นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

อย่าน้อยใจไปเลยฮูหยินข้า (end.)

โดย H A M S T E R

บุรุษอย่าง 'ซูฟางหรง' งั้นหรือจะถูกคนร้ายลักพาตัวได้? ใครกันที่กล้าบ้าบิ่นกระทำต่อฮูหยินของประมุขมาร 'เหวินหนิงหลง' ได้ถึงเพียงนี้? หรือว่านี่... จะเป็นเพียงแค่เรื่องสามี-ภรรยาอย่างที่เขาเล่าลือกัน!?

ยอดวิวรวม

545

ยอดวิวเดือนนี้

3

ยอดวิวรวม


545

ความคิดเห็น


3

คนติดตาม


10
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  25 ก.ค. 63 / 19:26 น.
นิยาย ҹԹ (end.)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้




อ่านจบแล้ว

หากชอบเรื่องสั้นเรื่องนี้

ขอความกรุณา กดหัวใจ + คอมเม้นท์ ให้กันด้วยนะครับ

เพราะมันจะสามารถช่วยชีวิตนักเขียนโนเนมอย่างผมได้มากจริงๆ

#พนมมือไหว้อ้อนวอนตาใส

ป.ล. ทุกคอมเม้นท์ที่เป็นข้อความ คนเขียนจะ reply กลับทั้งหมดนะครับ

อย่าลืมแวะไปดูการตอบกลับกันด้วยนะครับ :)

  

#ฮูหยินอย่าใจน้อย

25/7/2020

เนื้อเรื่อง อัปเดต 25 ก.ค. 63 / 19:26


#ฮูหยินอย่าใจน้อย

 

ความสง่างามไล่หลัง ‘เหวินหนิงหลง’ ในทุกย่างก้าว ยอดประมุขมารแห่งพรรค ‘จินหวู’ เพิ่งจะเดินทางกลับจากงานเลี้ยงมงคลสมรสของ ‘หมิงไป๋ฮวา’ บุตรสาวคนสุดท้องของรองประมุขพรรค ‘หมิงเซียน’ หนึ่งในสามพรรคมารผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุทธภพ หลังนางตกลงปลงใจใช้ชีวิตร่วมทุกข์สุขกับ ‘เฉินอ๋อง’ เจ้าเมือง ‘ชิงซา’

เหวินหนิงหลงไม่สุขไม่ทุกข์กับงานฉลองที่ตนไป เพียงสิ่งเดียวที่ท่านประมุขพรรคจดจำได้ขึ้นใจ คือคำไถ่ถามถึง ‘ใครอีกคน’ ที่มีให้ได้ยินอยู่ตลอดทั้งงาน

‘แล้วเหวินฮูหยินเล่า?’

สิ้นคำไถ่ถามจากบรรดาผู้คนที่พานพบ ใบหน้าคมของประมุขพรรคจินหวูยังคงวางนิ่ง ดุจมังกรสงบสมชื่อ ‘หนิงหลง’ แห่งแคว้น ‘เทียนอวี่’ (ชื่อ หนิงหลง เขียนด้วยตัวอักษรจีน 宁龙 แปลว่า มังกรแห่งความสงบเสงี่ยม) ทว่าภายในใจของเหวินหนิงหลงนั้นกลับสั่นสะเทือนเลือนลั่นอย่างยากที่จะมีผู้ใดล่วงรู้ ด้วยเพียงแค่นึกถึงใบหน้า ‘เหวินฮูหยิน’ ที่ขอปฏิเสธการเดินทางมาร่วมเอ่ยคำยินดีแก่เฉินอ๋องและหมิงไป๋ฮวา

‘ฟางหรงมีอาการไอจามเล็กน้อยด้วยลมแรกหนาว เกรงว่ายิ่งฝืนออกงานอาการจะยิ่งกำเริบ จึงขอให้ฮูหยินข้าได้นอนพักรักษาตัวจนกว่าจะหายดี’

เหวินหนิงหลงไล่โกหกคำโตแก่คนทั่วทั้งงาน ทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่าสภาพอากาศใดก็ไม่อาจทำให้คนสุขภาพร่างกายแข็งแรงอย่าง ‘ซูฟางหรง’ ล้มหมอนนอนเสื่อได้

แต่ครั้นจะให้ตอบไปตามจริงว่า...

‘ฟางหรงไม่คิดร่วมยินดีกับไป๋ฮวา หากเปลี่ยนเป็นงานเลาะเนื้อเถือกระดูกไป๋ฮวาแทนงานมงคลเช่นนี้ ฮูหยินข้าคงจะมายืนรอต่อแถวล่วงหน้าก่อนพิธีเริ่มสามวัน’

...เรื่องยุ่งยากคงยกทัพตามมาอีกมากมาย!

ทุกอย่างล้วนมีต้นสายและปลายเหตุ กาลครั้งหนึ่งเมื่อสิบเก้าหนาวที่ผ่านมา พรรค ‘เยี่ยนฉวี่’ และพรรคหมิงเซียนผู้ยิ่งใหญ่ฝ่ายอธรรมได้ร่วมกันเฉลิมฉลองแก่ชีวิตใหม่ของทารกทั้งสองที่บังเอิญลืมตาดูโลกในวันเดียวเดือนเดียวปีเดียวกัน

ทารกคนแรกเป็นบุตรชายคนสุดท้องของประมุขพรรคเยี่ยนฉวี่ผู้ลือนาม ‘ซูจินไห่’ โดยทั้งบิดามารดาต่างเห็นพ้องต้องกันว่าทารกชายผู้นี้ควรมีนามว่า ‘ฟางหรง’ ด้วยสามประการ

ประการแรก เพื่อให้บุตรชายมีตัวอักษร ‘ฟาง’ (芳) เช่นเดียวกับมารดาผู้เป็นที่รักของคนทั่วทั้งยุทธภพ

ประการที่สอง เพื่อให้บุตรชายได้ใช้ตัวอักษร ‘หรง’ (荣) อันสื่อถึงความรุ่งโรจน์และเกียรติยศของผู้เป็นบิดา

และประการสุดท้าย เพื่อหวังให้บุตรชายได้เติบโตขึ้นเป็นจอมยุทธผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ซึ่งเปี่ยมล้นไปด้วยเกียรติยศอันหอมหวานที่ขจรขจายไปทั่วทั้งยุทธภพ (ชื่อ ฟางหรง เขียนด้วยตัวอักษรจีน 芳荣 แปลว่า เกียรติยศอันหอมหวาน) ให้สมกับ ‘กลิ่นกายหอม’ อันเป็นคุณลักษณะพิเศษที่มีติดตัวมา

ส่วนทารกคนที่สองก็คือหมิงไป๋ฮวา นางนั้นถือกำเนิดใต้ชายคาของพรรคหมิงเซียนอย่างเรียบง่าย ไม่มีคุณลักษณะใดโดดเด่นเหมือนอย่างซูฟางหรง เป็นเพียงทารกหญิงผิวกายขาวหมดจด ยิ้มง่าย ติดจะสงบวาจา

หลายคนเชื่อว่าซูฟางหรงและหมิงไป๋ฮวาเกิดมาเป็นเนื้อคู่กัน ภายภาคหน้าจะผสานทั้งสองพรรคให้เป็นหนึ่ง จึงเลี้ยงดูชายหญิงคู่นี้ให้สนิทสนมกันตั้งแต่เยาว์วัย หวังเกี่ยวดองในอนาคต

ทว่ายิ่งเติบใหญ่ทุกอย่างกลับยิ่งชัดเจน หมิงไป๋ฮวาและซูฟางหรงไม่เพียงไร้แววเนื้อคู่ หากแต่ความสนิทสนมในฐานะ ‘สหาย’ ก็ยังไม่อาจมีให้แก่กันและกันได้ ทั้งหมดมีเหตุมาจากรสนิยมของซูฟางหรง ผู้ซึ่งเป็นบุรุษเพศที่ต้องใจในบุรุษเพศเดียวกัน แม้ขนบธรรมเนียมของแคว้นเทียนอวี่จะเปิดกว้างและเห็นดีเห็นงามต่อการสมรสของคนรักร่วมเพศ หากแต่ในฐานะของบุตรชายประมุขมารพรรคเยี่ยนฉวี่ผู้ยิ่งใหญ่ รสนิยมของซูฟางหรงกลับกลายเป็นที่กังขาของหมู่คนพาลไปทั่วทั้งยุทธภพ

บ้างก็ปรามาสว่าซูฟางหรงนั้น ‘เสียชาติเกิด’ ทั้งที่บิดามารดามุ่งหวังให้เติบใหญ่เป็นจอมยุทธผู้ทรงเกียรติ และให้เกียรติยศของเขานั้นฟุ้งหอมขจรขจายไปทั่วทั้งใต้หล้า หากแต่กลิ่นกายหอมของซูฟางหรงกลับไปได้ไกลสุดเพียงแค่ ‘สิ่งยั่วยวนบุรุษเพศ’ จนกลายเป็นที่ต้องตาต้องใจของชายมากหน้าหลายตา

ทั้งที่ถ้าหากลดอคติภายในใจลงกึ่งหนึ่ง ย่อมต้องแจ้งแก่ใจว่า ต่อให้ไร้ซึ่งกลิ่นหอมชวนฝันที่อบอวลอยู่รอบตัวซูฟางหรง บุตรชายคนสุดท้องของซูจินไห่ก็ยังคงจะเป็นที่หมายปองของบุรุษนับร้อยนับพัน ด้วยใบหน้าที่แสนจะเย่อหยิ่งและงดงามไม่แพ้ผู้ใดในเทียนอวี่ ด้วยอิริยาบถที่สง่างามไร้ที่ติกว่าใครในยุทธภพ จึงสมควรแล้วที่คนอย่างซูฟางหรงจะเกิดมาเป็นที่ต้องการของใครต่อใคร

คำครหาดังกล่าวไม่มีทางไม่รู้ถึงหูผู้ถูกนินทา แม้จะเต็มไปด้วยความโกรธเคือง หากแต่การ ‘พิสูจน์ตน’ คือสิ่งที่ซูฟางหรงยึดถือมาเป็นอันดับหนึ่ง ชายหนุ่มรูปงามจึงตัดสินใจขอลาบิดามารดาเพื่อออกเดินทางฝึกฝนพลังยุทธในช่วงอายุสิบเจ็ดหนาว ก่อนหวนคืนกลับสู่อ้อมกอดพรรคเยี่ยนฉวี่ในคืนวันเกิดอายุครบสิบแปดปี ทันเข้าร่วมงาน ‘เทศกาลหนุ่มสาว’ ของเหล่าชาวยุทธฝ่ายอธรรม ที่เปิดโอกาสให้จอมยุทธรุ่นใหม่ได้แสดงความรู้ความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตา

เหวินหนิงหลงอยู่ในงานนั้นด้วย เขาเข้าร่วมเทศกาลหนุ่มสาวช้าไปปีหนึ่ง ด้วยเหตุว่าปีก่อนหน้ายังคงอยู่ในช่วงที่เหวินหนิงหลงจำต้องไว้อาลัยให้กับบิดาผู้ล่วงลับ ชายหนุ่มแห่งพรรคจินหวูจึงไม่เพียงแต่ได้แสดงพลังยุทธในปีเดียวกับซูฟางหรงและหมิงไป๋ฮวา หากแต่ยังเป็นการพิสูจน์ตนแก่คนใหญ่คนโตในพรรค ว่าเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะขึ้นเป็นประมุขจินหวูคนต่อไป

แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านมาเป็นปี หากแต่เหวินหนิงหลงยังคงจดจำสิ่งที่ซูฟางหรงทำไว้ในค่ำคืนนั้นอย่างไม่มีวันรู้ลืม บุตรคนสุดท้องของซูจินไห่อยู่ในชุดสีแดงเพลิง ก้าวเดินอย่างสง่างามไปยังกลางลานกว้าง ก่อนหยุดยืนประสานมือนิ่งสงบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงยกยิ้ม พร้อมกับกลิ่นกายหอมที่อบอวลไปทั่วทั้งงาน

เหวินหนิงหลงจำต้องรีบสกัดกั้นกลิ่นหอมหวนของซูฟางหรงด้วยวรยุทธขั้นสูงในทันที เมื่อรับรู้ได้ถึง ‘อันตราย’ ที่มาพร้อมกลิ่นหอมหวานชวนฝันของชายผู้นั้น แล้วก็เป็นไปอย่างที่เหวินหนิงหลงคิด ซูฟางหรงไม่จำเป็นที่จะจ้องขยับเขยื้อน หนุ่มสาวผู้ไร้ฝีมือก็พากันลุกขึ้นร่ายรำอย่างบ้าคลั่งราวกับหุ่นเชิ่ด ก่อนพากันหมดสติล้มระเนระนาดเมื่อซูฟางหรงกลับมานั่งยังที่ของตน

ความสามารถอันเป็นที่ประจักษ์ในค่ำคืนนั้น ทำให้ซูฟางหรงได้รับการขนานนามจากผู้อาวุโสพรรคจินหวูว่า ‘มารหอมหวน’ หากแต่หมู่คนพาลกลับยังคงไม่ให้ค่า ทั้งยังเลือกยกย่องหมิงไป๋ฮวาแทน ทั้งที่นางทำเพียงแค่ฟื้นคืนชีพให้กับดอกไม้ขาวที่กำลังเหี่ยวเฉาดอกเล็กๆ ดอกหนึ่ง ทั้งยังไม่อาจต้านทานต่อพลังหอมหวนของซูฟางหรงได้ ซึ่งเหวินหนิงหลงค่อนข้างแน่ใจว่า ‘จุดแตกหัก’ ระหว่างทารกทั้งสองที่เกิดวันเดียวเดือนเดียวปีเดียวกันได้เริ่มก่อตัวขึ้นนับจากวันนั้นเป็นต้นมา

ยิ่งนึกย้อนถึงต้นสายปลายเหตุให้กระจ่างชัดขึ้นมากเท่าใด ประมุขคนปัจจุบันของจินหวูยิ่งเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเท่านั้น ด้วยใจที่หวังจะได้ปรับความเข้าใจกับฮูหยินของตนให้จบสิ้นภายในราตรีนี้ ไม่ปรารถนาให้ค้างคาใจกันข้ามวันข้ามคืน

ทว่า...

“ฟางหรง ข้ากลับมาแล้ว”

...กลับไร้วี่แววของเหวินฮูหยิน

ซูฟางหรงไม่ได้อยู่ในห้องนอนอย่างที่เหวินหนิงหลงคาด ทั้งที่บ่าวรับใช้ในเรือนประมุขต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า “ฮูหยินอยู่ในห้องนอนขอรับ” แต่ไม่ว่าจะมองหาอย่างไร เหวินหนิงหลงก็ยังไม่พบเงาของผู้ใดในห้องห้องนี้

ไม่มีเลย ไม่มีแม้กระทั่งกลิ่นกายหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้เป็นภรรยา

ความประหลาดใจท่วมท้น บุรุษมากฝีมือเปลี่ยนจากกวาดสายตาเป็นเดินค้นหาไปทั่วทั้งห้อง กระทั่งเจอเข้ากับ ‘จดหมายปิดผนึก’ ฉบับหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องหอมของซูฟางหรง เขาจึงรีบคว้ามันมาฉีกอ่านอย่างไร้ความปรานี

เหวินหนิงหลงกวาดตาไล่อ่านเนื้อความในจดหมายอยู่เพียงชั่วอึดใจ ใบหน้าคมที่เคยเรียบนิ่งก็ฉายแววไหววูบ ก่อนประมุขพรรคผู้ยิ่งใหญ่จะตะโกนบอกบ่าวรับใช้ด้านนอกเสียงดังลั่นอย่างลืมสงวนท่าที

 

“ฮูหยินข้าถูกลักพาตัว!”

 

ผู้คนในพรรคจินหวูแทบไม่อยากเชื่อหูของตัวเอง บุรุษอย่างซูฟางหรงงั้นหรือที่จะถูกคนร้ายลักพาตัวได้? ยิ่งระบุ ‘คนจับตัว’ ท้ายจดหมายด้วยพรรคมารไร้ชื่อเช่นนี้ ยิ่งยากที่จะกล่าวคำว่า ‘เชื่อ’ ได้เต็มคำ

ในหมู่ผู้รับใช้เองก็เริ่มมีการกระจาย ‘ข่าวลือ’ เป็นวงกว้าง บ้างว่าเหวินฮูหยินไม่ได้ถูกลักพาตัว แต่เพราะมีปากเสียงกับท่านประมุขเรื่องงานแต่งงานของหมิงไป๋ฮวาเมื่อช่วงบ่าย ทำให้เหวินฮูหยินเกิดน้อยใจ จึงวางแผนสร้างสถานการณ์เรียกร้องความสนใจ จัดฉากว่าตนนั้นถูกกลุ่มมารกระจอกลักพาตัว

บ้างก็ว่าเหวินฮูหยินนั้นถูกลักพาตัวไปจริง เนื่องจากเมื่อหลายวันก่อน มีข่าวลือหนาหูในหมู่มวลพรรคอธรรม ว่า ‘กระบี่ตัดใจมาร’ อันลือเลื่องได้ถูกค้นพบอีกครั้งที่ทางตอนใต้ของแคว้น ลือกันว่ามีจอมยุทธชายผู้หนึ่งในหมู่มารได้ไปครอบครอง และหวังคิดการใหญ่ในเร็ววันนี้ เป็นไปได้ว่า จอมยุทธผู้นั้นอาจเริ่มต้นจากจุดสูง เล่นงานจากภรรยาของประมุขพรรคจินหวู แล้วจึงค่อยไล่กำจัดลงไปจนถึงสุดปลายหาง

ข่าวลือเรื่องหลังได้รับความนิยมในผู้บอกต่อมากกว่าข่าวลือแรก เหตุเพราะอุปนิสัยเหวินฮูหยิน แม้เป็นบุรุษเอาแต่ใจ ทว่าคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีที่สูงค่า จึงเป็นการยากที่จะลดตัวลงมาวางแผนจัดฉากหลอกลวงสามีตนเอง

อีกทั้ง ยังไม่มีผู้ใดลืมเลือนเรื่องที่เกิดกับผู้อาวุโสลำดับที่สามเมื่อหลายเดือนก่อน ที่คิดลุกขึ้นต่อกรกับเหวินฮูหยิน เพื่อหมายจะคัดค้านการเข้าร่วมพิธีกราบไหว้บรรพชนจินหวูประจำปี

‘กฎพรรคบอกไว้ชัดเจน สะใภ้เพศชายและเขยเพศหญิงไม่อาจเข้าสุสานบรรพชนได้ แม้ตายก็ไม่อาจฝังเคียงข้างคนรัก แต่ให้นำกลับไปฝังร่วมกับบรรพชนสกุลมารดา!’

‘จางฉิงชุ่ย’ ผู้อาวุโสลำดับที่สามของจินหวูเอ่ยทวนกฎพรรคด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว เมื่อซูฟางหรงยังคงยืนยันในที่ประชุมพรรค ว่าเขาต้องการเข้าร่วมกราบไหว้บรรพบุรุษสามีในสุสานบรรพชน

‘ในฐานะภรรยาประมุข ข้าย่อมรู้กฎเกณฑ์ทุกข้อของพรรคดี’ ซูฟางหรงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ แต่กลับยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจ ‘ท่านฉิงชุ่ยเองก็อยู่ในพรรคนี้มานาน ย่อมต้องแม่นกฎพรรคไม่น้อยไปกว่าข้า แล้วเหตุใดกัน ท่านฉิงชุ่ยถึงเลือกที่จะละเลยกฎข้อที่ว่า ‘กฎทุกกฎของจินหวูสามารถเปลี่ยนแปลงได้’ หากการเปลี่ยนแปลงนั้นได้รับความเห็นชอบจากผู้อาวุโสแปดในสิบส่วนของพรรค’

‘ก็ข้านี่ไงที่ไม่เห็นด้วยกับเจ้า!’

‘เสียงท่านเพียงเสียงเดียวไม่พอที่จะคัดค้านข้าได้หรอกท่านฉิงชุ่ย ข้ามีตั้งเก้าในสิบเสียง แล้วเหตุใดจะเปลี่ยนแปลงกฎพรรคไม่ได้’

ผู้อาวุโสพรรคทุกคนยกเว้นจางฉิงชุ่ยเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จริงดังที่ซูฟางหรงว่า เหตุเพราะที่ผ่านมา มีเขยและสะใภ้ผู้เป็นรักร่วมเพศต่างตบเท้ากันเข้ามายังพรรคจินหวูนานับไม่ถ้วน ซึ่งแปดในสิบส่วนล้วนเข้ามาเป็น 'เกียรติ' ประดับพรรคจินหวูให้ยิ่งงดงามและสูงค่ามากยิ่งขึ้น ทว่ากลุ่มคนเหล่านี้กลับได้รับเพียงรอยแตกร้าวจากกฎพรรคที่มีมาแต่โบราณกาลและไม่อาจสอดรับกับทุกสรรพสิ่งที่แปรเปลี่ยนอย่างไม่หยุดยั้งบนโลกใบนี้ได้ ถึงขั้นที่ก่อให้เกิดเป็นโศกนาฏกรรมมาแล้วมากมาย อย่างคู่แต่งงานร่วมเพศคู่หนึ่งที่เคยเป็นถึงยอดยุทธฝ่ายอธรรมแห่งเทียนอวี่ ก็เคยตัดสินใจพากันไปจบชีวิตที่นอกพรรคมาแล้ว เพียงเพื่อขอแค่ได้ฝังร่างเคียงข้างกันในสุสานร้างที่วัดเล็กๆ แห่งหนึ่งกลางป่าหลิวซาน

ทุกเรื่องราวโศกเศร้าที่เกิดขึ้นถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดในหอตำราของพรรคจินหวู เมื่อซูฟางหรงอ่านทุกตัวอักษรจนแจ้งแก่ใจ เหวินฮูหยินก็นำเรื่องเสนอต่อประมุขพรรค นำมาสู่การรวบรวมรายชื่อผู้เห็นพ้องต้องกัน ให้สะใภ้ชายและเขยหญิงสามารถเข้าสุสานบรรพชนได้ ไม่เพียงแค่ได้กราบไหว้ แต่ยังมีสิทธิ์ในการฝังร่างเคียงข้างคนรักในสุสานแห่งนี้

‘งั้นข้าขอท้าประลองกับเจ้าซูฟางหรง หากเจ้าข้ามศพข้าไปได้ ก็เชิญพาพวกวิปริตเช่นเจ้าเข้าเหยียบย่ำสุสานบรรพชนจินหวูให้สมใจ!’

หากแต่คนไม่เห็นด้วยก็ยังไม่เห็นด้วยอยู่วันยังค่ำ ผู้อาวุโสลำดับที่สามไม่เพียงไม่ยอมเคารพกฎพรรค ยังหาญกล้าท้าประลองกับภรรยาท่านประมุขโดยวางชีวิตเป็นเดิมพัน

‘ช่วยจัดการประลองให้ข้าด้วย’

ซูฟางหรงไม่คิดปฏิเสธ เขาขอความร่วมมือจากผู้เป็นสามีให้จัดการประลองระหว่างตนกับจางฉิงชุ่ย โดยมีทุกคนในพรรคมาร่วมกันเป็นสักขีพยานในการประลองครั้งนี้

‘ตายซะเถอะซูฟางหรง!’

จางฉิงชุ่ยพุ่งตัวเข้าหาเหวินฮูหยินในทันทีที่ประกาศเริ่มการประลอง

ทว่า... เพียงอึดใจเดียว ผู้อาวุโสลำดับที่สามก็ชะงักค้าง ยิ้มกว้างตาลอยเหม่อมองฟ้า ก่อนร่ายรำไปพร้อมๆ กับหัวเราะลั่นราวกับคนสติวิปลาส!

โดยการเคลื่อนไหว ‘เพียงครั้งเดียว’ ในการประลองของซูฟางหรงที่ผู้คนในลานประลองต่างจดจำได้ คือเขาแค่พาร่างในชุดสีแดงเพลิงเดินกลับไปยังเรือนของผู้เป็นสามีเท่านั้น ไม่ได้ออกแรงอะไรกับจางฉิงชุ่ยแม้แต่กระบวนท่าเดียว

ดังนั้น บุคคลอันตรายเช่นเหวินฮูหยิน หากจะถูกลักพาตัวได้ ย่อมต้องมีแต่ผู้ที่ถือครองกระบี่ตัดใจมารเท่านั้นที่จะทำสำเร็จ ไม่เช่นนั้น ป่านนี้ทุกคนในพรรคคงได้เห็นคนร้ายร่ายรำอย่างบ้าคลั่ง ด้วยฤทธิ์ของความหอมที่ให้ได้ทั้งคุณและโทษ ขึ้นอยู่กับซูฟางหรงจะทำตามใจ

นั่นคือสิ่งที่บ่าวไพร่ในพรรคคิด

ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริง กลับมีทั้ง ‘ถูก’ และ ‘ผิด’ ปะปนกันไป

ความเป็นจริงแล้ว ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นจากปากเสียงของเหวินหนิงหลงและซูฟางหรง เมื่อผู้เป็นภรรยาแต่งตัวพร้อมสำหรับการออกไปชื่นชมดอกไม้ฤดูหนาวที่ชายป่าหลิวซาน ตามที่ได้นัดหมายกับเหวินหนิงหลงไว้ หากแต่คำตอบที่ได้รับจากผู้เป็นสามี…

‘ข้าขอโทษ ข้าลืมไปเสียสนิท ว่านัดหมายกับเจ้าไว้วันนี้’

แม้สีหน้าของเหวินหนิงหลงจะแสดงความรู้สึกผิดจริงตามที่ปากว่า หากแต่บุรุษหน้าคมผู้สง่างามในทุกย่างก้าว ก็ยังคงเร่งแต่งตัวต่อไป เพื่อให้ทันหมายกำหนดการต่างๆ ที่ใกล้เข้ามา

‘ท่านหมายความว่ายังไงหนิงหลง ท่านจะไปไหน’

‘ข้ามีธุระสำคัญ และอยากให้เจ้าไปกับข้าด้วย’

‘แล้วเรื่องชมดอกไม้ฤดูหนาวของเราเล่า!’

‘เป็นพรุ่งนี้ได้หรือไม่ ข้าสัญญาว่าจะไม่ผิดคำสัญญา’

แม้จะยังไม่พอใจที่ผู้เป็นสามีลืมนัด หากแต่น้อยครั้งนักที่เหวินหนิงหลงจะผิดคำสัญญา ยิ่งผู้เป็นสามีเดินเข้ามาจับแขนคล้ายต้องการจะงอนง้อ บุรุษอย่างซูฟางหรง ผู้ใจแข็งต่อทุกผู้คนในใต้หล้า แต่กลับใจอ่อนเสมอให้สามี จึงกลับมายิ้มได้ พลางเกาะแขนแกร่งของอีกฝ่าย เพื่อถามต่อถึงธุระที่เขาต้องไปกับสามี

‘ก็ได้ ไว้พรุ่งนี้เราค่อยไปชมดอกไม้กัน ว่าแต่... เจ้าอยากให้ข้าไปไหนเหรอ’

‘งานแต่งไป๋ฮวากับเฉินอ๋อง’

‘ไม่!’

คำตอบไม่ผิดจากที่คาด ซูฟางหรงไม่เพียงปฏิเสธเสียงแข็ง หากแต่บุรุษรูปงามในชุดแดงเพลิงยังประกาศกร้าวต่อผู้เป็นสามี

‘เจ้าเองก็ห้ามไปเช่นกัน! ’

‘ฟางหรง เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ไปไม่ได้’

‘ทำไม เจ้าไม่ไปแล้วสองคนนั้นจะแต่งงานกันไม่ได้หรือยังไง’

‘แต่งได้ แต่...’

‘ถ้าแต่งได้ก็ไม่ต้องไป! ’

คราวนี้ซูฟางหรงหันหน้าหนี ทั้งที่ก็รู้เหตุผลดี ว่าตำแหน่ง ‘ประมุขพรรคจินหวู’ ของสามี เมื่อมีงานมงคลของจอมยุทธฝ่ายอธรรมคนใหญ่คนโตเช่นนี้ ยังไงก็จำที่จะต้องเดินทางไปร่วมงานอย่างยากจะหลีกเลี่ยง

เขาเองในฐานะของภรรยาประมุขพรรคก็ด้วย ควรที่จะต้องเร่งผลัดชุดแดงเปลี่ยนเป็นชุดสีอื่นที่ไม่ใช่สีของคู่บ่าวสาว แล้วตามเหวินหนิงหลงผู้เป็นสามีไปร่วมงานเพื่อให้เกียรติแก่กัน

แต่เมื่อนึกย้อนถึง ‘คืนเข้าหอ’ ของตนเอง ซูฟางหรงผู้แข็งแกร่งก็อ่อนยวบ ทิ้งตัวลงนอนหันหลังให้กับเหวินหนิงหลง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกับคนกำลังจะขาดใจ

‘เจ้าไปเถอะ บอกไปว่าข้าไม่สบาย’

ประมุขพรรคมารผู้ยิ่งใหญ่ยืนมองแผ่นหลังของผู้เป็นภรรยาอยู่นานทีเดียว กว่าที่จะสามารถตัดใจเดินจากเขาผู้นั้นมาได้ การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมานาน ทำให้เหวินหนิงหลงรู้ว่าภรรยาเป็นพวกแข็งนอกอ่อนใน ยิ่งเรื่องใดที่เกี่ยวข้องกับผู้เป็นสามีเช่นเขา ยิ่งกระทบใจของซูฟางหรงได้โดยง่าย

แต่ครั้นจะไม่ไปงานตามที่ภรรยาขอก็ยากยิ่ง เนื่องจากเป็นการกระทำที่กระทบต่อคนหลายฝ่าย ลำพังแค่ภรรยาไม่ไปร่วมงานก็นับว่ายุ่งยากมากพอแล้ว หากเขาไม่ไปอีก เกรงว่าอาจตามมาด้วยปัญหาต่างๆ ที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์พรรค

เหวินหนิงหลงจึงทำได้เพียงตั้งมั่นกับตนเอง จะรีบไปรีบกลับให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งยังจะแตะอาหารในงานให้น้อย เพื่อกลับมาง้อขอให้ซูฟางหลงช่วยทำอาหารมื้อดึกให้ทาน

หากแต่เพียงพระอาทิตย์ตกดินได้ชั่วยามเดียว ก็เกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อกลุ่มพรรคมารไร้ชื่อ ที่นำทัพโดยหัวหน้าพรรคอย่าง ‘เฉินเซิ่งฉวี่’ ลักลอบเข้ามายังเรือนของประมุข ก่อนทิ้งจดหมายปิดผนึกและลักพาตัวเหวินฮูหยินไป

การลักพาตัวซูฟางหรงกลับมายังพรรคเก่าๆ โทรมๆ นั้นเป็นไปได้อย่างง่ายดายเกินคาด เฉินเซิ่งฉวี่มั่นใจอย่างยิ่งว่าความสำเร็จในครั้งนี้เป็นผลมาจากกระบี่ตัดใจมารที่ตนถือครองอยู่ ซึ่งเป็นกระบี่ที่เคยล้มจอมมารผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นเทียนอวี่ลงได้ แล้วนับประสาอะไรกับบุรุษรูปงามในชุดแดงเพลิงที่นอนราวกับคนหมดแรงอยู่บนเตียงอย่างเหวินฮูหยินเล่า มีหรือจะกล้าลุกขึ้นต่อกรกับกระบี่เล่มนี้

ทั้งที่ในความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม เหวินฮูหยินไม่เพียงไม่เกรงกลัวต่อกระบี่ตัดใจมาร แต่ยังกล้าที่จะหักของล้ำค่าชิ้นแรกที่เฉินเซิ่งฉวี่มีออกเป็นสามท่อน พร้อมหยิบยื่นความจริงที่ทำเอาบุรุษเจ้าของใบหน้าดุดันอย่างเฉินเซิ่งฉวี่คิดอยากที่จะแขวนคอเพื่อปลิดชีวิตตนเอง

‘กระบี่เก๊ เที่ยวเอามาถือเล่นทำไมกัน’

นอกจากความจริงแล้ว ความเจ็บปวดก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ซูฟางหรงหยิบยื่นให้กับพรรคไร้ชื่อแห่งนี้ เขาใช้พลังหอมหวนจัดการทุกคนในพรรค ด้วยเวลาเพียงอึดใจเดียวก็สามารถขึ้นนั่งบนบัลลังก์เก่าโทรมของประมุขพรรคได้ ก่อนที่จะเริ่มนั่งเท้าค้างออกคำสั่งเสียงดัง

“ข้าอยากดื่มชา!”

โชคดีเป็นของคนลักพาตัวที่วันนี้ซูฟางหรงหดหู่เกินกว่าจะอยากฆ่าใครให้ตาย เขานั่งเท้าคางจิบชารสชาติต่ำช้าอยู่บนบัลลังก์ที่ใกล้จะพังทลาย พลางทอดถอนใจตัดพ้อต่อชีวิตของตนเอง

“ชานี้ต่ำช้านัก รสชาติช่างเหมือนกับ...ชีวิตรักของข้ากับเหวินหนิงหลง!”

พูดจบก็เทชาดื่มอีกอึกใหญ่อย่างลืมสงวนท่าที เฉินเซิ่งฉวี่ที่นั่งคุกเข่าอยู่แทบเท้าอดคิดไม่ได้ว่า บุรุษผู้นี้คล้ายกับคนกำลังร่ำสุราก็ไม่ปาน

“ทะ...ท่านหมายถึง... ท่านประมุขพรรคจินหวูหรือขอรับ”

“แล้วจะให้ข้าพูดถึงใครที่ไหนเล่า!”

มันน่าเจ็บใจนัก ทั้งที่เขาทรุดตัวลงนอนหมดเรี่ยวแรงเสียขนาดนั้น แต่เหวินหนิงหลงก็ยังคงเดินทางไปร่วมฉลองให้กับความรักของหมิงไป๋ฮวา!

“ใช่สิ... ใครๆ ก็รักนางกันทั้งนั้น”

คำเอ่ยเปรยอย่างไร้ทิศทางของเหวินฮูหยินทำเอาเฉินเซิ่งฉวี่ขมวดคิ้วมุ่น

ใครกัน ใครกันที่มีแต่คนรัก

แต่ดูเหมือนว่าจะมีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่เข้าใจ... ซูฟางหรงเหม่อลอยไปไกลในห้วงความคิด สิ่งที่ทำให้ใจเจ็บปวดจนถึงขั้นลงตัวลงนอนหันหลังให้สามี จะมีเรื่องใดได้ นอกจากเรื่องในคืนแต่งงาน

‘ทะ...ท่านประมุข ข้าน้อย... มีเรื่องจะรายงานขอรับ’

‘มีอะไรค่อยว่ากันพรุ่งนี้! ’

ถ้าย้อนเวลากลับไปในคืนนั้นได้ ซูฟางหรงจะจัดการควักหัวใจคนส่งสารเป็นคนแรก ที่เข้ามาขัดจังหวะพิธีส่งตัวเข้าหอของเขากับชายผู้เป็นที่รัก

‘แต่ว่า... แม่นางไป๋ฮวากำลังจะ... ‘ตาย’ นะขอรับ’

เพราะนอกจากที่มันผู้นั้นจะมาขัดพิธีแล้ว ยังกล้าพูดคำว่า ‘ตาย’ ในช่วงเวลาอันเป็นมงคลของเขาอีกด้วย!

เหวินหนิงหลงนั้นก็ช่างใจร้ายนัก เมื่อได้ยินชื่อของหมิงไป๋ฮวา บุรุษผู้มีใบหน้าคมนิ่งสง่างามก็ผุดลุกขึ้นไปเปิดประตูห้องหอ เพื่อฟังข่าวที่มีคนนำมาแจ้ง ก่อนตั้งท่าราวกับว่าจะออกจากเรือนหอไป

‘ท่านจะไปไหนหนิงหลง! ’

‘ข้าจะไปช่วยชีวิตไป๋ฮวา’

‘ไม่! ’

ซูฟางหรงออกแรงรั้งเต็มที่ เขาไม่ได้คิดเห็นแก่ตัวถึงขนาดที่อยากจะปล่อยให้หมิงไป๋ฮวาตาย หากแต่เท่าที่ฟังในสิ่งที่คนส่งสารมารายงาน จึงรู้ว่ามีผู้ร่วมพิธีชุบชีวิตเพียงพอแล้ว อย่างน้อยสุดก็สามารถฟื้นคืนชีพสตรีผู้มีลมปราณอ่อนกำลังเช่นนางได้แปดในสิบส่วน สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกอย่างน้อยยี่สิบปี

แล้วเหตุใดเล่า เหตุใดจึงต้องการตัวสามีของซูฟางหรง ที่เพิ่งจะเข้าหอกันได้เพียงหนึ่งชั่วยาม!

‘ข้าไม่อาจไม่ไปได้’

‘แต่ถ้าท่านไป พิธีของเราจะไม่สมบูรณ์นะหนิงหลง! ’

‘ข้าไม่มีทางเลือก’ เหวินหนิงหลงค่อยๆ จับมือของภรรยาที่คว้ากำแขนเสื้อออก แล้วนำมาประสานไว้ด้วยสองมือของตน ‘ไม่ใช่แค่ประมุขพรรคหมิงเซียน แต่ประมุขพรรคเยี่ยนฉวี่ก็ต้องการให้ข้าไปร่วมพิธีเช่นกัน’

สองมือเรียวงามร่วงหล่นลงที่ข้างลำตัวในทันทีที่ซูฟางหรงได้ยินว่า แม้แต่บิดาของเขาก็เห็นดีเห็นงามกับการก้าวออกไปจากเรือนหอของลูกเขยในครั้งนี้

ราวกับไม่มีสิ่งใดสำคัญอีกแล้ว นอกจากชีวิตของหมิงไป๋ฮวา

ซูฟางหรงล้มตัวลงนอนเพียงลำพังในห้องหอ นึกถึงความรักที่ทุกคนล้วนมีให้นางมารชุดขาวอย่างหมิงไป๋ฮวา นางไม่เคยต้องพยายามสิ่งใดเลย ไม่เคยต้องออกเดินทางเพื่อฝึกฝนวรยุทธเพื่อพิสูจน์ให้คนอื่นเห็น ว่านางไม่ได้ ‘เสียชาติเกิด’ เช่นเขา

นางแค่เป็นนาง แค่เป็นสตรีผู้พร้อมสรรพด้วยรูปโฉม สวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ เป็นคนว่านอนสอนง่าย สงบวาจา และเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มน่ามอง เท่านั้นก็เป็นที่ยอมรับจากทุกผู้คน

คืนนั้นไม่เพียงแต่ผู้มีวรยุทธฝ่ายอธรรมที่เข้าร่วมพิธี แม้แต่ผู้มีวรยุทธฝ่ายธรรมะก็ยังยอมสงบศึกกันชั่วคราว เพื่อร่วมกันทำพิธีฟื้นชีวิตให้กับหมิงไป๋ฮวา

ไม่มีบุรุษคนไหนอยากให้นางตาย บุรุษทั่วทั้งยุทธภพเดินทางมารวมตัวกันเพื่อหวังในนางยังคงมีชีวิตรอด ไม่เว้นแม้กระทั่งสามีของซูฟางหรงเอง

แล้วทุกคนต่างก็หลงลืมไปเสียสนิท... ว่าคืนนั้นมีใครอีกคนที่นอนรอสามีอยู่ในเรือนหอเพียงลำพัง…

การหวนนึกถึงเรื่องในคืนนั้น ทำเอาซูฟางหรงหมดเรี่ยวแรง นอกจากที่จะไม่ลุกขึ้นห้ามสามีที่จะไปร่วมเอ่ยคำมงคลกับหมิงไป๋ฮวาแล้ว ยามเมื่อเฉินเซิ่งฉวี่พาลูกน้องมาลักพาตัว ซูฟางแรงจึงหมดใจที่จะขัดขืน ยอมปล่อยให้เหล่าคนร้ายได้ทำตามใจ

‘คอยดูเถอะ แม้แต่สามีเจ้าก็ยังต้องยอมสยบให้กับกระบี่ของข้า! ’

ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นโชคดีของซูฟางหรงหรือโชคร้ายของเฉินเซิ่งฉวี่ เพราะถึงแม้ว่าจะยังหดหู่กับอดีตที่ไม่อาจย้อนคืน แต่เมื่อได้ยินเฉินเซิ่งฉวี่กล่าวดูถูกสามีผู้เป็นที่รัก ก็ทำเอาเหวินฮูหยินเลือดขึ้นหน้า ลุกขึ้นมาจัดการกับทุกคนให้เรียบ ก่อนนั่งตัดพ้อชีวิตรักให้หัวหน้าของกลุ่มคนที่จับตัวมาได้ฟัง

“แต่ถ้าสามีท่านมีใจให้แม่นางไป๋ฮวาจริง แล้วทำไมถึงได้เลือกที่จะแต่งงานกับท่านล่ะขอรับ”

เฉินเซิ่งฉวี่เอ่ยถามอย่างนึกสงสัย แต่แล้วก็เป็นอันต้องสะดุ้งเฮือก เมื่อคนถูกถามโขกแก้วชาลงกับโต๊ะ ใบหน้าเดือดดาลแต่ยังคงสง่างามไม่เสื่อมคลาย จนเฉินเซิ่งฉวี่พาลคิดไปว่าคงถึงเวลาตายของตนแล้ว ก้มศีรษะให้กับคนเหนือหัว พร้อมรับชะตากรรมของตัวเอง

“เจ้าจะก้มหน้าทำไมเล่า ถามข้าก็มองหน้าข้าสิ!” แต่ผิดคาด เหวินฮูหยินไม่ได้ต้องการที่จะจบชีวิตเขาอย่างที่หวั่นกลัว ทั้งยังบอกให้เงยหน้าขึ้น เพื่อรับฟังความจริง

“จริงๆ แล้ว... เป็นข้าเองเนี่ยล่ะ ที่ขอหนิงหลงแต่งงาน”

ซูฟางหรงไม่เคยตกหลุมรัก เขามุ่งมั่นตั้งใจที่จะฝึกฝนวรยุทธของตนเองจนเลือดตาแทบกระเด็น เพื่อให้ตนนั้นสามารถควบคุมกลิ่นกายหอมที่มีติดตัวมาแต่เกิดได้ จนกระทั่งเมื่อทำสำเร็จ เขามั่นใจเหลือเกินว่า ในเทศกาลหนุ่มสาว พลังอันร้ายกาจที่ตนมี จะสามารถสร้างความตกตะลึงแก่ผู้คนได้

ทว่าเมื่อวันนั้นมาถึง คนที่ต้องตื่นตะลึงไปชั่วขณะกลับเป็นซูฟางหรงเสียเอง เมื่อพลังหอมหวนของเขาสามารถจัดการหนุ่มสาวเกือบทุกคนในงานได้สำเร็จ เว้นอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น... ก็คือชายหนุ่มหน้าคมในชุดสีดำทองที่ยืนอย่างสง่างามอยู่ท่ามกลางผู้คนที่ถูกสั่งให้ร่ายรำด้วยมนต์สะกดของกลิ่นหอมยวนใจ...

เขาเพียงยืนมองตรงมาที่ซูฟางหรง ใบหน้าสงบนิ่ง หากแต่ทำเอาบุตรชายประมุขพรรคเยี่ยนฉวี่เผลอใจเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะหนึ่ง จนถึงกับต้องรีบเดินกลับมานั่งในที่ของตนเอง

ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วงที่ซูฟางหรงแสดงความสามารถเท่านั้นที่ทำให้เขาได้ตื่นตาตื่นใจไปกับบุรุษนามว่าเหวินหนิงหลง เพราะเมื่อถึงตาของเหวินหนิงหลงขึ้นแสดงพลังความสามารถ บุรุษในชุดสีดำปักลายทองก็ระเบิดภูเขาหัวโล้นทั้งลูกที่อยู่ห่างออกไปไกลในชั่วพริบตา ก่อนที่จะบังเอิญหันมาสบตากับซูฟางหรง

จนซูฟางหรงยอมพ่ายแพ้ให้แก่หัวใจของตนเอง

‘ท่านพ่อ ข้าอยากแต่งงานกับเหวินหนิงหลง’

นั่นคือครั้งแรกที่บุตรชายคนสุดท้องของซูจินไห่เอ่ยคำขอเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ต่อผู้เป็นบิดา

ประมุขพรรคเยี่ยนฉวี่ไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ ทำเพียงยกมือขึ้นลูบศีรษะลูกชายขี้อ้อน แล้วหายตัวออกไปจากพรรคสามวันสามคืน

ซูฟางหรงเกือบที่จะถอดใจ เมื่อไม่อาจขอความข่วยเหลือจากผู้เป็นบิดาได้ มารหอมหวนก็ตั้งใจที่จะบุกพรรคจินหวูเพื่อบอกความในใจแก่เหวินหนิงหลงด้วยตัวเอง

‘เจ้ามันคลั่งรักนัก! ’

‘ซูเสียวจิ้น’ พี่ชายคนโตของซูฟางหรงกล่าวให้เจ้าตัวได้รับรู้ หากแต่นั่นก็ไม่อาจหักห้ามความต้องการอันแสนบ้าบินของน้องเล็กได้

ซูฟางหรงตั้งใจจะไปขอเหวินหนิงหลงแต่งงานด้วยตนเองตามปากว่า ดีที่จู่ๆ เช้าวันนั้นบิดาก็หวนคืนกลับมายังพรรค เรียกรวมตัวทุกคนเข้าประชุม เพื่อแจ้งข่าวมงคลที่จะมีขึ้นในอีกสองเดือนข้างหน้า

‘งานแต่งใครหรือครับท่านพ่อ’

ซูเสียวจิ้นเอ่ยถาม เมื่อได้ยินบิดาเอ่ยเพียงแต่ว่าจะมีงานมงคลใหญ่ ให้ทุกคนในพรรคเร่งเตรียมตัว

‘งานแต่งน้องชายเจ้า’

‘งะ...งานแต่งข้า! ?’ ซูฟางหรงถึงกับเผลอตัวยืนขึ้นอย่างเสียมารยาทกลางที่ประชุม ‘กับใครท่านพ่อ ท่านจะให้ข้าแต่งกับใคร! ?’

‘เหวินหนิงหลง’

เพียงสามพยางค์จากปากซูจินไห่ บุตรชายคนสุดท้องก็ทรุดนั่ง กายสะท้าน ใจสะท้าน ไม่นึกฝันว่าสิ่งที่ขอบิดาไปนั้นจะเป็นจริง!

หวนคิดกี่ครั้งก็ไม่เคยไม่ดีใจ แต่หากย้อนเวลากลับไปวันนั้นได้ ซูฟางหรงคงขอเพิ่มเติมอีกเพียงเรื่องเดียว คือขอให้แต่งเร็วขึ้นหรือช้าลงอีกสักวันสองวัน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีมารผจญมาลากเจ้าบ่าวของเขาออกจากห้องหอเช่นนี้

“ถึงท่านจะเป็นฝ่ายขอสามีแต่งงานก่อน แต่สามีท่านก็ตอบตกลงไม่ใช่หรือขอรับ แล้วแบบนี้...จะไปเกี่ยวกับแม่นางไป๋ฮวาได้อย่างไรกัน”

ซูฟางหรงหันมองคนถามในทันที ก่อนหรี่ตาจ้องจับผิดเป็นการใหญ่ คล้ายอยากพิจารณาให้แน่ใจ ว่าเจ้าจอมยุทธผู้มีใบหน้าดุดันละม้ายคล้ายเทพกระทิงผู้นี้...ไม่ได้หลงเสน่ห์หมิงไป๋ฮวาไปอีกคน!

ทว่าเมื่อมองไม่เห็นสิ่งใดแฝงอยู่นอกเหนือจากความหวาดกลัวจนหัวหด ซูฟางหรงก็มีท่าทีผ่อนคลายขึ้น ก่อนตอบคำถามที่ยังค้างคา

“ใช่ หนิงหลงตอบตกลงที่จะแต่งงานกับข้า แต่ข้าเองก็ได้ยินข่าวลือที่ไม่น่าฟังมาเช่นกัน”

“ข่าวลืออะไรหรือขอรับ”

“จะเรื่องอะไรซะอีกเล่า ถ้าไม่ใช่ข่าวลือที่ว่า ไป๋ฮวาเองก็หมายใจที่จะอยากแต่งงานกับหลิงหลงน่ะสิ!”

ในใต้หล้านี้มีใครไม่พูดถึงบ้าง เรื่องที่เหวินหลิงหลงควรแต่งงานกับหมิงไป๋ฮวา บ้างก็ว่ามันเกือบที่จะเกิดขึ้นจริงแล้ว ถ้าไม่มีมารผจญส่งบิดาไปขวางทาง

มารผจญที่พูดถึงก็คือซูฟางหรง

เรื่องดีๆ ยกให้แต่เพียงหมิงไป๋ฮวาฉันใด เรื่องแย่ๆ ก็ยกให้แต่เพียงซูฟางหรงฉันนั้น

นี่ล่ะ สัจธรรมของแคว้นเทียนอวี่!

มาถึงตรงนี้เฉินเซิ่งฉวี่เกิดความรู้สึกเห็นใจ ฟังๆ ไป มารหอมหวนผู้นี้ล้วนได้ทุกข์มาจากน้ำคำมนุษย์แทบทั้งสิ้น ถ้าไม่ติดว่ามีความผิดเรื่องที่จับตัวบุรุษผู้นี้มา เฉินเซิ่งฉวี่คงก้มหัวขอติดตามรับใช้ ด้วยใจที่รู้สึกถูกชะตา

“อย่าคิดมากไปเลยนะขอรับ ข้าเชื่อว่า ถึงยังไงซะ สามีท่านก็จะต้องมารับตัวท่านกลับไปแน่” และถึงเวลานั้น เฉินเซิ่งฉวี่และลูกน้องคงต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของยอดประมุขพรรคจินหวูในเพียงพริบตา

หากแต่ซูฟางหรงทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ

“หรือไม่... เขาก็คงทอดทิ้งข้าไว้ที่นี่...”

แม้เป็นเพียงคำตัดพ้อ หากแต่ใจคนพูดกลับสั่นไหวรุนแรง เสียจนต้องยกชาขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่ หวังดื่มให้กับชีวิตคู่ที่ยังคงไร้ซึ่งปลายทาง

จริงอยู่ที่ชีวิตในฐานะสามีภรรยาของเหวินหนิงหลงและซูฟางหรงไม่เคยขาดตกบกพร่อง แม้จะมีมารผจญในคืนส่งตัวเข้าหอ หากแต่ความสัมพันธ์ร่วมเรียงเคียงหมอนก็ยังคงราบรื่นด้วยดีไม่มีปัญหาใด ต่อให้นึกย้อนกลับไปถึงเรื่องต่างๆ ที่ชวนให้ตนน้อยเนื้อต่ำใจ มารหอมหวนก็ยังคงเห็นถึงข้อดีในฐานะสามีของอีกฝ่ายอีกนานัปการ

เขาทั้งให้เกียรติ

ทั้งตามใจ

เรื่องบนเตียงเองก็ไม่เคยขาด

ติดอยู่เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น เรื่องที่ยังคงค้างคาอยู่ในใจ เรื่องที่ซูฟางหรงผู้งดงามไม่เคยรู้ ทั้งยังไม่กล้าที่จะถามจากปาก เพราะกลัวความจริงจากใจผู้เป็นสามี

เรื่องที่ว่า...

เปรี้ยง!!!

ยังไม่ทันที่ซูฟางหรงจะได้คิดถึงสิ่งที่ค้างคาใจ จู่ๆ ก็เกิดเสียงดังกัมปนาทของอสุนีบาตเส้นโตที่ฟากฟ้าภายนอก พายุฝนโหมกระหน่ำอย่างไร้ที่มาที่ไป ก่อนที่เพียงอึดใจเดียว... พรรคโทรมๆ ไร้ชื่อของเฉินเซิ่งฉวี่ก็ถูกระเบิดไปครึ่งพรรค!

ซูฟางหรงหันมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่นึกกลัว ตรงข้ามกับเฉินเซิ่งฉวี่ที่สะดุ้งตัวลอยจนเกือบจะใจวายตาย ก่อนที่เงาร่างของชายผู้หนึ่งจะปรากฏขึ้นในชุดสีดำสง่างาม พร้อมกับกระบี่ทรงอานุภาพในมือ

“กะ...กระบี่ตัดใจมาร!”

คำเดียวที่หลุดออกจากปากเฉินเซิ่งฉวี่คือชื่อของสุดยอดกระบี่ที่ผู้คนทั่วทั้งยุทธภพต่างพากันพลิกแผ่นดินหา ซึ่งซูฟางหรงผู้เป็นภรรยารู้มานานแล้ว ว่ากระบี่เลื่องชื่ออยู่ในการครอบครองของสามีตน หากแต่ไม่เคยคิดป่าวประกาศ เพราะสนใจอยู่เรื่องเดียว คือเรื่องหัวใจของผู้เป็นสามี

เหวินหนิงหลงที่หมายใจจะฆ่าคนร้ายให้สิ้นซากเป็นอันต้องหยุดชะงัก เมื่อภาพตรงหน้าไม่เป็นไปอย่างที่คิด ถึงขั้นที่ต้องร้องขอให้ใครสักคนเอ่ยคำอธิบาย

แน่นอนว่าคนผู้นั้นไม่ใช่ซูฟางหรง เพราะนอกจากที่บุรุษกายหอมจะไม่เอ่ยปากสิ่งใด ยังเลือกที่จะรีบหันหน้าหนีไปอีกทาง ราวกับไม่อยากเห็นหน้าสามีของตน

“คะ...คือเรื่องเป็นอย่างนี้ขอรับ...”

ร้อนถึงเฉินเซิ่งฉวี่ต้องเป็นฝ่ายบอกเล่าความจริง ทั้งความโง่เขลาของตนเองที่คิดการใหญ่ใฝ่สูง หลงตนว่าได้ครอบครองกระบี่ตัดใจมาร จึงลักพาตัวเหวินฮูหยินมาอย่างไม่คิดเกรงกลัว แต่เพียงแค่เอ่ยคำดูถูกสามีให้ซูฟางหรงฟัง ผู้เป็นภรรยาก็จัดการยึดครองพรรคของตนโดบราบคาบ ก่อนขึ้นนั่งบัลลังก์แทนตนเพื่อดื่มชาไปเรื่อยๆ โดยไม่มีท่าว่าจะกลับไป

“ข้าน้อยสมควรตาย ข้าน้อยสมควรตาย โปรดไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย!”

หลังบอกเล่าความจริงโดยละเอียด เฉินเซิ่งฉวี่ก็ร้องขอชีวิตจากประมุขพรรคจินหวู โขกศีรษะกับพื้นนับครั้งไม่ถ้วน กระทั่งถูกสั่งให้หุบปากเงียบ เพราะสามีต้องการที่จะคุยกับภรรยา

“ทำไมเจ้าไม่กลับบ้าน”

คำว่า ‘บ้าน’ จากน้ำเสียงที่ดูติดจะอ่อนใจ สามารถสั่นไหวก้อนเนื้อกลางอกของซูฟางหรงให้ไหววูบ กระทั่งยอมหันหน้ากลับมาหาสามีของตน

“ก็ข้านึกว่าท่านไม่อยากให้ข้ากลับ ข้าก็เลยตั้งใจว่าจะอยู่ที่นี่ หวังสร้างที่นี่ให้เป็นที่พักพิงในบั้นปลายชีวิต”

ใครฟังก็คงคิดว่าซูฟางหรงเพียงเอ่ยตัดพ้อผู้เป็นสามี หากแต่เหวินหลิงหลงรู้ใจภรรยาดี ว่าคำพูดเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงคำล้อเล่น ซูฟางหรงตั้งใจที่จะอยู่ที่นี่จริงดั่งปากว่า เหตุเพราะคงคิดตัดสินไปแล้วว่าตนเองนั้นไม่เป็นที่ต้องการ

“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรฟางหรง ข้าจะไม่อยากให้เจ้ากลับบ้านเราได้อย่างไร”

จากคำว่า ‘บ้าน’ แปรเปลี่ยนเป็นคำว่า ‘บ้านเรา’

เหวินหนิงหลงจะรู้หรือไม่ว่าคำคำนี้มีผลต่อใจคนฟังอย่างซูฟางหรงมากแค่ไหน จากเดิมที่เพียงหันหน้ามามอง คราวนี้เหวินฮูหยินหันทั้งตัวหาสามีเพื่อสนทนา

“ข้าไม่รู้หรอก ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น ไม่รู้แม้กระทั่งว่าใจของท่าน... เคยมีที่ว่างให้กับข้าหรือไม่...”

“ก็แล้วเหตุใดเจ้าถึงไม่ถามข้าตรงๆ เล่า”

“ก็เพราะว่าข้ากลัวน่ะสิ!” คราวนี้ซูฟางหรงเปลี่ยนเป็นยืน “ข้ากลัวสิ่งที่อยู่ในใจท่าน กลัวว่าท่าน...จะไม่มีใจใครข้าแม้แต่นิดเดียว!”

แม้จะยังหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจ ทว่าเฉินเซิ่งฉวี่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะลุ้นไปกับคำพูดต่อจากนั้นของเหวินหนิงหลง ถึงขั้นที่คิดว่าต่อให้ต้องสิ้นชีพด้วยความผิดที่ก่อ ก็ขอให้ได้เห็นท่านซูฟางหรงมีความสุขก่อนที่ตนจะตาย

“ถ้าอย่างนั้น ข้าก็จะขอพูดสิ่งที่อยู่ในใจข้าให้เจ้าได้ฟัง... ข้า ‘ไม่เคย’ มีใจให้หมิงไป๋ฮวา เพราะคนเดียวที่ข้ารัก ก็คือเจ้า เป็นเจ้ามาตลอดเวลา”

ทั่วทั้งบริเวณถูกปกคลุมด้วยความเงียบ ซูฟางหรงเผลอกลั้นหายใจกับสิ่งที่ตนไม่เคยนึกฝันว่าจะได้ยิน

เป็นไปได้อย่างไรกัน เหวินหนิงหลงน่ะหรือมีใจให้กับเขามาโดยตลอด?

“ข้าน่ะ ตกหลุมรักเจ้าตั้งแต่วันแรกที่พบกันแล้วฟางหรง”

เทศกาลหนุ่มสาว?

“ข้าไม่เคยตกหลุมรักใครเลยในชีวิตนี้ นอกจากบุรุษชุดแดงเพลิงที่มีกลิ่นกายหอมรัญจวนที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเจอมาในชีวิตนี้ ข้าแทบละสายตาจากเจ้าไม่ได้ ตอนที่เจ้าสะกดให้คนในเทศกาลหนุ่มสาวร่ายรำอย่างบ้าคลั่ง ทั้งที่ข้าสามารถสะกดพลังของเจ้าไม่ให้มีผลต่อตัวข้า แต่ข้าไม่อาจสะกดเจ้าให้ไม่มีผลแก่ใจ...

ฟังมาถึงตรงนี้ เฉินเซิ่งฉวี่ถึงกับน้ำตาไหลพราก นับจากนี้คงนอนตายตาหลับ เพราะได้เห็นคำสารภาพรักของสามีที่มีให้กับท่านซูฟางหรง

“ละ...แล้วทำไม... ทำไมคืนนั้นท่านถึงทิ้งข้า...”

“ข้ากล้าสาบานต่อฟ้าดิน ว่าใจข้าไม่เคยคิดที่จะทิ้งเจ้าในคืนส่งตัว แต่เป็นเพราะคำขอของท่านพ่อตา ข้าจึงไม่อาจปฏิเสธได้ ในเมื่อข้ารักเจ้า ข้าก็จำต้องเชื่อฟังบิดาของเจ้าให้เหมือนกับบิดาของข้าเอง...”

“...”

“ฟางหรง ถ้าข้าไม่รักเจ้าจริง คนอย่างข้ามีหรือจะปฏิเสธการแต่งงานกับเจ้าไม่ได้”

“...”

“ถ้าข้าไม่รักเจ้า ข้าคงไม่กอดเจ้า”

“...”

“ไม่จูบเจ้า”

“...”

“ไม่นอนกับ...”

“พะ...พอแล้ว!”

ซูฟางหรงไม่อาจทนนิ่งเฉยต่อไปได้ บุรุษรูปงามในชุดแดงเพลิงตรงปรี่เข้าหาผู้เป็นสามี ก่อนจะรีบยกนิ้วเรียวขึ้นปิดบังริมฝีปากอุ่นของเหวินหนิงหลง หมายระงับถ้อยคำแสนน่าอาย

ทว่าประมุขพรรคจินหวูสุดจะหักห้าม เมื่อได้เอ่ยความในใจออกไปจนหมด ก็ไม่มีเหตุให้จำต้องสงวนท่าทีอีกต่อไป บุรุษผู้ยิ่งใหญ่คว้าร่างของภรรยาชายผู้สง่างามมาแนบชิด ประคองกอดอย่างโหยหา จนเฉินเซิ่งฉวี่ต้องรีบหันหน้าหนีฉากรักหวานไปอีกทางอย่างรู้มารยาท

ซูฟางหรงรู้สึกว่าใบหน้านั้นร้อนเป็นไฟด้วยความเขินอาย เขาได้แต่ซุกใบหน้าแนบอกแกร่งของผู้เป็นสามี ก่อนเอ่ยคำหวานจากใจ

“ข้ารักท่านเหลือเกินหนิงหลง”

“กลับบ้านกับข้านะคนดี”

คนถูกเรียกว่า ‘คนดี’ ยิ้มแก้มปริ เร่งพยักหน้าตอบรับราวกับกลัวว่าสามีจะเปลี่ยนใจไม่ให้กลับไปด้วยกัน

เหวินหนิงหลงเปลี่ยนจากกอดมาเป็นจับจูงมือภรรยา บุรุษทั้งสองพากันเดินไปได้สามก้าว ประมุขมารพรรคจินหวูก็หยุดเดิน ก่อนหันไปมองเฉินเซิ่งฉวี่ แทนคำถามต่อผู้เป็นภรรยาว่าต้องการให้เขาจัดการอย่างไร

“พรุ่งนี้ไปพบข้าที่พรรคจินหวูแต่หัววัน ข้ายังมีเรื่องที่ต้องอบรมเจ้าอีกมาก”

โชคดีเป็นของเฉินเซิ่งฉวี่ ไม่ใช่แค่เขาที่รู้สึกถูกชะตากับ ‘นายท่าน’ หากแต่ซูฟางหลงเองก็พาลคิดไปว่าเฉินเซิ่งฉวี่เป็น ‘ตัวนำโชค’ ที่พัดพาความรักของตนและสามีให้ลุกโชน จึงตัดสินใจที่จะเลี้ยงไว้ดูเล่น

เฉินเซิ่งฉวี่ก้มศีรษะติดพื้นด้วยความซาบซึ้ง ก่อนที่จะเงยกลับขึ้นมาอีกครั้ง ทันเห็นสองบุรุษเดินเคียงคู่กันออกไปในความมืดมิด ก่อนที่เขาจะคิดเอ่ยความเห็นของตนเองตามไปกับสายลม

“ช่างเป็นคู่ที่เหมาะสมกันเสียจริง”

 

- จบ -

 

* * * * *

 

สวัสดีครับทุกคน

ขออนุญาตนักอ่านมาเปลี่ยนบรรยากาศกันสักเล็กน้อย

ลองมาคั่นกลางด้วยนวนิยายสั้นชายรักชายแนวจีนโบราณ (ตอนเดียวจบ) กันดูบ้าง

เนื่องจาก ณ ปัจจุบันนี้ แฮมสเตอร์ค่อนข้างผูกสมัครรักใคร่กับงานแนวนี้เป็นพิเศษ

จึงอยากที่จะลองเขียนเรื่องสั้นชิมลางดูสักเรื่อง

และเพราะเป็นงานเขียนแนวจีนโบราณเรื่องแรกในชีวิต

จึงอยากขออภัยนักอ่านทุกท่านไว้ ณ ที่นี้

ทั้งในส่วนของชื่อตัวละคร เนื้อหา และสำนวนให้การเล่า

หากยังคงมีความผิดพลาด ไม่สมบูรณ์อย่างที่ควรจะเป็น

แฮมสเตอร์ยินดีน้อมรับทุกคำติชมจากนักอ่านทุกคนด้วยความเต็มใจ

สนุกไม่สนุกยังไง บอกกันได้นะครับ :)

ป.ล. หากต้องการพูดถึงเรื่องสั้นเรื่องนี้ในทวิตเตอร์
ขอความกรุณาติด #ฮูหยินอย่าใจน้อย เพื่อสะดวกในการค้นหานะครับ

25 / 7 / 2020
- HAMSTER -

 

---------------------------------------

**เนื้อหาส่วนนี้เป็นการโฆษณาขายของครับ**

ขออนุญาตขายของกันสักเล็กน้อยนะครับ

sds

 

พอดีที่ผ่านมา แฮมสเตอร์ได้มีโอกาสออก ebook ด้วยกันทั้งหมดสองเรื่องสองแนวครับ

เรื่องแรก... Ludus Lover (BL)

https://www.mebmarket.com/ebook-117970-Ludus-Lover

เรื่องที่สอง... Birth อุ้มรักเสี่ยงร้ายกับนายปีศาจ (รักวัยรุ่น)

bit.ly/34caJya

 

หากสนใจ ลองไปโหลดตัวอย่างมาอ่านก่อนได้นะครับ

เพื่อถูกใจ จะได้ซื้อโดยไม่เสียดายเงินครับ

 

ขอบคุณครับ

 

ผลงานอื่นๆ ของ H A M S T E R

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

3 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 28 กันยายน 2563 / 19:38

    มีความรู้สึกว่า สามีใช้คำหวานเพื่อล่อลวงภรรยาของตัวเองให้หลงจนหัวปักหัวปำ นะเนี่ย เหมือนจะหาความจริงใจไม่เจอน่ะ

    #3
    0
  2. วันที่ 30 กรกฎาคม 2563 / 22:28
    สนุกมากๆเลยค่าา อยากให้มีเรื่องยาวออกมา เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #2
    0
  3. #1 Leo-la (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2563 / 09:27
    เขียนดีมากเลยค่าาาาาาาาา สนุกมากเลย ถ้ามีเรื่องยาวจะรอติดตามนะคะะะ❤
    #1
    0