จีบแก้บน ♥ (end.)

ตอนที่ 3 : บทสาม...Do you know what's on the menu?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,219
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 48 ครั้ง
    29 ต.ค. 63


Do you know what's on the menu?

 

            ตัวต่อ ]

            10:05 PM

            ถึงไหนแล้ววะปิง กูรอนานแล้วนะ

            [เออๆ ใกล้ถึงแล้ว ทำไมวันนี้มึงใจร้อนจังวะเนี่ยไอ้ต่อ]

            ก็มึงอะ แทนที่จะคุยกันให้เสร็จๆ ดันบอกจะมาหากูที่บ้านซะงั้น

            [เอ้า ก็คุยแบบเห็นหน้ามันดีกว่านี่หว่า นี่กูวนไปส่ง ‘แพท’ เสร็จแล้ว อีกไม่เกินสิบนาทีถึง โอเคไหม]

            เออๆ รีบมา แค่นี้นะ

            [เออๆ]

            แล้วผมก็ทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างหงุดหงิด โดยมี ‘สายตาอีกสองคู่’ จับจ้องมา

            อะไร?”

            เรานั่นแหละเป็นอะไร จู่ๆ ก็กลับมากรุงเทพฯ ไม่บอกไม่กล่าว แถมวันนี้ยังดูหงุดหงิดแปลกๆ อีก

            โดยสายตาแรกเป็นของ ‘พี่ผึ้ง’ ที่นั่งอยู่บนโซฟาฝั่งตรงข้าม เธอเป็นพี่สาวของผมเองครับ เราเกิดห่างกันห้าปี ถือเป็นช่วงอายุที่โตห่างกันมาก เพราะฉะนั้นนอกจากที่พี่ผึ้งจะเป็นพี่สาวอย่างที่ควรจะเป็นแล้ว ความเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานและกำลังจะมีแพลนแต่งกับแฟนหนุ่มในปีหน้า...ก็ทำให้เธอออกจะเหมือนเป็นผู้ปกครองของผมกลายๆ

            เปล่านี่พี่ผึ้ง ปกติจะตาย

            ผมรีบยกหมอนอิงขึ้นมากอด ตั้งใจให้มันบังสักครึ่งหน้า เผื่อพี่ผึ้งแกจะจับพิรุธผมไม่ได้

            โกหก

            แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จอยู่ดีน่ะนะ เฮ้ออออออ รู้ทันไปหมดทุกอย่าง สมเป็นแม่คนที่สองจริงๆ เลยพี่ผึ้งเนี่ย

            ใช่ พี่ต่อโกหก

            ไหนจะมี ‘ไอ้แตน’ น้องชายตัวแสบวัยมัธยมปลายที่คอยเป็นอีกหนึ่งสายตาที่ช่วยจ้องจับผิดผมอีกล่ะ แล้วแบบนี้ผมจะหนีรอดไปไหนได้

            เปล่าซะหน่อย อย่ามาใส่ร้ายกันนะ ทั้งคู่เลย” แต่ผมก็ยังดึงดันที่จะโกหกอยู่ดี ก็ทำไงได้เล่า จะให้บอกความจริงพี่ผึ้งกับแตนเหรอว่านัดไอ้ปิงมาคุยเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นน่ะ ได้ที่ไหนกัน

            อะ ถ้าเปล่า แล้วทำไมต้องโทรไปเร่งปิงมันขนาดนั้นด้วย นัดมาคุยอะไรกันไม่ทราบ?”

            ก็... เรื่องเรียนอะพี่ผึ้ง

            โห คุยเรื่องเรียนกับไอ้พี่ปิงเนี่ยนะ!น่าเชื่อตายล่ะ คนอย่างไอ้พี่ปิงน่ะ ต้องบอกว่าเป็นเรื่องเหล้าเรื่องผู้หญิงโน่น ผมถึงจะเชื่อ

            ไอ้แตน เรามันก็อคติกับเพื่อนพี่เกินไป” ถึงมันจะจริงก็เถอะ “ไอ้ปิงมันก็ใฝ่เรียนอยู่นะ ใช่ว่ามันจะสนแต่เรื่องเหล้าเรื่องผู้หญิงซะเมื่อไหร่

            แต่พี่เองก็เห็นด้วยกับแตนนะต่อ

            เนี่ย พี่ผึ้งชอบให้ท้ายแตนอะ

            พี่ไม่ได้ให้ท้าย ต่อแค่โกหกไม่เก่ง แล้วพี่ก็จับเราได้เท่านั้นเอง

            ไม่พูดเปล่า พี่ผึ้งยักคิ้วอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า ก่อนที่จะเริ่มก้มหน้าอ่าน VOUGE อิตาลีในมือต่อไป เป็นการแสดงให้รู้ว่าเธอสามารถต้อนผมให้จนมุมได้แล้ว แต่เลือกจะยอมถอย เพราะยังไม่อยากเอาให้ถึงตายเท่านั้นเอง

            ผมล่ะอยากเกิดเป็นพี่คนโตบ้าง!

            มีเรื่องอะไร บอกผมมาเดี๋ยวนี้เลยนะ” แต่ดูเหมือนว่าไอ้น้องเล็กมันจะไม่ยอมเลิกราแฮะ “หรือว่าไอ้พี่ปิงมันทำผู้หญิงท้อง?” แล้วก็ยังเดาไปเรื่อย ไม่ได้มีการมองเพื่อนผมในแง่บวกเลยสักนิด

            ใช่ที่ไหนเล่า

            แล้วมันเรื่องอะไรกันล่ะพี่ต่อ

            เรื่องของผู้ใหญ่ไงไอ้เด็กเตี้ย!”

            แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ปฏิเสธอีกรอบ เสียงของคนที่ผมรออยู่ก็ดังขึ้น เฮ้ออออออ ลองไอ้ปิงเปิดมาแบบนี้แล้วละก็ ยังไงก็ไม่พ้นสงครามน้ำลายกลางห้องนั่งเล่นแหง

            ใครเตี้ย!?”

            มึงไงไอ้น้องแตน :)” นั่นไงล่ะ เกิดสงครามขึ้นจริงๆ ด้วย ไม่รู้ว่าอะไรกันนักกันหนาสองคนนี้ เจอกันทีไรตีกันทุกที โกรธเกลียดกันมาแต่ชาติปางไหนหนอ ถึงไม่เคยพูดกันดีๆ ได้ “สวัสดีครับพี่ผึ้ง

            สวัสดีจ้ะ มาซะดึกเลยนะเรา ค้างที่นี่ไหม เดี๋ยวพี่ให้คนจัดห้องให้

            ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมนอนห้องไอ้น้องแตนมันก็ได้

            ฝันไปเหอะ!”

            โห ขี้หวงว่ะ :)”

            แตนไม่ต่อความอะไรอีก มันจงใจปาหมอนอิงลงบนโซฟาแรงๆ เพื่อแสดงถึงความไม่พอใจในตัวผู้มาเยือน ก่อนจะเดินปึงปังขึ้นไปบนห้องนอนของตัวเอง ทำเอาแม่บ้านที่เดินสวนลงมาเกือบหลบมันแทบไม่ทัน โดยมีไอ้ปิงเพื่อนผมหัวเราะไล่หลังตามไป

            เรานี่ก็หาเรื่องแหย่มันจัง ไม่คิดจะญาติดีกันเลยหรือไง

            ยากครับพี่ผึ้ง ถึงผมอยากจะญาติดีด้วย น้องชายพี่ก็ไม่ยอมญาติดีกับผมหรอก :)”

            พอฟังที่ไอ้ปิงพูด พี่ผึ้งที่ส่ายหัวอย่างเอือมๆ ก็ก้มหน้าลงอ่าน VOUGE ต่อ ผมก็เลยอาศัยจังหวะนี้รีบลากไอ้ปิงขึ้นมาคุยด้วยกันบนห้องนอนทันที

            ไอ้นี่ก็อีกคน เป็นบ้าอะไรขนาดนั้น แค่เจอผู้ชายมาจีบ ยังไม่ชินอีกหรือไง

            มันไม่เหมือนกันเว้ย” ผมลากเก้าอี้มาให้ไอ้ปิงนั่ง “ไอ้นี่มันไม่เหมือนใครจริงๆ

            ยังไงวะ

            มึงรู้ไหมว่ามันบอกกูว่าไง

            ว่า?”

            มันบอกว่ามันไปบนศาลเจ้าแม่มา ขอให้มันได้ A ทุกตัวเมื่อเทอมก่อน แลกกับการที่...มันจะจีบกูให้ติด เพื่อเป็นการแก้บนเจ้าแม่ เชี่ยไหมล่ะ

            เชร้ดดดดดด เด็ดว่ะ

            นี่นึกย้อนไปถึงตอนที่ไอ้ตี๋เข้มเจไดมันบอกผม ผมยังรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ไม่หายเลยนะ แถมรอยยิ้มของมันยังเป็นภาพประเภท ‘ติดตา’ ลบออกจากหัวไม่ได้อีก ไอ้บ้าเอ๊ย!

            แล้วไงวะ มันเลยมาขอจีบมึงอย่างเป็นทางการเงี้ยเหรอ

            เออดิ มาถึงที่ร้านกูเลย พูดตรงทุกคำไม่มีกั๊ก กูนี่อึ้งแล้วอึ้งอีก ใจไม่วายก็บุญแค่ไหนแล้ว

            แต่แทนที่ไอ้ปิงจะเออออไปกับสิ่งที่ผมเล่า หน้าหล่อเข้มแบบไทยๆ ของมันกลับขมวดคิ้วมุ่น ก่อนที่จะเริ่มพูดสิ่งที่ตัวเองสงสัยออกมา “เอ๊ะ แต่เอาจริงก็ปกตินี่หว่า ไอ้คนก่อนที่มาจีบมึงก็รุกแรงจะตาย ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลย

            อ๋อ ไอ้ปิงคงหมายถึง ‘พี่ชุน’ รุ่นพี่วิศวฯ ปีสี่ที่เอาช่อดอกไม้มาคุกเข่าขอผมเป็นแฟนตรงหน้าตึกคณะเมื่อเทอมก่อนสินะ แม่ง นึกแล้วยังขนลุกไม่หายเลย เล่นใหญ่ซะจนผมนี่แทบแทรกแผ่นดินหนี ไม่รู้พี่เขาไปเอาความกล้ามาจากไหน ถึงได้ไม่อายที่จะทำเรื่องแบบนั้นน่ะ

            ซึ่งก็จริงของไอ้ปิงแหละ การที่ผมถูกรุกจีบหนักๆ มันไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไรเลยสักนิด เพราะไม่ว่าจะเล่นใหญ่แบบพี่ชุน หรือยิงตรงแบบเจได ผมล้วนแต่เจอมาแล้วทั้งนั้น แต่... ที่ผมรู้สึก ‘ผิดปกติ’ จนต้องรีบโทรหาไอ้เพื่อนสนิท มันไม่ใช่เพราะคนที่มาจีบหรอก มันเป็นเพราะ...

            เพราะตัวผมเองต่างหาก!

            เออ เรื่องนั้นน่ะไม่แปลกหรอก

            อ้าว แล้วอะไรล่ะที่แปลก

            กูเนี่ยแหละแปลก” ผมกลั้นใจตอบความจริงออกไป ก่อนที่จะถอนหายใจยาวพลางกุมขมับด้วยความกลัดกลุ้ม

            เฮ้ย เครียดขนาดนั้นเลยเหรอวะ นี่มึงเป็นอะไรของมึงเนี่ย

            กูก็ไม่รู้เหมือนกันว่ะ” ผมส่ายหน้า เสียงอ่อย... รู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นเหมือนคนอ่อนแอเฉย ทั้งที่ปกติแล้วจะเข้มแข็งกับทุกๆ เรื่อง แต่กะคราวเนี้ย ผมแม่ง...อ่อนแอไปหมดทุกทางเลย... โดยเฉพาะเรื่องของ ‘หัวใจ’ เนี่ย มันชักจะไม่คงทนถาวรเหมือนอย่างที่ผ่านๆ มาแล้วว่ะ หาคำตอบก็ไม่ได้ด้วยว่าทำไม มีแต่ความสับสนเท่านั้นที่ผมเห็นได้ในตอนนี้ “ไม่รู้ทำไมกูถึงได้ยอมให้มันจีบ ทั้งที่ปกติกูก็ปฏิเสธทุกคนมาตลอด

            โธ่ กูก็นึกว่าเรื่องอะไร ที่แท้ก็... เฮ้ยเดี๋ยวๆๆ เมื่อกี้มึงว่าไงนะ!?”

            ผมล่ะอยากกัดลิ้นตัวเองตายไปเลยเมื่อต้องพูดถึงความผิดปกติของตัวเองให้ไอ้ปิงฟังอีกรอบ “เออ มึงได้ยินไม่ผิดหรอก กูยอมให้มันจีบ ชัดไหม กูยอมให้มันจีบ!”

            เต็มสองหูกูเลยคราวนี้” ร่างสูงของไอ้ปิงถึงกับเด้งตัวลุกขึ้นยืน ดูก็รู้ว่ามันนั่งไม่ติดเลยเมื่อได้ยินความจริงจากปากผมในข้อนี้ “ทำไมวะ มันเกิดอะไรขึ้น ปกติมึงก็ชอบผู้หญิงนี่หว่า

            ก็ใช่ไง กูถึงได้กลุ้มอยู่เนี่ย ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับกูกันแน่ อะไรทำให้กูยอมไอ้เจได ยอมให้มันจีบกูซะงั้น ทั้งที่กูก็ปฏิเสธผู้ชายคนอื่นมาตลอดเนี่ย

            งั้นมึงต้องลองคิดดูให้ดีๆ ไอ้ต่อ ว่าตอนที่มึงยอมมันอะ มันเกิดอะไรขึ้น

            ผมพยายามนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนเย็น ตอนที่ผมยอมให้มันจีบผมอย่างที่มันได้บนกับเจ้าแม่ไว้ แล้วสิ่งที่ชัดเจนขึ้นมาในความทรงจำ...ก็คือใบหน้า ‘ฝืนยิ้ม’ ของไอ้ตี๋เข้มที่ยอมถอยไปอย่างคนยอมแพ้...

            กูว่า... เป็นเพราะมันไม่เหมือนคนอื่นว่ะ” ผมเลยเริ่มพูดออกมาตามที่ตัวเองรู้สึก

            ยังไงวะ

            ก็... ปกติมึงก็รู้ใช่ไหม ตั้งแต่เรื่องนั้น ผู้ชายในมอแม่งก็พากันมาจีบกูกันเต็มไปหมด ต่อให้กูพยายามปฏิเสธมากแค่ไหน ก็ไม่เคยมีใครยอมฟังกูเลยสักคน” ดูอย่างพี่มิกซ์ดิ ผมอาจจะไม่ได้แสดงออกชัดเจนหรือว่าพูดตรงๆ เหมือนอย่างที่ทำกับพี่ชุนนะ แต่จากที่ผ่านมา ผมทำให้เห็นแล้วว่าผมไม่เล่นด้วย แล้วผลก็อย่างที่เห็น พี่เขาไม่เคยเลิก ยังคงเดินหน้าต่อ แล้วก็เหมือนว่าจะเข้ามาประชิดตัวผมมากขึ้นทุกทีๆ จนผมรู้สึกอึดอัดไปหมดแล้ว “แต่กับไอ้เจได... แค่มันเห็นว่ากูไม่โอเค มันก็ยอมถอยแล้วอะ ทั้งที่มันก็แสดงออกเลยนะว่าชอบกูมาก แต่ก็เลือกจะยอมแพ้ แม่ง... ทำกูเพี้ยนเลยอะ กูรู้สึกว่า... แม่งไม่เหมือนคนอื่นที่กูเคยเจอมาเลย

            “...”

            แถมพอกูเห็นว่ามันเศร้า กูก็เสือกใจอ่อนเดี๋ยวนั้นเลยอะ แค่เพราะว่า... เพราะว่า... เพราะว่ากู... กู...อยากที่จะเห็นมันกลับมายิ้มอีกครั้ง... เหี้ยเอ๊ยนี่กูกำลังรู้สึกอะไรกับมันใช่มั้ยวะเนี่ย!?”

            เฮ้ย ใจเย็นไอ้ต่อ มึงอาจจะแค่สับสนก็ได้ แบบว่า... ไอ้เจไดอะไรนี่อาจแค่มาแปลกกว่าคนอื่น มึงก็เลยรู้สึกว่ามันพิเศษไปจากที่เคยเจอ อาจเป็นแค่นั้นก็ได้ ไม่ได้หมายความว่ามึงจะต้องชอบมันสักหน่อย อะ ถ้าสมมตินะ ให้มึงไปคบเป็นแฟนกับมันตอนนี้เลย มึงเอาไหม?”

            ผมส่ายหัวแรง เพราะมั่นใจกับคำตอบของตัวเองมาก “ไม่ว่ะ ไม่ถึงขั้นนั้น

            เห็นไหมล่ะ

            แต่ถึงยังไงกูก็ยอมให้มันจีบกูแล้วนะเว้ยปิง” แล้วดูท่าว่ามันก็โคตรจะจริงจังเลยด้วย “กูกลัวว่าถ้ากูยอมใจอ่อนกับมันไปเรื่อยๆ กูจะเสร็จมันจนได้ว่ะ

            เฮ้ย ไม่หรอกมั้ง” เหรอ มึงพูดว่า ‘ไม่’ ทั้งที่หน้ามึงเองก็แสดงความกังวลซะชัดเจนขนาดนั้นเนี่ยนะไอ้ปิง!

            ผมถอนหายใจยาวเป็นรอบที่ล้าน หมดคำจะพูดครับ ไม่ได้รู้สึกคลายความกังวลขึ้นเลย ทั้งที่คิดว่าการคุยกับเพื่อนสนิทจะทำให้ตัวเองรู้สึกเป็นปกติแท้ๆ 

            ติ๊ง!

            นี่ไง ไอ้หมูส่งมาละ

            อะไรวะ?”

            แต่แล้วก็ต้องหันกลับไปสนใจไอ้ปิงอีกครั้งเมื่อมันพูดถึงชื่อของ ‘ไอ้หมู’ หรือก็คือเพื่อนอีกคนในกลุ่มของพวกผมที่อยู่ต่างคณะกัน ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เจอมันเลย เพราะเห็นว่างานที่ถาปัดเยอะมาก ขนาดว่าอยู่หอนอกหอเดียวกันกับผมนะ

            ว่าแต่... ไอ้หมูมันส่งอะไรมาวะ?

            ข้อมูลของไอ้เจได

            เฮ้ย นี่มึงให้ไอ้หมูไปสืบมาให้เหรอวะ ทำไมกูไม่เห็นรู้เรื่องเลย

            ขืนมัวแต่รอมึง จะไปทันกินอะไรล่ะครับ

            อ้าว กูผิดซะงั้น 

            มา เดี๋ยวกูอ่านให้ฟัง” ไอ้ปิงเดินกลับมานั่งลงตรงข้ามผม ก่อนที่จะเริ่มอ่านข้อมูลของไอ้เจไดที่ไอ้หมูหามาให้ “มันชื่อว่าเจได...”

            อันนี้กูรู้อยู่แล้ว

            เออ กูรู้ว่ามึงรู้ แต่ไอ้หมูมันเขียนมาแบบนี้ กูก็อ่านไปตามที่มันเขียน เพราะงั้นอย่าขัด เข้าใจ๊?”

            อา...” กูผิดเองปิง กูผิดเอง

            ชื่อจริงชื่อ ‘ภาพยนตร์ โพธิสุทธ์’ เรียนอยู่ปีสอง คณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ บ้านมันรวยมาก เป็นทายาทสายตรงรุ่นที่ 5 ของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง พ่อมันก็คือ ‘ไกรเดช’ ผู้กำกับภาพยนตร์ระดับพันล้าน ส่วนแม่คือคุณ ‘ฝนแก้ว’ เป็นนักพากย์มืออาชีพ มีน้องชายหนึ่งคนชื่อ ‘พอตเตอร์’ ชื่อจริงชื่อ ‘พากย์เสียง’ ยังเรียนอยู่ชั้น .ปลาย โรงเรียนนานาชาติ โอ้โห ประวัติ ‘เพื่อนเขย กูนี่ไม่ธรรมดาเลยว่ะ

            เพื่อนเขยบ้านมึงสิ!” ผมใช้เท้ายันเก้าอี้ที่ไอ้ปิงนั่งอยู่เข้าให้ทีนึง ข้อหากวนตีน แล้วมันสำนึกไหมก็ไม่ หัวเราะใหญ่เลย ไอ้เพื่อนเวร! “อ่านต่อมาเร็วๆ เลย!”

            ฮ่าๆๆ โอเคๆ ก็... ถึงมันจะเป็นทั้งลูกคนรวยแล้วก็คนดังอะนะ แต่ไอ้เจไดนี่มันก็ไม่ค่อยจะชอบออกสื่อสักเท่าไหร่ ไอ้หมูเขียนว่า วงในบอกมาว่า’ มันปฏิเสธที่จะลงประกวดเดือนคณะเมื่อปีก่อนด้วย แล้วมันก็ไม่ขอเข้าร่วมกิจกรรมอะไรทั้งนั้น เรียนอย่างเดียว ส่วนใหญ่เวลาไม่มีอะไรทำก็อยู่หอ ไอ้หมูวงเล็บมาด้วยว่ามันอยู่หอในกับเพื่อนสนิทอีกสองคน ชื่อ ‘ยศ กับ ตรี’ ส่วนเรื่องที่นอกเหนือจากเรื่องเรียนแล้วทำให้มันยอมออกจากหอได้ก็คือร้านเหล้า มีสายรายงานอย่างไม่เป็นทางการมาว่ามันเป็นหุ้นส่วนร้าน ‘บำเรอ’ (ร้านเหล้าหน้ามอแต่ถึงจะเป็นสายเหล้า เทอมก่อนมันก็ยังเรียนได้ 4.00 อยู่ดี เชร้ดดดดดด ไอดอลว่ะ ต่อไปกูจะเอาแม่งเป็นตัวอย่างละ

            ฝันไปเลยไอ้ปิง คนอย่างมึงอะทำไม่ได้หรอก ไม่แดกเหล้าก็ทำไม่ได้ว่าแต่... ถ้ามันได้เกรดเฉลี่ย 4.00 จริง งั้นที่ไอ้เจไดมันบอกว่าขอเจ้าแม่ให้ได้ A ทุกวิชาก็เรื่องจริงอะดิ

            เออว่ะ งั้นสงสัยกูต้องรีบไปขอเจ้าแม่บ้างแล้ว เรื่องมึงก็สำเร็จ เรื่องไอ้เจไดก็สำเร็จ หึๆ เทอมนี้ล่ะมึง กูจะขอเกรด A สักเจ็ดตัว เอาให้ป๊ากูตกใจจนเป็นลมไปเลย คอยดู

            “...” ไอ้ปิงนี่แม่ง... ผมล่ะอยากจะกลอกตาใส่ไอ้เพื่อนรักจริงๆ เลย คิดแต่ละอย่าง สมแล้วที่แม้แต่ไอ้แตนน้องชายผมก็ยังสบประมาทมันน่ะ เฮ้ออออออ

            เฮ้ยๆ ข้อมูลอันนี้เด็ดว่ะ มึงน่าจะชอบ

            อะไรวะ?”

            มันโสด

            แล้ว?” ทำไมผมต้องชอบด้วยวะ?

            อ้าว ก็มึงจะได้ไม่ต้องกลัวเรื่องเป็นมือที่สามไง ฮ่าๆๆๆ

            “...”

            โอเค ผมกลอกตาใส่เพื่อนตัวเองเรียบร้อยครับ หมดคำจะพูด ด่าไปก็เสียปาก เดี๋ยวแม่งเบื่อแม่งก็เลิกกวนผมเองนั่นแหละ ปล่อยวางเถอะ

            มึงๆ ไอ้หมูให้เบอร์ Facebook แล้วก็ LINE ของไอ้เจไดมาด้วยนะ มึงเอาปะ เดี๋ยวกูส่งให้

            เชิญมึงเก็บไว้เองเหอะ

            ติ๊ง!

            แต่กูส่งไปแล้วอะดิ

            แล้วมึงจะถามกูเพื่อ!?”

            ผมปลดล็อกหน้าจอไอโฟนของตัวเองด้วยความปวดประสาท ไม่ได้อยากจะสนใจสิ่งที่ไอ้ปิงมันส่งมาเท่าไหร่หรอกนะ แต่ขืนผมยังทนมองหน้าเพื่อนตัวเองต่อ มีหวังได้หาอะไรปาใส่หัวมันจนกว่าจะตายแหง!

            แต่เอ๊ะ นี่ใครส่งคำขอเป็นเพื่อนผมมาเนี่ย?

 

            ‘Jedi Pappayon’

 

            นี่มัน!?

            ไอ้ปิง นี่กูไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหมวะ!?” ผมรีบหันหน้าจอไอโฟนไปทางไอ้ปิงเพื่อขอคำยืนยันจากเพื่อน และผลคือ...

            ไอ้เจไดตัวเป็นๆ เลยล่ะมึง ฮ่าๆๆ

            โอ๊ยยยยยย มันไปเอา Facebook กูมาจากไหนวะเนี่ย!”

            โธ่ไอ้ต่อ Facebook มึงอะหาง่ายจะตายห่า มึงเป็นถึงอดีตเดือนคณะปีที่แล้วเลยนะเว้ย ข้อมูลมึงแม่งมีอยู่ทั่วเน็ตนั่นแหละ

            เออว่ะ จริงด้วย กูลืมไปเลย

            นี่ถือเป็นหนึ่งในข้อเสียของตำแหน่งเดือนคณะในมหาลัยดังๆ ใช่ไหมเนี่ย ใครอยากรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวผมก็หาได้หมดในอินเทอร์เน็ต ไม่มีความเป็นส่วนตัวเลยอะ :(

            เอาไง รับไม่รับ

            แล้วมึงว่ากูควรรับไหมวะ” 

            ผมถามไปสายตาก็มองสลับกันระหว่างปุ่ม ‘Confirm’ กับปุ่ม ‘Delete’ หนักใจเป็นบ้า!

            แล้วมึงอยากรับไหมล่ะ

            กู...” ลังเลว่ะ คราวนี้ผมมองหน้าไอ้ปิงสลับกับหน้าจอ... เพราะถ้าผมกดปุ่ม Confirm เมื่อไหร่ก็จะเท่ากับว่า... ผมได้เปิดประตูให้ไอ้เจไดมันเข้ามาในชีวิตผมอีกขั้นหนึ่งแล้ว และต่อจากนี้มันก็จะมีช่องทางในการจีบผมได้สะดวกเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งช่องทางด้วย แต่ถ้าหากเลือกกดปุ่ม Delete เพื่อปฏิเสธมัน ผมแม่งก็จะกลายเป็นคนผิดสัจจะเรื่องที่ไปรับปากว่าจะให้มันจีบอีก

            นี่มีทางไหนให้ผมสบายใจได้บ้างวะเนี่ย?

            เฮ้อออออออออออออออออออ!

            เออกูรับมันเป็นเพื่อนก็ได้วะ” ผมกดปุ่ม Confirm ครับ ก่อนที่จะวางคว่ำหน้าไอโฟนไว้บนโต๊ะคอมฯ ด้วยความร้อนรนอย่างกับเด็กทำความผิด “ไหนๆ ก็พูดไปแล้วนี่ว่าจะให้มันจีบ กูจะผิดคำพูดได้ไง

            เนี่ยแหละน้า เขาถึงได้บอกไงครับว่าให้คิดก่อนที่จะพูด เพราะคำพูดถือเป็นสิ่งที่เราจะเอากลับคืนมาไม่ได้อีกแล้ว จำไว้เลย

            ส่วนไอ้ปิงมันก็ไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น ทำเพียงแค่ยักไหล่เป็นการตอบรับ ในขณะที่สีหน้าที่มองมาก็เรียบนิ่ง อ่านไม่ออกเลยว่ามันเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของผมกันแน่... แต่ช่างเหอะ ยังไงไอ้ปิงมันก็ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคนที่ควรจะตัดสินใจได้ดีที่สุดก็คือตัวผมเองเนี่ยแหละ จริงไหม

            หลังจากนั้นผมกับไอ้ปิงเราต่างก็แยกกันทำในสิ่งที่เราต้องการ โดยที่ไอ้ปิงเปลี่ยนจากนั่งเก้าอี้ไปเป็นโดดขึ้นนอนเล่นโทรศัพท์บนเตียงของผมแทน ในขณะที่ผมเดินไปหยิบเอา MacBook มาเปิดไว้บนโต๊ะ เพราะอยากเล่น Facebook จากใน Mac มากกว่าในไอโฟน

            แต่แค่สักพักเดียวเท่านั้น...

            เชร้ดดดดดดดดด ไอ้ต่อกูว่าชีวิตมึงมีเรื่องให้สนุกแล้วว่ะ

            ไอ้ปิงหันหน้าจอโทรศัพท์ของมันมาหาผม แต่อยู่ไกลเกินจะเห็นได้ชัด ผมก็เลยต้องรีบพุ่งเข้าไปคว้ามาดูใกล้ๆ เพราะจากประโยคคำพูดของไอ้เพื่อนรักที่ว่า ‘มีเรื่องให้สนุกแล้วว่ะ’ ก็หมายถึง...มีเรื่องให้ชีวิตผมต้องวุ่นวายกว่าเดิมนั่นเอง!

            แล้วก็เป็นไปตามคาด สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าในขณะนี้ คือรูปเซลฟี่ของไอ้เจไดที่แท็กเข้ามาที่หน้า Facebook ผม ซึ่งมันจะไม่เป็นปัญหาอะไรเลย ถ้าเกิดว่ารูปนั้นไม่ได้เป็นรูปเซลฟี่หน้าหล่อๆ ของมันพร้อมกับทำมือข้างที่เหลือเป็น ‘มินิฮาร์ต’ แบบที่มันทำส่งให้ผมเมื่อตอนเย็น พร้อมกับแคปชั่น...

 

            ให้กูจีบแล้วนะ 

 

            อะ...ไอ้บ้าหาเรื่องให้กูแล้วไหมล่ะไอ้เจได!

            นี่ดีนะที่ผมไม่ได้เป็นเพื่อนกับครอบครัวใน Facebook น่ะ ไม่งั้นมีหวังคงได้ตอบคำถามกันยาวแน่ แม่งเอ๊ยยย นี่ไอ้เจไดมันได้คิดบ้างไหมวะ ว่าสิ่งที่มันทำก็คือยิ่งเป็นการไปโหมกระแสเรื่องที่คนอื่นเขาคิดว่าผมเป็นเกย์ให้มันหนักมากขึ้นกว่าเดิมเนี่ย!

            มึง ทำไมคนกดไลค์เยอะขนาดนี้วะปิง

            ก็ตามความฮอตของมึงนั่นแหละไอ้ต่อ ไหนจะหน้าหล่อๆ ของไอ้เจไดอีก ไลค์เยอะขนาดนี้นี่ถือว่าเป็นเรื่องปกติแล้ว แต่ที่กูอยากจะให้มึงดูน่ะ คือคอมเมนท์เว้ย

            คอมเมนท์คอมเมนท์ทำไมวะ?

            ผมรีบกดเปิดดูคอมเมนท์ใต้ภาพทันทีว่ามีใครมาแสดงความคิดเห็นอะไรบ้าง แล้วก็ถึงกับต้องเผลอสบถคำหยาบออกมา...!

 

            Dews Mongkon

            นี่สรุปว่าตัวต่อเป็นเกย์จริงๆ ใช่ไหมครับ?

 

            Chun Wattana

            ทำไมตอนพี่จีบ ตัวต่อถึงไม่ให้จีบล่ะครับ!

 

            Prangthip Aime Sutthiya

            เอ้า ไหนว่าเป็นผู้ชายไงคะน้องต่อ

 

 

            Chaiwat Ken Sirichai

            มึงเป็นใครวะ กล้าดียังไงมายุ่งกับน้องต่อของกู!

 

            Den Jurassic Park

            เดี๋ยวนี้มึงเปลี่ยนแนวแล้วเหรอวะไอ้เจได

 

            Potter Parksiang

            นี่พี่เจไดเป็นเกย์เหรอพี่!?

 

            Yos Thanakorn

            เล่นของเด็ดซะด้วยนะไอ้เจได

 

            Suwanta Ming

            กรี๊ดดดดดด คนนึงก็หน้าหวาน คนนึงก็โคตรหล่อ ฟินค่าาาาาา

 

            อ้วนแล้วไง กลิ้งทับมึงได้แล้วกัน

            มึงเป็นใคร อย่ามายุ่งกับน้องต่อของกูนะ!

 

            Phop Koomrob

            อกหักเลยกู T__T

 

            God Pinnaphong

            ผมอยากจีบพี่ต่อนะ แต่คงไม่ทันแล้ว หล่อสู้พี่เจไดไม่ได้ด้วย T__T

 

            Tanjai Jap

            สุดท้ายที่บอกว่าจะไม่รักผู้หญิงคนไหนอีก ก็เพราะว่าเป็นเกย์นี่เองสินะ

 

            ไม่มีตังมาหาเฮีย มาให้เลียเดี๋ยวเฮียให้ตัง

            กูรักของกูมาตั้งนาน มึงมาจากไหนของมึงวะเนี่ย!?

 

            ผมนี่กุมขมับเลยครับ... เจอแต่ละความเห็นของแต่ละคนเข้าไป โดยเฉพาะ สุดท้ายที่บอกว่าจะไม่รักผู้หญิงคนไหนอีก ก็เพราะว่าเป็นเกย์นี่เองสินะ’ มันยิ่งเป็นการตอกย้ำให้ผมคิดได้ว่า...ผมตัดสินใจผิดพลาด!

            นั่นมึงจะทำอะไรวะต่อ

            กูจะโทรหาไอ้เจได

            เฮ้ย ใจเย็นก่อนไหม

            ไม่ งานนี้กูกับมันต้องคุยกันให้รู้เรื่อง!”

 

 

            เจได ]

            ทันทีที่ผมกดรับสายเบอร์แปลกๆ

            [มึงลบรูปออกเดี๋ยวนี้เลยนะเจได!]

            เสียงดุๆ แต่น่าฟังจากปลายสายก็ดังขึ้น แสดงถึงความไม่พอใจในสิ่งที่ผมได้ทำลงไปเมื่อไม่กี่นาทีนี้

            เชี่ย... ตัวต่อชัวร์!

            รูปอะไรวะ กูไม่เห็นรู้เรื่องเลย :)”

            [อย่ามากวน!] โห ดุอีกแล้วเว้ย นี่ถ้าผมกับมันได้เป็นแฟนกันนะ มีหวังเพื่อนแซวว่าผมมีเมียดุแหง [รู้ไหมว่าที่มึงทำไปจะส่งผลกับชีวิตกูยังไงบ้าง มึงดูคอมเมนท์ดิ ตอนนี้คนแม่งเข้าใจผิดกันหมดแล้ว]

            เข้าใจผิดเรื่องไหนล่ะ” ผมยังคงกวน “เรื่องกูจะจีบมึงน่ะเหรอเฮ้ย ถ้าเรื่องนั้นเรื่องจริงนะ มึงเป็นคนอนุญาตกูเอง ลืมเหรอ

            [ไม่ใช่เรื่องนั้นโว้ยแต่การที่มึงออกสื่อแบบเนี้ย มันทำให้คนเขาเข้าใจผิดคิดว่ากูเป็นเกย์กันไปหมดแล้ว ลบเลยนะเจได ลบเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นกูไม่คุยกับมึงจริงๆ ด้วย!]

            เชี่ยละ เจอยื่นคำขาดแบบนี้ แสดงว่าผมต้องลบรูปออกจริงๆ เหรอวะไม่เอาดิ ไม่อยากลบอะ ชอบให้ชัดเจนแบบนี้มากกว่า ทุกคนจะได้รู้กันไปเลยว่าผมกำลังเดินหน้าจีบไอ้ตัวต่ออยู่ แล้วผมเองก็จะได้รู้ด้วยว่ามีใครที่คิดจะเป็น ‘ศัตรู’ กับผมบ้าง จะได้เล่นงานแม่งให้ถูกตัว

            เพราะงั้น ผมต้องรีบแก้เกม :)

            เดี๋ยวๆ ก่อนจะพูดถึงเรื่องนั้น เรามาพูดเรื่องที่มึงโทรหากูก่อนดีไหม :)”

            [อะ...อะไร?]

            น่านนน มีแอบติดอ่างด้วย แบบนี้ก็เสร็จโจรสิครับไอ้คุณตัวต่อ :)

            ก็เท่าที่กูจำได้ กูกับมึงยังไม่ได้แลกเบอร์กันเลยนะ นี่มึงแอบไปสืบเรื่องกูมาเหรอ?”

            [เปล่าเว้ย!]

            ไม่ต้องมาทำปากแข็งเลยไอ้ตัวต่อ ถ้าไม่ได้สืบแล้วมึงจะรู้เรื่องกูได้ไง แน่ะ นี่อย่าบอกนะว่ามึงเองก็แอบสนใจกูอยู่เหมือนกันน่ะ!? เฮ้ย ถ้าใจเราตรงกัน คบกันเลยก็ได้นะเว้ย กูไม่ถือหรอก :)”

            [มึงนี่มัน... ฮึ้ย!]

            นี่ล่ะครับ อาการของคนเถียงไม่ออก เจอผมต้อนจนจนมุมแบบนี้ ยังไงก็คงออกฤทธิ์ได้ไม่มากแล้วแหละ ผมว่าผมรีบเดินเกมต่อเลยดีกว่า

            ไม่เอาๆ อย่าเพิ่งอารมณ์เสียสิ ถ้ามึงลองคิดดูให้ดีๆ ไอ้ที่กูทำไปมันก็มีข้อดีอยู่นะ

            [ข้อดีอะไรของมึงวะ]

            ก็ที่ผ่านมา พวกผู้ชายมันชอบมาตามจีบมึงเพราะคิดว่ามึงเป็นเกย์ใช่ปะ

            [ก็เออดิ แล้วมึงก็มาทำให้คนเขาเข้าใจผิดเพิ่มขึ้นอีกนี่ไง]

            อะ นอกจากจะดุแล้ว ยังขี้แขวะอีกด้วยนะ มันเขี้ยวโว้ยยย

            ก็จริง แต่ข้อดีคือ คราวนี้มีกูเป็นไม้กันหมาให้มึงไง ไม่ดีเหรอ

            [ไม่ดีอะอ้าว [มึงน่ากลัวกว่าคนอื่นเยอะเลยไอ้เจไดอ๋อ เออว่ะ ก็ถูกของมัน ฮ่าๆๆ :)

            แต่ถ้าเป็นแบบนี้มึงก็รับมือกับกูแค่คนเดียวนะ เทียบกับแต่ก่อนที่ต้องรับมือกับผู้ชายหลายๆ คน สู้ปวดหัวกับแค่กูคนเดียวเนี่ยแหละ ไม่ต้องกินยาแก้ปวดหลายเม็ด เนอะ

            [เฮ้ออออออ นี่สรุปว่ายังไงมึงก็จะไม่ยอมลบรูปออกจริงๆ ใช่ไหม]

            ก็มันมีข้อดีมากกว่าเสียอะ กูจะลบออกทำไมเล่า

            [ดีกับมึงคนเดียวน่ะสิ]

            แหม ไอ้ตัวขาวมึงก็พูดเกินไป “มันก็ดีกับเราทั้งคู่นั่นแหละ มึงอะคิดมาก” กูแค่ได้เปรียบกว่านิดๆ หน่อยๆ เอ๊งงง

            [เออ!] มันกระแทกเสียงครับ [ไม่ลบก็ไม่ลบ ตามใจมึงเลย กูขี้เกียจจะพูดแล้ว แต่ขอเตือนไว้เลยนะไอ้เจได ขัดใจกูมากๆ อะ อย่าหวังว่าจะจีบกูติดเลย แค่นี้ล่ะ บาย!] แถมยังมีขู่ด้วย ชอบแฮะ น่ามันเขี้ยวดี ไม่น่าเบื่อเลย

            เฮ้ยๆ เดี๋ยวก่อนดิ

            [...]

            นี่มึงยังอยู่ไหมเนี่ย” ทำไมเงียบจังวะ หรือกดวางสายไปแล้ว?

            [อยู่ มีอะไรก็พูดมา]

            อ้าว กูก็นึกว่ามึงวางสายไปแล้ว คือ... กูอยากชวนมึงออกเดตอะ พรุ่งนี้มึงว่างปะ” 

            [พรุ่งนี้กูมีเรียน]

            เรียนบ่ายนี่ เช้าว่าง

            [มึงรู้ได้ไง!?]

            กูก็แอบสืบเรื่องมึงเหมือนที่มึงแอบสืบเรื่องกูนั่นแหละ :)”

            [ไอ้...!]

            นะ ไปเดตกัน มึงอยู่หอไหน เดี๋ยวกูไปรับ

            [ไม่ต้อง ไม่เอา กูไม่ไป แค่นี้นะ]

            เฮ้ย เดี๋ยวดิ ฮัลโหลๆ ไอ้ตัวต่อ!”

            นี่มัน... วางสายใส่ผมเหรอวะเนี่ย!?

            โทรกลับไปก็ดันตัดเจอกดตัดสายทิ้งอีก เออดี คิดเหรอว่าทำแบบนี้แล้วกูจะยอมแพ้ง่ายๆ ยังไงกูก็จะเดตกับมึงให้ได้ครับ เตรียมตัวไว้เลยไอ้...ไอ้น่ามันเขี้ยววว!

 

 

            ตัวต่อ ]

            หลังจากเมื่อคืนผ่านพ้นไป ผมก็ขับรถจากกรุงเทพฯ กลับมาถึงหอที่จังหวัดนครปฐมตอนประมาณเก้าโมงครึ่ง ตั้งใจมาเร็วหน่อย เพราะเดี๋ยวต้องแวะไปเอาเสื้อผ้าที่ส่งซักรีดไว้ แต่ยังไม่ทันที่จะได้ไขเข้าห้อง...

            สวัสดี :)”

            อะ...ไอ้เจไดขึ้นมาได้ไงเนี่ย!?”

            ก็เจอไอ้ตี๋หนวดยืนดักอยู่ก่อนแล้ว นี่มันขึ้นมาได้ไงกัน!?

            พอดีมีน้องผู้หญิงคนนึงเขาแตะคีย์การ์ดออกจากหอ กูก็เลยเนียนๆ เดินสวนเขาเข้ามาเลย แล้วก็ขึ้นลิฟต์มานั่งรอมึงตามเลขห้องที่สืบได้เนี่ยแหละ เป็นไง กูเก่งใช่ไหมล่ะ :)”

            ให้ตายเหอะ ทำไมระบบรักษาความปลอดภัยหอผมมันถึงได้ย่ำแย่ขนาดนี้เนี่ย!?

            ว่าแต่มึงเหอะ ไปไหนมา ตื่นแต่เช้าเลย

            เรื่องของกู

            ผมใช้มือดันมันออกไปให้พ้นทาง ตั้งใจจะรีบไขประตูเข้าไปในห้องให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่โอ้โห... ทำไมกล้ามเนื้อมันถึงได้เยอะขนาดนี้วะ แข็งปั๋งเลย ใครโดนต่อยจะตายทันทีเลยไหมวะเนี่ย?

            อย่าเมินกูดิ กูถามมึงดีๆ นะตัวต่อ ไม่ได้จะชวนทะเลาะ

            แต่คนโดนเมินมันก็ไม่รู้จักยอมแพ้แฮะ เพราะพอผมขยับเข้าหาประตูห้อง มันก็รีบเอาตัวมาขวางไว้ในระยะประชิด ทำเอาผมนี่...รู้สึกประหม่าไปเลยที่ต้องมาเผชิญหน้ากับมันตัวเป็นๆ แบบนี้ แม่ง... คนอะไรวะ ตัวใหญ่เป็นบ้า แถมยังหล่อจนน่าใจหายอีกต่างหาก... ไม่เข้าใจเลยว่าหล่อแบบมันทำไมถึงต้องมาอยากจีบแค่ผมคนเดียวด้วย หล่อเทพขนาดนี้ จะเอาใครก็ได้แล้วเปล่าวะ ทำไมต้องกู!?

            เออ กูตอบมึงดีๆ ก็ได้” เพราะขืนยังทำเป็นเฉยเมยต่อไป ยังไงก็ต้องโดนไอ้เจไดมันตื๊อจนกว่าผมจะยอมนั่นแหละ ฮึ้ย! “กูเพิ่งขับรถมาจากบ้าน เมื่อคืนกูไปนอนที่กรุงเทพฯ มา แล้วก็เพิ่งกลับมาถึงหอเนี่ยแหละ

            อ้าว นี่บ้านมึงก็อยู่กรุงเทพฯ เหมือนกันเหรอ คนบ้านเดียวกันนี่หว่า” เอ่อ... ไผ่ พงศธรคนบ้านเดียวกันก็มางี้? “แล้วนี่... มึงกินข้าวยัง?”

            ยัง

            เฮ้ย ถ้างั้น...”

            แต่กูไม่ไปกับมึงนะ กูจะไปกินคนเดียว จบไหม

            คราวนี้ผมตัดบทจริงจัง เพราะเมื่อคืนนี้ก็ปฏิเสธไอ้เจไดไปแล้ว ไม่อยากให้มันมาตื๊อผมเรื่องนี้อีก

            โอเค...”

            ได้ผลครับ ไอ้เจไดยอมหลีกทางให้ผมได้ไขกุญแจเข้าห้องตามที่ต้องการ แต่กลับเป็นผมเองเนี่ยแหละ ที่รู้สึกว่าอีกฝ่ายเงียบจนผิดสังเกต ไม่ตามตื๊อต่ออย่างที่ผมคาดไว้

            “...” 

            แล้วภาพที่ได้เห็นก็คือ ชายร่างสูงใหญ่ในชุดนิสิตที่กำลังเดินคอตกจากไป... แม่ง ทำไมมันหมาหงอยอีกแล้ววะ กะไอ้แค่ไม่ไปกินข้าวด้วยแค่นี้เนี่ยนะ ราชสีห์ต้องกลายเป็นไอ้หมาเอ๋งเลยหรือไง ไอ้ห่า!

            “...”

            “...”

            เออกูไปกินข้าวกับมึงก็ได้

            แล้วผมก็เป็นอันจะต้องใจอ่อนกับความหมาหงอยของมันเสียทุกทีสินะ!

            จริงปะ!?” นั่นไง ไอ้หมาเอ๋งกลับมาเป็นราชสีห์แล้วครับ แถมยังยิ้มดีใจซะออกนอกหน้าเลยด้วย เออ แบบนี้สิ ค่อยสมเป็นมึงหน่อย

            แต่มึงต้องเลี้ยงกูนะ ตกลงไหม

            ได้เลย กูอะป๋าอยู่แล้ว

            เออ ให้มันจริงเหอะ” เดี๋ยวจะสั่งจานที่แพงที่สุดในร้านเลย ดูซิว่ามันจะพูดว่าไง “รอแป๊บนึงแล้วกัน ขอกูเก็บของก่อน” 

            คร้าบ :)”

            พอเก็บของเสร็จ ร่างสูงกว่าก็พาผมไปขึ้นรถบีเอ็มของมัน ก่อนที่จะขับพามากินที่ร้านอาหารญี่ปุ่นซึ่งอยู่ไม่ไกลจากย่านหอพักหน้ามอเท่าไหร่นัก ร้านนี้คนมากินค่อนข้างเยอะครับ ผมเองก็เคยมากินกับไอ้ปิงอยู่หลายครั้ง เพราะทำเลดี รสชาติก็เยี่ยม แถมราคายังสมเหตุสมผลเป็นมิตรกับนิสิตอีกต่างหาก ใครเขาก็อยากมากินกันทั้งนั้นแหละ

            เมนูจ้ะ เดี๋ยวอีกสักครู่พี่มารับออเดอร์น้า

            ครับพี่” ไอ้เจไดเป็นฝ่ายรับเมนูสองเล่มมาจากพี่สาวเจ้าของร้าน ก่อนที่มันจะแบ่งมาให้ผมหนึ่งเล่ม “อยากกินอะไรมึงสั่งเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ

            ถ้างั้นกูจะสั่งนี่” ผมแกล้งเปิดชี้ไปที่เซ็ตซูชิที่แพงที่สุดในร้าน วัตถุดิบระดับพรีเมียมทั้งนั้น ดูซิว่ามันจะยังยิ้มออกไหม

            เอาดิ อร่อยนะ เซ็ตนี้มีฟัวกราส์ด้วย กูชอบ ว่าจะสั่งอยู่เหมือนกัน” แล้วมันก็ก้มหน้าดูเมนูต่อไปอย่างไม่สะทกสะท้าน

            เออ ไอ้รวย สมแล้วที่เป็นถึงทายาทรุ่นที่ห้าของห้างสรรพสินค้าชื่อดังน่ะ หมั่นไส้!

            แต่ในขณะที่ผมกำลังแอบทำปากยื่นปากยาวใส่ไอ้ตี๋หนวดอยู่นั้นเอง ผมก็ทันได้สังเกตเห็น...สายตาของคนในร้านที่กำลังมองมา...

            ไม่ใช่แค่มองอย่างเดียวนะครับ แต่พวกนั้นยังพากันซุบซิบนินทากันอย่างออกนอกหน้าเลยด้วย ขนาดว่าผมมองอยู่ก็ยังไม่หยุดมองเลยอะ แม่ง...สงสัยนี่คงจะหนีไม่พ้นเรื่องที่คิดว่าผมเป็นเกย์แล้วก็กำลังมากินข้าวสองต่อสองกับผู้ชายอย่างไอ้เจไดสินะ...

            เป็นไรไป?”

            อ๋อ เปล่าหรอก ไม่มีอะไร” ผมโกหก ไม่อยากให้ไอ้เจไดมันรู้ว่าผมกำลังรู้สึกเป็นกังวลอย่างมากกับสายตาของคนอื่นที่เหมือนจะตัดสินพวกผมสองคนไปเรียบร้อยแล้ว

            เกิดไอ้เจไดมันเอาเรื่องนี้มาแซวผมอีกคน ผมคงรู้สึกเสียหน้าแย่ ที่โง่ใจอ่อนมานั่งกินมื้อเช้ากับมันเนี่ย :(

            เพล้ง!

            เฮ้ย!” ผมนี่ถึงกับสะดุ้ง...! เมื่อจู่ๆ เสียงจานแตกก็ดังขึ้นในระยะใกล้ ทำเอาผมที่ตั้งใจจะก้มหน้าหลบสายตาของคนตรงข้าม จำต้องรีบเงยกลับขึ้นมาเพื่อพบว่าไอ้เจไดกำลังส่งยิ้มตรงมาที่ผม แต่คราวนี้... กลับเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เปิดเผย ไม่ปกปิด เหมือนตั้งใจให้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการกระทำของมันเอง!

            เกิดอะไรขึ้นคะ!?” แล้วไม่ถึงห้าวินาที พี่สาวเจ้าของร้านคนเดิมกับลูกน้องอีกหนึ่งคนก็พากันวิ่งมาที่โต๊ะของเรา “น้องทำจานแตกเหรอ?”

            ใช่ครับพี่ พอดีเห็นลูกค้าโต๊ะอื่นเอาแต่มองมาที่โต๊ะผม ผมก็เลยแอบเกร็งๆ เผลอมือลั่นปัดจานตกแตก นี่ดีนะครับเนี่ย ไม่ไปหล่นใส่หัวใครเข้า ไม่งั้นแย่แน่เลย :)”

            แม้สีหน้าและท่าทางของไอ้เจไดจะดูเหมือนว่ามันกำลังพูดเล่นกับพี่สาวเจ้าของร้าน แต่เสียงที่เปล่งออกมากลับดังก้อง คล้ายจงใจจะประกาศให้คนอื่นๆ ได้รู้ ว่าถ้ายังไม่หยุดมองกันอีกละก็ ครั้งต่อไปจานได้ลอยไปใส่หัวพวกมันแน่

            แล้วก็ราวกับปาฏิหาริย์ครับ!

            สิ้นเสียงพูดของไอ้เจไดไม่ถึงสองวิ ลูกค้าคนอื่นๆ ในร้าน (ที่ส่วนใหญ่เป็นนิสิตก็หันขวับกลับไปมองทางอื่นอย่างพร้อมเพรียงกัน จนแม้แต่ผมยังอดใจเต้นแรงไม่ได้ ที่พบว่าไอ้เจไดที่เอาแต่กวนๆ ผม สามารถทำให้ทุกคนกลัวกันได้ถึงขนาดนี้

            ไม่ต้องห่วงนะครับพี่ คิดค่าจานรวมกับค่าอาหารได้เลย ผมมีจ่าย

            อา... โอเคจ้ะ” ถึงจะยังงงๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่พอได้ยินว่าคนทำจานแตกพร้อมจะรับผิดชอบ พี่สาวเจ้าของร้านก็รีบสั่งให้ลูกน้องมาเก็บกวาด ส่วนตัวเธอก็ขอรับออเดอร์จากพวกเราไป

            ไอ้เจไดสั่งหลายอย่างมากครับ ดูท่าทางมันจะหิวไม่ใช่น้อย เพราะมีการขอเมนูไว้ดูต่อด้วย ในขณะที่ผมจิ้มๆ ไปอย่างไม่จริงนัก เพราะอยากที่จะคุยกับคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามมากกว่า

            นี่มึงทำอะไรของมึงเนี่ย” ผมถามขึ้นทันทีหลังจากที่ไม่มีใครมารบกวนแล้ว

            ทำอะไร?”

            ก็เรื่องทำจานแตกไง

            อ๋อ ก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่เห็นว่าสายตาพวกมันทำให้มึงดูอึดอัด กูก็เลยจัดการให้ :)”

            แล้วมึงจำเป็นต้องเล่นใหญ่ขนาดนั้นเลยหรือไง” รู้นะว่าหวังดี แต่ไม่รู้สิ... มันทำเกินกว่าเหตุไปเปล่าวะ?

            แต่มันก็ได้ผลนี่ จริงไหม :)”

            เฮ้ออออออ แต่ดูเหมือนว่าผมจะลืมไปว่ากำลังคุยกับใครอยู่ เพราะถ้ามันกล้าออกสื่อเรื่องจีบผมขนาดนั้น ก็คงจะไม่ใช่คนที่กลัวอะไรอีกแล้วล่ะ

            เออ ทำเป็นเก่งเข้าไป นี่คงภูมิใจมากสินะที่ทำให้คนอื่นเขากลัวมึงได้น่ะ

            ก็นิดหน่อย :)

            หึ เก่งจริงนะคุณมึง หมั่นไส้!

            นี่... ถามจริงนะ ไม่กลัวคนจะเอาไปพูดต่อหรือไงวะ เดี๋ยวเขาก็ได้พาลเกลียดมึงกันหมดหรอก

            ดูดิ ถึงจะไม่ได้มองมาตรงๆ เหมือนตอนแรกแล้ว แต่ผมก็สังเกตเห็นนะว่าทุกคนยังแอบมองมาอยู่เลย แถมบางโต๊ะก็แอบใช้โทรศัพท์ถ่ายรูปไปด้วย งานนี้ล่ะ ได้โดนนินทากันสนุกแน่ ผมกับไอ้เจไดเนี่ย

            เฮ้ ไอ้ตัวต่อ ถามกูก็มองหน้ากูสิวะ” เออๆ หันกลับมามองแล้วนี่ไง “งั้นกูขอถามมึงบ้าง ว่าทำไมถึงจะต้องไปแคร์สายตาพวกมันด้วย ทั้งที่พวกมันก็ไม่ได้หวังดีกับมึงเลย อยากเอาเรื่องเดือนคณะอย่างมึงไปนินทากันทั้งนั้นอะ

            ก็...” จริงๆ ก็ถูกของไอ้เจไดมันนะ ว่าผมไม่ควรที่จะแคร์สายตาของคนพวกนั้นเลย รู้จักก็ไม่รู้จัก พวกมันก็แค่คนที่อยากมีเรื่องไว้คุยกันสนุกปากโดยไม่คิดที่จะสนใจความรู้สึกของคนที่ถูกเอาไปพูดต่อเท่านั้นแหละ แต่ว่า... “นี่มันชีวิตจริงเปล่าวะ คนเราแม่ง... จะไม่แคร์สายตาใครเลยได้จริงๆ อะเหรอ?”

            จริงดิ” อีกฝ่ายตอบอย่างมั่นใจ ดูเท่ชะมัด พ่อแม่ช่างปั้นมันออกมาจริงๆ “แต่มึงต้องหาจุดโฟกัสหน่อย

            จุดโฟกัส?”

            อะไรวะ?

            ใช่ จุดโฟกัส ก็เนี่ย อย่างตอนเนี้ยมึงอยู่กับกูใช่ไหม มึงก็ไม่ต้องไปแคร์ใครเลยเว้ย แค่เลือกโฟกัสเฉพาะสิ่งที่อยู่บนเมนูนี้ก็พอ” ไม่พูดเปล่า ไอ้ตี๋เข้มเจไดยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่มันจะหยิบเมนูขึ้นมา พร้อมกับชี้ให้ผมดูปกที่ละลานตาไปด้วยอาหารญี่ปุ่นสีสันสดใสในมือ ซึ่ง... ผมไม่เข้าใจสิ่งที่มันจะสื่อเลย?

            กูไม่เข้าใจว่ะ

            ก็เนี่ย มึงดูดีๆ ดิ ว่า... Do you know what's on the menu?”

            อะไรอยู่บนเมนู...งั้นเหรอ?

            ผมส่ายหน้าว่ะ ยอมแพ้ ขณะที่ไอ้เจไดก็ไม่รีรอที่จะเฉลยคำตอบออกมา

            ก็นี่ไง ที่มึงควรจะโฟกัสมากที่สุดบนเมนูตอนนี้ก็คือ ‘me’ ‘n’ ‘u’”

            “...”

            แค่ ‘กู’ กับ ‘มึง’ เท่านั้นก็พอแล้ว :)”

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 48 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

67 ความคิดเห็น

  1. #49 pcy921 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 16:46
    ตรัยแร้ววววววววว me n u เขินนนนน
    #49
    0
  2. #43 Y'O'Y (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 มีนาคม 2561 / 08:54
    "me" "n" "u" ..ยอมใจเจได
    #43
    0
  3. #23 Be ma baby (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 / 16:00
    ยอมค่ะ เจได ยอมความรวยความเปย์ ความฉลาด มาค่ะ มาเป็นของเราเถอะ
    #23
    0
  4. #6 มะมะหม๊าววว (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2560 / 19:45
    รถอ้อยคว่ำ55555
    #6
    1
    • #6-1 แฮมสเตอร์(จากตอนที่ 3)
      31 ธันวาคม 2560 / 21:21
      บทหน้าต้องปลูกอ้อยคืนสู่ไรสักหน่อย 5555
      #6-1
  5. #5 Priyapond (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2560 / 01:01
    อ้อยยยยมาทั้งสวนล้ะจ้าาาาาาา_~~~รอคร้าาาาา
    #5
    1
    • #5-1 แฮมสเตอร์(จากตอนที่ 3)
      31 ธันวาคม 2560 / 01:15
      นี่แค่เริ่มต้นนะครับ ยังมีอ้อยอีกเป็นป่า 5555+
      ขอบคุณที่อ่านครับ
      #5-1