(MPREG) จดหมายถึงพ่อหนู

ตอนที่ 1 : จดหมายฉบับที่หนึ่ง : เพราะรักจึงจาก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,917
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 390 ครั้ง
    3 มิ.ย. 63

จดหมายฉบับที่หนึ่ง

เพราะรักจึงจาก

 

 

“คิดดีแล้วนะครับพี่กุญแจ”

“อืม พี่คิดดีแล้ว รีบออกรถเถอะสองเดี๋ยวคุณภพจะตื่นเสียก่อน”

“ครับ” เจ้าของชื่อสองพยักหน้ารับก่อนจะจัดการสตาร์ทรถเพื่อออกเดินทางตามคำสั่งของ กุญแจ คนที่เปรียบเสมือนเป็นพี่ชายแท้ ๆ ของตนเอง

กุญแจ หรือ กุลกวิน ณรงค์ภักดี ชายหนุ่มอายุยี่สิบสามปี ผู้ที่มีชีวิตเปรียบเสมือนเจ้าชายนับตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาบนโลกนี้ หากจะบอกว่าเจ้าตัวมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบขนาดไหน สองก็คงกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่าพี่ชายของเขาเป็นคนที่สมบูรณ์แบบคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ นอกจากจะเกิดมาในครอบครัวที่เพียบพร้อมทุกอย่าง อีกทั้งวุฒิการศึกษายังไม่น้อยหน้าเพราะกุญแจสามารถคว้าใบปริญญาบัตรจากมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อได้ว่าจบยากที่สุดแห่งหนึ่งจากประเทศอังกฤษมาได้สำเร็จ รวมไปถึงรูปร่างหน้าตาของเจ้าตัว

กุลกวินเป็นผู้ชายที่มีความสูงร้อยเจ็ดสิบเจ็ดเซนติเมตร ไม่สูงและไม่เตี้ยจนเกินไป รูปร่างของเขาสมส่วนราวกับว่ามันได้รับการดูแลมาเป็นอย่างดี ด้วยความสมบูรณ์แบบระดับนี้จึงทำให้เขาเป็นที่หมายปองของทั้งบรรดาหญิงสาวและชายหนุ่มมากมาย แต่กระนั้นกุลกวินก็รับรู้รสนิยมความชอบของตัวเองเป็นอย่างดีว่าตนเองคงไม่สามารถมีความรู้สึกให้กับสตรีใดได้ นั่นก็เป็นเพราะว่าชายหนุ่มคนนี้มีรสนิยมที่ชอบผู้ชายเหมือนกัน  

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศจะเริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้นแล้ว แต่ก็ยังมีคนที่ยังไม่ให้การยอมรับผู้คนกลุ่มนี้อยู่ดี แต่สำหรับครอบครัว ณรงค์ภักดี แม้ว่าจะเป็นครอบครัวที่มีหน้ามีตาในสังคม แต่ความสุขของลูกหลานก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดอยู่ดี ด้วยเหตุนี้จึงทำให้กุญแจเป็นบุคคลที่น่าอิจฉาที่สุด ทั้งเรื่องฐานะทางสังคม บุคลิกภาพ รูปร่างหน้าตา และการที่ครอบครัวสามารถยอมรับรสนิยมทางเพศของเขาได้ รวมไปถึงเรื่องของ…ความรัก

เจน หรือ เจนภพ โฆษิตวงศ์หิรัญ ชายหนุ่มซึ่งเป็นที่หมายปองของผู้คนมากมายไม่ต่างกับกุญแจ หากว่ากุญแจเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบแล้ว เจนภพอาจจะเป็นขั้นสุดของคำว่าสมบูรณ์แบบเกินกว่าที่จะอธิบายได้ ทั้งเรื่องฐานะทางสังคม ครอบครัวของเจนภพที่เป็นเจ้าของบริษัทขนส่งระหว่างประเทศ และมีสาขาทั่วทุกมุมโลก จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมครอบครัวของเจนภพถึงถือครองสินทรัพย์มหาศาลในหลายประเทศ และถ้าเจนภพไม่ได้เป็นคนรักความสงบ บางทีเจ้าตัวอาจจะกลายเป็นพระเอกยอดนิยมของสถานีโทรทัศน์อยู่สักแห่งก็เป็นได้  

เจนภพและกุลกวินรู้จักกันในช่วงที่ทั้งสองคนกำลังศึกษาอยู่ในประเทศอังกฤษ เจนภพเป็นรุ่นพี่ของกุลกวินสองปี และเพราะการที่ทั้งสองเป็นคนไทยเหมือนกัน พวกเขาพอจะคุ้นหน้าคร่าตาแต่ละฝ่ายตามงานสังคมที่ผ่านมาอยู่บ้าง ทั้งสองจึงได้เริ่มต้นทำความรู้จักกัน จนพัฒนากลายมาเป็นความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่ไม่มีใครสามารถทำลายได้

ชีวิตของกุญแจควรจะเป็นไปได้ด้วยดีถ้าหากไม่เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น…ครอบครัว ณงค์ภักดี ถูกฟ้องล้มละลายและมีคดีความเกี่ยวกับเรื่องช่อโกงโดยมีคุณพ่อของเขาเป็นต้นเหตุ ชีวิตที่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบกลับกลายเป็นต้องตกนรกทั้งเป็น ผู้เป็นบิดาถูกศาลสั่งฟ้องทำให้ต้องถูกจำคุกเป็นเวลานานกว่าสิบปี คุณผู้หญิงของบ้านหรือคุณแม่ของเขาหลังจากเกิดเรื่องก็ช็อคจนหมดสติ และยังไม่ฟื้นขึ้นมาจนถึงบัดนี้

กุญแจไม่สามารถทำใจให้ยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แม้จะรู้ดีว่าบิดาของตนไม่มีทางทำเรื่องอย่างว่าได้ตามที่คนในบริษัททำการกล่าวหา อย่างไรก็ตามแม้ชีวิตของกุญแจจะเป็นแบบนี้ เจนภพก็ไม่สนใจเสียงนกเสียงกาที่พูดถึงคนรักของเขาแม้แต่น้อย กุญแจยังคงเป็นกุญแจเขาจะไม่มีวันปล่อยมือน้องเพียงเพราะสังคมตัดสินว่าน้องไม่คู่ควรกับเขาอย่างแน่นอน

“พี่ไม่ต้องไปก็ได้นะครับ ยังไงคนบ้านโฆษิตวงศ์หิรัญ ก็ไม่ได้มีใครว่าอะไรไม่ใช่หรือครับ” สองเอ่ยขึ้นมาเมื่อเห็นพี่ชายของตนมองไปที่บ้านคนรักอย่างอาลัยอาวรณ์

“พี่แค่มองเฉยๆ น่ะ” เจ้าของชื่อกุญแจตอบ

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายคงไม่มีท่าทีที่จะเปลี่ยนใจ เจ้าตัวถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนรถออกจากประตูหลังของบ้านโฆษิตวงศ์หิรัญอย่างเงียบเชียบในช่วงรุ่งเช้าที่ผู้คนภายในบ้านยังไม่ตื่นจากห้วงนิทรา

กุญแจเหลือบมองไปทางกระจกข้างรถที่สะท้อนเป็นภาพห้องนอนของเขาและคนรักด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย แม้จะรักมากแค่ไหน เขาก็ไม่สามารถทนให้คนรักของตัวเองต้องถูกคนภายนอกพูดถึงเสียๆ หายๆ โดยมีต้นเหตุมาจากเขาได้ เขามองภาพนั้นเป็นครั้งสุดท้าย พยายามซึมซับความคะนึงหาให้ได้นานที่สุด แม้จะเป็นเวลาไม่นาน แต่เขาก็ยังคงมองภาพเรือนรักของเขาและคนรักที่กำลังสะท้อนอยู่ในกระจกมองข้างจนมันค่อย ๆ เลือนหายไปในที่สุด เหมือนเรื่องราวความรักของเขาเอง

 

‘ผมขอโทษนะครับพี่ภพ ขอให้พี่โชคดี…ลาก่อนนะครับ’

 

 

สองเดือนผ่านไป

 

“พี่กุญแจผมออกไปซื้อข้าวมาให้แล้วนะครับ” เจ้าของชื่อหันไปตามเสียงของคนมาใหม่ก่อนจะพยักหน้ารับลูกพี่ลูกน้องของตน

เป็นระยะเวลากว่าสองเดือนแล้วที่กุญแจออกจากบ้านโฆษิตวงศ์หิรัญเพื่อมาเผชิญความโหดร้ายของโลกภายนอกโดยปราศจากคนรักที่คอยอยู่เคียงข้างกัน

เรื่องคดีความของผู้เป็นบิดา กุลกวินพยายามที่จะยื่นอุทธรณ์และต่อสู้มาโดยตลอด แต่เมื่อคดีถึงในชั้นศาลฎีกาแล้วคำตัดสินจึงเป็นอันสิ้นสุด พ่อของเขาต้องถูกจำคุกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนมารดา อาจเป็นเพราะเกิดเรื่องที่กระทบจิตใจอย่างรุนแรง เธอจึงยังคงไม่ได้สตินับตั้งแต่วันที่เกิดเรื่อง แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีที่ยังมีญาติทางฝ่ายมารดาให้การดูแลและออกค่าใช้จ่ายให้กับเขาอยู่จึงเบาแรงลงไปในส่วนของค่ารักษา

ส่วนคุณชายตกอับอย่างเขาแน่นอนว่าพอชีวิตเป็นแบบนี้ก็ไม่มีใครต้องการหรือให้ความช่วยเหลือ โชคยังดีที่เขาพอมีเงินเก็บสะสมที่เหลืออยู่ บวกกับเงินส่วนหนึ่งของคุณผู้หญิงบ้านโฆษิตวงศ์หิรัญที่ให้เงินเขามาอีกก้อนหนึ่งเป็นทุนเพื่อเอาไว้ไปตั้งตัว คุณจุฑามาศ ผู้เป็นมารดาของคนรัก เธอเป็นผู้ใหญ่อีกคนที่กุลกวินให้ความเคารพ เธอเป็นเพียงคนเดียวที่ร่วงรู้ถึงการตัดสินใจออกจากบ้านมาเพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับคนรัก แน่นอนว่าในตอนแรกที่เธอได้ยิน เธอต้องคัดค้านเรื่องที่ลูกสะใภ้ของตนจะออกไปตกระกำลำบาก แต่การที่กุลกวินเป็นคนดื้อ เมื่อตัดสินใจแล้วจะไม่มีทางเปลี่ยนได้ เธอจึงทำได้เพียงคอยแอบสนับสนุนอยู่จากที่ไกลๆ โดยกุลกวินขอให้ท่านไม่บอกเรื่องนี้กับเจนภพ เพราะรู้ดีว่าคนรักของตนจะไม่ยอมปล่อยให้เขาจากไปแบบนี้แน่นอน

“ขอบใจมากนะสอง”  

“ไม่เป็นไรครับ แล้วพี่ทำอะไรอยู่ครับ หางานอยู่เหรอ?” สุธีเอ่ยถามขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นพี่ชายของตนยังคงนั่งอยู่หน้าแลปท็อปมาตั้งแต่เช้าของวัน

“อืม ก็ลองยื่นใบสมัครไปก่อนนั่นแหละ ได้ไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที” ถึงจะพอมีเงินเหลือติดตัวอยู่บ้าง แต่กุญแจก็ไม่คิดจะอยู่เฉยๆ แล้วใช้เงินที่เหลืออยู่โดยไม่ทำอะไร เขาตัดสินใจที่จะลองยื่นใบสมัครไปตามบริษัทต่างๆ ในตำแหน่งทางด้านการตลาดที่เจ้าตัวจบมา อีกหนึ่งเรื่องที่กุญแจไม่ได้บอกสองคือเขายื่นใบสมัครไปยังหลายบริษัทที่คิดว่าตัวเองน่าจะมีคุณสมบัติตรงกับที่บริษัทต้องการ แต่เพราะมีนามสกุลของครอบครัวที่ถูกฟ้องล้มละลายติดตัวอยู่แบบนี้ มันคงจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่มีบริษัทไหนติดต่อมาเพื่อทำการขอสัมภาษณ์เลย แม้ว่าเขาจะมีโปรไฟล์การทำงานดีขนาดไหนก็ตาม

“ไม่ต้องเครียดนะพี่ โปรไฟล์ดีแบบนี้ผมว่าเดี๋ยวก็มีบริษัทติดต่อมาครับ”

“พี่ก็หวังแบบนั้น” เจ้าตัวยิ้มรับ

เขานึกเอ็นดูเจ้าเด็กคนนี้อยู่ไม่น้อย สองเด็กหนุ่มวัยสิบเก้าปี เจ้าตัวเป็นลูกชายของคุณอาหรือก็คือน้องชายของคุณพ่อเขา ถ้าพูดถึงความโชคร้ายสองก็คงไม่ต่างกุลกวินมากนัก การที่เจ้าตัวต้องเสียครอบครัวทั้งพ่อและแม่ไปในอุบัติเหตุทางรถยนต์ สองจึงต้องมาอาศัยอยู่กับครอบครัวของเขาตั้งแต่อายุเพียงแค่ห้าขวบเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นครอบครัวเขาก็เลี้ยงเจ้าเด็กดื้อคนนี้มาเป็นอย่างดี จนในตอนนี้เขารู้สึกว่าสองกลายเป็นน้องชายแท้ๆ ของตัวเองเข้าซะแล้ว และเพราะมีสอง กุลกวินจึงรู้สึกว่าชีวิตของเขายังคงต้องเดินต่อไป ทุกวันนี้เขาต้องพยายามหาทางคิดอย่างหนักว่าจะส่งสองเรียนจนจบมหาวิทยาลัยโดยที่ไม่ให้กระทบค่าใช้จ่ายภายในบ้านได้อย่างไรอยู่ตลอดเวลา แต่มันก็ไม่ได้มากพอที่จะทำให้ไม่รู้สึกคิดถึงใครบางคน ใครบางคนที่ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นอย่างไร

“แล้วเรายังไม่คิดเรื่องจะต่อมหาวิทยาลัยหรือไง นี่ก็ผ่านมาปีหนึ่งแล้วนะตั้งแต่จบ มอหกมา”  

“เอาไว้ให้พี่ได้งานก่อนดีกว่าครับ”

“เฮ้อ เรานี่จริงๆ เลยนะ ห่วงพี่ไม่เข้าเรื่อง”

“พี่บอกแล้วว่าเราไม่ได้เดือดร้อนขนาดนั้น พี่ยังมีเงินพอส่งเราเรียนได้นะ ค่าใช้จ่ายตอนนี้ก็ไม่มีอะไรมาก ค่าบ้านก็ไม่ต้องจ่าย พี่ไม่อยากให้เราเสียเวลานานๆ แบบนี้ รีบๆ กลับไปเรียนซะเถอะนะ” เขาเอ่ย

หลังจากตัดสินใจออกจากบ้านโฆษิตวงศ์หิรัญมาแล้ว แน่นอนว่าบ้านซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยตั้งแต่เกิดก็ถูกธนาคารยึดไป สองพี่น้องที่เหลืออยู่จึงไม่มีทางเลือกต้องออกหาที่อยู่กันใหม่ และมันต้องเป็นสถานที่ที่คิดว่าคนรักจะมาตามหาเขาไม่เจอ จุดมุ่งหมายที่ทั้งคู่เลือกจึงเป็นจังหวัดเชียงราย จังหวัดที่อิทธิพลของบ้านโฆษิตวงศ์หิรัญมาไม่ถึง

โชคดีที่เขามาเจอบ้านมือสองที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองนัก แม้บ้านหลังนี้จะไม่ได้ใหญ่โตเหมือนบ้านที่เขาเคยอาศัยอยู่ มันเป็นบ้านสองชั้นที่มีเพียงสองห้องนอนในหมู่บ้านขนาดเล็กแห่งหนึ่ง แต่มันก็เป็นบ้านของพวกเขาทั้งสองอย่างแท้จริงเพราะกุญแจตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้โดยไม่ได้ขอทำเรื่องผ่อนกับธนาคารโดยทันทีโดยจัดการใส่ชื่อของเจ้าของบ้านให้เป็นของสองเพื่อป้องกันการที่คนรักของเขาจะแกะลอยประวัติการใช้เงินเจอ ดังนั้นจึงไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนของการเช่าบ้าน จะเหลือก็แต่เพียงค่าน้ำค่าไฟ และค่าใช้จ่ายรายวันเพียงเท่านั้น

“ให้ผมเห็นพี่มีงานทำก่อนนั่นแหละครับ ถึงผมไปเรียนตอนนี้ผมก็คงไม่สบายใจ อีกอย่างช่วงนี้พี่ไม่ค่อยสบายด้วยไม่ใช่หรือไง”

“แค่มึนหัวนิดเดียวเอง ทำเป็นเว่อร์นะเรา รีบมากินข้าวเถอะ เที่ยงแล้ว” กุญแจพูดติดตลก ก่อนจะลุกขึ้นยืนจากโต๊ะญี่ปุ่นที่มุมห้องเพื่อตรงไปทานมื้อเที่ยง แต่จู่ๆ เจ้าตัวก็รู้สึกว่าโลกกำลังหมุนอย่างแรง ก่อนที่ภาพที่เขาเห็นจะค่อยๆ พร่ามัวลงอย่างไม่ทันตั้งตัว

“พี่กุญแจ!” เสียงของสองเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขารับรู้ สติของเขาทุกอย่างดับวูบลงไปพร้อมๆ กับภาพที่สองวิ่งหน้าตื่นเข้ามายังเขา

 

 

กลิ่นเหม็นของน้ำยาฆ่าเชื้อทำให้กุลกวินรู้สึกคลื่นไส้อ่อนๆ และนั่นจึงทำให้เจ้าตัวตื่นขึ้นมาในที่สุด

“พี่กุญแจเป็นไงบ้างครับ!” เจ้าของชื่อกะพริบตาหลายครั้งเป็นการปรับสายตา ถ้าเดาไม่ผิดเขาคงจะหมดสติไปและสถานที่แห่งนี้ก็คงจะเป็นโรงพยาบาลอย่างไม่ต้องสงสัย

“พี่เป็นลมไปใช่ไหมสอง” เจ้าตัวเอ่ยถาม

“ครับ จู่ๆ ตอนที่พี่กำลังลุกยืน พี่ก็ล้มลงไปเลย ผมตกใจมากเลยนะ ผมแทบจะทำอะไรไม่ถูก ถ้าพี่…ถ้าพี่เป็นอะไรไปแล้วผมจะ”  

“พี่ไม่เป็นอะไรสักหน่อย คงแค่เพลียเพราะพักผ่อนไม่พอนั่นแหละ ขอโทษที่ทำให้เราต้องเป็นกังวลนะ” เขาลูบหัวเจ้าเด็กตัวโตอย่างเอ็นดูเป็นการปลอบเจ้าเด็กดื้อที่กำลังเสียขวัญ เขารู้ดีว่าสองกำลังคิดอะไร เพราะฉะนั้นเขาจะไม่ยอมให้ตัวเองเป็นอะไรไปแน่นอน ถ้าเขาเป็นอะไรไปแล้วสองจะอยู่อย่างไร

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้สองพี่น้องที่กำลังอยู่ในบรรยากาศที่ดูเศร้าหมองหันกลับไปสนใจกับคนมาใหม่แทน

“สวัสดีครับ เป็นอย่างไรบ้างครับยังรู้สึกไม่สบายตรงไหนอยู่ไหมครับ”คุณหมอเอ่ยถามทันทีที่เข้ามา ซึ่งก่อนหน้านี้สองเป็นฝ่ายแจ้งพยาบาลไปแล้วตอนที่กุญแจเริ่มได้สติกลับมาอีกครั้ง

“สวัสดีครับคุณหมอ ตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรครับนอกจากเพลียนิดหน่อย” เจ้าตัวตอบคำถามไปตามจริง

“นอกจากอาการอ่อนเพลีย คนไข้มีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยไหมครับ”

“อืม ก็มีบ้างครับ ช่วงนี้ผมรู้สึกมึนหัวง่าย แถมพอได้กลิ่นอะไรก็รู้สึกเหม็นไปหมด อ้อ แล้วก็สัปดาห์ก่อนผมอาเจียนไปครั้งหนึ่ง แต่ผมคิดว่าอาจจะเป็นเพราะความเครียดเลยคิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไรมากครับ”

“…” สีหน้าของคุณหมอดูเปลี่ยนไป มันเป็นสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก เมื่อเห็นแบบนั้นคนไข้จึงเอ่ยถามถึงสาเหตุของอาการป่วยขึ้นมา

“เอ่อคือ ไม่ทราบว่าผมเป็นอะไรหรือครับคุณหมอ” ทันทีที่พูดประโยคนั้น เขารู้สึกถึงฝ่ามืออุ่นของน้องชาย สองเองก็คงจะกังวลไม่ต่างกัน

“ก่อนที่หมอจะแจ้งผลให้ทราบ คนไข้สะดวกให้หมอแจ้งผลตรวจโดยมีญาติอยู่ด้วยใช่ไหมครับ” คุณหมอเหลือบสายตาไปทางสุธีอย่างลำบากใจ ก็มีเหมือนกันที่บางครั้งคนไข้ขอฟังผลคนเดียวโดยไม่มีญาติเข้ามาฟังด้วย ดังนั้นผู้เป็นแพทย์จึงต้องถามความสมัครใจของทั้งคนไข้และญาติก่อนเสมอเมื่อต้องแจ้งถึงอาการป่วยในเคสที่อาจจะพูดออกมาลำบาก

“ไม่เป็นไรครับคุณหมอ เขาเป็นญาติคนเดียวที่ผมเหลือตอนนี้พูดได้เลยครับ”

“ครับ ถ้างั้นหมอขอแจ้งผลตรวจเลยนะครับ”

“ครับ”

“มันอาจจะฟังดูเหลือเชื่อนะครับ แต่หมอได้ทำการตรวจซ้ำและให้แพทย์เฉพาะทางมาตรวจแล้วครับ พอรวมเข้ากับอาการที่คนไข้เป็นในตอนนี้ หมอต้องแจ้งให้ทราบตามตรงว่า…”

“คนไข้กำลังตั้งครรภ์ครับ”  

กึก

กุลกวินกำลังรู้สึกว่าตัวเองหูอื้อชั่วขณะ สมองที่เคยทำงานได้เป็นอย่างดีกับหยุดชะงักและไม่สามารถประมวลผลได้ทันท่วงที

เขาเนี่ยนะท้อง! มันเป็นสิ่งแรกที่กุญแจนึกได้หลังสติกลับมา

“คุณหมอว่าอะไรนะครับ ก็พี่ผมเป็น” ใช่เขาเป็นผู้ชาย และผู้ชายก็ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้

“ครับ…หมอขอยืนยันในผลตรวจครับ ทีแรกหมอก็ไม่มั่นใจเหมือนกันเพราะคนไข้เป็นผู้ชายโดยกำเนิด แต่อาการที่คนไข้มีมันชัดมากเลยครับ หมอเลยตัดสินใจเชิญสูตินรีแพทย์มาตรวจร่างกายของคนไข้อย่างละเอียดอีกที จนทางเรามั่นใจครับ”

“ค คุณหมอว่าหมายถึงผม ท้อง หรือครับ” กุญแจถามเสียงแผ่ว

“ครับ หมอก็ไม่เคยพูดแบบนี้กับผู้ชายคนไหนเหมือนกัน แต่ยินดีด้วยนะครับ คนไข้ตั้งครรภ์ได้สิบสัปดาห์แล้วครับ” แพทย์หนุ่มตอบ

กุญแจนิ่งเงียบไปอีกครั้งหลังได้ฟัง

“เอ่อมันจะเป็นไปได้ยังไงครับ ก็พี่ผมเป็นผู้ชายนะครับคุณหมอ ผลตรวจผิดพลาดตรงไหนหรือเปล่าครับ” เป็นสุธีที่เอ่ยถามถึงสิ่งที่กำลังสงสัยแทน เขาไม่เคยได้ยินเลยว่าผู้ชายท้องได้ บางทีคุณหมออาจจะหยิบแฟ้มประวัติคนไข้มาผิดก็เป็นได้

“ในทางการแพทย์มันเป็นไปไม่ได้ครับ แต่ว่าร่างกายของคนไข้มีมดลูกแฝงซึ่งในเคสที่ใกล้เคียงกัน จะเป็นกรณีของคนที่มีสองเพศครับ แต่นั่นก็มักจะสามารถเห็นได้ตั้งแต่ในวัยเด็ก ทางแพทย์และครอบครัวอาจจะลงความเห็นว่าเด็กเป็นเพศไหนโดยจะพิจารณาจากปัจจัยหลายๆ อย่าง แล้วอาจจะมีการผ่าตัดอวัยวะเพศเพื่อทำการทำให้เหลือเพศเดียวครับ”

“ส่วนของคนไข้ หมอคิดว่ามันน่าจะเป็นคนละกรณีกันเพราะว่าคนไข้ไม่น่าจะมีปัญหาทางด้านเพศสรีระ แต่จากที่ทำการตรวจร่างกายเลยทราบว่าคนไข้มีภาวะมดลูกแฝงครับ และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คนไข้ตั้งครรภ์ได้ครับ”แพทย์เจ้าของไข้อธิบาย

“ทางหมอจึงขอแนะนำให้คนไข้เข้ามาฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลนะครับ ถึงแม้ว่ามดลูกของคนไข้อาจจะไม่แข็งแรงเหมือนผู้หญิงทั่วไป แต่จากการลงความเห็นร่วมกันของหมอ หมอคิดว่าสามารถเก็บเด็กเอาไว้ได้ครับถ้าคนไข้ต้องการ”

“แต่หมอก็ไม่สามารถพูดได้นะครับว่าจะมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะกรณีของคนไข้เป็นเคสผู้ชายตั้งครรภ์ได้ครับ มันอาจจะมีกลไกการทำงานของมดลูกที่แตกต่างจากผู้หญิงครับ”

“พี่กุญแจ…”สองบีบมือของพี่ชาย ถึงแม้ว่าเขาจะตกใจต่อสิ่งที่กำลังได้ยิน แต่เชื่อว่าพี่ชายของเขาคงจะตกใจกว่าเขามากกว่าเป็นร้อยเป็นพันเท่าแน่นอน

“เด็กปลอดภัยใช่ไหมครับ” กุญแจถามโดยไม่ได้ได้มองหน้าคุณหมอ

“ครับ เด็กปลอดภัย แข็งแรงดีครับ”  

“ผมจะเก็บเด็กไว้ครับ เพราะยังไง เขาก็เป็นลูกของผมครับ”

“และ…ผมจะฝากครรภ์ครับ”

“ครับ เดี๋ยวยังไงรายละเอียดเรื่องการฝากครรภ์หมอจะให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาคุยรายละเอียดอีกทีนะครับ” คุณหมอยิ้มรับ  

อันที่จริงคุณหมอเองก็แอบกังวลใจอยู่เหมือนกันว่าคนไข้อาจจะมีความคิดที่ไม่อยากจะเก็บเด็กไว้ก็เป็นได้ ถ้าหากตัดประเด็นเรื่องจรรยาบรรณของการเป็นหมอไป ในฐานะผู้ชายด้วยกัน ถ้าเขาต้องมารับรู้เรื่องแบบนี้ เรื่องที่ตัวเองกำลังตั้งครรภ์ บางทีเขาอาจจะตัดสินใจตรงกันข้ามกับคนไข้คนนี้ก็เป็นได้

“ส่วนเรื่องความเป็นส่วนตัว ไม่ต้องห่วงนะครับถึงแม้จะเป็นเคสใหม่ที่เพิ่งเคยเกิดขึ้นมา แต่ทางโรงพยาบาลก็รักษาความเป็นส่วนตัวของคนไข้อย่างแน่นอนครับ”

“ขอบคุณครับ” คุณแม่ยังหนุ่มตอบ

“แล้วการฝากครรภ์จำเป็นต้องมีเอ่อ…คุณพ่อ” ท้ายประโยคเบาจนแทบจับใจความไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นคุณหมอเจ้าของไข้ก็เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะบอก

“ไม่จำเป็นต้องมีคุณพ่อก็ได้ครับ แต่โดยปกติทางแพทย์จะแนะนำให้คุณพ่อมาด้วยกันเพราะจะได้เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ไปพร้อมกันเลย แต่ในกรณีที่คุณพ่อไม่ว่างหรืออะไรก็ตามแต่ หากจะมีแค่ฝ่ายคุณแม่คนเดียวก็ย่อมได้ครับ”

“ขอบคุณนะครับคุณหมอ” กุลกวินยกมือไหว้คุณหมอ ขอบคุณที่ช่วยเหลือและสัญญาว่าจะไม่บอกเรื่องนี้กับใคร

“ยินดีครับ งั้นหมอขอตัวก่อนนะครับ”

หลังคุณหมอขอตัวออกไป ประเด็นสนทนาของสองพี่น้องในห้องผู้ป่วยคงจะต้องเป็นเรื่องของเด็กในท้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“แล้วเด็กในท้องพี่…พ่อเขา”

“พี่เป็นทั้งพ่อและแม่เขา แค่คนเดียวก็พอแล้วสอง”

ถึงจะพูดมาแบบนั้น แต่ความจริงแล้วกุลกวินรู้ดี เขารู้ดีว่าใครเป็นพ่อผู้ให้กำเนิดเด็กในท้องขึ้นมา

สำหรับกุลกวิน แม้ว่าในวันนี้เขาจะยังตั้งตัวต่อสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ ยังมีอีกหลายสิ่งที่ไม่เข้าใจและคงยากที่จะยอมรับได้ในเร็ววัน แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือตัวเขาในตอนนี้…เป็นผู้ชายท้องได้ และในท้องของเขากำลังจะมีชีวิตใหม่ถือกำเนิดขึ้นมา

เจ้าตัวลูบหน้าท้องของตัวเองอย่างแผ่วเบา เขาไม่รู้ว่าควรจะตกใจ ดีใจ หรือเสียใจ แต่เมื่อรู้ตัวอีกทีน้ำตาก็ไหลลงมาอาบแก้มไม่หยุดแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ดีใจที่เด็กคนนี้ถือกำเนิดขึ้นมาจากสายสัมพันธ์ระหว่างเขากับอดีตคนรัก  

บางทีเด็กคนนี้อาจจะเป็นตัวแทนของเขาคนนั้นที่ถูกส่งมาเพื่อเป็นกำลังใจและคอยเป็นแรงผลักดันให้เขาก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างไม่ย่อท้อก็เป็นได้

‘ยินดีต้อนรับนะครับ ลูกแม่’

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 390 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

102 ความคิดเห็น

  1. #64 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 กันยายน 2563 / 14:35

    ต้องวางแผนหาเงินแล้วละนะ เพราะจะมีตัวเล็กเพิ่มมาอีกคนแล้วนะเนี่ย

    #64
    0
  2. #52 FDB88 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2563 / 18:19

    สงสารน้อง แต่ตอนนี้น้องไม่ได้ตัวคนเดึยวนะลูกยังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ด้วย เข้มแข็งเข้าไว้

    #52
    0
  3. #29 Niaomx (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 08:47

    กอดๆนะน้องงง

    #29
    0
  4. #1 ThisisMinyoongi_ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 23:22
    ฮืออออ สงสารน้องง
    #1
    0