(MPREG) จดหมายถึงพ่อหนู

ตอนที่ 7 : จดหมายฉบับที่เจ็ด : การกลับมา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,482
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 396 ครั้ง
    19 มิ.ย. 63

จดหมายฉบับที่เจ็ด

การกลับมา

 

 

(Janepob’s Part)

 

เจนภพไม่รู้ตัวว่าเขาสามารถเดินกลับมาถึงยังรถที่กำลังจอดรออยู่ได้อย่างไร ภายในหัวของนักธุรกิจหนุ่มตอนนี้กำลังตีรวนอย่างรุนแรงประดุจนั่งสายน้ำไหลเชี่ยว

 คนอย่างเจนภพที่ปกติสามารถอ่านเกมส์ธุรกิจได้อย่างเฉียบขาด แต่ในเรื่องของความสัมพันธ์นั้น กลับไม่เป็นแบบนั้นเลย

“คุณเจนภพเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” คนขับรถเอ่ยถามเมื่อเห็นเจนภพเดินขึ้นมานั่งบนรถโดยมีสีหน้าเปลี่ยนไปของ จนคนขับนึกเป็นกังวลว่าเจ้านายของตัวเองสบายดีหรือไม่

“ไม่เป็นอะไรครับลุง กลับโรงแรมได้เลยครับ”

“ได้ครับ คุณเจนภพ” ว่าจบคนขับก็ออกรถตามคำสั่ง

ระหว่างทางที่รถขับผ่าน เจนภพเอาแต่คิดถึงเรื่องของอดีตคนรักและเด็กคนนั้นชนิดที่ว่าไม่สามารถหยุดนึกถึงได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว เขาอาจจะตอบได้ไม่เต็มปากว่ายินดีที่ได้พบกับกุลกวิน 

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีที่แล้วเขาเคยส่งคนให้ตามหากุลกวิน ตอนนั้นเขาทั้งทุรนทุรายที่คนรักเลือกจากไป แต่เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายมีความสุขดีกับรักครั้งใหม่ เจนภพจึงยอมลามือปล่อยให้คนรักได้ทำตามประสงค์ อีกทั้งเขายังมั่นใจด้วยว่ากุลกวินกำลังมีความสุขกับผู้ชายคนใหม่ เขามีโอกาสได้เห็นกุญแย้มยิ้มอย่างมีความสุขกับชายอื่นเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ซึ่งมันเป็นรอยยิ้มที่กุลกวินเคยมอบให้เขาแค่เพียงคนเดียว ดังนั้นเจนภพจึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจมากนักถ้าจะบังเอิญได้เจอกับกุลกวินอีกครั้งในจังหวัดเชียงราย

แต่สิ่งที่ทำให้นักธุรกิจหนุ่มไม่สามารถลืมเลือนต่อเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไปได้เลยนั่นก็คือ ‘แม่’ คำพูดที่เด็กชายจิรภัทรเรียกอดีตคนรักของเขา มันทำให้เจนภพรไม่สามารถเข้าใจเรื่องราวอะไรเลยได้สักนิด 

บางทีเรื่องนี้เขาอาจจะต้องหาความจริงของเรื่องนี้เสียแล้ว และเมื่อคิดได้ดังนั้นหลังเดินทางมาถึงโรงแรมแล้ว รองประธานจึงตัดสินใจต่อสายหาคนคนหนึ่ง คนที่จะสามารถช่วยไขกระจ่างในสิ่งที่เขากำลังสงสัยได้ในทันที

“เอก ฉันมีเรื่องให้นายช่วย”

“อะไรของนายวะเจนภพ โทรมาแต่ละทีก็มีแต่เรื่องให้ช่วย ฉันนึกว่าจะได้ยินนายชวนออกไปแฮงก์เอ้าท์อะไรแบบนี้บ้าง” อีกฝ่ายโอดควรญเมื่อได้รับสายจากเจนภพ และหากไม่สนิทกันขนาดนั้นเจนภพคงไม่ปล่อยให้เจ้าของชื่อเอกภพพูดจาตีสนิทกับเขาแบบนี้อย่างแน่นอน

“หรือว่านายจะไม่ช่วยฉันก็ได้นะ ฉันจะได้ไปหาคนอื่น”

“เฮ้ยๆ ใจเย็นสิวะเพื่อน มาๆ มีอะไรบอกไอ้เอกคนนี้มาได้เลย”

“นายจำเรื่องของไอ้หมอคนนั้นได้ไหม” เจนภพเข้าประเด็นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา

“คนไหนวะ” ปลายสายทวนซ้ำ

“หมอคนที่อยู่กับกุญแจ คนที่ลูกน้องของนายเป็นคนสืบมา”

“อ๋อ ไอ้หมอชั่วที่แย่งเมียนายใช่ไหม นายมีอะไรหรือว่าจะให้ฉันส่งคนไปจัดการ แต่ขอโทษทีเถอะ ฉันไม่รับงานแบบนั้นน่ะสิ” เอกภพรัวสายจนไม่มีช่องว่างให้เจนภพได้พูดแทรก จนเมื่ออีกฝ่ายพูดจบ

“เมื่อไหร่นายจะเลิกพูดมากสักทีเอกภพ ฉันจะให้นายสืบเรื่องของไอ้หมอคนนั้นให้ฉันอีกที” เจนภพตอบเสียงเรียบเพราะความเหนื่อยหน่ายยามเมื่อต้องพูดคุยกับเพื่อนสนิทคนนี้ หากไม่เห็นว่ามันสามารถสืบเสาะคำตอบของทุกสิ่งได้อย่างรวดเร็วทันใจ เขาคงไม่คิดที่จะต่อสายถึงลูกชายของเพื่อนสนิทคุณพ่อที่เป็นถึงอดีตนายตำรวจตำแหน่งใหญ่โตเป็นแน่

“ได้เลยเพื่อนรัก เย็นนี้ฉันจะส่งข้อมูลไปให้ เอ้อแล้วนี่นายรู้เรื่องของไอ้เมศหรือยังเห็นว่ามันจะแต่งงานแล้วนะเว้ย…”

“ขอโทษนะพอดีฉันติดธุระ ส่วนเรื่องที่ขอถ้านายได้เรื่องแล้วค่อยโทรมาละกัน”

“เฮ้ยเดี๋ยว เฮ้ย!” เจนภพตัดสายเพื่อนสนิทอย่างไร้เยื่อใย หากเป็นปกติเขาก็อาจจะทนกับความน่ารำคาญของเพื่อนสนิทคนนี้ได้บ้าง แต่ในสถานการณ์ตอนนี้หากจะพูดตรงๆ การที่ต้องมาฟังเอกภพพูดเรื่องไร้สาระเป็นชั่วโมงคงทำให้เขารู้สึกปวดหัวเสียก่อน แค่เรื่องที่เขากำลังคิดอยู่ก็จะแย่อยู่แล้ว

            ใช่…เจนภพกำลังสงสัยเรื่องของเด็กชายจิรภัทร

            เจนภพกำลังสงสัยว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกของใคร

ส่วนเรื่องของอดีตคนรัก แม้ปากจะบอกไม่สนใจ แต่ส่วนลึกภายในจิตใจของเจนภพกลับคาดหวังอะไรบางอย่างอยู่ และเขาก็แอบคาดหวังว่าทุกอย่างจะเป็นไม่เป็นไปตามที่เขานึกสงสัย

 

 

 

            หลังเดินทางกลับมาถึงโรงแรมที่พัก เจนภพไม่มีกระจิตกระใจที่จะทำงานได้เหมือนทุกๆ วัน แต่ละวินาทีเดินผ่านไปอย่างยากเย็น ตอนนี้เจนภพเอาแต่นั่งจ้องโทรศัพท์เพื่อรอสายจากเพื่อนสนิท 

            ครืด ครืด

            โทรศัพท์สั่นแจ้งเตือนเพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น เมื่อเห็นว่าปลายสายเป็นเพื่อนสนิทอย่างเอกภพที่ รองประธานหนุ่มจึงไม่รีรอที่จะกดรับสายในทันที

            “อืม ได้เรื่องแล้วใช่ไหม” แม้จะพูดออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ในใจของเจนภพนั้นกลับร้อนรนจนแทบควบคุมไม่ได้ แต่ถ้าจะให้มาเสียอาการต่อหน้าเอกภพ เจนภพขอเลือกที่จะฝืนทนเก็บความร้อนใจไว้จะดีกว่า

            “ยิ่งกว่ารู้อีกว่ะ ก่อนอื่นฉันขอถามนายก่อน” ปลายสายว่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง

            “ว่ามาสิ” 

            “นายรู้จักคนที่ชื่อสุธีใช่ไหม” เจนภพนึกตามก่อนจะตอบเพื่อนสนิทกลับไป

            “รู้จัก สองเป็นลูกพี่ลูกน้องของกุญแจ หายตัวไปพร้อมกับวันที่กุญแจหายไป”

            “นั่นแหละ ฉันเพิ่งรู้มาว่าไอ้หมอคนนั้นที่เราเข้าใจว่าเป็นแฟนใหม่ของเมียนาย จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างที่พวกเราคิดว่ะ”

            “นายหมายความว่ายังไงกันแน่ แล้วรูปถ่ายใบนั้นที่นายเป็นคนส่งมา…” เจนภพไม่เข้าใจในสิ่งที่ปลายสายกำลังพูด เอกภพกำลังต้องการจะสื่ออะไรกัน

            “ฉันเพิ่งมาคิดดีๆ อันที่จริงพวกเราอาจจะเห็นแค่รูปถ่ายใบนั้นแล้วสรุปไปเองก็เป็นได้”

            “แต่ฉันเห็นกุญแจอยู่กับไอ้หมอนั้น…แถมกุญแจยังยิ้ม” เขาเป็นคนเห็นกับตาตัวเอง เจนภพยังจำเหตุการณ์วันนั้นได้ติดตา อดีตคนรักของเขายิ้มให้ไอ้หมอคนนั้นอย่างมีความสุข

            “คนของฉันรายงานมาว่าไอ้หมอนั่นกำลังคบหากับญาติของกุญแจที่ชื่อสุธี ส่วนกุญแจฉันคิดว่าไอ้หมอนั่นอาจจะแค่สนิทเฉยๆ ก็ได้นะเว้ย”

“ฟังนะไอเจน การที่นายเห็นจากภาพถ่ายหรือแม้แต่การที่นายเห็นเขาสนิทกันด้วยสายตาของตัวเอง มันก็ไม่จำเป็นเสมอว่ากุญแจต้องคบกับไอ้หมอนั่นสักหน่อย ที่เราเห็นมันเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเท่านั้นนะเว้ย” ปลายสายว่าเสียงเครียด

            “นายแน่ใจใช่ไหม” เจนภพคิดตามก่อนจะตอบกลับอีกฝ่ายไปด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

            “หรือนายจะเอาวิดีโอตอนที่หมอนั่นอยู่กับญาติของเมียนายไหมล่ะ”

            “ไม่ต้อง ขอบใจนายมาก แค่นี้ก่อนนะฉันมีงานต้องทำต่อ” เมื่อได้รู้ความจริงในสิ่งที่สงสัยแล้ว เจนภพจึงเตรียมที่จะวางสายจากอีกฝ่าย แต่ติดที่เพื่อนสนิทพูดขัดขึ้นมาก่อน

            “เดี๋ยวๆ”

            “มีอะไรอีกหรือ”

            “เออคือว่าฉันก็ไม่รู้จะพูดยังไงเหมือนกันนะ แต่ฉันคิดว่านายคงรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าหมอคนนั้นเป็นหมอประจำตัวของกุญแจ”

            “อืม แล้วยังไงต่อ” เจนภพตอบกลับ เรื่องนี้ต่อให้ไม่ต้องสืบหมอวัฒน์ก็คงจะต้องเป็นหมอประจำตัวของกุลกวินอย่างไม่ต้องสงสัย

            “ฉันสั่งให้ลูกน้องเข้าไปสืบประวัติการรักษาของกุญแจที่ทำการรักษากับหมอคนนั้นด้วย แต่สิ่งที่ทำให้ฉันแปลกใจคือ ในประวัติการรักษาของกุญแจมีเขียนเอาไว้ว่ากุญแจเข้าพบสูตินรีแพทย์อยู่หลายครั้ง”

            กึก

            “ฉันสงสัยเรื่องนี้เป็นการส่วนตัว เลยสั่งให้คนสืบต่อข้อมูลของกุญแจที่สูตินารีเวช”

            “แต่ประวัติของกุญแจที่นั่นเหมือนไม่เคยถูกเขียนเอาไว้เลย มีเพียงบันทึกของหมอเท่านั้นว่า กุญแจเคยไปรักษาในแผนกนั้นอยู่หลายครั้ง นายไม่คิดว่ามันแปลกหรือ ถึงยังไงเมียนายก็เป็นผู้ชายนะเว้ย จะไปรักษาในแผนกสูติทำไม”

            “แค่นี้ก่อนนะ ฉันมีธุระต้องทำ ขอบคุณนายมาก”

            “อ้าวเฮ้ย เดี๋ยว” คราวนี้เจนภพตัดสายไปทันที ไม่สนใจว่าเพื่อนสนิทกำลังมีเรื่องจะพูดอีกหรือไม่

            เขาหยิบแฟ้มประวัติของเด็กชายจิรภัทรที่หยิบมาจากที่โรงเรียนด้วยความสงสัย ตาเรียวกวาดสายตาใบประวัติของน้องเจนท์ตั้งแต่บรรทัดแรกจรดบรรทัดสุดท้าย 

 

            เด็กชายจิรภัทร ณรงค์ภักดี

            บิดา นายกุลกวิน ณรงค์ภักดี

            มารดา -

 

            ช่องประวัติผู้ปกครองของเด็กชายจิรภัทร ที่ไม่มีชื่อมารดาของเด็กน้อย สร้างความฉงนให้กับเจนภพเป็นอย่างมาก 

            เจนภพรู้ดีว่ากุลกวินมีรสนิยมทางเพศอย่างไร ถึงแม้ในภายหลังมันอาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้ แน่นอนว่าเรื่องนี้เขาก็ไม่สามารถคาดเดาได้เช่นกัน แต่ถ้าเป็นอย่างที่เขาคิด อย่างน้อยประวัติผู้เป็นมารดาของเด็กชายจิรภัทรก็ไม่ควรที่จะปล่อยว่างเอาไว้แบบนี้

รองประธานหนุ่มถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยจากการพาเด็กน้อยไปทัศนศึกษาบวกกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น เจนภพใช้ฝ่ามือนวดข้างขมับของตนเองก่อนจะปิดแฟ้มประวัติของเด็กชายจิรภัทรลงพร้อมหลับตาลงเพื่อใช้ความคิด

            ตอนนี้เจนภพได้รู้แล้วว่าน้องเจนท์มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดและเป็นลูกชายแท้ๆ ของอดีตคนรักอย่างแน่นอน ซึ่งก่อนที่เอกภพจะโทรมา ในตอนแรกที่ได้ยินน้องเจนท์เรียกกุญแจว่าแม่ เจนภพคาดการณ์เอาไว้ว่าบางทีเด็กคนนั้นอาจจะเป็นลูกติดของหมอวัฒน์โดยมีกุลกวินคอยช่วยดูแลอยู่ แต่แล้วความจริงกลับอยู่เหนือความคาดหมายของเขาไปมากโข เพราะหมอวัฒน์ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดใดๆ กับเด็กชายจิรภัทรเลย

เจนภพมีความรู้สึกว่ากุลกวินกำลังปิดบังความจริงอะไรบางอย่างกับเขาอยู่ ดังนั้นเขาจะไม่หยุดที่จะสืบหาความจริงของสิ่งที่ถูกปิดผนึกเอาไว้ของอดีตคนรักและเด็กชายจิรภัทรอย่างแน่นอน

แต่ทำไมตอนนี้เจนภพถึงไม่สามารถห้ามมุมปากตัวเองไม่ให้ยกยิ้มขึ้นมาได้ แค่รู้ว่าน้องเจนท์ไม่ได้เป็นลูกชายของไอ้หมอนั่นเอง…

 

 

 

            เป็นอีกหนึ่งวันที่นักธุรกิจหนุ่มตื่นเช้าและพร้อมเดินทางไปทำงานที่โรงเรียนเหมือนทุกๆ วัน แต่ต่างกันที่เช้านี้เจนภพรู้สึกว่าสมองตัวเองไม่ปลอดโปร่งซึ่งมันก็คงไม่แปลกเพราะเขาไม่สามารถข่มตาตัวเองให้หลับตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาได้

เขาเอาแต่คิดถึงเรื่องราวที่กำลังสงสัย มันวนเวียนอยู่ในหัวสมองของเจนภพไม่ว่าเขาจะพยายามสลัดมันออกสักเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล

            หลังจากจัดการแต่งตัวและจัดเตรียมทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว นักธุรกิจหนุ่มจึงหยิบเสื้อสูทของตนเองที่วางแขวนไว้บนตู้เสื้อผ้าก่อนจะเดินตรงลงไปยังลานจอดรถของโรงแรมที่คนขับรถกำลังรอเขาอยู่

            “อรุณสวัสดิ์ครับคุณเจนภพ”

            “อรุณสวัสดิ์ครับ” เจนภพตอบกลับคนขับรถอย่างสุภาพเขายังคงวางมาดทุกอย่างให้เหมือนตามปกติ ซึ่งคงเป็นเรื่องยากที่จะมีคนทันสังเกตว่าเจนภพกำลังอ่อนเพลีย แต่กระนั้นมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนบ้างานอย่างเขา บางวันเจ้าตัวออกเดินทางไปยังบริษัททันที แม้ว่าจะลุยจะทำงานมาตลอดทั้งคืนก็ตาม

            “เย็นนี้คุณเจนภพมีไปธุระที่ไหนนอกเหนือจากตารางที่ส่งให้ผมไหมครับ” 

            “ไม่มีครับ หลังส่งผมกลับโรงแรมเสร็จ วันนี้ลุงก็เลิกงานได้เลยครับ”

            “ขอบคุณครับคุณเจนภพ”

            สิ้นเสียงบทสนทนา เจนภพทอดสายตาออกไปยังหน้าต่างมองภาพวิวที่เขามักจะต้องเดินทางผ่านตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หากเป็นวันอื่นๆ เขาคงจะสามารถเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศของตัวเมืองเชียงรายได้ แต่ในวันนี้เจนภพกลับเหม่อหมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย ภายในหัวสมองของนักธุรกิจยังหนุ่มยังคงเอาแต่คิดเรื่องเดิมต่อเนื่องจากเมื่อคืน จนรู้ตัวอีกทีเขาก็เดินทางมาถึงโรงเรียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

            เจนภพเดินตรงไปห้องทำงานอย่างที่ทำเหมือนทุกวัน พร้อมดูเอกสารที่ต้องจัดการของทางโรงเรียนแล้วเปิดคอมพิวเตอร์แล็ปทอปขึ้นมาเพื่อจัดการงานค้างของบริษัทไปด้วย

            ก๊อก ก๊อก ก๊อก

            เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นจึงทำให้เจนภพละความสนใจกับงานตรงหน้า

            “ขออนุญาตนะคะครูใหญ่”

            “ครับไม่ทราบว่าครูเนตรนภามีอะไรหรือเปล่าครับ”

            “ค่ะ พอดีดิฉันจะมาแจ้งคุณครูใหญ่ว่าวันนี้ทางโรงเรียนจะแจ้งของขวัญให้กับทางเด็กๆ แล้วค่ะ เลยจะมาเชิญคุณครูใหญ่” ยังไม่ทันที่ผู้อำนวยการโรงเรียนจะพูดจบ แต่เพราะความสงสัย เจนภพจึงถามแทรกขึ้นมาก่อน

            “ผมต้องเป็นคนแจกของขวัญด้วยหรือครับ”

            “จริงๆ ถ้าคุณครูใหญ่ไม่สะดวกนะคะ แต่ปกติคุณครูใหญ่พรทิพย์จะเป็นคนแจกด้วยตัวเอง ดิฉันเลยต้องมาถามคุณครูใหญ่เจนภพว่าคราวนี้ครูใหญ่จะเป็นคนแจกด้วยไหม”

            “งั้นเดี๋ยวผมจะไปแจกของขวัญด้วยครับ” เจนภพลังเลเล็กน้อยก่อนจะตอบผู้อำนวยการกลับไป ในเมื่อเขาอาสารับหน้าที่แทนคุณอาของเขาแล้ว เขาก็ควรที่จะต้องสานงานของท่านต่อให้ดีที่สุด สมกับที่คุณอาพรทิพย์ไว้ใจ

            “ได้ค่ะ เดี๋ยวพอถึงเวลาแล้ว ดิฉันจะให้คนมาตามนะคะ เด็กๆ คงจะดีใจกันน่าดูที่คุณครูใหญ่มาแจกของขวัญด้วยตัวเอง”

            “ผมว่าเด็กๆ คงได้กลัวผมมากกว่านะครับ” เขาว่าติดตลก ทำไมเจนภพจะไม่รู้กันล่ะว่าเด็กๆ กลัวเขามากขนาดไหน ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่มีฉายาที่เด็กนักเรียนพากันตั้งให้หรอกว่า ‘คุณครูยักษ์’ 

            “ไม่หรอกค่ะคุณครูใหญ่ เด็กๆ แค่ไม่รู้ว่าจะเข้าหาคุณครูใหญ่อย่างไรมากกว่า อ๊ะ! ดิฉันรบกวนเวลาของคุณครูใหญ่มากเกินไปแล้ว ถ้างั้นดิฉันขออนุญาตไปทำงานก่อนนะครับ”

            “ได้ครับ”

หลังผู้อำนวยการเดินออกไปจากห้องทำงานของเขา เจนภพจึงคลี่ยิ้มออกมาอย่างนึกขัน

‘เด็กๆ จะดีใจงั้นหรือ คงร้องไห้จ้าซะมากกว่า’

เด็กโตคงไม่เท่าไหร่ แต่เด็กๆ ในชั้นอนุบาลคงจะร้องไห้ทันทีที่เจอหน้าเขากระมัง

และเมื่อนึกขึ้นได้ว่าการแจกของขวัญในครั้งนี้ เขาเองก็มีเรื่องที่จะต้องทำด้วย เจนภพจึงหยิบจดหมายฉบับหนึ่งที่พักนี้เขามาจะเอาติดตัวไปไหนมาไหนตลอดตั้งแต่ได้รับมาด้วยความหนักใจพร้อมเปิดอ่านอีกครั้ง

ถึงจะกำลังหนักใจกับเรื่องของเด็กชายผู้เป็นเจ้าของจดหมายฉบับนี้ แต่ในเมื่อเขาได้เอ่ยคำสัญญากับเด็กชายจิรภัทรเอาไว้แล้ว เจนภพก็จะทำตามสัญญาแม้ว่าเด็กคนนั้นจะเป็นลูกชายของอดีตคนรักก็ตาม…

 

 

 

            การแจกของขวัญให้กับนักเรียนเริ่มต้นขึ้นในช่วงคาบพักเที่ยงของนักเรียนในทุกระดับชั้น แต่ในวันนี้ทางโรงเรียนจะขยายเวลาพักเที่ยงออกไปเพื่อจะได้มีเวลาในการแจกของขวัญให้กับนักเรียนทุกคนมากขึ้นโดยจะเริ่มต้นจากนักเรียนชั้นประถมศึกษาไล่ไปจากชั้นประถมศึกษาปีที่หกไปจนถึงหนึ่งเป็นอันดับแรก

            ทางโรงเรียนจัดให้นักเรียนทุกคนนั่งรออยู่ในห้องของแต่ละคนเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งตามดำริของผู้สถาปนาโรงเรียนหรือคุณครูใหญ่พรทิพย์ เธอไม่อยากให้การแจกของขวัญในครั้งนี้มีพิธีรีตองมากนัก อีกทั้งเธอยังอยากทำให้นักเรียนทุกคนของทางโรงเรียนรู้สึกถึงความสบายใจ ไม่อยากให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองถูกกดขี่โดยกิจกรรมของทางโรงเรียนเสียเอง

            ด้วยเหตุนี้เจนภพจึงต้องเดินแจกของขวัญกับนักเรียนในแต่ละห้องด้วยตัวเอง ซึ่งเขาก็มองว่าเป็นเรื่องที่ดีทั้งความเป็นระเบียบเรียบร้อยและไม่ต้องให้นักเรียนมาเสียเวลานั่งรอเขานาน เพราะหากจะต้องให้นักเรียนมานั่งรอกับพื้นเขาคงรู้สึกไม่สบายใจสักเท่าไหร่ใจ การทำแบบนี้ทำให้เจนภพได้มีเวลาร่วมกันกับนักเรียนทุกคนตามที่คุณครูใหญ่พรทิยพ์ตั้งใจไว้จริงๆ

            “ของนักเรียนประถมหมดแล้วใช่ไหมครับ” เมื่อเดินมาถึงห้องเรียนสุดท้ายของนักเรียนชั้นประถมศึกษา เจนภพจึงหันกลับไปถามผู้อำนวยการ 

            ยอมรับเลยว่าเขาเองก็มีความสุขเมื่อได้มีโอกาสเห็นภาพรอยยิ้มบริสุทธิ์ของนักเรียนทุกคน เขาทยอยแจกของขวัญให้กับนักเรียนทีละห้องอย่างเพลิดเพลิน จนรู้ตัวอีกทีเจนภพก็ทำการแจกของขวัญให้กับนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาก็เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือก็เพียงแต่นักเรียนในระดับชั้นอนุบาลและเตรียมอนุบาล

            “ใช่ค่ะ ตอนนี้ดิฉันคิดว่าเด็กๆ น่าจะทานมื้อเที่ยงกันเสร็จพอดี งั้นเราไปกันเลยไหมคะ”

            “ได้ครับ งั้นเรารีบไปกันเลยดีกว่า จะได้ไม่เป็นการรบกวนเวลาพักของเด็กๆ”

            ว่าจบเจนภพและผู้อำนวยการพร้อมด้วยคุณครูอีกสองถึงสามคนก็รีบเดินตรงไปยังอาคารเรียนของนักเรียนในระดับชั้นอนุบาลทันที เขาไม่อยากที่จะรบกวนเวลาพักของเด็กๆ สักเท่าไหร่เพราะปกติแล้วหลังช่วงพักทานอาหารก็จะเป็นเวลานอนกลางวันของเด็กๆ กัน

            เจนภพเริ่มแจกของขวัญไล่ลงมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลสาม เขาใช้เวลาไม่นานเพราะจำนวนนักเรียนอนุบาลมีไม่มากเท่ากับชั้นประถมศึกษา รักษาการครูใหญ่เดินมาหยุดอยู่หน้าห้องอนุบาลหนึ่งทับสองซึ่งเป็นห้องเรียนสุดท้ายในระดับชั้นอนุบาลที่เขาจะมาแจกของขวัญ และทันทีที่เขาเดินเข้ามาภายในห้อง สิ่งแรกที่เขาเห็นคือเด็กชายจิรภัทรที่กำลังนั่งจ้องมาที่เขาตาแป๋วราวกับกำลังรอของขวัญที่อยากได้

            “เด็กๆ สวัสดีคุณครูใหญ่และผู้อำนวยการก่อนนะคะ”

            “ซาหวัดดีครับ/ค่ะ” เด็กน้อยทักทายอย่างสดใสตามคำสั่งของคุณครูประจำชั้น 

            “สวัสดีค่ะนักเรียนห้องอนุบาลหนึ่งทับสอง รู้ไหมเอ่ยว่าวันนี้คุณครูมาทำอะไรกัน” 

            “ของขวัญๆ” และอีกหลายเสียงมากมายที่แยกกันตอบคำถามของผู้อำนวยการ แต่ถึงอย่างนั้นทุกๆ คนก็รู้ดีว่า ในวันนี้พวกเขาจะได้ของขวัญกันด้วย

            “ใช่ค่ะ วันนี้ทางโรงเรียนจะแจกของขวัญให้กับนักเรียนทุกคนนะคะ เป็นของรางวัลที่เด็กๆ ทุกคนตั้งใจเรียนและเป็นเด็กดีนะคะ ดีใจกันไหมเอ่ย”

            “ครับ / ค่า”

            “ถ้างั้นปรบมือให้ตัวเองที่ตั้งใจเรียนและเป็นเด็กดีกันหน่อยเร็ว”

            “เย่ๆ”

            เสียงปรบมือดังก้องไปทั่วห้อง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เจนภพหลุดออกมาจากภวังค์ สายตาของเขาจับจ้องไปยังที่ที่น้องเจนท์กำลังหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี เขายืนมองรอยยิ้มอันแสนบริสุทธิ์ของเด็กคนนี้อย่างไม่สามารถละสายตาไปที่ไหนได้ จนเสียงของผู้อำนวยการที่ยืนอยู่ข้างกันดังขึ้นมา

            “ครูใหญ่คะ เราเริ่มแจกของขวัญให้เด็กๆ กันเถอะค่ะ”  

            “ค ครับ” เจนพภรีบจัดการกับความรู้สึกของตัวเองก่อนที่เขาจะเริ่มเดินแจกของขวัญให้เด็กๆ ทีละคน พร้อมพูดคุยและสอนการใช้งานกับเด็กๆ บางคนที่อาจจะเลือกของขวัญที่ใช้การได้ยาก จำพวกนิทานเสียงหรือของใช้ที่ซับซ้อนเกินกว่าเด็กวัยนี้จะสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง

            จนมาถึงคนสุดท้ายของแถวที่นั่ง…

            “คุณครูใหญ่คะ คือเอ่อ ของขวัญ” ครูสาวคนหนึ่งที่เป็นผู้ช่วยในการเดินแจกของขวัญพูดขึ้นมา เมื่อเห็นว่าของขวัญที่เตรียมมาได้หายไปกล่องหนึ่ง เธอพยายามพูดไม่ให้เสียงดังนักเพราะไม่อยากให้เด็กชายผู้โชคร้ายนั้นต้องรู้สึกเสียใจ

            “ไม่เป็นไรครับ ของขวัญครบตามจำนวนนักเรียน ส่วนเด็กคนนี้ผมจะเป็นคนจัดการเองครับ”

            “อเอ่อ ค่ะ ได้ค่ะ” เธอตอบรับแม้จะยังรู้สึกไม่แน่ใจ แต่ในเมื่อคุณครูใหญ่พูดมาแบบนั้นเธอจึงได้แต่เออออห่อหมกไปแบบนั้น

            “คุณครูแป้งครับ หลังจากนี้เด็กๆ ต้องทำอะไรกันอีกไหมครับ” หลังจากแจกของขวัญให้กับเด็กๆ ครบทุกคนแล้ว รองประธานหนุ่มจึงรีบเดินมาถามคุณครูประจำชั้นห้องอนุบาลหนึ่งทับสองทันที

            “ไม่มีแล้วค่ะคุณครูใหญ่ หลังจากนี้ก็เป็นเวลาพักสามสิบนาที แล้วก็จะเป็นนอนกลางวันค่ะ” 

            “งั้นช่วงพักนี้ ผมจะขอยืมตัวน้องเจนท์หน่อยนะครับ พอดีน้องเจนท์ส่งจดหมายมาให้ผมโดยตรง ของขวัญของน้องเจนท์ถึงไม่รวมกับของคนอื่นๆ” 

            “ได้ค่ะคุณครูใหญ่ ถ้างั้นเดี๋ยวแป้งไปตามน้องเจนท์ให้นะคะ” ร่างสูงพยักหน้ารับ เขามองตามคุณครูประจำชั้นเดินตรงไปยังที่นั่งของน้องเจนท์

            ทุกการกระทำอยู่ในสายตาของรักษาการครูใหญ่อย่างเขา น้องเจนท์พยักหน้ารับคุณครูประจำชั้นอย่างไม่อิดออดแม้ว่าตนเองจะไม่ได้ของขวัญเหมือนเพื่อนๆ คนอื่นก็ตาม

            “น้องเจนท์ไปกับคุณครูใหญ่นะครับ เดี๋ยวครูใหญ่จะพาไปเอาของขวัญนะครับ” 

            “ฮับ” คุณครูประจำชั้นพูดกับน้องเจนท์ก่อนจะจูงมือน้องเจนท์มาส่งที่เขา ซึ่งเด็กน้อยก็ตอบรับแข็งขันพร้อมฉีกยิ้มโชว์ฟันหลอ

            “ไปกันนะครับน้องเจนท์”

            “ฮับ” ในตอนแรกเขาจะจูงมือน้องเจนท์เดิน แต่เพราะส่วนสูงที่ค่อนข้างแตกต่างกัน เขาจึงตัดสินใจที่จะอุ้มน้องเจนท์ขึ้นมาพร้อมเดินไปส่งต่อหน้าที่การแจกของขวัญที่เหลือให้กับทางผู้อำนวยการ ก่อนจะเดินออกมาด้วยความรวดเร็วเนื่องจากเจนภพไม่อยากรบกวนเวลานอนกลางวันของน้องเจนท์

            “คุงครูใหญ่ฮับ เราจะไปไหนกันฮับ” เด็กน้อยถามขึ้นมาเมื่อไม่รู้ว่าคุณครูใหญ่กำลังจะพาตนเองไปไหน

            “สนามเด็กเล่นครับ น้องเจนท์อยากไปไหม” เจนภพตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

            “ฮับ น้องเจนท์อยากไปฮับ คุงครูใหญ่จะพาน้องเจนท์ไปเล่นใช่ไหมฮับ” เด็กชายจิรภัทรยิ้มกว้างทันทีที่ได้ยินจุดหมายที่กำลังจะไปถึง 

            “ไม่ครับ ครูไม่ได้พาน้องเจนท์ไปเล่น”

            “…” เด็กน้อยไปต่อไม่ถูก เจ้าตัวจ้องมาที่เจนภพพร้อมกับเบะปากเตรียมพร้อมที่จะร้องไห้ทุกเมื่อ

            “แต่ครูจะไปเล่นเป็นเพื่อนน้องเจนท์ต่างหากครับ”

            คำตอบขอบคุณครูใหญ่ทำให้เด็กชายวัยสามขวบกลับมายิ้มได้อีกครั้ง

            ครั้งนี้ไม่ใช่แค่คุณครูใหญ่จะพาน้องเจนท์ไปสนามเด็กเล่น แต่คุณครูใหญ่จะไปเล่นเป็นเพื่อนน้องเจนท์อีกด้วย น้องเจนท์ดีใจม้ากมาก

            “เย่ๆ คุงครูใหญ่ใจดี น้องเจนท์รักครูใหญ่”

            คุณครูใหญ่แอบคิ้วกระตุกเล็กน้อยเมื่อเด็กน้อยพูดคำว่ารักกับเขา ในเสี้ยววินาทีนั้นเขารู้สึกราวกับว่าตัวเองได้สัมผัสกับความเป็น ‘พ่อ’ เป็นครั้งแรก 

            ฟอด

            ยังไม่พอเด็กน้อยแก้มป่องยังหอมแก้มคุณครูใหญ่เป็นการขอบคุณอีกด้วย

            “คุงแม่บอกว่าถ้าขอบคุงแบบนี้แล้วจะชื่นใจฮับ” คำตอบอันแสนไร้เดียงสา ทำให้เจนภพหันกลับมาสนใจพูดคุยกับเด็กน้อยอีกครั้งเมื่อเด็กชายในอ้อมอกของเขาพูดถึงอดีตคนรักขึ้นมา

เด็กคนนี้คงจะได้กุญแจมาเยอะ…น่าอิจฉาพ่อของเด็กจริงๆ

 

 

ช่วงเวลาพักเที่ยงที่มาพร้อมอากาศร้อนระอุแบบนี้ เด็กอนุบาลส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะเข้าไปนั่งตากอากาศเล่นในห้องชมภาพยนตร์กันมากกว่า แม้ว่าสนามเด็กเล่นของทางโรงเรียนจะสร้างโดยมีหลังคาปิดมิดชิดก็ตาม ทำให้ตอนนี้มีเด็กๆ ที่เลือกมาเล่นเครื่องเล่นในสนามเพียงแค่ห้าถึงหกคนและครูเวรยืนอยู่เพียงอีกหนึ่งคนเท่านั้น

เด็กชายจิรภัทรรีบดิ้นลงจากอ้อมกอดเมื่อมาถึงยังจุดหมาย เจนภพจึงได้ปล่อยให้เด็กแก้มป่องได้เดินไปเลือกเครื่องเล่นด้วยตัวเองโดยมีเขาเดินตามอยู่ไม่ห่าง

“คุงครูใหญ่ๆ น้องเจนท์จะเล่นอันนี้ฮับ” นิ้วชี้ป้อมๆ ของเจ้าตัวเล็กชี้ไปทางเครื่องเล่นชิ้นหนึ่งที่วางตั้งตระหง่านอยู่กลางสนามเด็กเล่น มันเป็นเครื่องเล่นที่ไม่ค่ยได้รับความนิยมนักเนื่องจากไม่สามารถเล่นคนเดียวได้ แต่ที่วันนี้น้องเจนท์เลือกมันเพราะน้องเจนท์รู้ว่าตัวเองจะสามารถเล่นได้เพราะมีเพื่อนมาเล่นด้วยกัน

เพื่อนน้องเจนท์ตัวโตมากเลยหล่ะ

“ครับถ้างั้นมาเล่นกันครับ” น้องเจนท์รีบวิ่งไปที่ ‘กระดานหก’ ทันทีเมื่อคุณครูใหญ่ตอบตกลง คุณครูใหญ่เดินอ้อมไปนั่งอีกฝั่งเพราะฝั่งที่ใกล้ตัวเขามากที่สุดถูกจับจองโดยเด็กชายจิรภัทรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขาสำรวจจนมั่นใจว่าน้องเจนท์นั่งลงกับที่และยึดมือไว้กับที่จับเรียบร้อยแล้ว เขาจึงค่อยๆ เริ่มขยับกระดานหกอย่างช้าๆ ไม่ให้เร็วเกินไปจนอาจเกิดอันตรายกับเด็กน้อยได้

“คิกคิก คุงครูใหญ่ฉูงอีก” น้องเจนท์ส่งเสียงหัวเราะชอบใจ เด็กน้อยแทบจะไม่ต้องใช้ขายันพื้นเลยด้วยซ้ำเพราะครูใหญ่ร่างสูงเป็นคนจัดการให้ทุกอย่าง

และนี่คือของขวัญที่เจนภพให้กับน้องเจนท์…เวลา

แม้จะเป็นเวลาเพียงแค่สามสิบนาที แต่สำหรับเจนภพเวลาเพียงแค่นั้นเขาสามารถบริหารจัดการและพัฒนาธุรกิจของเขาให้ต่อยอดเพื่อสร้างกำไรด้วยระยะเวลาเพียงสามสิบนาที

แต่เจนภพก็ไม่ได้คิดแบบนั้นเพราะเขาต้องการจะให้น้องเจนท์จากใจจริง ถึงเขาจะไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับเด็กคนนี้ แต่เจนภพก็ยินดีที่จะให้เวลากับเด็กชายจิรภัทร เพราะตัวเขาเองก็ได้รับความสุขกลับมาเช่นกัน

เจนภพล่องลอยอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง 

“เย่ๆ ฉูงจัง อ๊ะ!”

ตุบ! 

มันเหมือนเป็นภาพช้า เจนภพค่อยๆ เห็นภาพเด็กน้อยกระเด็นตกจากกระดานหก มันเป็นอีกครั้งที่เขาเผลออยู่กับจินตนาการของตนเองมากเกินไป เจนภพค่อยๆ เพิ่มความเร็วกระดานหกอย่างไม่รู้ตัว จนเด็กน้อยที่ยังอยู่ในที่วัยกล้ามเนื้อยังพัฒนาไม่เต็มที่ เจ้าตัวไม่สามารถทรงตัวอยู่บนที่นั่งได้และกลิ้งตกลงมาในที่สุด

“น้องเจนท์!” เจนภพกระโดดลงมาจากกระดานหกพร้อมวิ่งมาดูน้องเจนท์ทันที เขาค่อยๆ ยกตัวเด็กน้อยขึ้นมาแต่ไม่ว่าจะพยายามตะโกนเรียกเท่าไหร่เด็กน้อยก็ไม่ตอบรับ 

น้องเจนท์เอาแต่หายใจเข้าเป็นจังหวะที่ถี่รัว และเอามือกุมท้องในบริเวณที่คาดว่าน่าจะโดนกระดานหกกระแทกเข้า จะร้องออกมาก็ร้องไม่ออก จนเจนภพเริ่มรู้สึกกังวลใจ 

เจนภพไม่รี เขารีบรอออกคำสั่งให้ครูเวรที่ยืนอยู่บริเวณนั้นไปตามคนขับรถมาทันที ซึ่งเขาจะพาน้องเจนท์ไปโรงพยาบาลด้วยตัวเขาเอง 

และเมื่อผู้บริหารและคุณครูท่านอื่นๆ ทราบเรื่อง บริเวณสนามเล่นจึงเกิดเป็นความโกลาหลขนาดย่อมๆ แต่มันก็ไม่เท่ากับสีหน้าที่ดูน่ากลัวของคุณครูใหญ่เจนภพ จนไม่มีใครกล้าเดินเข้าไปถามไถ่นอกเสียจากยืนอยู่ใกล้ๆ เผื่อคุณครูใหญ่จะมีอะไรให้เรียกใช้

“คุณครูใหญ่คะ รถมาแล้วค่ะ”

คุณครูใหญ่รีบอุ้มร่างน้องเจนท์วิ่งขึ้นรถไปทันที หลังคุณครูใหญ่พาน้องเจนท์ออกไปแล้วนั่นแหละ คุณครูที่เหลือถึงสามารถตั้งสติและรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เสียที…

 

 

            เจนภพใช้อำนาจทางธุรกิจของที่บ้านพร้อมจ่ายเงินจำนวนมากให้กับทางโรงพยาบาลเพื่อเรียกแพทย์อันดับหนึ่งของทางโรงพยาบาลมารับผิดชอบในเคสของเด็กชายจิรภัทรทันทีโดยไม่ต้องรอตรวจ...และถึงจะไม่ใช้อำนาจหรือจ่ายเงินพิเศษ ทางโรงพยาบาลก็พร้อมจะทำการรักษาน้องเจนท์ทันทีเมื่อเห็นสีหน้าของเจนภพ

            “ผลการเอกซเรย์และการตรวจร่างกายอย่างละเอียดไม่มีความผิดปกติใดๆ นะคะ ส่วนอาการที่ทางผู้ปกครองเล่ามาหมอคาดว่าน้องน่าจะจุกหรือตกใจจนพูดไม่ออกเท่านั้นค่ะ นอกนั้นก็จะมีแต่จุดที่โดนกระแทกมีอาการเขียวช้ำค่อนข้างมาก หมอจึงสั่งยาทาไปให้นะคะ” แพทย์เจ้าของไข้น้องเจนท์กล่าวหลังจากที่ตรวจร่างกายของเด็กชายอย่างละเอียด

            “แน่ใจใช่ไหมครับ ทางคุณตรวจละเอียดแล้วใช่ไหม” คนที่เป็นห่วงเด็กน้อยอย่างออกอาการยังคงไม่เชื่อต่อผลตรวจ 

            “ไม่ต้องห่วงนะคะ น้องปลอดภัยทุกอย่างค่ะ ใช่ไหมครับ” คุณหมอสาวหันไปพูดกับเด็กน้อยแทน

            “ฮับ” เด็กน้อยที่ก่อนหน้านี้ทำให้เจนภพเป็นห่วงจนร้อนใจ ตอนนี้เจ้าตัวสามารถกลับมายิ้มแย้มได้เหมือนเดิมแล้ว แถมยังฉีกยิ้มกว้างให้คุณครูใหญ่เป็นการยืนยันอีกต่างหาก

            “ครับ ถ้างั้นก็ต้องขอบคุณมากนะครับ”

            ตึงตึงตึง

            “น้องเจนท์ น้องเจนท์อยู่ไหนครับพี่ฟ้า” แต่ยังไม่ทันที่บรรยากาศภายในห้องตรวจจะกลับมาเป็นปกติ จู่ๆ ผู้ชายในชุดกาวน์คนหนึ่งก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาในห้องตรวจ เนื่องจากได้ยินมาว่าเด็กน้อยผู้เปรียบเสมือนหลานแท้ๆ ของตนเองต้องเข้าโรงพยาบาลฉุกเฉิน

            “เบาๆ สิเจ้าวัฒน์มันรบกวนคนอื่นๆ ว่าแต่นายรู้จักเด็กคนนี้หรือ”

            “ค ครับ น้องเจนท์เป็นหลานผม” หมอวัฒน์ตอบพลางหอบหายใจเพื่อเอาอากาศเข้าไป เขารีบวิ่งมาจากอีกตึกทันทีเมื่อได้ยินว่าน้องเจนท์ประสบอุบัติเหตุ แต่เมื่อเห็นเด็กน้อยนั่งยิ้มแฉ่งอยู่บนเตียงโดยไม่บุบสลายใดๆ เขาจึงรู้สึกโล่งใจไปได้ระดับหนึ่ง

            “ลุงวัฒน์ฮับ!” ทันทีเมื่อน้องเจนท์เห็นคนรู้จัก เจ้าเด็กน้อยจึงรีบเรียกอีกฝ่ายขึ้นมาทันที

            “ว่าไงครับลูกหมู เป็นอะไรถึงมาโรงพยาบาล”

            “น้องเจนท์ตกจากกระดกกระดกฮับ แต่น้องเจนท์ไม่เป็นอะไรแล้ว น้องเจนท์เก่ง!” ไม่ว่าเปล่าเด็กน้อยยังจะกระโดดลงจากเตียงเพื่อยืนยันความแข็งแกร่งของตัวเอง แต่ดีที่หมอวัฒน์เข้ามาอุ้มน้องเจนท์ได้ทัน

            “ครับๆ เชื่อแล้วว่าเก่ง เดี๋ยวลุงโทรไปบอกแม่ของเราดีกว่า เดี๋ยวให้รู้ทีหลังแล้วจะเป็นห่วงเอา”

            เจนภพที่ยืนเป็นธาตุอากาศไร้ตัวตนอยู่นาน เขาอดที่จะพูดแทรกขึ้นมาไม่ได้ ยิ่งผู้ชายที่เคยมีประเด็นกับคนรักเก่าของเขา(อย่างไม่รู้ตัว) มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าแบบนี้ด้วย

            “ขอโทษที่ต้องรบกวนเวลานะครับ”

            “อ เอ่อครับ ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?” หมอวัฒน์หันกลับมาตามเสียงของเจนภพ เขาไม่แน่ใจว่าเคยรู้จักผู้ชายตรงหน้าตรงไหน เว้นแต่เรื่องที่ใบหน้าของผู้ชายคนนี้มันช่างรู้สึดคุ้นเคยเหลือเกิน

            “คุณเป็นอะไรกับน้องเจนท์ครับ” เจนภพไม่เอื้อนเอ่ยใดๆ เขาเลือกที่จะพูดเข้าประเด็นในทันที

            “ผมเป็นลุงของน้องเจนท์ครับ แล้วคุณหล่ะเป็นใคร” โดยปกติหมอวัฒน์เป็นผู้ชายอารมณ์ดี สามารถเข้ากับผู้คนได้ทุกเพศทุกวัย แต่คงเว้นไว้แต่ผู้ชายตรงหน้าคนนี้คนหนึ่ง 

            “ทะเลาะกันไม่ดีนะฮับ คุงแม่บอก” บรรยากาศมาคุถูกปกคลุมไปทั่วห้องตรวจอีกครั้ง  ขนาดที่เด็กน้อยยังคงรับรู้ได้ น้องเจนท์จึงเลือกที่พูดขึ้นมาตามที่คุณแม่สอนเอาไว้ว่าต้องคอยห้ามถ้าเห็นใครทะเลาะกัน

            หมอวัฒน์หันไปมองตามเสียงของหลานรักของตัวเองก่อนจะเหลือบมองผู้ชายตรงหน้าด้วยหางตา…และจู่ๆ หมอวัฒน์ก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่เริ่มเอะใจตั้งแต่ได้เจอหน้าผู้ชายคนนี้เป็นครั้งแรก

            “อ อย่าบอกนะว่าคุณเป็นพ่อ…” หมอวัฒน์รู้ตัวแล้วว่าตัวเองพลาดไป เขารีบยกมือขึ้นมาปิดปากเพราะเกือบจะหลุดถามในสิ่งที่ตัวเองสงสัยออกไป

รองประธานหนุ่มเลิกคิ้วเมื่อได้ยินสิ่งที่หลุดออกมาจากอีกฝ่าย แม้อีกฝ่ายจะรู้ตัวและไม่พูดขยายความต่อไปมากกว่านี้ แต่ก็ช้ากว่าเจนภพที่ได้ยินทุกประโยคจากปากของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน

“ผมว่าพวกเราคงต้องคุณกันหน่อยนะครับ…คุณหมอวัฒน์”

 

 

ครืด ครืด

กุลกวินที่รู้สึกถึงสัญญาณแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือ เขาจึงหยิบมันขึ้นจากกระเป๋ากางเกง หลังจากวางข้าวของทุกอย่างลงกับโซฟาเรียบร้อยแล้ว

“สวัสดีครับ”

“สวัสดีค่ะ ครูแป้งคุณครูประจำชั้นของน้องเจนท์นะคะ รบกวนขอเรียนสายกับคุณพ่อน้องเจนท์หน่อยค่ะ”

“สวัสดีครับคุณครู ผมกำลังพูดสายอยู่ครับ ไม่ทราบว่าครูแป้งมีธุระอะไรหรือเปล่าครับผมกำลังจะออกไปรับน้องเจนท์พอดีเลย” กุลกวินตอบกลับปลายสายเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

หลังจากที่สอนพิเศษให้กับเด็กนักเรียนเสร็จ กุลกวินจึงรีบขับรถตรงกลับมาบ้านเพื่อเก็บข้าวของและรอให้ถึงเวลาเลิกเรียนของน้องเจนท์เสียก่อนจึงค่อยออกไปรับลูกชาย ซึ่งเขาทำแบบนี้จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว

“เอ่อ ค คือ พอดีคุณครูจะแจ้งว่าน้องเจนท์ประสบอุบัติเหตุเล็กน้อยหน่ะค่ะ”

“อะไรนะครับ! แล้วน้องเจนท์เป็นไงบ้างครับ ตอนนี้ลูกผมเป็นยังไงบ้างครับ” กุลกวินถามกลับไปด้วยความร้อนรน ไวกว่าความคิดตอนนี้กุลกวินรีบหยิบกุญแจรถเพื่อเตรียมตัวที่จะไปโรงเรียนของลูกชายทันที

“ใจเย็นๆ ก่อนนะคะคุณพ่อ น้องเจนท์ปลอดภัยดีค่ะ ทางโรงเรียนพาน้องเจนท์ไปโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวคุณครูใหญ่จึงจะเป็นคนไปส่งน้องเจนท์ด้วยตัวเองนะคะ คุณพ่อรอที่บ้านได้เลยค่ะ”

“ครับได้ครับ” คุยกันอีกเล็กน้อยเพื่อถามไถ่ถึงอาการของลูกชาย แม้จะรู้ว่าลูกชายปลอดภัย แต่สัญชาตญาณของคนเป็นแม่ก็ยังคงห่วงลูกน้อยอยู่ดี 

กุลกวินไม่ยอมเข้าบ้าน เขาเดินวนอยู่บริเวณหน้าประตูเพื่อยืนรอลูกชายตามที่คุณครูประจำชั้นของลูกบอกมาด้วยความกระวนกระวาย

ทุกวินาทีของกุลกวินผ่านไปด้วยความยากเย็น เขาอยากจะติดต่อไปหาคุณครูใหญ่ก็ไม่มีช่องทางใดๆ กุลกวินจึงทำได้เพียงแค่ยืนรอลูกชายอย่างไร้จุดหมายเท่านั้น

            เอี๊ยด

            กุลกวินสังเกตเห็นรถยนต์ยี่ห้อหรูที่ดูคุ้นตามาจอดอยู่หน้าบ้าน ด้วยความไม่แน่ใจว่าเป็นรถของทางโรงเรียนหรือเปล่า เจ้าตัวจึงยืนดูอย่างห่างๆ จนเมื่อเห็นลูกชายเดินลงมาจากรถคันนั้น

            “คุงแม่ฮับ”

            “น้องเจนท์! เป็นไงบ้างครับ เจ็บตรงไหนหรือเปล่าลูก ไม่เป็นไรใช่ไหมครับ”

            หากเป็นปกติ ทุกวันหลังเลิกเรียนน้องเจนท์จะเป็นฝ่ายโผเข้ากอดมารดา แต่คราวนี้กลับเป็นคุณแม่ยังหนุ่มแทนที่โผเข้ากอดลูกชายตัวน้อยด้วยความเป็นห่วงแทน เขาสำรวจจนมั่นใจว่าลูกชายไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหนจึงสามารถถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกได้

            “ขอโทษนะครับที่เสียมารยาทไม่ได้ทักทาย คุณคงจะเป็นคุณครูใหญ่ใช่ไหมครับ…”

            กึก

            เพราะความเป็นห่วงลูก กุลกวินจึงไม่ทันสังเกตว่ามีชายร่างสูงอีกคนเดินตามน้องเจนท์ลงมาจากรถด้วย เมื่อปล่อยลูกชายออกจากอ้อมกอด กุลกวินรีบลุกขึ้นยืนเพื่อทักทายอีกฝ่าย แต่เมื่อได้เห็นว่าคนตรงหน้าเป็นใคร ยังไม่ทันที่กุลกวินจะพูดจบ เสียงของเขาขาดตอนไป และเบิกตากว้างขึ้นด้วยความตกใจสุดขีด

            “พี่ภพ!”

            “น้องเจนท์ปลอดภัยดีไม่เป็นอะไร” เจนภพตอบกลับเพียงสั้นๆ โดยไม่ได้สนใจว่าอดีตคนรักตรงหน้าจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อเจอเขา

            “ค ครับ ขอบคุณมากครับ น้องเจนท์เข้าบ้านลูก ผมขอตัวก่อนนะครับ” กุลกวินรีบจูงมือลูกชายเพื่อเดินเข้าบ้าน แต่ไม่ทันที่จะทำได้ดั่งใจ

            หมับ

            ข้อแขนของกุลกวินก็ถูกมือหนาของอีกฝ่ายรั้งเอาไว้เสียก่อน

            “ค คุณเจนภพ ช่วยปล่อยมือผมด้วยครับ”

            “คุณเจนภพงั้นหรือ?” ร่างสูงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย ก่อนจะแปรเปลี่ยนไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่กุลกวินขนลุกซู่ทันที

            ในเมื่ออีกฝ่ายพยายามที่จะลืมเลือนเรื่องระหว่างพวกเขาไป เขาก็จะลืมเรื่องทั้งหมดเช่นกัน

            “เรามีเรื่องต้องคุยกันนะ…กุญแจ” เจนภพพูดเสียงเรียบ

            “แต่ผมไม่มีอะไรจะคุยกับคุณนะครับ ปล่อยมือผมนะครับไม่งั้นคุณจะโดนข้อหาบุกรุก”

            “บุกรุก? บุกรุกบ้านเมียตัวเองนี่นะ หึ ตำรวจที่ไหนจะรับแจ้งความกัน”

            “ม เมียเมออะไร อย่ามาตลกนะครับคุณเจนภพ” กุลกวินตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เขาพยายามดึงลูกชายไปซ่อนด้านหลัง แต่วันนี้ลูกชายของเขาไม่ยอมให้ความร่วมมือ เจ้าตัวพยายามชะเง้อหน้าออกมาดูตลอดว่าผู้ใหญ่ทั้งสองคนกำลังทำอะไรกัน

            “พวกเราคงต้องคุยกันหน่อยแล้วล่ะ”  

            “คุยอะไรครับ ถ้าเรื่องที่ผมออกจากบ้านมา เอาไว้คุยกันวันอื่นเถอะครับอีกเดี๋ยวแฟนผมก็จะกลับมาแล้ว เดี๋ยวเขาจะเข้าใจผิดเอา…โอ๊ย” กุลกวินหน้านิ่วเมื่อข้อมือของเขาถูกบีบโดยฝ่ามือหนาของชายตรงหน้า ยิ่งพยายามสะบัดมือหนีเท่าไหร่ แรงบีบก็มากขึ้นเท่านั้น

            “พอเถอะกุญแจ ฉันรู้ความจริงทุกอย่างแล้ว”

            “ค ความจริงอะไรครับ” เจ้าของชื่อกุญแจถามเสียงแผ่ว

            ขอเพียงแค่เรื่องเดียวเท่านั้น...เขาภาวนาเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้ความจริงเรื่องนั้น  “ความจริงที่ว่า”

            “ฉันเป็นพ่อของน้องเจนท์”

            เป็นอีกครั้งที่กุลกวินเบิกตากว้าง สุดท้ายความลับที่เขาปกปิดมานานก็ถูกล่วงรู้โดยผู้ชายคนนี้ 

            ไม่ใช่แค่เพียงเจนภพจะมาตามตัวเขาจนเจอ

            แต่อีกฝ่ายยังรู้ด้วยว่า ตัวเอง…เป็นพ่อของน้องเจนท์

 

(End of Janepob’s Part)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 396 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

102 ความคิดเห็น

  1. #71 Kun Kuna (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 18:53
    รู้แล้วววว
    #71
    0
  2. #58 FDB88 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2563 / 19:55

    ในที่สุดดด

    #58
    0
  3. #23 library -_^ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2563 / 12:39
    ค้างมากเลยค่ะ รออ่านนะคะ
    #23
    0
  4. #22 Lee Green (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2563 / 12:27
    ค้างงงงงง
    #22
    0
  5. #21 Wannaratt (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2563 / 11:40
    งื้อ รีบมาต่อน้าไรท์ พลีสสสส
    #21
    0
  6. #20 ThisisMinyoongi_ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2563 / 11:29
    ถ้าคุณเจนทำอะไรให้น้องกุญแจร้องไห้ชั้นจะตีเธอ!!!!!
    #20
    0
  7. #19 nuying88 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2563 / 08:05
    แกมันไม่รู้จะพูดยังไงดี อิคุณเจน ชั้นโกรธแกตั้งแต่แกสั่งยกเลิกตามหาละ แกเห็นกุญแจอยู่โรงบาลแกไม่สงสัยสักนิดเรอะว่าเค้าเป็นอะไร มัวแต่น้อยใจ แล้วเพิ่งมาคิดได้ตอนนี้อะนะ โอ้ยยยยยย
    #19
    0
  8. #18 Melovemind (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2563 / 00:29
    ทำคุณแม่ร้องไห้อีกฉันตีนะ!!!
    #18
    0
  9. #17 aintiraa (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 23:30
    ฮรื่ออออไรท์จ๋าต่ออีกตอนเลยได้มั้ย..ค้างมากกก😭
    #17
    0