Snow White & 7 dwarfs : My Destiny ชะตาพลิกคลิกรักรุ่นพี่จอมซื่อบื้อ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 350 Views

  • 6 Comments

  • 16 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    14

    Overall
    350

ตอนที่ 7 : มันถูกกำหนดไว้แล้ว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 39
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    2 เม.ย. 62

บทที่6

มันถูกกำหนดไว้แล้ว


@ร้านซูชิชาช่า 10:00 น.


          "ปั้นทางนี้ ทางนี้" ท่าทางร่าเริงของเต้ทำให้ฉันนึกถึงเทเลทับบี้การ์ตูนเรื่องโปรดของฉัน อะไรจะตื่นเต้นขนาดนั้น

          "ฮ่าๆๆใจเย็นๆนะเต้ คนมองกันทั้งร้านแล้วเนี้ย"

          "ก็เต้ตื่นเต้นนี่นา ปั้นเดินหน้างอมาทำไมล่ะเต้ก็อยากจะเห็นปั้นยิ้ม เต้รู้ว่าปั้นไม่สบายใจอยู่ แต่ถ้าปั้นยังไม่พร้อมที่จะเล่าตอนนี้เต้ก็ไม่เซ้าซี้หรอกนะ"

          "ใครบอกล่ะว่าปั้นไม่พร้อม เต้นั่นแหละพร้อมที่จะฟังหรือยัง" ฉันต้องทำตัวให้ร่าเริงเข้าไว้

          "ปั้นก็ยังคงเป็นปั้นสินะ ต่อให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน ปั้นก็ยังแสดงไม่เก่งเหมือนเดิม เต้แนะนำที่เรียนให้เอามั้ย"

          "ขอบคุณมากนะเต้ ก็มีแต่เต้นี่แหละที่รู้จักปั้นจริงๆ ขนาดตัวปั้นเองยังรู้จักตัวเองน้อยกว่าเต้ด้วยซ้ำ"^.^

          "เต้รู้นะว่าเรื่องที่ปั้นเจอมามันแย่ แต่มันคงไม่มีเรื่องไหนแย่ไปกว่าเรื่องที่ปั้นมีเต้เป็นเพื่อนแล้วถูกมั้ย"

          "ฮ่าๆๆๆ นี่เต้ยังจำที่ปั้นพูดสมัยประถมได้อีกเหรอ"

          "มันฝังใจน่ะ"

          "ปั้นขอโทษ ตอนนั้นเรายังเด็กมากนะ แอมโซซอรี่" *.*

          "ฮ่าๆๆ อ้ะ!ปั้นคงจะหิวแล้วเรากินกันก่อนดีกว่า"

          "เกือบลืมไปเลยว่าเรามาทานข้าวกัน ว่าแต่นานแค่ไหนแล้วนะที่เราไม่ได้เที่ยวด้วยกันเลย"

          "ถ้านับครั้งล่าสุดที่เจอกันก็น่าจะสองเดือนกว่าๆได้"


~ อยากมีคนรัก คนมีรักมันแบบไหน คนอย่างฉันมันยังไม่เคยเข้าใจ บอกก็คงไม่รู้ ดีแค่ไหนก็คงไม่รู้ คงต้องหาสักคนมาเป็นเนื้อคู่ อยากมี....~


0913236xxx


          "สวัสดีค่ะ" เบอร์แปลก???

          [สวัสดีค่ะ นี่ใช่คุณไฮเดรนเยียใช่มั้ยคะ] ไฮเดรนเยีย..ใครวะ?

          "เอ่อขอโทษนะคะไม่ทราบว่าโทรจากที่ไหนเหรอคะ"

          [ดิฉันมายองเนส เป็นบรรณาธิการของสำนักพิมพ์แจ่มแจ้งค่ะ วันนี้จะโทรมาแจ้งว่านิยายที่คุณไฮเดรนเยียส่งมาให้ทางสำนักพิมพ์ได้รับอนุมัติให้ตีพิมพ์แล้วนะคะ]

          กรี้ดดดดดดดด>[]< นิยายฉันได้ตีพิมพ์ นิยายฉันได้ตีพิ้มมมมมมมมมม 'ไฮเดรนเยีย'ก็คือนามปากกาของฉันเอง...ลืมได้ไงเนี้ย?

          "ค่ะ แล้วฉันต้องทำอะไรบ้างเหรอคะ" โอยยยยย ตื่นเต้น แฮปปี้>\\<

          [พรุ่งนี้สิบโมงเช้า ไม่ทราบว่าคุณพอจะมีเวลาว่างเข้ามาคุยที่สำนักพิมพ์มั้ยคะ]

          "ว่างค่ะว่าง" ในวันร้ายๆก็ยังมีเรื่องดีๆสินะ

          [งั้นเดี๋ยวอีกสักครู่ดิฉันจะส่งข้อมูลเพิ่มเติมไปให้ทางอีเมลนะคะ สวัสดีค่ะ] เขาวางสายไปแล้ว แต่ฉันยังตื่นเต้นไม่หายเลย

          "เต้ได้ยินใช่มั้ย นิยายของปั้นได้ตีพิมพ์แล้ว เล่มแรก :) " ฉันมองเห็นภาพตัวเองเป็นนักเขียนชื่อดังยืนอยู่ท่ามกลางแฟนคลับ ฮ้าาาา มีความสุขดีแท้

          "ได้ยินสิ เต้ดีใจด้วยนะปั้น ความฝันใกล้เป็นจริงแล้ว"

          "ใช่! ความฝันใกล้เป็นจริงแล้ว"•_•

          ตอนเด็กๆฉันไม่เคยรู้เลยว่าโตขึ้นฉันอยากเป็นอะไรทั้งๆที่เพื่อนรุ่นเดียวกันของฉันทุกคนก็เอาแต่พูดถึงความฝันบ้างก็อยากเป็นหมอบ้างก็อยากเป็นตำรวจ ยกตัวอย่างเต้ที่คอยบอกกับฉันมาตลอดว่าอยากเป็นนักร้อง แล้วเต้ก็เดินตามฝันของตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ส่วนฉันเหรอตอนนั้นก็ได้แค่ตอบทุกคนไปว่า'ไม่รู้สิ'

          จนกระทั่งตอนที่ฉันเริ่มเข้าเรียนชั้นมัธยมปลายที่ปารีสฉันได้รู้จักกับมูมู่นักเรียนทุนที่เป็นคนไทย ฉันเริ่มสนิทกับเธอแล้วเธอก็แนะนำให้ฉันอ่านหนังสือนิยายเวลาที่ฉันรู้สึกเหงาเศร้าหรือมีเรื่องไม่สบายใจ ตั้งแต่นั้นมานิยายก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตฉัน ในหนึ่งเดือนที่มีแค่30วันแต่ฉันอ่านนิยายจบไปไม่ต่ำกว่า50เล่มในแต่ละเดือน

          ฉันลองเขียนนิยายเรื่องแรกตอนอายุ18 แต่ฉันไม่เคยให้ใครลองอ่านมันเลย เรื่องที่สองสามสี่ห้าจบไปก็ไม่เคยมีใครได้อ่านนอกจากตัวฉันเอง ฉันเหมือนค้นพบความฝันของตัวเองและคิดว่าวันหนึ่งจะมีคนเป็นล้านๆคนที่ได้อ่านนิยายที่ฉันเขียน และวันนี้มันก็มาถึงวันที่ฉันเข้าใกล้ความฝันมากขึ้นทุกที


[ Kim's talk ]

          สองสามวันมานี้ผมก็ได้แต่ชะเง้อมองและหวังว่าเธอจะเดินผ่านมาทางนี้แล้วหันมายิ้มให้ผมพร้อมกับเรียกชื่อผมดังๆเหมือนอย่างที่เคยเป็นแต่มันคงเป็นไปไม่ได้ ยิ่งนานวันความหวังของผมยิ่งเลือนลางลงทุกที

          ผมยังจำได้ดีตั้งแต่วันแรกที่ผมได้รู้จักกับเด็กผู้หญิงแก่นกะโหลกที่โลกของเธอเต็มไปด้วยความสดใสคนหนึ่ง ตลอดเวลาที่ผมเฝ้ามองเธอไม่มีครั้งไหนเลยที่ผมจะไม่ยิ้มตามเพราะความน่ารักสดใสของเธอ ในชีวิตผมเคยเจอผู้หญิงสวยๆมาก็เยอะแต่ผู้หญิงพวกนั้นเทียบกับเธอไม่ได้เลยสักนิด ถึงแม้ไม่มีอะไรในตัวเธอที่เรียกว่าสวยได้เลยก็ตาม

          เธอเป็นเด็กต่างจังหวัดผิวสีแทนรูปร่างไม่อ้วนและก็ไม่ผอมจนเกินไป(เขาเรียกว่าสมส่วนไม่ใช่เหรอ) ความสูงของเธอน่าจะประมานร้อยหกสิบต้นๆ เธอชอบมัดแกละ2ข้างที่สาวเกาหลีเขาฮิตๆกัน ดวงตาที่เปร่งประกายราวกับว่ามีดาวดวงน้อยๆนับร้อยซ่อนอยู่ในนั้นมันเปร่งประกายวิบวับราวกับแข่งกัน แก้มป่องๆทั้งสองข้างของเธอเวลาที่ทำหน้าบึ้งมันน่าจับมาหยิกให้ขาดคามือเสียจริง เธอชอบทำราวกับว่าตัวเองไม่ใช่เด็กผู้หญิง ทุกครั้งที่เธอเดิน วิ่ง พูด หรือทำอะไรๆก็ตามมันเหมือนมีเด็กผู้ชายซ้อนทับอยู่ในร่างของเธอด้วย

          ผมชอบที่เธอมักจะซุ่มซ่ามและทำให้ตัวเองเจ็บตัวอยู่บ่อยๆ ชอบที่เธอมีรอยยิ้มระบายอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา ชอบเวลาที่เธอพูดจ้อไม่หยุดปากตั้งแต่เริ่มทำงานจนเลิกงาน ชอบที่เธอพูดจาโผงผางราวกับเด็กผู้ชาย ชอบเวลาที่เธอเรียกชื่อผม ชอบเวลาที่เธอมีเรื่องให้ผมช่วยแล้วชอบส่งสายตาน่าเอ็นดูมาให้จนมันทำให้หัวใจผมเต้นผิดจังหวะ และทั้งหมดนี้คงสรุปได้ว่าผมชอบเธอเข้าให้แล้ว

          'ข้าวปั้น' เธอโขมยหัวใจผมไปแล้ว ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่สายตาคู่นี้ของผมเฝ้ามองแต่เธอคนนั้น ไม่ว่าเธอจะทำอะไรอยู่ที่ไหนเธอมักจะอยู่ในสายตาของผมเสมอ ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่ผมเอาแต่คิดว่าที่ผมกับเธอได้เจอกันมันไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ

          หลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเราสองคนในระยะเวลา3เดือนที่ผ่านมามันดูราวกับว่าถูกกำหนดมาแล้ว เหมือนกับที่ใครๆต่างก็เรียกมันว่าโชคชะตาหรือพรหมลิขิตอะไรประมานนั้นละมั้ง

          แต่เวลาของผมมันช่างมีน้อยเหลือเกิน กว่าผมจะรู้ตัวเองว่ากำลังตกหลุมรักเธอมันก็สายเกินไปแล้ว ตอนนี้ผมไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้พูดความรู้สึกของผมให้เธอรับรู้ด้วยซ้ำ

          "เห้ยไอ้คิม ตกลงมึงรู้ยังวะว่าร้านพี่แบทเขามีปัญหาอะไร" เสียงเพื่อนตัวปัญหาของผมตะโกนถามมาแต่ไกล

          "พี่ปายบอกกูว่าเมื่อสองวันก่อนเห็นพี่ยูกับปั้นร้องไห้ แล้วพวกเขาเหมือนคุยอะไรกันสักอย่าง สักพักปั้นก็วิ่งออกจากร้านไป หลังจากนั้นพี่ยูก็ร้องไห้หนักมาก พี่แบทก็เก็บร้านทยอยเอาของใส่รถเข็นแล้วก็เข็นไปขึ้นรถหกล้อที่จอดอยู่ข้างๆตลาด"

          "พี่เขาปิดร้านเหรอวะ แล้วพี่ปายมันได้บอกมึงป้ะว่าทำไม"

          "มันบอกไม่รู้ว่ะ พี่ปายมันเห็นสถานการณ์ตึงเครียดเลยไม่กล้าเข้าไปถาม"

          "เออพี่เขาคงจะย้ายร้านไปขายที่อื่นหรือไม่ก็ปิดร้านไปเลย คงมีเหตุผลอะไรสักอย่างที่ไม่มีใครรู้นอกจากพวกเขาแหละ"

          "ก็ใช่สิถ้ามีคนอื่นรู้กูกับมึงคงไม่ต้องมานั่งเดาอยู่แบบนี้ แต่กูว่ามันแปลกตรงที่ก่อนหน้านี้พวกพี่เขาก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ปั้นเองก็ไม่เคยพูดกับกูเรื่องที่จะปิดร้านหรือย้ายร้านไปไหนเลยนะเว้ย"

          "มึงสำคัญตัวเองผิดไปแล้วนะกูว่า น้องเขาจะบอกมึงทำไมวะ"

          "เออ มันก็จริง" ถึงแม้ว่าผมจะชอบข้าวปั้นมากแค่ไหน ผมก็คงทำได้แค่เก็บความรู้สึกทั้งหมดไว้ ต่อให้ข้าวปั้นยังไม่หายไปไหนผมก็คงไม่กล้าพูดออกไปให้เธอได้รับรู้อยู่ดี เพราะกลัวว่าเธอจะอึดอัดกับความรู้สึกของผมที่มีต่อเธอ ข้าวปั้นเป็นเด็กช่างสงสัย หลังๆมานี้เราเริ่มสนิทกันเพราะเธอมักจะหาเรื่องมาถามมาคุยกับผมอยู่บ่อยๆ

          "กูบอกมึงแล้วถ้าชอบก็ให้บอกไปเลย เป็นไงล่ะแทนที่มึงจะพอมีหวังบ้าง ตอนนี้ไม่มีอะไรให้มึงหวังแล้วกูบอกเลย"

          "ถ้ากูบอกปั้นไปมันจะมีอะไรดีขึ้นวะในเมื่อปั้นชอบมึง ได้มองหน้ากันไม่ติดพอดี"

          "กูว่ามึงเลิกมโนได้ละ แม่งถ้าน้องเขาชอบกูน้องเขาก็ต้องมาตีซี้กูดิ จะไปตีซี้มึงทำไม"

          "กูไม่รู้ ก็ตอนนั้นมึงบอกกูบ่อยๆว่าปั้นมองมึงอีกแล้วอะไรประมาณนี้"

          "นั่นมันก่อนหน้าที่กูจะรู้ว่ามึงชอบข้าวปั้น มึงฟังนะกูจะพูดเรื่องนี้กับมึงเป็นครั้งสุดท้าย จากประสบการณ์กูนะถ้าผู้หญิงทำแบบที่น้องเขาทำกับมึงแสดงว่าเขาชอบ ข้าวปั้นชอบมึงไอ้คิมแล้วมึงก็ซื่อบื้อเกินไปที่เรื่องแค่นี้มึงก็มองไม่ออก"

          "ก็กูไม่แน่ใจ บางทีปั้นก็ทำเหมือนกับว่าชอบกูแต่บางทีก็ทำเหมือนไม่ได้ชอบ ปั้นพยายามเข้ามาคุยกับกูก็จริง แต่ปั้นก็คุยกับพี่ปายด้วยแถมยังคุยกันเยอะมากจนมันทำให้เรื่องที่ปั้นคุยกับกูดูธรรมดาไปเลย ปั้นสนิทกับพี่ปายมากกว่ากูอีกแต่ปั้นก็ไม่ได้ชอบพี่ปาย แล้วปั้นจะมาชอบกูได้ไงในเมื่อเราคุยกันน้อยมาก"

          "นั่นก็เพราะน้องเขาชอบมึงไง"

          "ไอ้ไผ่มึงไม่เข้าใจที่กูพูดไปเมื่อกี๊เหรอวะ"

          "กูเบื่อจะฟังคนที่ชอบคิดไปเองแบบมึง กูดูแว้บเดียวก็รู้ว่าน้องเขาชอบมึงน้องเขาเก็บอาการไม่เก่งสักนิด มีแค่มึงคนเดียวที่ดูไม่ออก"

          "ก็ไหนตอนนั้นมึงบอกกูว่าน้องเขาชอบมึงแน่ๆแล้วพยายามมาตีซี้กูเพื่อเข้าหามึง"

          "ก็นั่นมันช่วงแรกๆกูยังมองน้องเขาไม่ออก แต่ตอนนี้กูรู้แล้วมึงเก็ตป้ะ ทำไมต้องให้กูพูดเรื่องนี้ซ้ำๆด้วยวะ"

          "ยังไงกูก็คิดว่าน้องเขาไม่มีทางชอบกู"

          "ไอ้คิม มึงมันน่าต่อยให้หงายหลังจริงๆ พี่ปายมานี่ดิ้ผมมีเรื่องจะถามหน่อย" ไอ้ไผ่เรียกพี่ปายที่เดินผ่านมาทางนี้พอดี

          "ว่าไงไอ้ไผ่"

          "พี่รู้มั้ยว่าน้องข้าวปั้นชอบใครในตลาดนี้ คำถามผมยากไปมั้ย"

          "โอ้ยยยย คำถามนี้มึงเอาไปถามเด็กประถมฯมันยังรู้เลย"

          "งั้นถ้าพี่รู้ พี่ว่าน้องเขาชอบ..."

          "ข้าวปั้นก็ชอบไอ้คิมไง" พี่ปายรีบตอบแทรกมาทั้งที่ไอ้ไผ่ยังพูดไม่จบ

          "เห็นมั้ยไอ้คิม มีมึงคนเดียวอ่ะที่ดูไม่ออก มึงมันโคตรซื่อบื้อเลยว่ะ"

          "เอ้าไอ้คิมนี่มึงไม่รู้เหรอวะ กูคิดว่ามึงกับน้องจีบกันอยู่ซะอีก"

          "บ้าเหรอพี่ ผมไปจีบกับน้องตอนไหน"

          "เซ้นกูมันบอก มึงก็คิดเหมือนกูใช่มั้ยไอ้ไผ่ อ๋ออออ ถึงว่ามึงเลยมาถามกูเรื่องร้านพี่แบท วันนั้นน่ะกูเห็นน้องข้าวปั้นวิ่งไปนั่งร้องไห้อยู่ตรงนู้นนนน" พี่ปายชี้ไปตรงใต้สะพานลอยแถวป้ายรถเมล์

          "แล้วไงต่อพี่"ผมรีบถามต่อ

          "ตอนที่กูกำลังจะกลับบ้าน กูก็ยังเห็นน้องเขานั่งร้องไห้อยู่ ประมานตีสามได้ละมั้งตอนนั้นพี่แบทกับพี่ยูกลับไปได้สักพักแล้ว"

          "แล้วทำไมพี่ไม่ถามใครสักคนวะ ว่าเกิดอะไรขึ้น" ไอ้ไผ่พูดตัดหน้าผม

          "ก็กูไม่ได้อยากรู้ แล้วกูก็ลืมไปว่าคงมีใครสักคนอยากรู้ ขอโทษทีว่ะ"

          "ช่างมันเหอะพี่ ทำงานต่อกันดีกว่า"

          "มึงมีทั้งเบอร์โทรศัพท์ เฟสบุ๊คแล้วก็ไลน์ มึงก็ทักไปถามน้องเขาดิวะ"

          "มันเป็นเรื่องของโชคชะตามึงเข้าใจมั้ยไผ่ ทุกอย่างมันถูกกำหนดไว้แล้ว เพราะฉะนั้นมึงก็หุบปากไปเพราะเราจะไม่พูดถึงเรื่องนี้กันอีก"

          ชีวิตคนเรามีเจอมันก็ต้องมีจากมันเป็นเรื่องธรรมดาของโลก ชีวิตยังต้องเดินต่อไปข้างหน้าเรื่อยๆเรื่องที่ผ่านมาแล้วก็เป็นได้แค่ความทรงจำที่มีไว้ให้คิดถึง และนี่ก็จะเป็นการพิสูจน์สิ่งที่ไอ้ไผ่พูด ถ้าปั้นชอบผมอย่างที่มันว่าสักวันปั้นคงจะติดต่อผมมาหรือไม่ก็อาจจะกลับมาที่นี่เพื่อบอกผมว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เธอหายไปไหนมา วันนั้นผมถึงจะเชื่อในสิ่งที่พี่ปายกับไอ้ไผ่พูด ตอนนี้ผมคงทำได้แค่เพียงเดินต่อไปข้างหน้าตามที่โชคชะตาต้องการให้มันเป็น

[ End talk ]

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

0 ความคิดเห็น