(MPREG) จดหมายถึงพ่อหนู

ตอนที่ 3 : จดหมายฉบับที่สาม : น้องเจนท์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,676
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 373 ครั้ง
    3 มิ.ย. 63

จดหมายฉบับที่สาม

น้องเจนท์

 

 

การที่พ่อแม่จะเลี้ยงลูกคนหนึ่งให้เติบใหญ่นั้นว่ายากแล้ว แต่การที่จะเลี้ยงเด็กให้โตขึ้นมาโดยที่ให้เขารู้สึกว่าตนเองได้รับความรักความอบอุ่นจากผู้เป็นบิดามารดาวนั้นยากยิ่งกว่า หลังจาก ‘น้องเจนท์’ เด็กชายจิรภัทร  ณรงค์ภักดี ลูกชายผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของกุลกวินที่เจ้าตัวหมั่นดูแลประคบประหงมเด็กน้อยคนนี้ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ได้ถือกำเนิดขึ้นมา ชีวิตของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างเขาก็เปลี่ยนไปชนิดที่ว่าจากเมื่อก่อนเขาสามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องติดอะไร แต่เมื่อมีลูกแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็จะมีแต่เด็กคนนี้เพียงเท่านั้น

กุลกวินนึกชื่นชมคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวทุกคนที่สามารถเลี้ยงลูกน้อยของพวกเธอคนเดียวจนสามารถเติบใหญ่ขึ้นมาอย่างมีคุณภาพอยู่ตลอดเวลา ขนาดหลายๆ ครอบครัวที่มีทั้งสามีและภรรยาคอยดูแลลูกน้อย ยังออกปากเลยว่าเหนื่อย แล้วการที่คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวต้องคอยดูแลลูกเพียงคนเดียวจะเหนื่อยขนาดไหนกัน

ในช่วงแรกๆ ที่เขายังเจ็บแผลผ่าคลอด สองจึงเป็นคนคอยดูแลน้องเจนท์แทนเขา แต่หลังจากนั้นไม่นาน สองก็บังเอิญไปได้งานประจำที่ห้างสรรพสินค้าขนาดกลางในตัวเมืองแห่งหนึ่ง ดังนั้นสองจึงจะมีเวลาช่วยเขาดูแลหลานได้เฉพาะช่วงกลางคืนเท่านั้น ถึงอย่างนั้นกุลกวินก็ไม่อยากจะรบกวนเวลาพักผ่อนของสองสักเท่าไหร่ และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้กุลกวินต้องเป็นผู้เลี้ยงลูกเพียงคนเดียวหรืออาจเรียกว่าเขาได้กลายเป็นซิงเกิลมัมอย่างเป็นทางการ

แม้จะรู้สึกเหนื่อยเพราะกุลกวินเองก็ไม่ได้มีประสบการณ์เลี้ยงเด็กแม้แต่น้อย โชคยังดีที่มีหมอวัฒน์และหมอแพรสลับกันเข้ามาช่วยสอนวิธีการเลี้ยงลูกให้กับคุณแม่มือใหม่ในช่วงที่แต่ละคนไม่ต้องเข้าเวร ในช่วงแรกที่ต้องดูแลลูกน้อยด้วยตัวเอง คุณแม่มือใหม่ยังเก้ๆ กังๆ อยู่บ้าง แต่เมื่อเริ่มจับทางได้บวกกับการที่น้องเจนท์เป็นเด็กที่เลี้ยงง่าย เขาจึงไม่รู้สึกเหนื่อยกับการเลี้ยงน้องเจนท์สักเท่าไหร่ เผลอแปปเดียวตอนนี้น้องเจนท์ก็อายุจะสี่ขวบแล้ว และอีกไม่นาน ลูกชายที่ก่อนหน้านี้ยังไม่สามารถแม้แต่จะพูดได้ก็กำลังจะเริ่มเข้าเรียนในชั้นเตรียมอนุบาลแล้ว

“คุงแม่ ๆ น้องเจนท์หิวแย้ว หิว ๆ” เด็กชายจิรภัทรวัยเกือบสี่ขวบวิ่งเข้ามาเกาะขามารดาของตัวเองอย่างออดอ้อน เสียงเพลงจากการ์ตูนเรื่องโปรดที่ดังขึ้นหลังจากการ์ตูนฉายจบแล้ว เป็นสัญญาณที่ทำให้น้องเจนท์รู้ว่า อีกไม่นานเขาก็จะได้ทานอาหารฝีมือของคุณแม่แล้ว

ฟอด

“แปปหนึ่งนะครับคนเก่ง เดี๋ยวรอน้าสองกลับมาก่อนนะครับ เราจะได้กินข้าวพร้อมๆ กันไง น้องเจนท์รอได้ไหม” คุณแม่ยังหนุ่มวางมือจากการทำอาหารก่อนจะก้มตัวลงมาพูดกับลูกชายพร้อมหอมแก้มยุ้ย ๆ ของน้องเจนท์ไปหนึ่งทีด้วยความมันเขี้ยว

“ฮับ น้องเจนท์เก่ง น้องเจนท์จะรอน้าฉองด้วย” เด็กชายจิรภัทรตอบรับเสียงดังฟังชัด

“เก่งมากครับ แต่ตอนนี้คนเก่งต้องออกไปนั่งรอคุณแม่ข้างนอกก่อนนะครับ ข้างในนี้มันอันตรายครับ” กุลกวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงน่าฟังซึ่งลูกชายของเขาก็พยักหน้ารับแต่โดยดี ก่อนจะเดินออกไปนั่งรอที่โต๊ะอาหารตามคำสั่งของผู้เป็นแม่  

เมื่อเห็นว่าลูกชายเดินออกไปจากห้องครัวแล้ว กุลกวินจึงหันกลับไปจัดการกับมื้อเย็นที่ทำค้างเอาไว้ต่อ  

ระยะเวลาเพียงสี่ปี ที่กุลกวินก็ได้กลายเป็นแม่คนอย่างเป็นทางการ มันเป็นช่วงเวลาสี่ปีที่กุลกวินต้องพยายามอย่างหนักเพื่อทำหน้าที่ของการเป็นแม่ให้ดีที่สุด

 ในช่วงที่น้องเจนท์กำลังเริ่มรู้ความนั้น เขายอมรับเลยว่าค่อนข้างเป็นกังวลว่าจะไม่สามารถเลี้ยงลูกให้ได้รับความอบอุ่นได้อย่างเต็มที่…เขารู้ดีว่าครอบครัวของเขาได้สมบูรณ์แบบเหมือนกับครอบครัวอื่นๆ แต่เมื่อเห็นหน้าลูกน้อยยามนอนหลับ มันจึงเป็นแรงผลักดันให้คนเป็นอย่างเขามีแรงที่จะสู้ต่อไป  

ดังนั้นเพื่อไม่ให้น้องเจนท์ต้องรู้สึกขาดความอบอุ่น กุลกวินจึงได้ตัดสินใจทำหน้าที่ตัวเองให้สมบูรณ์แบบโดยที่จะเป็นคนเลี้ยงลูกด้วยตัวเองแม้ว่าใจจริงแล้วเขาอยากที่จะออกไปหางานทำเพื่อที่สองจะได้ไม่ต้องเหนื่อยหารายได้เพียงคนเดียว  

แต่สองก็ยังคงเป็นสอง อีกฝ่ายเลือกที่จะยอมเหนื่อยเพื่อให้หลานของเขาไม่ต้องรู้สึกขาดความอบอุ่น กุลกวินรู้ดีว่าสองไม่อยากให้หลานรู้สึกเหมือนตนเองที่ต้องเสียทั้งพ่อและแม่ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ กุญแจจึงต้องยอมรับความหวังดีของสองพร้อมสัญญาว่าจะดูแลน้องเจนท์ให้ดีที่สุด

และมันก็เป็นอย่างที่เขาและสองคาดหวัง เมื่อเด็กชายจิรภัทรเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กร่าเริงและมักจะมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าเสมอ ที่สำคัญน้องเจนท์ไม่เคยทำให้เขารู้สึกเหนื่อยเลยแม้แต่ครั้งเดียว

“เอ บี ชี ดี อี เอฟ จี เอช ไอ เจ เค…แอล เอม เอ็น โอ พี” กุลกวินหันหน้าไปมองตามน้ำเสียงเจื้อยแจ้วของลูกชายที่กำลังนั่งร้องเพลงเอบีซีบนโต๊ะอาหารอย่างอารมณ์ดี  

นี่คงเป็นอีกหนึ่งข้อดีของลูกชายเขา เจ้าตัวเป็นเด็กดีและเชื่อฟังคำสั่งของเขาและสองทุกอย่าง เรื่องการดูโทรทัศน์ก็เช่นกัน  

อันที่จริงเขาเพียงแค่สอนลูกว่าเป็นเด็กไม่ควรดูโทรทัศน์นานๆ เพราะมันอาจจะทำให้สายตาเสียได้ ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เคยห้ามน้องเจนท์หากลูกต้องการจะดูโทรทัศน์ในช่วงเวลาว่างแบบนี้ แต่น้องเจนท์ก็ยังคงทำตามในสิ่งที่เขาเคยสอน นั่นก็คือเจ้าตัวจะดูการการ์ตูนแค่เพียงตอนเช้าและตอนเย็นเท่านั้น ส่วนเวลาอื่นๆ เขามักจะใช้เวลาอยู่กับลูกซะมากกว่า

กุลกวินยืนมองน้องเจนท์ด้วยความรู้สึกที่หลากหลายทั้งรักและดีใจที่น้องเจนท์เกิดมา การที่มีน้องเจนท์มันถือเป็นของขวัญอันแสนล้ำค่ามากที่สุดในชีวิตของเขา แต่กลับกัน ทุกครั้งที่เขามองหน้าลูกชายแบบนี้ เขาก็มักจะคิดถึงใบหน้าของใครบางคนทับซ้อนขึ้นมาอยู่เสมอ

ทุกครั้งที่มีคนทักเรื่องหน้าตาของน้องเจนท์ เขามักจะได้ยินคำถามเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่ตลอดว่า ‘น้องเจนท์หน้าตาเหมือนแม่ของเขาหรือ’ ซึ่งก็ไม่แปลกที่ผู้คนจะคิดแบบนั้น เพราะยิ่งน้องเจนท์โตขึ้นเท่าไหร่ ลูกชายของเขายิ่งถอดแบบผู้ชายคนนั้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ  

น้องเจนท์หน้าตาเหมือนพ่อที่แท้จริงของแก…

และถ้ามีคนรู้จักของเจนภพมาเจอลูกชายของเขาเข้าล่ะก็ บางทีผู้คนพวกนั้นก็อาจจะคิดว่าน้องเจนท์น่าจะเป็นลูกชายของเจนภพมากกว่าเป็นลูกชายของเขาก็เป็นได้ จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการที่เห็นหน้าลูกชาย มันยิ่งทำให้เขาคิดถึงผู้ชายคนนั้นด้วยเช่นกัน

กุลกวินสะบัดหน้าเล็กน้อยเมื่อรู้ตัวว่ากำลังคิดไปไกล แม้จะไม่รู้สึกเหมือนเก่า แต่มันไม่ได้แปลว่าเขาไม่ได้คิดถึงผู้ชายคนนั้น

ครืด

“กลับมาแล้วครับ” เสียงของประตูดังขึ้นทำให้กุลกวินหันมาสนใจกับการทำอาหารต่อให้เสร็จ

“น้าฉอง น้องเจนท์คิดถึง” เมื่อได้ยินเสียงของน้าสอง เจ้าตัวเล็กของบ้านจึงรีบวิ่งเข้าไปโผกอดน้าของตนเองที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านด้วยความคิดถึงทันที  

“น้าก็คิดนึงน้องเจนท์ครับ”

ฟอด

“ให้น้าหอมอีกที”

“ฮื่อ ไม่เอาแล้ว” น้องเจนท์ว่าเมื่อโดนน้าสองเป็นฝ่ายจู่โจมกลับ

“วันนี้ไม่ดื้อใช่ไหมลูกหมู ไม่ได้ทำให้คุณแม่เหนื่อยใช่ไหม”

“ฮับ น้องเจนท์ไม่ดื้อไม่ซน ใช่ไหมฮับคุงแม่” ลูกชายใครไม่รู้เจ้าเล่ห์ไม่เบา เพราะกลัวน้าสองไม่เชื่อเลยหันไปถามคุณแม่เพื่อให้มาช่วยเป็นพยาน  

ก็คุงแม่อะ ชมว่าน้องเจนท์เป็นเด็กดีเสมอเลย

“ครับ น้องเจนท์เป็นเด็กดี” กุลกวินตอบลูกชาย

“อย่างนี้น้าสองคงต้องให้รางวัลแล้วสินะ”

“เย่ๆ รางวัล น้องเจนท์จะเอารางวัล” เด็กดีควรได้รางวัล พอน้องเจนท์ได้ยินอย่างนั้นจึงหันกลับมาให้ความสนใจกับน้าชายของตัวเอง

“นี่ไงครับ”

ฟอด

“คิกคิก น้าฉองอย่าแกล้งน้องเจนท์” หมูอ้วนของบ้านส่งเสียงหัวเราะคิกคักไปมา เมื่อถูกน้าสองระดมหอมแก้มใส่ฉุดใหญ่

“เล่นพอแล้วทั้งสองคน อาหารเสร็จแล้วรีบมากินกันได้แล้ว” ศึกของน้าหลานสงบศึกลงชั่วคราวเมื่อกลิ่นหอมของอาหารฝีมือกุลกวินถูกนำมาวางจัดสำรับไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว  

อาหารของคุณแม่อร่อยที่สุด ต่อให้เอาอะไรมาแลกน้องเจนท์ก็ไม่ยอม

“รีบไปล้างมือกันทั้งน้าหลานเลย”  

สองหนุ่มรีบพากันไปล้างมือตามคำสั่งของกุลกวิน ถึงแม้เรื่องอื่นๆ คุณแม่ยังหนุ่มจะไม่ได้เคร่งครัดมากนัก แต่ถ้าเป็นเรื่องความสะอาดแล้วกุลกวินจะเข้มงวดกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เคยมีครั้งหนึ่งที่น้องเจนท์ออกไปเล่นนอกบ้านแล้วกลับมาไม่ยอมล้างมือ วันนั้นคุณแม่ให้น้องเจนท์นั่งสำนึกผิดต่อหน้าอาหารแสนอร่อยเป็นเวลาสิบนาทีเลย เล่นเอาน้องเจนท์เกือบจะร้องไห้เพราะหิวมากๆ

“พรุ่งนี้พี่กุญแจจะพาน้องเจนท์ไปสมัครเนอสเซอรี่ใช่ไหมครับ” สุธีถามขึ้นมาในขณะที่สมาชิกของบ้านทุกคนกำลังเพลิดเพลินกับอาหารมื้อเย็น การพูดคุยในช่วงมื้ออาหารเป็นเรื่องปกติของบ้านนี้ เพราะมันเป็นช่วงเวลาเดียวเท่านั้นที่คนในครอบครัวจะได้พร้อมหน้ากัน แต่ถึงอย่างนั้นกุลกวินก็คอยสอนลูกชายอยู่เสมอถึงเรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหารว่าจะต้องเคี้ยวข้าวให้หมดก่อนจึงจะสามารถพูดได้ และถ้าหากไปทานข้าวนอกบ้านก็ควรหลีกเลี่ยงที่จะพูดคุยบนโต๊ะอาหารเพราะมันเป็นเรื่องที่อาจจะเสียมารยาทได้

“ใช่ แต่คงต้องดูก่อนมั้ง เพราะตอนนี้น้องเจนท์เองก็เกือบจะสี่ขวบแล้ว แถมยังเริ่มอ่านเขียนได้บ้างแล้วด้วย พี่เลยคิดว่าจะให้ที่โรงเรียนดูก่อนว่าน้องเจนท์ควรจะเรียนชั้นไหนดี”

“น้องเจนท์ท่อง ABC ได้แล้วฮับน้าฉอง คุงแม่เป็นคนฉอนฮับ” เจ้าเด็กแก้มตุ่ยรีบเคี้ยวข้าวในปากจนหมดเมื่อได้ยินว่ามีคนกำลังพูดถึงตนเองอยู่

“เก่งมากครับ พรุ่งนี้คุณแม่จะพาน้องเจนท์ไปเรียนหนังสือนะ เรียนหนังสือแล้วจะเก่งขึ้นกว่านี้ด้วยครับ” สุธีหันไปหยิกแก้มของหลานชายที่เพิ่งเข้าร่วมวงสนทนา เบาๆ ด้วยความเอ็นดู  

“เนียนหนังฉือ” เด็กน้อยเอียงคอด้วยความสงสัย

“เรียนหนังสือครับ น้องเจนท์จะต้องไปโรงเรียนรู้ไหมครับ” คุณแม่ยังหนุ่มหยิบผ้าเช็ดปากขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดให้กับน้องเจนท์พลางพูดคุยกับลูกชายไปด้วย

“แล้วโรงเรียนมันคืออะไรฮับ” เด็กน้อยยังคงสงสัยในสิ่งที่ผู้ใหญ่กำลังบอก โรงเรียนคืออะไร แล้วทำไมต้องไปโรงเรียน

“โรงเรียนคือสถานที่ที่มีเพื่อนๆ เยอะแยะเลยครับ เด็กๆ ทุกคนจะต้องไปเรียนหนังสือจะได้มีความรู้ติดตัวครับ พอเรียนจบแล้วน้องเจนท์จะได้มาช่วยคุณแม่กับน้าสองไงครับ” น้าสองเป็นฝ่ายอธิบาย

“อู้วๆ เพื่อนเยอะแย น้องเจนท์อยากไปโรงเรียนฮับ” ผู้ใหญ่ทั้งสองอมยิ้มให้กับความสดใสของเด็กน้อยวัยเกือบสี่ขวบ  

บางทีในตอนนี้ น้องเจนท์อาจจะยังไม่เข้าใจก็เป็นได้ว่าโรงเรียนมันคืออะไร แต่ที่เจ้าตัวตื่นเต้นจนออกอาการ น้องเจนท์คงกำลังเข้าใจผิดว่าโรงเรียนเป็นสถานที่ที่ไม่ต่างจากสวนสนุกเมื่อครั้งที่กุลกวินเคยพาลูกชายไปเที่ยว  

ตอนไปสวนสนุก น้องเจนท์ได้เพื่อนใหม่กลับมาเพียบเลยหล่ะ

และเขาก็ได้แต่หวังว่า วันที่น้องเจนท์เข้าโรงเรียน ลูกคงไม่มากอดขาเขาแล้วร้องไห้เพราะไม่อยากไปโรงเรียนหรอกนะ

 

แต่สิ่งที่กุลกวินคิดก็ตกไป

 

“น้องเจนท์ตั้งใจเรียนนะครับ ห้ามดื้อห้ามซนนะลูก”

“ฮับ” เด็กดื้อที่ติดคุณแม่อย่างกับอะไร แต่เมื่อมาถึงห้องเรียนเจ้าตัวเล็กกลับวิ่งจู้ดเข้าไปในห้องเพื่อทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ทันที

“คุณพ่อไม่ต้องเป็นห่วงน้องนะคะ ทางโรงเรียนมีมาตรการเพื่อคอยดูแลเด็กๆ เป็นอย่างดีค่ะ” คุณครูประจำชั้นเอ่ย บางทีเธออาจจะเห็นสีหน้าที่ดูเป็นกังวลของเขาเข้า

“เอ่อครับ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ แล้วตอนเย็นจะมารับครับ” กุลกวินขอตัวจากคุณครูประจำชั้นของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่หนึ่ง  

เมื่อทำการส่งน้องเจนท์เข้าเรียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวจึงแอบยืนมองลูกชายในชุดเครื่องแบบนักเรียนในระยะที่พอมองเห็นด้วยความขบขัน สิ่งที่เขาเคยคิดว่าน้องเจนท์อาจจะร้องไห้งองแงก็ต่างไปจากความจริงอยู่มากโข เพราะนอกจากน้องเจนท์จะไม่ร้องไห้แล้ว ลูกชายของเขายังเป็นฝ่ายช่วยปลอบเพื่อนๆ ร่วมชั้นเรียนที่กำลังแผดเสียงร้องไห้ด้วยซ้ำ  

ใช่แล้ว วันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรกของเด็กชายจิรภัทร  ณรงค์ภักดี ชั้นอนุบาลหนึ่งทับสอง หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่แล้ว กุลกวินได้ตัดสินใจพาลูกชายของเขามาสมัครเรียนยังโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งในตัวเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านของเขานัก และที่เป็นโรงเรียนนี้นั่นก็เป็นเพราะว่าโรงเรียนนี้เป็นสถานที่เดียวที่เปิดรับสมัครทั้งเด็กในระดับชั้นเตรียมอนุบาลและอนุบาล หากน้องเจนท์ได้เรียนในระดับชั้นเตรียมอนุบาล ในปีถัดไปจะได้ไม่ต้องปรับตัวกับสถานที่อีก และเมื่อทางโรงเรียนได้ทำการทดสอบวัดระดับความรู้ในด้านต่างๆ ของน้องเจนท์ คุณครูจึงลงความเห็นว่าน้องเจนท์สามารถเข้าเรียนในระดับชั้นอนุบาลหนึ่งได้ทันที แถมยังอธิบายให้กับคุณแม่ยังหนุ่มได้รู้ว่า เพื่อนร่วมชั้นบางคนของน้องเจนท์ยังอายุน้อยกว่าน้องเจนท์เลยด้วยซ้ำ การที่น้องเจนท์มีพัฒนาอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างดี หากเข้าเรียนในระดับชั้นอนุบาลหนึ่ง มันอาจจะเป็นผลดีต่อตัวเด็กมากกว่าที่จะให้ไปเรียนในระดับชั้นเตรียมอนุบาล

เสียงสัญญาณเตรียมเข้าแถวเคารพธงชาติดังขึ้น เขาจึงค่อยๆ ถอยห่างออกมาจากบริเวณนั้นเพื่อไม่เป็นการรบกวนการทำงานของคุณครู ยอมรับเลยว่าใจหายไม่น้อยที่หลังจากนี้ในวันธรรมดาจะไม่มีเสียงของลูกชายและเสียงการ์ตูนเรื่องโปรดภายในบ้านจนกว่าลูกน้อยจะเลิกเรียนแล้วสินะ  

แต่ในฐานะคนเป็นแม่ เขาก็อดที่จะปลื้มใจไม่ได้เมื่อเห็นลูกชายตัวน้อยกำลังค่อย ๆ เติบโตขึ้นอีกก้าวหนึ่ง…

 

 

 

“ท่านรองครับ ได้เวลาเดินทางไปสนามบินแล้วครับ”  

เสียงของเลขาคนสนิท ทำให้รองประธานหนุ่มที่กำลังนั่งอ่านเอกสารอย่างตั้งใจในบนโต๊ะทำงานหรูเงยหน้าขึ้นมองและถามขึ้นมาด้วยความสงสัย

“ถึงเวลาแล้วหรือ”  

“ครับท่าน”

“อืม ขอเวลาห้านาที ฉันขออ่านเอกสารฉบับนี้ก่อน เสร็จแล้วจะรีบไป”

“ครับ งั้นผมไปเตรียมตัวให้ท่านก่อนนะครับ” เลขาทำโค้งตัวเพื่อทำความเคารพก่อนจะเดินออกจากห้องไป

“เฮ้อ” เจนภพถอนหายใจออกมาด้วยความเซ็ง เดิมทีงานของบริษัทก็เยอะอยู่แล้ว ไม่น่าเผลอพลั้งปากว่าจะไปช่วยงานของคุณอาเขาเลย  

ครืด ครืด

“ครับอาทิพย์” พูดถึงก็โทรมาเลย

“เจนภพออกไปสนามบินหรือยังจ๊ะ ไม่ใช่ว่าลืมสัญญาที่จะช่วยงานของอาหรอกนะ” ปลายสายว่าอย่างติดตลก  

“ครับ กำลังจะไปครับ” เจนภพตอบด้วยน้ำเสียงเซ็งๆ  

“อย่าทำเสียงแบบนั้นสิจ๊ะ หลานรัก เดี๋ยวไว้อาซื้อของกลับไปฝากนะจ๊ะ”

“ผมเต็มใจช่วยอานะครับ แต่รบกวนคราวหน้าอาช่วยบอกผมก่อนนะครับว่างานที่จะให้ผมช่วยต้องเดินทางไปเชียงรายด้วย”

“อุ๊ยตาย อาว่าอาบอกตั้งแต่วันนั้นแล้วนะ แต่ไม่เป็นอะไรเนอะยังไงก็ถือว่ารู้แล้ว ไปเป็นตัวแทนอาก็อย่าทำหน้าดุนะ หัดยิ้มกว้างๆ ให้เหมือนเมื่อก่อนบ้าง เดี๋ยวเด็ก ๆ จะกลัวเอา ยังไงอาฝากด้วยนะจ๊ะหลานรัก” เจ้าหล่อนว่าเพียงแค่นั้นก่อนจะวางสายไปเสียดื้อๆ

“เฮ้อ ให้มันได้อย่างนี้สิ”

บทเรียนในครางนี้สอนให้รู้ว่า ก่อนที่เขาจะรับงานจากคนอื่น เขาควรจะถามรายละเอียดให้ดีเสีนก่อนว่ามันเป็นงานที่จะต้องเดินทางหรือเปล่า และที่สำคัญ มันเป็นงานเกี่ยวกับอะไร!

ตอนที่ตกลงรับปากช่วยงานของคุณอา เจนภพคิดว่ามันอาจจะเป็นงานง่ายๆ อย่างการเข้าประชุมแทนเหมือนก่อนหน้านี้ที่เขามักจะไปช่วยงานคนอื่นๆ ในครอบครัว แต่คราวนี้…

‘แค่ให้ไปร่วมงานวันครอบรอบสถาปนาโรงเรียนที่เชียงรายเอง เห็นไหมง่ายนิดเดียวเอง’

เขาอยากจะตอบอาไปเหลือเกินว่า ง่ายกับผีน่ะสิ!

สิ่งหนึ่งที่เจนภพเกลียดมากที่สุดคือ การเดินทาง หากมันไม่ใช่เรื่องงานหรือการท่องเที่ยวกับครอบครัวแล้วล่ะก็ เจนภพพร้อมที่จะปฏิเสธอย่างไม่ต้องคิดแม้แต่น้อย

แต่สิ่งหนึ่งที่เจนภพเกลียดยิ่งกว่า นั่นก็คือ ‘เด็ก’

ใครจะคิดหล่ะว่าวันหนึ่งคนอย่างเจนภพจะต้องมานั่งอ่านจดหมายของเด็กอนุบาลแทนคุณอากันด้วย

เขาไม่ได้เป็นคนรักเด็กเหมือนคุณอาจนสามารถไปเปิดโรงเรียนอนุบาลได้สักหน่อย จะเปิดโรงเรียนเขาก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก แต่การที่เป็นคุณครูใหญ่ใจป้ำและซื้อของขวัญให้นักเรียนในโรงเรียนทุกๆ คน อันนี้เขาว่ามันดูจะเกินไปหน่อย…อย่างน้อยก็เขาคนหนึ่งที่คิดอย่างนั้น

“ไปได้แล้วภัทร ฉันพร้อมแล้ว”

“เอ่อขอโทษนะครับท่านรอง พอดีเมื่อกี้ท่านประธานสั่งงานด่วนให้ผมเดินทางไปที่หนึ่ง ท่านเลยจัดหาเลขาคนอื่นที่จะเดินทางไปพร้อมกันกับท่านให้แล้วครับ”

“อืม งั้นฉันไปก่อนล่ะ”

“ครับ เดินทางปลอดภัยนะครับท่าน”

หลังจากขึ้นมานั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว เจนภพจึงหยิบเอกสารกำหนดการต่างๆ ขึ้นมาอ่านทวนคร่าวๆ  

เจนภพสะดุดกับกำหนดการที่เขาหนักใจที่สุด เจ้าตัวจึงวางใบกำหนดการลงกับเบาะข้างที่นั่งก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือพร้อมเปิดกล้องหน้าขึ้นมาส่องดู

บางทีใบหน้าของเขาตอนนี้คงจะดูดุดันเกินไปอย่างทีคุณอาว่านั่นแหละ

รองประธานหนุ่มพยายามฉีกยิ้มกว้างให้ดูเป็นมิตร เพราะยังไงงานที่เขารับผิดชอบในคราวนี้ คงจะหลีกเลี่ยงที่จะต้องอยู่กับพวกเด็ก ๆ  

แต่ไม่ว่าจะทดลองยิ้มยังไง สุดท้ายแล้วรอยยิ้มที่ออกมาของเจนภพมันกลับยิ่งดูสยดสยองมากกว่าน่าเข้าหาอยู่ดี ถ้าเป็นแบบนี้อย่าว่าแต่เด็ก ๆ เลย คนทั่วไปก็คงจะไม่กล้าเข้าหาเช่นเดียวกัน

เจ้าตัวทดลองยิ้มหลายแบบๆ ผ่านกล้องมองหน้า จนมาหยุดที่รอยยิ้มแบบหนึ่ง…

‘แบบนี้คงพอไหวหล่ะมั้ง’

เจนภพตกลงเสร็จสับกันตัวเอง แม้ว่ารอยยิ้มของเขาอาจจะไม่ได้ดูสดใสและน่าเข้าหาเหมือนเมื่อหลายปีที่แล้ว แต่รอยยิ้มที่เขาทดลองทำเมื่อตะกี้ เด็กๆ น่าจะกลัวน้อยที่สุดแล้วหล่ะมั้ง

แต่เจนภพคงไม่รู้เลยว่าตอนที่เจ้าตัวกำลังยิ้ม เสี้ยวหนึ่งภายในจิตใจเขากำลังนึกถึงใครบางคนที่เขาพยายามลืมเลือนมาตลอด…เขากำลังนึกช่วงเวลาที่ครั้งหนึ่งเขาเคยมีความสุขกับกุลกวิน

 

 

 

“คุงแม่ น้องเจนท์คิดถึง” กุลกวินรับอ้อมกอดจากเด็กชายวัยเกือบสี่ขวบที่โถมตัวเข้าหาทันทีที่เห็นคุณแม่ของตัวเองมายืนรอรับหลังช่วงเลิกเรียน

“เป็นเด็กดีหรือเปล่าหืม” กุลกวินเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน ความจริงแล้วตลอดทั้งวันเขาก็เอาแต่คิดถึงลูกน้อยจนแทบจะไม่สามารถทำอะไรได้เลยเช่นกัน

“น้องเจนท์เป็นเด็กดี ไม่ดื้อ ไม่ซน” เด็กแสบตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ

“ครับๆ แต่ตอนนี้เด็กดีต้องหันไปสวัสดีคุณครูก่อนนะครับ”

“คุงครูแป้ง น้องเจนท์กลับแล้วนะฮับ ฉวัสดีฮับ” เด็กน้อยหันไปบอกลาคุณครูตามคำสั่ง จนครูสาวที่ยืนด้วยกันแอบสะดุ้งเบาๆ เธอจึงก้มตัวลงมายิ้มให้เด็กน้อย

“คุณครูเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” กุลกวินถามขึ้นมาเพราะสังเกตเห็นสีหน้าของคุณครูประจำชั้น เพราะเหมือนเธอกำลังสงสัยอะไรอยู่

“เอ่อคือ เมื่อกี้ดิฉันคิดว่าเหมือนจะได้ยินน้องเจนท์เรียกคุณพ่อเป็นคุณแม่น่ะค่ะ” คุณครูสาวตอบ

“ถ้าเรื่องนั้นคุณครูคงได้ยินไม่ผิดหรอกครับ เพราะว่าผมเป็นทั้งพ่อและแม่ให้กับแกนะครับ”

“ต้องขอโทษที่เสียมารยาทจริงๆ นะคะ” เธอรีบกุลีกุขอโทษเมื่อรู้ว่าตัวเองถามในสิ่งที่อาจกระทบกับความรู้สึกของเด็กได้

“ไม่เป็นไรครับ งั้นเดี๋ยวผมกับน้องเจนท์ขอตัวกลับก่อนนะครับ”

“บ้ายบายฮับ คุงครู”  

คุณครูประจำชั้นสาวมองภาพคุณพ่อรูปหล่อจูงลูกน้อยเดินออกไปด้วยกันจนทั้งคู่ลับสายตาไป เธอนึกชื่นชมในตัวของคุณพ่อน้องเจนท์อยู่ไม่น้อย เพราะต้องยอมรับเลยว่าแม้จะไม่มีคุณแม่คอยช่วยเลี้ยงดู แต่อีกฝ่ายก็ยังสามารถเลี้ยงดูน้องเจนท์ได้เป็นอย่างดี

ตลอดระยะเวลาที่น้องเจนท์มาโรงเรียนเป็นวันแรกนั้น เธอได้เห็นแล้วว่านักเรียนคนนี้มีพัฒนาการทั้งทางด้านการเรียนรู้ และอารมณ์อยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าเด็กหลายๆ คน บางทีในฐานะครูเธอคงต้องไปขอเคล็ดลับการเลี้ยงดูของคุณกุลกวินบ้างแล้วล่ะ

“แล้วก็นะ น้องเจนท์ได้เพื่อนใหม่เต็มไปหมดเลย”

“จริงหรือครับ เพื่อนของลูกชื่ออะไรบ้างล่ะ”  

ตลอดระยะทางที่สองแม่ลูกเดินทางขับรถกลับบ้าน น้องเจนท์ไม่เหน็ดเหนื่อยที่จะพูดถึงสิ่งที่ตนเองได้พบเจอในการไปโรงเรียนวันแรกของเขา ดูแล้วลูกน้อยของกุลกวินคงจะชอบการไปโรงเรียนเป็นอย่างมาก

“ชื่อเจฟฟี่ นาเดีย แล้วก็จริงใจฮับ” น้องเจนท์ตอบแทบจะทันทีเมื่อพูดถึงเพื่อนสนิทของตนเอง

กุลกวินฟังลูกน้อยไปด้วยพร้อมเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าสะพายสีแดงของนักเรียนอนุบาลที่น้องเจนท์กำลังสะพายบนหลังมาถือไว้ด้วยในขณะที่กำลังจะเดินเข้าบ้านกัน

“กลับมาแล้วหรือกุญแจ แล้วนั้นเด็กที่ว่าหรือ”

“อืม น้องเจนท์ลูกเรา น้องเจนท์สวัสดี น้าเบสก่อนเร็วครับ”

“ฉวัสดีฮับ” เด็กน้อยวัยสามขวบมองหน้าผู้เป็นมารดาอย่างงุนงง เมื่อเห็นชายแปลกหน้าที่ไม่รู้จักยืนอยู่ภายในบ้านของเขา แต่เด็กน้อยก็ยังคงยกมือขึ้นสวัสดีชายแปลกหน้าคนนั้นตามคำสั่งของมารดาอยู่ดี

“น้องเจนท์ใช่ไหมครับ” ชายคนนั้นลูบหัวน้องเจนท์ไปมาก่อนจะเอ่ยถาม

“ฮับ” เด็กน้อยตอบคำถาม

“หน้าตาเหมือนคุณเจนภพจริงๆ นะ นี่ถ้าไม่ได้เห็นหน้า เราคงไม่เชื่อที่กุญแจบอกหรอกนะ”  

“อืม เราก็ยังไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน แต่ก็เพราะมีน้องเจนท์นี่แหละ เลยปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือเรื่องจริง” น้องเจนท์มองหน้ามารดากับชายแปลกหน้าคนนั้นสลับไปมา  

ชายแปลกหน้าคนนี้ที่กุลกวินให้น้องเจนท์เรียกว่าน้าเบส อีกฝ่ายเป็นเพื่อนสนิทที่บังเอิญไปรู้จักกันสมัยที่เขากำลังเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษ แต่เพราะเหตุการณ์เมื่อสี่ปีที่แล้วจึงทำให้เขากับเพื่อนขาดการติดต่อไป จนเมื่อเช้าที่กุลกวินได้เข้าไปทำธุระในตัวเมืองเชียงรายจึงบังเอิญได้พบกับเบสที่กำลังท่องเที่ยวอยู่เข้า  

ในฐานะเจ้าบ้านและเพื่อนสนิทจึงปฏิเสธไม่ได้ที่จะชวนอีกฝ่ายมาเที่ยวที่บ้านของเขา แต่เพราะตัวของกุลกวินเองที่ไม่ได้คิดว่าจะมีใครมาเยี่ยมบ้าน เขาจึงไม่ได้เก็บกวาดบ้านและซ่อนของบางอย่างเอาไว้เหมือนทุกครั้งที่มีคนมา และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เบสรับรู้ถึงเรื่องของลูกชายเขา อีกฝ่ายเห็นกรอบรูปถ่ายที่ตั้งโชว์ไว้ภายในบ้าน มันเป็นรูปถ่ายในช่วงที่เขากำลังท้องน้องเจนท์รวมไปถึงรูปสมัยที่น้องเจนท์เพิ่งคลอดใหม่ๆ แม้จะไม่อยากเชื่อแต่หลักฐานทุกอย่างแสดงที่เขาเห็นแบบนี้ จึงทำให้เบสรับรู้ว่า…เพื่อนของเขาเป็นผู้ชายท้องได้

“แล้วคุณเจนภพเขารู้เรื่องนี้หรือเปล่า เรื่องของน้องเจนท์”  

“ไม่รู้หรอก เรากับเขาไม่ได้เจอหรือติดต่อกันมาตั้งแต่วันนั้นแล้ว” กุลกวินตอบพร้อมรอยยิ้ม แต่ในฐานะที่เป็นเพื่อนสนิทกันมานานหลายปี มีหรือเบสจะดูไม่ออกว่ามันเป็นรอยยิ้มที่ดูไม่มีความสุขเลยสักนิด

“เฮ้ยๆ วันนี้มากินข้าวด้วยกันดีกว่า เราซื้อของกินมาเต็มเลย น้องเจนท์ก็อยากกินมื้อเย็นแล้วใช่ไหมเอ่ย” เมื่อเห็นว่าบรรยากาศกำลังปกคลุมด้วยความอึดอัด เบสจึงหันไปขอความช่วยเหลือกับหลานชายตัวน้อย  

“ฮับ ไปกันเถอะฮับคุงแม่ น้องเจนท์หิวข้าว ม้ากมาก” เสียงของน้องเจนท์ทำให้คุณแม่ยังหนุ่มหันกลับมาสนใจกับสถานการณ์ตรงหน้า

“ครับไปกันเถอะครับ เดี๋ยววันนี้เราจะแสดงฝีมือทำกับข้าวให้เบสกินด้วย”

“จริงดิ นี่แกทำอาหารเป็นด้วยหรือ” เบสถามเพราะไม่เชื่อในสิ่งที่เขาได้ยิน เมื่อก่อนตอนอยู่อังกฤษก็เห็นสั่งข้าวมากินตลอด ไม่เคยทำอาหารกินเองเลยสักมื้อ

“แน่สิ น้องเจนท์โตมาเพราะกับข้าวที่เราทำทั้งนั้น”

“น้องเจนท์ชอบอาหารที่คุงแม่ทำฮับ” เด็กน้อยช่วยยืนยันในรสมือของคุณแม่

“งั้นเดี๋ยวเราขอฝากท้องด้วยมื้อหนึ่งนะ”  

ภายในบ้านของเขากลับมามีเสียงร้องเพลงคึกคักของลูกชายตัวน้อยตามเดิมแล้ว เขาปล่อยให้เบสช่วยอยู่เล่นเป็นเพื่อนกับน้องเจนท์เพื่อที่ตัวเองจะได้มารับผิดชอบกับการทำอาหารได้อย่างเต็มที่  

“อ้าวจะออกไปไหนหรือกุญแจ”

“พอดีวัตถุดิบมันไม่พอน่ะ เดี๋ยวเราขอตัวออกไปซื้อของแปปหนึ่งนะ ฝากแกดูน้องเจนท์หน่อย”

“ได้ๆ ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวเราดูน้องเจนท์ให้”

จากตอนแรกกุลกวินคิดว่าเขาจะใช้เวลาในการซื้อวัตถุดิบทำอาหารไม่น่าจะเกินยี่สิบนาที แต่ไม่รู้ว่าเป็นวันซวยหรืออย่างไรเมื่อร้านขายอาหารสดที่ใกล้ที่สุดดันมาปิดในวันนี้ได้ เมื่อไม่มีทางเลือกเขาจึงต้องเดินเท้าไปซื้อวัตถุดิบที่ร้านซอยถัดไปแทน กว่าจะกลับมาถึงบ้านจึงใช้เวลาไปเกือบชั่วโมงเลยทีเดียว

“กุญแจ วันนี้เราอาจกินข้าวเย็นด้วยไม่ได้แล้วว่ะ” เบสรีบพูดกับเพื่อนสนิทเมื่ออีกฝ่ายกลับมาถึง

“อ้าวทำไมละ”

“พอดีที่บริษัทมีปัญหานิดหน่อย เลยต้องนั่งเครื่องกลับไปเซ็นเอกสารที่บริษัทวันนี้หรือ นี่เรารอให้กุญแจกลับมาก่อน ไม่อยากปล่อยน้องเจนท์ไว้คนเดียว”

“จริงหรือ ขอโทษนะที่ทำให้เสียเวลาเลย ส่วนเรื่องกินข้าว ไม่เป็นไรเนอะเอาไว้โอกาสหน้าก็ได้”

“ไม่เป็นไรๆ งั้นเดี๋ยวเราขอกลับก่อนนะ ไว้จะมาเยี่ยมใหม่”  

หลังจากที่เบสกลับไป ไม่นานหลังจากนั้นสุธีก็เดินทางกลับมาถึงบ้าน เวลาแห่งมื้ออาหารจึงได้เริ่มต้นขึ้นเสียที

“เอ้อสอง พี่ว่าจะรับสอนพิเศษนะ”

“ก็ดีนะครับ พี่จะได้ไม่เบื่อด้วย” สุธีสนับสนุนในความคิดของพี่ชาย  

ยังไงช่วงนี้น้องเจนท์ก็เริ่มเข้าเรียนแล้ว ระหว่างวันที่น้องเจนท์ไม่อยู่ กุลกวินจึงมีเวลาว่างอยู่หลายชั่วโมงเหมือนกัน ดังนั้นสุธีจึงคิดว่ามันคงจะดีกว่าถ้าพี่ชายของเขามีกิจกรรมอะไรให้ทำบ้างนอกจากการเลี้ยงลูกและดูแลความเรียบร้อยภายในบ้าน

“แล้วพี่จะสอนเด็กโตหรือเด็กเล็กหรือครับ”

“คงเด็กโตที่เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยน่ะ ช่วงนี้เด็กที่น่าจะมาเรียนได้คงมีแต่เด็กกลุ่มนี้เท่านั้นแหละ นี่พี่ก็โพสต์ลงในบอร์ดแล้ว มีเด็กทักมาถามอยู่สองสามคน” กุลกวินตอบ

“ถ้ามีอะไรให้ช่วยบอกผมนะครับ แล้ววันนี้คนเก่งของน้าเป็นไงบ้างเอ่ยไปโรงเรียนเป็นวันแรก”

“หนุกมากฮับ คุงครูบอกให้น้องเจนท์เขียนของขวัญที่อยากได้ด้วย” ได้ทีเด็กน้อยจึงอวดใหญ่เรื่องที่ตัวเองจะได้ของขวัญ  

เพื่อนๆ ในห้องของน้องเจนท์ดีใจกันใหญ่เลย

“หรือครับ ถ้างั้นน้องเจนท์อยากได้อะไร ไหนลองบอกน้าสองได้หรือเปล่า”

“น้องเจนท์อยากได้หลายๆ อย่างเลย อยากได้ของเล่นกองเท่านี้” เด็กน้อยยิ้มจนแก้มบาน แถมยังทำท่าให้เห็นว่าตนเองอยากได้ของเล่นเยอะขนาดไหน

“แล้วที่อยากได้ที่สุดหล่ะครับ คืออะไรเอ่ย” กุลกวินแหย่ลูกชาย เพราะสุดท้ายลูกชายก็สามารถเขียนของขวัญที่อยากได้มากที่สุดเพียงแค่ชิ้นเดียว

“น้องเจนท์อยากมีพ่อฮับ”

กึก

กุลกวินและสุธีมองหน้ากันอย่างไม่ได้นัดหมาย

และแล้วสิ่งที่กุลกวินกังวลมาตลอดหลายปีก็มาถึง

วันที่ลูกชายจะถามถึงพ่อผู้ให้กำเนิด…

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 373 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

102 ความคิดเห็น

  1. #65 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 กันยายน 2563 / 15:18

    น้องเจนท์น่ารักมากเลยค่ะ

    #65
    0
  2. #62 Rainnnnsmm (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2563 / 18:14
    น้องเจนท์คับ ㅠ
    #62
    0
  3. #54 FDB88 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2563 / 18:49

    สงสารกุญแจ

    #54
    0
  4. #47 Sepppppp (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 / 22:43
    แงงน้องง
    #47
    0
  5. #30 Niaomx (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 09:05

    น้องลูกกก

    #30
    0