จีบแก้บน ♥ (end.)

ตอนที่ 1 : บทแรก...เจได

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,093
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 66 ครั้ง
    29 ต.ค. 63


เจได

 

     นี่เหรอวะศาลเจ้าแม่

            ผมถาม ไม่ได้ต้องการคำตอบที่จริงจังนัก เพราะรู้อยู่แล้วว่าที่นี่คือที่ไหนแน่ (ก็แหม ผมเป็นคนขับมาเองนี่) แต่ที่ถามเนี่ย เพราะไม่อยากเชื่อมากกว่าว่ามันจะมีอะไรแบบนี้อยู่ในมหาลัยด้วย

            เรียนมาตั้งปีครึ่ง แต่เพิ่งได้มาเอาวันนี้เอง เชยชะมัดเลยกู

            เออ ที่เนี่ยแหละคนที่ตอบผมคือ ไอ้ยศครับ ส่วนใหญ่เพื่อนในสาขาจะเรียกมันว่า ไอ้แว่นก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษหรอก แค่เพราะว่ามันใส่แว่นคนเดียวในรุ่นเท่านั้นเอง

            แต่ที่ทำให้ไอ้แว่นเป็นที่รู้จักในคนหมู่มากเนี่ย ไม่ใช่แค่เพราะว่ามันใส่แว่นหรอกนะครับ อย่างไอ้ยศน่ะ มันต้องดังในเรื่องอย่างว่า คนเชี่ยไรก็ไม่รู้ เข้ามอมายังไม่ทันจะเริ่มรับน้องเลย แม่ง yed ครบสี่ชั้นปีแล้ว เทพจริงๆ

            วันนี้คนไม่ค่อยเยอะแฮะส่วนไอ้นี่ชื่อ ตรีครับ เป็นหนึ่งในทีมงานแก๊งเพื่อนคุณภาพของผมเอง (คบกันสนิทกันอยู่แค่สามคนเนี่ยแหละ) เอาจริง นี่แบบไม่อวยเพื่อนเลยนะ แต่ผมว่ามันหล่อใช้ได้ ไอ้ตรีน่ะหล่อกว่าไอ้ยศมาก มันชอบทำหัวสีแดงอยู่ตลอด โคนดำงอกออกมานิดนึงก็ต้องไปเติม แดงจัดอย่างกับสมาชิกครอบครัววีสลีย์ในแฮร์รี่พอตเตอร์ จนผมเกือบลืมไปแล้วเนี่ยว่าแม่งก็เป็นคนไทยหัวดำเหมือนๆ กัน แต่อย่าเผลอไปงัดฝีปากกับมันเข้านะ ไอ้นี่แม่งปากหมาจัดเลย เป็นพวกหน้าหยกแต่ปากหมา ถ้าคุณคือหนึ่งในคนที่รับความจริงไม่ค่อยจะได้ แนะนำว่าอยู่ให้ห่างกับมันไว้ ขืนไปคุยแล้วโดนพูดจี้ใจดำเข้า มีน้ำลายจะฟูมปากตายอะ

            ร่มรื่นดีนะ ตอนแรกกูคิดว่าจะเละเทะกว่านี้ซะอีก

            คือสารภาพเลยนะครับว่าตอนแรกที่ไอ้ตรีกึ่งชวนกึ่งรบเร้าให้ผมมาเป็นเพื่อนไอ้ยศเนี่ย ผมจินตนาภาพไว้ว่าเป็นศาลต้นไทรน่ากลัวๆ แบบในหนังผี มีผ้าสามสีผูกล้อมรอบ มีธูปมีเทียนปักไล่ยุงเป็นกำๆ แล้วก็อะไรอีกนะ... อ๋อ นึกออกละ มีชุดไทยสไบจับจีบห้อยอยู่หลายๆ ตัวเหมือนเปิดห้องเสื้อ รวมทั้งรูปปั้นสิงสาราสัตว์นานาชนิดวางเกลื่อนอยู่เต็มหน้าศาลอะไรเทือกๆ นั้น

            แต่พอได้มาจริงๆ กลับรู้สึกว่าเป็นสถานที่ที่สงบอย่างน่าประหลาด ไม่มีอะไรรกหูรกตาอย่างที่ผมตั้งแง่ไว้ในหัว ที่มีอยู่ก็เพียงแค่ศาลไม้ทรงไทยขนาดใหญ่ลักษณะแปลกตาที่ตั้งตระหง่านอยู่กึ่งกลางของลานหญ้าขนาดย่อม มีตุ๊กตานางรำกับพวงมาลัยดาวเรืองวางอยู่แบบพอประมาณ ถูกโอมล้อมไว้ด้วยหมู่มวลต้นไม้ใหญ่จนแสงแดดไม่สามารถส่องทะลุเข้ามาถึงได้ แถมรอบๆ ยังมีม้านั่งสะอาดๆ ไม่ต่างจากสวนสาธารณะดีๆ ให้นั่งหย่อนใจอีก

            เรียกว่าฉีกทุกกฎของศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่ไทยไปแบบชนิดไม่เห็นฝุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งป้ายไม้อย่างดีที่เขียนกำกับเอาไว้ว่า...

 

            ห้ามจุดธูปหรือเทียน เจ้าแม่ไม่ชอบ!’

 

            โอ้โห นี่แม่งคืองานแหวกระดับจับ ‘โวลเดอมอร์’ มาปะทะกับ ‘ดาร์ธ เวเดอร์’ ชัดๆ

            เจ๋งโคตร!

            “ว่าแต่นี่มึงจะบนจริงๆ เหรอวะไอ้ยศ เลิกกินเนื้อวัวตลอดชีวิตนี่มันงานช้างเลยนะมึง”

            เออ จริงว่ะ พอได้ยินที่ไอ้ตรีถามไอ้แว่นยศ ผมที่กำลังยืนชมความสวยงามของบรรยากาศโดยรอบอยู่ก็อดพยักหน้าเห็นด้วยกับมันไม่ได้ เพราะผมเองก็ไม่ได้เห็นดีเห็นงามอะไรกับเรื่องนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว ที่มาเนี่ย ก็เพราะทนไอ้ตรีมันรบเร้าไม่ไหวหรอกนะ ทั้งที่ไอ้ยศมันก็บอกว่ามันมาคนเดียวได้แท้ๆ

            เฮ้ออออออ คืองี้ครับ เรื่องทั้งหมดเนี่ยมันมีอยู่ว่า ไอ้แว่นยศเพื่อนผมมันดันมีความคิดที่อยากจะบนกับศาลเจ้าแม่ของมหา’ลัย ด้วยเหตุผลว่า ณ ปัจจุบันนี้ สิ้นแล้วซึ่งสมญานาม ‘ไอ้แว่นนักเย็_’ หลังจากที่ ‘หลิน’ สาวขาวหมวยคณะนิติศาสตร์สามารถถอดเขี้ยวถอนเล็บและยึดครองหัวใจของไอ้ยศได้สำเร็จ ชนิดที่ว่าเปลี่ยนจากไอ้เสือพันธุ์ดุให้กลายสภาพเป็นหมาบ้าน ถือเป็นความรักที่ทั้งน่ายินดีและโคตรจะสมน้ำหน้าเพื่อนตัวเองในคราวเดียวกัน เป็นคนดีๆ ไม่ชอบ ชอบเป็นลิง 

            อะไรนะครับ เกี่ยวกันยังไงน่ะเหรอ ก็ ‘หงอ’ ไงครับ ‘หงอคง’ เก็ตไหม ต้องเก็ตสิ!

            โอเค ต่อนะครับ เรื่องความรักของทั้งคู่ก็ดีมาตลอดนั่นแหละ แต่ปัญหาที่มักทำให้ไอ้ยศกลุ้มอกกลุ้มใจตลอดเลยก็คือ หลินเป็นคนที่ป่วยบ่อยมากครับ ขี้โรค ไม่แข็งแรงเลยสักนิด เอะอะก็เข้าโรง’บาลเป็นว่าเล่น นี่เปิดเทอมสองมาแค่สองอาทิตย์เอง หาหมอสี่รอบเข้าไปแล้ว ทั้งหวัดเล็กหวัดใหญ่สารพัด อย่าว่าแต่ไอ้ยศเครียดเลย เป็นผมนี่นอนเอาเท้าซ้ายเท้าขวาก่ายหน้าผากพร้อมกันไปแล้ว

            แต่คนอย่างไอ้ยศมันไม่ยอมหมดหวังครับ ในเมื่อวิทยาศาสตร์พึ่งไม่ได้ มันก็เลยต้องเลือกพึ่งไสยศาสตร์แทน ก็เนี่ยแหละครับ ศาลเจ้าแม่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์กระแสรองประจำมหา’ลัยที่พึ่งทางใจของใครหลายๆ คน อ้อ เหตุที่ต้องใช้คำว่า ‘กระแสรอง’ เนี่ย ไม่ได้ตั้งใจจะลบหลู่เจ้าแม่แกหรอกนะ แต่ที่มอผมเขามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์กระแสหลักที่เป็นสัญลักษณ์ประจำมหา’ลัยอยู่แล้ว แบบที่แขกไปใครมาก็ต้องพากันไปกราบไหว้

            เพราะฉะนั้น อินดี้ๆ อย่างศาลเจ้าแม่ที่รู้จักกันเฉพาะกลุ่มเนี่ย ยังไงก็คงต้องใช้คำว่า ‘กระแสรอง’ นั่นแหละเหมาะแล้ว แต่อย่าได้ประมาทไปนะครับ ถึงจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์กระแสรอง แต่ถ้าไม่เจ๋งจริง อินดี้ๆ แบบนี้คงไม่สามารถดังขึ้นมาได้

            คือ...ถ้าจะเล่าก็ดูจะพล่ามเยอะไป

            แต่ให้ผมเล่าหน่อยเถอะครับ

            เรื่องมันมีอยู่ว่า ศาลเจ้าแม่เนี่ยเขามีตำนานครับ ถ้าสังเกตจากสถานที่ตั้งดีๆ จะพบว่าจุดนี้เป็นทางสามแพร่งแบบพอดีเด๊ะ คือเป็นทางลัดตัดแยกไปคณะเกษตรฯ กับโรงเรียนสาธิต (ซึ่งเด็กคณะบริหารฯ อย่างผมไม่เคยผ่านเลย) เมื่อก่อนเนี่ย เขาเล่ากันมาว่า พื้นที่บริเวณนี้มันปลูกอะไรก็ไม่ขึ้นสักอย่าง จะปุ๋ยอินทรีปุ๋ยเคมีก็ไม่อาจทำให้พืชพันธุ์มีชีวิตอยู่รอดไปได้ จนอยู่มาวันหนึ่ง คณบดีของมหา’ลัยในยุคนั้นแกดันเกิดนิมิต ฝันเห็นผู้หญิงสวยผมยาวห่มสไบปักทองมาขอความช่วยเหลือให้ช่วยตั้งศาลให้ ณ พื้นที่บริเวณนี้ โดยไม่ต้องจุดธูปจุดเทียนบูชา หรือหาของอะไรมาถวายทั้งนั้น แค่ตั้งศาลและดูแลอย่าให้ทรุดโทรมเท่านั้นเป็นพอ เดี๋ยวท่านจะมาช่วยเหลือเอง

            พอคณบดีคนเก่าคนแก่ยอมทำตามที่เจ้าแม่ขอในนิมิต ก็เป็นอันว่าพื้นที่แถบนี้ก็กลายเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ขึ้นมาได้ในที่สุดอย่างน่าอัศจรรย์

            แต่มันไม่ใช่แค่นั้นดิ พี่รหัสผมแกยังเล่าให้ฟังอีกว่า พอไม่มีเรื่องเพาะปลูกให้ต้องกังวลแล้ว คนในพื้นที่ ไม่ว่าจะชาวบ้าน นิสิต หรือบุคลากรต่างๆ ก็เริ่มหันมาบนบานศาลกล่าวเรื่องอื่นแทน และหลังจากที่ลองผิดลองถูกกันมาหลายต่อหลายรุ่น ก็ได้ข้อสรุปในการบนศาลเจ้าแม่มาทั้งหมดสองข้อด้วยกัน

 

            คือหนึ่ง...ห้ามบนเรื่องความรัก เพราะจะไม่มีวันสำเร็จ

            และสอง...ถ้าไม่ขอแก้บนด้วยอะไรที่ยิ่งใหญ่ ก็ต้องขอแก้บนด้วยอะไรที่แปลกๆ

            รับรอง สำเร็จแน่

 

            ยกตัวอย่างจากที่พี่รหัสเล่าให้ผมฟังนะ คือเมื่อสามปีก่อน เคยมีรุ่นพี่คณะศึกษาศาสตร์บนกับเจ้าแม่แกไว้ว่า ถ้ากดบัตรคอนเสิร์ตนักร้องเกาหลีทัน จะหิ้วสแตนดี้แบบเต็มตัวของนักร้องวงนั้นแล้ววิ่งรอบสนามกีฬาหน้ามอทุกวันจนกว่าจะครบตามจำนวนสมาชิก

            แล้วได้ข่าวว่าวงนั้นมีเมมเบอร์ตั้งสิบสามคน พี่แกนี่แม่งถึกจริงๆ เลยว่ะ

            ไอ้ยศนี่ก็อีกคน มันตั้งใจมาบนขอให้หลินสุขภาพแข็งแรง อย่าเจ็บอย่าป่วยบ่อยๆ อีก และถ้าสำเร็จ มันจะขอไม่กินเนื้อวัวตลอดชีวิต แม่งเอ๊ย ยอมใจจริงๆ ว่ะ เป็นผมนี่ทำอย่างมันไม่ได้จริงๆ นะ ไอ้การให้เลิกทำอะไรสักอย่างที่เคยทำมาตลอดทั้งชีวิตเนี่ย

            “จริงสิวะ ขอแค่ให้หลินหายป่วย ให้เลิกเหล้าเลิกบุหรี่ตลอดชีวิตกูยังทำได้เลย”

            โห... หล่อใหญ่เลยเพื่อนกู นี่เอาจริงไม่ต้องพึ่งเจ้าแม่เลยนะ แค่ได้ยินที่มันพูด ผมว่าหลินก็คงฟินจนหายป่วยได้แล้วล่ะ

            แต่สำหรับผม เครียดครับ!

            “มึงจะบ้าเหรอ เลิกเหล้าเลิกบุหรี่เนี่ยนะ! ประสาทแล้วมึง สองอย่างนี้นี่แม่งคือชีวิตเลยนะเว้ยไอ้ยศ!แค่คิดว่าต้องเลิกผมก็อยากจะตายห่าแล้วเนี่ย จินตนาการสิครับ ไปสังสรรค์กับเพื่อนแต่ต้องนั่งกินน้ำเปล่าเงี้ยเหรอ เชี่ย หมดมู้ดสัด

            “เออ ถ้าให้บนว่าขอไม่กินผักตลอดชีวิตยังว่าไปอย่าง จริงไหมไอ้ตรี”

            “จริง กูเห็นด้วย มึงมันบ้าไปแล้วไอ้ยศ”

            “เอาเถอะ พวกมึงอยากด่าอะไรก็ด่ามาเลย ไว้รอวันที่พวกมึงสองคนเจอคนที่รักจริงๆ เหมือนอย่างที่กูเจอ เดี๋ยวพวกมึงก็จะเข้าใจเอง ว่าขอแค่ให้เขามีความสุข ให้ทำอะไรพวกมึงก็ยอมทำทั้งนั้นแหละ

            “...”

            “...”

            เชี่ย ใบ้แดกคู่สิครับ เจอข้อนี้เข้าไป นี่มึงจะหล่ออะไรขนาดนี้วะเนี่ยไอ้ยศ นิสัยหล่อๆ ของมึงกำลังทำให้คนโสดที่หน้าตาหล่อจริงๆ อย่างกูกับไอ้ตรีดูแย่นะไอ้ห่า

            แต่เอาเถอะ ผมขอยกมือยอมแพ้ครับ มันอยากทำอะไรปล่อยให้มันทำเลย เชิญแม่งตามสบาย เพราะผมคงไม่มีวันที่จะเข้าใจอะไรก็ตามที่เกิดจากการรักใครสักคนอย่างที่ไอ้ยศพูดหรอก

            คนอย่างไอ้เจไดเคยมีความรักจริงๆ จังๆ กับเขาซะที่ไหน ทั้งชีวิตนี้มีแฟนแค่คนเดียวเอง ชื่อ ‘ปิ่น’ เป็นผู้หญิงที่เข้ามาในชีวิตช่วงมัธยมฯ ปลาย ที่พูดเนี่ย ไม่ใช่ว่าไม่มีใครเอานะครับ จริงๆ เรื่องผู้หญิงน่ะผมมีเข้ามาในชีวิตไม่เคยขาดอยู่แล้ว แค่... ยังไม่เจอใครที่มันกระแทกใจจนต้องวิ่งตามก็เท่านั้นเอง... อย่างปิ่นเนี่ย ผมก็ไม่ได้ชอบจริงจังอะไรนะ แต่ที่เลือกคบก็เพราะว่าไอ้ตรีกับไอ้ยศ (คบกันมาตั้งแต่มัธยมฯ โน่นแล้ว) มันอยากให้ผมลองมีใครสักคนดู เข้าทำนองว่า ‘ถ้าไม่ลองก็คงไม่รู้’ อะไรแบบนั้น

            แล้วผลเป็นไงรู้ไหม ปิ่นแม่งดันมาเจ้ากี้เจ้าการชีวิตผมทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องเหล้าเนี่ย สมัยนั้นมันจะมีเด็ก ม.ปลาย สักกี่คนที่คอแข็งจนชนแก้วกับรุ่นพี่ได้ติดๆ กันเป็นอาทิตย์วะ แล้วบรรยากาศในวงเหล้าแม่งก็สวนเสเฮฮาจะตาย เป็นประสบการณ์ที่คนไม่ดื่มไม่เข้าใจแน่

            จะมาขอให้ผมเลือกระหว่าง ‘เหล้า’ กับ ‘เธอ’ อย่างงั้นเหรอ

            หึ กูก็ต้องเลือกเหล้าสิครับ ถามได้

            เพราะฉะนั้นถึงได้บอกไง ว่าผมไม่มีทางเข้าใจไอ้ยศได้หรอก ไม่มีทาง

            “เอาๆ จะไปบนอะไรก็รีบไปบนไป เดี๋ยวพวกกูรอ” ส่วนไอ้ตรีหัวแดงเองก็คงพอกันแหละครับ ทำได้มากสุดแค่ตัดบทเท่านั้น เพราะมันก็อยู่ในสถานะโสดไม่ต่างกันกับผม แล้วเท่าที่รู้จักกันมา ก็ไม่เห็นมีคนที่มันเคยรักจริงๆ จังๆ เหมือนอย่างที่ไอ้ยศรักหลินด้วย

            ผมกับไอ้ตรียืนมองไอ้แว่นยศที่คุกเข่าลงพนมมือไหว้ต่อหน้าศาลเจ้าแม่ ไอ้ตรีคิดไงไม่รู้นะ แต่ผมนี่โคตรขัดใจเลย ไม่รู้ว่ะ ไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ เหมือนที่เชื่อว่าผีไม่มีจริงนั่นแหละ

            เพราะถ้าผีจะมีจริง ก็คงเป็นครั้งเดียวที่ผมมีโอกาสได้เห็น... แล้วก็หายไปอย่างรวดเร็วเหมือนไม่เคยมีอยู่...

            แต่กลับ... ติดแน่นในใจไม่หายไปไหนสักที...

            อะ เพ้ออีกละกู ขอวกกลับมาที่เรื่องการบนก็แล้วกันนะครับ

            ก็นั่นล่ะ ส่วนตัวผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้เท่าไหร่หรอก ผมว่าเรื่องบนนี่มันเป็นแค่เรื่องบังเอิญครับ หรือไม่ก็เป็นการสร้างที่พึ่งทางใจจนทำให้คนที่บนสามารถทำเรื่องนั้นๆ สำเร็จได้มากกว่า เพราะถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงนะ ป่านนี้คนคงสมหวังกันหมดโลกไปแล้วเปล่าวะ ไม่ต้องมาทุกข์มาร้อนดิ้นรนกันอยู่แบบนี้หรอก หรือไม่จริง

            “เป็นไงมึง สบายใจขึ้นไหม” อันนี้ผมถามไอ้ยศเองครับ หลังจากมันเดินขยับแว่นกลับมาหาผมกับไอ้ตรีแล้ว

            “ไม่รู้ว่ะ คงต้องรออีกเจ็ดวัน

            “อ้าว ทำไมต้องเจ็ดวันวะ

            ไม่ใช่ว่าวันนี้พรุ่งนี้หายเหรอ?

            “กูกำหนดเวลาให้เจ้าแม่ท่านน่ะ

            โห นี่มึงมีการกำหนดระยะเวลาให้เจ้าแม่ด้วยเหรอวะแว่นยศ มึงนี่มันเก่งจริงๆ เลยไอ้ห่า

            “เออ งั้นรอไป ได้ผลว่าไงบอกกูด้วย”

            “โอเค”

            กูก็พูดไปงั้นแหละมึงเอ๊ย คนอย่างกูน่ะ ยังไงก็เชื่อหมอมากกว่าเจ้าแม่ว่ะ โทษทีนะเพื่อน

            แต่ในขณะที่พวกผมสามคนกำลังจะเดินกลับไปที่รถ วอลโว่สีขาวคันหนึ่งก็ขับตรงเข้ามาจอดอย่างรวดเร็ว แต่กลับอยู่ภายในเส้นที่ตีไว้เป๊ะๆ เป็นการจอดแบบม้วนเดียวจบที่เท่มาก ไหนๆ ขอดูหน้าคนขับหน่อยเถอะวะ ผมว่าแม่งต้องหล่อเท่พอๆ กับสกิลการขับขี่แหง

            พอเห็นว่าผมหยุดยืนมองไปที่รถคันนั้น ไอ้ยศกับไอ้ตรีก็ทำตาม แล้วหลังจากนั้นประมาณห้าวินาทีเห็นจะได้ เสียงปิดประตูฝั่งคนขับก็ดังขึ้น พร้อมกับเจ้าของรถที่เดินมาทางศาลเจ้าแม่ ทำให้พวกผมทั้งสามคนมองเห็นกันได้ถนัดตา...

            ไอ้เหี้ย!

          ขะ...ขอโทษที่ต้องหยาบคายนะครับ... ถึงแม้ว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าจะไม่คู่ควรกับคำว่า ‘เหี้ย’ เลยแม้แต่นิดเดียว แต่ผมก็ไม่รู้จะหาอะไรมาอุทานให้สมกับความตื่นตกใจในเวลานี้ได้มากไปกว่าคำนี้อีกแล้ว!

            เมื่อสิ่งที่เป็น...ดันตรงข้ามกับสิ่งที่คิดแบบสุดขั้ว...

            ไม่มีผู้ชายเท่ๆ อะไรทั้งนั้นครับ มีเพียง...นิสิตชายร่างบางที่ขยับกายเคลื่อนไหวไปยังศาลเจ้าแม่ได้อย่างดูดีและโคตรจะเป็นธรรมชาติ... ผิวของมันขาวอมชมพูเหมือนเด็กเล็กๆ ดูนวลเนียนไปหมดทุกส่วน จนแม้แต่ผมที่เป็นผู้ชายเหมือนกันก็ยังหยุดไล่สายตาไปทั่วๆ ตัวของมันไม่ได้

            ใบหน้าด้านข้างตอนที่เดินผ่านไป...จะว่าสวยหวานเหมือนผู้หญิงก็ว่าได้ แต่มองอีกมุม...จะว่าหล่อหน้าหยกแบบสไตล์หนุ่มจีนหนุ่มเกาหลีก็คงจะไม่ขัดนัก ผมชอบทรงผมมันนะ ยาวระต้นคอ ทำ wet look แสกกลาง ดูยุ่งนิดๆ คลอเคลียหน้าหน่อยๆ

            มีเสน่ห์ฉิบหายเลยว่ะ

            “…”

            นี่ผม... มองมันแบบไม่ละสายตามากี่วินาทีแล้ววะเนี่ย!?

            “เชี่ย ผู้ชายอะไรวะ เล่นซะกูตาค้างเลย

            อย่าว่าแต่มึงเลยไอ้ยศ ดูไอ้ตรีดิ อ้าปากซะจนยุงจะบินเข้าไปดูดเลือดบนลิ้นมันแล้ว ไหนจะผู้คนโดยรอบที่พร้อมใจกันหันไปมองมันคนนั้นอย่างกับโดนสะกดอีกล่ะ

            แม่ง มึงดูดีมากเว้ยไอ้ wet look มึงนี่มันต้องมีฟีโรโมนดึงดูดทุกเพศแหง!

            “เฮ้ย อึ้งเลยเหรอวะไอ้เจได ไม่ใช่ว่าที่มึงไม่เจอผู้หญิงถูกใจสักทีนี่เพราะว่าที่จริงเนื้อคู่มึงเป็นผู้ชายหรอกนะเว้ย ฮ่าๆๆๆ

            “ก็เหี้ยละ” ไอ้อึ้งน่ะอึ้งจริงครับ แต่เรื่องเนื้อคู่เป็นผู้ชายนี่ไม่ใช่แล้วเว้ย แม่งมั่ว “นู่น ดูไอ้ตรีนู่น อึ้งแดกกว่ากูอีก ปากค้างตาค้างไปหมดแล้วน่ะ

            ตัวต่อ...” 

            แต่แทนที่ไอ้ตรีมันจะเถียงกลับมาด้วยปากหมาๆ อย่างที่ชอบทำ มันกลับเอ่ยอะไรอย่างอื่นออกมาแทน อย่างอื่นที่ทำให้ผมกับไอ้แว่นยศหันมองหน้ากันด้วยความงง เพราะไม่เข้าใจว่าไอ้ตรีมันหมายถึงอะไร

            “ตัวต่อตัวต่ออะไรของมึงวะ

            “ก็นั่นไง...ตัวต่อ” คราวนี้ไอ้ตรีวิสลีย์ไม่พูดเปล่า มันชี้ไปที่ไอ้ wet look ที่กำลังคุกเข่าลงพนมมือไหว้ต่อหน้าศาลเจ้าแม่ แม่ง... ทำไมดูดีกว่าตอนเห็นไอ้เพื่อนยศลงไปคุกเข่าเยอะเลยวะ

            แล้วนี่ก็เพิ่งจะสังเกตนะเนี่ย ว่าตั้งแต่ไอ้ขาวนี่มา เสียงรอบตัวแทบจะเงียบลงไปเลย เพราะทุกคนมัวแต่มองมันจนลืมคุยกันหมดแล้ว...

            “ใครวะไอ้ตรี

            “ตัวต่อ เดือนคณะศิลปศาสตร์ปีที่แล้วไง มึงไม่รู้จักเหรอ

          ผมส่ายหน้าแรง “มึงก็รู้ ว่ากูไม่สนเรื่องดาวเดือนอยู่แล้ว” ขนาดรุ่นพี่มาขอให้ไปประกวด ผมยังปฏิเสธไม่เอาท่าเดียว เพราะรู้สึกว่าแม่งไร้สาระจะตาย มาเรียนนะเว้ย ไม่ได้มาประกวดนางงาม บ้าเหรอ

            “เออ กูลืมไป โทษที

            แต่ดูจากรูปร่างหน้าตาก็สมแล้วล่ะที่ไอ้ wet look มันจะได้ตำแหน่งเดือนคณะน่ะ นี่ถ้าไอ้ตรีบอกว่ามันควบตำแหน่งทั้งดาวทั้งเดือนคนเดียวพร้อมกัน ผมยังไม่แปลกใจเลย จริงๆ

            “เดี๋ยวนะ เดือนคณะศิลปศาสตร์ปีที่แล้ว... ใช่คนที่มีข่าวว่าเคยมาบนที่นี่แล้วสำเร็จใช่ไหมวะ

            “เออ คนนั้นแหละ มึงก็เคยได้ยินข่าวด้วยเหรอวะยศ

            “เคยๆ แต่กูแค่จำชื่อมันไม่ได้

            แต่กูไม่เคยได้ยินครับ ช่วยทำให้กูรู้เรื่องด้วยอีกคนที พลีสสส

            “มึงนี่ นอกจากเรื่องเรียนกับเรื่องกินเหล้า เคยรู้ห่าอะไรบ้างวะเนี่ยไอ้เจได” พอไอ้ตรีเห็นว่าผมขมวดคิ้วมุ่นอย่างจงใจ มันก็อดที่จะแขวะผมไม่ได้ แต่ก็ยังเล่าให้ฟังนะ เออ ถือว่าเป็นเพื่อนที่ดี

            “คืองี้ เมื่อปีก่อนอะ เคยมีข่าวดังไปทั้งมอเลยว่าตัวต่อเขามาบนกับศาลเจ้าแม่

            “บนอะไรวะ ทำไมคนถึงต้องสนใจขนาดนั้นด้วย

            กูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาบนอะไร เพราะว่าคนอื่นก็ไม่รู้

            อ้าว ไอ้ห่า ถ้าไม่รู้กันว่าบนอะไรแล้วเรื่องมันเสือกดังขึ้นมาได้ไงวะ

            ก็ที่เรื่องมันดังมันไม่ได้ดังเพราะว่าเขาบนอะไรไง แต่เป็นเรื่องที่ว่าเขาขอจะแก้บนกับเจ้าแม่ยังไงต่างหาก

            ยังไงอะ ไอ้นั่นมันขอแก้บนยังไง หิ้วสแตนดี้นักร้องเกาหลีวิ่งรอบสนามหน้ามอเหรอ” เดี๋ยวๆ แล้วนี่ทำไมผมต้องตื่นเต้นอยากรู้อยากเห็นเรื่องไอ้ขาวนั่นขนาดนี้ด้วยวะเนี่ย งงตัวเอง

            เด็ดกว่านั้นเยอะ” โห เด็ดกว่าอีกเหรอ ยังไงวะ ใช่แก้ผ้าวิ่งรอบมอรึเปล่า? “ตัวต่อเขาขอแก้บนกับเจ้าแม่ ด้วยการไม่ขอรักผู้หญิงคนไหนอีกเลยตลอดชีวิต

            “เหี้ย!”

            ผมถึงกับหันขวับไปมองไอ้ wet look นั่นทันทีที่ได้ยินจากปากไอ้ตรีว่าไอ้นั่นมันขอแก้บนกับเจ้าแม่ยังไง นี่แม่ง...ขออะไรเจ้าแม่ไปวะ ทำไมถึงต้องลงทุนแก้บนหนักขนาดนี้ ไม่รักผู้หญิงคนไหนตลอดชีวิตเลยเนี่ยนะ!?

            แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้เริ่มเดาถึงสิ่งที่มันขอเจ้าแม่ จู่ๆ คนที่ผมจ้องมองแผ่นหลังของมันอยู่ก็ลุกขึ้นยืน แล้วหันกลับมาทางที่พวกผมสามคนยืนอยู่ ทำให้ผมกับมันที่ยืนอยู่ตรงกันพอดี...

            …สบตาเข้าหากันอย่างไม่ได้ตั้งใจ

            แกร๊ก!

            กุญแจรถในมือผมหล่นลงพื้นพร้อมกับหัวใจที่กระตุกวูบ...

 

            ผมจำได้...

            ตอนนั้นผมเพิ่งจะเข้ามาเรียนที่นี่ครั้งแรก เป็นหนึ่งวันที่อากาศร้อนจัด และผมต้องยืนรอไอ้ตรีกับไอ้ยศอยู่หน้าห้องน้ำชายในโรงอาหาร

            มันเป็นจังหวะหนึ่ง... เป็นแค่จังหวะสั้นๆ ที่ผมบังเอิญหันไปสบตากับใครบางคนที่หยุดยืนอยู่ข้างๆ ตู้ ATM สีม่วงเข้ม

            ผมเหมือนถูกสะกดนิ่งให้หยุดอยู่กับมัน...ตาสีน้ำตาลอ่อนคู่สวยที่กำลังล้อกับแสงแดด จนผมไม่รู้เลยว่าจะได้เจอดวงตาที่สวยขนาดนี้อีกไหม...

            และยังไม่ทันที่ผมจะได้มองไปยังส่วนอื่น...

            เฮ้ยไอ้เจได ไปกัน

            เสียงเรียกจากด้านหลังของเพื่อนก็ทำให้ผมเผลอละสายตา... ก่อนที่จะรู้สึกไม่อยากให้อภัยตัวเองอีกเลยเมื่อหันกลับไป... แต่ไม่พบมันอีกแล้ว...

 

            กุญแจมึงอะ

            “...”

            ผมถึงกับหายใจไม่เต็มปอด… เมื่อรู้ตัวอีกที...สิ่งที่เคยหายไปในอดีตกลับยืนอยู่ตรงหน้า...ใกล้จนแทบไม่ต้องเอื้อมมือ... หนำซ้ำยังช่วยเก็บกุญแจรถที่เผลอทำตกส่งคืนให้อีก...

            เอ้า รับไปสิ

            อะ...เออ ขอบคุณมาก

            ด้วยความยินดี

            ริมฝีปากสีแดงระเรื่อยกยิ้มมุมปาก ทำเอาผมเผลอกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ มะ...มันคงไม่ทันสังเกตหรอก...ใช่ไหม?

            “...”

          กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวมันยังเตะจมูกผมอยู่เลยนะ แต่มันกลับทำท่าจะเดินจากผมไปอีกแล้ว แม่ง ผมจะทำอะไรได้บ้างวะเนี่ย เรียกมันไว้เหรอ หรือหันไปขอให้เจ้าแม่ช่วยผมดี เอาไงดีวะ!?

            เฮ้ยไอ้เจได เลิกอึ้งได้แล้ว ไอ้ตัวต่อมันขับรถไปนู่นแล้ว ฮ่าๆๆ

            จริงด้วย... มันจากผมไปอีกแล้วจนได้ จากไปทั้งๆ ที่ผมแทบจะไม่รู้ตัวเลยสักนิด

            และผมจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีกแล้ว!

            ไอ้ตรี!” ผมรีบหันไปหาไอ้ตรีทันทีครับ ไม่สนใจคำแซวของไอ้แว่นยศอีกต่อไป

            อะไรวะ เรียกซะกูตกใจหมดไอ้ห่า

            มึงรู้อะไรเกี่ยวกับตัวต่อบ้าง บอกกูมาให้หมดเดี๋ยวนี้!”

            ทำไมวะ เกิดอะไรขึ้น นี่กูงงนะ

            กูจะจีบมันมึง ได้ยินไหม กูจะจีบมัน!”



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 66 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

67 ความคิดเห็น

  1. #67 TTHHUUNNDDEERR (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 21:16
    เจไดใจเย็นๆลูก
    #67
    0
  2. #66 _Wind_ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 เมษายน 2562 / 01:20
    อย่าบอกนะว่าแก้บนของวงเซเว่นทีน5555555
    #66
    0
  3. #47 pcy921 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 16:14
    จีบเลยๆ
    #47
    0
  4. #41 Y'O'Y (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 มีนาคม 2561 / 21:42
    สนุกอ่ะ...
    #41
    0
  5. #32 ฮ่อยจ๊อ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 มีนาคม 2561 / 01:53
    โพไหนเนี่ยย เราเดาไม่ถูก55
    #32
    0
  6. #2 Titlekaitod (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2560 / 22:59
    ชอบจ้าาาสา รอตอนต่อไปเน้อ
    #2
    1
    • #2-1 แฮมสเตอร์(จากตอนที่ 1)
      21 ธันวาคม 2560 / 23:50
      ขอบคุณนะครับ
      #2-1
  7. #1 JOlly' M (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2560 / 19:04
    อู้ว เม้นแรกค่าา //โดนตบ55555 ตอนแรกว่าจะแวบเข้ามาดูเฉยๆ ไปๆ มาๆ คืออ่านจนจบ ชอบอ่ะ ชอบผู้ในเรื่องนี้ ตลกดี 555555 ชอบพล๊อต ดูน่าสนใจมากกก ยังไงรออ่านต่อนะค้าบ รอเป็นเล่ม เก๊าซื้อแน่นอน หุๆๆ
    #1
    1
    • #1-1 แฮมสเตอร์(จากตอนที่ 1)
      21 ธันวาคม 2560 / 23:50
      ขอบคุณมากน้า
      #1-1