อย่าเรียกหนูว่าตัวเล็ก (จบ)

ตอนที่ 25 : ตอนที่ 22 : ปลอบประโลม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,285
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 195 ครั้ง
    16 ก.พ. 63

ตอนที่ 22

ปลอบประโลม

 

            

            ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของน้ำตาลเจ้าตัวไม่ค่อยมีเพื่อนในวัยเดียวกันมากนักหรืออาจเรียกได้ว่าไม่มีเลยก็ว่าได้

            น้ำตาลเป็นเด็กคนหนึ่งที่เป็นแก้วตาดวงใจดวงน้อยๆของครอบครัว ในช่วงแรกเกิดน้ำตาลเกือบเอาชีวิตไม่รอดเพราะผู้เป็นแม่มีภาวะคลอดก่อนกำหนดทำให้น้ำตาลได้ลืมตาขึ้นมาดูโลกตั้งแต่ในช่วงที่ร่างกายยังไม่แข็งแรงสมบูรณ์มากนักแต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็สามารถผ่านพ้นมาได้ด้วยดีท่ามกลางความรักของครอบครัวอันแสนอบอุ่นที่ประกอบไปด้วยคุณพ่อ คุณแม่ และพี่ชายของเจ้าตัว

            และด้วยภาวะคลอดก่อนกำหนดทำให้น้ำตาลมีสุขภาพไม่แข็งแรงอีกทั้งเจ้าตัวยังมีขนาดร่างกายที่เล็กกว่าเด็กวัยเดียวกันเล็กน้อย ทำให้เขามักจะต้องขาดเรียนบ่อยๆ เรียกได้ว่าเจ้าตัวเข้าโรงพยาบาลมากกว่าโรงเรียนเสียอีกทำ และด้วยเหตุนี้จึงทำให้เจ้าตัวตัวนั้นไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมเหมือนเด็กในวัยเดียวกันมากนัก และทั้งหมดนี้คงเป็นเพราะเจ้าตัวมีพัฒนาการทางสมองในด้านการเข้าสังคมที่ช้ากว่าเด็กทั่วไปตามการวินิจฉัยของแพทย์ครอบครัวจึงยิ่งต้องดูแลน้ำตาลเป็นพิเศษ กว่าน้ำตาลจะโตจนเริ่มสุขภาพเริ่มดีขึ้นก็เล่นเอาครอบครัวแทบหมดแรงกันเลยทีเดียว

            ถึงแม้ว่าเจ้าตัวจะมีพัฒนาการในการเข้าสังคมช้ากว่าเด็กทั่วไปแต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องน่าห่วงนักเพราะในเรื่องการเรียนน้ำตาลก็สามารถทำได้ดีหรืออาจจะดีกว่าเด็กทั่วไปเลยก็ว่าได้ แพทย์ผู้ดูแลบอกว่าน้ำตาลไม่ได้ผิดปกติเขาอาจจะแค่พัฒนาช้ากว่าเด็กทั่วไปเล็กน้อยบวกกับการที่น้ำตาลไม่มีโอกาสได้ออกไปเผชิญโลกภายนอกจึงยิ่งส่งผลให้พัฒนาการของเขาอยู่ต่ำกว่าเด็กทั่วไป แต่ก็จะดีขึ้นเมื่อเจ้าตัวโตขึ้น 

สำหรับเรื่องนี้ใช่ว่าทุกคนจะเข้าใจโดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในวัยเดียวกัน เจ้าตัวมักจะถูกเพื่อนๆ ที่โรงเรียนต่อต้านหรือไม่ให้เล่นด้วยอยู่บ่อยๆ  ด้วยเหตุผลที่ว่าเจ้าตัวแตกต่างกว่าเด็กคนอื่นๆ

ในช่วงอนุบาลถึงประถมในเรื่องการถูกแกล้งถูกต่อต้านอาจจะไม่ค่อยเห็นชัดมากนัก แต่เมื่อเจ้าตัวเล็กก้าวขึ้นมาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นความแตกต่างระหว่างน้ำตาลและเด็กในวัยเดียวกันยิ่งเริ่มเห็นได้ชัด เด็กในวัยนี้กำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านอย่างเห็นได้ชัดจากวัยเด็กสู่วัยรุ่น การเปลี่ยนแปลงของอะไรหลายๆ อย่างทั้งทางด้านร่างกายและความคิดแต่น้ำตาลกลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงเหมือนเด็กคนอื่นๆ  ในขณะที่เด็กผู้ชายคนอื่นๆ กำลังเริ่มสนใจดูแลตัวเอง พยายามทำทุกอย่างให้คนรอบข้างรู้ว่าพวกเขาโตแล้ว ซึ่งสำหรับบางคนก็เลือกวิธีที่จะแสดงออกแบบผิดๆ อย่างเช่นการแกล้งน้ำตาลเพื่ออวดให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองนั้นเจ๋งแค่ไหน คนตัวเล็กที่ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงจากการถูกแกล้ง แทนที่จะอยู่กับเพื่อนในวัยเดียวกันเจ้าตัวเลยเลือกที่จะไปมีรุ่นน้องในโรงเรียนเป็นเพื่อนเสียแทนซึ่งมันก็พอที่จะทำให้น้ำตาลถูๆไถๆ ผ่านช่วงมอต้นไปได้

            จนกระทั่งเมื่อเจ้าตัวเล็กกลายมาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมปลายเต็มตัว

            เขาได้มีโอกาสรู้จักกับเพื่อนคนหนึ่งที่มีนามว่า แดนไท เจ้าตัวเป็นหนุ่มหล่อคมเข้มตัวสูงทำให้บุคลิกดูเป็นผู้ใหญ่ขัดกับอายุของตนเอง สิ่งที่ทำให้แดนไทแตกต่างจนคนอื่นคือเจ้าตัวไม่ชอบความวุ่นวายมากนักจึงมักจะชอบทำตัวปลีกวิเวกอยู่บ่อยครั้ง และคงเป็นเพราะความบังเอิญทำให้แดนไทและน้ำตาลได้เรียนห้องเดียวกัน ไปๆ มาๆ ทั้งสองจึงได้กลายเป็นเพื่อนสนิทแบบงงๆ ซึ่งมันก็ทำให้น้ำตาลดีใจมากเพราะเจ้าตัวได้มีเพื่อนสนิทที่เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันเป็นครั้งแรก

            เจ้าตัวเล็กเริ่มที่จะอยากไปโรงเรียนมากขึ้น เริ่มที่จะพูดคุยกับเพื่อนคนอื่นมากขึ้นแม้จะยังคงถูกคนอื่นล้อเพราะเอาแต่ชวนคุยเรื่องไร้สาระก็ตาม แต่ก็นับว่าเป็นสัญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นจนครอบครัวเองก็เริ่มที่จะสบายใจ

            น้ำตาลกับแดนไทสองเพื่อนซี้ที่ในสายตาของคนภายนอกดูแล้วไม่น่าจะมาอยู่ด้วยกันได้ แต่ก็ไม่เป็นผลเพราะมิตรภาพระหว่างทั้งสองก็ดำเนินไปเรื่อยๆ จนผ่านพ้นเทอมแรกมาได้ด้วยดี 

            แต่แล้วเหตุการณ์ที่ใครหลายๆ คนไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

            เหตุการณ์ที่ทำให้ชีวิตของคนตัวเล็กเปลี่ยนไปตลอดกาล

            น้ำตาลรอเราอยู่ในห้องนี้ก่อนนะเดี๋ยวเราไปหยิบแผ่นการ์ตูนเรื่องใหม่มาให้” แดนไทเอ่ย

            ตอนนี้ทั้งสองคนมาอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ห้องเก่าของทางโรงเรียน และถึงแม้จะเป็นห้องที่ไม่ได้ใช้แล้วก็ตาม แต่เพราะยังไม่ได้มีการย้ายข้าวของออกจากห้องแดนไทจึงมักจะพาน้ำตาลแอบเข้ามาใช้เครื่องเล่นดีวีดีเพื่อนั่งดูการ์ตูนเป็นการฆ่าเวลาอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งในวันนี้เองก็เช่นกัน

            ได้งั้นรอเราอยู่ตรงนี้นะ

โอเคเดี๋ยวเรารีบมานะ อ้อห้ามเปิดไฟด้วยเพราะเดี๋ยวครูเวรจะมาเห็นเอา” อีกฝ่ายไม่ลืมที่จะกำชับเพราะปกติเวลาที่เขาแอบมานั่งดูหนังหรือการ์ตูนกันทั้งสองก็จะไม่เปิดไฟภายในห้องเพื่อไม่ให้คนภายนอกสงสัย

            น้ำตาลพยักหน้ารับอย่างแข็งขันมองเพื่อนตัวสูงกว่าเดินออกไป แดนไทไม่ลืมที่จะปิดประตูห้องเพื่อป้องกันไม่ให้ครูเวรสังเกตเห็น คนตัวเล็กที่ไม่รู้จะทำอะไรเพราะแบตเตอรี่โทรศัพท์หมดจึงได้แต่นั่งคอยเพื่อนสนิทอย่างเซ็งๆ

            เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงจนฟ้าด้านนอกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้ม คนตัวเล็กที่เริ่มกังวลใจว่าเพื่อนสนิทจะเป็นอะไรหรือเปล่าจึงรีบเดินไปเปิดประตูห้องเพื่อที่จะได้ออกไปตามหาเพื่อนที่หายตัวไปด้วยความร้อนใจ แต่แล้วประตูห้องก็ไม่สามารถเปิดได้ราวกับมันถูกล็อคจากด้านนอก

            เขาพยายามที่จะพังประตู แต่ด้วยเรี่ยวแรงที่น้อยนิดจึงไม่สามารถที่จะทำได้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องปีนออกทางหน้าต่างเลย ห้องนี้ตั้งอยู่บนชั้นห้าถ้าปีนออกทางหน้าต่างดีไม่ดีได้ตกลงไปตายซะก่อน

            คนตัวเล็กเริ่มที่จะหวาดกลัว แสงสีส้มที่ลอดเข้ามาภายในห้องก็เริ่มที่จะหายไปอย่างช้าๆ เขาพยายามทั้งทุบและเตะประตูรวมไปถึงพยายามร้องเรียกให้คนช่วยแต่เพราะเป็นโซนนี้เป็นบริเวณปิดตายไม่มีคนเดินผ่านซึ่งไม่ว่าคนด้านในจะพยายามร้องเรียกให้คนช่วยสักเท่าไหร่มันจึงไม่เป็นผลอยู่ดี

            ฮ ฮึก” คนด้านในเริ่มครางสะอื้นเพราะความหวาดกลัว ตอนนี้ความมืดภายนอกเริ่มแทนที่แสงสว่างแล้ว และไม่รู้เป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัดอะไรเมื่อไฟที่ควรจะใช้ได้ในคราวนี้กลับไม่สามารถเปิดได้จึงทำให้คนตัวเล็กยิ่งรู้สึกกลัวเป็นอย่างมากจนในที่สุดเขาก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาได้จึงปล่อยโฮออกมาเพราะความกลัว

            ไม่รู้ว่าระยะเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่เจ้าตัวเล็กร้องไห้ออกมาจนหมดแรง เขาฟุบหลับไปกับพื้นห้องดีหน่อยที่เปิดหน้าต่างได้ไม่งั้นคงขาดอากาศหายใจเสียก่อน แต่ถึงอย่างนั้นน้ำตาลก็ยังคงไม่หยุดสะอื้นอยู่ดี 

            เจ้าตัวเล็กเผลอสะดุ้งกับเสียงกุกกักที่ดังภายนอกเขาตะโกนจนคอแสบแห้งไปหมดแถมยังร้องไห้อย่างหนักจึงไม่แปลกที่จะรู้สึกกระหายน้ำเป็นอย่างมากและในที่สุดสติของเจ้าตัวก็เริ่มพร่ามัวลงอย่างช้าๆ จนไม่รู้เมื่อไหร่ที่เขาหมดสติไป เขารู้ตัวอีกทีก็ตื่นขึ้นมาบนสถานที่ที่แสนคุ้นเคยเป็นอย่างดีเพราะมักจะต้องมาอยู่ตั้งแต่เด็กๆ เพดานสีขาว กลิ่นแอลกอฮอล์ล้างแผลที่ฉุนขึ้นจมูก ใช่เจ้าตัวเล็กตื่นขึ้นมาในห้องพักผู้ป่วยของโรงพยาบาลประจำ

            น้ำตาลหมดสติอยู่ในห้องนั้นเป็นระยะยาวนานหลายชั่วโมงจนกระทั่งรุ่งเช้า ทางครอบครัวของเจ้าตัวต่างก็พากันร้อนรนด้วยความกังวลใจเป็นอย่างมากกับการหายตัวไปของลูกชายคนเล็ก คนเป็นแม่เอาแต่ร้องไห้ไม่หยุดราวกับคนที่เสียสติ ส่วนพ่อและพี่ชายต่างก็ช่วยกันพยายามหาตัวน้องชายกันทั้งคืนตามสถานที่ที่คิดว่าน้ำตาลน่าจะไปแต่ก็ไม่พบอยู่ดี และอาจเป็นความโชคดีอยู่บ้างที่ในช่วงเย็นวันนั้นมีนักเรียนคนหนึ่งเห็นน้ำตาลเดินไปทางอาคารเรียนหลังเก่าพอดี ทางโรงเรียนจึงได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยตามหาน้ำตาลก่อนจะมาพบร่างที่หมดสตินอนอยู่บนพื้นห้องทดลองวิทยาศาสตร์และหลังจากนั้นพวกเขาจึงต้องรีบทำการส่งร่างไร้สติของน้ำตาลไปโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

            น้ำตาลต้องหยุดเรียนเป็นระยะเวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์เต็ม แม้จะไม่ได้พบความผิดปกติของร่างกายนอกจากความอ่อนเพลียแต่เรื่องสภาพจิตใจที่บอบช้ำทำให้เจ้าตัวเอาแต่กลัวสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบข้างโดยเฉพาะความมืดมิดยามค่ำคืนจนกระทั่งอาการของเขาเริ่มดีขึ้นและพร้อมที่จะกลับไปเรียนได้อีกครั้งหนึ่ง

            ความโชคร้ายของน้ำตาลควรจะจบลงแต่เพียงเท่านั้นถ้าเขาไม่ได้บังเอิญไปได้ยินบทสนทนาระหว่างคนที่เขาเรียกอีกฝ่ายว่าเพื่อนสนิทกับพวกกลุ่มหัวโจกในโรงเรียนที่ชอบมาแกล้งน้ำตาลบ่อยๆ

            มึงมันแน่มากไอ้แดนไท ไม่นึกว่ามึงจะกล้าเอาเพื่อนมึงไปขังอยู่ในที่แบบนั้น

            “ในเมื่อมึงพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้เป็นตุ๊ดเป็นแต๋ว กูก็จะรับมึงเข้ากลุ่มตามสัญญา หลังจากคนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มพูดจบสีหน้าของแดนไทก็เริ่มมีรอยยิ้มปรากฎออกมา

            ในโรงเรียนแห่งนี้แม้ว่าจะเป็นโรงเรียนนานาชาติของลูกคนมีเงิน ปัญหาเรื่องการแกล้งกันอาจจะไม่ได้มีให้พบเห็นเหมือนกับโรงเรียนอื่นๆ มากนัก แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าสถานที่แห่งนี้จะไม่มีกลุ่มคนที่สถาปนาตนเองขึ้นมาเป็นหัวโจกของโรงเรียนและสุดท้ายกลุ่มของนักเรียนเหล่านี้จึงเป็นการรวมตัวของนักเรียนหัวโจกซึ่งเป็นลูกหลานผู้ทรงอิทธิพลของทางโรงเรียนจนแม้แต่ผู้อำนวยการยังต้องเกรงกลัวมันจึงเป็นเหตุผลให้นักเรียนมากมายหลายคนที่นี่ต่างก็พากันอยากจะฝากตัวเข้ามาเป็นสมาชิกของกลุ่มและแน่นอนว่าการเข้าเป็นสมาชิกไม่ใช่ว่าใครจะสามารถเดินเข้ามาสมัครกันได้ง่ายๆ แน่นอนว่ามันต้องมีบททดสอบอะไรบางอย่างเหมือนที่แดนไทกำลังทำ

            ขอบคุณครับ

            คนตัวเล็กที่กำลังแอบยืนดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ถึงกับเข่าทรุดเมื่อรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองต้องเผชิญเป็นฝีมือของเพื่อนที่ตนเองไว้ใจเป็นอย่างมาก

            ด้วยสภาพจิตใจที่อ่อนแอด้วยเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ยังไม่หายดี เมื่อต้องมารับรู้เรื่องที่สะเทือนใจแบบนี้อีกครั้งส่งผลให้น้ำตาลไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ หลังจากนั้นเจ้าตัวก็เอาแต่เก็บตัวร้องไห้อยู่ในห้องของตัวเองไม่ยอมไว้ใจใครง่ายๆ เหมือนเดิมแม้กระทั่งครอบครัวของตัวเอง 

            ครอบครัวของน้ำตาลต้องพยายามหลอกล่อให้น้ำตาลได้ไปรับการรักษาและเยียวยาสภาพจิตใจของตัวเองอยู่นานกว่าเจ้าตัวจะเริ่มดีขึ้นอย่างช้าๆ และนั้นก็กินเวลาไปเกือบปีจนเพื่อนๆ ร่วมรุ่นของน้ำตาลต่างก็ทยอยขึ้นชั้นเรียนใหม่กันแล้ว เจ้าตัวไม่มีปัญหาที่ต้องเรียนซ้ำชั้นแต่ถึงอย่างนั้นบาดแผลที่เกิดขึ้นในสถานที่แห่งนี้ก็ไม่สามารถเลือนหายไปจากส่วนลึกในจิตใจของน้ำตาลได้เสียที

            จากการพูดคุยปรึกษากันระหว่างจิตแพทย์และทางครอบครัวพวกเขาจึงคิดว่าจะให้น้ำตาลได้เปลี่ยนไปลองเจอกับสภาพสังคมใหม่ๆ แต่เพราะการย้ายไปโรงเรียนอื่นในช่วงเวลาแบบนี้ก็คาดว่าอาจจะมีจุดจบไม่ต่างจากเดิม ดังนั้นการสอบเทียบเพื่อเรียนพาร์ทชั้นจึงน่าจะเป็นทางออกของปัญหาที่ดีที่สุด

            เจ้าตัวเล็กที่เป็นคนหัวไวอยู่แล้วก็สามารถเรียนรู้และทบทวนบทเรียนได้เป็นอย่างดีจนในที่สุดน้ำตาลก็สามารถสอบเทียบเอาวุฒิมัธยมปลายจากต่างประเทศมาได้ตั้งแต่อายุสิบหกปีสำเร็จ แต่เพราะการรักษายังไม่เสร็จสมบูรณ์สุดท้ายน้ำตาลจึงได้เข้าเรียนๆในรั้วมหาวิทยาลัยในตอนอายุสิบเจ็ดปีพอดิบพอดี ซึ่งทางครอบครัวก็รู้สึกสบายใจขึ้นบ้างที่เจ้าตัวสามารถสอบเข้าเรียนซึ่งเป็นคณะเดียวกันกับพี่ชายของตนเองได้อย่างน้อยก็จะได้อยู่ใกล้สายตาของน้ำแข็ง

            ชีวิตการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยของน้ำตาลเริ่มต้นไปในทิศทางที่ดี มันอาจจะเป็นเพราะการเรียนในระดับนี้นักศึกษาส่วนใหญ่เริ่มมีความเข้าใจในความแตกต่างว่าผู้คนมากขึ้น คนเราเกิดมาจากพื้นฐานครอบครัวที่แตกต่าง ร้อยพ่อพันแม่ย่อมไม่มีใครเหมือนกันอย่างแน่นอนรวมไปถึงการใช้ชีวิตในช่วงมหาวิทยาลัยมันอาจไม่ได้มีเวลาว่างที่จะไปสนใจกับเรื่องของคนอื่นมากนักเพราะแค่เวลานอนยังแทบจะไม่มีเลย ดังนั้นน้ำตาลจึงสามารถปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีใครมองว่าน้ำตาลแตกต่างกลับกันทุกคนมองว่าน้ำตาลคือความสดใส คือพลังงานบวกที่ทุกคนต่างต้องการ ซึ่งครอบครัวก็คิดว่าพวกเขาตัดสินใจถูกต้องแล้วที่ให้น้ำตาลมาอยู่ตรงนี้

 

            

            ก๊อก ก๊อก ก๊อก

            “…” ไร้เสียงตอบกลับจากคนด้านใน แต่ถึงอย่างนั้นมังกรก็ไม่เลิกล้มความคิดที่จะเปิดประตูหัวใจของน้ำตาลออกมา

            น้ำตาลครับพี่มังกรเองครับ

            “เปิดประตูให้พี่มังกรได้ไหมครับ” 

            แม้ว่าจะสามารถไปขอกุญแจจากแม่บ้านเพื่อมาไขเปิดประตูเข้าไปได้ แต่สำหรับมังกรถ้าน้ำตาลไม่เป็นคนที่มาเปิดประตูให้เขาเอง เขาก็ไม่มีความคิดที่จะเปิดมันเข้าไปอยู่ดี และไม่ว่าจะนานสักแค่ไหนเขาก็จะรอ 

            รอเวลาที่น้องพร้อมจะเปิดรับเขา

            “น้ำตาลยังไม่ต้องเปิดประตูให้พี่ก็ได้นะครับ

            “แต่พี่อยากจะบอกน้ำตาลอย่างหนึ่ง

            มังกรพูดโดยนั่งเอาหลังพิงกำแพงข้างประตูห้อง 

            “ไม่ว่าน้ำตาลจะยิ้มหรือจะเสียใจขนาดไหน

            “พี่ก็สัญญาว่าจะอยู่ตรงนี้ อยู่ข้างๆ น้ำตาลไม่ไปไหนครับ

            พูดจบมังกรก็ได้พูดอะไรออกมาอีกหลังจากนั้น เขาว่าเพียงแค่สิ่งที่เขาพูดจะถูกส่งไปถึงใจของน้ำตาลและถึงในวันนี้จะยังส่งไปไม่ถึง เขาก็จะไม่ยอมแพ้อย่างแน่นอน

            แกร๊ก

            ทันทีที่เสียงกลอนประตูถูกเปิดออกมังกรจึงรีบลุกขึ้นยืนด้วยความรวดเร็ว

            คนตัวเล็กโผล่หน้าออกมาจากประตูห้องเล็กน้อย

            ใบหน้าที่เคยมีแต่รอยยิ้มและความสดใส บัดนี้มันแปรเปลี่ยนไปเป็นใบหน้าแห่งความโศกเศร้าแต่น้ำตาลกลับไม่ได้ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างที่เขานึกเอาไว้ บนใบหน้ามีเพียงคลาบน้ำตาที่แห้งเหือดและสายตาที่ดูลอยราวกับคนที่ผ่านเรื่องสะเทือนใจมาอย่างหนัก เมื่อเห็นดังนั้นมังกรจึงเปิดประตูห้องของคนตัวเล็กออกพร้อมทั้งดึงร่างของคนเตี้ยกว่าเข้ามาสู่อ้อมอกของเขาด้วยความอ่อนโยนก่อนที่จะพาคนตัวเล็กเดินเข้ามาในห้องอีกครั้งเพื่อที่จะได้พูดคุยกันได้อย่างสะดวก

            เขาพาน้องมานั่งบนที่นอนหลังใหญ่ในห้องที่เขาเคยเข้ามาแล้วครั้งหนึ่ง ในห้องของเจ้าตัวถูกปิดผ้าม่านจนมืดเกือบสนิทหากไม่มีแสงอาทิตย์จากภายนอกลอดเข้ามาโดยเจ้าของห้องเพื่อไม่ต้องการให้สิ่งใดมารบกวน

            พี่ขอโทษนะครับที่เป็นต้นเหตุ ทำให้น้ำตาลต้องเกือบโดนทำร้าย

            “…” น้ำตาลในอ้อมกอดของเขานั่งฟังโดยมาพูดสิ่งใดออกมา

            น้ำตาลจะโกรธพี่ก็ได้นะครับ พี่ม…”

            “ทำไมเดียร์ต้องเกลียดน้ำตาลด้วย ฮ ฮึก

            “…”

            “น้ำตาลไม่เข้าใจ น น้ำตาล เห็นเดียร์เป็นเพื่อนคนสำคัญของน้ำตาล ต แต่เดียร์ ฮ ฮือ” เจ้าตัวเล็กพูดพร้อมสะอื้นไปด้วยอย่างน่าสงสาร มังกรนั่งนิ่งเขาทำเพียงแค่กอดปลอบและลูบหลังของน้ำตาลอย่างแผ่วเบาเท่านั้น 

            เขาไม่นึกเลยว่าน้ำตาลจะไม่โกรธเรื่องที่เขาเป็นต้นเหตุทำให้เจ้าตัวเกือบโดนทำร้าย แต่เรื่องที่ทำให้เจ้าตัวเสียใจกลับเป็นอีกสาเหตุหนึ่งเสียแทน น้ำตาลให้ความสำคัญกับเพื่อนของตัวเองมากเลยสินะ

            “ฮ ฮือ เดียร์อยากเป็นเพื่อนกับน้ำตาลจริงๆ นะ” มังกรอมยิ้มเล็กน้อยเมื่อได้ยินความในใจของน้ำตาล

            เดียร์ก็อยากเป็นเพื่อนกับน้ำตาลนะครับ

            “ต แต่เดียร์

            “ชู่เงียบก่อนนะครับเด็กดี” ริมฝีปากกว้างจูบลงบนกลุ่มผมนุ่มอย่างแผ่วเบาก่อนที่มังกรจะพูดอะไรบางอย่างออกมา น้ำตาลที่ได้ยินดังนั้นจึงหยุดนิ่งเพื่อรอฟังในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังจะพูด

            เดียร์ก็อยากเป็นเพื่อนกับน้ำตาลนะครับ เดียร์อยากจะขอโทษน้ำตาลนะครับที่ทำแบบนั้นลงไป เขาพูดพร้อมทั้งส่งรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นไปให้กับรุ่นน้อง

            จ จริงหรือ

            จริงสิครับ เพราะฉะนั้นตัวเล็กของพี่จะต้องหยุดร้องไห้ก่อนนะครับแล้วพี่จะพาไปหาเดียร์

            อ อื้ม หนูไม่ร้องแล้ว” มังกรส่ายหน้าอีกครั้งเมื่อคนตัวเล็กพยายามที่จะเช็ดน้ำตาเพื่อบ่งบอกให้รู้ว่าเขาไม่ได้ร้องได้แล้วนะ

            เย็นวันนั้นเขาปลอบคนตัวเล็กที่เอาแต่ร้องไห้จนเมื่อหมดแรงอีกฝ่ายจึงนอนหลับไปบนเตียงหลังใหญ่ของตนเองเพราะความเหนื่อย

หากว่านี่คือนิยายเราคงจะได้เห็นภาพที่พระเอกผู้แสนดีคอยกอดปลอบนางเองตลอดทั้งคืนโดยไม่ลุกไปไหน เพียงแต่สำหรับมังกรเขาไม่อยากที่จะทำอะไรซึ่งเป็นการล่วงเกินอีกฝ่ายในเวลาแบบนี้ เขาจัดการห่มผ้าให้น้องพร้อมทั้งจัดท่านอนเพื่อให้อีกฝ่ายนอนได้อย่างสบาย เขาจูบลงบนหน้าผากมนของคนตัวเล็กเพื่อเป็นการอวยพรให้น้องได้นอนหลับฝันดีไม่แม้แต่จะมีอะไรสามารถมารบกวนการนอนหลับของเจ้าตัวได้

 

            แกร๊ก

            ประตูห้องถูกปิดลงด้วยอย่างแผ่วเบาเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนคนที่กำลังนอนอยู่ด้านใน แต่ยังไม่ทันที่เขาจะก้าวออกมาจากประตูห้องได้ไกลนัก

            น้ำตาลเป็นไงบ้าง” พี่ชายของเจ้าตัวเล็กปรากฏตัวขึ้นมา ท่าทางอีกฝ่ายดูจะมีความกระอักกระอ่วนเล็กน้อยเมื่อต้องมาพูดคุยกับเขา แต่ก็คงไม่แปลกเพราะพวกเราเพิ่งจะผ่านเรื่องผิดใจกันมา

            ร้องไห้จนหลับไปแล้วล่ะ” เขาตอบ

            อือ

            “งั้นกูกลับก่อนนะ ไว้พรุ่งนี้กูจะมาใหม่” มังกรกล่าว เขาเชื่อว่าสภาพจิตใจของคนตัวเล็กในตอนนี้คงยังไม่พร้อมที่จะออกไปเผชิญโลกภายนอกอย่างแน่นอนซึ่งครอบครัวของน้ำแข็งก็คิดเช่นเดียวกันกันเขา พวกเขาจึงคิดว่าให้น้องหยุดเรียนสักพักคงจะดีกว่าเพราะถึงยังไงอีกไม่นานก็จะเข้าสู่ช่วงสอบปลายภาคแล้วบางวิชาของเด็กปีหนึ่งอาจารย์ก็ปิดคลาสเป็นที่เรียบร้อยแล้วและเขาจะเป็นฝ่ายอาสาที่จะเดินทางมาหาน้องเอง

            เดี๋ยวมึง

            “…” เขาหันไปตามเสียงของเพื่อนสนิท

            ถ้าไม่รีบไปนั่งดื่มกับกูสักหน่อยสิ

            อืมตามนั้น

            เมื่อตกลงกันได้แล้วทั้งคู่จึงเลือกสวนหย่อมภายในบ้านเป็นสถานที่ในการนั่งดื่ม ซึ่งแท้จริงแล้วคงจะเป็นการพูดคุยสไตล์ผู้ชายมากกว่า

            เอาไปสิ น้ำแข็งโยนกระป๋องเบียร์แช่เย็นมาให้เขาหนึ่งกระป๋องส่วนอีกหนึ่งกระป๋องอีกฝ่ายเก็บเอาไว้ดื่มเอง

            บรรยากาศช่วงโพล้เพล้ในบริเวณเขตชานชาญเมืองนับว่าค่อนข้างเย็นสบายเลยทีเดียว ชายหนุ่งร่างสูงโปร่งทั้งสองคนเปิดกระป๋องเบียร์ยกขึ้นดื่มโดยไม่พูดคุยอะไรกัน สายตาของแต่ละคนจับจ้องไปที่บรรยากาศความร่มรื่นย์ของสวนบ้านน้ำแข็งและถึงแม้จะเป็นเจ้าของบ้านเขาก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสมานั่งเล่นชิลๆ แบบนี้สักเท่าไหร่หากไม่มีเหตุการณ์ในวันนี้เกิดขึ้น

            อะ ท่ามกลางนกร้องและเสียงลมผัดแผ่วๆ น้ำแข็งก็พูดอะไรบางอย่างขึ้นมาพร้อมยื่นซองสีฟ้ามาให้แก่เขาแผ่นประคบเย็น

            มังกรมองไปที่เพื่อนสนิทด้วยความมึนงงในตอนแรกก็จะรับมันมา

            เจ็บไหมมึง น้ำแข็งพูดเสียงเอื่อยโดยไม่ได้หันมามองเขา

            ทีแรกก็ไม่เจ็บ แต่พอมึงพูดก็เจ็บเหมือนกัน หมัดหนักใช้ได้เลยนะมึง เขาพูดติดตลก

            กูขอโทษที่ต่อยมึงไปแบบนั้น

            ช่างมันเถอะ ให้มึงต่อยกูล่ะดีแล้ว ถือเป็นข้อแลกเปลี่ยน

            ไม่ใช่ละอันนั้น บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายมากขึ้นเมื่อบทสนทนาของทั้งสองเริ่มกลับมาเป็นปกติจากตอนแรกที่ต่างฝ่ายต่างรู้สึกอึดอัด

            มึงชอบน้องกูจริงๆ ใช่ไหม” เมื่อบทสนทนามีความลื่นไหลมากขึ้น น้ำแข็งจึงไม่รีรอที่จะเข้าประเด็นรีบเอ่ยถามอีกฝ่ายในเรื่องที่สงสัยทันที

            อือชอบ ไม่สิรักเลย” 

            หึ ทีแรกกูก็หวังว่าจะได้ยินคำอื่นนอกจากคำนี้ แต่พอคิดๆ ดูแล้วมันก็จริงอย่างที่แม่กูบอก

            “…”

            “ตั้งแต่มีมึงเข้ามา น้ำตาลก็ร่าเริงขึ้นเยอะ บางทีกูอาจเป็นพี่ชายที่แย่ก็ได้นะที่ตีกรอบให้น้ำตาลมาเสมอมา หลังพูดจบก็ยกเบียร์ขึ้นดื่มอีกครั้ง คงจะเป็นเพราะสภาพอากาศที่กำลังเย็นสบายบวกกับได้เครื่องดื่มเย็นๆ เข้ากับบรรยากาศ น้ำแข็งจึงได้พูดความในใจออกมาจนหมดแบบนี้

            ไม่หรอกน้ำแข็ง มึงเป็นพี่ชายที่ดีนะ ถ้าไม่มีมึงคอยดูแลน้ำตาลก็อาจจะไม่เป็นแบบทุกวันนี้ก็ได้

            “มึงรู้ไหมมังกร ในชีวิตกูนอกจากพ่อกับแม่ที่กูตายแทนได้ น้ำตาลเป็นอีกคนที่กูพร้อมจะตายเพื่อน้อง” หางตาของน้ำแข็งเริ่มหนักอึ้งเมื่อเขาเริ่มพูด

            ตั้งแต่กูขึ้นมัธยมมาไม่มีวันไหนที่ภาพน้ำตาลนอนจมกองเลือดจะหลุดออกสมองกู

            “มึงไม่ต้องเล่าก็ได้นะ ถ้าไม่อยากพูดถึงมัน” มังกรรีบเบรกเพื่อนเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดูท่าทางแปลกๆ ไป แต่ถึงอย่างนั้นน้ำแข็งกลับส่ายหน้าเพื่อยืนยันว่าจะพูดก่อนที่จะเล่าความในใจออกมาจนหมด และนั่นก็ทำให้มังกรได้รับรู้ในสิ่งที่เขาไม่เคยแม้แต่จะได้ยิน

            วันหนึ่งในช่วงปิดเทอม ช่วงนั้นกูคงกำลังซนด้วยมั้งพอได้รองเท้าสเก็ตมาเป็นของขวัญวันเกิดกูเลยมีความคิดที่จะออกไปเล่นนอกบ้านกูทั้งๆ ที่น้ำตาลเตือนแท้ๆ ว่ามันอันตราย

            แน่นอนว่าพอกูแอบหนีออกไปเล่นนอกบ้านน้ำตาลก็ต้องตามกูมาด้วย วันนั้นกูได้ใส่รองเท้าสเก็ตเป็นครั้งแรกเลยบังคับทิศทางและทรงตัวไม่ดีนัก จังหวะที่กูกำลังจะล้มจู่ๆ รถคันหนึ่งก็ขับมาในเลนที่กูกำลังไถลลื่นออกไปพอดี

            “ตอนนั้นกูคิดว่ารคงต้องโดนชนแล้วแน่ๆ แต่กูกลับรู้สึกว่าตัวเองถูกผลักให้ออกจากถนนพอกูหันกลับไปมองอีกทีก็เห็นภาพน้ำตาลนอนจมกองเลือดเพราะโดนรถคันนั้นชน

            “น้ำตาลโดนรถชนเพราะกู

            “มึงโอเคไหมน้ำแข็ง

            แค่นี้ไม่สะเทือนกูหรอกเมื่อต้องเทียบกับสิ่งที่น้ำตาลต้องเจอ” น้ำแข็งเปิดใจเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เหตุการณ์อุบัติเหตุซึ่งถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นคนทำแต่ก็ถือว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้มันเกิดขึ้นอยู่ดี ถ้าหากเขาไม่ดึงดันที่จะออกมาเล่นสเก็ตนอกบ้านตามคำเตือนของน้อง น้ำตาลก็คงจะไม่ต้องมาเจอกับอะไรแบบนั้น แต่ก็ยังถือว่าโชคดีที่เจ้าตัวไม่ได้บาดเจ็บมากนักแต่ที่เห็นว่าเลือดออกเยอะจนน่ากลัวคงเป็นเพราะแผลที่เกิดจากการกระแทก เขามันก็ไม่ต่างจากมังกรหรอกอันที่จริงเขาไม่ควรแม้แต่จะไปตำหนิมันเลยด้วยซ้ำเพราะสุดท้ายเขาก็ทำให้น้ำตาลต้องเจ็บไม่ต่างจากมัน

            กูเอาแต่โทษตัวเองว่าถ้าน้ำตาลต้องมาเป็นอะไรเพราะกู แล้วกูควรจะทำยังไงดี ตอนนั้นกูมองน้องที่นอนไม่ได้สติอยู่ที่โรงพยาบาลกูเอาแต่คิดว่าถ้าคนที่นอนตรงนานเป็นกูแทนน้ำตาลมันคงจะดีกว่านี้

            “พอน้ำตาลได้สติขึ้นมากูก็สัญญากับตัวเองว่ากูจะดูแลน้องให้ดีที่สุดแต่ดูเหมือนว่าการที่กูทำแบบนี้มันคงจะยิ่งทำให้น้ำตาลก้าวเดินไปไหนไม่ได้สินะ

            “เพราะฉะนั้นสัญญากับกูนะมังกร ดูแลน้องกูให้ดีๆ อย่าให้น้องกูต้องเสียใจแบบวันนี้อีก” น้ำแข็งหันมาพูดกับเขาด้วยแววตาจริงจัง..และนี่คงเป็นสิ่งสุดท้ายที่น้ำแข็งจะขอในฐานะของการเป็นพี่ชาย

            แม้จะไม่มีประโยคใดๆ หลุดออกมาจากปากของน้ำแข็งเพื่อขยายความในสิ่งที่เจ้าตัวต้องการจะพูด

            แต่มันก็คงเพียงพอที่จะทำให้คนฟังได้เข้าใจ

            ช่วยดูแลน้ำตาลแทนกูด้วยนะ

            “กูสัญญาด้วยชีวิต

 

            การนั่งดื่มกันระหว่างมังกรและน้ำแข็งในวันนี้ผ่านไปด้วยความสบายใจเหมือนกับว่าทั้งสองคนไม่ได้เพิ่งจะผ่านการทะเลาะกันอย่างหนักมา บทสนทนาต่างๆ นาๆ ถูกหยิบยกมาพูดคุยกันโดยเฉพาะประเด็นของเจ้าตัวเล็กที่ป่านนี้คงกำลังนอนหลับใหลอยู่บนห้องของเจ้าตัวนั่นแหละ การนั่งดื่มกันในครั้งนี้อาจเรียกว่าเป็นการดื่มเพื่อปรับความเข้าใจระหว่างลูกผู้ชายคงได้

            งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้กูมาใหม่

            “เจอกันมึง

            ครืด ครืด

            ในระหว่างที่มังกรกำลังจะลุกขึ้นจากที่นั่งโทรศัพท์ของเขาก็ส่งเสียงแผดร้องบ่งบอกให้รู้ว่ามีสายเข้า ร่างสูงหยิบโทรศัพท์ของตนเองขึ้นมาดูก่อนจะเห็นว่ามีสายเรียกเข้าจากเพื่อนของตัวเองจึงรีบกดรับสายทันที

            ว่าไงไอปั๋ง

            มึงอยู่ไหนวะไอมังกร!” ปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเคร่งเครียดจนคนฟังรู้สึกตงิดใจแปลกๆ ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น

            อยู่บ้านน้ำแข็ง มึงมีอะไรหรือเปล่า

            มึงรีบมาโรงพยาบาล XX ด่วนเลย

            ห้ะ เกิดอะไรขึ้น” 

            น้องเดียร์กินยาฆ่าตัวตาย

ตอนนี้หมอกำลังช่วยอยู่ในห้องฉุกเฉิน มึงรีบมาเถอะ

            “เห้ยเออๆ ได้ๆ เดี๋ยวกูรีบไป รอแปปหนึ่ง” พูดจบเจ้าตัวก็รีบวางสายก่อนจะกุลีกุจอตรงไปยังที่รถของตนเองซึ่งจอดไว้ในโรงรถนอกตัวบ้าน

            เกิดอะไรขึ้นวะ” เจ้าของบ้านเมื่อเห็นเพื่อนสนิทที่เพิ่งปรับความเข้าใจกันได้มีสีหน้าร้อนรนจึงอดที่จะถามอีกฝ่ายขึ้นมาไม่ได้

            น้องเดียร์อยู่ในห้องฉุกเฉิน

            “ห้ะ เดี๋ยวนะเกิดอะไรขึ้นวะ กูงงไปหมดแล้ว

            “เห็นว่าน้องกินยาเข้าไป ตอนนี้กูก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน ขอโทษนะมึงตอนนี้กูต้องรีบไปหาน้องก่อน กูกูเป็นต้นเหตุที่ทำให้น้องต้นเป็นแบบนี้” เรื่องเก่าเพิ่งจะผ่านพ้นไปเรื่องใหม่ก็เข้ามาโดยไม่ทันให้มังกรได้ทันตั้งตัว

            มังกรทึ้งหัวตัวเองอย่างแรงด้วยความหงุดหงิด เขาไม่เข้าใจเหมือนกันว่าวันนี้มันเป็นวันอะไรกันแน่ถึงได้เกิดปัญหาที่ทำให้เขาแทบจะรับมือไม่ไหวตลอดทั้งวันแบบนี้ถ้าหากเดียร์เป็นอะไรขึ้นมาเขาคงจะไม่ยอมให้อภัยตัวเองแน่ๆ

            ใจเย็นมึง เอางี้เดี๋ยวกูขับรถไปให้มึงดีกว่า

            แต่ว่า

            สภาพจิตใจมึงในตอนนี้ยังไม่พร้อมที่จะขับรถหรอกไอมังกร ให้กูเป็นคนขับให้นั่นแหละ เอาจริงถึงกูจะไม่โอเคกับเดียร์ที่คิดจะมาทำร้ายน้ำตาล แต่กูก็ไม่อยากให้น้องมันต้องเป็นอะไรเหมือนกัน” มังกรยืนนิ่งฟังประโยคที่ยาวเหยียดของน้ำแข็งโดยไม่ได้พูดขัดขึ้นมา แม้ว่าภายในจิตใจของเขาในตอนนี้กำลังร้อนรนแทบบ้าเกินกว่าที่จะมาเสียเวลาฟังมันพูดแบบนี้ แต่ก็จริงอย่างที่น้ำแข็งมันพูด ตัวเขาในตอนนี้คงจะไม่พร้อมที่จะขับรถจริงๆ 

            อืม รบกวนด้วยนะ

            เมื่อได้ข้อตกลงทั้งสองหนุ่มจึงรีบวิ่งไปขึ้นรถของน้ำแข็งก่อนจะรีบขับออกจากรั้วบ้านด้วยความรวดเร็ว แต่ด้วยสภาพการจราจรในช่วงเวลาเลิกงานใจกลางเมืองหลวงของประเทศแบบนี้คงจะคาดหวังให้ไปถึงที่หมายโดยเร็วไม่ได้ ตลอดระยะเวลามังกรจึงพยายามต่อสายถึงเพื่อนสนิทที่เป็นคนไปเฝ้าเดียร์หน้าห้องฉุกเฉินเป็นระยะก่อนจะทราบว่าอีกฝ่ายยังไม่ออกจากห้องฉุกเฉินเลยด้วยซ้ำซึ่งนั่นก็ทำให้เจ้าตัวยิ่งรู้สึกเป็นกังวลใจเป็นอย่างมาก

            จนเมื่อเกือบจะถึงโรงพยาบาล น้ำแข็งจึงตัดสินใจออกความเห็นบอกให้เพื่อนสนิทของตนเองที่นั่งอยู่ข้างกันรีบลงจากรถแล้วลงเดินจะดีกว่าหากนั่งรออยู่แบบนี้ แม้ว่าระยะทางอีกไม่กี่ร้อยเมตรก็อาจจะกินเวลาเป็นชั่วโมงเลยก็ได้

            มังกรจึงรีบวิ่งลงจากรถตรงเข้าโรงพยาบาลในทันที โชคดีที่เขาคุยกับเพื่อนทางโทรศัพท์มาเรียบร้อยแล้วจึงไม่ต้องเสียเวลาถามเจ้าหน้าที่ว่าห้องฉุกเฉินของทางโรงพยาบาลอยู่ตรงไหน

            ฮ แฮก มึงเดียร์ออกมาหรือยัง” มังกรเอ่ยถามเพื่อนในขณะที่เจ้าตัวยังคงเหนื่อยหอบจากการรีบวิ่งมา

            บริเวณหน้าห้องฉุกเฉินนั้นนอกจากไอปั๋งเพื่อนของเขาแล้วยังมีนักศึกษาในเครื่องแบบชุดเดียวกับพวกเขานั่งรออยู่ด้วยกัน

            ยังเลยมึง ใจเย็นก่อนเว้ยน้องมันต้องไม่เป็นอะไร

            อ อืม

            “แล้วนี่บอกกูได้ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” ปั๋งไม่รีรอที่จะเอ่ยถามเพื่อนสนิท เขาได้ยินรุ่นน้องคนที่บังเอิญผ่านมาเห็นเดียร์ตอนกำลังนอนชักเกร็งน้ำลายฟูมปากมาว่าคนสุดท้ายซึ่งเดียร์อยู่ด้วยกันก่อนจะมีอาการชักคือเพื่อนสนิทของเขานั่นเอง

            นี่ถ้าไม่ได้รู้มาว่าน้องมันกินยาเข้าไปเอง เขาคงคิดว่าไอ้มังกรนี่แหละเป็นคนทำน้อง

            เดี๋ยวกูค่อยเล่านะ” ค่อยเล่าไม่ได้แปลว่าจะไม่เล่า มังกรเหลือบสายตาไปเห็นรุ่นน้องร่วมมหาวิทยาลัยสองคนที่นั่งอยู่ด้วยกัน หากจะให้พูดตรงนี้ก็เกรงว่าเรื่องมันจะไปกันใหญ่ ปั๋งได้ยินดังนั้นจึงไม่ได้เซ้าซี้ต่อเขารู้ดีว่ามันเป็นคนที่มีเหตุผลขนาดไหนถ้าไม่เล่าตอนนี้แสดงว่าเป็นเรื่องที่คนนอกไม่ควรรับรู้

            ตึงตึงตึง

            เดียร์ เดียร์ลูกพ่อ” ยังไม่ทันที่มังกรจะไปนั่ง เสียงฝีเท้าที่เกิดขึ้นจากการวิ่งดังกึกก้องจากบริเวณบันไดจนมาถึงหน้าห้องฉุกเฉินพร้อมการปรากฎตัวของชายในชุดสูทที่ไม่สามารถคาดเดาอายุได้ ชายคนนั่งมีสีหน้าแตกตื่นราวกับคนที่กำลังตกใจอย่างหนัก ผู้ชายคนนั้นเอาแต่ตะโกนเรียกชื่อรุ่นน้องของเขาไปมาและถ้าจะให้เดาคนๆ นี้คงจะเป็นพ่อของเดียร์อย่างแน่นอน

            เอ่อไม่ทราบว่าคุณเป็นคุณพ่อของเดียร์ใช่ไหมครับ

            “ใช่ครับผมเป็นพ่อของเดียร์ครับ แล้วเดียร์เป็นยังไงบ้างครับ ลูกผมปลอดภัยหรือเปล่า” ผู้เป็นพ่อถามพวกเขาด้วยความร้อนรน

            ใจเย็นก่อนนะครับคุณพ่อ ตอนนี้น้องอยู่ในมือหมอแล้วครับ น้องจะต้องไม่เป็นอะไร” มังกรกล่าวทั้งๆ ที่ในใจของเขาก็กังวลไม่แพ้กัน

            “ลูกผมอยู่ข้างในหรือครับ เดียร์ลูกพ่อ พ่อจะไปหาลูกเดี๋ยวนี้

            “คุณพ่อใจเย็นๆ นะครับ เข้าไปข้างในไม่ได้นะครับ” ความโกลาหลขนาดย่อมๆ เกิดขึ้นหน้าบริเวณห้องฉุกเฉินจนนักศึกษาทั้งสี่คนและพยายาลที่อยู่ใกล้เคียงต้องรีบเข้ามาห้ามไม่ให้ผู้ชายคนนี้บุกเข้าไปในห้องฉุกเฉิน

            ใจเย็นๆ ก่อนนะคะคุณ ตอนนี้คุณหมอกำลังช่วยน้องอยู่นะคะ น้องจะต้องไม่เป็นอะไรค่ะ

            “ลูกผม ช่วยลูกผมด้วยนะครับ แม่แกฝากฝังลูกไว้กับผม จะเอาเงินเท่าไหร่ก็ได้ผมให้หมดเลย แต่ขอให้ช่วยลูกผมด้วยนะครับ” ชายคนที่เรียกตัวเองว่าพ่อของรุ่นน้องยกมือไหว้พยาบาลที่เข้ามาช่วยระงับเหตุการณ์ด้วยความน่าสงสาร นี่สินะคือหัวใจของคนเป็นพ่อ ต่อให้จะถูกลูกหาว่าใจร้ายสักเท่าไหร่แต่สำหรับหัวใจของคนเป็นพ่อลู กก็ถือว่าเป็นแก้วตาดวงใจของเขาเสมอ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเงินทองที่พยายามหามาตลอดทั้งชีวิตเลยด้วยซ้ำ เขาขอให้ลูกของเขาปลอดภัยก็เพียงพอแล้ว

            หลังจากนั้นไม่นานพ่อของรุ่นน้องก็ใจเย็นลง ทั้งหมดได้แต่นั่งจ้องไปยังไฟหน้าห้องฉุกเฉินที่สว่างขึ้นบ่งบอกว่าการช่วยเหลือคนด้านในยังไม่จบลง ก่อนที่ไฟดวงนั้นจะดับลงพวกเขาทั้งหมดจึงรีบวิ่งไปยืนรอคนด้านในด้วยความกังวล

            แอ๊ด

            หมอ หมอครับ ลูกผมเป็นยังไงบ้างครับ!”

            “คนไข้ปลอดภัยแล้วนะครับ โชคดีที่มาส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลา เดี๋ยวด้านในจัดการอะไรเสร็จก็เตรียมย้ายผู้ป่วยไปที่ห้องพักได้แล้วครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ

            “ขอบคุณครับหมอ ขอบคุณจริงๆ” ผู้เป็นพ่อยกมือไหว้ปลกๆ ก่อนจะหลั่งน้ำตาแห่งความดีใจออกมาอย่างไม่อายใคร

            ร่างสูงถอนหายใจด้วยความโล่งอก มังกรที่เห็นเหตุการณ์หั้งหมดก็แทบจะทำให้เขาเสียน้ำตาเช่นกัน ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ยังทำให้เดียร์ยังมีชีวิตต่อไป

            

 

            ในที่สุดเหตุการณ์ที่แสนเลวร้ายวันหนึ่งในชีวิตของมังกรก็ได้ผ่านพ้นไป นับเป็นเวลาสามวันแล้วที่เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น เดียร์ที่เกือบจะต้องจบชีวิตเพราะการคิดสั้น ย้อนกลับไปในวันนั้นหลังจากที่เขาขอตัวรีบไปหาน้ำตาลเจ้าตัวก็ได้แอบหยิบขวดพลาสติกใบเล็กที่แอบซ่อนเอาไว้ขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกง ด้านในนั้นบรรจุน้ำยาล้างห้องน้ำเอาไว้ซึ่งเจ้าตัวเตรียมไว้เพื่อจะดื่มหลังจากที่ก่อเรื่องแบบนั้นลงไป แต่นับว่ายังโชคดีที่เดียร์ได้รับสารพิษในปริมาณที่ไม่มากนักบวกกับที่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเดียร์จึงสามารถรอดชีวิตมาได้แบบนี้

            ตอนนี้รุ่นน้องของเขายังคงตอนนอนรับการรักษาที่โรงพยาบาลเพื่อคอยตรวจดูอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ช่วงนี้เขาจึงถือโอกาสเล่าเรื่องทั้งหมดให้ผู้เป็นพ่อของเดียร์ได้ฟัง เขาให้คำแนะนำว่าในระหว่างนี้เดียร์ควรจะลองปรึกษากับจิตแพทย์ดูเผื่อว่ารุ่นน้องของเขาอาจจะมีปัญหาทางด้านสภาพจิตใจซึ่งทางครอบครัวก็เห็นพ้องต้องกันดังนั้นนอกจากช่วงที่อยู่โรงพยาบาลเพื่ออยู่ดูอาการแล้วยังถือเป็นโอกาสที่ดีเพื่อจะเริ่มต้นพูดคุยและปรึกษาปัญหากับจิตแพทย์เสียที

            ในส่วนของน้ำตาลหลังจากผ่านเหตุการณ์วันนั้นมา คนตัวเล็กของเขาก็เริ่มที่จะมีรอยยิ้มขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นการที่จะทำให้กลับไปสดใสเหมือนเดิมก็คงจะเป็นไปได้ยาก ดังนั้นช่วงสามวันที่ผ่านมานี้นอกจากการไปเรียนที่มหาวิทยาลัยแล้วมังกรยังต้องเทียบไปเทียวมาระหว่างบ้านของเพื่อนสนิทและโรงพยาบาลด้วยเช่นกัน สำหรับที่โรงพยาบาลเขาไปเพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจรุ่นน้องแต่เพียงเท่านั้น แต่สำหรับบ้านของเพื่อนสนิทเขามาเพื่อดูแลหัวใจของเขา

            “ทำอะไรอยู่ครับตัวเล็ก

            “ฮื่อ เรียกน้ำตาลว่าตัวเล็กอีกแล้ว” คนตัวเล็กยู่ปากเมื่อโดนเรียกว่าตัวเล็ก ทำไมพักหลังมานี้ทำไมมังกรถึงเรียกเขาว่าตัวเล็กบ่อยจัง

            แล้วทำอะไรอยู่เอ่ย ขอพี่ดูหน่อยได้ไหมครับ” 

            น้ำตาลถักตุ๊กตาคุณหมีอยู่ น้ำตาลถักเสร็จไปสามตัวแล้ว อันนี้ตัวสุดท้ายเดี๋ยวจะให้พี่มังกรหนึ่งตัวด้วยน้า” คนตัวเล็กหมายถึงตุ๊กตาไหมพรมในมือ เขามองตุ๊กตาหมีไหมพรมหลากสีที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ งานฝีมือเหล่านี้เป็นงานที่ถูกทำขึ้นมาด้วยความตั้งใจของเจ้าตัวเล็ก ถึงมันจะไม่ได้ดูน่ารักหรือดูสวยงามเหมือนกับตุ๊กตาไหมพรมที่วางขายตามห้างสรรพสินค้าก็ตามแต่ถ้าจะให้เขาเลือกแน่นอนว่าจะต้องเป็นผลงานที่น้องทำอย่างแน่นอน (ถึงจะมีอยู่แล้วตัวหนึ่งก็เถอะ)

            ขอบคุณนะครับ ว่าแต่ของพี่ตัวไหนครับเนี้ย

            ตัวนี้ๆ” เจ้าตัวเล็กชี้ไปที่เจ้าหมีตัวใหญ่ที่สุด มันเป็นหมีซึ่งทำมาจากไหมพรมสีน้ำเงินแตกต่างจากตัวอื่นๆ ที่ถูกถักขึ้นโดยไหมพรมสีน้ำตาล

            ทำไมของพี่ถึงเป็นสีน้ำเงินล่ะ ไม่เห็นตัวอื่นเลย” 

            ก ก็

            “ก็อะไรครับหืม” คนตัวเล็กที่จู่ๆ ก็รู้สึกเขินเมื่อคนพี่เขยิบใบหน้าคมเข้มเข้ามาใกล้เขาเหลือเกิน

            ก็พี่มังกรเป็นคนพิเศษน้ำตาลเลยทำให้ไม่เหมือนคนอื่น” น้ำตาลพูดอย่างเขินอายโดยไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามองกัน

            ถ้าถามความรู้สึกของมังกรในตอนนี้ เขาคงอยากจะตะโกนบอกให้โลกรู้เลยว่าเขาเป็นคนพิเศษของน้ำตาลเลยนะ

            ได้ยินไหมน้ำแข็ง น้ำตาลบอกกูเป็นคนพิเศษเลยนะโว้ย

            เขาจ้องมองคนตัวเล็กขะมักเขม้นถักตุ๊กตาในมือด้วยความตั้งใจก่อนจะตัดสินใจพูดอะไรบางอย่างออกมา

            น้ำตาลครับ

            “ครับ?” น้ำตาลหยุดขยับไม้ถักไหมพรมในมือชั่วคราวก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงของอีกฝ่าย

            ไว้เย็นนี้เราไปหาเดียร์กันไหมครับ

            กึก

            ไปกันนะครับ

            “ต แต่ว่า เดียร์เกลียดน้ำตาล คนตัวเล็กพูดด้วยน้ำเสียงหงอยๆ จนคนที่ฟังนึกสงสารอยู่ไม่น้อย

            ไม่ต้องห่วงนะครับ เดียร์เขาก็อยากเจอน้ำตาล

            “ก ก็ได้” แม้จะยังไม่มั่นใจแต่เจ้าตัวก็ยอมพยักหน้าเป็นการตอบรับ 

            เขาไม่รู้ว่าตอนนี้เดียร์จะยังเกลียดตัวเองอยู่หรือเปล่า แต่ว่าเขาก็อยากเจอเดียร์นะ

            เมื่อได้ข้อสรุปทั้งคู่จึงตกลงกันว่าจะไปหาเดียร์ที่โรงพยาบาลช่วงเย็นของวันเอาเข้าจริงเขายังไม่ได้บอกความจริงกับน้ำตาลเรื่องที่เดียร์เข้าโรงพยาบาลเพราะกลัวเจ้าตัวตกใจและอาจส่งผลให้คิดมากและโทษตัวเองได้ว่าเป็นสาเหตุของเรื่องนี้ดังนั้นก่อนที่จะถึงโรงพยาบาลเขาจึงตัดสินใจว่าจะค่อยๆ บอกความจริงกับน้ำตาลทีละนิดเพื่อไม่ให้เจ้าตัวต้องคิดมาก 

            สุดท้ายนี้ถึงแม้ว่ามันอาจจะยากสำหรับคนตัวเล็ก แต่เขาก็มั่นใจว่าตอนจบของเรื่องนี้จะต้องออกมาดีอย่างแน่นอน มันอาจฟังดูเห็นแก่ตัวแต่หลังจากจบเรื่องนี้แล้ว เขาจะได้เริ่มต้นการ จีบ คนตัวเล็กอย่างจริงจังเสียที

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 195 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

210 ความคิดเห็น

  1. #205 mook (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 / 15:26

    โล่งงงงง

    #205
    0
  2. #176 Baekberry12 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2563 / 18:38
    แงงง น้องพึ่งจะเขินพี่หรอออ
    #176
    0
  3. #156 AP669 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2563 / 17:50
    โมโหแทนน้ำตาลอ่ะคือพี่มังกรต้องให้เวลาสักแปปนึงนะคนเจออะไรแบบนี้มามันหายยาก ต้องใจเย็นๆจริงๆ
    #156
    0
  4. #84 rtom711 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 / 04:15
    โอ้ยยย

    -พวกเด็กเปรตไม่คิดบ้างว่ะ ถ้าไม่มีคนเห็นน้ำตาล แล้วจะเป็นยังไง ยังมีหน้ายิ้มกันอีกนะ เด็กเลว
    #84
    0