(MPREG) จดหมายถึงพ่อหนู

ตอนที่ 10 : จดหมายฉบับที่สิบ : เริ่มต้นใหม่…อีกครั้ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,209
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 449 ครั้ง
    24 ก.ค. 63

จดหมายฉบับที่สิบ

เริ่มต้นใหม่…อีกครั้ง

 

 

 

            “เครื่องบินนนนน คุงแม่ฮับเครื่องบิน น้องเจนท์จาได้ขึ้นเครื่องบินด้วย” เด็กน้อยพูดด้วยความตื่นเต้น 

            หลังจากเสร็จธุระเรื่องการยื่นใบลาออกที่โรงเรียนของน้องเจนท์ ครอบครัวของเจ้าตัวน้อยที่ประกอบไปด้วย คุณพ่อ คุณแม่ แล้วก็น้องเจนท์จึงรีบตรงมาสนามบินทันทีโดยคนขับรถของทางโรงเรียน และเนื่องจากสัมภาระส่วนใหญ่ของทั้งสามได้ถูกส่งกลับไปโดยบริษัทขนส่งและคนขับรถของเจนภพจนเกือบหมดแล้ว ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเดินตัวปลิวเข้ามาในเกทได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลารอโหลดกระเป๋าสัมภาระ

            คุณแม่ยังหนุ่มพาเด็กชายจิรภัทรที่กำลังตื่นเต้นมายืนเกาะบริเวณกระจกบานใหญ่ตรงหน้าประตูเกทเพื่อดูเครื่องบินต่างๆ ที่จอดเรียงรายอยู่หลายลำหลังจากทำการเช็คอินและรับตั๋วโดยสารเสร็จเรียบร้อยโดยมีคุณพ่อหน้านิ่งยืนอยู่ไม่ห่าง

            วันนี้เป็นครั้งแรกที่เด็กชายจะได้ขึ้นเครื่องบิน เจ้าตัวที่ปกติมักจะแหงนหน้ามองเครื่องบินที่กำลังลอยอยู่บนฟ้าเสมอ แต่คราวนี้น้องเจนท์ได้เห็นมันจากระยะที่ห่างกันเพียงแค่เอื้อม แถมอีกไม่นานน้องเจนท์ก็จะได้ขึ้นไปนั่งบนนั้นแล้ว น้องเจนท์ตื่นเต้นมากๆ เลยฮับ 

            “ครับ เครื่องบินครับ เดี๋ยวน้องเจนท์จะได้ขึ้นไปนั่งบนนั้นแล้วนะ” กุลกวินหันไปพูดกับลูกชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

            “น้องเจนท์อยากขึ้นไปบนเครื่องบินแล้วฮับ เมื่อไหร่เราจะได้ขึ้นอ่า” 

            “เดี๋ยวพอเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ตรงนั้นเปิดประตูเมื่อไหร่ เราก็จะได้ขึ้นครับ น้องเจนท์ต้องคอยดูดีๆ นะครับ” 

            “ฮับ” เด็กน้อยรับคำอย่างว่าง่าย เจ้าตัวเล็กนั่งจ้องไปที่ประตูซึ่งถูกปิดอยู่โดยไม่ยอมละสายตาไปไหน สร้างความขบขันให้กับผู้ที่เห็นภาพความน่ารักนั้นได้เป็นอย่างดี

            “คุณจะเอาอะไรไหมครับ เดี๋ยวผมว่าจะไปซื้อน้ำเปล่ามาให้ลูกดื่ม” พอเห็นว่าพอจะเหลือเวลาก่อนที่ประตูจะเปิดให้ขึ้นเครื่อง กุลกวินจึงคิดว่าเขาควรน่าจะไปซื้ออะไรไม่ให้ลูกดื่มสักน้อย แต่ไหนๆ ก็จะไปแล้ว เขาจึงถือโอกาสถามคนที่นั่งทำหน้านิ่งอยู่ข้างๆ ไปด้วยเลยละกัน

            “เอาไว้ไปกินบนเครื่อง จะได้ไม่ต้องถือขึ้นไป” เจนภพตอบโดยไม่หันมามองภรรยา(?) พลางเช็กอีเมลผ่านโทรศัพท์มือถือของตนเองไปด้วย 

ถึงจะมีน้องสาวคอยช่วยงานตอนเข้าอยู่ที่นี่ แต่เจนภพก็หมั่นเช็กความเรียบร้อยของบริษัทเพื่อไม่ให้มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง

            “เอางั้นก็ได้ครับ” 

            ไร้ซึ่งบทสนทนา ต่างคนต่างแยกกันทำภารกิจส่วนตัวโดยที่น้องเจนท์ยังคงจ้องไปที่ประตูขึ้นเครื่องอยู่เหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงของพนักงานประกาศดังขึ้นมา

            “ขอเชิญผู้โดยสารชั้นธุรกิจ ผู้โดยสารที่ถือบัตรสมาชิก และผู้โดยสารที่ได้สำรองที่นั่งตั้งแต่แถว XX ไปจนถึง YY สามารถขึ้นเครื่องได้ในเวลานี้ค่ะ”

            “คุงแม่ๆ เราขึ้นเครื่องได้เลยไหมฮับ” เด็กน้อยเอียงคอถามด้วยความสงสัย ถึงพี่พนักงานคนนั้นจะบอกว่าประตูเปิดแล้ว แต่น้องเจนท์ก็รู้นะว่ายังไม่สามารถเดินขึ้นเครื่องได้ทุกคนเพราะว่าพี่พนักงานคนนั้นพูดว่าต้องเป็นอะไรสักอย่างนี่แหละถึงสามารถขึ้นเครื่องได้ก่อน

            “ขึ้นได้เลยครับ” เป็นเจนภพที่ตอบคำถามของลูกชายแทน 

            เจนภพเป็นคนให้เลขาจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินทั้งหมด และแน่นอนว่าเวลาที่เจนภพเดินทางทุกครั้งเขามักจะขึ้นบินในชั้นธุรกิจหรือเฟิสคลาสเพียงเท่านั้น แต่เที่ยวบินในประเทศมีเพียงแค่ชั้นธุรกิจ เขาจึงจำเป็นต้องโดยสารในชั้นธุรกิจอย่างไม่มีทางเลือก แน่นอนว่ารวมถึงกุลกวินและลูกชายด้วย 

            “คุณจองชั้นธุรกิจหรือครับ” 

            “อืม” ตอบเพียงแค่นั้นก่อนจะอุ้มลูกชายแล้วพาเดินขึ้นเครื่องไป

            กุลกวินถอนหายใจออกมาก่อนจะเดินตามสองพ่อลูกไปเพื่อเตรียมตัวขึ้นเครื่อง เขาลืมไปได้ยังไงกันว่าปกติเวลาเดินทางเจนภพมักจะเดินทางในชั้นธุรกิจหรือเฟิสคลาสตลอด ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงจะไม่ได้คิดอะไร แต่หลังจากที่เขาได้ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวเอง กุลกวินจึงอดที่จะรู้สึกเสียดายเงินจำนวนมากที่เสียไปกับการเดินทางเพียงหนึ่งชั่วโมงไม่ได้

            แต่เพราะเป็นการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกของลูกชาย เขาจะถือว่าเป็นการมอบประสบการณ์ให้กับลูกชาย เพราะฉะนั้นจะยอมปล่อยไปสักครั้งก็แล้วกัน…

            “ห้ามเอาเข็มขัดนิรภัยออกเข้าใจไหมครับน้องเจนท์” เจ้าตัวพูดกับลูกชายหลังจากจัดการคาดเข็มขัดนิรภัยให้กับเจ้าตัวเล็กเสร็จ กว่าจะจับตัวเจ้าเด็กดื้อที่ได้ขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรกก็เล่นเอาคุณแม่อย่างเขาเหนื่อยหอบอยู่เหมือนกัน โชคยังดีที่ผู้โดยสารในชั้นธุรกิจมีไม่เยอะสักเท่าไหร่ ไม่อย่างนั้นกุลกวินจึงต้องขอโทษผู้โดยสารคนอื่นๆ อีกหลายคนแน่นอน

            “แต่น้องเจนท์อยากเดินดูเครื่องบินฮับ” เด็กซนตอบอย่างเอาแต่ใจ ปกติน้องเจนท์เป็นเด็กว่าง่าย แต่เพราะในสายตาของเด็กวัยนี้การขึ้นเครื่องบินเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้น วันนี้น้องเจนท์จึงดื้อเป็นพิเศษ พอขึ้นมาถึงบนเครื่องก็วิ่งแจ้นเข้ามาทันที

            “มันจะรบกวนคนอื่นครับลูก เอาไว้ตอนถึงแล้วกรุงเทพฯ แล้ว แม่จะลองขอพี่ๆ เขาให้น้องเจนท์เดินดูนะครับ แต่ว่าตอนนี้น้องเจนท์ต้องนั่งนิ่งๆ อยู่ตรงนี้ก่อนนะครับ” 

            “ก็ได้ฮับ”

            บทสนทนาของสองแม่ลูกได้ยินไปถึงหูที่นั่งอยู่เบาะติดๆ กันแต่เป็นคนละแถว ด้วยความที่ห้องโดยสารในชั้นธุรกิจจะจัดเรียงที่นั่งแบบสองที่ติดกัน เจนภพจึงต้องแยกกันนั่งกับครอบครัวของตัวเองอย่างช่วยไม่ได้ 

            นักธุรกิจหนุ่มยกหูโทรศัพท์เพื่อต่อสายถึงใครบางคน เพื่อจัดการอะไรบางอย่างให้กับลูกชายของเขา 

ใช่…คนของตระกูล โฆษิตวงศ์หิรัญ ต้องได้ทุกสิ่งทุกอย่างในสิ่งที่พวกเขาต้องการ

“เย่ บินฉูงๆ เยย” เมื่อผู้โดยสารในเที่ยวบินได้ขึ้นเครื่องกันครบทุกคนแล้ว ไม่นานหลังจากนั้นเครื่องบินจึงเริ่มเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ เป็นสัญญาณว่ากำลังจะออกเดินทาง เด็กชายจิรภัทรที่ได้นั่งติดขอบหน้าต่าง เจ้าตัวเอาแต่ชะเง้อมองออกไปด้านนอกด้วยความตื่นเต้น เจ้าตัวเล็กเริ่มส่งเสียงร้องออกมาเบาๆ ด้วยความตื่นเต้นเมื่อเครื่องบินเริ่มลอยตัวขึ้นจากพื้น 

“อู้วๆ คุงแม่ฮับ ฉูงมากเยย” น้องเจนท์หันมาพูดกับกุลกวิน ตึกรามบ้านช่องเริ่มมีขนาดเล็กลงเมื่อเครื่องบินกำลังเริ่มไต่ระดับเด็กน้อยจึงยิ่งตื่นเต้นเป็นพิเศษ

“คุงพ่อฮับฉูงมากเยย” ไม่ว่าเปล่ายังหันไปพูดกับผู้เป็นบิดาที่นั่งอยู่แถวถัดไป แต่ก็โดนเอ็ดกลับมาเบาๆ เพราะเจนภพเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของลูกชาย 

“นั่งดีๆ ครับ ไว้เครื่องบินไต่ระดับเสร็จเมื่อไหร่ค่อยหันมาคุยนะ”

“ต่ายลาดับ?” เจ้าแก้มก้อนเอียงคอสงสัย 

“หันออกไปมองข้างนอกสิครับ นั่นไงเครื่องบินกำลังจะไต่ระดับความสูงเสร็จแล้ว” กุลกวินเป็นฝ่ายตอบคำถามแทน ได้ยินดังนั้นเด็กน้อยเลยหันออกไปทางนอกหน้าต่างตามที่กุลกวินบอก

“อู้ว ฉวย” ทันทีที่เครื่องบินไต่ระดับความสูงจนคงที่แล้ว ภาพทะเลก้อนเมฆปุยนุ่นขาวสะอาดตายาวออกไปสุดลูกหูลูกตา มันถูกย้อมไปด้วยสีส้มอ่อนของแสงพระอาทิตย์จึงปรากฎขึ้นสู่สายตาของทุกคน เด็กชายจิรภัทรจึงไม่ยอมละสายตาไปกับภาพความงดงามตรงหน้า

“ถ้าเครื่องบินไต่ระดับได้ที่แล้วจะลอยขึ้นมาเหนือเมฆครับ เครื่องบินจะไม่เอียงไปมาเหมือนเมื่อกี้ เข้าใจหรือยังครับคนเก่ง”

“ฮับ น้องเจนท์เก่ง น้องเจนท์เข้าใจแล้ว” ตอบอย่างฉะฉาน

“ขณะนี้สัญญาณแจ้งเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยดับลงแล้ว แต่เพื่อความปลอดภัยของเพื่อโดยสารทุกท่านกรุณาคาดเข็มขัดนิรภัยไว้ตลอดเวลา และอีกสักครู่ลูกเรือจะเริ่มทำการเสิร์ฟอาหารให้กับผู้โดยสารทุกท่านค่ะ…”

“คุงแม่ฮับมีข้าวด้วยหรอฮับ น้องเจนท์หิวข้าวแล้ว” เจ้าเด็กแสบหูผึ่ง น้องเจนท์ได้ยินนะว่าพี่เขาประกาศว่ามีของกิให้ด้วย

“ครับ อีกเดี๋ยวพี่ๆ เขาก็จะเอามาเสิร์ฟให้เราทานกันครับ นั่นไงมาแล้ว”

“ขออนุญาตกางโต๊ะอาหารและวางอุปกรณ์นะคะ” ยังไม่ทันขาดคำ ลูกเรือสาวก็เดินเข้ามาเพื่อจัดการแปลงที่นั่งเป็นโต๊ะอาหารขนาดย่อมๆ ทันที เพราะเป็นชั้นโดยสารธุรกิจ การบริการจึงย่อมดีกว่าชั้นประหยัดอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงการจัดวางอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการทานอาหารด้วยเช่นกัน

ลูกเรือสาวจัดการปูผ้าสีขาวสะอาดตาบนถาดรองที่เพิ่งกางออกมาสักครู่ก่อนจะจัดวางอุปกรณ์สำหรับการรับประทานอาหารลงไปพร้อมๆ กัน โดยมีน้องเจนท์มองทุกการกระทำอย่างใจจดใจจ่อ

น้องเจนท์คอยมองตลอดว่าเมื่อไหร่พี่ๆ จะเอาอาหารมาเสิร์ฟสักที

“ผูกผ้ากันเปื้อนก่อนนะครับ” กุลกวินหยิบผ้ากันเปื้อนที่ลูกเลือวางเตรียมเอาไว้ให้ ผูกไว้ที่บริเวณคอเสื้อของลูกน้อยๆ หลวม ปกติน้องเจนท์เป็นคนที่ทานอาหารได้ค่อนข้างเลอะอยู่แล้ว ยิ่งมาทานบนเครื่องบินแบบนี้ พูดเลยว่าคนเป็นแม่อย่างเขารู้สึกเป็นห่วงไม่น้อย

             “ขออนุญาตเสิร์ฟอาหารนะคะ เมนูวันนี้เป็นออมเล็ตชีส ส่วนของหวานเป็นพุดดิ้งนมสด ทานให้อร่อยนะคะ” การเสิร์ฟอาหารทำด้วยความรวดเร็วไม่ต้องรอนานเหมือนชั้นประหยัดเพราะจำนวนของผู้โดยสารที่น้อยกว่าหลายเท่า

เมนูอาหารน่าทานที่ถูกตกแต่งมาอย่างดีสมกับเป็นอาหารในชั้นโดยสารธุรกิจ แต่ดูเหมือนว่าความสวยของอาหารจะไม่มีผลสำหรับเด็กในวัยเกือบสี่ขวบ เพราะตอนนี้น้องเจนท์อยากที่จะทานเท่านั้น

            “น้องเจนท์กินได้ยังฮับ”

            “ครับผม ทานได้เลยครับ”

น้องเจนทตักอาหารทานอย่างเอร็ดอร่อยทันทีเมื่อคุณแม่อนุญาต ดูเหมือนว่าการที่ได้เครื่องบินในวันนี้จะทำให้น้องเจนท์มีความสุขเป็นพิเศษ น้องเจนท์จะขอให้คุณพ่อพาขึ้นเครื่องบินบ่อยๆ เยย 

คุณแม่ยังหนุ่มมองภาพลูกน้อยยิ้มแป้นอย่างมีความสุข คงต้องขอบคุณคนที่นั่งทำหน้านิ่งอยู่แถวถัดไปแล้วล่ะ ที่ทำให้ลูกชายได้มีความสุขขนาดนี้ โดยที่กุลกวินไม่รู้ตัวเลยว่าคนที่เพิ่งจะกล่าวถึงไป แม้ว่าจะดูไม่สนใจแต่จริงๆ ก็คอยแอบฟังทุกประโยคบทสนทนาของสองแม่ลูก และเอาแต่นั่งอมยิ้มเพียงคนเดียว หากว่ามีคนนั่งอยู่ข้างๆ เจนภพตอนนี้ คงจะมองว่าเขานั้นน่าจะผิดปกติแน่นอน : )

 

 

 

            ไฟล์ทบินระยะสั้นจบลงด้วยความรวดเร็ว น้องเจนท์รู้สึกเสียดายที่ต้องลงจากเครื่องแล้ว แต่จู่ๆ กัปตันก็เป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาน้องเจนท์เพื่อพาเดินชมเครื่องบินทุกซอกทุกมุม รวมไปถึงพื้นที่หวงห้ามอย่างห้องนักบิน น้องเจนท์ก็ได้รับสิทธิพิเศษเข้าไปทดลองนั่งบนที่เบาะของกัปตันด้วยเช่นกัน น้องเจนท์ดีใจมากๆ เลยฮับ 

            และคงไม่ต้องบอกว่านี่เป็นฝีมือของใคร

            “คุณอีกแล้วใช่ไหมครับ”

            “นายหมายถึงอะไร”

            “เรื่องที่กัปตันพาน้องเจนท์เดินชมรอบเครื่องบิน”

            “ก็ลูกอยากเดินเล่น” เจนภพไหวไหล่แล้วเดินตามลูกชายไป

            เจนภพรู้ดีว่าถ้ามายืนเถียงกัน วันนี้เขาก็คงโดนกุลกวินบ่นไม่จบไม่สิ้นอย่างแน่นอน

            “คุณเจนภพครับ ผมยังพูดไม่จบเลยนะครับ”

            “เฮ้อ…ก็ลูกอยากดูเครื่องบิน ฉันก็แค่โทรหาเพื่อนที่เป็นผู้บริหารของสายการบินให้” เจนภพถอนหายใจ สุดท้ายเขาจึงยอมเปิดปากพูดความจริงเข้าจนได้

            ซึ่งก็เป็นไปอย่างที่กุลกวินคิด

            “ผมเข้าใจนะครับว่าคุณอยากตามใจ ผมไม่ได้ว่าที่คุณอยากจะให้อะไรลูก แต่ทุกอย่างมันต้องมีลิมิตครับ ผมไม่อยากให้ลูกกลายเป็นเด็กเอาแต่ใจ อยากได้อะไรก็ต้องได้” คุณแม่พูดยาวเหยียด เจนภพไม่ได้พูดแทรกแต่อย่างใด เจ้าตัวยืนนิ่งเพื่อฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพูด 

            เจนภพเกือบจะลืมไปว่าการแสดงความรักมันไม่จำเป็นต้องตามใจ ไม่จำเป็นจะต้องซื้อของมากมายมาให้ เรื่องนี้เขารู้ดีเพราะในแวดวงธุรกิจเขาย่อมจะต้องเคยเข้าฟังบรรยายในงานสัมนาซึ่งมีหัวข้อแนวนี้อยู่บ้าง แต่เพราะเพิ่งจะได้มาอยู่ในสถานะ ‘พ่อคน’ ไม่นาน จึงเป็นสาเหตที่ใช้วิธีผิดๆ เพื่อที่จะชนะใจของลูกชายตัวน้อย

            “อืม” นักธุรกิจหนุ่มตอบกลับมาเพียงเท่านั้น 

            กุลกวินเหลือบสายตาไปทางลูกชายที่กำลังเดินตามกัปตันและลูกเรือเดินชมภายในเครื่องบินด้วยสีหน้าแห่งความสุข…ยอมให้อีกสักครั้งละกัน

            “แต่ก็ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยมอบประสบการณ์ดีๆ ให้น้องเจนท์”

            บรรยากาศกลับมาเป็นปกติ ถึงแม้ว่าจะยังต้องปรับจูนเข้าหากันอีกนาน แต่ใช่ว่ามันจะไม่ดีขึ้นสักหน่อย อีกอย่างพวกเขายังมีเวลาที่ต้องใช้ร่วมกันอีกนาน เอาไว้ค่อยๆ เรียนรู้ในฐานะ พ่อ มันคงจะยังไม่สายเกินไปหรอกนะ

            “สวัสดีครับคุณเจนภพ คุณกุลกวิน เอ่อแล้วก็…”

            “น้องเจนท์” 

            “ครับ สวัสดีน้องเจนท์ด้วยนะครับ” เลขาคนสนิทที่เป็นผู้เดินทางมารับเจ้านาย เจ้าตัวไม่แน่ใจว่าเด็กตัวเล็กอีกคนที่คนรัก(?) ของเจ้านายกำลังจูงมืออยู่นั้นเป็นใคร เจ้านายของเขาตอบกลับมาเพียงแค่ชื่อเล่นของเด็กคนนั้นเพียงเท่านั้น

            “ชาหวัดดีฮับ” น้องเจนท์ยกมือไหว้และทักทายผู้ใหญ่อย่างมีสัมมาคารวะ ตามที่ได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี

            “สวัสดีครับคุณภัทร ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ” กุลกวินรู้สึกไม่ชิน ถึงจะเคยอยู่ในฐานะที่คนมากมายให้ความเคารพมาก่อน แต่นั่นก็คือเหตุการณ์ในอดีต ตอนนี้เขาเป็นแค่เพียงแม่ของเด็กชายจิรภัทรเท่านั้น พอต้องกลับมาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้จึงยังวางตัวไม่ถูกสักเท่าไหร่

            “ครับ ไม่ได้พบกันนานเลยครับ ท่านรองให้ผมไปตามหาคุณอยู่นาน แต่ก็ไม่…”

            “รีบไปได้แล้วภัทร คุณแม่รออยู่” เสียงเหี้ยมของท่านรองประธานกลับมาเฉียบขาดอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้ใช้มาสักพัก เล่นเอาเลขาคนสนิทหุบปากพลัน ทำตามคำสั่ง แล้วรีบเปิดประตูให้กับเจ้านายทั้งสามในทันที

            “รถหย่ายมากเลยฮับ” น้องเจนท์ตื่นเต้นอีกครั้งเมื่อขึ้นมานั่งบนรถหรูประจำตำแหน่งของคุณพ่อ ปกติน้องเจนท์นั่งแต่รถอีโค่คาร์ของคุณแม่กับน้าสอง หากเทียบกันแล้ว จะแตกต่างก็คงไม่แปลก

            “ชอบไหมครับ”

            “งืม น้องเจนท์ชอบของที่บ้านมากกว่าฮับ” เด็กน้อยตอบออกมาอย่างไร้เดียงสาเล่นเอาผู้เป็นพ่อไปต่อไม่ถูก ถึงรถของคุณพ่อจะใหญ่มากๆ แต่น้องเจนท์ชอบรถของคุณแม่มากกว่า น้องเจนท์เติบโตมากับรถคนนั้นนี่หน่า

            “คิกคิก” 

            “ขำอะไร” นักธุรกิจหนุ่มตวัดสายตาไปที่คุณแม่น้องเจนท์ 

            “เปล่าครับๆ” ถึงปากจะพูดว่าไม่มีอะไร แต่เจ้าตัวก็ยังคงไม่หยุดหัวเราะอยู่ดี นานๆ ทีจะได้เห็นคุณเจนภพทำหน้าตาเหวอหวาขนาดนี้

            “ปากบอกไม่แต่นายหัวเราะไม่หยุดเลยนะ ล้อเลียนฉันหรือไง” 

            พึ่บ

            “คุณเจนภพอย่าครับ คิกคิก ผมไม่หัวเราะแล้วครับ” ร่างสูงดึงกุลกวินที่หัวเราะไม่หยุดเข้ามาซบอก พร้อมทั้งโอบเข้าที่เอวของอีกฝ่าย

            เขารู้ดีว่ากุลกวินบ้าจี้ตรงจุดไหนบ้าง…ทำอะไรต่อมิอะไรกันมาขนาดนี้ส่วนหลักฐานก็คือเด็กที่กำลังนั่งจ้องเขาตาแป๋วนี่ไง

            “คุณพ่อ คุณแม่เล่นอะไรฮับ น้องเจนท์เล่นด้วยน้า” เด็กชายที่เห็นคุณพ่อคุณแม่เล่นกันสนุกสนาน จึงปีนขึ้นไปเล่นกับทั้งสองคนด้วย วันนี้น้องเจนท์ขอเป็นลูกสมุนของคุณพ่อหนึ่งวัน เด็กน้อยเป็นฝ่ายช่วยคุณพ่อจี้เอวของคุณแม่

            ทั้งสามคนเล่นกันอย่างสนุกสนาน ทำเหมือนว่าบนรถคันนี้มีแต่พวกเขาเพียงเท่านั้น ไม่ได้สนใจเลขาคนสนิทและคนขับรถที่นั่งอยู่ด้านหน้าแม้แต่น้อย และมันก็เป็นอย่างนั้นจนรถของพวกเขาขับตรงไปถึงบ้านใหญ่ของเจนภพ

 

 

            “มีชาไลดเดอร์ด้วย เย่ๆ” เจ้าตัวเล็กกระโดดลงจากรถทันทีเมื่อเดินทางมาถึงบ้านใหม่ ตอนนี้เด็กชายไม่สนใจอะไรแล้ว เนื่องจากสายตาดันเหลือบไปเห็นสไลเดอร์ตัวใหญ่ที่เคยเป็นของเล่นเมื่อสมัยที่เจนภพและน้องสาวเป็นเด็กตั้งตระหง่านอยู่ภายในสวนของบ้าน

            “น้องเจนท์อย่าวิ่งสิลูก” กุลกวินเห็นดังนั้นจึงรีบไล่ตามหลังลูกชายที่กำลังรีบวิ่งเข้าไปในสวนทันที

            “คุณรีบเข้าบ้านไปก่อนก็ได้นะครับ ผมไม่อยากให้คุณแม่รอนาน” เขาหันไปบอกร่างสูงด้านหลัง กว่าจะจับเจ้าเด็กดื้อที่กำลังสนุกกับเครื่องเล่นใหม่ได้นั้น คงจะไม่ใช่เร็วๆ นี้อย่างแน่นอน

            “อืม เสร็จแล้วรีบตามมา” 

            เจนภพเดินออกมาก่อน และยังไม่ทันที่เขาจะก้าวพ้นประตูบ้าน

            “เจนลูก กลับมาได้สักที หายหน้าหายตาไปนานจนแม่นึกว่าไปติดใจสาวที่เชียงรายเข้าให้แล้ว”เป็นคุณผู้หญิงของบ้านที่เป็นฝ่ายรีบออกมาต้อนรับพร้อมโผกอดลูกชายคนโตเป็นคนแรก เจ้าตัวเอ่ยปากติดตลกแม้ว่าจะรู้ว่าลูกชายไม่ได้มีรสนิยมชื่นชอบในเพศตรงข้าม

            “บอกกี่ครั้งแล้วครับว่าให้เรียกผมว่าภพ ผมไม่ได้ติดสาวครับ ถ้าจะพูดให้ถูกน่าจะเป็นติดคนสองคนมากกว่าครับ” เจ้าตัวผละออกจากคุณแม่หลังจากกอดจนท่านหายคิดถึง ก่อนจะเรียกให้ทั้งสองคนที่เพิ่งลงจากรถเดินตามเข้ามาในบ้าน

            “ตายจริงลูกชายแม่ ทำแบบนี้ได้ยังไงกัน ไม่ได้เลยนะลูกคบสองคนแบบนี้ ถ้าถึงหูนักข่าวจะเป็นยังไง…กุญแจ!” เธอพูดคุยอย่างสนุกสนานกับลูกชายที่ไม่ได้เจอหน้ามาสักพักอย่างสนุกสนาน จนเมื่อคนที่เดินเข้ามาใหม่ทำให้เธอต้องร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ 

            “เอ่อ สวัสดีครับคุณแม่ น้องเจนท์สวัสดีคุณย่าก่อนเร็วครับ”

            “ชาหวัดดีฮับ…คุณย่า” หญิงสูงวัยไม่รู้ว่าควรจะตกใจสิ่งใดก่อนดีระหว่างการปรากฎตัวของคนรักเก่าของเจ้าลูกชาย กับเด็กชายตัวเล็กที่เรียกเธอว่าคุณย่า แต่เมื่อได้สติเธอจึงรีบโอบกอดร่างบางของกุลกวินไปด้วยเช่นกัน

            “โถ่ลูก หายตัวไปตั้งหลายปี เป็นไงบ้างแล้วทำไมถึงกลับมาด้วยกันได้ล่ะ” คุณผู้หญิงของบ้านลูบแผ่นหลังของกุลกวินไปมาเพื่อแสดงความเอ็นดู วันที่อีกฝ่ายเดินมาบอกเธอว่าตั้งใจจะก้าวออกไปจากชีวิตของลูกชายหลังจากเกิดเรื่องนั้นกับครอบครัวของเจ้าตัว แน่นอนว่าเพราะกุลกวินขอร้องกับเธอเอาไว้ด้วยตัวเอง เธอจึงไม่สามารถห้ามความคิดของอีกฝ่ายได้ ถึงภายหลังเธอจะเคยพยายามตามหาตัวกุลกวิน แต่ขนาดคนของลูกชายที่ว่าเก่งนักเก่งหนายังหาตัวกุลกวินไม่ได้ เธอจึงจนปัญญาเช่นกัน

            “ผมบังเอิญไปเจอกับกุญแจที่เชียงรายครับ” เจนภพอธิบายสั้นๆ เพราะถึงยังไง มื้อเย็นวันนี้เขาก็คงจะต้องอธิบายเรื่องนี้อย่างละเอียดให้ครอบครัวฟังอีกทีอยู่ดี

            “แล้วเด็กคนนั้นล่ะ เมื่อกี้ถ้าฟังไม่ผิดเหมือนเด็กจะเรียกแม่ว่ายายใช่ไหม”

            “ครับ เด็กคนนี้เป็นลูกของผม”

            “!”

            “เป็นลูกที่เกิดจากผมกับกุญแจครับ”

            “เกิด? หมายถึงเกิดจากเด็กหลอดแก้วอะไรแบบนี้น่ะหรือ” เธอถาม

            “ไม่ครับ กุญแจเป็นคนตั้งท้องเด็กคนนี้…คุณแม่ครับ!” ความโกลาหลขนาดย่อมๆ เกิดขึ้นภายในบ้าน โฆษิตวงศ์หิรัญ อย่างกะทันหัน เมื่อคุณผู้หญิงท่านได้ทราบถึงความจริงที่ว่าลูกชายของตนได้กลายเป็นพ่อคนแล้ว แถมที่หนักกว่านั้นคือยังเกิดจากผู้ชาย…ที่สามารถตั้งครรภ์ได้

 

 

 

            “คุณแม่เป็นยังไงบ้างครับ” นักธุรกิจหนุ่มรีบประคองร่างของมารดาที่พยายามลุกขึ้นจากเตียงนอนหลังจากได้สติ เนื่องจากมีเรื่องสงสัยที่จะถามลูกชายของเธอ

            “ไม่เป็นไร แม่แค่ตกใจ ไหนลองพูดให้แม่ฟังมาอีกครั้งได้ไหมเผื่อว่าแม่จะเข้าใจเรื่องของกุญแจผิดไป” กุญแจนั่งเงียบปล่อยให้พ่อของน้องเจนท์เป็นคนอธิบาย

            “ครับคุณแม่ได้ยินไม่ผิดหรอกครับ ตอนแรกผมก็ตกใจเหมือนกัน แต่สุดท้ายมันคือเรื่องจริงครับที่กุญแจสามารถตั้งท้องได้ แถมเด็กคนนี้ยังเป็นลูกชายของผมด้วย” เจนภพตอบผู้เป็นมารดาด้วยน้ำเสียงจริงจัง 

            เมื่อได้ยินดังนั้น เธอจึงยกมือทาบอกเบาๆ ด้วยความตกใจ 

            จู่ๆ จะให้เชื่อเรื่องที่ผู้ชายสามารถตั้งครรภ์ได้มันคงจะยากสำหรับเธออยู่เหมือนกัน แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยสิ่งหนึ่งคือ เด็กชายตัวเล็กที่เจนภพบอกว่าเป็นลูกชายของตนเอง หน้าตาแทบจะไม่ต่างจากเจนภพเลยแม้แต่น้อย เรียกได้ว่าแทบจะถอดแบบพิมพ์กันมาเลยก็ว่าได้

            “แล้ว…”

            “ผมว่าคุณแม่พักก่อนดีกว่าครับ เอาไว้คุณพ่อกับจันทร์เจ้ากลับมา ผมค่อยเล่าเรื่องของกุญแจกับลูกให้ฟังทีเดียวจะดีกว่า” เจนภพรู้ว่าแม่ของตนคงจะสงสัยในเรื่องราวทั้งหมดไม่น้อย เพราะตอนที่เขารู้ความจริงเรื่องนี้ เขาก็แทบจะไม่เชื่อในสิ่งที่รู้มาอยู่เหมือนกัน เอาไว้เล่าทุกอย่างในช่วงเย็นที่สมาชิกในบ้านกลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันไปเลยทีเดียว มันอาจจะดีกว่าที่เขาต้องคอยมาตอบคำถามทีละข้อ

            “เอาอย่างนั้นก็ได้”

            “งั้นเดี๋ยวผมขอพากุญแจกับลูกไปเก็บของก่อนนะครับ” 

            “ตามสบายเถอะ กุญแจด้วยนะลูก ยินดีต้อนรับกลับมาอีกครั้ง”

            “ขอบคุณมากครับคุณแม่” กุลกวินยกมือไหว้มารดาของคนรัก(?) เป็นการแสดงความขอบคุณที่อีกฝ่ายเมตตา เด็กน้อยที่เห็นแม่ของตัวเองทำแบบนั้น จึงยกมือไหว้ตามที่คุณแม่ทำ สร้างความรู้สึกเอ็นดูให้กับคุณพ่อมือใหม่อยู่ไม่น้อย

            “ถ้างั้นก็ไปกันได้แล้ว”

            “ครับ” 

            กุลกวินเดินตามร่างสูงไปเงียบๆ โดยที่มือข้างหนึ่งคอยจูงลูกชายเอาไว้ตลอดเวลา อันที่จริงอีกฝ่ายไม่จำเป็นต้องเดินนำเลยด้วยซ้ำ ถึงยังไงเขาก็เคยอยู่บ้านหลังนี้มาตลอดหลายปี แต่เพราะเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้น กุลกวินจึงไม่กล้าพูดหรือทำอะไรมากนัก เขาปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นคนจัดการทุกเรื่อง

            “อันนี้เป็นห้องของลูก ฉันให้คนจัดการเตรียมของไว้บ้างแล้ว” แน่นอนว่าเรื่องนี้เจนภพไม่ได้บอกใคร เพราะถ้าจู่ๆ บอกคนที่บ้านว่าให้จัดเตรียมห้องสำหรับเด็กเอาไว้ เขาคงจะต้องถูกซักอย่างแน่นอน ดีไม่ดีอาจจะถึงขั้นโดนเรียกตัวกลับกรุงเทพฯ เลยก็เป็นได้ เจนภพจึงสั่งการเรื่องนี้ให้แม่บ้านคนสนิทให้จัดเตรียมห้องเอาไว้โดยที่ไม่ให้คนในบ้านรับรู้

            “ขอบคุณครับ งั้นเดี๋ยวผมกับลูกขอตัวไปเก็บของก่อนนะครับ” ว่าจบกุลกวินก็เตรียมตัวที่จะเดินเข้าห้องไป แต่ติดว่าร่างสูงจับข้อมือของเขาเอาไว้ก่อนจะพูดอะไรบางอย่างออกมา

            “ห้องนี้เป็นห้องของลูก”

            “ครับ?” กุลกวินไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายหมายถึง

            “ห้องนอนของนายอยู่ทางนี้”

            “เอ่อเดี๋ยวครับคุณเจนภพ คุณหมายความว่ายังไงครับ ผมไม่เข้าใจ” 

            “มันเข้าใจยากตรงไหน ก็นี่คือห้องนอนของลูก ส่วนห้องนอนของนายอยู่ทางนี้”  เจนภพตอบเสียงเรียบ

            “ผมขออยู่ห้องเดียวกับลูกได้ไหมครับ ผมไม่อยากทิ้งแกเอาไว้คนเดียว” น้องเจนท์ที่ยืนฟังคุณพ่อคุณแม่พูดอยู่นาน เจ้าตัวหันมองซ้ายที ขวาที แม้จะไม่เข้าใจเรื่องทั้งหมด แต่เด็กน้อยก็พอจะเข้าใจว่า ห้องนอนห้องนี้เป็นของตัวเอง และที่สำคัญ เขาต้องนอนคนเดียว!

            “คุงแม่นอนกับน้องเจนท์นะฮับ คุงพ่อด้วยน้า” เมื่อได้ยินดังนั้น ร่างสูงจึงย่อลงกับพื้นให้พอดีกับส่วนสูงของลูกชาย

            “พ่อจะแวะมานอนด้วยบ่อยๆ นะครับ ห้องนอนห้องนี้เป็นห้องของน้องเจนท์ น้องเจนท์โตแล้วจะต้องเริ่มฝึกนอนคนเดียวแล้วนะครับ อีกอย่างมีห้องส่วนตัวน้องเจนท์จะได้เป็นส่วนตัว จะเล่นอะไรก็ได้ไม่มีใครว่า”

            “จริงหรือฮับ” เด็กน้อยตอบกลับมาอย่างตื่นเต้น

            “ครับ จริงสิ”

            “งั้นน้องเจนท์นอนห้องนี้น้า” เด็กน้อยรีบวิ่งเข้าไปในห้องด้วยความดีใจ แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นน้องเจนท์คนเดียวกับที่ออดอ้อนให้พ่อกับแม่มานอนด้วยก่อนหน้านี้

            “ให้ลูกลองเข้าไปเล่นในห้องก่อนก็ได้ ไม่ต้องห่วง ฉันสั่งคนให้เอาของที่อันตรายสำหรับเด็กในวัยนี้ออกไปหมดแล้ว” 

            “ต แต่ว่า” ถึงอีกฝ่ายจะพูดมาแบบนั้น แต่ในฐานะแม่เขายังคงไม่แน่ใจอยู่ดี ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขานอนกับลูกชายมาตั้งแต่น้องเจนท์ยังเป็นเด็กทารก จู่ๆ ต้องมาแยกกันนอนแบบนี้ กุลกวินจึงรู้สึกแปลกๆ

            “ฉันเข้าใจว่านายรู้สึกยังไง ถ้าบ้านทีนายอยู่มีห้องพอ ฉันมั่นใจว่านายก็คงทำแบบนี้เหมือนกัน ให้แยกตั้งแต่ตอนนี้จะดีกว่า ยิ่งโตจะยิ่งยาก” เป็นไปตามที่อีกฝ่ายพูดมาทุกอย่าง ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากจะให้น้องเจนท์ได้ฝึกนอนคนเดียว แต่เพราะจำนวนห้องนอนไม่เพียงพอ เขาจึงไม่มีทางเลือกที่จะต้องนอนห้องเดียวกับลูกน้อยจนถึงตอนนี้ รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นเขาที่ติดลูกชายเสียแล้ว

            “อีกอย่างห้องของลูกกับห้องของนายก็ไม่ได้อยู่ห่างกันมาก ถ้ามีอะไรค่อยเดินมาหา” 

            “ก็ได้ครับ” สุดท้ายเขาจึงตอบรับข้อตกลงของเจนภพ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปน้องเจนท์จะได้มีห้องส่วนตัวเป็นของตัวเองแล้ว

            กุลกวินเดินตามร่างสูงไปเงียบๆ สายตาของเขามองไปรอบบ้านหลังใหญ่ที่แม้ว่าเวลาจะผ่านพ้นไปหลายปี มันก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย นับตั้งแต่วันที่เขาจากบ้านหลังนี้ไป

            เขาเดินตามมาอีกฝ่ายจนมาหยุดอยู่หน้าประตูบานใหญ่ที่คุ้นตา และถ้าเขาเดาไม่ผิด   …

            “ค คือ แล้วห้องของผมล่ะครับ ห้องนี้มันห้องของคุณไม่ใช่หรือ”

            “ใช่ ห้องของฉัน…แล้วก็เป็นห้องของนายด้วย” เป็นห้องของพวกเขาทั้งสองเหมือนเมื่อหลายปีที่ผ่านมา

            “ผมอาจจะรบกวนคุณ เอ่อ ผมว่าผมไปนอนกับลูกน่าจะดีกว่านะครับ ด เดี๋ยว…” เจนภพหยิบกระเป๋าเป้ใบเล็กที่กุลกวินกำลังสะพายจากไหล่ของเขาพร้อมเดินเข้าห้องไปทันที และมันคงจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า เขาต้องนอนห้องเดียวกับคุณเจนภพ ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่สามารถปฏิเสธได้เพราะของใช้จำเป็นทั้งหมดนั้นอยู่ในกระเป๋าเป้ใบนั้น

กุลกวินเดินตามอีกฝ่ายเข้ามาในห้องอย่างไม่มีทางเลือก เขากวาดสายตาไปทั่วอาณาบริเวณ ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้ยังเหมือนเดิม ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไป แม้แต่ตำแหน่งของกรอบรูปคู่ รูปแรกในวันฉลองครบรอบหนึ่งปี มันยังคงถูกวางไว้บนโต๊ะทำงานของเจนภพอย่างเป็นระเบียบไม่มีแม้แต่ฝุ่นเกาะ

ในขณะที่เขากำลังสนใจกับห้วงความทรงจำเก่าๆ

“ฉันให้คนเก็บของใช้บางส่วนไว้แล้ว ถ้าขาดเหลืออะไรก็บอกมา เดี๋ยวฉันพาออกไปซื้อ” 

“ค ครับ ถ้างั้นผมนอนต้องโซฟานี่นะครับ ผมนอนดิ้น…เอ่อไม่อยากรบกวนคุณ” ท้ายประโยคนั้นแทบจะขาดห้วงเมื่อถูกคนหน้าดุมองมา

“นายไม่นอนดิ้น” 

“คุณนอนคนเดียวมาหลายปี คุณอาจจะชินนะครับ” ถึงจะกลัวแต่ถ้าให้เขาต้องกลับไปนอนเตียงเดียวอีกครั้ง เขาคงจะไม่สามารถข่มตาให้นอนหลับได้หรอก ตอนอยู่ที่เชียงรายถึงจะมีลูกชายนอนกั้น แต่กว่าเขาจะข่มใจให้นอนหลับลงได้ ก็เล่นเอาซะแทบแย่อยู่เหมือนกัน

“เตียงนอนหลังใหญ่”

“อ เอ่อ”

“สรุปนายจะนอนตรงนั้นให้ได้ใช่ไหม” น้ำเสียงของร่างสูงเริ่มฟังดูแข็งกระด้างเล็กน้อย คงไม่ต้องบอกว่าตอนนี้เจนภพกำลังไม่พอใจในสิ่งที่เขากำลังทำ

“ค ครับ ผมนอนตรงนี้ดีกว่า เหวอ” กุลกวินตอบแม้ว่าอีกฝ่ายกำลังขยับเช้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีร่างเขาก็ถูกอีกฝ่ายยกขึ้นในท่าเจ้าสาวเข้าให้แล้ว

เจนภพวางร่างของกุลกวินลงกับเตียงนอนไม่แรงนัก ถึงจะอยากลุกหนีแต่ตอนนี้กุลกวินถูกร่างสูงคร่อมเอาไว้จากด้านบนจนไม่สามารถหนีไปไหนได้ เขาอยู่ใต้อาณัติของอีกฝ่ายอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

“คุณครับ ปล่อยผมก่อนครับ”

“สรุปแล้วนายจะนอนตรงไหน”

“น นอนโซฟาครับ” เจ้าเด็กดื้อเบอร์สองยังคงยืนกรานหนักแน่น กุลกวินรู้ดีว่าการที่ตอบตกลงอีกฝ่ายไป เท่ากับเป็นการยอมรับว่าต้องนอนบนเตียงเดียวกับเจนภพ จะมาเล่นลูกไม้เก่าๆ อย่างการตอบรับไปก่อนแล้วหนีไปนอนโซฟาทีหลัง ไม่มีทางใช้ได้กับเจนภพแน่นอน

“เฮ้อ ทำไมนายถึงได้ดื้อด้านขนาดนี้นะกุญแจ”

“ก็ผมกับคุณเรา…”

“นายจะบอกว่าไม่ได้เป็นอะไรกันงั้นสินะ”

“…” ความเงียบเป็นสิ่งที่แสดงออกมาแทนคำตอบว่า อีกฝ่ายเข้าใจถูกต้องทุกอย่าง

“หึ ถ้านายกับฉันไม่ได้เป็นอะไรกัน แล้วน้องเจนท์เป็นใครกันแน่…ทำมากกว่านอนจับมือก็เคยมาแล้ว”

“คุณ! อย่ามาพูดจาทะลึ่งนะครับ” ไม่รู้ว่าควรตอบอะไร เพราะตอนนี้กุลกวินเขินจนหน้าแดงลามไปทั่วใบหน้า

“นายนี่มันน่าขำนะกุญแจ” เจนภพหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อยเมื่อได้ฟังและได้เห็นหน้าที่แดงเป็นลูกตำลึงของคนใต้อาณัติ

“ถ้างั้นเรามาทบทวนความจำกันหน่อยไหมล่ะ…ว่าเมื่อก่อนเราสองคน รักกัน มากแค่ไหน” นัยน์ตาของทั้งคู่สอดประสานกัน หัวใจของกุลกวินเต้นไม่เป็นส่ำเพราะน้ำเสียงของท้ายประโยคนั้นฟังดูอ่อนโยนผิดปกติ

หูของร่างบางอื้ออึงไปชั่วคราว รู้ตัวอีกทีใบหน้าหล่อของอีกฝ่ายก็เคลื่อนเข้ามาใกล้กับใบหน้าของเขา แต่น่าแปลกที่เขากลับไม่ต่อต้านการกระทำของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย และในขณะที่ริมฝีปากของทั้งคู่ใกล้จะประกบเข้าหากัน

แกร๊ก

“คุงพ่อ คุงแม่ น้องเจนท์เปิดทีวีไม่ด้าย ไปช่วยน้องเจนท์ดูหน่อยฮับ”

ร่างของทั้งคู่ผละออกจากกันด้วยความรวดเร็วราวกับแม่เหล็กขั้วเดียวกันผลักตัวออกจากกัน เมื่อลูกชายเดินผลักประตูเข้ามาข้างใน 

นี่เขาลืมปิดล็อคประตูให้สนิทหรือนี่

“ครับ เดี๋ยวพอไปช่วยดูนะครับ”

“เย่ๆ คุงพ่อไปช่วยน้องเจนท์ดูน้า” เด็กชายไม่รีรอที่จะจูงมือคุณพ่อให้รีบไปช่วยดูโทรทัศน์ที่ห้องของตนเองทันที ทิ้งเอาไว้แต่เพียงกุลกวินที่นั่งหน้าแดงหอบเอาอากาศอยู่คนเดียวบนเตียงนอนหลังใหญ่

นี่แค่เขากลับมาถึงบ้านยังไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงยังถูกอีกฝ่ายรังแกถึงขนาดนี้ ไม่อยากจะนึกภาพเลยว่าหลังจากนี้จะเป็นยังไง เฮ้อ…

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 449 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

102 ความคิดเห็น

  1. #79 VPANIN0112 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2563 / 10:47
    มาต่อเถ้อออะะะ
    #79
    0
  2. #73 Nuttayaoii (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2563 / 16:17
    โอ้ยน้องงง ขัดจังหวะมากเลยค่ะ ซิส
    #73
    0
  3. #72 ThunyathonThieng (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2563 / 21:43

    รออ่าต่ออยู่น้าาา
    #72
    0
  4. #70 0970141849 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 กันยายน 2563 / 06:09
    รออ่านต่ออยู่นะ
    #70
    0
  5. #69 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 กันยายน 2563 / 18:42

    ฐานะยังไม่ชัดเจนค่ะ

    #69
    0
  6. #61 FDB88 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2563 / 21:13

    55555555 จังหวะพอดีเป๊ะเลยนะ

    #61
    0
  7. #51 Niaomx (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2563 / 10:28

    ร้ายไม่เบาาา

    #51
    0
  8. #50 @A.S.E. (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2563 / 09:24

    กุญแจอย่าพึ่งยอมนะ
    #50
    0
  9. #49 Sepppppp (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2563 / 08:53
    น้องลูก5555555คุณพ่อรอโอกาสหน้านะคะตอนนี้นกไปก่อนน
    #49
    0
  10. #46 Jiberita (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 / 22:37
    น้องเจนท์หนูจะมาเปิดทีวีตอนนี้ไม่ได้55555 พ่อนกไปค่ะ
    #46
    0
  11. #45 Tudtu Sujaree (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 / 19:52
    น่ารักมากมาย

    น้องเจนท์ ต้องเรียก คุณย่า นะครับ ไม่ใช่คุณยาย
    #45
    0
  12. #44 nuying88 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 / 17:57
    น่ารักเกิ้น
    #44
    0
  13. #43 Anelta (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 / 16:27
    น้องลูกกกกกกเปิดเข้ามาแบบนี้ พ่อกับแม่เขาก็ตกใจหมดสิ55555
    #43
    0
  14. #42 Oil_Panra (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 / 12:07

    น่ารัก
    #42
    0
  15. #41 ThisisMinyoongi_ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 / 11:54
    ชั้นขำฉากที่น้องเจนท์เปิดประตูเข้ามา555555
    #41
    0