทบทวนบทก่อนหน้าไปพลางๆ ระหว่างรอไอ้สองเพื่อนซี้กินข้าวแทนก็แล้วกันวะ :(

            เฮ้ยต่อ กูมีเรื่องอยากถามมึงหน่อยว่ะ

            แต่ดูเหมือนว่าไอ้ปิงเพื่อนรักที่นั่งกินก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่อยู่ฝั่งตรงข้ามจะจับความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับผมได้แฮะ แล้วก็คงไม่อยากให้ผมตกอยู่ในอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้ด้วย มันก็เลย...

            “ว่า?”

            “Do you know what’s on the menu? ฮ่าๆๆๆ

            “สัส!” ...ก็เลยเลือกที่จะกวนตีนผมซะงั้น! “กูไม่น่าเล่าให้มึงฟังเลยไอ้ปิง!”

            “เฮ้ย ต้องเล่าดิ ไม่งั้นกูจะเอาอะไรมาล้อมึงวะ ฮ่าๆๆๆ

            “ไอ้...!”

            “เฮ้ยยย ใจเย็นครับเพื่อน ไม่เอาๆ ห้ามลงไม้ลงมือกัน

            ฮึ้ยยยเกือบไปแล้ว ผมเกือบฟาดหัวไอ้ปิงด้วยหนังสือได้สำเร็จแล้วเชียว ดีนะที่ได้ไอ้หมูเอาแขนมาขวางไว้ก่อน ไม่งั้นมีคนได้หัวแตกแหง! “ไอ้ห่าปิง มึงก็ไปแซวมัน คิก...” อ้าว แต่มึงด่าไอ้ปิงแล้วมึงมาขำ ‘คิก...’ ไปกับมันด้วยเนี่ยนะไอ้หมู กูฟาดหัวมึงแทนดีไหมฮึ!?

 

            แค่ ‘กู’ กับ ‘มึง’ เท่านั้นก็พอแล้วไอ้ตัวต่อ :)’

 

            แล้วดูเข้า แค่ถูกพูดถึงเท่านั้น... ภาพใบหน้าเปื้อนยิ้มของไอ้ตี๋หนวดก็เด่นชัดขึ้นมาในหัวของผมแล้ว... แม่งงง นี่ไอ้ปิงมันคงไม่รู้จริงๆ สินะ ว่าอะไรก็ตามที่ไอ้เจไดทำหรือว่าไอ้เจไดพูดน่ะ ล้วนแล้วแต่เป็นภาพติดตาชนิดลบออกจากหัวยากทั้งนั้น!

            ยิ่งเหตุการณ์เพิ่งจะเกิดมาเมื่อช่วงเช้านี้เองด้วย อย่าว่าแต่แค่ภาพในหัวเลยครับ แม้แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้น...ก็ยังไม่หายไปเลยแม้แต่น้อย... ตอนที่มันพูดว่าให้ผมโฟกัสแค่ ‘ผม’ กับ ‘มัน’ ผมรู้สึกเลยนะว่า...หน้าตัวเองนี่คือร้อนโคตรแถมร่างกายก็ยังวูบวาบๆ ไปหมดทั้งตัวอีก คล้ายกับคนที่กำลังถูกกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ช็อตเข้าให้!

            แล้วก็ตามประสาไอ้บ้านั่น (เจไดรุกหนักไม่พอ ยังมีการขยี้ผมต่ออีก มันว่า...

 

            แน่ะ เขินกูอะดิ

            ‘บ้า ไม่ได้เขินเว้ย!’

            ‘แล้วทำไมต้องหน้าแดงหูแดงด้วยวะ :)’

            ‘กะ...ก็กูร้อน!’

 

            ทำเอาผมต้องรีบโกหกเสียคำโต ทั้งที่จริงๆ แล้วคือผมไม่อยากที่จะยอมรับเลยว่า... ผมกำลังรู้สึก ‘เขิน’ อย่างที่มันว่าจริงๆ!

            ให้ตายดิ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ ว่าตั้งแต่เกิดจากท้องพ่อท้องแม่ ผมยังไม่เคยรู้สึกหวั่นไหวกับผู้ชายคนไหนมาก่อนเลย มีไอ้เจไดเนี่ยแหละครับคนแรก... มันทำได้อะ มันทำให้ผมรู้สึกเขินได้ ทำให้ผมรู้สึกสับสนอย่างมาก... แล้วมันก็ทำให้ผมรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว...

            หรือว่า... นี่ผมจะเริ่ม ไหลไปกับมันแล้ววะเนี่ย!?

            “อยู่นี่เองน้องต่อ

            “อ้าวพี่ฝน

            แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้หาคำตอบอะไรให้กับตัวเอง จู่ๆ ความคิดของผมก็ถูกขัดขึ้นโดยผู้มาเยือนคนใหม่ ซึ่งก็คือ ‘พี่ฝน’ รุ่นพี่ชมรมปีสาม ‘ฝ่ายกระจายเสียง’ ที่ผมสังกัดอยู่ ทำเอาผมนี่แทบลืมเรื่องที่คิดอยู่ในหัวไปเลย...

            ก็ดูดิ คนอะไรวะ สวยยังกะนางฟ้า

            “สวัสดีครับพี่ฝนคนสวยของไอ้หมู~”

            “วันนี้สวยโดนใจผมเหมือนเดิมเลยนะครับพี่ฝน~”

            โถ... ไอ้พวกหูดำ!

            “สวัสดีจ้ะน้องหมู สวัสดีจ้ะน้องปิง :)”

            แต่ก็เข้าใจพวกมันแหละ ก็พี่ฝนน่ะ หน้าก็สวย เสียงก็หวาน ผู้ชายที่ไหนจะไม่ชอบเล่า 

            “พี่ฝนมีธุระอะไรกับไอ้ต่อมันเหรอครับ” เอ่อ... เดี๋ยวๆ กูว่าคำถามนี้กูควรเป็นคนถามเองเปล่าวะไอ้หมู

            “อ๋อ คืออย่างงี้ พรุ่งนี้ช่วงเย็นน้องต่อว่างไหม พี่มีเรื่องอยากจะขอรบกวนหน่อยน่ะ

            “พรุ่งนี้เหรอครับอืม... ก็ว่างอยู่นะครับพี่ฝน มีอะไรรึเปล่าครับ

            “พอดีว่าพรุ่งนี้พี่มีงานถ่ายโฆษณาที่กรุงเทพฯ จ้ะ แล้วดันหาคนจัดรายการแทนไม่ได้ ก็เลยว่าจะมาถามเนี่ยแหละว่าน้องต่อสะดวกไหม ถ้าพี่จะให้เราช่วยเข้าฝ่ายไปจัดรายการคู่กับ ‘โจ้’ แทนพี่พรุ่งนี้ช่วงเย็นหน่อย?”

            “สะดวกครับ!”

            ไม่ต้องลังเลอะไรทั้งนั้น โอกาสมาอยู่ตรงหน้าขนาดนี้ มันก็ต้องสะดวกอยู่แล้วครับ สะดวกมาก สะดวกที่สุดเลย!

            “ฮ่าๆๆ โอเคจ้ะ”  อา... นี่พี่ฝนเขากำลังหัวเราะในความ ‘ตอบไม่คิด’ ของผมใช่ไหมเนี่ย น่าอายว่ะถ้าอย่างงั้นพรุ่งนี้เจอกับโจ้ที่ชมรมตอนห้าโมงนะ อย่าสายล่ะ เดี๋ยวพี่บอกมันไว้ให้

            “ได้เลยครับ รับรองว่าผมจะไม่สายแน่นอน

            “ดีๆ ถ้างั้นพี่ไปก่อนน้า ไว้เจอกันจ้ะ

            “ไว้เจอกันครับ

            และเมื่อพี่ฝนคนสวยเดินลับสายตาไป...

            “กูได้จัดรายการแล้วโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!”

            ผมก็ลุกขึ้นยืนแสดงอาการดีใจออกมาในทันที ทำเอาไอ้ปิงนี่ถึงกับเอื้อมมือมาผลักหัวผมให้นั่งลงอีกครั้งด้วยความอิจฉา ฮ่าๆๆ ใช่ครับ มันอิจฉาผม เพราะมันเองก็อยากจัดรายการเหมือนกัน ผมรู้ :)

            “สัดต่อ อิจฉามึงว่ะ ได้พี่ฝนเป็นพี่เลี้ยงดีเจไม่พอ มึงยังได้โอกาสจัดรายการตั้งแต่ปีสองอีกนะ โคตรโชคดีเลย

            นั่นไงล่ะ ผมบอกแล้วครับว่าไอ้ปิงมันอิจฉาผม ฮ่าๆๆ

            ก็อย่างว่าแหละนะ ส่วนใหญ่นิสิตที่เข้าชมรมฝ่ายกระจายเสียงของมหาลัย ก็หวังว่าจะได้จัดรายการวิทยุเสียงตามสายภายในมอด้วยกันทั้งนั้น แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่า ไม่ใช่ว่าใครก็จะสามารถจัดได้’ เนื่องจากชมรมของเรามีกฎที่สมาชิกทุกคนในฝ่ายจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละชั้นปีที่ถูกจัดสรรไว้

            อย่างตอนเข้ามาปีหนึ่ง นิสิตทุกคนในชมรมก็จะมีหน้าที่เหมือนเด็กฝึกงานครับ คือคอยเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในชมรมและเป็นผู้ช่วยของพี่ๆ อีกสามชั้นปีที่เหลือ จนกระทั่งอาทิตย์สุดท้ายของปีการศึกษา พี่ๆ ทุกคนจะจัดกิจกรรม ‘ทดสอบ’ สำหรับเด็กที่ต้องการจะเป็นดีเจรุ่นต่อไป โดยมีการจำกัดจำนวนเอาไว้เพียงแค่สิบคนเท่านั้น

            ส่วนคนที่ไม่ได้เป็นดีเจ ก็จะมีทางเลือกอยู่ด้วยกันสองทาง คือทำงานอื่นๆ ในฝ่ายแทน (เหมือนกับไอ้หมูที่ขอสมัครเป็นฝ่ายเทคนิคหรือไม่ก็ออกจากฝ่ายไปเลย เพราะไม่จำเป็นจะต้องเก็บหน่วยกิตกิจกรรมชมรมอีกแล้ว

            พอขึ้นปีสอง นิสิตในฝ่ายชั้นปีนี้จะมีหน้าที่สำคัญอยู่ด้วยกันสองอย่าง คือหนึ่งฝึกฝนทักษะการทำงานใน ‘หน้าที่’ ของตัวเองให้เต็มที่ โดยแต่ละคนก็จะมีรุ่นพี่ปีสามมาคอยเป็นพี่เลี้ยงให้ อย่างผมกับไอ้ปิงเนี่ยสอบผ่านเป็นดีเจกันตอนปีหนึ่งใช่ไหม พอขึ้นปีสองก็จะมีตารางที่จัดให้ดีเจในรุ่นแต่ละคนเวียนกันเข้าไปรับชมการออนแอร์และไปเป็นผู้ช่วยดีเจให้กับพี่ดีเจปีสามในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งพี่เลี้ยงดีเจของผมก็คือพี่ฝนนั่นแหละครับ จำได้ว่าวันที่จับฉลากแล้วทุกคนรู้ว่าผมได้คนสวยระดับพี่ฝนเป็นพี่เลี้ยง ไอ้พวกผู้ชายในชมรมแม่งมองผมตาขวางกันหมดเลย ฮ่าๆๆ ส่วนหน้าที่ที่สอง...คือนิสิตปีสองทุกคนในชมรมจะต้องช่วยกันจัดงาน ‘Singing Contest by KJS’ (KJS ก็คือตัวย่อเสียงภาษาไทยของ ‘กระจายเสียง’ นั่นแหละครับซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเทอมสอง โดยจะมีพี่ปีสี่เป็นคนคอยจัดหาสปอนเซอร์ให้

            ส่วนปีสาม ทุกคนก็คงพอจะเดากันได้เนอะ ว่านิสิตชมรมในชั้นปีนี้จะทำหน้าที่เป็น ‘ตัวจริง’ ทั้งหมดของชมรมฝ่ายกระจายเสียง ในขณะที่คนเป็นดีเจก็จะได้ ‘ฉายา’ ในการจัดรายการตามชื่อรุ่นของตัวเองตามที่พี่ปีสี่มอบให้ อย่างรุ่นพี่ฝนเนี่ย เขาได้ชื่อรุ่นว่า ‘น้ำ...’ ครับ เพราะฉะนั้นคนที่เป็นดีเจก็จะต้องคิดฉายาที่มีคำว่า ‘น้ำ’ อยู่ข้างหน้า ยกตัวอย่างเช่น น้ำตา น้ำส้ม น้ำมะพร้าว เป็นต้น ซึ่งพี่ฝนคนสวยแกก็ง่ายเลยครับ ชื่อเล่นชื่อฝนอยู่แล้วนี่ ฉายาก็เลยตั้งเป็น ‘ดีเจน้ำฝน’ ซะเลย ลงตัวเป๊ะ      

            และปีสุดท้าย นิสิตชมรมชั้นปีสี่ จะเป็นชั้นปีที่คอยทำหน้าที่เป็น ‘บอสใหญ่’ ของชมรมครับ เปรียบเสมือนนายทุนที่คอยหาสปอนเซอร์หรือโอกาสต่างๆ ในการทำงานมาให้กับรุ่นน้องๆ เพราะฉะนั้น พวกพี่ปีสี่เขาจะเป็นอำนาจที่คอยควบคุมทุกอย่างภายในชมรมไว้ หากทำดี พี่ๆ เห็นชอบก็รอดไป แต่ถ้าเกิดทำพลาดหรือไม่ถูกใจขึ้นมาเมื่อไหร่ เตรียม ‘ชะตาขาด’ ได้เลย

            แค่คิดนี่ก็... ขนหัวลุกไปหมดแล้ว!

            “จริงของไอ้ปิง มึงนี่โคตรโชคดีเลยไอ้ต่อ

            แต่จากกฎระเบียบที่เคร่งครัดเอง ก็มีจุดที่ยกเว้นให้เป็น ‘กรณีพิเศษ’ อยู่เหมือนกัน อย่างเคสของผมนี่ไงครับ หากพี่ดีเจปีสามคนใดเกิดไม่สามารถมาจัดรายการได้ (เหมือนอย่างพี่ฝนจะต้องหาคนมาจัดแทนในวันที่จะขาด ซึ่งผู้ที่มาแทนสามารถเป็นได้ทั้งอดีตดีเจอย่างพี่ปีสี่ ดีเจปัจจุบันอย่างพี่ปีสาม หรือว่าจะเป็นดีเจรุ่นน้องที่ดีเจคนนั้นๆ เป็นพี่เลี้ยงอยู่ (เช่นผมก็ได้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วโอกาสก็ไม่ค่อยจะตกมาถึงปีสองหรอกครับ (ในเมื่อการจัดรายการแทนแต่ละครั้งจะมีเงินค่าจัดให้ด้วย ใครก็อยากจัดแทนทั้งนั้นนั่นแหละเพราะแบบนี้ไงไอ้ปิงกับไอ้หมูมันถึงได้พากันบอกว่าผมโชคดี

            ฮี่ :D

            “งานเนี้ยล่ะมึงเอ๊ย ไอ้เจไดแม่งได้นอนหลับฝันหวานแหง ฮ่าๆๆ

            หา... ไหงเรื่องนี้มันไปเกี่ยวกับไอ้ตี๋หนวดได้ล่ะเนี่ย!?

            “หมายความว่าไงวะ?”

            “อ้าว ก็ไอ้เจไดมันพักอยู่หอในไม่ใช่เหรอ ถ้ามึงไปจัดรายการพรุ่งนี้ มันก็ต้องได้ฟังอยู่แล้วนี่ จริงไหม

            “เออว่ะ” ผมลืมนึกเรื่องนี้ไปเลย “แต่แล้วไงอะ ให้กูถอนตัวเหรอ ก็ไม่ใช่เรื่องเปล่าวะ?”

            “กูก็ไม่ได้บอกให้มึงถอนตัวนี่ แค่บอกว่าไอ้เจไดมันคงจะนอนหลับฝันดีเพราะฟังมึงจัดรายการก็เท่านั้นเอง เออนี่ ไม่แน่นะมึง บางทีพรุ่งนี้อะ มันอาจจะไปตามชูป้ายไฟให้มึงถึงที่ห้องฝ่ายเลยก็ได้ ฮ่าๆๆ

            “ไอ้ปิงงง มึงอย่าพูดแบบนี้ดิวะ กูกลัวนะเว้ย

            ยิ่งมีความเป็นได้อยู่ โอ๊ยยย

            “เฮ้ยๆ ไอ้ต่อไอ้ปิง ดูโน้น

            “อะไรวะ

            มีอะไรอีก ทำไมจู่ๆ ไอ้หมูก็ร้องขัดขึ้นกลางวง พร้อมกับชี้นิ้วไปยังทิศทางด้านหลังของไอ้ปิง ทำเอาผมต้องรีบเงยหน้าขึ้นมองข้ามไหล่ของเพื่อนตัวเองไป เพื่อที่จะพบกับ... 

            อะ...ไอ้เจได!

            “เชร้ดดด ตายยากเว้ย เพิ่งจะพูดถึงอยู่หยกๆ โผล่มาให้เห็นเฉย

            ใช่ครับ ไอ้เจไดตัวจริงเสียงจริงกำลังยืนอยู่กับเพื่อนอีกสองคนบริเวณหน้าทางเข้าฝั่งซ้ายของโรงส้ม ซึ่งถึงแม้ว่าตำแหน่งของผมกับมันจะอยู่ค่อนข้างที่จะไกลกัน... แต่ความหล่อของมันยังคงสะดุดตาได้เสมอ 

            คนอะไรวะ ดูดีโดดเด้งออกมาจากผู้คนรอบข้างหมดเลย เหมือนว่าเจ้าตัวไม่คิดที่จะแบ่งพื้นที่ความหล่อให้ใครได้เด่นไปกว่ามันอีกแล้ว

            แต่นั่นมันไม่ใช่ประเด็นครับ!

            ประเด็นคือพอเห็นหน้ามันปุ๊บ ผมก็รีบหดตัวไหลลงใต้โต๊ะอัตโนมัติ เพราะรู้สึกได้ว่า...มีความร้อนเกิดขึ้นที่บริเวณสองข้างแก้ม!

            บ้าจังวะ ทำไมแค่เห็นหน้าก็รู้สึกเขินแล้ว!?

            “ทำไรของมึงวะ

            “กูก็หลบไอ้เจไดไงเล่าไอ้หมู” ซึ่งก็ได้ผลครับ ไอ้เจไดไม่ทันได้สังเกตเห็นผม ก่อนที่หนึ่งในเพื่อนมันจะชี้มือชี้ไม้ไปยังโต๊ะที่ว่างอยู่ ทำให้พวกมันทั้งสามคนพากันเดินห่างออกไป เป็นคนละทางกับโต๊ะของพวกผมแบบสิ้นเชิง

            โล่งงงงงง

            หลบทำไม เมื่อเช้ามึงก็เพิ่งจะไปกินข้าวด้วยกันนี่ ไม่มีอะไรต้องกลัวมันแล้วมั้ง

            มีสิวะหมู” ผมค่อยๆ เลื่อนตัวกลับขึ้นมานั่งหลังตรง “กู...ยังเข้าหน้ามันไม่ติดว่ะ

            เข้าหน้ามันไม่ติดหมายความว่าไงวะ” คะ...คราวนี้ไอ้ปิงเป็นฝ่ายถามบ้าง ทำเอาผมนี่แทบอยากกัดลิ้นตัวเองตายไปเลย เมื่อรู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรออกไป ฮึ้ยยย

            ไม่มีอะไรๆ พวกมึงกินข้าวต่อเหอะ

            เล่ามา!” แต่คงไม่ทันแล้วสินะ เจอไอ้หมูใช้แขนล็อคเข้าให้แบบนี้ นี่มันท่าเค้นคอถามชัดๆ!

            ใช่ เล่ามาเลย ห้ามมีความลับกับพวกกูเด็ดขาด ไม่งั้นกูจะให้ไอ้หมูรัดคอมึงจนกว่าจะขาดอากาศหายใจตาย!”

            เชี่ยยยยยย โหดสัด นี่ผม...จนมุมอีกแล้วสิเนี่ย วันนี้นี่มันไม่ใช่วันของไอ้ตัวต่อจริงๆ เลยโว้ย!

            เออๆ กูเล่าก็ได้!”

            ดีครับเพื่อน

            กูรอฟังอยู่

            เชี่ย คือแบบ... พูดยังไงดีวะ... กู... กูเขินแม่งว่ะ!”

            “หา!?/หา!?”

            พอเจอความจริงเข้าไป ไอ้สองเพื่อนซี้ของผมก็ถึงกับร้องเสียงหลงเลยครับ โดยเฉพาะไอ้ปิงนี่คืออาการหนักมาก ถึงกับเผลอทำช้อนหลุดมือเสียงดัง ‘เคร้ง!’ คงจะประหลาดใจกันน่าดูสิท่า

            เออ กูก็ประหลาดใจตัวเองเหมือนกันนั่นแหละ!

            “เชี่ย นี่มึงไม่ได้คิดไปเองใช่ไหมวะต่อ?”

            ผมส่ายหน้า อยากตอบไอ้หมูเหมือนกันว่าผมคงคิดไปเอง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ไง... มันเกิดขึ้นจริงเว้ย แล้วผมก็โคตรที่จะสับสนเลยด้วย กูไม่ได้คิดไปเองว่ะ กู...รู้สึกเขินที่โดนมันจีบจริงๆ

            “แต่มึงชอบผู้หญิงนะเว้ย เรื่องให้จีบมันก็เรื่องนึง แต่กับเรื่องเขินนี่มันชักจะไปกันใหญ่แล้วนะไอ้ต่อ

            “นั่นดิ” ไอ้ปิงก็เห็นด้วย “ปกติมึงเคยเขินผู้ชายที่เข้ามาจีบที่ไหนกัน นี่... ไอ้เจไดแม่งเล่นของใส่เพื่อนกูรึเปล่าวะเนี่ย?”

            “...” ผมนี่ถึงกับกุมขมับเลยครับ สิ่งที่ไอ้สองเพื่อนซี้พูดทำให้ผมรู้สึกเครียดขึ้นมาจริงๆ แล้วกับสิ่งที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่

            โอเค ผมรู้นะว่าผมเองก็ทำไม่ถูกเรื่องที่ใจอ่อนยอมให้มันมาจีบผมเพื่อแก้บนเจ้าแม่น่ะ ถือเป็นคนที่เปิดโอกาสให้มันเข้ามาในชีวิตเองด้วยซ้ำ แต่แม่ง ก็ผมไม่คิดนี่หว่าว่าอีกฝ่ายมันจะทำให้ผมรู้สึกหวั่นไหวได้ขนาดนี้น่ะแบบ... แค่นึกถึง ‘รอยยิ้ม’ ของไอ้บ้านั่น ผมก็...รู้สึกเขินขึ้นมาแล้ว

            โอ๊ย นี่ผมไม่ปกติจริงๆ แล้วนะเนี่ย!

            “เชี่ย พวกมึงว่ากูควรทำไงดีวะ” ชักจะซีเรียสขึ้นมาแล้วสิครับ เพราะถ้าเกิดไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง มีหวังผมได้เสร็จไอ้ตี๋เข้มเหมือนอย่างซีรีส์วายที่เห็นๆ กันตามทีวีแหง มันไม่สนุกนะเว้ย!

            “หรือมึงควรกลับมาคบผู้หญิงวะ ไหนๆ เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งปีนึงแล้วนะเว้ย เจ้าแม่เขาคงไม่ว่าอะไรมึงแล้วมั้ง

            “มึงก็พูดเป็นเล่นไอ้ปิง” ผมแอบดุ “จริงๆ... เรื่องนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับตัวกูเองด้วยแหละ กูเลือกแล้วอะมึง แล้วกูก็คงจะไม่มีวันเปลี่ยนใจด้วย

            เฮ้ออออออ งั้นก็ตามใจมึงเหอะ กูไม่ขอออกความเห็นแล้ว” ถึงจะแสดงอาการไม่พอใจออกมา แต่ดูจากแค่สายตาก็รู้แล้วว่าไอ้ปิงน่ะมันทั้งเข้าใจและเห็นใจผมมากขนาดไหน ซึ่งนั่นพอแล้วครับ แค่เพื่อนเข้าใจ ผมก็ไม่ขออะไรอีก

            แต่กูว่ากูมีวิธีจัดการกับเรื่องนี้นะ

            ยังไงวะ” ผมรีบหันหาไอ้หมูที่นั่งอยู่ข้างๆ อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ไอ้ปิงก็ออกอาการสนใจไม่แพ้กัน

            ในเมื่อไอ้เจไดมันเป็นต้นเหตุที่ทำมึงรู้สึกหวั่นไหว งั้นมึงก็ต้องหาทางเอาตัวออกมาจากมันให้ได้

            แต่... กูดันรับปากไปแล้วนะเว้ยว่าจะให้มันจีบอะ แล้วแบบนี้กูจะสลัดมันออกไปได้ยังไง” นี่แค่คิดไปถึงว่า... เจอไอ้เจไดมันทำหน้าหมาหงอยๆ เข้าให้ ใจผมก็อ่อนปวกเปียกไปหมดแล้ว!

            ผมแพ้ทางมันอะ ผมแพ้ทางมัน :(

            ก็ทำให้แผนการของมันสำเร็จสิวะ

            หมายถึง?”

            เออ อย่าเพิ่งถามมากน่า ตอนนี้มึงรีบ LINE ไปนัดเจอกับมันก่อน เอาเป็นเย็นนี้เลย

            “...”

            แล้วเดี๋ยวกูจะอธิบายแผนการทั้งหมดให้มึงฟังเอง :)”

            อา... จะไว้ใจได้ไหมวะเนี่ยไอ้หมู?

 

 

            4:13 PM

            ทันทีที่ลงจากรถ ผมก็พยายามมองไปรอบๆ เพื่อหาร่างสูงของคนที่นัดกันไว้ แต่ลงท้ายก็พบว่าไม่มีใครอื่นอยู่  บริเวณศาลเจ้าแม่แห่งนี้เลยยกเว้นผม ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมากเลยครับ ผมจะได้มีเวลาไหว้ศาลเจ้าแม่เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจก่อนเริ่มแผนการ

            เอาจริงๆ ตอนแรกผมก็ตั้งใจจะนัดไปเจอกันที่ละลายนะ แต่มาคิดดูอีกที... ไม่ดีกว่า วันนี้เวรพี่มิกซ์เข้าร้านอะ ไม่น่าจะได้คุยกันโดยสะดวกหรอก

            “เจ้าแม่ครับ ผมตัวต่อนะครับ นพวินทร์ ทัตพิชา วันนี้ผมไม่ได้จะมาบนอะไร แค่...อยากจะมาขอความเมตตาจากเจ้าแม่ อยากให้เจ้าแม่ได้โปรดช่วยดลบันดาลให้ผมนั้นสามารถทำตามแผนการที่ไอ้หมูแนะนำสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีด้วยเถอะนะครับ สาธุๆๆ~” ด้วยความที่เห็นแล้วว่าไม่มีใครอื่นอยู่ด้วย ผมจึงคุกเข่าอ้อนวอนขอร้องเจ้าแม่ออกมาเสียงดังฟังชัด หวังให้เจ้าแม่รับรู้คำอธิษฐานได้อย่างเต็มที่ และคอยช่วยเหลือให้ประสบผลสำเร็จตามที่ใจหวัง หรืออย่างน้อยที่สุด...ให้ท่านได้มาเป็นที่พึ่งทางใจให้กับผมในเวลานี้ก็ยังดี เพี้ยง!

            ยังไม่ทันที่ผมจะได้ลุกกลับขึ้นมายืน เสียงรถเลี้ยวเข้าจอดจากด้านหลังก็ดังขึ้น ก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงทักทายของอีกฝ่ายที่สดใสซะจนผมรู้สึกประหม่าขึ้นมาเลย

            “ไอ้ตัวต่อ :)” 

            “อะ...อ้าว มาแล้วเหรอ” โอ๊ย อย่าสั่นสิไอ้ต่อ นี่มึงยังต้องพูดกับมันอีกหลายประโยคเลยนะเว้ย เย็นไว้ๆๆ

            “มาแล้วสิ ไม่งั้นจะเห็นกูเหรอ” สัส กวนตีน “อะ พอดีเดินผ่านร้านเค้กใต้ตึก เห็นน่ากินดี เลยซื้อมาฝาก :)” แต่ก็ดันเป็นคนดีเกิ๊น ดีซะจน...ผมชักจะหวั่นๆ กับสิ่งที่ตั้งใจว่าจะมาพูดแล้วเนี่ย...

            “ขอบใจนะมึง

            มันยิ้มครับ ไม่ได้พูดอะไร ทำเพียงแค่ยิ้ม ดูอารมณ์ดีแปลกๆ อะไรของมันเนี่ย

            “ยิ้มอะไรวะ

            “อ้าว ก็กูดีใจ” 

            “เรื่อง?” ผมเป็นคนที่ได้เค้กไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่มันสักหน่อย

            “ก็ปกติกูต้องเข้าหามึง แต่คราวนี้มึงเป็นคนนัดกูมาหา กูก็ต้องดีใจสิ :)”

            “อา...” นี่มันไม่ได้กำลังคาดหวังว่าผมจะนัดมาคุยอะไรหวานๆ ใช่ไหม เพราะถ้าเป็นแบบนั้น...ท้ายที่สุดมันอาจจะยิ่งผิดหวังหนักกว่าเดิมนะเว้ย

            “ว่าไง มีอะไรถึงเรียกกูมา คิดถึงกูเหรอครับ :)”

            “...” เนี่ยยย พูดแบบเนี้ย จะไม่ให้เขินได้ไงวะ กะลิ้มกะเหลี่ยเกิ๊น! “กูแค่... แค่อยากจะนัดมึงมาเพื่อบอกว่า... มึงจีบกูติดแล้วนะ!”

            “หืม? จริงเหรอ?”

            น่านนน ลองทำหน้าแบบนี้แสดงว่ามันไม่เชื่อที่ผมพูดสินะ ไม่แปลกๆ เพราะผมเองยังไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ผมพูดเลย!

            แม่ง ทำไมไอ้หมูมันถึงคิดว่าคนอย่างผมจะสามารถทำตามแผนนี้ได้อย่างแนบเนียนวะ บอกให้ผมมาบอกไอ้เจไดว่ามันจีบผมสำเร็จแล้ว เป็นไปตามที่มันได้ขอแก้บนกับเจ้าแม่ไว้ พอเสร็จก็บอกมันว่าให้มาเป็นแฟนกันเลย ทนคบไปสักวันสองวัน ค่อยบอกเลิก ผลคือไอ้เจไดมันก็จะได้แก้บนด้วย ส่วนผมก็จะได้ทำตามที่รับปากไว้ ก่อนจะจบๆ กันไป ไม่ต้องติดค้างอะไรกันอีก

            เชี่ยเนอะ เป็นแผนที่เชี่ยมากกกกกกกกก และที่เชี่ยกว่าก็คือ...ผมดันยอมทำตามที่ไอ้หมูแนะนำเนี่ยแหละ!

            อะไรมันจะหมดหนทางขนาดนี้วะเนี่ยยยยยยย

            “จะ...จริง” ไม่มีพิรุธเลยเนอะ เนี๊ยนเนียน ฮืออออออ “เนี่ย เดี๋ยวเราสองคนเป็นแฟนกันเลยนะมึง แล้ว... ตอนเย็นก็ไปกินข้าวกัน มุ้งมิ้งๆ ตามประสาคนเป็นแฟนเขาทำกันอะ เนอะๆๆ

            “เดี๋ยวนะ กูว่าชักจะแปลกๆ ละ นี่มึง... ไม่ได้กำลังมีแผนอะไรอยู่ใช่ไหมวะตัวต่อ?”

            “ไม่มี๊!”

            “แน่ใจนี่คงไม่ใช่ว่ามึงตั้งใจจะทำให้กูเข้าใจว่ากูจีบมึงติดแล้ว จากนั้นก็คบกันไปสักเดือนนึง แล้วค่อยทำมาบอกเลิกกูหรอกนะ?”

            “เดือนนึงก็นานเกิ๊น... เอ๊ยกูหมายถึง...”

            เชี่ยยย เผลอหลุดปากกก!

            “พอๆ เลิกแถเถอะ กูจับมึงได้ละครับ :)”

            โอ๊ยยยยยย บอกแล้วใช่ไหมไอ้หมูว่ากูทำไม่ได้ขนาดพี่ผึ้งยังเคยพูดเลยว่าผมน่ะ โกหกง่อยสุดในบ้านแล้ว ไม่เคยเนียน ล่อกแล่ก ไม่เป็นธรรมชาติ!

            “เออ กูยอมรับก็ได้ มึงพูดถูก

            “ถ้างั้นกูก็ไม่เอาด้วยหรอก เรื่องอะไรเล่า แบบนี้กูเสียเปรียบชัดๆ

            ไอ้เจไดไม่ได้แสดงอาการโกรธอะไร มันทำเพียงแค่ยิ้มอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า ก่อนที่จะเดินหนีไปนั่งที่ม้านั่งหินอ่อนด้านซ้ายมือ จนผมต้องรีบจ้ำอ้าวตามไป คือถึงกับต้องใช้คำนี้เลยนะ คนอะไรก็ไม่รู้ แข้งขายาวเป็นบ้า ก้าวไม่เท่าไหร่ก็ถึงแล้ว เปรตชัดๆ!

            “เฮ้ย เดี๋ยวดิ มาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน

            “ยังจะต้องคุยอะไรอีก เรื่องแผนที่มึงตั้งใจจะหลอกกูเนี่ยนะ ถามจริง ใครคิดวะ มึงคิดเองเหรอ?

            ไม่ใช่ ไอ้หมูคิด อย่างกูน่ะ คิดอะไรไม่ออกหรอก สับสนเป็นอย่างเดียวแหละตอนนี้ “เออ กูคิดเอง” แต่จะโบ้ยเพื่อนได้ไงเล่า ยอมรับเองเนี่ยแหละ แมนๆ ดี

            “แผนห่วย โกหกก็ไม่เนียน ไปเรียนมาใหม่นะครับ :)”

            อะ ถ้าจะพูดแบบนี้ มึงไม่ต้องยิ้มแล้วก็ได้นะ มึงมองเหยียดกูเถอะ มันจะได้ดูเข้ากันหน่อย ฮึ้ยยย

            “แต่กูว่า...มันก็เข้าท่าอยู่นะเว้ย” ผมยังคงไม่ยอมแพ้ ส่วนไอ้เจไดก็หันมากอดอก ทำท่าตั้งใจฟัง แต่กลับเหมือนผู้ใหญ่รอฟังคำแถจากเด็กด้วยความเหนื่อยใจยังไงก็ไม่รู้อะ แม่ง!

            “ก็... มึงจะได้ไม่ต้องลำบากจีบกูไงเจได เนี่ย กูยอมให้มึงจีบติดเดี๋ยวนี้เลย จะได้ถือว่ามึงแก้บนเจ้าแม่สำเร็จแล้ว ดีออก เนอะ

            “ไม่อะ” แต่ไอ้หน้าหนวดกลับส่ายหัว ดูเอาแต่ใจ แต่ก็...ดูดี โอ๊ย! “ไม่ดีสักนิด กูไม่เอาด้วยหรอก ฝันไปเลย” ไม่พูดเปล่า มันลุกหนีครับ เดินไปหยุดยืนกอดอกอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เดินตามกันไปกันมาจนจะกลายเป็นหนังอินเดียแล้วนะ!

            “เฮ้ยมึง มีเหตุผลหน่อยสิวะ

            “กูเนี่ยนะไม่มีเหตุผล” มันหันกลับมาหาพลางชี้นิ้วเข้าหาตัว ดูไม่สบอารมณ์เท่าไหร่เลย จนผมที่เดินตามไปถึงกับชะงัก... “กูมีเว้ย กูมีเหตุผลที่ตัดสินใจบนกับเจ้าแม่ไปแบบนั้น ซึ่งกูก็บอกมึงไปตั้งแต่แรกแล้วไง ว่ามันเป็นเพราะว่ากูชอบมึง มึงนั่นแหละที่ไม่มีเหตุผลไอ้ตัวต่อ สองวันก่อนบอกให้กูจีบได้ แต่พอมาวันนี้ คิดแผนเขี่ยกูออกไปซะงั้น มึงนั่นแหละที่ไม่มีเหตุผล!” แถมยังขึ้นเสียงใส่ซะจนผมสะดุ้ง เชี่ย... คิดว่าตัวเองอารมณ์เสียเป็นคนเดียวหรือไงเล่า!

            คิดเหรอว่ามันง่ายน่ะ การที่เป็นผู้ชายอยู่ดีๆ แล้วต้องมาหวั่นไหวกับผู้ชายด้วยกันเองน่ะ มึงคิดว่ามันง่ายนักเหรอ ไอ้ห่า!

            “เออกูยอมรับว่ากูผิดเองที่รับปากมึงไปแบบนั้น ทั้งที่จริงๆ กูควรคิดให้ดีก่อนว่ากูเป็นผู้ชาย จะให้ผู้ชายด้วยกันเองอย่างมึงมาจีบไม่ได้เพราะถ้าไม่มัวแต่ใจอ่อนกับมัน ผมก็คงไม่ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์ที่มันลำบากใจแบบนี้หรอก “และเพราะแบบนี้ไง กูถึงได้พยายามจะมีเหตุผลอยู่ กูพยายามแก้ไขให้มันถูกต้องอยู่ มึงเข้าใจกูบ้างสิ!”

            “แก้ไขให้ถูก? ด้วยการคิดแผนเพื่อเขี่ยกูออกไปให้พ้นๆ เนี่ยนะ

            “...” แล้วมึงจะตัดพ้อเพื่อ!? คิดว่ากูรู้สึกดีกับเรื่องนี้นักเหรอวะแล้วมึงจะเอายังไงเจได มึงจะจีบกูไปเรื่อยๆ แบบนี้น่ะเหรอ ทั้งที่กูอาจจะไม่มีวันหันมาชอบมึงเลยเนี่ยนะ

            “ใช่ นั่นแหละคือสิ่งที่กูต้องการ

            “...”

            แล้วแบบนี้ผมจะพูดอะไรต่อได้วะ สิ่งที่มันพูดออกมาน่ะก็เรื่องนึง แต่ก็ยังไม่เท่ากับ...รอยยิ้มฝืนๆ บนใบหน้า ในขณะที่...สายตาไม่สดใสอีกต่อไปแล้ว...

            ผมเม้มริมฝีปากแน่น พยายามหันหน้าหนีไปทางอื่น เพราะไม่อยากใจอ่อนกับอีกฝ่าย... 

            “ตัวต่อ” แต่ร่างสูงกลับรั้งผมไว้ให้หันกลับไปหาด้วยเสียงที่อ่อนลง ดูก็รู้ว่ามันยอมแพ้ผมหมดทุกทางแล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีเลยสักนิด... “กูขอเถอะนะ ให้กูได้อยู่ตรงนี้ ได้จีบมึงไปเรื่อยๆ แบบนี้ ได้ไหม...”

            ยิ่งได้ฟังคำอ้อนวอนจากมัน ผมยิ่งรู้สึกสับสนหนักกว่าเดิม... ความรู้สึกตอนนี้เหมือนมีรถไฟหลายขบวนวิ่งชนกันอยู่ในหัวผม ทั้งเละเทะทั้งยุ่งเหยิง ถึงขนาดที่ผมต้องยกมือขึ้นกุมขมับของตัวเอง พลางหันหน้าหนีอีกครั้ง โดยที่ครั้งนี้มันไม่สามารถรั้งผมไว้ได้อีกต่อไป...

            “มึงไม่เข้าใจเจได... มึงไม่เข้าใจ...”

            “แล้วอะไรล่ะที่กูไม่เข้าใจ มึงบอกกูมาดิ

            “...”

            ไม่ได้...

            “บอกไม่ได้เหรอวะ?”

            แล้วจะให้กูบอกมึงยังไง ว่าที่กูต้องหาทางเอามึงออกไปจากชีวิต เพราะว่ากูเขินมึง หวั่นไหวกับมึง แล้วก็รู้สึกไม่เป็นตัวเองเพราะมึงอย่างที่เป็นอยู่เนี่ย!

            “...”

            “...”

            ผมพยายามตั้งสตินะ พยายามใช้ความเงียบเข้าข่มความรู้สึกที่วิ่งพล่านซะจนไร้ทิศทางของตัวเอง จนกระทั่งรู้สึกได้ถึงความเงียบของอีกฝ่ายที่เงียบไปจนผิดปกตินั่นล่ะ ถึงได้รีบหันกลับมา...

            “เฮ้ย เดี๋ยวก่อนดิเจได!”

            “...”

            ...เพื่อที่จะพบว่ามันได้กลับขึ้นรถของตัวเองไปแล้ว!

            “เจได เดี๋ยวๆ มึงฟังกูก่อน ไอ้เจได!”

            ผมรีบวิ่งไปที่รถของมัน ตั้งใจที่จะหยุดมันไว้ แต่ก็ไม่ทัน... มันขับรถออกไปแล้ว...

            “โธ่เว้ย!”

            ไปโดยที่... ไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว...

 

 

            วันต่อมา

            ผมติดต่อไอ้เจไดไม่ได้เลยครับ พยายามโทรหาก็แล้ว ส่งข้อความไปตามช่องทางต่างๆ ก็แล้ว แต่ทุกอย่างกลับเงียบ... ไม่ได้รับอะไรที่เป็นข้อมูลใหม่ๆ กลับคืนมาเลยตั้งแต่เมื่อคืนนี้ ทำเอาผมนี่นอนแทบไม่หลับ เพราะพอจะพยายามข่มตาทีไร... ความเศร้าเสียใจบนใบหน้าของไอ้บ้านั่นก็จะตามมาหลอกมาหลอนผมเสียทุกครั้ง

            [ฮัลโหล ว่าไงมึง]

            “มึงทวนกูอีกทีซิไอ้หมู ว่าห้องไอ้เจไดมันอยู่ไหน

            [หอสี่ ชั้นสอง ห้องที่สามจากในสุด]

            “โอเคมึง ขอบคุณมาก

            [เฮ้ย เดี๋ยวๆ นี่มึงจะเอาจริงเหรอวะไอ้ต่อ]

            “เออ กูเอาจริง กูอยากเจอมัน อยากคุยกับมันให้รู้เรื่อง

            [แต่แบบนี้มันเท่ากับว่ามึงไปง้อมันนะเว้ยต่อ]

            “ก็ใช่ไง กูเองก็บอกมึงไปแล้วนี่

            ปล่อยให้มันคาราคาซังแบบนี้ไม่ได้จริงๆ ว่ะ ถ้าจะต้องแยกกันไปจริงๆ ผมก็อยากให้ทุกอย่างจบลงด้วยดี ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างรู้สึกไม่ดีแบบนี้... เพราะฉะนั้น ผมถึงได้ขอให้ไอ้หมูช่วยสืบห้องพักที่หอในของไอ้ตี๋หนวดเจไดให้ แล้วก็รีบตรงมาหามันแต่เช้า ตั้งใจมาง้อเต็มที่ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองต้องทำแบบนี้ด้วย เพื่อนก็ห้ามนะ บอกว่าแบบนี้ก็ดีแล้ว มันจะได้ไม่ต้องมายุ่งกับผมอีก แต่ผมไม่ฟัง...

            ในหัวมันคิดอยู่อย่างเดียวเลยว่าอยากให้กลับมาคุยกันได้ดีๆ ก่อน แล้วหลังจากนั้นจะว่าไงก็ค่อยว่ากันอีกที

            โคตรบ้าเลยกู

            [แต่นั่นหมายความว่ามึงอาจตัดมันออกไปจากชีวิตไม่ได้แล้วนะเว้ยไอ้ต่อ มึงแน่ใจแล้วเหรอวะ]

            “เออ กูแน่ใจ...” จริงๆ ก็ไม่ค่อยจะแน่ใจเท่าไหร่หรอก แต่ถ้าถามว่าเป็นสิ่งที่รู้สึกว่าควรตัดสินใจมากที่สุดในเวลานี้ไหม คำตอบคือ...ใช่

            [โอเค งั้นก็ตามใจมึง กูไม่ห้ามละ มีอะไรก็โทรมาแล้วกัน พร้อมไปหาเสมอ]

            “เออ ขอบคุณมากมึง... เฮ้ยๆ แค่นี้ก่อนนะ มีคนออกมาจากห้องว่ะ

            [เออๆ เจอกัน]

            “เจอกันมึง

            ผมรีบวางสาย ก่อนจะก้าวยาวๆ เข้าไปหาไอ้คนที่กำลังจะเปิดประตูออกจากห้องที่เป็นเป้าหมายของผมในเช้านี้

            “เอ่อ... สวัสดี

            “อา... สวัสดี

            ไม่ใช่หรอกครับ คนที่เปิดออกมาไม่ใช่ไอ้เจได แต่เป็นหนึ่งในเพื่อนมันที่ผมเห็นอยู่ด้วยกันเมื่อวานนี้ที่โรงส้ม ผิวขาว ใส่แว่น สวมเสื้อนิสิตไม่เนี้ยบเท่าไหร่ แต่ก็ดูดีในแบบของมัน และเพราะแบบนั้น การทักทายของเราสองคนจึงออกจะติดๆ ขัดๆ เล็กน้อย ก็นะ คนมันไม่เคยคุยกันมาก่อนเลยนี่หว่า

            “กู... ตัวต่อนะ

            “เออ กูรู้จักมึงดี” อา... รู้จักดีในแง่ไหนล่ะเนี่ย? “กูยศ มาหาไอ้เจไดเหรอ

            “ใช่ กูมาหาเจได” แล้วก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาซะงั้น เมื่อคิดว่าคนที่อยากเจออยู่แค่หลังประตูบานนี้นี่เอง แล้วถ้าเจอ... ควรพูดอะไรกับมันบ้างวะเนี่ย?

            “มันไม่อยู่หรอก

            “อ้าว” เป๋เลยครับ จากตอนแรกที่รู้สึกตื่นเต้นๆ อยู่ เหมือนใจมันฟีบลงเลย... ก็นึกว่าไอ้ตี๋เข้มมันอยู่ในห้องซะอีก เฮ้อออ “ไปไหนอะ นี่ยังเช้าอยู่เลยนะ

            “ไม่รู้ว่ะ มันไม่ได้กลับมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว สงสัยไปกินเหล้า แล้วก็นอนแถวๆ นั้นแหละ

            “อ๋อ โอเค ขอบคุณนะมึง

            ใจจริงก็อยากถามข้อมูลไอ้คนชื่อยศอะไรมากกว่านี้หรอกนะ โดยเฉพาะตรงที่มันบอกว่า ‘นอนแถวๆ นั้นแหละ’ แต่ลงท้ายก็ไม่ได้ถามครับ เพราะรู้สึกได้ถึงความไม่เป็นมิตรของอีกฝ่าย นี่ไอ้เจไดคง... ไม่ได้ด่าผมให้เพื่อนมันฟังหรอกนะ

            เฮ้ออออออ สงสัยคงต้องกลับมาอีกทีหลังจากจัดรายการเสร็จ น่าจะได้เจอแหละผมว่า

            “เดี๋ยวมึง

            แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้เดินจากไป เสียงของคนที่คุยกันก่อนหน้าก็ร้องเรียกผมไว้ ดูจริงจังซะจนผมต้องรีบหันกลับมา เพราะไม่อยากเผลอไปทำอะไรให้มันไม่พอใจเข้า ยอมรับเลยครับว่ากลัว

            “ว่าไง

            “มึงเองก็เคยบนกับศาลเจ้าแม่มาก่อนใช่ไหม

            ผมพยักหน้า “ใช่ กูเคยบนมาก่อน” แต่ก็แอบงงนะว่าทำไมจู่ๆ มันถึงชวนผมคุยเรื่องนี้ได้ ไม่มีปี่มีขลุ่ยเลยสักนิด

            “กูเองก็เคยบนเหมือนกัน ขอให้แฟนกูหายป่วย แลกกับการที่กูจะไม่กินเนื้อวัวตลอดชีวิต

            “แล้วสำเร็จไหม” 

            “สำเร็จ เหมือนมึงนั่นแหละ ตอนนี้กูก็เลยไม่กินเนื้อวัวอีกแล้ว

            “อ่าฮะ ยินดีด้วยนะมึง” ไม่รู้จริงๆ ว่าควรตอบอะไรกลับไป พูดได้แค่ว่ายินดีด้วยเนี่ยแหละ เพราะยังงงๆ อยู่เลยว่าทำไมมันถึงได้เล่าเรื่องนี้ให้ผมฟัง

            จนกระทั่งได้ฟังสิ่งที่มันพูดต่อหลังจากนั้น...

            “ที่กูต้องการจะบอกมึงก็คือ มันไม่ได้เกี่ยวหรอกเว้ย ว่ากู มึง หรือไอ้เจไดไปบนอะไรกับเจ้าแม่ไว้

            “...”

            “แต่มันคือความตั้งใจของเราทุกคนที่บน ว่ายังไงก็จะต้องทำในสิ่งที่ตัวเองสัญญาเอาไว้ให้สำเร็จให้ได้

            “...”

            “มึงเองก็น่าจะเข้าใจนะ เพราะมึงเองก็ไม่ยุ่งกับผู้หญิงคนไหนอีกเลยนี่

            “...”

            “ไอ้เจไดมันก็เหมือนมึงนั่นแหละ มันตั้งใจไว้แล้ว แล้วมันก็ดีใจมากด้วยตอนที่มึงยอมให้มันจีบเพื่อแก้บนเจ้าแม่น่ะ

            “...”

            “กูไม่รู้หรอกนะว่าทำไมจู่ๆ มึงถึงอยากจะตัดเพื่อนกูออกไปจากชีวิต แล้วกูก็จะไม่ถามด้วย

            “...”

            “แต่จำเอาไว้นะ ถ้าคราวหลังมึงไม่แน่ใจว่ามึงจะทำได้ ก็อย่าพูดพล่อยๆ อีก คนอื่นเขาจะได้ไม่ต้องมาเสียความรู้สึกกับมึงเหมือนอย่างไอ้เจได

            “...”

            “เพราะว่าเพื่อนกูน่ะ มันจริงจังกับมึงมาก ตั้งแต่รู้จักกันมันมา กูยังไม่เคยเห็นมันจริงจังกับใครมากเท่ามึงเลย รู้ไว้ด้วย

            “...”

            แล้วผมก็พูดอะไรไม่ออกอีกเลย

 

 

            4:34 PM

            หลังเลิกเรียน ผมรีบตรงไปกินข้าวที่โรงส้มทันทีแบบที่ไม่รอเพื่อนคนไหนทั้งนั้น ก่อนที่สุดท้ายจะพุ่งมายังห้องฝ่ายกระจายเสียง ซึ่งวันนี้ดูจะคึกคักมากเป็นพิเศษเลยแฮะ ไม่เคยเห็นว่าจะคึกคักเท่านี้เลยนี่?

            “อ้าวๆ ได้โปรดอยู่ในความสงบกันด้วยนะครับเดี๋ยวทางเราต้องรีบเตรียมตัวออนแอร์สำหรับช่วงเย็นกันแล้วน้า รบกวนอย่ายืนขวางประตู แล้วก็ไปนั่งกันให้เป็นระเบียบตรงนั้นเลย ไปๆๆ

            ผมเห็น ‘พี่อิ๋ว’ ประธานชมรมเดินออกมาจัดระเบียบให้กับกลุ่มคนที่ยืนออกันอยู่อย่างจริงจัง ส่วนใหญ่ก็เป็นนิสิตผู้ชายครับ ซึ่งก็ไม่แปลกหรอก ห้องฝ่ายเราตั้งอยู่ในเขตชุมชนหอชายนี่ ยังไงก็คงต้องมีผู้ชายมากกว่าอยู่แล้ว

            ว่าแต่… มารวมตัวอะไรกันเยอะแยะวะ จะมีคนดังมาที่ฝ่ายวันนี้หรือไง?

            “มีเรื่องอะไรกันเหรอครับพี่อิ๋ว ทำไมดูวุ่นวายกันจัง

            “เฮ้ยๆๆ น้องต่อมาแล้วเว้ย!!!!

            “เชี่ยยย เพิ่งเห็นใกล้ๆ ครั้งแรกนะเนี่ย ขาวจั๊วะเลยโว้ย!”

            “น้องต่อหิวไหมครับ พี่มีขนมมาให้ด้วยน้า

            “ผมก็มีครับพี่ต่อ รับไปสิครับ เนี่ยๆ ผมซื้อมาให้เต็มเลย

            “เราก็มีขนมมาฝากนะ

            “พี่ด้วย

            “ผมด้วย

            “เราด้วย

            กะ...ก่อนจะตามมาอีกหลายเสียง โดยเฉพาะเสียงพี่อิ๋วที่ดังผ่ากลางขึ้นมาว่า มึงไงเรื่องวุ่นวาย!” ขณะที่ออกแรงดันผมให้เข้ามาในห้องฝ่าย ถึงได้ทำให้ผมเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งหมด ก็คือผมคนนี้นี่เอง!

            “พี่ขอโทษด้วยนะต่อ ไม่คิดว่าจะวุ่นวายแบบนี้” 

            คนแรกในห้องฝ่ายที่ทักผมก็คือพี่โจ้ หรือดีเจ ‘น้ำเหนือ’ ที่ผมจะต้องจัดรายการด้วยในวันนี้ แต่ไหง...พี่เขายิ้มแหยมาแต่ไกลขนาดนั้นล่ะ?

            ทำไมต้องขอโทษด้วยล่ะครับ

            ก็...”

            ก็ไอ้โจ้เนี่ยแหละ เป็นคนเอารูปต่อไปโพสต์ในเพจฝ่ายเรา ชวนให้คนมาฟังน้องจัดรายการเย็นนี้ เป็นไง สร้างความวุ่นวายให้ฝ่ายเลยเห็นไหม หึ เสร็จนี่มึงเตรียมตัวโดนพี่อิ๋วเชือดได้เลยครับไอ้โจ้

            แต่คนที่ไขข้อข้องใจแทนกลับเป็น ‘พี่บอล’ รุ่นพี่ปีสามฝ่ายเทคนิคที่โคตรฮอต เพราะเป็นถึงอดีตเดือนคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มีรูปในเพจหนุ่มหล่อของมหาลัย แฟนคลับเพียบ

            ก็กูไม่คิดว่าคนมันจะขนาดนี้นี่หว่า

            โห่พี่ นี่ใคร นี่มันไอ้ตัวต่ออดีตเดือนคณะศิลปศาสตร์นะพี่ ใครๆ ก็อยากเจอมันทั้งนั้นแหละ

            ส่วนคนที่เพิ่งจะออกความคิดเห็นเพิ่มเติมนี่คือ ‘ไอ้อ๊อด’ ครับ เป็นดีเจรุ่นเดียวกับผม นั่งอยู่ข้างๆ ‘ฝัน’ ดีเจอีกคนหนึ่งในรุ่นปีสอง สงสัยวันนี้เป็นเวรพวกมันสองคนมาช่วยพี่ดีเจปีสามสินะ

            มึงก็พูดเกินไป

            เอ้า กูพูดจริง นี่ได้ข่าวว่าไอ้เจไดที่หล่อๆ คณะบริหารก็ตามจีบมึงอยู่ไม่ใช่เหรอ?”

            “...” ห่า... ผมถึงกับพูดอะไรไม่ออกเลยครับ ทำได้แค่ยิ้มแหยๆ ให้มัน รู้แหละว่ามันพูดเล่น แต่ทำไงได้อะ อารมณ์ตอนนี้มันขำไม่ออกแล้วอะ ยิ่งได้คุยกับไอ้ยศเพื่อนไอ้เจไดเมื่อเช้านี้ยิ่งขำไม่ออก... ในเมื่อทุกคำที่ไอ้ยศพูดมันจริงจนผมไม่อาจที่จะเถียงอะไรกลับไปได้... ก็เลยต้องทำเป็นเดินไปคุยรายละเอียดกับพี่โจ้แทน “พี่โจ้ครับวันนี้ผมต้องทำอะไรบ้างเหรอครับ?”

            ขอเก็บไว้ก่อนนะไอ้ความรู้สึกผิดน่ะ เดี๋ยวจัดรายการเสร็จเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน

            ก็ตามนี้แหละครับน้องต่อ ไม่ต้องซีเรียสนะ เดี๋ยวพี่ช่วย

            ขอบคุณครับ

            ผมยกมือไหว้พี่โจ้ รู้สึกได้ถึงความใจดีมีเมตตาของอีกฝ่ายที่ตั้งใจอธิบายรายละเอียดให้ผมฟังอย่างใจเย็น ไม่แสดงท่าทีรำคาญใจให้เห็นเลยแม้แต่นิดเดียว ดีจัง

            เอ้าๆๆ เริ่มรายการได้แล้วพวกมึง อย่าช้า

            จนกระทั่งพี่อิ๋วกลับมาในห้องฝ่ายพร้อมกับถุงขนมที่น่าจะเป็นของผมอยู่เต็มมือนั่นแหละ พี่โจ้กับผมก็ถูกไล่ให้เข้าไปจัดรายการทันที

            โอเค จะเริ่มแล้วนะ

            อา... ครับ

            ให้ตายสิ ทำไมตื่นเต้นเฉยเลยวะเนี่ยห้องนี้ก็เข้ามาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วนะ แต่ทำไมพอได้มาจัดรายการเองจริงๆ กลับออกอาการสั่นเฉย แม่งงง

            สวัสดีคร้าบบบบบบ สวัสดีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคนนะครับ วันนี้อยู่กับดีเจน้ำเหนือกันอีกเช่นเคย เพราะว่าดีเจน้ำมะพร้าวติดสอบย่อยนะครับ” อ้าว นี่พี่โจ้แกก็มาจัดรายการแทน ‘พี่เสก’ เหมือนกันเหรอเนี่ย? “นี่ๆๆ แต่วันนี้บอกเลยว่าพิเศษมาก เพราะมีดีเจน้องใหม่มาช่วยจัดแทนดีเจน้ำฝนด้วยแหละ อะ เดี๋ยวลองให้น้องเขาแนะนำตัวกันหน่อยนะครับ

            เอ่อ...” คิวผมแล้วสินะ ใจเย็นไอ้ต่อ ใจเย็นนน มึงทำได้ รับรอง มึงทำได้! “สวัสดีครับ ผม...ดีเจตัวต่อ วันนี้รับหน้าที่แทนดีเจน้ำฝน ยังไงก็...ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ

            นี่ เป็นไงครับน้องผม เสียงนุ่มละสิท่า ยังไงก็ฝากดีเจตัวต่อเอาไว้ในอ้อมอกอ้อมใจกันด้วยเด้อ อิอิ” ขี้เล่นจริงๆ เลยพี่โจ้เนี่ย “เอาล่ะครับ เช่นเคย ก่อนที่จะไปฟังเพลงเพราะๆ กัน ขอให้ดีเจน้ำเหนือคนนี้ได้มอบสาระความรู้ดีๆ ให้กับทุกคนก่อนก็แล้วกันนะครับ

            พี่โจ้ชี้นิ้วให้ผมกดปิดไมค์ของตัวเอง ก่อนที่จะย้ายไปชี้นิ้วต่อยังไอโฟนของผมที่วางอยู่ เป็นอันรู้กันว่าผมมีหน้าที่อะไรในระหว่างที่พี่เขาจะต้องอ่านเรื่องราวมีสาระ (ที่ฝ่ายสร้างสรรค์หาข้อมูลมาให้ผู้ฟังได้รับรู้ตามกฎของทางมหาวิทยาลัย ที่ทางฝ่ายจะต้องสอดแทรกความรู้ควบคู่ความบันเทิง ถือเป็นหนึ่งในกฎหลักสำคัญที่ไม่สามารถละเลยได้

            ผมเชื่อมต่อ AirPods เข้ากับไอโฟน ก่อนจะเปิดเข้ายังเพจของฝ่ายกระจายเสียง ซึ่งขณะนี้กำลังไลฟ์อยู่ เห็นหน้าของผมกับพี่โจ้แบบเต็มๆ เลยอะ แต่ก็... ดูดีอยู่นะ พอไหวๆ

            ส่วนหน้าที่สำคัญของผมตอนนี้ก็คือดูคอมเมนต์ของคนที่เข้ามาชมการไลฟ์ครับ ดูว่ามีข้อความอะไร หรือว่ามีใครขอเพลงอะไรที่น่าสนใจบ้าง แล้วเลือกมา เพื่อที่ว่าทางพี่โจ้กับผมจะได้อ่าน และเปิดเพลงให้ตามคำขอกันต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่...

            ...มีแต่คนมาขอเพลงให้ผมทั้งนั้น!

            ตอกย้ำว่าผมเนี่ย เป็นขวัญใจของพวกนิสิตชายหลายต่อหลายคน แล้วดูแต่ละข้อความสิ มอบให้ตัวต่อของผม บ้าง มอบให้น้องต่อคนงาม บ้าง ขนลุกโว้ย!

            ด้วยเหตุนั้น ผมจึงเลือกทำเป็นมองไม่เห็นซะเลย แล้วคัดเอาแต่เฉพาะข้อความหรือคำขอของคนอื่นๆ ที่ไม่ได้พูดถึงผมเท่านั้น ซึ่งก็มีไม่เยอะนักหรอก แต่ก็ดีแล้ว เพราะถึงยังไงอย่างต่ำทางฝ่ายเราก็เปิดได้ไม่เกินสิบห้าเพลงหรอก ไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้นสักหน่อย

            เอาละครับ ทีนี้เรามาดูข้อความกันบ้างดีกว่าว่ามีใครขอเพลงอะไรเข้ามากันบ้าง” 

            หลังจากที่พี่โจ้ให้ความรู้กับคุณผู้ฟังเสร็จเรียบร้อยแล้ว พี่เขาก็หันมารับกระดาษจากผมไปถือไว้ ในขณะที่ตาก็หันดูคอมเมนท์ที่เด้งขึ้นอย่างต่อเนื่องในไลฟ์ของพวกเรา

            แล้วในจังหวะนั้นเอง...

           

            Jedi Pappayon

            ขอเพลง ‘เรื่องของชั้น’ ของ ‘จีน่า เดอซูซ่า’ ครับ

 

            ข้อความของคนที่ผมพยายามตามหาตัวตั้งแต่เมื่อคืนวานก็เด้งขึ้น ผมรู้สึกตกใจเหมือนเห็นผี ไม่คิดว่าจู่ๆ ไอ้ตี๋หนวดมันจะมาขอเพลงกับเขาด้วย แถมยังไม่ได้บอกว่าขอให้ ‘ผม’ อย่างที่คนออกตัวแรงอย่างมันชอบทำอีก

            หรือว่า... มันจะขอให้คนอื่นล่ะเนี่ย?

            “โอ้ววว ขอกันเข้ามาเยอะเลยนะครับ แต่ผมคิดว่าผมได้มาในใจหนึ่งเพลงแล้วล่ะ เป็นเพลงที่ผมเพิ่งจะได้มีโอกาสฟังเมื่อคืนนี้เอง

            “เพลงอะไรเหรอครับพี่” ผมเปิดไมค์ถาม ก็แหม เขาขอให้มาจัดรายการคู่นี่ ปล่อยให้พี่ดีเจน้ำเหนือเขาพูดเองเออเองอยู่คนเดียวได้ไง

            “เพลง ‘เรื่องของชั้น’ ของ ‘จีน่า เดอซูซ่า’ ครับ น้องต่อเคยฟังไหม?”

            “อา... ไม่เคยครับ ไม่เคยได้ยินชื่อเลย” ผมนี่ต้องข่มอารมณ์ความตกใจของตัวเองอย่างมากเลยนะ เพราะไม่คิดว่าจู่ๆ พี่โจ้จะเลือกเพลงที่เจไดขอ ทั้งที่มันเลื่อนผ่านตาไปแวบๆ เอง นี่พี่โจ้เขาไม่ได้จงใจจะแกล้งผมใช่ไหมเนี่ย!?

            “โอ๊ยยย พลาดไม่ได้เด้อ เพลงนี้พี่แนะนำเลย ความหมายดีมาก” ไม่พูดเปล่า ดีเจน้ำเหนือหันไปเตรียมตัวเปิดเพลงอย่างเต็มที่ โดยไม่ลืมที่จะเกริ่นเข้าเพลงอย่างน่าสนใจตามสไตล์ดีเจ “เอาล่ะครับ งั้นผมขอเลือกเพลงนี้เป็นเพลงแรกสำหรับช่วงเย็นๆ ที่อากาศกำลังดีแบบนี้นะครับ เชื่อว่าน่าจะโดนใจใครหลายคนที่กำลังเดินหน้าจีบใครสักคนอยู่ แล้วอยากจะบอกให้เขาได้รู้ ว่าไม่จำเป็นต้องเข้าใจ ขอแค่รับความรู้สึกดีๆ ของฉันไป เพราะนี่มันเรื่องของฉัน ไม่ใช่เรื่องของเธอ ไปฟังกันเลยคร้าบบบ~”

            สิ้นเสียงพูดของพี่โจ้ เสียงเพลงจังหวะสนุกๆ ก็ดังขึ้น ซึ่งไม่ใช่อะไรแบบที่ผมชอบเลยสักนิด เพราะปกติเป็นคนชอบฟังเพลงช้า แต่...พอได้ยินการเกริ่นเข้าเพลงของพี่โจ้ บวกกับที่คนขอเพลงเป็นเจได ก็ทำเอาผมเผลอตั้งใจฟังเพลงนี้ไปโดยไม่รู้ตัว...

 

            ที่ให้เธอไปแค่หวังดี เท่าไรก็เท่าที่ฉันมี

            ไม่ได้ต้องการให้สนใจ แค่เพียงต้องการให้รับไป

 

            เรื่องของหัวใจ มันเป็นเรื่องของหัวใจ

            เธอไม่ get ก็จบไป ไม่ก็ลืมมันซะ

 

            มันไม่ใช่เรื่องของเธอ นี่เรื่องของฉัน

            มันไม่ใช่เรื่องของเธอ ปล่อยมันไป

            มันไม่ใช่เรื่องของเธอ นี่มันใจฉัน

            สรุปว่าเธอนั้นไม่ต้องเข้าใจ

            เธอแค่รับมันไปก็พอ

 

            เนื้อเพลงนี้มัน... ทำให้ผมคิดไปถึงสิ่งที่เจไดเคยพูดตอนที่เราเจอกันครั้งแรก...

 

            เฮ้ยตัวต่อ นี่กูจริงจังเลยนะ มึงไม่ต้องเครียดเว้ย นี่มันไม่ใช่เรื่องของมึง มันเป็นเรื่องของกู หัวใจกู เดี๋ยวกูรับผิดชอบเอง มึงไม่ต้องคิดมาก

 

            หัวใจผมเต้นผิดจังหวะไปเล็กน้อยเมื่อนึกถึงประโยคคำพูดนั้น... ประโยคที่ผมเคยไม่เข้าใจและมองข้าม แต่พอมาวันนี้...วันที่ได้รับคำอธิบายเพิ่มเติมจากเพลงที่ยังคงเปิดอยู่... สิ่งที่เคยถูกละเลยและไม่เคยได้รับความเข้าใจ กลับฉายชัดขึ้นมาในความรู้สึกอย่างที่ไม่อาจจะกีดกันมันออกไปได้...

            ผมเผลอยิ้ม ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้เป็นแบบนี้ กลายเป็นคนที่สับสน... กลายเป็นคนที่หวั่นไหว... กับใครบางคนที่ไม่ควรแม้แต่จะรู้สึกด้วย แต่ที่ผมแน่ใจที่สุดก็คือ...ผมรู้ว่าผมเป็นแบบนี้เพราะใคร...

            ไม่รอช้า ไม่แม้แต่จะปล่อยให้ตัวเองได้คิด ผมตัดความสับสนทุกอย่างในใจออกไป แล้วคว้าไอโฟนตรงหน้าขึ้นมาส่งข้อความบ้าๆ หาไอ้ตี๋เข้มอย่างที่ไม่อาจจะควบคุมตัวเองได้ ผมส่งไปว่า...

 

            กูเข้าใจมึงแล้ว เอาเป็นว่ากูจะปล่อยให้มันเป็นเรื่องของมึงก็แล้วกัน มึงช่วยหายโกรธกูที แล้วกลับมาจีบกูเหมือนเดิมนะ พลีสสสสสส

 

            ไม่ถึงสองนาที คนที่หายไปเมื่อคืนนี้ก็โทรกลับเข้ามา ทำเอาผมต้องรีบขอพี่ๆ ไปเข้าห้องน้ำอย่างเร่งด่วน แถมพอออกมา...ก็ต้องรีบเนียนๆ หลบกลุ่มคนที่มาหา แล้วไปยืนอยู่อีกทางที่ร้างผู้คนแทน ลำบากมากเว่อ

            “ว่าไง” แต่ในที่สุดก็ได้รับสายสักที

            [รู้ตัวไหมว่าส่งอะไรมาเนี่ย?]

            “รู้สิ” รู้ด้วยว่ามันดีใจ แต่ทำเป็นเก๊กเสียงจริงๆ จังๆ ไปอย่างงั้นเอง “แล้วไงล่ะ มึงจะหายโกรธกูไหม?”

            [ไม่อะอ้าว [จะไปหายโกรธได้ไง กูยังไม่ทันจะได้ฟังคำขอโทษจากปากมึงเลยอ๋อ เรื่องนี้นี่เอง

            “โอเค กู...ขอโทษนะ” คราวนี้ผมใช้น้ำเสียงจริงจัง “กูผิดเองที่คิดแผนโง่ๆ แบบนั้น ทั้งๆ ที่กูก็รับปากมึงเองว่ากูให้มึงจีบได้ มึงก็...เลิกโกรธกูเถอะนะ กูผิดไปแล้ว

            [เออ หายโกรธก็ได้]

            เฮ้ย ง่ายจังเว้ย “แล้ว... จะยังจีบกูอยู่รึเปล่า?”

            [ทำไม อยากให้กูจีบล่ะสิ]

            “บ้านมึงสินั่นมันเรื่องของมึงเว้ย ไม่เกี่ยวกับกูสักหน่อย ไม่อยากจีบก็ไม่ต้องจีบ ตามใจมึงเลย

            [เฮ้ยๆ จีบสิจีบ แหม แซวแค่นี้ทำเป็นโมโห]

            “ก็มึงกวนตีนอะ!”

            [โอเค ไม่กวนแล้วๆ สรุปว่าจีบนะ ยังจีบอยู่ ตกลงไหม?]

            “ก็บอกว่าเรื่องของมึงไงเล่า!”

            โวยมันนะ แต่ปากกลับยิ้มเฉยเลย... แม่ง ระบบร่างกายผมนี่มันไม่ปกติสักอย่างเลยสินะ!

            [แน่ะ ยิ้มอยู่ล่ะสิ]

            เฮ้ยยยยย มันรู้ได้ไงวะ!? “บ้าเหรอ ทำไมกูต้องยิ้มด้วย” แต่ผมไม่ยอมรับหรอก ก็แค่เผลอยิ้มอะ ไม่ได้เขินอะไรเลยด้วยซ้ำ ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่สักหน่อย เนอะ

            [อย่ามาหลอกกู ก็กูยืนดูมึงยิ้มอยู่เนี่ย]

            “หา!?” ผมถึงกับรีบหันไปมองรอบๆ

            เชี่ยแล้ว... ไอ้เจไดกำลังยืนดูผมอยู่จริงๆ ด้วย!

            “มึงมาได้ไงเนี่ย!?”

            “ก็กูตั้งใจว่าจะเดินมาหามึงที่ฝ่าย พอดีว่าอยากเจอหน้า ไม่คิดเล้ยยย ว่าจะได้เห็นคนยืนยิ้มกับโทรศัพท์ด้วย :)”

            “กวนตีน!” นี่ครับ ใช้การโวยวายเพื่อกลบเกลื่อน เป็นหนทางที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงปัญหา “กูกลับไปจัดรายการก่อนละ ไว้คุยกัน” 

            “เดี๋ยวดิ” มันคว้ามือผมไว้ให้หันกลับไปหา แน่ะ ชักเอาใหญ่ละนะ “สรุปคราวนี้ให้กูจีบจริงๆ ไม่มีดราม่าแล้วใช่ไหม :)”

            “ก็บอกว่าเออไง อย่าให้ต้องพูดซ้ำหลายๆ รอบเลยนะ กูเหนื่อย” แล้วมันก็จะทำให้รู้สึกแปลกๆ กับตัวเองด้วย ที่ต้องมาพูดว่ายอมให้มันจีบหลายครั้งหลายหนเนี่ย!

            “ถ้าไม่อยากจะพูดซ้ำ งั้นมึงมาเกี่ยวก้อยสัญญากับกูก่อนมา

            “สัญญาอะไรของมึง?”

            “ก็สัญญาเรื่องที่มึงจะให้กูจีบไง” คราวนี้มันไม่พูดเฉยๆ แล้วครับ มันยื่นนิ้วก้อยขวาของมันมาหาผมด้วย แถมยังยิ้มแป้นแล้นใส่ผมอีก คือนี่ถ้ามึงไม่หล่อ มึงทำแบบนี้ไม่ได้เลยนะเจได กูบอกเลย ฮึ้ยยย

            “เป็นเด็กหรือไง ถึงต้องเกี่ยวก้อยน่ะ

            “เอาน่า ก็ทำให้มันเป็นกิจจะลักษณะไง กูจะได้มั่นใจ ว่าไม่ได้ไปบังคับฝืนใจอะไรมึง นะๆ

            “เออๆๆ” ผมตัดรำคาญ ยื่นนิ้วไปเกี่ยวก้อยกับคนตรงหน้า แล้วมันก็พามือผมแกว่งขึ้นลงๆ ยังกะเด็กห้าขวบ ไอ้บ้า! “พอๆๆ กูต้องรีบไปจัดรายการต่อละ ไว้เจอกัน

            พูดจบแค่นั้นผมก็รีบผละออกจากไอ้เจไดทันทีครับ ไม่มัวรีรอให้มันยื้อยุดได้อีกต่อไป แต่หูเจ้ากรรมเนี่ยสิ... จู่ๆ ก็ดันไปโฟกัสเพลง ‘เรื่องของชั้น’ เข้า พอดีกับท่อนจบที่ว่า...

 

            ไม่ต้องรับ ไม่ต้องรู้ ไม่ต้องมีคำถาม

            ไม่ต้องคิด ไม่ต้องแคร์ ไม่ต้องหาคำตอบ

            ไม่ต้องเยอะ ไม่ต้องแยะ ไม่ต้องสนใจ

            คิดอะไร ก็คิดในใจแล้วกัน

 

            เออ ผมจะไม่สนใจแล้ว ไม่เก็บเอาความสับสนอะไรมาทำให้ตัวเองต้องปวดหัวจนกุมขมับอีก อนาคตจะเป็นยังไงก็ช่างมัน ในเมื่อเลือกที่จะรับปากไปแล้ว ก็ต้องทำให้ได้ 

            ส่วนผลต่อจากนั้นน่ะเหรอ?

            ก็... ปล่อยให้มันไหลๆ ไปก็แล้วกันเว้ย!

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 45 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

67 ความคิดเห็น

  1. #50 pcy921 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 17:29
    เจไดแอบขี้งอนนะคะ555555
    #50
    0
  2. #24 Be ma baby (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 / 16:23
    ตัวต่อก็รู้สึกดีกับเจได แต่แค่ยังไม่แน่ใจ แต่เค้าคุยกันน่ารักดีเนอะ นักเขียนก็เขียนดีมากค่ะ ชอบบบ
    #24
    1
    • #24-1 แฮมสเตอร์(จากตอนที่ 4)
      12 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:25
      ขอบคุณมากนะครับ คอมเม้นท์รัวๆ เลย ดีจายยยยยยยยย T_T
      #24-1