(MPREG) จดหมายถึงพ่อหนู

ตอนที่ 8 : จดหมายฉบับที่แปด : ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,302
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 363 ครั้ง
    27 มิ.ย. 63

จดหมายฉบับที่แปด

ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ?

 

 

 

            “ค คุณ หมายความว่ายังไงนะครับ” กุลกวินกำลังรู้สึกว่าตนเองไร้เรี่ยวแรงที่จะเปล่งเสียงออกมาเมื่ออีกฝ่ายเอื้อนเอ่ยในสิ่งที่เขาไม่คาดคิด

            “ถึงนายจะพยายามปกปิดแค่ไหน แต่นายก็ไม่สามารถปกปิดความจริงของเรื่องนี้ได้อยู่ดีนะกุญแจ” 

“เพราะไม่ว่ายังไง ความจริงแล้วเด็กคนนี้ก็เป็นลูกของฉัน” เจนภพตอบเสียงเรียบโดยที่ฝ่ามือใหญ่ยังจับข้อมือเล็กกว่าของกุลเอาไว้อย่างแน่น

            เจนภพออกแรงจับราวกับว่าถ้าปล่อยมือของกุญแจไปคราวนี้ เขาจะไม่มีวันได้เจอกับคนตรงหน้าอีกเป็นครั้งที่สอง

            “คุงพ่อ! คุงครูใหญ่เป็นคุงพ่อของน้องเจนท์จริงๆ ใช่ไหมฮับ” เป็นเสียงใสๆของเด็กน้อยที่ยืนเงียบดูเหตุการณ์อยู่หลังกุลกวินพูดขึ้นมา ถึงน้องเจนท์จะยังเด็ก น้องเจนท์ก็รู้นะว่าคุณครูใหญ่กำลังหมายความว่าอะไร

            “ใช่ครับ น้องเจนท์เป็นลูก…”

            “น้องเจนท์! เข้าบ้านเดี๋ยวนี้ลูก แม่บอกแล้วใช่ไหมครับว่าห้ามคุยกับคนแปลกหน้า” น้องเจนท์ตกใจจนเบะปาก เจ้าเด็กแก้มก้อนไม่เคยถูกคุณแม่ขึ้นเสียงใส่เลยสักครั้ง มือป้อมๆ ของน้องเจนท์เกาะชายเสื้อของกุลกวินไว้แน่น แม้จะหวาดกลัวแต่น้องเจนท์ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของผู้เป็นแม่

            “ส่วนคุณก็กลับไปได้แล้วครับ ผมว่าบางทีคุณอาจจะเข้าใจผิดอยู่นะครับ เด็กคนนี้เป็นลูกของผม ผมเป็นทั้งพ่อและแม่ของน้องเจนท์”  

“นี่คุณจะทำอะไร ปล่อยลูกของผมนะ!” และคงเป็นเพราะประโยคนั้นของกุลกวิน ทำให้เจนภพสติขาดผึง เขาอุ้มร่างของเด็กน้อยขึ้นมาโดยไม่สนว่ากุลกวินจะพูดอะไร ในเมื่อกุญแจดื้อรั้นถึงเพียงนี้เขาก็คงต้องใช้ไม่แข็งด้วย

            “หึ ลูกของนายคนเดียวงั้นหรือ อย่าตลกไปหน่อยเลย หมอวัฒน์พูดความจริงกับฉันหมดแล้ว หรือถ้านายยังยืนยันแบบนั้น ลองอ่านสิ่งที่ลูกเขียนส่งมาถึงฉัน นายจะได้รู้ว่าจริงๆ แล้ว น้องเจนท์ต้องการอะไรกันแน่”

            กุลกวินรับจดหมายฉบับเล็กๆ มาจากมือของอีกฝ่ายก่อนจะเปิดอ่าน

            และทันทีที่ได้เห็นมัน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านี่เป็นลายมือของลูกชายเขาอย่างแน่นอน…แต่เนื้อหาที่อยู่ด้านในทำให้กุลกวินถึงกับเบิกตากว้าง

            

            “น้องเจนท์อยากมีพ่อครับ มารับน้องเจนท์กับคุณแม่ไปอยู่ด้วยกันนะครับ”

 

            กึก

            ในขณะที่กุลกวินยังไม่สามารถทำความเข้าใจว่าลูกชายของเขารู้ความจริงเรื่องนี้ได้อย่างไร เจนภพก็ชิงตัดบทพูดขึ้นมาก่อน

            “นายคงรู้แล้วสินะว่าจริงๆ แล้วน้องเจนท์ต้องการอะไร หรือถ้าจะให้ชัวร์นายจะให้หมอวัฒน์มาช่วยยืนยันด้วยก็ได้นะ”

            กุลกวินนิ่งค้างเมื่อได้ยินแบบนั้น ในเมื่ออีกฝ่ายรู้มาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่ว่าเขาจะพยายามปฏิเสธขนาดไหนเจนภพก็คงไม่ยอมถอยทัพกลับอย่างแน่นอน

            “แล้วก็ไปเก็บของได้แล้ว อีกเดี๋ยวเราต้องรีบออกเดินทางกัน”

            “ป ไปไหนครับ” กุลกวินได้สติกลับมา เขาไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้ชายตรงหน้ากำลังพูด

ไปที่ไหน? ทำไมเขาต้องไป ในเมื่อที่นี่คือบ้านของเขากับลูกชาย

            “นายคิดว่าฉันจะปล่อยให้ลูกของฉันต้องมาอยู่ในสถานที่แบบนี้หรือ ในเมื่อเขาเป็นลูกชายของฉัน เขาก็ควรจะต้องได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้!” เจนภพขึ้นเสียง ทำให้เด็กน้อยในอ้อมอกรู้สึกหวาดกลัว คุณครูใหญ่ที่แสนใจดี ตอนนี้ได้หายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

            “ไม่ครับ เอาลูกผมคืนมานะครับคุณเจนภพ” 

            สงครามย่อยๆ ของผู้ชายทั้งสองได้เริ่มขึ้นกลางบ้าน แต่เจนภพเป็นฝ่ายที่ไวกว่า เขาอุ้มลูกชายตัวน้อยเดินออกมาจากบริเวณบ้านโดยมีบอดี้การ์ดสองคนคอยกันกุลกวินไว้ไม่ให้เดินตามมาด้วย

            “คุณเจนภพ ฮึก ปล่อยลูกผมนะครับ ผมขอร้อง”

            “น้องเจนท์! ปล่อยนะ!” กุลกวินตะโกนจนเสียงแหบแห้ง แต่เพราะเรี่ยวแรงที่ต่างกันระหว่างเขาและผู้ชายร่างสูงทั้งสองคนทำให้กุลกวินไม่สามารถทำอะไรได้ เขาทำได้เพียงแต่พยายามสู้แรงของชายร่างสูง เพื่อจะไปนำตัวลูกชายกลับมา

            “คุงแม่!” สัญชาตญาณของเด็กน้อยวัยสามขวบ เมื่อเห็นผู้เป็นแม่ถูกคนอื่นทำร้าย น้องเจนท์จึงพยายามดิ้นเพื่อลงจากอ้อมกอดของเจนภพจนนักธุรกิจหนุ่มเผลอปล่อยน้องเจนท์อย่างไม่ทันตั้งตัว และเมื่อลงมาจากอ้อมอกของเจนภพได้แล้ว น้องเจนท์ไม่รีรอที่จะรีบวิ่งไปช่วยคุณแม่ของตนเองในทันที

            “ปล่อยคุงแม่นะ ย๊าก!” เด็กน้อยพยายามทั้งเตะและต่อยชายร่างสูงที่กำลังรังแกคุณแม่ของตัวเอง  เจ้าตัวเล็กหวังที่จะช่วยคุณแม่เพียงเท่านั้น

            “น้องเจนท์!” กุลกวินร้องเรียกลูกด้วยความตกใจ เขากลัวว่าน้องเจนท์จะได้รับอันตราย และนั่นก็ทำให้คุณแม่ยังหนุ่มออกแรงสู้กับบอดี้การ์ดทั้งสองคน แต่มันกลับไม่เป็นผล

            เจนภพยืนมองภาพที่เด็กชายตัวน้อยวิ่งเข้าไปช่วยผู้เป็นแม่ของตนเองด้วยใบหน้าอันเรียบเฉย ในฐานะนักธุรกิจจากตระกูลใหญ่โต การเห็นภาพผู้คนที่ถูกฟ้องล้มละลายหรือกลุ่มคนที่ทรยศหักหลังครอบครัวของเขามาร้องไห้อ้อนวอนนับเป็นเรื่องที่เขาเห็นจนชินตา และไม่มีครั้งไหนเลยที่คนอย่างเจนภพจะยอมใจอ่อนเลยสักครั้ง

เว้นแต่เพียงคนเดียวที่เขาไม่เคยใจร้ายได้เลยสักครั้ง…ครั้งนี้ก็เช่นกัน

            “ปล่อยตัวเขาไปซะ”

            “ครับ” บอดี้การ์ดทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ทั้งสองปล่อยตัวของกุลกวินให้เป็นอิสระ

            กุลกวินรีบวิ่งไปกอดลูกชายทั้งน้ำตา เขาพยายามกอดปลอบน้องเจนท์ที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร ทั้งๆ ที่ปกติน้องเจนท์เป็นเด็กที่แทบจะไม่เคยร้องไห้ด้วยซ้ำ

            “ฮึก คุงแม่”

            “ไม่เป็นไรแล้วนะครับ แม่ไม่เป็นอะไรแล้ว”

            “ฉันไม่อยากใจร้ายกับนายนะกุญแจ ฉันให้เวลาเก็บของสองชั่วโมงเสร็จแล้วต้องกลับกรุงเทพฯ กับฉันทันที” เจนภพยื่นคำขาด เขารู้ดีว่าถ้าหากไม่มีกุลกวินเด็กคนนี้คงไม่ยอมกลับไปกับเขา เพราะฉะนั้นกุญแจต้องกลับไปกับเขาด้วยเช่นกัน!

            เจนภพนึกขอบคุณที่กุลกวินเลี้ยงเด็กชายจิรภัทรมาดีถึงเพียงนี้ แต่นั่นก็ยังคงไม่พอ เพราะลูกชายของบ้าน “โฆษิตวงศ์หิรัญ” จะต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น

            “ผ ผม” 

            เจนภพถอนหายใจเมื่อเห็นท่าทางของอดีตคนรัก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็คิดว่าตัวเองน่าจะพอเข้าใจกุลกวินอยู่บ้างนะ หลบหน้าเขามาหลายปี จู่ๆจะต้องกลับไปกับเขาก็ย่อมรู้สึกแปลกเป็นธรรมดา แต่ทั้งหมดที่เขาทำไปก็เพราะลูกชาย

            “ฉันไม่รู้หรอกนะว่าระหว่างเรามันเกิดอะไรขึ้น แต่ในฐานะที่นายเป็นแม่ของน้องเจนท์ นายจะปล่อยให้เด็กคนนี้พลาดโอกาสในสิ่งที่เขาควรจะได้ไปหรือไง ถ้านายไม่หนีมาแบบนี้ ลูกก็คงจะสบายกว่านี้”

            “…”

            “เพราะฉะนั้นถือว่าทำเพื่อลูกได้ไหม…ฉันขอ”

            กึก

            ท้ายประโยคเจนภพพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนเมื่อครั้งที่เขากับกุลกวินยังรักกันดีอยู่ และนี่ก็เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเช่นกัน ที่กุลกวินยอมสบตากับเจนภพเป็นครั้งแรก มันเป็นสายตาคู่เดิมที่เขาเคยรักสุดหัวใจ แต่กระนั้นกุลกวินก็รู้ดีว่าที่เจนภพทำไปทั้งหมด อีกฝ่ายคงต้องเพียงลูกชายเท่านั้น แค่คิดน้ำตาก็พาลจะไหลออกมา แต่ในเมื่อเรื่องนี้มันเกี่ยวกับลูกชาย…

            “ผมขอเวลาได้ไหมครับ”

            “…”

            “ห้าวัน ไม่สิ สามวันก็ได้ แล้วผมจะยอมกลับกรุงเทพไปกับคุณครับ” 

            คำตอบของกุลกวินทำให้เจนภพนิ่งไปสักพักก่อนจะตอบกลับออกมา

            “ก็ได้ ฉันให้เวลาแค่สามวัน ไม่มีมากกว่านั้น”

            “ขอบคุณครับ”

            “งั้นก็รีบเข้าบ้านเถอะ”

            “ครับ เอ่อแล้วพ…เอ่อคุณเจนภพจะเดินตามผมมาทำไมครับ” เขาแอบงุนงงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าผู้ชายร่างสูงคนนี้เดินตามเข้ามาภายในบ้านด้วย

            “ก็เข้าบ้านไง” 

            “คุณหมายความว่ายังไง”

            “อย่าคิดว่าฉันจะยอมปล่อยให้ลูกต้องอยู่กับนายแค่สองคน”

            “มีสองด้วยต่างหาก!” กุลกวินเถียงทันควัน

            “ถ้านายปฏิเสธที่จะให้ฉันอยู่ด้วย ข้อตกลงของเราเป็นอันยกเลิก”

            “เฮ้อ ถ้างั้นก็แล้วแต่คุณละกันครับ” ว่าจบกุลกวินก็อุ้มลูกน้อยที่ร้องไห้จนผล็อยหลับไปเดินขึ้นไปบนชั้นสองพร้อมความรู้สึกที่หลากหลาย

            คนหนึ่งที่ยังรัก กับอีกคนหนึ่งที่หมดรัก ทั้งสองกลับมาพบกันได้โดยมีลูกชายเป็นโซ่ทองคล้องใจ และมันทำให้เขาไม่สามารถตัดอีกฝ่ายออกจากชีวิตไปได้

            ชีวิตต่อจากนี้ของเขาและลูกชายจะเป็นยังไงกันนะ…แค่นึกถึงคุณแม่ยังหนุ่มก็รู้สึกเหนื่อยตั้งแต่ยังไม่เริ่มแล้ว 

 

            

 

 

            ค่ำคืนนั้นบนโต๊ะอาหารที่มีแขกไม่ได้มารับเชิญ(?)มาร่วมทานด้วยนั้นทำให้บรรยากาศมาคุคละคลุ้งไปทั่วบริเวณห้องครัว เว้นไว้แต่เด็กน้อยวัยสามขวบคนหนึ่งที่นั่งยิ้มหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียวหลังจากชาร์จพลังไปเรียบร้อยแล้ว

            “เย่ๆ ไข่เจียว” เด็กชายจิรภัทรส่งเสียงขึ้นมาเพราะถูกใจในเมนูมื้อเย็น

            “ทานเยอะๆ นะครับน้องเจนท์ สองด้วยนะ” กุลกวินเอ่ยก่อนจะหยิบจานอาหารอีกสามเมนูที่เขาเตรียมเอาไว้เข้ามาด้วยกัน

            กุลกวินไม่แม้แต่จะหันไปมองชายร่างสูงอีกคนที่นั่งอยู่ข้างน้องเจนท์แม้แต่น้อย แต่กลับกันชายร่างสูงคนนั้นเอาแต่จ้องมองกุลกวินอย่างไม่ละสายตาไปไหน

            ตลอดหลายปีที่ผ่านมาทำให้กุลกวินนั้นเปลี่ยนไปจริงๆ

            “ปกติทำอาหารแบบนี้เองทุกวันเลยหรือ” 

            กุลกวินทำเมิน แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังพูดกับเขาอยู่ก็ตาม

            “อ เอ่อครับคุณเจนภพ ปกติพี่กุญแจจะทำอาหารเอง แต่บางวันเราก็จะซื้อเข้ามาบ้างเหมือนกันครับ” จึงเป็นสุธีที่แอบกลืนน้ำลายไปหลายอึกที่เป็นฝ่ายตอบแทน

            สองเป็นอีกคนที่ตกใจเมื่อได้ยินหมอวัฒน์เล่าให้ฟังทางโทรศัพท์ว่าพ่อของน้องเจนท์ปรากฎตัวขึ้นมาแล้ว เขาที่ยังตกใจจนทำอะไรไม่ถูกก็ได้แต่เพียงขอเจ้านายเลิกงานไวกว่าทุกวันเพื่อกลับมาดูเหตุการณ์ที่บ้าน

            และก็เป็นยังที่หมอวัฒน์เล่ามาจริงๆ เมื่อคนที่พี่กุญแจพยายามหลบหน้ามาตลอดหลายปี ผู้ชายที่เป็นพ่อแท้ๆ ของหลานเขามานั่งอยู่ในบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และดูท่าว่าผู้ชายคนนี้คงไม่ยอมจากไปง่ายๆ อย่างแน่นอน…

            “งั้นหรือ”

            “คุงพ่อ กินเยอะๆ น้า ไข่เจียวคุณแม่อาหย่อยมากเยย” เด็กน้อยพูดพลางตักไข่เจียวเข้าปากเพื่อเป็นการยืนยัน

            เจนภพยิ้มรับ เขายังคงรู้สึกแปลกใจต่อคำที่น้องเจนท์เรียกใช้เรียกเขา

            ‘คุณพ่อ’

            เขารู้สึกไม่คุ้นชิน แต่ก็รู้สึกถึงความอบอุ่นไปในคราเดียวกัน

            ไม่คิดว่าน้องเจนท์จะเรียกเขาว่า พ่อ ได้เร็วขนาดนี้

            แม้จะยังสงสัยว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ดีที่เขาสามารถเข้ากับลูกชายที่พลัดพรากกันไปหลายปีได้

            “จานข้าวของคุณครับ” ในขณะที่เจนภพกำลังสนใจกับเด็กน้อยอยู่ จานข้าวใบโตค่อยๆ ถูกเลื่อมาที่หน้าของเขาโดยที่คนทำนั้นยังไม่ยอมเงยหน้ามาสบตากับเขา

            “อืม ขอบคุณ” รองประธานหนุ่มมาดเข้ม บัดนี้เขาได้กลายเป็นคุณพ่อและสามีทั่วไปคนหนึ่ง ยามเมื่ออยู่บ้าน แค่ออกคำสั่งเขาก็สามารถหาอ่านที่ดีที่สุดจากทั่วทุกมุมโลกได้ มันควรจะมีความสุข แต่กลับเทียบได้เลยกับมื้ออาหารมื้อนี้ที่กุลกวินเป็นคนทำ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงอาหารธรรมดาๆ ก็ตาม

            เจนภพไม่รู้สึกตัวเลยว่าตัวเองกำลังมีความสุขมากที่สุดในรอบหลายปี

            “สองก็เตรียมไปเก็บของด้วยนะ อีกสามวันเราจะย้ายกลับไปกรุงเทพฯกัน” 

            “ครับ?” สองเอ่ยถามด้วยความงุนงง 

            หลังจากทานอาหารไปได้สักพัก เจนภพจึงนึกขึ้นมาได้ว่าสองควรจะกลับไปพร้อมกับกุญแจ ไม่อย่างนั้นการจะพากุญแจกลับไปคงจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากยิ่งขึ้น เขารู้ดีว่ากุญแจคงไม่ปล่อยสองไว้คนเดียวอย่างแน่นอน

            “เรื่องนี้ผมขอคุยกับสองก่อนนะครับ สองยังไม่รู้เรื่อง” 

            “ก็ตามใจ” 

            “คุงพ่อๆ ฮับนี่ต้มจืดอาหย่อย” 

            ท่ามกลางสถานการณ์อันน่ากดดัน ยังเป็นอีกครั้งที่เด็กแก้มป่องคอยเอาอกเอาใจคุณพ่อคนใหม่ของเขา 

            สุธีมองภาพเหตุการณ์นั้นพร้อมรอยยิ้มบางๆ ที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ถึงพี่กุญแจจะยังดูกังวลกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เขาก็เชื่อว่าในฐานะแม่ของน้องเจนท์ พี่กุญแจจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกชายก่อนเสมอ

 

 

 

 

            และแล้วมื้ออาหารก็ผ่านพ้นไป

            กุลกวินพาลูกชายเข้าอาบน้ำ ก่อนจะออกมานั่งสอนการบ้านให้เด็กน้อยอีกสักพักหนึ่ง หลังจากนั้นจึงถึงเวลาที่เขาจะพาน้องเจนท์เข้านอน

            “เดี๋ยวคุณนอนห้องสองไปก่อนนะครับ” 

            คงไม่ต้องบอกว่ากุลกวินกำลังหมายถึงอะไร

            เมื่อผู้ชายร่างสูงยืนกรานว่าจะอยู่ด้วยกันจนกว่าเขาจะยอมกลับกรุงเทพฯไปด้วย แน่นอนว่ากุลกวินรู้ดีว่าอีกฝ่ายมีนิสัยอย่างไร และเพราะเหตุนี้เขาจะทำอะไรได้นอกจากจะต้องยอมเปิดบ้านให้แขกไม่ได้รับเชิญคนนี้ที่สั่งให้คนติดตามย้ายข้าวของเครื่องใช้จากโรงแรมที่พักมายังบ้านของเขาเสร็จสรรพตั้งแต่ช่วงเย็น

            “แล้วสองหล่ะ” เสียงทุ้มเอ่ยถาม

            “อ เอ่อเดี๋ยวผมย้ายไปนอนกับพี่กุญแจแล้วก็น้องเจนท์ครับ” สุธีตอบเสี่ยงสั่นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับพ่อของหลานชาย แม้จะรู้จักกันมานาน แต่เขาไม่เคยที่จะกล้ามองหน้าคุณเจนภพตรงๆ เลยสักครั้ง

            “นายนอนห้องของนายเถอะ เดี๋ยวฉันจะไปนอนกับกุญแจและลูกเอง” ได้ยินแบบนั้นกุญแจจึงส่งสายตาไปยังสองเป็นเชิงขอร้อง แต่ดูเหมือนว่ารังสีอำมหิตของเจนภพจะทำให้สองเลือกที่จะเมินคำขอร้องของพี่ชาย

            เขายังรักตัวกลัวตาย เพราะฉะนั้นขอเอาตัวเองรอดก่อนจะดีกว่า

            “คุณไปนอนห้องสองนั่นแหละครับดีแล้ว ผมกับสองตัวเล็กกว่านอนเตียงเดียวกันได้” กุญแจยังไม่ลดละความพยายาม 

            ถึงแม้จะเป็นอดีตคนรัก แต่ด้วยระยะห่างตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เขาปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคงรู้สึกแปลกๆ กับอีกฝ่ายหากต้องมานอนอยู่ห้องเดียวกัน

            “น้องเจนท์ก็อยากให้ฉันนอนด้วย ใช่ไหมครับน้องเจนท์” แทบจะไม่น่าเชื่อเลยว่ารองประธานหนุ่มทายาทตระกูลธุรกิจขนส่งระดับประเทศที่มักจะวางมาดอันน่าเกรงขามจะมีมุมแบบนี้

            ขนาดเด็กสามขวบยังดึงมาเป็นพวกได้

            “ฮับ คุงพ่อนอนกับคุงแม่แล้วก็น้องเจนท์น้า” เด็กน้อยตาปรือตอบ 

            “เอ่อ ถ้าได้ข้อสรุปแล้วผมขอไปนอนก่อนนะครับ ราตรีสวัสดิ์ครับน้องเจนท์”

            “ราตรีฉวัดฮับ” 

            กุญแจแอบยืนถอนหายใจเมื่อรู้ว่าคืนนี้และคืนถัดๆ ไป เขาคงจะไม่สามารถหนีผู้ชายที่ชื่อเจนภพไปไหนได้ 

            “เขาห้องสิ น้องเจนท์จะได้รีบนอน” สิ้นเสียงทุ้มต่ำ เจนภพจึงเป็นฝ่ายอุ้มเด็กชายที่ยืนสะโหลสะเหลเดินเข้าห้องไปก่อน กุลกวินตรวจเช็กความเรียบร้อยของบ้านจนมั่นใจทุกอย่างแล้วจึงค่อยเดินตามเข้าไป

            ร่างบางใช้เวลาสำรวจความปลอดภัยในบ้านไม่นาน แต่เมื่อเดินกลับเข้าไปในห้องนอน เขาก็พบว่าลูกชายนอนหลับไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีเจนภพนอนเท้าแขนอยู่ห่างๆ ซึ่งก็คงไม่แปลกที่ผู้ชายอย่างเจนภพจะยังทำตัวไม่ถูก

            “ผมปิดไฟเลยนะครับ”

            “อืม”

            ว่าจบกุญแจจึงจัดการปิดไฟที่บริเวณผนังห้องตามที่บอก แสงไฟจากโคมไฟเล็กทำให้เขามองเห็นบรรยากาศภายในห้องสลัวๆ ก่อนจะเดินขึ้นเตียงโดยพยายามให้เสียงดังน้อยที่สุดจะได้ไม่รบกวนลูกชายที่กำลังนอนหลับอยู่

            ถึงแม้ว่าเตียงนอนหลังนี้อาจจะไม่ใหญ่พอที่จะนอนได้สามคน แต่เมื่อทั้งสามได้แนบชิดติดกันโดยมีน้องเจนท์นอนคั่นกลาง พื้นที่บนเตียงนอนหลังนี้ก็ดูสามารถเป็นไปได้ที่จะนอนด้วยกัน…ทั้งครอบครัว

            เสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังคลอไปกับเสียงของจิ้งหรีดดจากด้านนอกเบาๆ เปรียบเสมือนเพลงกล่อมนอนยามค่ำคืนชั้นเยี่ยม แต่ดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะไม่สามารถทำให้ผู้ชายทั้งสองคนในห้องรู้สึกง่วงได้แม้แต่น้อย

            กุลกวินนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อตอนเย็นและสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต เขาไม่รู้ว่าการตัดสินใจกลับไปกรุงเทพฯคราวนี้จะเป็นสิ่งที่เขาควรทำหรือไม่ ซึ่งหนึ่งในสาเหตุที่เขาจากมา หนึ่งในนั้นมาจากคนที่กำลังนอนอยู่อีกฟากของเตียง

            ถ้าเขากลับไป มันจะดีต่อน้องเจนท์จริงๆ งั้นหรือ…

            “หลับหรือยัง” ในขณะที่กุลกวินกำลังอยู่กับห้วงความคิดของตัวเอง เขาได้ยินเสียงทุ้มน่าฟังเบาๆ จะเจนภพที่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเพื่อจะได้ไม่เป็นการรบกวนลูกชาย

            “ยังครับ” กุลกวินตอบ

            “แทบไม่น่าเชื่อเลยนะว่านายจะท้องได้แบบนี้ แถมยังให้กำเนิดลูกชายของฉันที่โตถึงขนาดนี้อีก” เจนภพว่าพลางลูบหัวของน้องเจนท์ไปด้วยอย่างเก้ๆ กังๆ 

            “ครับ ผมเองก็ไม่อยากจะเชื่อ แต่เพราะมีน้องเจนท์ผมจึงปฏิเสธความจริงไม่ได้…ว่าผมเป็นแบบนี้”

            “นายรู้ไหม วินาทีแรกที่ฉันรู้ความจริงว่าน้องเจนท์คือลูกชายของฉัน ตอนนั้นฉันโกรธมาก โกรธที่นายพาลูกของฉันมาตกระกำลำบาก”

            “…” คงไม่แปลกที่เขาจะโกรธ

            “แต่พอฉันได้รู้จักกับน้องเจนท์ ฉันยอมรับเลยว่านายเลี้ยงลูกได้ดีจริงๆ”

            กึก

            “ไม่ว่าสาเหตุที่นายจากมาคืออะไร ไม่ว่านายจะยังรักฉันอยู่ไหม”

            ภายในใจของกุลกวินแทบจะตอบออกไปทันที แต่ไม่สามารถทำได้เขาจึงนิ่งฟังที่อีกฝ่ายพูดต่อไป

            “แต่การกลับไปในครั้งนี้ ขอให้คิดถึงเฉพาะลูกก็พอ เพราะฉันจะไม่บังคับอะไรนายทั้งนั้น”

            “อื้อ” เด็กน้อยส่งเสียงร้องออกมาและขยับตัวเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงผู้ใหญ่คุยกัน

            “นอนเถอะ ฉันมีเรื่องจะพูดแค่นี้แหละ”

            “ครับ”

            กุญแจไม่ได้ตอบคำถามของเจนภพไปมากกว่านั้นเพื่อปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกาลเวลา แต่อาจจะเพราะประโยคที่เจนภพพูดออกมามันทำให้ความกังวลภายในใจของเขาที่มีอยู่ค่อยๆ จางไป จนเหลือแต่ความเงียบสงบของค่ำคืนแห่งนี้

            คุณแม่ยังหนุ่มนอนคิดอะไรเพลินๆ อีกเล็กน้อย ก่อนที่สติทุกอย่างจะค่อยๆ ดับไปอย่างช้าๆ จนเข้าสู่ห้วงนิทราตามลูกชายไป

            แม้ว่าจะรู้สึกเบียดเพราะความแคบของเตียง แต่นั่นก็ทำให้พวกเขาทั้งคู่รับรู้ถึงไออุ่นของกันและกัน ทั้งสองคนไม่รู้ตัวเลยว่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่พวกเขาทั้งคู่สามารถข่มตานอนหลับได้สนิทที่สุด และมันก็จะเป็นเช่นนี้ต่อไป

 

 

            “ฮัชชิ้ว ฮัชชิ้ว!”

            เป็นเช้าวันแรกที่กุลกวินไม่ได้รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาตามนาฬิกาชีวิตอย่างที่เคยเป็น แต่สิ่งที่ทำให้กุลกวินตื่นจะห้วงนิทราคงจะเป็นเสียงจามเล็กๆ ของลูกชายที่ดังติดต่อกันมาหลายครั้งแล้ว

            “คุงแม่ อารุณ ฮัชชิ้ว ชาหวัดฮับ” แม้จะยังจามจนน้ำมูกโป่ง แต่เด็กน้อยก็ยังเอ่ยทักทายคุณแม่เหมือนทุกวัน กุลกวินยิ้มให้ลูกชายก่อนจะเหลือบสายตาไปยังเตียงอีกฝั่งหนึ่งจึงพบว่าไร้ซึ่งเงาของชายร่างสูงอีกคนแล้ว

            “อรุณสวัสดิ์ครับ ทำไมจามหลายครั้งล่ะ น้องเจนท์เป็นหวัดหรือเปล่าครับ” คุณแม่ยังหนุ่มหันกลับมาถามลูกชาย คราบน้ำมูกที่เลอะตามขอบปากเล็กน้อยทำให้เจ้าตัวรับรู้ว่าตอนนี้ลูกชายคนเก่งของเขาคงจะไม่สบายเข้าให้แล้ว

            “ฮับ คุงพ่อบอกว่าน้องเจนท์เป็นหวัด เลยออกไปชื้อยามาให้” เด็กชายจิรภัทรตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าบ่งบอกถึงอาการคนไม่สบายได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่ทำให้กุลกวินรู้สึกแปลกที่สุด คงจะเป็นคำว่า ‘คุณพ่อ’ ที่ออกมาจากปากของน้องเจนท์

            ดูเหมือนว่าเขาคงต้องพยายามปรับตัวอีกเยอะสินะ

            “ครับงั้นเดี๋ยววันนี้ให้หยุดโรงเรียนหนึ่งวันนะ ถ้าไม่หายเดี๋ยวไปให้ลุงวัฒน์ช่วยดูอาการ” กุลกวินเอ่ย

            “ฮับ”

            หลังจากตกลงกันได้ กุลกวินจึงจัดการพาน้องเจนท์ไปล้างหน้าแปรงฟัน เช้านี้เขาทำเพียงแค่เช็ดตัวให้กับน้องเจนท์เท่านั้นเพราะเกรงว่าลูกน้อยจะอาการแย่หนักกว่าเดิมก็เป็นได้หากอาบน้ำในตอนนี้ เมื่อทำภารกิจส่วนตัวเสร็จแล้วจึงพาลูกชายลงมาทานอาหารมื้อเช้าซึ่งเป็นจังหวะที่เจนภพกลับมาพอดีจากการไปซื้อยา

            กุลกวินนึกแปลกใจที่เจนภพเป็นฝ่ายไปซื้อยามาด้วยตัวเอง ทั้งๆ ที่เป็นปกติเจ้าตัวจะยกหูต่อสายตรงถึงเลขา เพียงเท่านี้สิ่งที่ต้องการก็พร้อมถูกประเคนถึงตรงหน้า แต่เป็นเพราะน้องเจนท์ไม่สบายอยู่กุลกวินจึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจนำมาคิดต่อ

            “กินข้าวเสร็จนายก็รีบไปแต่งตัวด้วย” เจนภพยื่นถุงยาส่งให้กุลกวินพร้อมเอ่ย

            “ครับ?”

            “เดี๋ยวเราจะพาน้องเจนท์ไปหาหมอกัน ฉันให้คนนัดหมอที่เชียงใหม่เอาไว้แล้ว”

            “ทำไมต้องไปถึงเชียงใหม่ครับ หมอวัฒน์ก็อยู่แค่นี้เอง” กุลกวินรีบแย้ง เขาพอจะรู้นิสัยของเจนภพว่าอีกฝ่ายคงอยากจะหาสิ่งที่ดีที่สุดมาให้กับลูกชาย แต่ถึงอย่างนั้นการที่ลูกชายเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา แต่กลับต้องขับรถข้ามจังหวัดเพื่อไปโรงพยาบาลที่ดีที่สุด กุลกวินจึงมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นแม้แต่น้อย กุลกวินไม่อยากให้ลูกชายติดนิสัยรักสบายเหมือนเขาเมื่อหลายปีก่อน หากฝึกให้รู้จักการใช้ชีวิตอย่างพอดี ไม่ว่าจะไปไหนเขาเชื่อว่าลูกชายจะสามารถเอาตัวรอดได้โดยที่เขาไม่ต้องเป็นกังวล

            “ทำไมต้องไปหาหมอนั่น มันก็เป็นแค่หมอธรรมดา…”

            “คุณเจนภพครับ!” บรรยากาศเริ่มอึมครึมอีกครั้งเมื่อกุลกวินพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

            “ผมเข้าใจที่คุณอยากให้ลูกได้หาหมอที่ดีที่สุดนะครับ…แต่หมอวัฒน์เป็นที่ดูน้องเจนท์มาตั้งแต่ยังเด็ก อีกอย่างการที่ผมเป็นแบบนี้ ผมไม่อยากจะพาลูกไปหาหมอคนอื่นครับ ผมไม่อยากให้ลูกต้องมาถูกมองไม่ดีว่าเกิดมาจากตัวประหลาดอย่างผม” สิ้นเสียงของกุลกวิน ทั่วทั้งอณาบริเวณกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง เด็กน้อยที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เด็กชะเง้อมองผู้ใหญ่ทั้งสองคนด้วยความไม่เข้าใจ จนกระทั่งเสียงไอน้ำที่พวยพุ่งดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าข้าวต้มที่ตั้งเตาเอาไว้เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กุลกวินจึงเป็นฝ่ายเดินกลับเข้าไปในครัว ทิ้งให้เจนภพและลูกชายอยู่ตรงนั้น

            กุลกวินกลับมาพร้อมถาดที่บรรจุข้าวต้มข้างในจำนวนสามถ้วยพร้อมยกเสิร์ฟน้องเจนท์และร่างสูงอีกคน

            “โทรนัดไอ้หมอนั่นหรือยัง”

            “พูดดีๆ หน่อยครับ ผมไม่อยากให้ลูกของผมจำเอาไปใช้”

            “ลูกนายก็ลูกของฉัน แล้วสรุปนัดหรือยัง” เจนภพถามย้ำ

            “สองบอกว่าวันนี้หมอวัฒน์จะเข้ามาพอดีครับ ผมเลยส่งข้อความไปบอกแล้วว่าน้องเจนท์ไม่สบาย” กุลกวินตอบ

            “อืม ก็ตามนั้น” ทั้งสามจบบทสนทนาลงเพียงเท่านั้น ก่อนที่จะหันกลับมาสนใจกับมื้ออาหารตรงหน้า และลูกชายที่กำลังอยู่ในวัยหัดรับประทานด้วยตัวเอง

            ตลอดมื้ออาหาร กุลกวินเอาแต่คิดถึงเหตุการณ์ในอนาคต อีกไม่นานเขาต้องกลับไปกับเจนภพตามสัญญาที่ได้ให้เอาไว้…

ถึงอีกฝ่ายจะบอกให้เขาทำเพื่อลูก แน่นอนว่ากุลกวินไม่มีทางยอมปล่อยให้ลูกชายเดินทางไปกันเจนภพคนเดียวได้ แต่ถึงอย่างั้นกุลกวินกลับนึกถึงเหตุการณ์เมื่อหลายปีที่แล้วขึ้นมา วันที่เขาต้องสูญเสียทุกอย่างไป 

คุณแม่ที่แสนใจดีกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราโดยที่เขาไม่สามารถไปเยี่ยมได้นอกจากแอบถามข่าวคราวจะคนสนิทในบ้านของญาติๆ ส่วนผู้เป็นบิดาถูกศาลสั่งจำคุกคดีฉ้อโกง การที่เขาก้าวออกมาในวันนั้นทั้งหมดก็เพื่อผู้ชายที่ชื่อเจนภพ หากกุลกวินยังฝืนที่จะอยู่ต่อนอกจากเจนภพจะตกเป็นขี้ปากของชาวบ้าน เขามั่นใจแน่นอนว่าศัตรูทางธุรกิจของที่บ้านจะไม่มีวันปล่อยเจนภพเอาไว้แน่นอน…

            “กำลังคิดเรื่องที่จะกลับกรุงเทพฯหรือไง”

กุลกวินตกใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด เจนภพที่เห็นอาการเหล่านั้นจึงยกยิ้มมุมปาก

“หึ สีหน้าของนายมันดูง่ายตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว”

“ถ้างั้นผมขอพูดตรงๆ เลยละกันนะครับ เรื่องที่ผมบอกว่าจะกลับไป…”

โครม

“ไม่มีการปฏิเสธ นายและลูกชายต้องกลับไปกันฉัน!” เจนภพตบโต๊ะตามแรงบันดาลโทสะจนเด็กชายที่กำลังนั่งตักข้าวต้มเข้าปากตกใจจนเผลอปล่อยช้อนในมือลง

“ฮึก แง” 

กุลกวินที่ยังตกใจต่อเหตุการณ์ตรงหน้าแต่เพราะความเป็นแม่คน กุลกวินรีบจัดการวางทุกอย่างลง แล้วรีบอุ้มลูกชายขึ้นมากอดปลอบเพราะความตกใจ เจนภพที่เห็นแบบนั้นจึงเริ่มใจเย็นลงพร้อมเดินออกจากบ้านไปเพื่อสงบสติอารมณ์

“โอ๋ๆ ไม่ต้องกลัวนะครับ แม่อยู่ตรงนี้แล้ว”

“ฮึก คุงพ่อดุ คุงพ่อน่ากลัว”คงจะเป็นเพราะว่าเจ้าตัวเป็นหวัด วันนี้น้องเจนท์เลยยิ่งงอแงเป็นพิเศษ 

“คุณพ่อเขาแค่หงุดหงิดกับเรื่องงาน ไม่ได้ดุน้องเจนท์ครับ”

“จริงนะ”

“ครับ จริงสิ เดี๋ยวถ้าคุณพ่อกลับมา คุณพ่อก็จะใจดีเหมือนเดิมแล้ว แต่ตอนนี้คนเก่งต้องหยุดร้องไห้ก่อน เข้าใจไหมครับ”

“ฮ ฮึก ฮับ” เด็กน้อยตอบ

กุลกวินกอดปลอบลูกชายไปแบบนั้นจนน้องเจนท์ที่อยู่ในอ้อมกอดผล็อยหลับไปเพราะอาการป่วย พอเห็นแบบนั้นคุณแม่ยังหนุ่มจึงรีบพาลูกชายขึ้นไปบนห้องนอน โดยไม่ลืมชะเง้อหน้าออกไปดูหน้าบ้าน แต่กลับพบแต่เพียงความว่างเปล่า

บางทีเจนภพคงจะไปหาสถานที่ที่ใช้สงบสติอารมณ์ ซึ่งคงจะดีกว่าเพราะถ้าหากเขาต้องมาคุยกับเจนภพตอนนี้คงจะกลายเป็นการปะทะคารมกันอีกอย่างแน่นอน

 

 

 

 

            ไม่นานหลังจากนั้นหมอวัฒน์คนคุ้นเคยของบ้านหลังนี้ก็มาถึง และโชคยังดีที่ตอนนี้เจนภพยังไม่กลับมา ถ้ากลับมาตอนนี้หมอวัฒน์คงจะรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แค่นึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานที่เขาต้องเผชิญหน้ากับเจนภพก็ขนลุกซู่แล้ว

            

ย้อนกลับไปเมื่อวานช่วงเย็น

            “ผมว่าเราคงต้องคุยกันหน่อยและหล่ะครับ…หมอวัฒน์”

            “แต่ผมคิดว่าเราคงไม่มีอะไรต้องคุยกันนะครับ พวกเราไม่เคยรู้จักกันสักหน่อย”

            “ผมว่าคุณน่าจะรู้จักคนรักของผมเป็นอย่างดีเลยนะครับ ผมคงไม่ต้องบอกว่าหมายถึงใคร”

            หมอหนุ่มนิ่งเงียบ มาถึงขั้นนี้เขาคิดว่าอีกฝ่ายคงจะรู้เรื่องที่เขาสนิทกับกุญแจแล้วอย่างแน่นอน แต่เรื่องนั้นเขามั่นใจว่าเจนภพยังคงไม่รู้ ไม่อย่างนั้นเจ้าตัวคงไม่มาถามเขาแบบนี้

            “ครับ แล้วยังไงต่อ”

            “ผมรู้มาว่ากุญแจมีประวัติเข้ารับการรักษากับสูตินรีแพทย์หลายครั้ง อีกอย่างน้องเจนท์ก็เป็นลูกชายแท้ๆ ของกุญแจ แต่กลับไม่มีแม้แต่เงาของคนเป็นแม่”

            “เรื่องนี้ผมคงไม่สามารถบอกคุณได้หรอกครับ มันเป็นเรื่องของจรรยาบรรณทางการแพทย์ครับ”

            “ถ้างั้นจรรยาบรรณทางการแพทย์ของคุณคงจะทำให้เด็กคนนี้มีครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์แบบ ทั้งๆ ที่เขาควรจะมีสินะครับ”

            กึก

            “ว่ายังไงครับ คุณหมอ” หมอวัฒน์รู้สึกว่าตัวเองตกหลุมพรางที่ถูกอีกฝ่ายขุดเอาไว้จนยากที่จะปีนขึ้นมาเข้าเสียแล้ว คนอย่างเจนภพมีกลยุทธ์มากมายในการหลอกล่อคู่ค้าที่เขาต้องดีลงานด้วย สำหรับหมอวัฒน์ก็เป็นอีกหนึ่งคนเช่นกันที่ถูกเจนภพใช้หลักจิตวิทยาเข้าต้อน

            “เฮ้อ ถ้างั้นผมคงต้องขอตรวจเลือดของคุณก่อนครับ ถ้าผลมันเป็นไปอย่างที่ผมคิดเอาไว้ ผมจะยอมบอกความจริงกับคุณ”

            “ด้วยความยินดีครับ” เจนภพตอบ

            “น้องเจนท์ครับ เดี๋ยวเราต้องย้ายห้องกันก่อนนะครับ”

            “ฮับ” เด็กน้อยตอบรับอย่างร่าเริง

            ถึงแม้เขาจะรู้สึกผิดต่อน้องเจนท์ที่ต้องทำแบบนี้ แต่นอกจากการเป็นหมอแล้ว เขายังมีความเป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน ถ้าการทำแบบนี้แล้วทำให้น้องเจนท์ที่เปรียบเสมือนหลานแท้ๆ ของเขามีความสุข เขาก็จะยอมทำ…

            และสุดท้ายผลก็เป็นไปตามที่หมอวัฒน์คาดเอาไว้

            “คุณเป็นพ่อของน้องเจนท์ครับ”

            เจนภพดูจะไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน แต่ในเมื่อผลตรวจเลือดระหว่างเขาและน้องเจนท์ออกมาแบบนั้น บวกกับการที่หมอวัฒน์ยอมเล่าความจริงเรื่องที่กุลกวินเป็น ‘ผู้ชายท้องได้’ 

            แม้จะไม่อยากจะเชื่อ แต่สุดท้ายความจริงก็ยังเป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ…

 

            “ไม่เป็นอะไรมากหรอก เป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา แต่เพราะคงเพิ่งร้องไห้มาด้วยเลยดูโทรมไปหน่อย เอาไว้เดี๋ยวพี่สั่งยามาให้นะ” 

            “ขอบคุณครับพี่วัฒน์” 

            “ไม่เป็นไรๆ  ที่จริงพี่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษเราก่อนด้วยซ้ำที่พี่เล่าเรื่องของเราให้คุณเจนภพฟัง แถมยังตรวจเลือดของน้องเจนท์โดยที่เรายังไม่ได้ยินยอมอีก”

            “ช่างมันเถอะครับพี่วัฒน์ ถ้าผมอยู่ในเหตุการณ์ผมก็คงหลีกเลี่ยงที่จะไม่ทำไม่ได้หรอกครับ”กุญแจกล่าว

            “แล้วสรุป คุณเจนภพเขาว่าอย่างไรบ้าง เรื่องน้องเจนท์”

            “ก็จะให้กลับกรุงเทพฯไปกับเขานั่นแหละครับ”

            “คงไม่แปลกหรอก เป็นพี่ถ้ารู้ว่าเป็นลูกของพี่ พี่ก็คงจะพากลับไปเหมือนกัน” หมอวัฒน์แสดงความคิดเห็น

            “แต่เราดูกำลังหนักใจนะ มีอะไรหรือเปล่า หรือว่าเราไม่อยากกลับไปกับเขา”

            “จริงๆ เรื่องนั้นก็ส่วนหนึ่งครับพี่วัฒน์ ผมแค่กลัวว่าถ้าผมกลับไปแล้วอาจจะทำให้เขามีปัญหามากกว่า ผมไม่อยากทำให้เขาต้องมาเดือดร้อนเพราะผมครับ”

            “แล้วคุณเขาบอกหรือไงว่าถ้าเรากลับไปแล้วเขาจะลำบาก”

            “…” กุลกวินนั่งเงียบเพื่อฟังสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังจะพูด

            “ถึงแม้เรากลับไปแล้วเขาจะลำบาก แต่พี่เชื่อว่าคนอย่างคุณเจนภพสามารถจัดการทุกอย่างได้ ดูจากเรื่องของเราที่เขาสืบมาได้ถึงขนาดนี้พี่ก็คิดแล้วว่าพ่อของหลานพี่คงไม่ธรรมดา” หมอวัฒน์ว่าติดตลก

            “ถ้าตัดเหตุผลเรื่องที่เรากังวลออกไป แล้วมองเรื่องของน้องเจนท์เป็นหลัก พี่คิดว่าเราจะได้คำตอบของคำถามนี้นะกุญแจ”

            “ขอบคุณมากนะครับพี่วัฒน์”

            “ไม่ต้องเกรงใจเลย เราก็เหมือนน้องแท้ๆ ของพี่คนหนึ่ง พี่เคยบอกไปแล้วไง ส่วนเรื่องของสอง พี่ได้ฟังจากปากของเด็กคนนั้นแล้วล่ะ เห็นว่าเขาจะไม่กลับด้วยใช่ไหม”

            “ใช่ครับ เรื่องของสองเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ผมกังวล”

            “อะแฮ่มๆ ลืมแล้วหรือว่ามีพี่อยู่ เรื่องอื่นๆ กุญแจไม่ต้องห่วงแล้ว กลับไปคิดเรื่องของเราดีๆ เท่านั้นก็พอแล้ว”

            “ครับ ขอบคุณนะครับพี่วัฒน์ ขอบคุณจริงๆ”

            อย่างที่หมอวัฒน์ว่า หากเขาตัดเหตุผลทุกอย่างทิ้งไปแล้วคิดถึงลูกให้มาก เขาคิดว่าตัวเองรู้คำตอบของเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว…

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 363 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

102 ความคิดเห็น

  1. #67 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 กันยายน 2563 / 17:40

    แล้วตกลงว่าพ่อของกุญแจทำจริงๆหรือว่าเป็นแค่แพะกันคะเนี่ย

    #67
    0
  2. #59 FDB88 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2563 / 20:20

    คิดว่ากุญแจคงไม่บอกว่ากลัวเจนภพลำบากเลยหนีออกมา อาจจะเป็นคุณแม่ของเจนภพเป็นคนบอกเองก็ได้

    #59
    0
  3. #25 nuying88 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2563 / 15:32
    กุญแจเปิดใจคุยกันดีมั้ย บอกเรื่องที่บ้านไป เอ๊ะ แต่เจนภพไม่รู้เหรอมันน่าจะเป็นเรื่องใหญ่อยู่นะ ทำไม่ไม่รู้อ่า
    #25
    0