Snow White & 7 dwarfs : My Destiny ชะตาพลิกคลิกรักรุ่นพี่จอมซื่อบื้อ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 353 Views

  • 6 Comments

  • 17 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    17

    Overall
    353

ตอนที่ 1 : สโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 118
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    2 เม.ย. 62

บทนำ


          ในหมู่บ้านแถวชานเมืองมีบ้านหลังใหญ่โตอยู่เพียง7หลัง ภรรยาของทั้ง7ครอบครัวเป็นเพื่อนรักร่วมสาบานกัน พวกเขาให้สัญญากันตั้งแต่อายุ9ขวบว่าจะเป็นเพื่อนรักกันและอยู่ด้วยกันไปจนวันตาย พอถึงคราวที่ต่างคนต่างก็ต้องออกเรือนมีครอบครัวจึงได้วางแผนซื้อที่ดินและสร้างบ้านอยู่ด้วยกันในหมู่บ้านแห่งนี้ จนกระทั่ง...

          ข้าวปั้น...จาเซีย...ลาเต้...ก้ามปู...อาชา...ซันไชน์...เหนือเมฆ...ม้าหมอก...เด็กน้อยที่คลอดในปีเดียวกันอย่างน่าประหลาดใจ แม่ผู้ซึ่งเป็นที่รักของพวกเขาต่างก็คาดหวังไว้ว่าพวกเขาจะเป็นเพื่อนรักกัน เติบโตและมีชีวิตที่ดีไปพร้อมๆกัน รักและดูแลซึ่งกันและกันเหมือนอย่างที่พวกเขาเป็น

          แต่ก็มีเรื่องน่าเศร้าใจเกิดขึ้นในปีนั้น ปีพุทธศักราช2541หนึ่งในเพื่อนสาวของพวกเขาเสียชีวิตลงทันทีหลังคลอดลูก ลูกของเธอเป็นเด็กผู้หญิงเพียงคนเดียวในบรรดาลูกของเพื่อนๆทุกคน

          หลังจากเพื่อนสาวเสียชีวิตได้ไม่กี่เดือน สามีของเธอก็แต่งงานกับภรรยาคนใหม่ อีก6ครอบครัวจึงตัดสินใจตัดขาดกับอดีตครอบครัวของเพื่อนสาวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

          ...7ปีต่อมา...@สนามเด็กเล่น

          "ใครไปถึงก่อนคนนั้นชนะ" เสียงของหนึ่งในเด็กชายวัยเดียวกันดังขึ้นในขณะที่พวกเขากำลังวิ่งมุ่งหน้าไปยังสนามเด็กเล่นของหมู่บ้าน

          ทุกๆวันหยุดของพวกเขา วันที่พวกเขาทั้งเจ็ดไม่ต้องไปโรงเรียน พวกเขาจะนัดมาเจอกันที่สนามเด็กเล่นของหมู่บ้านเพื่อเล่นสนุกกันตามประสาเด็กผู้ชายวัย7ขวบ และวันนี้พวกเขาก็มาถึงที่นี่ในเวลาเช้าตรู่เหมือนทุกๆครั้ง แต่พวกเขาก็ได้พบว่าที่นี่ไม่ได้มีแค่พวกเขาเจ็ดคนเหมือนอย่างที่เคยเป็น

          "ฮืออออออออออออ ฮึกๆ ฮึก...ฮือออออออออ" เสียงเด็กผู้หญิงร้องไห้ 'ใครมาร้องไห้ที่นี่ในเวลานี้นะ' นั่นคือสิ่งที่พวกเขาคิด พวกเขาหยุดวิ่งลงทันที

          "จำคำฉันไว้นะ วันนี้เราต้องหมดสนุกเพราะยัยคนนั้นแน่ๆ" เหนือเมฆพูดพร้อมกับชี้นิ้วไปที่ต้นเสียง พวกเขาแอบมองเธอคนนั้นอยู่หลังต้นไม้ แล้วก็ค่อยๆย่องเข้าไปใกล้เธอคนนั้นอย่างเงียบๆ

          "ดูสิ" จาเซียกระซิบเบาๆ "บนพื้นดินตรงนี้มีภาพวาดอยู่ด้วย"

          "เอ๊ะ! นั่นดอกไม้เต็มไปหมดเลย" ลาเต้พูดบ้าง

          "มีขนมอยู่บนโต๊ะนี่ด้วยครับ" ก้ามปูว่าพลางหยิบขนมที่มีรอยแกะแล้วเข้าปาก

          "อย่ากินมันเข้าไปสิ ไอ้โง่!" เหนือเมฆตะโกน

          "ชู่วววววว!!" ซันไชน์ยกนิ้วชี้ขึ้นแตะปากพร้อมทำเสียงเพื่อให้ทุกคนเงียบ

          "พวกนายอย่าเสียงดังกันสิ เดี๋ยวเธอคนนั้นก็รู้ตัวหรอก" อาชาพูดขึ้นในขณะที่เงียบดูพฤติกรรมของเพื่อนมาสักพัก

          "ฮะ-ฮะ-ฮะ-ฮาดดดดเช้ยยยย!"

          ม้าหมอกจามเสียงดังจนเด็กผู้หญิงคนนั้นเงยน่าขึ้นมามองต้นเสียง จาเซียไม่รอช้าเดินเข้าไปแตะไหล่เด็กผู้หญิงคนนั้น พร้อมกับถามด้วยความห่วงใยว่า

          "ทำไม? ทำไมเธอถึงร้องไห้"

          เธอหันมองจาเซียพร้อมกับสะดุ้งเล็กน้อย เพราะข้างหลังของจาเซียมีเด็กผู้ชายอีก6คนจ้องมองมาที่เธอด้วยความสงสัย

          "ฮึก! พวกเธอ...เป็นใคร?" เธอร้องถาม

          "ก่อนที่เธอจะต้องรู้ว่าพวกเราเป็นใคร ถามเธอสิว่าเธอเป็นใคร" เหนือเมฆพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

          "เธอบอกพวกเราก่อนสิ" จาเซียถาม

          "ฉันชื่อข้าวปั้น"

          พวกเขาทั้งเจ็ดอ้าปากค้าง เพราะคิดขึ้นได้ว่าเธอคือลูกสาวของบ้านหลังนั้น บ้านของแม่มดใจร้ายที่ตีพวกเขาเมื่อหลายเดือนก่อน

          "ข้าวปั้น...เธอจำพวกเราไม่ได้เหรอ" ม้าหมอกเอ่ยถามขึ้น

          ข้าวปั้นมองหน้าพวกเขาชัดๆอีกครั้ง แล้วก็นึกถึงเหตุการณ์ที่เธอโดนแม่เลี้ยงตีแล้วพวกเขาเข้ามาช่วยห้ามจนโดนตีไปด้วย หลังจากวันนั้นเธอก็ไม่ได้เจอกับพวกเขาอีกเลย

          "ฉันว่าเรารีบไล่ยัยนี่กลับบ้านไปดีกว่า ก่อนที่ยัยแม่มดใจร้ายนั่นจะมาตีก้นพวกเราอีก" เหนือเมฆพูดเตือนเพื่อนๆ

          "ได้โปรด! พวกเธออย่าไล่ฉันไปเลยนะ" ข้าวปั้นขอร้อง เธอบอกพวกเขาว่า "ถ้าฉันยังไม่อยากกลับบ้านไปตอนนี้ ขอฉันเล่นกับพวกเธอที่นี่ก่อนจะได้มั้ย ฉันมีขนมเยอะแยะเลยนะ นั่นไง!" เธอพูดพลางชี้ไปที่โต๊ะ

          "นั่นของเธอเหรอ?" พวกเขาถามขึ้นพร้อมกัน แล้วมองไปที่ขนมพวกนั้นตาเป็นประกาย

          "โอเค! เราจะให้เธอเล่นด้วย" พวกเขาทั้งเจ็ดตะโกนขึ้นพร้อมกันอีกครั้ง ด้วยความดีใจข้าวปั้นจึงวิ่งไปหยิบขนมแล้วแบ่งให้พวกเขา

          พวกเขากินขนมไปวิ่งเล่นไปอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งเวลาผ่านไปพวกเขาเริ่มเหนื่อยล้าและนั่งลงบนพื้นดินทีละคนทีละคนจนครบ

          "ข้าวปั้น! เธอเป็นคนวาดรูปบนพื้นนี้ทั้งหมดเลยเหรอ" จาเซียถามแล้วมองไปยังภาพวาดที่มีเด็กผู้ชายเจ็ดคนกำลังวิ่งเล่นอยู่กับผู้หญิงที่ดูตัวโตกว่า และมีผู้ชายตัวโตอีกคนยืนอยู่ห่างๆด้วย

          "อื้มมมม...ปั้นเป็นคนวาด"

          "ที่ข้าวปั้นวาดคืออะไรเหรอครับ" ก้ามปูถามด้วยแววตาสงสัย

          "เป็นนิทานเรื่องโปรดของปั้นเองแหละ แม่นมเล่าให้ปั้นฟังทุกคืนก่อนนอน"

          "นิทานเหรอ? นิทานเรื่องอะไร" ลาเต้ถามขึ้นอย่างสนใจ

          "สโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ดพวกเธอเคยฟังมั้ย" พวกเขาทั้งเจ็ดคนพร้อมใจกันส่ายหัว "ฮ่าๆๆ ดีใจจัง"

          "ทำไมต้องดีใจล่ะ" ซันไชน์เอ่ยถามอย่างสงสัย

          "ปั้นจะได้เล่าให้ทุกคนฟังไง"

          "เย้!! ดีจัง" ลาเต้ร้องดีใจพลางขยับเข้าไปนั่งใกล้ข้าวปั้นแล้วพูดว่า "เริ่มเล่าเลยสิ"

          เด็กชายทั้งเจ็ดมองไปที่ข้าวปั้นอย่างตั้งใจ พวกเขาพร้อมที่จะฟังเรื่องเล่าจากเพื่อนใหม่ ก็คงจะมีแต่เหนือเมฆที่ทำทีเป็นไม่สนใจแต่ก็เอียงหูฟังอยู่ตลอด ข้าวปั้นมองท่าทีของพวกเขาอย่างนึกขำแล้วก็เริ่มเล่าเรื่องทันที

          ***'กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีเจ้าหญิงแสนสวยผู้น่ารักนามว่า สโนว์ไวท์ ผู้อาศัยอยู่กับแม่เลี้ยงของเธอ ราชินีผู้งดงามแต่ไร้สาระ 

          ราชินีไม่อยากให้มีใครผู้ใดมางดงามกว่าตน นางจึงให้สโนว์ไวท์ใส่ผ้าขี้ริ้ว และให้นางทำกับข้าว ปัดกวาดเช็ดถู และตักน้ำจากบ่อ เสมือนกับนางเป็นคนรับใช้

          แต่ละวันราชินีจะเฝ้าคอยถามวิญญาณของกระจกวิเศษว่า "กระจกวิเศษ จงบอกข้าเถิด ใครงามเลิศในปฐพี?"

          และทุกๆ วัน กระจกก็จะตอบว่า "ท่านสิคือผู้ที่งามเลิศในปฐพี"

          แต่แล้ววันหนึ่งกระจกก็บอกว่า "แต่ช้าก่อน สาวใช้แสนน่ารักที่ข้าเห็นนั้น อนิจจาดูนางจะงดงามกว่าท่านนะ"

          "อนิจจา น่าสงสารนางจริงๆ! เอ่ยชื่อนางมา" ราชินีร้องอย่างโกรธจัด

          "ริมฝีปากสีแดง ดั่งกุหลาบ, เส้นผมดำเงา ดั่งไม้มะเกลือ ผิวกายขาว ดั่งหิมะ..."

          "สโนว์ไวท!" ราชินีอ้าปากค้าง

          ขณะเดียวกัน สโนว์ไวท์อยู่ที่ลานบ้านกำลังขัดถูขั้นบันได เมื่อเธอเอนพิงบ่อน้ำเพื่อตักน้ำเพิ่ม เธอก็ร้องเพลงให้กับนกพิราบแถวๆนั้นฟัง เธอบอกกับพวกมันว่าบ่อน้ำนั้นเป็นบ่อน้ำแห่งอธิษฐาน

แล้วสโนไวท์ก็มองลงไปในบ่อน้ำพร้อมกับอธิษฐานว่าขอให้นางพบกับรักแท้

          เจ้าชายได้ยินเสียงร้องเพลง และได้พบกับสโนว์ไวท์ เขาได้เพียรพยายามค้นหาผู้ที่เขาสามารถจะรักได้ และเขาก็พบกับเธอ

          ทันใดนั้นเธอก็เห็นเงาสะท้อนของหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง เธอเงยหน้าขึ้นและเห็นเจ้าชายผู้หล่อเหลา

          "โอ้!" เธอร้องและวิ่งเข้าไปในปราสาท

          "ข้าทำให้เจ้ากลัวเหรอ?" ชายหนุ่มเรียก

          "ช้าก่อน...ได้โปรดอย่าวิ่งหนีไปไหน" เจ้าชายเริ่มร้องเพลงให้เธอฟัง

          สโนว์ไวท์ค่อยๆเดินออกมาที่ระเบียงเล็กๆเพื่อฟัง หัวใจของนางเต้นอย่างแรง ความฝันของเธอเป็นจริงแล้ว! เธอฝากจูบของเธอกับนกพิราบ นกพิราบรู้งานบินลงไปมอบจูบของสโนว์ไวท์ให้กับชายแปลกหน้า สโนว์ไวท์ไม่รู้เลยว่าราชินีกำลังมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่

          เมื่อราชินีได้เห็นชายหนุ่ม และได้ยินคำพูดพร่ำถึงความรักที่มีต่อสโนว์ไวท์ นางรู้สึกโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ นางจึงตัดสินใจที่จะกำจัดสโนว์ไวท์เสีย

ราชินีจึงเรียกตัวนายพรานมาพบ 

          "พานางเข้าไปให้ไกลในป่าลึก....ที่ซึ่งนางสามารถจะเก็บดอกไม้ป่าได้" นางสั่ง "ได้พะย่ะค่ะ" เขาตอบ

          "เมื่อถึงที่นั่น....เจ้าก็ฆ่านางได้เลย!"

          "แต่ทูลกระหม่อม เจ้าหญิงน้อย..." เขาคัดค้าน

          "เพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าจะไม่ทำภารกิจล้มเหลว จงเอาหัวใจของนางมาใส่ในนี้" ราชินีผู้ดุร้ายกระหน่ำซ้ำ พร้อมกับส่งกล่องเล็กๆกล่องหนึ่งให้เขา นายพรานผู้หวาดกลัวพาสโนว์ไวท์เข้าไปในป่า แต่เมื่อถึงช่วงเวลาอันเลวร้าย เขาไม่สามารถฆ่านางได้ลงคอ

          "ให้อภัยข้าด้วย!" นายพรานร้องพร้อมกับคุกเข่าลงข้างหน้าหญิงสาวผู้หวาดกลัว

          "วิ่ง วิ่งหนีไปซะ! ราชินีกำลังโกรธและอิจฉาท่านเป็นอย่างมาก และอยากให้ท่านตาย หนีไปแล้วอย่ากลับมาอีก!"

          สโนว์ไวท์ผู้หวาดกลัววิ่งเข้าไปในป่าลึก ต้นไม้ใหญ่ดูเหมือนจะขยายตัวออกมา และพยายามมาคว้าตัวเธอไว้ ดวงตาลุกวาวจ้องเขม็งมาที่เธอจากเงามืด ทุกสิ่งทุกอย่างรอบกลัวมันช่างน่ากลัวยิ่งนัก ท้ายที่สุดเธอก็ทิ้งตัวลงไปบนพื้นแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างขมขื่น

          การสะอึกสะอื้นของสโนว์ไวท์แห้งเหือดไป เธอแหงนหน้าขึ้นก็พบว่าตัวเองถูกรายล้อมไปด้วยกระรอก, กระต่าย กวาง นก และสัตว์ป่านานาชนิด แต่เมื่อเธอลุกขึ้นนั่ง พวกมันต่างพากันวิ่งออกไปหมด เธอเริ่มร้องเพลงให้พวกมันฟัง แล้วมันก็มาล้อมรอบตัวเธออีก แล้วเธอก็ขอความช่วยเหลือจากพวกมัน

          "พวกเจ้าอาจจะรู้ก็ได้ว่าฉันจะพักที่ไหนได้บ้าง" เธอพูดกับพวกมัน

          บรรดานกร้องเสียงแหลมเพื่อบอกให้รู้ว่าพวกมันช่วยได้ และไม่นานนักบรรดากลุ่มชนในป่าก็พากันนำทางเธอไปยังบ้านเล็กๆหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ในที่โล่ง

          "มันเหมือนบ้านของตุ๊กตาเลย!" สโนว์ไวท์พูด เธอแอบย่องเข้าไปในบ้าน

          "เก้าอี้เล็กๆ เจ็ดตัว....คงจะมีเด็กๆอยู่ที่นี่เจ็ดคนแน่ๆ เด็กๆที่ไม่เรียบร้อยทั้งเจ็ดคน" สโนว์ไวท์คิดว่าหากนางช่วยพวกเขาทำความสะอาดบ้านพวกเขาอาจยอมให้นางพักอยู่ด้วยก็ได้

          บ้านหลังเล็กเป็นของคนแคระทั้งเจ็ด ผู้ที่ทำงานอยู่ในเหมืองเพชรใกล้ๆนี้เอง ทุกๆเช้าพวกเขาจะเตรียมตัวออกไปที่เหมือง พวกเขาทำงานทั้งวันในอุโมงค์ลึก ฟันก้อนหินล้ำค่าออกมาจากผิวโลกด้วยพลั่วคู่ใจ พวกคนแคระทั้งเจ็ดทำงานหนัก แต่พวกเขาก็มีความสุขเป็นอย่างมาก

          ตกเย็นขณะที่พระอาทิตย์กำลังตกดิน คนแคระทั้งเจ็ดจะหยุดทำงาน พวกเขาจะเก็บเพชรเม็ดใหม่ๆไว้และเดินกลับบ้าน พวกเขารักที่จะผิวปากและร้องเพลงในระหว่างทาง ด็อกเป็นคนนำทางโดยถือตะเกียงของเขา ตามมาด้วย กรัมปี้, แฮปปี้, สลีปปี้, สนิชชี่, แบชฟูล และโดปปี้

          ขณะเดียวกันบรรดานกและสัตว์อื่นๆ ก็ช่วยสโนว์ไวท์จัดเก็บบ้านน้อยให้สะอาด พวกเขาปัดฝุ่น และหยากไย่ออก ซักผ้าที่สกปรก และล้างจานชามทั้งหมด สุดท้ายด้วยความเหนื่อยล้า เธอจึงขึ้นไปชั้นบนที่ห้องนอน ที่นั่นมีเตียงเล็กๆอยู่เจ็ดเตียง โดยแต่ละเตียงมีชื่อติดเอาไว้

          "ด็อก แฮปปี้ สนีซซี่ โดปปี้ กรัมปี้ แบชฟูล และสลีปปี้ เด็กอะไรชื่อตลกจัง!" สโนว์ไวท์เอ่ย "ฉันเป็นหญิงขี้เซาตัวน้อย" แล้วเธอก็หลับไปโดยทิ้งตัวอยู่บนเตียงเล็กๆเหล่านั้น

          เมื่อคนแคระทั้งเจ็ดมาถึงที่บ้านของเขา พวกเขาเห็นหน้าต่างทุกบานเปิดไว้

          "จำคำฉันไว้นะ มันจะต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ" กรัมปี้พูด พวกเขาเอาหัวมาแอบดูอยู่ที่ประตู แล้วก็ค่อยๆย่องเข้ามาข้างใน

          "ดูสิ" ด็อกพูด "พื้นถูกกวาดซะเกลี้ยงเลย!"

          "หยากไย่ของเราก็หาย!" แบชฟูลพูดบ้าง

          "ถ้วยของฉันก็ถูกล้าง!"

          "อ่างล้างจานก็ว่างเปล่า!"

          "มีบางอย่างที่กำลังหุงต้มอยู่ กลิ่นหอมดีด้วย!"

          "อย่าไปจับมันสิ เจ้าโง่!" กรัมปี้ตะโกน

          ด็อกมองขึ้นไปข้างบนบันได "มันอยู่บนโน้น" เขาพูด คนแคระทั้งเจ็ดกระวนกระวายมากขณะที่พวกเขากำลังปีนบันไดขึ้นไป ต่างคนต่างจับกันไว้ด้วยความกลัว

          พวกเขาย่องเข้าไปในห้อง พอดีกับที่สโนว์ไวท์หาว และยืดแขนของเธอออกมาจากใต้ผ้าห่ม

ด็อกดึงผ้าห่มออกมาแต่ไม่มีสัตว์ประหลาดอยู่ที่นั่น 

          "ทำไม? นี่มัน...นี่มันผู้หญิงนี่!" ด็อกร้อง

          สโนว์ไวท์ตื่นขึ้นมาพร้อมกับสะดุ้งเล็กน้อย เธอเข้าใจทันทีว่าไม่มีเด็กๆ ที่ไหน

          "โอ้ทำไม? พวกคุณคือหนุ่มน้อยทั้งหลาย! คุณสบายดีมั้ย?" เธอเริ่มเอ่ยชื่อพวกเขา "ด็อก แบชฟูล สลีปปี้ สนีซซี่ แฮปปี้ โดปปี้ และกรัมปี้

          "พวกเรารู้ว่าพวกเราเป็นใคร ถามเธอสิว่าเธอเป็นใคร" กรัมปี้พูด

          "คุณคือใครล่ะที่รัก?" ด็อกถาม

          "ฉันชื่อสโนว์ไวท์"

          คนแคระทั้งเจ็ดอ้าปาดค้าง เจ้าหญิงสโนว์ไวท์!

          "ได้โปรดอย่าส่งฉันไปไหนเลยนะ" สโนว์ไวท์ขอร้อง เธอบอกพวกเขาว่าราชินีจะฆ่าเธอ หากเธอกลับไปบ้าน

          "ฉันจะดูแลบ้านให้พวกคุณนะ ฉันจะล้าง...จะเย็บ...จะทำอาหาร..."

          "ทำอาหารเหรอ?" หนุ่มน้อยถาม เมื่อพวกเขารู้ว่าเธอสามารถทำพายกู๊สเบอร์รี่ได้ พวกเขาดีใจมาก

          "ฮูเรย์!" คนแคระทั้งเจ็ดตะโกน "เธอจะอยู่ด้วย!" ด้วยความดีใจสโนว์ไวท์วิ่งลงไปข้างล้างแล้วคนซุป ไม่ช้าเธอจึงเรียก "อาหารเย็นเสร็จแล้วจ้า"

          ขณะเดียวกันราชินีผู้ดุร้ายก็ไปหากระจกวิเศษอีก "กระจกวิเศษจงบอกข้าเถิดใครงามเลิศในปฐพี?"

          กระจกวิเศษตอบว่า "ข้ามหุบเขาเพชรพลอยอันไกลโพ้น หลังน้ำตกเจ็ดสาย ในกระท่อมที่คนแคระทั้งเจ็ดอาศัยอยู่ สโนว์ไวท์งดงามที่สุด"

          ราชินีบอกกระจกวิเศษว่าสโนว์ไวท์ตายแล้ว นางเอากล่องออกมาเป็นหลักฐาน

          "สโนว์ไวท์ยังมีชีวิตอยู่" กระจกวิเศษตอบ "นั่นคือหัวใจหมูที่เจ้ากำลังถืออยู่น่ะ!"

          ราชินีรีบลงไปที่คุกใต้ดินในปราสาท

          "ข้าจะต้องหาสโนว์ไวท์ด้วยตนเอง" นางผสมยาเสน่ห์หลายสูตรเข้าด้วยกันเพื่อเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นหญิงชราผู้น่าเกลียด

          "ตอนนี้เริ่มเวทมนตร์คาถาของท่านได้แล้ว!" นางพูดพลางดื่มยาในแก้ว

          เสียงของราชินีเปลี่ยน ผมของนางกลายเป็นสีขาว มืออันงดงามของนางหดเป็นเหมือนกรงเล็บ และใบหน้าของนางก็มีริ้วรอยเหี่ยวย่นและหูดเล็กๆ ขึ้นเต็มไปหมด

          "ฮา ฮา ฮา!" นางหัวเราะเสียงดังแหลม "ช่างเป็นการปลอมตัวที่สมบูรณ์แบบจริงๆ!"

          นางเดินกะโผลกกะเผลกไปที่หนังสือเวทมนตร์คาถาของนางแล้วเลือกคำสาป "โอม! แอ๊ปเปิ้ลพิษ! หลับตาย!" นางหัวเราะเสียงดังแหลม

          "แต่ช้าก่อนมันอาจจะมียาถอนพิษก็ได้ ไม่ควรจะมองข้ามอะไรไป โอ! อยู่ที่นี่เอง" นางร้อง "เหยื่อของการหลับตายจะฟื้นคืนสติได้ต่อเมื่อได้รับจูบแรกของรักแท้เท่านั้น จูบแรกของรักแท้เหรอ? เชอะ! ไม่มีอะไรน่ากลัวเลย!"

          หญิงแก่ผู้น่าเกลียดจุ่มแอ๊ปเปิ้ลลงไปในยาพิษที่ต้มไว้ นางดึงผลไม้สีแดงที่เปล่งประกายออกมา และสอดเข้าไปในตะกร้า

          ในกระท่อม สโนว์ไวท์และคนแคระทั้งเจ็ดกำลังเลี้ยงฉลองกันอยู่

          ร้องเพลงอย่างสุดหรรษาขณะที่คนแคระคนอื่นๆ ก็เล่นเครื่องดนตรีประกอบไปด้วย โดปปี้ยืนอยู่บนไหล่ของสนีซซี่เพื่อที่ว่าเขาจะได้สูงพอๆ ที่จะเต้นรำกับสโนว์ไวท์ได้ ทุกอย่างกำลังไปได้สวยจนสนีซซี่รู้สึกว่าจมูกของเขาเริ่มกระตุกถี่ๆ "ฮะ-ฮะ-ฮะ-ฮาดดดดเช้ยยยย!"

          เช้าวันต่อมา คนแคระทั้งเจ็ดออกไปทำงาน "ตอนนี้อย่าลืมล่ะที่รัก ราชินีแก่ผู้มากด้วยเล่ห์เหลี่ยม" พวกเขาพูด "เพราะฉะนั้นระวังคนแปลกหน้าด้วยนะ"

          "ฉันไม่เป็นไรจ๊ะ" สโนว์ไวท์พูดอย่างอิ่มเอม และเธอก็จูบโดปปี้ และคนอื่นๆบนหัวก่อนพวกเขาออกไป

          ราชินีผู้ชั่วร้ายรีบเข้าป่าไป และหยุดเมื่อนางถึงลานที่โล่ง นางได้ยินเสียงอันไพเราะของสโนว์ไวท์ที่กำลังร้องเพลงอยู่ภายในกระท่อมขณะที่เธอทำงานบ้าน

          "อะฮ้า!" ราชินีพูด "เจ้าพวกคนแคระจะออกไปและเธอก็จะอยู่ลำพัง...."

          ราชินีขึ้นไปที่หน้าต่างของกระท่อม และเห็นสโนว์ไวท์กำลังทำงานอยู่ในครัว

          "ทำพายอยู่เหรอ?" หญิงชราพูดด้วยเสียงต่ำ "อยากจะลองชิมแอ๊ปเปิ้ลของฉันมั้ย?" และนางก็ดึงเอาแอ๊ปเปิ้ลพิษออกมา

          สโนว์ไวท์ทั้งประหลาดใจและกลัวนิดหน่อย บรรดาฝูงนกรู้ถึงอันตราย และบินมาที่หญิงชรา พยายามที่จะขับไล่นางออกไป

          "ชู่ว! ชู่ว!" สโนว์ไวท์ร้อง รีบวิ่งออกมาจากบ้านแล้วเอ็ดพวกนก "ทำไมพวกเจ้าถึงทำร้ายหญิงชราผู้น่าสงสารแบบนี้น่ะ?" เธอนำหญิงแก่เข้ามาข้างในและให้นางนั่งลง

          บรรดาฝูงนกและสัตว์ต่างๆ มองดูด้วยความหวาดกลัว "เราต้องรีบไปเตือนพวกคนแคระที่อยู่ในเหมือง!" พวกมันร้องจ๊อกแจ๊กและพูดพล่ามต่อกัน แล้วพวกมันก็ทั้งบินและวิ่งไปอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

          แม่มดหยิบผลไม้สีแดงที่เปล่งประกายออกมา "ข้าจะบอกความลับให้เจ้าฟัง" นางเอ่ย

          "มันคือแอ๊ปเปิ้ลแห่งความสมหวัง"

          "แอ๊ปเปิ้ลแห่งความสมหวังเหรอ?"

          "เพียงกัดหนึ่งคำแล้วฝันของเจ้าก็จะเป็นจริง อธิษฐานตอนนี้สิ...แล้วค่อยกัดคำหนึ่ง"

          สโนว์ไวท์หยิบแอ๊ปเปิ้ลไป หลับตาลงอธิษฐานขอให้เจ้าชายหาเธอพบและกัดหนึ่งคำใหญ่

          ถึงตอนนี้บรรดาสัตว์ต่างๆ ก็ไปถึงเหมือง พวกมันทั้งจิกทั้งดันคนแคระทั้งเจ็ดแต่พวกหนุ่มน้อยไม่สามารถเข้าใจได้ว่ามีอะไรผิดปกติ จนสุดท้ายสลีปปี้ก็พูดขึ้นว่า "หรือว่าราชินีเฒ่าจะจับสโนว์ไวท์ได้แล้ว!"

          "โอ้ ฉันรู้สึกแปลกๆ!" สโนว์ไวท์อ้าปากค้าง ราชินีผู้ชั่วร้ายมองดูอย่างกระตือรือร้น สโนว์ไวท์หายใจลึกๆเข้าเฮือกหนึ่งแล้วก็ล้มลงบนพื้น แอ๊ปเปิ้ลพิษกลิ้งออกไป

          "ฮา ฮา!" หญิงแก่หัวเราะเสียงต่ำ "เธอจะยังหายใจอยู่เลือดของเธอจะหนาขึ้น ตอนนี้ข้าจะได้เป็นผู้ที่งดงามที่สุดบนผืนแผ่นดินนี้"

          คนแคระทั้งเจ็ดมาถึงลานโล่ง ในขณะที่หญิงแก่ผู้อัปลักษณ์หายกลับเข้าไปในป่า

          คนแคระทั้งเจ็ดถลาเข้าหาราชินีอย่างรวดเร็ว ฟ้าผ่าลงมาและฝนกระหน่ำตก ราชินีเริ่มปีนหุบเขาหิน "นั่น นางอยู่นั่น! ตามไปเลย!" กรัมปี้ร้อง

          ราชินีปีนป่ายสูงขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายนางไปถึงยอดหน้าผาซึ่งไปไกลกว่านั้นไม่ได้อีกแล้ว "ข้าจะหักกระดูกพวกเจ้าซะ!" นางพูดด้วยเสียงแหลมพลางคว้ากิ่งไม้แห้ง นางพยายามที่จะผลักหินก้อนใหญ่ใส่คนแคระทั้งเจ็ด

          ทันใดนั้นแสงแปลบปลาบของฟ้าผ่าก็ผ่าลงมาตรงแนวหินที่ยื่นออกมาจากหน้าผา มันแตกและราชินีก็ร่วงลง...ลงไปด้านล่างสุดของหุบเขา ทำให้ราชินีถึงแก่ความตาย

          คนแคระทั้งเจ็ดกลับมาที่กระท่อมก็พบสโนว์ไวท์นอนสลบอยู่บนพื้น ดูเหมือนว่าเธอจะตายแล้ว สโนว์ไวท์ช่างงดงามยิ่งนักจนทำให้พวกเขาไม่อาจฝังนางได้ ดังนั้นพวกเขาจึงสร้างโลงสีทองและวางเอาไว้ในป่าแทน ทุกๆวันพวกเขาจะนำดอกไม้ไปให้เธอ และบรรดาสัตว์ป่าทั้งหลายก็จะแวะมาเยี่ยมเยียนเธอ

          ในเวลาไม่ช้าผู้คนต่างก็ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับหญิงบริสุทธิ์ที่นอนสลบไสลอยู่ในป่า เจ้าชายก็ได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับหญิงผู้นี้ เขาจึงตัดสินใจที่จะไปดูด้วยตาตัวเอง

          ทันทีที่เจ้าชายไปถึงยังโลงศพที่ลานโล่ง เขาก็รู้ทันทีว่าเธอคือหญิงสาวผู้น่ารักที่อยู่ตรงบ่อน้ำแห่งคำอธิษฐาน ด้วยหัวใจที่แตกสลายเขาจึงโน้มตัวลงไปจูบสโนว์ไวท์ แล้วโค้งศรีษะลงคำนับในความเงียบ

          ทันใดนั้นเปลือกตาของสโนว์ไวท์ก็กะพริบเปิดขึ้น เธอหาวและลุกขึ้นนั่ง เธอรู้สึกฉงนที่พบว่าตนเองกำลังมองตาอยู่กับเจ้าชายผู้เป็นที่รักของนาง เขาปรี่เข้ามาโอบกอดเธอไว้ในอ้อมแขนอย่างเป็นสุข คนแคระทั้งเจ็ดต่างพากันเต้นรำอย่างเฮฮา และฝูงสัตว์ป่าทั้งหลายก็คุยกันจ๊อกแจ๊กอย่างดีใจเป็นที่สุด

          สโนว์ไวท์จูบลาคนแคระทั้งเจ็ดทีละคน เจ้าชายอุ้มเธอขึ้นขี่ม้าขาวของเขา และพาสโนว์ไวท์ไปที่ปราสาทของเขาแล้วก็แต่งงานกันที่นั่น พวกเขาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดมา'***


***นิทานเรื่องสโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด : Snow White and the Seven Dwarfs ผู้เขียน Walt Disney (วอลท์ ดิสนีย์)***

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

0 ความคิดเห็น