คัดลอกลิงก์เเล้ว

กระทงน้อย

พระแม่คงคาจ๋า...ต้องทำอย่างไรถึงจะรับเขาไปอยู่ด้วย ต้องเป็นเด็กดีแค่ไหนพระแม่คงคาถึงปลอบโยนเขาแบบนี้ตลอดไป...พระแม่คงคาจ๋า...เขาทรมานเหลือเกิน

ยอดวิวรวม

28

ยอดวิวเดือนนี้

2

ยอดวิวรวม


28

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


1
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  21 มิ.ย. 62 / 16:56 น.
กระทงน้อย | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เด็กน้อยมีชื่อว่ากระทง คุณพ่อกับคุณแม่เป็นคนตั้งชื่อนี้ให้ เพราะอยากให้เขาเป็นเหมือนกระทงที่ทั้งสำคัญและมีคุณค่า เป็นเหมือนกระทงที่เกิดมาพร้อมกับหน้าที่สำคัญ กระทงน้อยที่ต้องเดินทางไปตามสายน้ำ ปลดปล่อยเคราะห์กรรม แบกรับคำอธิษฐานและคำขอโทษของผู้คนไปส่งพระแม่คงคาผู้ยิ่งใหญ่ เพราะอย่างนี้กระทงใบน้อยจึงสำคัญและมีคุณค่า แต่ดูเหมือนความตั้งใจของคุณพ่อกับคุณแม่จะไม่เป็นผล กระทงน้อยอย่างเขาทั้งไร้ค่าและไม่เป็นที่ต้องการ

...................................................................................................................................................................................

สวัสดีทุกท่านที่เข้ามาอ่านด้วยนะครับ เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้เขียนแต่งไว้นานแล้ว จำได้ว่าตอนนั้นมีโอกาสแต่งเรื่องสั้นเรื่องนี้เข้าร่วมการประกวดวรรณกรรม ประเถทเรื่องสั้น รางวัลพระยาอนุมานราชธนในหัวข้อ "วัฒนธรรมไทย" แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้รับรางวัลอะไรเป็นพิเศษ จะเก็บไว้เฉยๆ ก็น่าเสียดาย เลยเอามาแบ่งปันให้ทุกท่านได้ลองอ่านกัน ผู้เขียนประสบการณ์ยังน้อย ถ้ายังไงรบกวนผู้อ่านทุกท่านช่วยกันติชมด้วยนะครับ


เนื้อเรื่อง อัปเดต 21 มิ.ย. 62 / 16:56


สายฝนหยุดโหมกระหน่ำแล้ว เหลือไว้เพียงแอ่งน้ำเจิ่งนองบนผืนหญ้าและละอองน้ำจางๆ ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ สายลมยามค่ำคืนหอบเอาความหนาวและความชื้นไปตกกระทบทุกพื้นที่ที่พัดผ่าน


เด็กน้อยขดตัวเข้ากับผ้าขี้ริ้วสกปรกผืนบาง แม้ว่าเศษผ้าขาดๆ เพียงไม่กี่ผืนจะไม่สามารถมอบความอบอุ่นให้ร่างกายแคระแกร็นนี้ได้ แต่อย่างน้อยมันก็พอจะกันความหนาวเหน็บที่บาดลึกผิวกายซีดเซียวได้บ้าง


ม่านราตรีที่เคยถูกปกคลุมด้วยมวลเมฆสีดำทะมึน บัดนี้เหลือเพียงผืนเมฆแผ่นบางลอยจางๆ ให้พระจันทร์แสนสวยทอแสงสีเหลืองนวลกระจ่างตาเคียงคู่กับดวงดาวน้อยนับล้านที่ส่องแสงพราวระยับอยู่บนผืนฟ้าสีเข้ม


เด็กน้อยนอนอยู่ในมุมหนึ่งของศาลาไม้ริมน้ำโทรมๆ สถานที่เพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้ร่างกายเล็กๆ นี้รู้สึกปลอดภัย เขาเฝ้ามองแสงจันทร์และแสงดาวที่ตกกระทบผืนน้ำเบื้องหน้า ค่อยๆ ขยับตัวออกแรงยกท่อนแขนเล็กที่เต็มไปด้วยรอยช้ำเลือดสีม่วงคล้ำจนแทบมองไม่เห็นผิวกายที่แท้จริง ออกไปสัมผัสประกายระยิบระยับเหล่านั้น แม้ว่าความเจ็บจากหน้าท้องจะแล่นริ้วขึ้นมาจนต้องนิ่วหน้า หยดเลือดที่ไหลออกจากแผลปริแตกบนหน้าผากบดบังสายตาจนพร่าเลือน แต่เด็กน้อยก็ไม่อาจละสายตาจากภาพตรงหน้าได้


ความเย็นจากสายน้ำค่อยๆ โอบล้อมฝ่ามือเล็กไว้ราวกับจะปลอบประโลมเด็กน้อยที่แสนจะน่าสงสารผู้นี้ แม้จะไม่ได้อบอุ่นเหมือนแสงเทียนที่โชติช่วงท่ามกลางความมืด แม้จะเย็นเฉียบจนแทบขาดใจ แต่ก็อ่อนโยนและนุ่มนวลเสมอ


เด็กน้อยชอบสายน้ำที่สุด


เพราะสายน้ำคือพระแม่คงคาที่แสนจะอ่อนโยนและใจดีกับเด็กน้อยเสมอไม่เคยเปลี่ยน ทุกครั้งที่เขายื่นมือบอบช้ำเข้าหา สายน้ำตรงหน้าจะปลอบโยนเขาด้วยความนุ่มนวลเสมอ ความนุ่มนวลที่เขาไม่เคยได้รับจากใครคนอื่น ความเย็นของสายน้ำที่ค่อยๆ ไหลผ่านฝ่ามือเล็กๆ นี้ บรรเทาความเจ็บปวด และรับฟังเสียงร้องไห้อันทุกข์ทรมานภายในใจของเด็กน้อยผ่านน้ำตาหยดแล้วหยดเล่า เปรอะเปื้อนใบหน้าที่บวมช้ำอย่างน่าเวทนา


เด็กน้อยรู้ว่าพระแม่คงคามีที่ที่ต้องไป เพราะสายน้ำตรงหน้าไม่เคยหยุดนิ่งเลยสักครั้ง มันไหลไปเรื่อยๆ ไหลไปในที่ที่เด็กน้อยไม่สามารถตามไปได้ เขาอยากตามสายน้ำไปเหลือเกิน อยากไปในที่ที่ไม่ต้องทนรับความเจ็บปวด ไปในที่ที่เด็กน้อยอย่างเขาสามารถยิ้มได้อย่างมีความสุข ถ้าเขากระโดดลงไปในสายน้ำจะได้ไหลไปเจอกับพระแม่คงคาหรือเปล่านะ? เด็กน้อยอยากเจอพระแม่คงคาเหลือเกิน อยากจะถามพระแม่คงคาว่าให้เขาอยู่ด้วยได้ไหม?


พระแม่คงคาจ๋า...ต้องทำอย่างไรถึงจะรับเขาไปอยู่ด้วย? ต้องเป็นเด็กดีแค่ไหนพระแม่คงคาถึงปลอบโยนเขาแบบนี้ตลอดไป?


พระแม่คงคาจ๋า...เขาทรมานเหลือเกิน


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


เด็กน้อยมีชื่อว่ากระทง คุณพ่อกับคุณแม่เป็นคนตั้งชื่อนี้ให้ เพราะอยากให้เขาเป็นเหมือนกระทงที่ทั้งสำคัญและมีคุณค่า เป็นเหมือนกระทงที่เกิดมาพร้อมกับหน้าที่สำคัญ กระทงน้อยที่ต้องเดินทางไปตามสายน้ำ ปลดปล่อยเคราะห์กรรม แบกรับคำอธิษฐานและคำขอโทษของผู้คนไปส่งพระแม่คงคาผู้ยิ่งใหญ่ เพราะอย่างนี้กระทงใบน้อยจึงสำคัญและมีคุณค่า แต่ดูเหมือนความตั้งใจของคุณพ่อกับคุณแม่จะไม่เป็นผล


กระทงน้อยอย่างเขาทั้งไร้ค่าและไม่เป็นที่ต้องการ


กระทงเป็นเด็กกำพร้า ไร้บ้าน ไร้พ่อแม่ คุณพ่อกับคุณแม่จากไปตั้งแต่กระทงยังเล็กๆ แต่กระทงก็ยังจำท่านทั้งสองได้ดี คุณพ่อที่แสนใจดีและคุณแม่ที่แสนอ่อนโยน ถึงแม้กระทงจะพอมีญาติพี่น้องอยู่บ้าง แต่ดูเหมือนว่าญาติๆ จะไม่ค่อยชอบกระทงสักเท่าไหร่นัก พวกเขาบอกว่ากระทงเป็นเด็กเหลือขอ เป็นขยะที่ไม่มีใครต้องการ บอกว่ากระทงน่าจะตายตามคุณพ่อกับคุณแม่ไปซะ จะได้ไม่เป็นภาระให้พวกเขาดูแล กระทงได้แต่ยืนก้มหน้ารับฟังถ้อยคำโหดร้าย หัวใจดวงเล็กๆ ของเด็กน้อยอย่างกระทงสั่นไหว เสียใจจนต้องแอบร้องไห้อยู่บ่อยครั้ง


กระทงคิดถึงรอยยิ้มอ่อนโยนของคุณแม่ คิดถึงความอบอุ่นจากอ้อมกอดของคุณพ่อ กระทงคิดถึงท่านทั้งสองเหลือเกิน


ทุกคนทำเหมือนกระทงเป็นลูกหมาจรจัด สกปรก น่ารังเกียจ ไม่เคยเป็นที่ต้อนรับ ถูกสลับสับเปลี่ยนไปตามบ้านญาติๆ หมุนเวียนไปเรื่อยๆ จนกระทงจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองย้ายบ้านมาแล้วกี่ครั้ง จำได้แค่ว่ากระทงไม่เคยได้อยู่บ้านไหนเกินสามเดือนเลยสักครั้ง พวกคุณลุงคุณป้ามีข้ออ้างสารพัดเพื่อไล่กระทงไปอยู่ที่อื่น


แต่จะให้เรียกว่าบ้านก็คงจะไม่ถูกนัก เพราะกระทงไม่เคยถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเลยสักครั้ง บางบ้านทำราวกับกระทงเป็นสายลม ไม่มีตัวตน ทำเป็นไม่เห็นว่ามีกระทงอยู่ เป็นส่วนเกินที่ไม่มีใครต้องการ กระทงแค่ต้องอยู่เฉยๆ หลบอยู่ในมุมที่ไม่ทำให้ใครรู้สึกรำคาญใจ ถึงแม้กระทงจะต้องอดข้าวบ้างเป็นบางมื้อหรือบางวัน แต่กระทงก็ยังได้นอนเต็มอิ่ม


บางบ้านใช้งานกระทงอย่างหนัก กระทงต้องตื่นแต่เช้าขึ้นมากวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างจาน ล้างห้องน้ำ หรือสารพัดงานที่พวกเขาจะสั่ง ถึงกระทงจะเหนื่อยจนเป็นลมล้มพับไปบ่อยครั้ง แต่กระทงก็ยังได้กินข้าวทุกมื้อแม้ว่าจะเป็นเศษข้าวเหลือๆ ก็ตาม


อาจจะฟังดูโหดร้ายสำหรับเด็กตัวเล็กๆ อย่างกระทง แต่เด็กน้อยก็แอบคิดว่าตัวเองโชคดีเหลือเกินที่ได้อาศัยอยู่ในที่แบบนั้น เพราะบ้านที่กระทงอยู่ตอนนี้ไม่เหมือนบ้านไหนๆที่กระทงเคยอยู่เลย เด็กน้อยไม่เคยได้กินข้าวครบมื้อ ไม่เคยนอนหลับอย่างเต็มอิ่ม ซ้ำร้ายกระทงยังต้องเผชิญกับความเจ็บปวดที่ทำให้เขาผวาตื่นอยู่ทุกค่ำคืน


กระทงอาศัยอยู่กับป้าละไมและลุงโชค ป้าละไมเป็นแม่ค้าขายผลไม้อยู่ในตลาดส่วนลุงโชคทำงานที่เทศบาลชุมชน ทั้งสองคนมักจะออกไปทำงานตั้งแต่เช้าไม่สนใจว่ากระทงจะอยู่อย่างไรหรือกินอะไร กระทงอาศัยกินของเหลือที่พอจะมีอยู่บ้างในครัว อิ่มบ้างไม่อิ่มบ้างแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรกินเลย


ป้าละไมมักมองกระทงด้วยสายตาเวทนาและคุยกับกระทงบ้างเป็นบางครั้ง นั่นทำให้กระทงรู้สึกดีใจเพราะอย่างน้อยๆ ป้าละไมก็ไม่ได้ทำเหมือนกับว่ากระทงไม่มีตัวตน ส่วนลุงโชคสามีป้าละไมเป็นคนน่ากลัวมากๆ ลุงโชคเป็นคนขี้เหล้าและมักจะดื่มจนเมาอาละวาดทุบตีป้าละไมทุกคืน


ช่วงแรกๆ ที่มาอยู่ที่นี้กระทงตื่นมาเห็นป้าละไมออกไปขายผลไม้ด้วยรอยช้ำเลือดตามตัวทุกวัน กระทงรู้ว่าป้าละไมเจ็บแค่ไหน เพราะเดี๋ยวนี้ลุงโชคไม่ได้ทุบตีป้าละไมอีกต่อไปแล้ว แต่หันมาใช้เขาเป็นกระสอบทรายแทน


กระทงโดนตีทุกวัน ร้องไห้แค่ไหนลุงโชคก็ไม่เคยหยุด อ้อนวอนแค่ไหนฝ่าเท้าที่แตะอัดหน้าท้องของเด็กน้อยก็ไม่เคยเบาลง ไม่มีใครช่วยเขาได้เลย


ได้โปรดเถิดพระแม่คงคาจ๋า กระทงเจ็บเหลือเกิน


ป้าละไมมักนั่งมองลุงโชคซ้อมกระทงเงียบๆ ถึงแม้ป้าละไมจะร้องไห้และมองกระทงด้วยแววตาสงสารแค่ไหน แต่ป้าละไมก็ไม่เคยห้ามลุงโชค กระทงรู้ กระทงรู้ดีว่าทำไม เพราะถ้าลุงโชคหยุดตีกระทงเมื่อไหร่ ลุงโชคจะกลับไปตีป้าละไมอีกครั้ง


เพราะกระทงรู้ว่ามันเจ็บปวดแค่ไหน บางวันอาจแค่ฟกช้ำ แต่บางวันก็ถึงขั้นเลือดไหล มันเจ็บจนน้ำตาไหล เจ็บจนแทบจะสลบไป กระทงเลยยอมทน ยอมโดนซ้อมแทนป้าละไม ป้าละไมจะได้ดีใจที่มีกระทง เด็กน้อยอย่างเขาจะได้สำคัญและมีคุณค่าสำหรับผู้อื่นบ้าง


                กระทงได้แต่นอนนิ่งๆ ให้ลุงโชคทุบตีจนกว่าจะพอใจ ยอมทนกับความเจ็บปวดจากฝ่าเท้าของลุงโชคที่แตะอัดร่างกายเล็กๆ ของกระทงอย่างไม่ปราณี เด็กน้อยทำได้แค่รอให้เวลาผ่านไป เมื่อลุงโชคซ้อมเขาจนเหนื่อย ลุงโชคก็จะหยุด คว้าเงินจากกระเป๋าของป้าละไมแล้วเดินออกไปจากบ้าน และเมื่อช่วงเวลาอันแสนโหดร้ายจบลง เด็กน้อยจึงค่อยๆ ขยับพาร่างกายบอบช้ำของตัวเองไปยังสถานที่หลบภัยของตัวเอง


            ศาลาไม้ริมน้ำโทรมๆ หลังบ้านไม้ชั้นเดียวขนาดไม่ใหญ่มากนักของป้าละไมและลุงโชคแห่งนี้ เป็นเพียงสถานที่เดียวในบริเวณบ้านที่ทำให้กระทงรู้สึกปลอดภัย เด็กน้อยมักมานอนพักที่นี่ทุกครั้งหลังจากโดนลุงโชคทุบตี


            เด็กน้อยค่อยๆ ทรุดตัวลงในมุมหนึ่งของศาลา อิงแอบเข้ากับกองผ้าขี้ริ้วอย่างไม่กลัวสกปรก เพราะมันเป็นเพียงสิ่งเดียวที่มอบความอบอุ่นและซับหยดเลือดที่ไหลออกมาจากแผลปริแตกบนหน้าผาก เขานอนคุดคู้เพราะความเจ็บปวดบริเวณหน้าท้อง ร่างกายเจ็บระบม รวดร้าวราวกับกำลังจะบุบสลาย ผิวกายมีแต่รอยช้ำเลือดน่ากลัว


            กระทงซุกหน้าเข้ากับเศษผ้าเก่าๆ เฝ้ารอให้เวลาอันแสนทรมานและเชื่องช้าผ่านไปเหมือนกับน้ำตาของเด็กน้อยที่ไหลออกมาโดยไร้เสียงสะอื้น ราวกับว่าร่างกายเล็กๆ นี้เคยชินเสียแล้วกับความเจ็บปวดที่ได้รับ  เขานอนมองประกายแสงพราวระยิบระยับของดวงจันทร์และดวงดาวที่สะท้อนผืนน้ำเบื้องหน้า นอนฟังเสียงแผ่วๆ ของสายลมหนาวยามค่ำพัดผ่านยอดไม้ วิงวอนกับสายน้ำเบื้องหน้าให้นำคำภาวนาของเขาไปส่งพระแม่คงคา


            พระแม่คงคาจ๋า...กระทงทรมานเหลือเกิน


                แต่ดูเหมือนคำภาวนาของเด็กน้อยที่ฝากไปกับสายน้ำจะส่งไม่ถึงพระแม่คงคา เพราะลุงโชคยังตีเขาเหมือนเดิม เด็กน้อยยังคงต้องแอบร้องไห้กับสายน้ำอยู่ทุกครั้ง ไม่ว่ากระทงจะวิงวอนสักเท่าไหร่ก็ไม่เคยเป็นผล ลุงโชคตีเขาหนักขึ้นทุกวัน ทุกคืน เขาหวาดกลัวจนตัวสั่นยามเมื่อลุงโชคสาวเท้าเข้ามาแตะอัดสีข้างจนเด็กน้อยล้มลง กระทงเจ็บจนน้ำตาไหลพราก แต่ลุงโชคก็ยังเข้ามาเตะซ้ำ


            เด็กน้อยเจ็บ...เจ็บจนแทบจะทนไม่ไหว


                กระทงต้องเผชิญกับความโหดร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนไม่รู้ว่าวันเวลาผ่านไปนานสักเท่าไหร่ กระทั่งพระจันทร์ดวงโตแสนสวยทอแสงสีเหลืองนวลกระจ่างฟ้าในคืนวันเพ็ญเดือนสุดท้ายของปี


            ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12...วันลอยกระทง


            วันเกิดของเขา


            เด็กน้อยจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองเกิดวันไหนหรือวันที่เท่าไหร่ เขาจำได้แค่ว่าเขาเกิดในวันที่พระจันทร์ทอแสงสวยที่สุดในรอบเดือน เป็นวันที่หนึ่งปีมีเพียงหนึ่งครั้ง คุณพ่อกับคุณแม่เรียกวันนี้ว่าวันลอยกระทง วันที่กระทงใบน้อยๆ จะได้ทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของตน


            แล้วตัวเขาเล่าจะได้มีความสำคัญและมีคุณค่าดังเช่นกระทงใบน้อยๆ เหล่านั้นหรือไม่?


            อย่างน้อยพระแม่คงคาก็ได้มอบของขวัญเล็กๆ ให้กับเขา ในวันที่ผู้คนต่างพากันออกมาลอยกระทงแสนสวย ลุงโชคกับเพื่อนที่ทำงานต้องคอยอยู่เก็บขยะในงานวันลอยกระทงของชุมชนตลอดทั้งวันตั้งแต่เช้าจนค่ำ กระทงจึงไม่ต้องหวาดผวาว่าลุงโชคจะทุบตี


ถ้าลุงโชคไม่กลับบ้านเลยตลอดทั้งคืนเลยก็คงจะดี


แต่ช่างน่าเศร้าใจที่ความปรารถนาของเด็กน้อยจะไม่เป็นผล


เสียงกระแทกประตูเปิดออกอย่างแรงจนบานพับแทบจะหักดังลั่น ลุงโชคกลับมาแล้ว เสื้อผ้าของลุงเปียกชุ่ม มือขวาของลุงกำขวดเหล้าไว้แน่น กลิ่นเหล้าที่ฟุ้งกระจายไปทั่วบ้านเป็นตัวบ่งบอกว่าลุงโชคดื่มเหล้าจนเมาอีกแล้ว ใบหน้าของลุแดงก่ำและกำลังมองมาที่เขาด้วยแววตาดุดัน


กระทงกลัวจนตัวสั่น


“มึงมาก็ดีแล้วไอ้กระทง มึงรู้ไหมว่าวันนี้กูต้องเจอกับอะไร!”


ลุงโชคสาวเท้าเข้ามาใกล้เด็กน้อย กระชากข้อมือเล็กๆ ด้วยความรุนแรงจนกระทงนิ่วหน้า แต่เด็กน้อยได้แต่ก้มหน้ายอมทน


“กูถามมึงไม่ได้ยินหรือไง! ไอ้ลูกหมา!”


เขาผวายกมือขึ้นกันทันทีที่ลุงโชคง้างมือออก


เพียะ!


ทว่าท่อนแขนเล็กๆ ของเด็กน้อยไม่สามารถต้านทานแรงตบของลุงได้ ลุงโชคฟาดแขนลงมาอย่างไม่ออมแรง ฝ่ามือหยาบกระด้างตบหน้าเด็กน้อยจนหันไปอีกข้าง


กระทงถูกลุงโชคเหวี่ยงอัดเข้ากับพนังบ้าน เด็กน้อยทั้งเจ็บทั้งจุก ดวงหน้าซีกซ้ายบวมแดงขึ้นมาทันทีที่ถูกตบ มุมปากเล็กๆที่ปริแตกจนเลือดซึมค่อยๆ เอ่ยคำพูดตอบลุงโชคที่แสนน่ากลัว


ฮึก! นะ หนู ไม่รู้


เด็กน้อยพยายามกลั้นเสียงสะอื้นเต็มที่ เขากลัว กลัวเหลือเกินว่าเสียงร้องไห้ของเขาจะทำให้ลุงโชคโกรธเด็กน้อยไปมากกว่านี้ ทั้งที่เขาไม่รู้เลย ไม่เคยรู้เลยสักครั้งว่าลุงโชคโกรธอะไรเขา ทำไมถึงต้องทุบตีเขาด้วย  เพราะเขาเป็นเด็กกำพร้า เป็นภาระให้ลุงหงุดหงิดใจงั้นหรือ?


มึงไม่ต้องมาสำออยไอ้กระทง เด็กเหลือขออย่างมึงมันก็เหมือนขยะ ไม่ต่างอะไรจากกระทงเน่าๆ ที่กูต้องไปตามเก็บมาวันนี้หรอก!”


ลุงโชคยกเท้าขึ้นมาถีบหน้าอกเขาอย่างจัง เด็กน้อยล้มลงหน้าฟาดพื้น แผลบนหน้าผากที่เพิ่งสมานไปก่อนหน้านี้ปริแตกอีกครั้ง หยดเลือดสีแดงเข้มค่อยๆ ไหลไปตามผิวแก้มบวมช้ำ


กระทงเจ็บ เจ็บเหลือเกิน ใครก็ได้ช่วยที ได้โปรดมาช่วยเขาที


เสียงร่ำร้องของเด็กน้อยดังขึ้นภายในใจโดยไม่ได้เอื้อนเอ่ยออกมา กระทงกัดปากจนเลือดไหล พยายามสุดใจไม่ให้หลุดเสียงสะอื้น ร่างกายเล็กๆ ขดตัวคุดคู้เมื่อลุงโชคเตะเขาซ้ำๆ ไม่สนว่าเด็กน้อยจะเจ็บปวดสักแค่ไหน


ขยะ! เด็กอย่างมึงมันก็แค่ขยะ มึงรู้ไหม ถึงวันลอยกระทงทีไร กูต้องคอยตามเก็บพวกกระทงขยะทุกที ทั้งเด็กอย่างมึง ทั้งไอ้กระทงบ้านั้น หายๆไปซะชีวิตกูจะได้ดีขึ้น!”


ไม่จริง ไม่จริงสักหน่อย คุณพ่อกับคุณแม่บอกว่ากระทงทั้งสำคัญและมีคุณค่า กระทงมีหน้าที่อันยิ่งใหญ่ จะเป็นขยะได้อย่างไร กระทงไม่ใช่ขยะ เขาไม่ใช่ขยะสักหน่อย


ไอ้ขยะ! กระทงอย่างมึงมันเป็นขยะ


ไม่จริง กระทงไม่ใช่ขยะ!”


เด็กน้อยตะโกนออกไปสุดเสียง เขาทนไม่ไหวแล้ว กระทงไม่สามารถทนรับความเจ็บปวดนี้ได้อีกต่อไป ร่างกายเล็กๆบอบช้ำจากการทุบตี ไม่ต่างอะไรกับหัวใจดวงน้อยๆ ที่กำลังบุบสลายเพราะคำพูดแสนโหดร้ายของลุงโชค


นะ หนูไม่ใช่ ขยะ หนูไม่ใช่


ลุงโชคนิ่งไปทันทีที่เด็กน้อยตะโกนออกมา กระทงค่อยๆ เงยหน้าแดงช้ำขึ้นมองลุงโชค


น่ากลัว น่ากลัวเหลือเกิน


พ่อจ๋าแม่จ๋ากระทงกลัว...


เด็กน้อยตัวสั่นเหมือนลูกนก ลุงโชคก้มลงมาขยำกลุ่มผมสีดำของร่างเล็กที่หมอบลงแทบเท้า กระชากขึ้นมาจนมันแทบจะหลุดออกจากศีรษะ


นี่มึงกล้าเถียงกูเหรอ หา! ไอ้เด็กเวร!”


เพียะ!


ร่างเล็กๆ ของเด็กน้อยล้มลงแนบพื้นสกปรกอีกครั้ง


กูจะบอกมึงให้เอาบุญ! ไอ้กระทงเน่าๆ ที่ลอยอยู่บนน้ำมันก็แค่ขยะ มึงคิดเหรอว่ามันจะมีคุณค่า ก็แค่วัฒนธรรมปลอมๆ ที่คนเขาทำกันเอาสนุก สุดท้ายเช้ามามิวายต้องให้กูคอยเก็บกวาดไม่ต่างอะไรกับขยะ!”


ทั้งฝ่ามือและฝ่าเท้าระดมโถมใส่เด็กน้อยอย่างไม่ปราณี ไม่จริง ไม่จริงสักหน่อย คุณพ่อกับคุณแม่บอกกระทงว่าการลอยกระทงคือวัฒนธรรม เป็นประเพณีที่เราขอขมาพระแม่คงคาผู้มอบชีวิตให้ทุกสรรพสิ่ง โดยฝากคำขอโทษไปกับกระทงใบน้อยๆ แล้วทำไม ทำไมลุงโชคถึงบอกว่ากระทงคือขยะ ทำไม


ฮึก ทะ ทำไม ทำไมกระทง ถึงเป็น ขยะล่ะจ๊ะ?


เด็กน้อยพยายามอย่างเต็มที่เพื่อเอ่ยถามคำถามที่ค้างคาใจ น้ำเสียงแหบแห้งเปล่งออกมาอย่างติดๆ ขัดๆ พร้อมกับเลือดที่เขาค่อยๆ สำลักออกมาจากปาก


คะ คุณพ่อ กับ คุณแม่ บอกกับ กระทงว่า ลอย กระทง คือ ประเพณี ทะ ที่ดี


ลุงโชคกระแทกฝ่าเท้าอย่างแรงเข้าที่กลางลำตัว กระชากหัวเด็กน้อยกระแทกพื้นด้วยความโกรธ กลิ่นสุราคละคลุ้งอยู่รอบกายของลุง มันทำให้ลุงกลายสภาพเป็นปีศาจ ทั้งโหดร้าย ทั้งขาดสติ มันเพิ่มพูนความเกลียดชังที่มีต่อเด็กน้อยตรงหน้า เด็กน้อยที่แสนจะไร้ค่าและเป็นได้แค่ภาระไม่ต่างอะไรจากขยะในสายตาลุง


เด็กโง่อย่างมึงมันจะไปรู้อะไร หึ! ประเพณีที่ดีงามงั้นเหรอ ก็แค่คำพูดของพวกกระแดะ ดีงามกับผีอะไร มึงแหกตาดูเสียบ้าง ข่าวมันประกาศอยู่ปาวๆ ว่ากระทงบ้านั่นทำลายแม่น้ำ เห็นอย่างนี้มึงจะบอกว่ามันทรงคุณค่าอยู่อีกเหรอ ไอ้เด็กโง่!”


เพราะเหตุนี้งั้นหรือ เพราะอย่างนี้นี่เอง กระทงรู้แล้วว่าทำไมทุกคนถึงเกลียดกระทงนัก แท้จริงแล้วกระทงก็แค่ขยะ ไม่สำคัญ ไม่มีคุณค่าใดเหมือนอย่างที่คุณพ่อกับคุณแม่บอก กระทงน้อยใจเหลือเกิน ทำไมเขาถึงโชคร้ายนัก ไม่มีใครมองเห็นคุณค่าในตัวเขาเลย


พระแม่คงคาจ๋า...กระทงเป็นแค่ขยะจริงหรือ?


ลุงโชคยังกระทืบเขา ทุบตีเขาอย่างบ้าคลั่ง ฝ่าเท้าเตะอัดตัวเขาอย่างแรง ปลายเท้าของลุงตวัดโดนหัวของเด็กน้อยอย่างจัง กระทงปวดร้าวจนแทบสิ้นสติ ท่อนแขนก็เจ็บจนน้ำตาไหลพราก กระทงขอร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ลุงโชคก็ไม่หยุดมือ ลุงเตะเขาแรงขึ้น แรงขึ้น และในที่สุด...กระทงก็ไม่รู้สึกเจ็บอีกเลย


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


พี่โชค! พี่จะทำอะไร!”


เสียงของป้าละไมดังแว่วเข้ามาในโสตประสาทของเด็กน้อย


มึงก็เห็นว่ามันตายแล้วอีละไม จะเก็บศพไว้ให้ตำรวจมันมาลากคอกูเข้าคุกเหรอ!”


มีคนตายงั้นหรือ ใครกัน? เด็กน้อยสงสัย แต่ทว่าในยามนี้ร่างกายของเขาบอบช้ำเกินกว่าจะขยับตัว เบ้าตาม่วงคล้ำบวมเป่งทำให้กระทงไม่สามารถลืมตาได้ ลมหายใจของเด็กน้อยรวยรินเกินกว่าจะส่งเสียงออกไป


พี่จะบ้าหรือไง! พี่ทำแบบนี้ไม่ได้ พี่จะพามันไปไหน เราต้องพามันไปโรงพยาบาลนะ!”


มึงจะพามันไปโรงพยาบาลให้เปลืองเงินทำไม มันตายแล้ว โยนลงน้ำเสียก็สิ้นเรื่อง


สายลมจางๆ พัดผ่านใบหน้าของเขา ความเจ็บปวดเหมือนกับกำลังโดนอะไรบาดแล่นริ้วขึ้นมาจากท่อนขา....เด็กน้อยกำลังถูกลาก


เสียงโวยวายร้องห้ามลุงโชคของป้าละไมดังขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน เด็กน้อยพยายามลืมตามองสิ่งที่เกิดขึ้นรอบกาย ในขณะเดียวกันที่ลุงโชคหยุดลากเขาไปกับพื้น


ศาลาริมน้ำงั้นหรือ?


ลุงโชคคงรู้ว่าทุกครั้งที่เขาโดนทุบตี เขามักจะแอบหลบมาที่นี่ ที่หลบภัยของเขา เพราะวันนี้ลุงโชคตีเขาหนักกว่าครั้งไหนๆ ลุงโชคเลยใจดีพาเขามาส่งสินะ


ไม่ได้นะพี่ อย่าทำเลยนะจ๊ะ ได้โปรดเถอะนะ ถือว่าฉันขอร้อง นะพี่นะ


เสียงร้องอ้อนวอนของป้าละไมสั่นเครือผิดปกติในห้วงความรู้สึกของเด็กน้อย ป้าละไมร้องไห้ทำไมกันนะ หรือว่าลุงโชคตีป้าละไม แต่ว่าลุงโชคตีเขาไปแล้ว ทำไมถึงยังตีป้าละไมอีก


มึงหุบปากไปเลยอีละไม! หรือมึงอยากจะเจ็บตัว คืนนี้มันวันลอยกระทงกูจะลอยกระทงเสียหน่อยจะเป็นไรไป


กระทงถูกโยนขึ้นไปในอากาศพร้อมกับเสียงหวีดร้องของป้าละไม เด็กน้อยรู้สึกราวกับตัวเองกำลังบิน ล่องลอยปะทะสายลมเหมือนนก แต่เพียงเสี้ยววินาทีร่างกายของเขาก็ตกลงปะทะเข้ากับความนุ่มนวลที่เย็นเฉียบ


สายน้ำงั้นหรือ...กระทงชอบสายน้ำที่สุด


สายน้ำค่อยๆ โอบล้อมร่างกายของเด็กน้อย ดูดกลืนร่างเล็กๆ จมหายไปในผืนน้ำพราวแสงระยิบระยับ ช่างอ่อนโยน และนุ่นนวลเหลือเกิน ความเย็นเฉียบของสายน้ำปลอบประโลมร่างกายบอบช้ำของเด็กน้อยจนเขาลืมเลือนความเจ็บปวด


เขากำลังลอยไปตามสายน้ำ เคียงคู่กับกระทงน้อยใบอื่นๆ


กระทงกำลังจะได้ทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่สินะ กระทงกำลังจะได้ปลดปล่อยเคราะห์กรรมของผู้คนแม้ว่าคนผู้นั้นจะเป็นตัวเด็กน้อยเอง กระทงกำลังจะนำคำขอโทษไปส่งพระแม่คงคา และกระทงจะนำคำอธิษฐานของตัวกระทงเองไปบอกพระแม่คงคา


คำอธิษฐานที่ขอเพียงให้เด็กน้อยได้อยู่ในที่ที่มีใครสักคนมองเห็นคุณค่าในตัวเขา


หากทำสำเร็จ กระทงจะได้เจอพระแม่คงคาตามที่ตั้งใจ ได้อยู่อย่างมีความสุขตามที่อธิษฐาน และได้ทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของกระทง เด็กน้อยจะได้เป็นสิ่งสำคัญและมีคุณค่า


สายน้ำที่แสนจะอ่อนโยนค่อยๆไหลพากระทงไปยังจุดหมาย สติของเด็กน้อยเริ่มพร่าเลือน เขาหายใจไม่ออก กระทงพยายามจะอ้าปากเพื่อกอบโกยอากาศ แต่สิ่งที่ไหลลงไปกลับไม่ใช่อากาศดังที่ตั้งใจ


เด็กน้อยทรมาน แต่อย่างน้อยๆ ก็ทรมานน้อยกว่าตอนที่โดนลุงโชคทุบตี จังหวะหัวใจของเด็กน้อยเต้นช้าลง ช้าลง


แท้จริงแล้วกระทงนั้นสำคัญและมีคุณค่าเหมือนดังที่คุณพ่อกับคุณแม่บอกหรือไม่ ถ้าจริงแล้วทำไมลุงโชคกับคนอื่นๆ ถึงไม่เคยมองว่ากระทงมีค่าเลยสักครั้ง?


ในห้วงวินาทีสุดท้ายก่อนที่สติของเด็กน้อยจะดับลง กระทงหวาดกลัว กลัวเหลือเกินว่าสายน้ำจะพากระทงไปไม่ถึงจุดหมาย กลัวว่ากระทงจะไม่ได้ทำตามหน้าที่ดังที่ตั้งใจ


               กลัวว่าวันรุ่งขึ้นกระทงจะลอยอยู่บนผิวน้ำ กลายเป็นเพียงขยะไร้ค่าที่ต้องเก็บกวาด 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ ลันกุน จากทั้งหมด 2 บทความ

  • เรื่อง

    หมวด

    ตอน

    คนเข้าชม

    โพสท์

    คะแนน

    อัปเดต

  • เกมออนไลน์

    8

    3/267

    0

    0%

    1 ก.ค. 62

  • สะท้อนสังคม

    เรื่องสั้น

    2/28

    0

    0%

    21 มิ.ย. 62

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น