หทัยใต้ปีก

ตอนที่ 21 : ตอนที่ 10 : เรื่องเล่าบานปลาย (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 342
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    16 เม.ย. 61





บทที่ 10

เรื่องเล่าบานปลาย







วันนี้นาราพราวตื่นเช้ามาทำงานตามปกติ ก่อนถึงโรงพยาบาลยังแวะซื้อนมสดร้อนกับปาท่องโก๋ติดไม้ติดมือมาด้วย คิดเอาไว้ว่าจะไปฝากทั้งรุ่นน้องในที่ทำงาน พี่พยาบาลและเพื่อน



ช่วงนี้เธอรู้สึกอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ไม่รู้เหตุผลที่แน่ชัดแต่อาจเป็นเพราะความฝันนั้นก็เป็นได้ เธอยังไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้อลิสาฟังว่าวันที่ป่วยหญิงสาวฝันประหลาดเห็นคุณจักรภัทรจอมหยิ่งคนนั้นมานั่งเฝ้าไข้ ทั้งยังดึงเธอไปจูบ…



นาราพราวคิดภาพมาถึงตรงนี้ก็รีบสะบัดหัวไปมาหวังไล่ภาพอีโรติกออกไป



บ้าจริง คิดถึงเรื่องนั้นอีกแล้ว



แม้จะบอกตัวเองว่ามันเป็นแค่ความฝันแต่ทุกครั้งที่พราวนึกถึงก็มักจะเผลออมยิ้มน้อยๆ และเผลอใจเต้นแรงทุกที



พอ เลิกคิด



คนแบบนั้นไม่มีทางจะมาดูอาการป่วยของเธอจริงๆ หรอก เลิกฝันล้มๆ แล้งๆ ซักที



หญิงสาวหยุดคิดฟุ้งซ่านเมื่อก้าวเท้าเข้าที่ทำงานเตรียมรับมือกับภาระงานในวันนี้ หากไม่ใช่เพราะรู้สึกถึงสายตาแปลกๆ ที่จับจ้องมองมาที่เธอเป็นระยะ



“พี่แก้ว พราวซื้อน้ำเต้าหู้มาฝากค่ะ”



นาราพราวส่งเสียงทักคนกันเองอย่างพี่หัวหน้าพยาบาลประจำวอร์ดก่อนยื่นถุงในมือให้



“หมอพราวใจดีอีกแล้ว มื้อเช้าได้กินดีบ่อยๆ ก็เพราะหมอนี่แหละ”



ป้าแก้วหรือพี่แก้วที่หญิงสาวเรียกอย่างสนิทสนมยิ้มกว้างรับถุงน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ไปอย่างดีใจ



“ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ เรียกว่ามีอะไรก็แบ่งปันช่วยเหลือกันดีกว่า”



หลังจากแบ่งปันอาหารให้เพื่อนในที่ทำงานจนครบหญิงสาวก็กลับห้องพักเพื่อไปเตรียมตัวราวน์วอร์ดผู้ป่วยในแผนกศัลศาสตร์ต่อทันที



“เรื่องจริงเหรอ!”



“ชู่ว เบาเสียงหน่อยถ้ามีใครมาได้ยินเข้าจะเป็นเรื่องใหญ่นะ”



นาราพราวหยุดชะงักที่หน้าประตูห้องเงี่ยหูฟังเสียงสองเสียงที่กำลังกระซิบกระซาบกันเรื่องอะไรบางอย่างแลดูมีลับลมคมใน



คุยเรื่องอะไรกัน?



“เห็นเขาคุยกันในกลุ่มไลน์ของพวกพยาบาล ฉันก็เพิ่งจะได้ยินเรื่องนี้มาตอนเช้านี่แหละ”



“แต่มันฟังดูขัดๆ นะ คนอย่าง…”



นาราพราวเพ่งสมาธิฟังสองเสียงนั้นอย่างใจจดใจจ่อ แต่แล้วการคุยนั้นก็ค่อยๆ เงียบลงเหมือนคนในห้องรู้สึกตัวว่ากำลังมีใครแอบยืนฟังอยู่



“พี่พราว...”



“ว้าย” หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวเมื่อมีใครบางคนมาสะกิดหลัง



“โถ่ ยัยชมพู พี่ก็นึกว่าใคร”



นาราพราวลอบถอนหายใจ หลังจากใจตกลงไปที่ตาตุ่มเรียบร้อยนึกว่าจะโดนจับได้ว่าแอบฟังเรื่องชาวบ้านเสียแล้ว...



“ตกใจอะไรขนาดนั้นคะ”



ชมพูหัวเราะคิกคักเมื่อแกล้งรุ่นพี่คนสวยให้ตกใจได้สำเร็จ



“ชมเห็นพี่ยืนอยู่หน้าประตูตั้งนานไม่เข้าไปซักที เลยจะเดินมาถามค่ะ กลัวว่าจะเป็นอะไรไปอีก”



“นั่นสิ เมื่อกี้... พี่หน้ามืดนิดหน่อย เลยยืนตั้งหลักก่อน”



นาราพราวโกหกคำโตรีบหาทางเอาตัวรอด คนตรงหน้าไม่เท่าไหร่แต่สองคนที่อยู่ข้างใน จะรู้ตัวแล้วหรือยังว่ามีคนแอบฟัง?



แกร๊ก



ประตูถูกเปิดโดยคนที่อยู่ข้างใน ทำให้หญิงสาวสะดุ้งเป็นหนที่สองอย่างคนมีชะนักติดหลัง



“พี่ก็ว่าเหมือนมีคนอยู่หน้าห้องได้ยินเสียงแว่วๆ น้องพราวกับน้องชมนี่เอง”



คนที่เปิดประตูออกมาไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นรุ่นพี่แพทย์ประจำบ้านของทั้งสองนั่นเอง



“อ่อ พี่พราวอาการป่วยยังไม่หายดีค่ะเมื่อกี้หน้ามืด ชมพูเห็นเลยมาดูอาการ”



ชมพูขานรับด้วยรอยยิ้มอย่างคนอัธยาศัยดีโดยไม่รู้เลยว่าการตอบไปแบบนั้นเป็นการช่วยชีวิตนาราพราวเอาไว้อย่างมาก



ชมพูน้องรัก! หลังรอดจากตรงนี้ไปได้พี่จะเลี้ยงข้าวเธอซักมื้อนะ



“อ้าว น้องพราวยังไม่หายป่วยดีวันนี้จะไหวเหรอเห็นว่ามีเวรดึกนี่”



“ไหวค่ะไหว” นาราพราวพยักหน้าตอบรับคำอย่างแข็งขัน



จริงๆ สุขภาพร่างกายของเธอแข็งแรงมากพอจะอยู่แลกเวรได้อีกคืนเลยด้วยซ้ำหญิงสาวแอบคิดในใจ



“งั้นก็ไปเปลี่ยนชุดเถอะใกล้เวลาขึ้นวอร์ดแล้วจ๊ะ”



“ค่ะ”



นาราพราวขานรับด้วยรอยยิ้มรู้สึกโล่งอกเป็นที่สุด ไม่ลืมหันไปโบกมือยิ้มลาให้น้องสาวผู้ช่วยชีวิตก่อนเดินเข้าห้องพักไป




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

47 ความคิดเห็น