(MPREG) จดหมายถึงพ่อหนู

ตอนที่ 9 : จดหมายฉบับที่เก้า : คุณพ่อมือใหม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,858
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 385 ครั้ง
    27 มิ.ย. 63

จดหมายฉบับที่เก้า

คุณพ่อมือใหม่

 

 

            หลังจากสงบสติอารมณ์เรียบร้อยแล้ว เจนภพจึงขับรถกลับเข้ามาจอดภายในบ้านอีกครั้ง เขาพยายามที่จะไม่แสดงพฤติกรรมแย่ๆ ออกไป อย่างน้อยก็เพื่อลูกน้อย เจนภพไม่อยากให้ลูกจดจำพฤติกรรมเหล่านั้นไปใช้เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่

            แต่ถึงอย่างนั้นการที่ได้ออกไปสงบสติอารมณ์คราวนี้ เมื่อตัวเขาใจเย็นลงแล้วเจนภพจึงรู้ว่าตนเองควรให้เวลากุลกวินมากกว่านี้ การที่จู่ๆ จะต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ อย่างกะทันหันหลังจากใช้ชีวิตมาด้วยตัวเองตลอดหลายปี เป็นใครก็คงไม่สามารถรับมือได้ทัน…เขารู้ดีว่ายังไงกุลกวินและเด็กชายจิรภัทรก็ต้องกลับไปกับเขา เพราะฉะนั้นเขาไม่ควรจะเอานิสัยเก่าๆ มาใช้กับสถานการณ์ในตอนนี้

            “น้องเจนท์ล่ะ” คุณพ่อมือใหม่เอ่ยถามขึ้นมาหลังจากที่เดินเข้ามาภายในบ้าน แต่ไม่พบตัวลูกชาย

            “ผมพาขึ้นนอนแล้วครับ เมื่อกี้หมอวัฒน์เพิ่งให้ทานยาไป” กุลกวินตอบ

            “งั้นเดี๋ยวพี่กลับก่อนนะ มีอะไรติดต่อได้ตลอดเวลาเลย ผมกลับก่อนนะครับคุณเจนภพ” หมอวัฒน์ที่เดินตามลงมาไม่ลืมที่จะบอกลากับผู้ชายตรงหน้า แม้จะรู้สึกไม่ถูกชะตา แต่ยังไงผู้ชายคนนี้ก็เป็นพ่อของหลานชายของเขาอยู่ดี 

            เจนภพไม่ตอบอะไร เขาทำเพียงแค่พยักหน้ารับก่อนจะเดินขึ้นไปยังชั้นสอง

            “คุยกันดีๆ ล่ะ ”

            “ครับพี่วัฒน์”

            หลังส่งหมอวัฒน์เสร็จเรียบร้อยแล้ว กุลกวินจึงเป็นฝ่ายเดินตามขึ้นไปบนชั้นสองด้วยเช่นกัน เขาไม่ลืมที่จะหยิบขนมปังและนมกล่องของลูกชายติดขึ้นไปด้วย

            ก่อนอีกฝ่ายจะออกจากบ้านไป กุญแจรู้ว่าอีกฝ่ายแทบจะยังไม่ได้แตะมือเช้าเลยสักนิดเขาจึงอดห่วงไม่ได้ต้องหยิบอะไรติดมือขึ้นมาให้อีกคนได้ทานสักนิด แต่เมื่อเดินเข้ามาถึงห้องนอน ภาพที่ทำให้กุลกวินแอบอมยิ้มเล็กๆ คงจะเป็นภาพที่นักธุรกิจหนุ่มมาดเข้มพยายามจะลูบศีรษะของลูกชายยามกำลังนอนหลับด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ ชายหนุ่มที่เด็ดขาดในเกมส์ธุรกิจแต่กับเรื่องของลูกชายก็ยังถือว่าเป็นมือใหม่อยู่ดี

            “เอ่อ ทานสิครับคุณยังไม่ได้ทานอะไรเลยไม่ใช่หรือไง” กุลกวินพูดแก้เก้อ เจ้าตัวหลบสายตาของอีกฝ่ายไม่ทัน ที่จู่ๆ ก็ดันทะลึ่งเงยหน้าขึ้นมามองที่เขาพอดิบพอดี

            “อืม ขอบใจ” 

            “คุณจะอยู่กับลูกใช่ไหมครับ งั้นผมขอฝากลูกก่อนได้ไหมครับวันนี้นักเรียนที่ผมสอนพิเศษจะมาครับ” กุลกวินอธิบาย

            กุลกวินไม่ได้อยากที่จะทิ้งบรรดาลูกศิษย์ของตัวเองกลางคัน แต่เพราะอีกไม่กี่วันข้างหน้าเขาจะต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ แล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้จึงเป็นคลาสสุดท้ายที่เขาจะสามารถสอนลูกศิษย์ได้ ส่วนเงินค่าชั่วโมงสอนที่เหลือกุลกวินจะทำการจ่ายคืนให้กับลูกศิษย์ทั้งหมด

            “เดี๋ยวฉันดูลูกให้เอง นายก็รีบไปทำงานของนายเถอะ” เจนภพพยายามตอบอย่างใจเย็น กุญแจรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตอบอย่างเต็มใจแม้แต่น้อย อยู่กันมาหลายปีทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเจนภพเป็นคนอย่างไร แต่ที่ยอมให้เขาได้ทำโดยไม่ได้พูดขัด ก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีอย่างหนึ่ง แม้ตอนนี้เจนภพจะยังไม่ได้เข้าใกล้คำว่า ‘พ่อ’ แต่ความพยายามในการเปลี่ยนตัวเองของเจนภพ จะส่งให้อีกฝ่ายเป็นคุณพ่อที่ดีในอนาคตได้อย่างแน่นอน…และที่สำคัญที่สุด เป็นผู้ชายที่ดีสำหรับคนรัก(?) ด้วยเช่นกัน

 

 

            ตลอดระยะเวลาสามชั่วโมงที่กุลกวินนั่งสอนบรรดาลูกศิษย์ของเขาเป็นครั้งสุดท้าย ภายในบ้านฟุ้งไปด้วยบรรยากาศมาคุจนนักเรียนทั้งสามคนต่างก็พากันรู้สึกถึงความกระอักกระอ่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และสาเหตุก็คงมาจากชายร่างสูงที่นั่งจ้องกุลกวินอยู่ไม่ห่าง แม้จะไม่ได้พูดอะไรตลอดระยะเวลาสามชั่วโมงแต่ก็ทำให้ทั้งลูกศิษย์และอาจารย์ต่างพากันนั่งเกร็งตลอดทั้งคาบเรียนเลยก็ว่าได้

            เดิมทีกุลกวินตั้งใจจะสอนลูกศิษย์ตามร้านกาแฟหรือห้างสรรพสินค้าเท่านั้น เขาต้องการแยกความเป็นส่วนตัวออกจากเรื่องงาน แต่เมื่อมีเจนภพมาอยู่ด้วยแบบนี้ แถมเจ้าลูกชายตัวน้อยยังพาลมาไม่สบายอีกต่างหาก ด้วยเหตุนี้กุลกวินจึงต้องนัดลูกศิษย์ของเขาที่มาเรียนที่บ้านเป็นกรณีพิเศษ

            “โอเควันนี้ก็เอาไว้เท่านี้เนอะ ถ้ามีอะไรสงสัยก็ติดต่อพี่มาได้ตลอดเลยนะ ขอให้พวกเราทั้งสามคนโชคดี ติดคณะตามที่หวังเอาไว้” กุลกวินอวยพรนักเรียนทั้งสามคนหลังการเรียนการสอนจบลงเป็นครั้งสุดท้าย

            “ขอบคุณมากนะคะพี่กุญแจ เสียดายจริงๆ พวกหนูไม่อยากให้พี่เลิกสอนเลย” นักเรียนคนหนึ่งเอ่ย เธอรู้สึกว่ากุญแจสอนดีกว่าครูสอนพิเศษตามสถาบันดังๆ เสียอีก แถมยังไม่คิดราคาค่าสอนที่แพงเกินไป

            “พี่ก็อยากจะสอนต่อนะ แต่พี่มีเรื่องงานต้องกลับไปจัดการ” เพราะรังสีอำมหิตจากคนที่นั่งอยู่ไม่ไกล กุลกวินจึงเลือกที่จะตอบคำถามให้ดูเบาที่สุด

            ในส่วนของเจนภพ เจ้าตัวนั่งมองแม่ของลูกชายอย่างไม่ละสายตา ยอมรับเลยว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยได้มีโอกาสเห็นอีกฝ่ายในมุมนี้เลยสักครั้ง แต่เจนภพก็ไม่ได้รู้สึกพอใจสักเท่าไหร่ที่เห็นอีกฝ่ายมาทำงานแบบนี้…คนของเขาไม่ควรที่จะมาเสียเวลาทำอะไรแบบนี้เพื่อแลกกับเงินเพียงไม่กี่บาท 

            ถ้ากุญแจไม่ทิ้งเขามา ทั้งเจ้าตัวและลูกชายคงจะมีชีวิตที่สุขสบายกว่านี้

            “ขึ้นไปดูลูกได้แล้ว ป่านนี้น้องเจนท์คงจะตื่นนอนแล้วล่ะ” เจนภพว่าเสียงห้วนพร้อมลุกเดินออกไปจากบริเวณนั้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เล่นเอาทั้งสี่คนที่กำลังพูดคุยสะดุ้งโหยงไปตามๆ กัน

            “เอ่อ ผู้ชายคนนั้นเป็นใครหรือคะพี่กุญแจ”

            “ค คือ เขาเป็นคนรู้จักของพี่ครับ” จะให้ตอบว่าเป็นคนรักกุลกวินก็ไม่มั่นใจว่าระหว่างเขาและเจนภพในตอนนี้มันคืออะไร ส่วนเรื่องพ่อของลูก ไม่พูดคงจะดีที่สุด กุลกวินจึงคิดว่าสถานะ ‘คนรู้จัก’ น่าจะพออธิบายสิ่งที่เป็นอยู่ได้

            “หรือคะ เขาน่ากลัวมากเลยนะคะ ถ้าจะบอกว่าเป็นแฟนของพี่กุญแจพวกหนูก็เชื่อ จ้องพี่กุญแจไม่วางตาซะขนาดนั้น” สิ่งที่ลูกศิษย์บอกทำให้หัวใจของกุลกวินเต้นผิดจังหวะไป แต่นั่นก็เพียงแค่ชั่วระยะเวลาสั้นๆ 

            “เขาก็คงมองพี่เฉยๆ น่ะ ไม่มีอะไรหรอก”

            “ถ้างั้นพวกหนูขอตัวกลับกันก่อนดีกว่าค่ะ จะได้ไม่รบกวนพี่กุญแจ ขอให้พี่โชคดีเหมือนกันนะคะ”

            “ขอบคุณครับ ไว้มีโอกาสเราคงจะได้เจอกันอีกนะครับ”

            กุญแจเดินออกไปส่งนักเรียนทั้งสามคนที่บริเวณหน้าบ้าน เมื่อมั่นใจว่านักเรียนของเขาขึ้นรถออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงได้เวลากลับไปรับมือกับชายเจ้าอารมณ์ต่อเสียที

            ไม่บอกก็คงจะรู้ว่าชายร่างสูงจะอยู่ที่ไหน ก็บนห้องนอนของเขาไงล่ะ

            “น้องเจนท์ไข้ลดแล้ว” เจนภพพูดโดยไม่ได้หันมามองเขา สายตาของคุณพ่อเอาแต่จ้องมองไปยังลูกชายตัวน้อย

            “ครับ ขอบคุณนะครับที่ช่วยดูลูก”

            “อืม ไม่เป็นไร ยังไงเขาก็เป็นลูกของฉันเหมือนกัน แล้วนี่นายทยอยเก็บของหรือยัง”

            “เก็บแล้วบางส่วนครับ ของใช้จำเป็นของผมและลูกไม่ได้เยอะขนาดนั้นครับ” กุลกวินตอบ

            “เอาไปเฉพาะของใช้ที่จำเป็นก็พอ เดี๋ยวส่วนที่เหลือค่อยเอาไว้ไปซื้อที่กรุงเทพฯ” 

            “ครับ”

            “ส่วนพรุ่งนี้ถ้าลูกหายป่วยแล้ว ฉันจะพาลูกไปเที่ยว นายก็เตรียมตัวเอาไว้ด้วย” ยังไม่ทันที่จะจบบทสนทนาเจนภพก็เป็นฝ่ายพูดเรื่องที่กุญแจไม่เข้าใจออกมา

            “แต่ว่าพรุ่งนี้ลูกต้องไปโรงเรียน อีกอย่างผมว่าจะพาลูกไปยื่นใบลาออกด้วยครับ” คนตัวเล็กกว่าตอบ 

            “นายลืมไปแล้วหรือไงว่าฉันเป็นใคร เรื่องลาออกเอาไว้เดี๋ยวฉันให้คนจัดการทำเรื่องให้” กุลกวินเข้าใจถึงเรื่องนี้ดี เขาได้ยินมาว่ารักษาการคุณครูใหญ่เป็นหลานของเจ้าของโรงเรียน เพราะฉะนั้นเจนภพจึงเป็นหลานของเจ้าของโรงเรียนอย่างไม่ต้องสงสัย ร่างบางแอบขำ เขาไม่คิดว่าโลกมันจะกลมได้ขนาดนี้เหมือนกัน

            “ผมเข้าใจดีครับว่าคุณสามารถจัดการเรื่องทุกอย่างให้ได้ แต่ผมอยากจะขอร้องครับ ให้ลูกได้ไปโรงเรียนเป็นวันสุดท้ายเถอะครับ ผมอยากให้แกได้ไปบอกลาคุณครู บอกลาเพื่อนๆ ของแกด้วยตัวเอง ส่วนเรื่องเที่ยวผมคิดว่าถ้ากลับกรุงเทพฯ ไปยังไงเราก็ยังมีเวลาอีกเยอะครับ” กุลกวินพยายามอธิบาย เจนภพนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะตอบกลับมาแค่เพียงประโยคสั้นๆ แต่นั่นก็ทำให้กุลกวินยิ้มได้อีกครั้ง

            “อืม” เจนภพยอมฟังเหตุผลของเขาอีกครั้ง กุลกวินรู้ตัวดีว่าไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเรียกร้องอะไรได้ขนาดนั้น แต่ที่เจนภพยอมฟัง เพียงเท่านี้ก็ทำให้กุลกวินมีความสุขไปตลอดทั้งวันแล้ว

 

 

 

            เย็นวันนั้นเด็กชายจิรภัทรตื่นนอนขึ้นมาหลังจากพิษไข้ด้วยความสดใสจนไม่น่าเชื่อเลยว่าก่อนหน้านี้เด็กน้อยแก้มก้อนคนนี้จะไม่สบาย เหลือไวเพียงแต่อาการไอคอกแค่กเล็กน้อยเท่านั้น

            “น้องเจนท์ครับ”

            “ฮับ” เด็กชายที่กำลังนั่งดูการ์ตูนอยู่หันกลับมาขานรับผู้เป็นแม่ 

            ตอนนี้ในบ้านเหลือแต่เพียงแต่สองแม่ลูก สุธียังไม่กลับจากการทำงานประจำ ส่วนเจนภพออกไปทำธุระในตัวเมืองกับเลขา กุลกวินจึงใช้เวลานี้ในการพูดคุยเรื่องที่จะต้องย้ายบ้านกับน้องเจนท์ 

            แต่เขาก็ไม่แน่ใจว่า เด็กน้อยในวัยเกือบสี่ขวบจะสามารถเข้าใจสถานการณ์ได้ดีสักแค่ไหน

            “เดี๋ยวเราจะต้องย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ กันแล้วนะครับ”

            “จุงเตพ” น้องเจนท์ออกเสียงตามอย่างไม่เข้าใจ

            “กรุงเทพฯ ครับ”

            “แล้วมันคือที่ไหนฮับ” เด็กน้อยถามออกมาด้วยความสงสัย

            “บ้านของคุณพ่อครับ” และสถานที่ที่ผนึกความทรงจำมากมายของกุลกวิน

            “จุงเตพมีโรงเรียนไหมฮับ” 

            “มีครับ เดี๋ยวน้องเจนท์ก็ต้องย้ายไปเรียนที่นั่นด้วยนะครับ” ผู้เป็นแม่อธิบาย

            “แล้วๆ น้องเจนท์จะได้เจอเพื่อนๆ ไหมฮับ” ถึงจะเป็นเด็กที่ฉลาดสักแค่ไหน แต่ความเข้าใจของน้องเจนท์ก็ยังเป็นไปตามวัย แน่นอนว่าเจ้าตัวยังไม่เข้าใจความหมายของการย้ายบ้านสักเท่าไหร่

            “เพื่อนๆ น้องเจนท์จะเรียนอยู่ที่นี่ครับ แต่ว่าที่กรุงเทพฯ ก็มีเพื่อนๆ เยอะแยะเลยนะครับ”

            “ฮื่อ ไม่อาว น้องเจนท์ไม่ไป น้องเจนท์จะอยู่กับเพื่อนๆ” น้องเจนท์ส่ายหน้าหวืออย่างทันควัน เด็กน้อยเริ่มจะเข้าใจบ้างแล้วว่าการยายบ้านจะทำให้ตนเองไม่สามารถพบเจอเพื่อนๆ ได้อีกต่อไป

            “แต่ว่าคุณพ่อคุณแม่ต้องย้ายไปอยู่ที่นั่น น้องเจนท์จะไม่ไปจริงๆ หรือครับ ถ้าน้องเจนท์ไม่ไป แม่คงเหงาแย่เลย” 

            “น้องเจนท์จะไป น้องเจนท์จะอยู่กับคุงแม่” แต่ทันทีที่ได้ยินว่าจะไม่ได้อยู่กับมารดาอีก เด็กน้อยก็กระโดดลงจากโต๊ะแล้วรีบวิ่งมากอดขากุลกวินราวกับกลัวว่าคุณแม่จะหายไป

            คุงแม่ก็สำคัญที่สุดกับน้องเจนท์ น้องเจนท์จะไปจุงเตพกับคุงแม่

            กุลกวินย่อตัวลงก่อนจะลูบหัวน้องเจนท์ไปมาเป็นการปลอบ

            “ถ้างั้นไปอยู่กับแม่นะครับ ส่วนพรุ่งนี้เราจะไปบอกลาเพื่อนๆ กัน”

            หงึกหงึก

            ไร้เสียงตอบกลับ กุลกวินรู้ดีว่าเด็กน้อยคงจะรู้สึกสะเทือนใจ การที่จู่ๆ ต้องมาย้ายบ้านแบบนี้มันคงจะเป็นเรื่องลำบากสำหรับเด็กในวัยของน้องเจนท์อยู่ไม่น้อย

            “ทำอะไรกันอยู่” เสียงทุ้มของชายร่างสูงดังขึ้นมาจากบริเวณหน้าประตูทำให้สองแม่ลูกผละออกจากกัน น้องเจนท์ที่เห็นคนมาใหม่จึงรีบวิ่งไปออดอ้อนคุณพ่อแทบจะในทันที 

            น้องเจนท์ชอบตอนที่มีทั้งคุงพ่อและคุงแม่ที่ฉุดเยย…

            “คุงพ่อ หายไปไหนมาฮับ”

            “พ่อไปทำธุระมาครับ หายป่วยแล้วใช่ไหมถึงมาซนแบบนี้” กุลกวินอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา ทุกการกระทำของเจนภพเริ่มดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น แม้ว่าจะผ่านมาไม่กี่วัน แต่คุณพ่อมือใหม่คนนี้ก็เริ่มที่จะชินกับสถานะใหม่ของตัวเองแล้วเหมือนกัน เจนภพเริ่มทำอะไรเหมือนกับพ่อคนมากขึ้นแล้ว

            “น้องเจนท์ม่ายชน น้องเจนท์เป็นเด็กดี” 

            “ครับ ถ้างั้นเรามารีบทานมื้อเย็นกันเถอะ ครู…พ่อซื้อของกินมาตั้งเยอะเลย” ชมได้ไม่ทันขาดคำ แต่ก็เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ เจนภพอยู่ในฐานะของคุณครูใหญ่ในโรงเรียนที่น้องเจนท์มาตลอด ถ้าหากจะหลุดสรรพนามเก่าๆ มาบ้างก็น่าจะเป็นเรื่องที่ปกติ

            คนขับรถของเจนภพเดินนำถุงกับข้าวมากมายตามเข้ามาภายในบ้าน และนั่นจึงทำให้กุลกวินเบิกตากว้างเพราะจำนวนอาหาร แต่มันคงไม่เท่ากับที่เจ้าตัวได้เจอกับคนขับรถ คนที่เจ้าตัวรู้จักมักจี่เป็นอย่างดี…เมื่อหลายปีที่แล้ว เจนภพเคยให้คนๆ นี้เป็นคนขับรถคอยรับส่งเขา และดูแลความเรียบให้กับกุลกวินมาตลอดหลายปี เรียกได้ว่าเป็นผู้ใหญ่อีกคนที่กุลกวินให้ความเคารพเลยก็ว่าได้

            “ลุงพร!”

            “สวัสดีครับคุณกุญแจ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ” รอยยิ้มอันแสนอ่อนโยนของชายสูงวัยที่ยังคงมีให้กุลกวินเสมอมาทำให้เจ้าของชื่อกุญแจรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบเจอคุณลุงอีกครั้ง

            “ลุงพรมาได้ยังไงครับ” 

            “ผมตามคุณเจนภพมาเป็นคนขับรถที่นี่ครับ” เจ้าตัวตอบคำถาม บทสนทนาของทั้งสองทำให้ชายร่างสูงอีกคนกระแอมไอออกมา 

            ถ้าไม่ใช่ลุงพร ป่านนี้นักธุรกิจหนุ่มคงจะตะเพิดไล่ให้ออกจากบ้านไปแล้วอย่างแน่นอน

            “อะแฮ่ม น้องเจนท์หิวข้าวแล้วใช่ไหม เดี๋ยวพ่อเอาไปใส่จานให้นะครับ”

            “ฮับ น้องเจนท์หิวแย้ว”

            “ถ้างั้นไปช่วยพ่อเทอาหารใส่จานนะครับ” ว่าจบก็อุ้มลูกชายตัวน้อยไปพร้อมกับถือถุงอาหารเดินตรงไปยังห้องครัว

            “เดี๋ยวผมขอตัวไปช่วยคุณเจนภพก่อนนะครับ”

            “ได้ครับ ไว้ว่างๆ เราค่อยมานั่งคุยกันใหม่นะครับ ผมคิดถึงลุงพรมากเลยครับ”

            “ครับ คุณกุญแจ”

            สุดท้ายจึงกลายเป็นว่าสองพ่อลูกต่างพากันช่วยจัดเตรียมอาหารมื้อเย็นกันสองคนอยู่ภายในครัว กุลกวินคิดว่าควรจะให้ทั้งสองได้ใช้เวลาร่วมกันบ้าง เพราะถึงยังไงหลังจากนี้เขาก็คงไม่สามารถหนีเจนภพไปไหนได้อีกแล้ว ในส่วนของคุณลุงพรผู้เป็นคนขับรถ ตอนแรกนั้นกุญแจเอ่ยปากชวนแกให้มารับประทานอาหารมื้อเย็นด้วยกัน แต่เพราะความเกรงใจและรู้จักนิสัยของผู้เป็นนายดี แกจึงขอตัวออกไปหาอะไรทานข้างนอกแทน ถึงจะยังไม่เข้าใจเรื่องทั้งหมด แต่แกก็อยากจะให้ผู้เป็นนายได้ใช้เวลาส่วนตัวร่วมกันกับครอบครัว

            “น้องเจนท์อยากกินไส้กรอกฮับ” เสียงเจื้อยแจ้วบนโต๊ะอาหารของเด็กน้อยดังขึ้นเมื่อไส้กรอกของโปรดที่อยู่ในชามข้าวของตัวเองหมดไป

            “ครับเดี๋ยวพ่อตักให้นะครับ” เจนภพเป็นฝ่ายที่ไวกว่า เจ้าตัวจัดการตักไส้กรอกตรงหน้าส่งให้กับลูกชาย ด้วยความหวังดีคุณพ่อมือใหม่และอยากจะตามใจ เจนภพจึงจัดการช่วยตัดไส้กรอกให้เป็นคำเล็กๆ พอดีคำ แต่ทำไปได้เพียงแค่สองชิ้นกุลกวินก็เอื้อมมือมาจับฝ่ามือใหญ่กว่าของเจนภพเสียก่อน

            “ให้ลูกทำเองเถอะครับ ปกติลูกทำเองได้” กุลกวินตอบเมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของเจนภพ 

            “อืม ตัดเองได้ใช่ไหมครับ”

            “ฮับน้องเจนท์ทำเองได้” ว่าจบเด็กชายก็ใช้ช้อนส้อมจัดการตัดเจ้าไส้กรอกตรงหน้าต่อจากที่ผู้เป็นพ่อทำให้ทันที กล้ามเนื้อของเด็กๆ อาจจะยังไม่ได้พัฒนาอย่างสมบูรณ์แบบ แต่เรื่องที่กุลกวินมองว่าลูกชายสามารถทำเองได้ เขาก็จะฝึกให้ลูกชายทำอะไรต่างๆ ด้วยตัวเองเสมอ 

            กุลกวินเลี้ยงลูกได้เป็นอย่างดีจริงๆ…เจนภพนึกในใจ

            “แล้วตกสองจะไม่กลับไปด้วยกันใช่ไหม”

            “อ เอ่อ ครับ” คนที่ถูกกล่าวถึงตอบอย่างเลิ่กลั่ก หลังจากกลับมาจากการทำงานสุธีก็เป็นฝ่ายมาร่วมโต๊ะทานอาหารมื้อเย็นตามปกติ เรื่องที่จะไม่กลับกรุงเทพฯ เขาได้พูดคุยกับกุญแจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่กับเจนภพนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้มีโอกาสได้บอกกับเจ้าตัว

            “นายจะอยู่คนเดียวได้ใช่ไหม ให้ฉันส่งคนมาอยู่เป็นเพื่อนจะดีกว่า”

            “ไม่เป็นไรครับคุณเจนภพ ผมกับกุญแจคุยกันแล้วว่าผมจะย้ายมาอยู่กับน้องสองเอง” เป็นเสียงของหมอวัฒน์ที่นั่งเงียบมาตลอดเอ่ยขึ้นมาเมื่อเจนภพพูดถึงคนรักของเขา

            “อืม ถ้างั้นก็ดี เดี๋ยวคนบางคนจะเป็นห่วงจนไม่ยอมกลับไป” เจนภพพูดเพียงเท่านั้นแล้วหันกลับไปสนใจกับลูกชายต่อ 

            กุลกวินมองไปที่เจนภพด้วยความเหนื่อยใจ จนป่านนี้ยังกลัวว่าเขาจะไม่ยอมกลับไปด้วยอีก ข้าวของที่วางกองเตรียมเอาไว้มันน่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้แล้วว่ายังไงเขาก็จะต้องกลับไปกับอีกฝ่าย

            “ผมฝากสองด้วยนะครับพี่วัฒน์ ส่วนกุญแจถ้ามีปัญหาอะไรต้องโทรหาพี่เลยนะ เข้าใจไหม”

            “ครับพี่กุญแจ ไปอยู่ทางโน้นก็ดูแลตัวเองดีๆ นะครับ ดูแลลูกหมูดีๆ แทนส่วนของผมด้วยนะครับ” สุธีพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เขาอดที่จะรู้สึกใจหายไม่ได้เมื่อรู้ว่าจะไม่สามารถพบกับหลานชายได้เหมือนเดิม แต่สุธีก็ไม่สามารถจากเชียงรายไปได้

            ในเมื่อหัวใจของเขามันได้อยู่กับคนที่นี่ไปเป็นเรียบร้อยแล้ว…

            “ได้พี่สัญญาว่าจะดูแลน้องเจนท์ให้ดี”

            กุลกวินให้คำสัญญา เขาจะดูแลน้องเจนท์ให้ดีที่สุด

            มื้ออาหารผ่านไปอย่างรวดเร็ว สมาชิกในบ้านแต่ละคนต่างพากันแยกย้ายทำภารกิจส่วนตัว สองเดินออกไปส่งหมอวัฒน์ กุลกวินพาน้องเจนท์อาบน้ำเตรียมเข้านอน 

และในส่วนของนักธุรกิจหนุ่มมาดเข้ม หลังจากเสร็จสิ้นมื้ออาหารเจ้าตัวก็ขอแยกตัวออกไปคุยโทรศัพท์กับบริษัทคู่ค้า 

            กุลกวินมองห้องนอนของตัวเองที่ตอนนี้โล่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่างๆ ของทั้งเขาและลูกชายถูกเก็บเข้ากระเป๋าเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับกรุงเทพฯ เรียบร้อยแล้ว

            ใช่วันนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่เขาจะได้อยู่ในบ้านหลังนี้ บ้านที่เก็บความทรงจำมากมายมาตลอดเกือบห้าปีที่ผ่านมา แต่ไม่เป็นอะไร เพราะไม่ว่าเขาจะต้องไปที่ไหน ขอแค่มีลูกชายไปด้วยเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

            “คุณจะอาบน้ำเลยไหมครับ ผมวางชุดนอนกับเช็ดตัวไว้ในห้องน้ำแล้วนะครับ” กุลกวินพูดกับคนมาใหม่หลังจากที่เจ้าตัวคุยโทรศัพท์เสร็จเรียบร้อยแล้วเดินกลับเข้ามาในห้องนอน

            “อืม ขอบใจมาก” ว่าจบเจนภพก็เดินหายเข้าไปในห้องน้ำ

            “คุงแม่ฮับๆ พรุ่งนี้น้องเจนท์จะได้ไปโรงเรียนจริงๆ นะฮับ” เด็กน้อยที่วันนี้ไม่มีการบ้านจึงนอนเล่นบนเตียงเพื่อรอเวลาเข้านอน 

            น้องเจนท์ถามขึ้นมาเพื่อเป็นการยืนยัน เด็กน้อยพอจะรู้แล้วว่าตัวเองจะไม่ได้เรียนที่โรงเรียนแห่งนี้อีกต่อไป แต่อย่างน้อยที่สุด น้องเจนท์ก็อยากจะบอกลาเพื่อนๆ กับคุณครูทุกคนเป็นครั้งสุดท้าย

            “ครับพรุ่งนี้เราจะไปยื่นใบลาออกกัน แล้วก็จะไปบอกลาเพื่อนๆ ด้วยนะครับ” กุลกวินตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพลางลูบหัวลูกชายที่กำลังสะลึมสะลือไปด้วย เด็กน้อยไม่ยอมหลับตาจนกว่าผู้เป็นแม่จะยืนยันในสิ่งที่ตัวเองกังวล

            “เย่ๆ น้องเจนท์ดีใจ…” เสียงของน้องเจนท์ค่อยๆ หายไปพร้อมกลับสติที่ดับลง เมื่อได้รับการยืนยันเด็กชายจิรภัทรก็สามารถข่มตานอนหลับได้จริงๆ เสียที

            ไม่นานหลังจากนั้นเจนภพก็เดินออกมาจากในห้องน้ำในสภาพที่หัวยังชื้นแฉะ เจ้าตัวเห็นว่าลูกชายนอนหลับไปแล้วจึงพยายามส่งเสียงรบกวนออกมาให้น้อยที่สุด

            “ลูกหลับแล้วหรือ”

            “ครับหลับไปเมื่อกี้นี้เอง เอ่อ คุณเจนภพไม่เช็ดหัวหรือครับ” คนฟังเลิกคิ้วเล็กน้อย ร่างบางจึงขยายความต่อ

            “หัวคุณน่ะครับ ยังชื้นๆ อยู่เลย”

            “เดี๋ยวก็แห้ง แค่นี้เอง” ไหวไหล่เล็กน้อยก่อนจะตอบกลับมา

            “ถ้าเป็นหวัดผมไม่รู้ด้วยนะครับ”

            “บ่นจัง เมื่อก่อนไม่เห็นบ่นแต่เดินมาช่วยเช็ดเลยไม่ใช่หรือไง”

            “น นั่นมันเมื่อก่อนครับ” กุญแจรู้สึกว่าตัวเองกำลังพูดจาตะกุกตะกัก จะมาพูดเรื่องเก่าๆ ตอนนี้ทำไมกัน! แค่รู้สึกแปลกๆ แต่เขาไม่ได้เขินหรอกนะ

            “หึ เช็ดให้หน่อยสิ” ไม่ว่าเปล่าร่างสูงยังยกยิ้มมุมปากพร้อมทั้งส่งผ้าเช็ดตัวมาให้เขาอีกต่างหาก

            “เช็ดเองสิครับ”

            “มองไม่เห็นงั้นฉันปล่อยให้มันแห้งไปเองก็แล้วกัน” ดื้อ! สิ่งแรกที่กุลกวินนึกในใจ เจนภพมักจะชอบดื้อในเรื่องอะไรแบบนี้อยู่เสมอ

            “เฮ้อ งั้นก็นั่งลงสิครับ เดี๋ยวผมจะเช็ดให้” แล้วเขาจะทำอะไรได้ล่ะ นอกเสียจากต้องช่วยอีกฝ่ายเช็ดหัว

            เจนภพไม่พูดพร่ำทำเพลง เขานั่งลงกับพื้นโดยมีกุลกวินนั่งอยู่บนเตียงซึ่งเป็นตำแหน่งที่สามารถช่วยเช็ดได้อย่างสะดวก คุณพ่อมือใหม่รู้สึกถึงน้ำหนักมือที่ไม่เบาจนเกินไปและไม่หนักจนเกินไป กุลกวินไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองเผลอนวดศีรษะของอีกฝ่ายด้วยความเคยชินเพื่อเป็นการผ่อนคลายจากการทำงานจนเจนภพเผลอส่งเสียงครางออกมาเบาๆ เพราะความสบายที่คุ้นเคย

            “นายยังเป็นเหมือนเมื่อก่อนเลยนะ”

            “ค ครับ?”

            “เวลาแบบนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนนายจะนวดหัวให้ฉันเบาๆ”

            “คงเป็นความเคยชินมั้งครับ แห้งแล้วคุณเอาผ้าไปตากเองนะ” ว่าจบคุณแม่น้องเจนท์ก็พลิกตัวหันกลับไปนอนทันที

            เป็นอีกครั้งที่เจนภพยิ้มออกมาอย่างที่ไม่สามารถห้ามตัวเองได้ ดูก็รู้ว่าอีกฝ่ายน่าจะกำลังเขินไม่น้อย ทำไมเขาจะไม่รู้ล่ะ คบกันมาตั้งหลายปี ถึงจะมีช่วงเวลาที่ต้องห่างกัน แต่กุญแจไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด

            นักธุรกิจหนุ่มจัดการธุระของตัวเองต่ออีกเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปปิดไฟที่มุมห้องพร้อมเตรียมตัวเข้าสู่ห้วงนิทราตามสมาชิกของครอบครัวไปติดๆ

            และมันก็เป็นอีกคืนหนึ่งเช่นกันที่ทั้งสองคนสามารถนอนหลับได้สนิทที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา เหมือนคืนอื่นๆ ที่พวกเขาได้นอนบนเตียงหลังเดียวกัน สัมผัสไออุ่นที่คะนึงหามาตลอดหลายปี…

 

 

 

 

            “คุงพ่อฮับ คุงแม่ฮับ” กุลกวินลืมตาตื่นด้วยอาการสะลึมสะลือ เจ้าตัวรับรู้ถึงแรงสัมผัสเบาๆ พร้อมเสียงเล็กๆ ที่คุ้นหูดังขึ้นบริเวณข้างเตียง เมื่อปรับสายตาได้แล้วจึงเห็นว่าลูกชายวัยเกือบสี่ขวบของตนเองที่อยู่ในชุดเครื่องแบบนักเรียนสภาพยับเยินกำลังยืนฉีกยิ้มมาที่เขา คงไม่ต้องบอกแล้วว่าน้องเจนท์จัดการอาบน้ำและแต่งตัวให้กับตัวเองเรียบร้อยแล้ว

            “อรุณสวัสดิ์ครับ ทำไมตื่นเร็วเชียว” กุลกวินเอ่ยถาม เจ้าตัวเหลือบไปเห็นนาฬิกาที่แขวนอยู่บริเวณผนังห้องบอกเวลาตีห้าสี่สิบห้า ซึ่งปกติเขาจะปลุกน้องเจนท์ให้ตื่นนอนตอนหกโมงกว่า 

            “น้องเจนท์อยากไปโรงเรียนฮับ” เด็กชายจิรภัทรตอบเสียงดังฟังชัด 

            กุลกวินคลี่ยิ้มให้กับลูกชายของตัวเอง แต่ในใจลึกๆ เขากลับไม่กล้าบอกน้องเจนท์ด้วยซ้ำว่าเช้านี้เขาจะพาน้องเจนท์ไปยื่นใบลาออกและบอกลาเพื่อนๆ เท่านั้น พวกเขามีเวลาไม่นานเนื่องจากเจนภพได้จัดการให้เลขาจัดการจองตั๋วเครื่องบินซึ่งจะออกเดินทางเวลาเที่ยงตรงเอาไว้ ดังนั้นน้องเจนท์จึงมีเวลาไปโรงเรียนประมาณหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น

            “ครับ งั้นน้องเจนท์ลงไปนั่งรอแม่ข้างล่างก่อนนะครับ ขอแม่ปลุกคุณพ่อก่อน”

            “ฮับ”

            หลังจากน้องเจนท์ลงไป กุญแจถอนหายใจเล็กน้อยให้กับความขี้เซาของชายร่างสูง ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเจนภพไม่เคยต้องให้เขาปลุกเลยด้วยซ้ำ

            “คุณเจนภพตื่นได้แล้วครับ” พูดพลางสะกิดเรียกไปพร้อมๆ กัน

            “…” ไร้ซึ่งสัญญาณตอบกลับ

            “คุณเจนภพครับ เราต้องพาลูกไปโรงเรียนก่อนนะครับ”

            “อือ” แม้จะส่งเสียงตอบออกมาด้วยความรำคาญ แต่ดวงตาของเจนภพยังคงหลับสนิทเหมือนเดิม เห็นแบบนั้นกุญแจจึงส่งเสียงเรียกให้ดังขึ้น

            “คุณเจนภพ ครับ…อ๊ะ!” ร่างทั้งร่างของกุญแจถูกดึงล้มลงเข้าสู่อ้อมกอดของเจนภพโดยไม่ทันตั้งตัว คุณแม่ยังหนุ่มหลับตาปี๋เพราะความตกใจก่อนจะได้ยินเสียงทุ้มจากคนที่เล่นพิเรนทร์ดังขึ้นมาที่ข้างหู

            “น้องเจนท์ซนคนเดียวก็พอแล้ว นี่นายยังมาซนอะไรอีกหืม” เสียงแหบพร่านั่นทำให้กุลกวินขนลุกซู่ไปทั้งตัว เขารู้ว่าตัวเองกำลังถูกแกล้งเข้าเสียแล้ว

            “ซ ซนอะไรครับ แล้วก็รีบลุกไปอาบน้ำเลย ถ้าพาลูกไปลงเรียนไม่ทัน โดนลูกโกรธผมไม่รู้ด้วยนะ” กุลกวินคิดว่าคงเป็นเพราะตัวเองเพิ่งตื่นนอนแน่ๆ เลยพูดออกไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ไม่ได้รู้สึกเขินเพราะอยู่ในอ้อมกอดของอีกฝ่ายหรอกนะ! 

            เจ้าตัวพูดเพียงแค่นั้นก่อนจะพยายามดันตัวเองออกจากอ้อมออกของเจนภพพร้อมวิ่งจู้ดตามลูกชายลงไปข้างล่าง

            เจนภพมองตามภาพนั้นอย่างอารมณ์ดี…อันที่จริงกุลกวินในยามเขินแบบนี้ก็น่ารักดีเหมือนกันนะ เป็นการถูกปลุกที่ไม่ทำให้เขาหงุดหงิดเหมือนวันอื่นๆ

เขาส่ายหัวให้กับความคิดของตัวเองเล็กน้อยก่อนจะรีบหยิบผ้าเช็ดตัวแล้วเดินตรงไปในห้องอาบน้ำเพื่อจัดการกับธุระส่วนตัวทันที ถ้าโดนลูกชายงอนในช่วงทำคะแนนแบบนี้มันคงจะไม่ดีสักเท่าไหร่นะ

หลังจัดการกับภารกิจส่วนตัวของตัวเองเสร็จแล้ว เจนภพก็พบว่าตอนนี้ลูกชายกับกุลกวินกำลังเริ่มต้นจัดการกับมื้อเช้าโดยมีสองและหมอวัฒน์ร่วมด้วย ทำให้ความหงุดหงิดเล็กๆ กำลังก่อขึ้นภายในใจของนักธุรกิจหนุ่มเมื่อเห็นภาพนั้น

“คุงพ่อฮับ หม่ำๆ ฮับเดี๋ยวน้องเจนท์ไปโรงเรียนไม่ทันน้า” เสียงของเด็กน้อยทำให้เขาได้สติอีกครั้ง มันก็จริงอย่างที่ลูกว่ามา ถ้ามัวแต่นั่งรอให้เขาลงมาก็คงจะไม่ได้ทำอะไรกันพอดี เผลอๆ อาจจะพาลูกชายไปโรงเรียนไม่ทันตามที่กุญแจว่ามา

“ครับ” ทันทีที่เจนภพมานั่งตรงที่ที่ว่างอยู่ กุลกวินก็เป็นฝ่ายลุกขึ้น ร่างบางตรงเข้าไปในครัวพร้อมถือจานข้าวใบด้วยอีกหนึ่งใบ

“ของคุณครับ”

“อืม ขอบคุณ” เจนภพตอบเพียงแค่นั้นแล้วหันไปจัดการกับอาหารของตนเอง

“น้องเจนท์ไปอยู่กรุงเทพฯ แล้วห้ามซนเข้าใจไหมครับ ต้องเป็นเด็กดีเชื่อฟังคุณแม่ด้วยนะครับ” สุธีตาแดงก่ำในขณะที่พูดกับหลานชายตัวน้อย

วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่เขาจะได้อยู่กับหลานชาย และไม่รู้ว่าตอนไหนที่จะได้กลับมาเจอกันอีก

“ฮับน้องเจนท์เป็นเด็กดี ม่ายดื้อ ม่ายชน” เด็กชายจิรภัทรรับปาก น้าสองที่ได้ยินแบบนั้นจึงจัดการฟัดแก้มหลานชายด้วยความมันเขี้ยว

“คิกคิก น้องเจนท์จั๊กจี้”

“ไปอยู่กรุงเทพแล้วห้ามลืมลุงนะครับน้องเจนท์ ถ้าลืมลุงจะตามไปฉีดยาเลย” 

“น้องเจนท์ม่ายฉีดยา น้องเจนท์ไม่ลืมลุงวัฒน์ฮับ” บทสนทนาแห่งความสุขทำให้คุณพ่อมือใหม่กระเดือกอาหารไม่ลง เจ้าตัววางชานกระทบกับจานอย่างแรงพร้อมทั้งออกคำสั่งเสียงเข้ม

“ไปกันได้แล้ว” ว่าเพียงแค่นั้นแล้วก้าวออกจากบ้านไปทันที

ผู้ใหญ่ทั้งสามส่ายหน้าให้กับนิสัยของเจนภพ ดูก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังหงุดหงิดที่เห็นกุลกวินสนิทผู้ชายคนอื่น แถมลูกชายยังให้ความสำคัญกับคนอื่นมากกว่าตัวเองอีด้วย ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วเป็นเรื่องปกติด้วยซ้ำเพราะทั้งหมอวัฒน์และสองเป็นคนที่อยู่กับน้องเจนท์มาตั้งแต่เกิด หากเทียบกับ้จนภพแล้ว การที่น้องเจนท์ให้ความสนิทกับชายแปลกหน้าด้วยระยะเวลาเพียงเท่านี้ นั่นก็หมายความว่าเจนภพสำคัญกับเด็กชายจิรภัทรที่สุด

“ขอโทษแทนคุณเจนภพด้วยนะครับพี่วัฒน์”

“ไม่เป็นไรหรอก พี่เข้าใจเราก็รีบไปได้แล้วเดี๋ยวคุณเขาจะโมโหอีก”

“ครับ ผมไปก่อนนะครับพี่วัฒน์ขอบคุณสำหรับทุกอย่างผมฝากดูแลสองด้วยนะครับ สองก็เหมือนกันดูแลตัวเองดีๆ นะ” 

“พูดอย่างกับว่าเราจะไม่ได้เจอกันอีก เอาไว้เดี๋ยวพี่พาสองลงไปเยี่ยมเราบ้างก็ได้” คุณหมอหนุ่มพูดแหย่ เขาไม่อยากให้บรรยากาศมันเศร้าไปมากกว่านี้ ไม่งั้นเด็กน้อยของเขาคงจะแอบไปร้องไห้ขี้มูกโป่งแน่นอนตอนที่พี่ชายและหลานชายตัวน้อยจากไป

“ครับผมไปก่อนนะ พี่ไปก่อนนะสอง”

“บ๊ายบายฮับน้องเจนท์ไปก่อนน้า” น้องเจนท์หอมแก้มหมอวัฒน์และน้าชายอีกทีก่อนจะเดินตามคุณแม่ไปขึ้นรถที่จอดรออยู่หน้าบ้าน

สองมองภาพที่พี่ชายและน้องเจนท์เดินจากไปตาไม่กะพริบ หมอวัฒน์เห็นแบบนั้นจึงจี้ไปที่เอวของคนรักหนึ่งครั้งเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ

“ร้องไห้หรือเรา”

“ผมไม่ได้ร้องสักหน่อย พี่วัฒน์อย่างแกล้งสิ”

“ครับๆ ไม่ร้องก็ไม่ร้องเนอะ รีบไปกินข้าวต่อได้แล้ว พี่จะได้รีบไปส่ง”

“อื้ม” สุธีว่าง่ายกว่าปกติ หมอวัฒน์รู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกเช่นไร

เขาเข้าใจดีว่าที่อีกฝ่ายไม่ยอมจากไป ทั้งหมดก็เป็นเพราะเขา

เพราะฉะนั้นตามสัญญาที่เข้าให้ไว้กับกุญแจ เขาจะดูแลสองให้เป็นอย่างดี ให้สมกับที่สองยอมที่ทุกอย่างเพื่อจะได้มาอยู่กับคนอย่างเขา…

‘ไม่ต้องห่วงนะกุญแจ พี่จะดูแลสองให้ดีที่สุด’

 

 

 

“ไปอยู่กรุงเทพฯ แล้วต้องตั้งใจเรียนนะครับน้องเจนท์”

“ฮับคุงครูแป้ง” เด็กน้อยตอบรับด้วยน้ำเสียงแข็งขัน 

ตอนนี้น้องเจนท์ได้ทำการยื่นใบลาออกกับทางโรงเรียนเรียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจนภพสามารถพาครอบครัวเดินทางไปสนามบินได้ทันที แต่เพราะเห็นสีหน้ามีความสุขของน้องเจนท์เมื่อได้อยู่กับเพื่อนๆ และคุณครูประจำชั้น เจนภพก็รู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถใจร้ายได้ลง เขาไม่อยากที่จะพรากความสุขนั้นไปจากลูกชาย

“น้องเจนท์จะม่ายอยู่ที่โรงเรียนแล้วหรอ จริงใจอยากให้น้องเจนท์อยู่ด้วย” 

“น้องเจนท์ต้องไปกับคุงพ่อคุงแม่ ถ้าน้องเจนท์ไม่ไปด้วยคุงพ่อกับคุงแม่จะเหงา” เด็กชายจิรภัทรตอบเพื่อนสนิทจนคุณครูประจำชั้นที่ยืนอยู่ตรงนั้นรู้สึกตะหงิดใจในคำตอบของลูกศิษย์ แค่คุณครูใหญ่เจนภพมาพร้อมกับคุณพ่อของน้องเจนท์เธอก็งงจะแย่แล้ว นี่น้องเจนท์เล่นเรียกทั้งสองคนว่าคุณพ่อคุณแม่มันทำให้เธอยิ่งไม่เข้าใจหนักกว่าเดิม แต่เธอเลือกที่จะไม่ถามออกไปหรอกนะ ความสงสัยกับความมั่นคงในงานเธอขอเลือกอย่างหลังจะดีกว่า

“ฮึก น้องเจนท์ต้องมาหาจริงใจด้วยนะ” เด็กชายจริงใจเพื่อนสนิทของน้องเจนท์สะอื้น น้องเจนท์เป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของเด็กน้อย พอรู้ว่าน้องเจนท์จะไม่อยู่แล้ว ถึงจะเพิ่งอายุสี่ขวบ แต่จริงใจก็เสียใจไม่ต่างจากพวกผู้ใหญ่เหมือนกัน

“อื้มน้องเจนท์จะมาหาน้า วันนี้ไปเรียนกัน น้องเจนท์จะอยู่เป็นเพื่อนจริงใจทั้งวันเยย” เด็กชายจิรภัทรไม่ฟังเสียงที่ผู้ใหญ่พูดตามหลังมา เจ้าตัวจับมือเพื่อนสนิทแล้วเดินเข้าไปในห้องเรียนทันที 

“เอ่อ เดี๋ยวแป้งไปตามน้องเจนท์ให้ก็ได้ค่ะ ถ้าคุณครูใหญ่รีบ”

“รบกวนด้วยครับ…”

“ให้น้องเจนท์ได้เรียนสักคาบเถอะครับ แค่คาบเดียวก็พอ ผมอยากให้ลูกได้ใช้เวลาอยู่กับเพื่อนๆ ให้นานที่สุดก่อนจะต้องไป” กุลกวินพูดแทรกขึ้นมาก่อนที่เจนภพจะพูดจบ

ร่างสูงถอนหายใจเล็กน้อยเพราะสุดท้ายก็เป็นเขาเองอยู่ดีที่มักจะใจอ่อนให้กับกุลกวินอยู่เสมอ เจ้าตัวเหลือบมองไปยังนาฬิกาข้อมือ พอเห็นว่าพอจะมีเวลาเหลืออยู่บ้างก่อนที่จะถึงไฟล์ทบิน เจ้าตัวจึงอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้ลูกชายได้ใช้เวลากับเพื่อนๆ อีกหนึ่งคาบเรียน

            “ให้น้องเจนท์เรียนหนึ่งคาบนะครับ เสร็จแล้วรบกวนคุณครูแป้งพาน้องเจนท์มาหาผมด้วยนะครับ” นักธุรกิจหนุ่มบอกกับคุณครูประจำชั้น

            “ได้ค่ะคุณครูใหญ่”

            สุดท้ายเวลาหนึ่งคาบเรียนผ่านไปด้วยความรวดเร็ว น้องเจนท์เดินหน้ามุ่ยมากับคุณครูประจำชั้นโดยมีเพื่อนสนิทอย่างจริงใจและเพื่อนๆ คนอื่นที่เรียนห้องเดียวกันเดินตามมาไม่ห่าง

            “โชคดีนะครับน้องเจนท์”

            “บ๊ายบายน้าน้องเจนท์” เพื่อนทุกคนเปร่งเสียงบอกลาน้องเจนท์ตามคุณครูประจำชั้นเว้นแต่เด็กชายจริงใจที่พยายามห้ามตัวเองไม่ให้ร้องไห้ เด็กน้อยอยากจะบอกลาเพื่อนสนิทด้วยรอยยิ้ม แต่มันก็ยากเหลือเกิน

            “จริงใจน้องเจนท์ไปก่อนน้า”

            “น้องเจนท์ห้ามลืมจริงใจนะ” 

            “น้องเจนท์ไม่ลืมจริงใจน้า คุณแม่บอกว่าจะพาน้องเจนท์กลับมาเยี่ยมด้วย ถ้าน้องเจนท์กลับมาน้องเจนท์จะมาหาจริงใจเยย” น้องเจนท์พูดออกมาด้วยความมั่นใจ คุณแม่ไม่ได้บอกน้องเจนท์หรอก แต่น้องเจนท์ได้ยินที่คุณแม่พูดกับน้าสองว่าจะกลับมาเยี่ยม เพราะฉะนั้นน้องเจนท์ก็จะได้กลับมากับคุณแม่แน่นอน

            “สัญญานะ ฮึก” เด็กชายจริงใจชูนิ้วก้อยขึ้นมา ในวัยเด็ก เวลาจะให้คำสัญญากับใคร การเกี่ยวก้อยกันเป็นสิ่งที่ใช้แทนคำสัญญา มันเป็นสัญลักษณ์เพื่อย้ำเตือนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ น้องเจนท์จะไม่วันลืมเลือนมันไปอย่างแน่นอน

            “สัญญาเลย” นิ้วก้อยป้อมๆ ของเด็กทั้งสองเกี่ยวกันแทนคำสัญญา ภาพมิตรภาพอันสวยงามทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสามคนอมยิ้มเมื่อได้เห็นภาพของเด็กชายทั้งสองเกี่ยวก้อยสัญญากัน

 

            แต่ใครจะรู้ว่าคำสัญญาในวันนี้ จะพาให้พวกเขาทั้งคู่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งในอนาคตตามที่ได้สัญญากันเอาไว้ในฐานะอื่นที่มากกว่าคำว่าเพื่อน…

            เพียงแต่ตอนนี้น้องเจนท์ต้องออกไปเผชิญและเรียนรู้โลกกว้างซึ่งเป็นโลกใบใหม่กับคุณพ่อและคุณแม่ที่กรุงเทพฯ ก่อนนะ 

อย่าลืมเป็นกำลังใจให้น้องเจนท์ด้วยนะฮับ : )

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 385 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

102 ความคิดเห็น

  1. #92 Ineedtoreed (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2563 / 22:52
    แกง ในอนาคตขอจริงใจรุก ตอนแรกก็นึกว่าจริงใจเป็นเด็กผู้หญิง
    #92
    0
  2. #68 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 กันยายน 2563 / 18:15

    เด็กสามขวบกว่าๆเพิ่งเข้าเรียนอนุบาลหนึ่งเพียงไม่กี่เดือน ไม่น่าจะมีความอาลัยอาวรณ์เพื่อนในชั้นเรียนได้ขนาดนี้นะคะ

    #68
    0
  3. #60 FDB88 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2563 / 20:50

    เด็กๆน่ารักจังเลยยย รอรุ่นลูกนะคะ แต่ตอนนี้ขอลุ้นรุ่นพ่อแม่ก่อนเด้อ

    #60
    0
  4. #40 Tudtu Sujaree (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 / 00:47
    รอน้องเจนท์ อยู่จ้า
    #40
    0
  5. #38 Maprang_0912 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 / 22:39

    รอน้องเจนท์อยุ่นะ

    #38
    0
  6. #36 Anelta (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 19:56
    น่ารักมากเลยค่ะ

    มาต่ออีกเรื่อยๆนะคะ อยากอ่านแล้วว สู้ๆนะคะนักเขียนเป็นกำลังใจให้นะคะ
    #36
    0
  7. #35 Jiberita (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 / 22:44
    เพิ่งมาเจอเรื่องนี้ น่ารักมากๆ เลยค่ะ รอนะคะ
    #35
    0
  8. #32 primmi10 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 10:19
    จะเปิดเรื่องใหม่หรอค่ะ555
    #32
    0
  9. #31 Niaomx (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 10:00

    รอตอนต่อไปนะคะ

    #31
    0
  10. #28 nuying88 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 08:40
    เจนท์จริงใจ รอ ๆๆๆ ติดตามเลย
    #28
    0
  11. #27 Melovemind (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2563 / 22:52

    มากกว่าเพื่อน><
    #27
    0
  12. #26 Lee Green (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2563 / 22:14
    แหน่ะมากกว่าเพื่อน จะมีภาคลูกไหมคะ
    #26
    0