
The Melancholy of Haruhi Suzumiya (涼宮ハルヒの憂鬱, Suzumiya Haruhi no Yūutsu) เป็นชื่อของนิยายเล่มแรกของนิยายชุดสุซุมิยะ ฮารุฮิ ซึ่งแต่งโดยนักเขียนชาวญี่ปุ่น ทานิงาวา นาการุ และ วาดภาพประกอบโดยจิตรกรชาวญี่ปุ่น อิโต โนอิชิ (คนเดียวกับที่วาดภาพประกอบ Shakugan no Shana light novel) ในปัจจุบันนิยายชุดนี้มีอยู่ 8 เล่ม ซึ่งตีพิมพ์ตอนแรกนิตยสาร The Sneaker
ตั้งแต่นิยายเล่มแรกเริ่มพิมพ์จำหน่ายโดยสำนักพิมพ์ญี่ปุ่น คาโดคาวา โชเท็น เรื่อง สุซุมิยะ ฮารุฮิ ได้ถูกดัดแปลงเป็นทั้งหนังสือการ์ตูน และเป็นอนิเม โดยมีโครงเรื่องมาจากนิยาย โดยออกมาเป็นหนังสือการ์ตูนถึง 2 ชุด โดยชุดแรกหยุดลงหลังจากเริ่มพิมพ์ได้ไม่นาน แต่อีกชุดหนึ่งยังคงตีพิมพ์อยู่ในญี่ปุ่น ส่วนอนิเมชั่นนั้นถูกสร้างขึ้นโดย Kyoto Animation โดยใช้ชื่อเดียวกับชื่อนิยายเล่มแรก ถึงแม้ว่าชื่อจะนำมาจาก novel เล่มแรกแต่ตัวเรื่องนั้นถูกนำมาจากเล่มแรกและเล่มอื่นๆ ชึ่งเป็นเรื่องสั้น ทำให้ความจริง plot ของเรื่องเชื่อมต่อกันเพียงประมาณ 6 ตอนแรกเท่านั้น (ตาม chronological order - เรียงตามเวลาในเรื่อง) เพราะนำข้อมูลมาจากนิยายเล่มแรก ส่วนตอนอื่นๆ จะเป็นตอนแยก ไม่มีความเกี่ยวข้องกับ plot หลักๆมากนัก ซึ่งได้เริ่มฉายที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 โดยมีทั้งสิ้น 14 ตอน และโดยที่อนิเมเรื่องนี้ยังไม่มีลิขสิทธิ์นอกประเทศ ทำให้มีแฟนซับหลายแห่งทำแฟนซับเรื่องนี้ ซึ่งเป็นที่เลื่องลือกันว่าเป็นอนิเมที่มาแรงที่สุดในปี 2549 นี้เลยทีเดียว และไม่นานมานี้ได้มีการทำเป็น radio drama ขึ้นมาแล้ว
โครงเรื่อง
The Melancholy of Haruhi Suzumiya เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของสุซุมิยะ ฮารุฮิ และกลุ่มคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเธอ ในขณะที่ฮารุฮิเป็นตัวละครหลักที่เป็นจุดศูนย์กลางของเรื่อง เนื้อเรื่องของเรื่องนี้จะถูกเล่าในมุมมองของคิอนซึ่งเป็นหนึ่งในเพื่อนร่วม ชั้นของฮารุฮิ
คิอนได้ขึ้นเป็นนักเรียนชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนใหม่ เขาก็เหมือนกับคนทั่วไปในวัยเดียวกันที่ได้เลิกเชื่อเรื่องเกี่ยวกับองค์กร ลึกลับ, ผู้เดินทางจากอนาคต และการต่อสู้อันดุเดือดระหว่างมนุษย์ต่างดาว แต่ทว่าเมื่อเขาได้ทักผู้หญิงร่วมห้องที่แปลกประหลาดคนหนึ่งในวันแรกในชีวิต ม.ปลาย โดยไม่รู้ตัวว่า เขากำลังจะถูกลากเข้าไปสู่เหตุการณ์อันแปลกประหลาดมากมากซึ่งต่างกับโลกที่ เขาเคยเชื่ออยู่สิ้นเชิง และเหมือนกับโลกพลิกกลับเมื่อเขาต้องถูกลากเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ประหลาด ที่เหมือนกับในการ์ตูนซึ่งเขาได้พยายามที่จะลืมมัน ซึ่งในตอนแรกเขานั้นไม่ได้รู้เลยว่าสุซุมิยะ ฮารุฮิ เพื่อนร่วมชั้นที่เขาทักนั้นจะเป็นต้นเหตุแห่งเรื่องทั้งหมด
ฮารุฮิซึ่งเบื่อหน่ายกับชมรมทั้งหมดที่มีอยู่ในโรงเรียน ได้รับแรงบันดาลใจจากคิอน ที่จะตั้งชมรมขึ้นมาเป็นของเธอเองตามที่เธอพอใจ ในการตั้งชมรมนั้นเธอได้ลากคิอนเข้าชมรมด้วย คิอนซึ่งจำใจอยู่เพื่อ(พยายาม)ปกป้อง เหยื่อที่น่าสงสารจากการ "จับอาสาสมัคร" ของฮารุฮิ อย่างไรก็ตามกลับกลายเป็นว่าคนพวกนั้นไม่ได้โดนฮารุฮิ ลากมาธรรมดาๆ แต่ละคนก็มีเหตุผลพิเศษในการมาอยู่ในชมรมของฮารุฮิ
ฉากของเรื่อง
สถานที่ที่เกิดเหตุการณ์ในอนิเมนี้อยู่ในเมืองที่คล้ายกับเมืองนิชิโนมิ ยะ จังหวัดเฮียวโก ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยควานเซ กักคุอิน ที่ซึ่งทานิกาวา นาการุศึกษาอยู่ ชื่อของสถานีรถไฟและทีมเบสบอลนั้นถูกแปลงไปในอนิเม ดังนี้:
* สถานีคิตากุจิที่เห็นในอนิเมนั้นจริงๆ แล้วคือสถานีนิชิโนมิยะ คิตากุจิ
* สถานีโคโยเอ็น (光陽園駅) มาจากชื่อสถานีโคโยเอ็นที่มีอยู่จริง (甲陽園駅) เพียงแต่เปลี่ยนตัวคันจิเท่านั้น
* ทีมเบสบอลที่เจอกับทีมของฮารุฮิในตอนที่ 4 นั้นคือทีม คามิกาฮาระ ไพเรท (上ヶ原パイレーツ) เป็นชื่อทีมที่มีอยู่จริงแต่ว่าทีม อุเอะกาฮาระ ไพเรทของมหาวิทยาลัยควานเซ กักกุอิน นั้นอ่านออกเสียงต่างกันเท่านั้นเอง
และบางฉากในอนิเมนั้นจงใจเป็นฉากในเมืองนิชิโนมิยะ
ตัวละคร
สมาชิกกองพล SOS
สุซุมิยะ ฮารุฮิ (涼宮 ハルヒ, Suzumiya Haruhi) พากษ์โดย ฮิราโนะ อายะ

ฮารุฮินั้นถูกจับตามองโดยหลายกลุ่ม เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 3 ปีก่อนที่เธอจะเข้า ม.ปลาย กลุ่มหนึ่งเชื่อว่าฮารุฮินั้นเป็นเอกภาพแห่งวิทยาการซึ่งเกิดขึ้นในจักรวาล อีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าฮารุฮิเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดรอยแยกในมิติเวลา และอีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า ฮารุฮินั้นมีความสามารถพิเศษที่สามารถควบคุมมิติปิดได้ กลุ่มทั้งสามที่สนใจฮารุฮิได้แก่ สิ่งมีชีวิตต่างดาวในรูปข้อมูล, มนุษย์จากโลกอนาคตที่มีวิทยาการเดินทางข้ามกาลเวลา และกลุ่มผู้มีพลังจิตผู้ซึ่งความสามารถได้ตื่นขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน พวกเขาถูกดึงเข้าไปหาฮารุฮิโดย จำนวนข้อมูลซึ่งไม่สามารถวัดได้, การที่ไม่สามารถเดินทางย้อนกาลเวลาไปก่อนเหตุการณ์เมื่อ 3 ปีก่อนได้ และ การรับรู้โดยสัญชาติญาณถึงที่มาของพลังของตน
คิอน (キョン, Kyon) พากษ์โดย สุกิตะ โทโมคาซุ

คิอนนั้นเป็นเพื่อนคนหนึ่งของฮารุฮิ และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกองพล SOS ชื่อของเขานั้นอยู่ติดกับชื่อของฮารุฮิ เหมือนถูกประชด คิอนเป็นเพียงคนเดียวที่เป็นเสียงแห่งเหตุผลในกองพล SOS และในบางครั้งต้องเป็นคนคอยหยุดฮารุฮิเมื่อเธอล้ำเส้นหรือเอาแต่ใจมากเกินไป เขาเป็นคน "ธรรมดา" เพียงคนเดียวในกองพล SOS
ชื่อ "คิอน" นั้นเป็นชื่อเล่นที่ป้าของเขาตั้งให้ โดยน้องสาวของเขาเป็นคนกระจายชื่อนี้ไปยังเพื่อนๆ ของเขาโดยเรียกเขาว่า "คิอน" มากกว่าจะเรียกว่า "โอนี่จัง" ซึ่งหมายถึง "พี่ชาย" ชื่อจริงของเขายังไม่ถูกเปิดเผย
ถึงแม้ว่าชื่อเรื่องของเรื่องนี้จะบอกว่าตัวเอกของเรื่องคือ สุซุมิยะ ฮารุฮิก็ตาม แต่เนื้อเรื่องจริงๆ แล้วนั้นถูกเล่าผ่านมุมมองของคิอนและเขาก็เป็นผู้บรรยายเนื้อเรื่องในทุกๆ ตอนด้วย ในบางครั้งก็ไม่แน่ใจว่าเขากำลังบรรยาย, คิดในใจ หรือตะโกนออกมาซึ่งเป็นการจงใจทำให้คนดูสับสน (ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดเด่นของเรื่องนี้) ส่งให้เขาเป็นตัวดำเนินเรื่องและอธิบายเรื่องราวทั้งหมด, ชี้ให้เห็นถึงสิ่งประหลาดๆ ที่เกิดรอบๆ ตัวฮารุฮิ และสถานการณ์ที่เขาได้พบเห็นเอง
นากาโตะ ยูคิ (長門 有希, Nagato Yuki) พากษ์โดย จิฮาระ มิโนริ

เป็นสมาชิกเพียงคนเดียวที่ไม่ได้ถูกเกณฑ์มาโดยฮารุฮิ เดิมเธอนั้นเป็นสมาชิกที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของชมรมวรรณกรรม แต่ได้กลายเป็นสมาชิกของกองพล SOS เมื่อฮารุฮิได้เข้ามายึดห้องชมรม เธอนั้นตัวเล็ก, พูดจาห้วนๆ, ไม่แสดงออกซึ่งอารมณ์ใดๆ และดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงการสนทนาทุกชนิด ถึงกระนั้นเธอยังตอบคำถามอย่างสั้นๆ เมื่อจำเป็น เธอนั้นชอบอ่านหนังสือและหาความรู้ และชอบที่จะใช้คอมพิวเตอร์อีกด้วย
ความจริงแล้วเธอไม่ใช่มนุษย์แต่เป็น "ส่วนแสดงผลรูปแบบมนุษย์" ที่ถูกส่งมาโดยกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากข้อมูลสังเคราะห์ เพื่อจะมาค้นหาสาเหตุของ "การระเบิดของข้อมูล" เมื่อสามปีก่อน ซึ่งมากกว่าสิ่งที่พวกเขาเคยพบมาก่อน เธอมีความสามารถในการดัดแปลงข้อมูลซึ่งส่งผลทางกายภาพในโลกนี้ เธอเคยสวมแว่น แต่ได้เลิกสวมหลังจากที่คิอนบอกว่าเธอดูดีกว่าเมื่อไม่สวมแว่น
อาซาฮินะ มิคุรุ (朝比奈 みくる, Asahina Mikuru) พากษ์โดย โกโตะ ยูโกะ

อาซาฮินะ มิคุรุ นั้นเป็นคนจากอนาคต เธอถูก "จับอาสาสมัคร" โดยฮารุฮิซึ่งกำลังหาสมาชิกอยู่ และได้จับมิคุรุมาขณะที่เธอกำลังนั่งเหม่ออยู่ในห้องเรียนปีสอง (เท่ากับชั้น ม.5 ของไทย) มิคุรุถูกบังคับให้ออกจากชมรมประดิษฐ์อักษร (ชมรมที่ฝึกคัดลายมือบรรจงไว้ใช้เขียนในงานต่างๆ) เพื่อเข้ากองพล SOS
จุดประสงค์หลักที่ฮารุฮิต้องการให้มิคุรุเข้าชมรมเพราะ มิคุรุนั้น โมเอ้ (moé แปลตรงๆ แปลว่าแตกหน่อ เป็นคำแสลงของญี่ปุ่นในที่นี้หมายถึงน่ารักมากๆ) มีหน้าตาเด็ก และมีหน้าอกใหญ่ ซึ่งฮารุฮิเชื่อว่า ถ้ามีคนที่มีลักษณะเช่นนี้อยู่ใกล้ๆ นั้นจะช่วยให้พบเหตุการณ์แปลกประหลาดได้เพิ่มขึ้น
มิคุรุนั้นมีบุคลิกน่ารักและออกไปทางเด็กๆ มากกว่าตัวละครอื่นๆ
โลกอนาคตได้ส่งมิคุรุมาเพื่อตรวจสอบความปั่นป่วนในกระแสเวลาเมื่อสามปีที่แล้วซึ่งทำให้ไม่สามารถย้อนเวลาไปได้มากกว่าจุดนั้น
มิคุรุที่เป็นผู้ใหญ่ได้ย้อนเวลามาและได้มาพบกับคิอนในตอนที่ 10 เพื่อเตือนคิอน เธอนั้นมีความมั่นใจในตัวเองเพิ่มขึ้นมากกว่าตอนเด็กๆ ของเธอ
โคอิซุมิ อิสุกิ (古泉 一樹, Koizumi Itsuki) พากษ์โดย โอโนะ ไดสุเกะ

โคอิซุมิ อิสุกินั้นเป็น "นักเรียนที่ย้ายมาแบบลึกลับ" ซึ่งมีพลังพิเศษและเป็นสมาชิกในองค์กรลับที่เรียกกันว่า "องค์กร" ("機関") ซึ่งเป็นกลุ่มของผู้มีพลังพิเศษ ซึ่งได้รับความสามารถ ESP (Extra-Sensory Perception, ประสาทรับรู้พิเศษ) เมื่อสามปีก่อน ซึ่งพวกเขาได้ใช้พลังนั้นในปกป้องมนุษยชาติโดยการต่อสู้กับ "สาวกของพระเจ้า" ("神人") เขานั้นเป็นคนที่ยิ้มอยู่ตลอดเวลาและดูเหมือนว่าจะยอมรับคำพูดแปลกๆ ของฮารุฮิโดยไม่ทักท้วงหรือแม้แต่จะสงสัยอะไร เป็นเพราะว่าเขาพยายามที่จะให้ฮารุฮินั้นรู้สึกสนุกสนานและไม่เบื่อเพราะเธอ อาจจะทำลายจักรวาลได้ อิสุกิมักจะอธิบายยาวๆ พร้อมกับใช้มือประกอบมากมาย (คล้ายๆ พิธีกรไทยบางคน) ซึ่งจะเห็นได้จากหนังที่เขาแสดงในตอน 1
อิสุกินั้นถูกส่งมาเพื่อสังเกตการณ์และปกป้องฮารุฮิโดย "องค์กร" ฮารุฮิพาเขามาเข้าร่วมกองพล SOS เนื่องจากเขาถูกจัดเป็น "นักเรียนที่ย้ายมาแบบลึกลับ" โดยมาตรฐานของเธอ
เพื่อนในโรงเรียน
อาซาคุระ เรียวโกะ (朝倉 涼子, Asakura Ryōko) พากษ์โดย คุวาตานิ นัตสุโกะ

ในช่วงแรก เรียวโกะนั้นดูเหมือนเป็นนักเรียน ม.ปลายธรรมดาที่นิสัยดีและมีความรับผิดชอบ เป็นห่วงเป็นใยเพื่อนๆ โดยเฉพาะฮารุฮิซึ่งแยกตัวจากเพื่อนร่วมชั้นตลอดเวลา ทานิกุจิเพื่อนของคิอน ได้จัดอันดับเธอเป็นหนึ่งในสามสาวแห่งชั้นปี 1 ด้วยอันดับ AA+ โดยเน้นจากความใจดีของเธอ
แต่ต่อมากลับกลายว่าเธอเป็นส่วนสนับสนุนของยูคิ และเป็น "ส่วนแสดงผลรูปแบบมนุษย์" เช่นเดียวกับยูคิ ในตอนแรกเธอพยายามให้คิอนให้ใกล้ชิดกับฮารุฮิ และบ่อยครั้งให้เขา "พาเธอเข้าสังคม" กับเพื่อนร่วมห้อง แต่ภายหลังได้พยายามฆ่าเขาเพื่อจะได้กระตุ้นให้ฮารุฮิแสดงพลังออกมาเมื่อ เห็นเขาตาย แต่ได้ถูกขัดขวางโดยยูคิ และถูกลบไปโดยยูคิได้กลบเกลื่อนว่าเธอได้ย้ายไปแคนนาดา
สุรุยะ (鶴屋, Tsuruya) พากษ์โดย มัตสุโอกะ ยูคิ

สุรุยะนั้นเป็นเพื่อนของมิคุรุ (ในเวลาปัจจุบัน) ด้วยเขี้ยวที่เด่นและเสียงที่ดัง เธอเป็นคนตรงไปตรงมา หัวเราะเสียงดัง และเป็นคนที่กระฉับกระเฉง เรื่องเกี่ยวกับกองพล SOS ส่วนใหญ่ที่เธอรู้นั้นมาจากมิคุรุเล่าให้เธอฟัง (โดยเธอมักจะพูดว่า "ฉันได้ยินเรื่องของเธอจากมิคุรุแล้วหล่ะ")
ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ใช่สมาชิกของกองพล SOS ก็ตาม แต่เธอก็ได้เข้าร่วมมีบทใน "การผจญภัยของอาซาฮินะ มิคุรุ ตอนที่ 00" (ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นจุดเด่นและมีชีวิตชีวามากที่สุดในเรื่อง) และได้ร่วมทีมเบสบอลในตอนที่ 4 นอกจากนั้นเธอยังได้ปรากฏตัวในตอนที่ 9 และตอนที่ 12 อีกบ้าง แต่เป็นการปรากฏตัวทีละไม่นานในทุกๆ ครั้ง
ลักษณะเด่นที่สังเกตได้ของเธอคือ ผมที่ยาวมากๆ ยาวจนถึงข้อเท้าของเธอ และเขี้ยวของเธอซึ่งจะเห็นได้บ่อยๆ เมื่อเธอยิ้มหรือหัวเราะ (ซึ่งบ่อยมาก) ด้วยนิสัยที่เธอชอบหัวเราะบ่อยๆ นั้น บางจนจึงตั้งฉายาเธอว่า LOL-tan
ทานิกุจิ (谷口, Taniguchi) พากษ์โดย ชิราอิชิ มิโนรุ และ คุนิคิดะ (国木田, Kunikida) พากษ์โดย มัตสุโมโตะ เมกุมิ

ทานิกุจิ และ คุนิคิดะ นั้นเป็นเพื่อนร่วมชั้นของคิอน ซึ่งคุนิคิดะนั้นมาจากโรงเรียน ม.ต้น เดียวกับคิอน ส่วนทานิกุจินั้นนั่งใกล้ๆ คิอน ทั้งสองคนนั้นมีบทเล็กน้อยใน "การผจญภัยของ อาซาฮินะ มิคุรุ ตอนที่ 00" และไม่มีบทพูด ทั้งสองคนนั้นมักจะไปไหนมาไหนและพบอยู่ด้วยกันเสมอๆ
ทานิกุจิเป็นพวกบ้าผู้หญิง ได้ตระเวณไปห้องปีหนึ่งทุกๆ ห้องและให้คะแนนผู้หญิงทุกๆ คนตามรสนิยมของเขาเอง เขาเรียนโรงเรียนชั้นม.ต้น โรงเรียนเดียวกับฮารุฮิ จึงเป็นคนบอกเล่าเรื่องราวของฮารุฮิ ก่อนที่คิอนจะได้พูดคุยกับเธอโดยตรง
คุนิคิดะนั้นเป็นคนที่พูดน้อยกว่ามาก ส่วนใหญ่ทานิกุจินั้นจะเป็นผู้พูดเมื่อทั้งสองอยู่ด้วยกัน
"ประธานชมรมคอมพิวเตอร์" (コンピュータ研究会部長, Konpyūta Kenkyūkai Buchō) พากษ์โดย โคบุชิ โนบุยูคิ

ประธานชมรมคนนี้เหมือนคิอนและน้องสาว ตรงที่ไม่เคยมีใครเรียกชื่อจริงของเขาในเรื่องมากกว่า "ประธานชมรมคอมพิวเตอร์" หรือ "ประธาน" ฯลฯ (ซึ่งเป็นการจงใจ เพราะมีฉากที่พยายามจะเรียกชื่อของเขาในเรื่องแต่ถูกรบกวนด้วยเสียงแมว ซึ่งจะรู้ได้เพียงตัวหน้าสุดและตัวหลังสุดของชื่อของเขาคือ "ยา" และ "ยะ") เขาและชมรมของเขาโชคร้ายที่ต้องมาอยู่ข้างๆ ห้องกองพล SOS และถูกฮารุฮิบังคับขอยืมคอมพิวเตอร์และให้ติดตั้งอินเตอร์เน็ทให้ ซึ่งเขาได้คอยเข้าไปเช็คเว็บไซต์ของกองพล SOS อยู่เรื่อยๆ ทำให้กลายเป็นที่มาของตัวนับจำนวนผู้เข้าชมของเว็บนั้นขึ้นอยู่เรื่อยๆ
ด้วยความที่เป็นประธานชมรม เขานั้นมีสมาชิกในชมรมอีก 4 คนและได้ร่วมกันพัฒนาเกมของตนเองชื่อ "The Day of Sagittarius III" ซึ่งเป็นเกมวางแผนการรบ และดูเหมือนว่าชมรมจะมีคอมพิวเตอร์จำนวนมาก ถึงขนาดนำเครื่องแลปทอป (laptop) 4 เครื่อง มาให้พวกกองพล SOS ยืมใช้เพื่อแข่งขันเกมกันได้
มีผู้หญิงคนหนึ่งเคยมาอ้างว่าเป็นแฟนของเขา แต่ปรากฏว่าเขาไม่เคยมีแฟนแต่อย่างใด ซึ่งแปลกมาก กลับกลายเป็นว่าเป็นแผนของยูคิที่จะช่วยผ่อนคลายความเบื่อหน่ายของฮารุฮิ
ตัวละครอื่นๆ
"น้องสาวของคิอน" (キョンの妹, Kyon no imōto) พากษ์โดย อาโอกิ ซายากะ

เรารู้กันเพียงว่าเธอเป็นนักเรียนชั้น ป.5 นอกจากนั้นเราแทบไม่รู้อะไรเลย ซึ่งเหมือนพี่ชายของเธอ ชื่อของเธอนั้นไม่เคยถูกกล่าวถึงในเรื่อง ซึ่งคนอื่นในเรื่องจะเรียกเด็กผู้หญิงอายุ 11 ขวบคนนี้ว่า "น้องสาวของคิอน" หรือ "น้องหนู" (妹ちゃん, Imōto-chan) เธอนั้นไม่ค่อยมีบทพูดอะไรมาก
เธอเป็นเด็กซน และขี้เล่น ครั้งหนึ่งเคยซ่อนในกระเป๋าของคิอน เพื่อจะแอบไปเที่ยวกับเขา เธอนั้นเข้ากันได้ดีกับสมาชิกทุกคนในกองพล SOS โดยเฉพาะมิคุรุ ซึ่งเหมือนพี่สาวกับน้องสาวกับเธอ
เธอเป็นตัวการในการกระจายชื่อเล่นของพี่ชาย หลังจากได้ยินป้าเรียกเขาว่า "คิอน" เธอจึงเขาว่า "คิอน" ตลอดมา เมื่อเพื่อนของเขามาที่บ้านและได้ยินน้องสาวเรียกชื่อเขาเช่นนั้น จึงเรียกชื่อเขาเช่นนั้นต่อมา
ชามิเซน (シャミセン, Shamisen) พากษ์โดย โองาตะ เคนอิจิ
แมวที่ถูกทิ้งซึ่งฮารุฮิได้บังคับให้คิอนเลี้ยงไว้ ในระหว่างถ่ายทำหนัง "การผจญภัยของอาซาฮินะ มิคุรุ" ด้วยพลังของฮารุฮิทำให้ชามิเซนนั้นพูดได้ชั่วคราว น้องสาวของคิอนตั้งชื่อเล่นให้มันว่า "ชามิ" และเล่นกับมันอยู่เกือบตลอดเวลาที่อยู่ที่บ้าน
กองพล SOS

กองพล SOS (SOS団, エス・オー・エスだん, Esuōesu dan) นั้นเป็นชมรมที่ฮารุฮิตั้งขึ้นหลังจากเข้าเรียนม.ปลายได้ไม่นาน ชื่อของชมรมนั้นย่อมาจาก " Sekai wo Ooini moriagerutame no Suzumiya Haruhi no dan " (世界を大いに盛り上げるための涼宮ハルヒの団) ซึ่งแปลว่า "กองพลของสุซุมิยะ ฮารุฮิเพื่อทำให้โลกนี้น่าอยู่มากขึ้น" ซึ่งได้ดัดแปลงเป็นภาษาอังกฤษคือ Save the world by Overloading it with Fun: Haruhi Suzumiya's Brigade เพื่อที่จะได้เข้ากับตัวย่อดังกล่าว
ชมรมนี้เริ่มต้นโดยมีสมาชิกทั้งหมด 4 คน คือ คิอน, ยูคิ, มิคุรุ และตัวเธอเอง และได้มีสมาชิกคนที่ 5 เพิ่มขึ้นมาคือ อิสุกิ ในตอนแรกไม่มีใครทราบว่าชมรมนี้ตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร แต่ในภายหลังฮารุฮิได้เปิดเผยว่าเพื่อจะค้นหามนุษย์ต่างดาว, มนุษย์จากโลกอนาคต และผู้มีพลังจิต และเล่นสนุกกับพวกเขา ซึ่งตามปกติสมควรจะใช้คำว่า "สมาคม" มากกว่า "กองพล" แต่เนื่องจากขาดสมาชิกไม่ถึง 5 คนในตอนแรก พอเมื่อสมาชิกครบ 5 ในภายหลังกองพลนี้ก็อยู่ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างจะถูกยุบกับตั้งใหม่เป็น สมาคม ทั้งหมดนี้เนื่องมาจากความไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับฮารุฮิของเหล่าสภานักเรียน
เริ่มแรกฮารุฮินั้นไม่มีห้องชมรมจะใช้ จึงขอยืมห้องชมรมจากชมรมวรรณกรรม ซึ่งสมาชิกทั้งหมดได้สำเร็จการศึกษาไปเมื่อปีที่แล้ว เหลือเพียงยูคิเพียงคนเดียวเป็นสมาชิก
จุดประสงค์ของกองพล SOS คือ "ทำให้โลกนี้ตื่นเต้นน่าอยู่มากขึ้น" ถึงแม้ว่าชมรมนี้จะมีผลงานเพียงแค่หนังภาพยนต์ที่ฉายระหว่างงานโรงเรียนที่ ชื่อว่า "การผจญภัยของอาซาฮินะ มิคุรุ ตอนที่ 00" ซึ่งนำแสดงโดย มิคุรุ, ยูคิ และ อิสุกิ ถ่ายทำโดยคิอน และกำกับโดยฮารุฮิ
กลุ่มต่างๆ
มีกลุ่มอยู่ 3 กลุ่ม ซึ่งจับตามองฮารุฮิและกองพล SOS อยู่ ซึ่งนำกลุ่มทั้งสามเข้ามาเกี่ยวข้องกัน แต่ละกลุ่มมีจุดมุ่งหมายต่างกันออกไป แต่มาจากสาเหตุเดียกันคือเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อนที่เกิดขึ้นโดยฮารุฮิ กลุ่มทั้งสามนี้ได้จัดการ (โดยบังเอิญและโดยตั้งใจ) ให้คนของตนแทรกซึมเข้าไปในกองพล SOS
องค์กร (機関)
สามปีก่อนเหตุการณ์ในเรื่อง ได้เกิดมีเหตุการณ์ที่หลายๆ คนได้มีพลังพิเศษขึ้นมา ซึ่งเหล่าพวกเอสเปอร์ (ESPer) เหล่านี้มีความสามารถในการเข้าไปใน "มิติปิด" ซึ่งพวกเขาสามารถรับรู้ได้โดยสัญชาติญาณ พวกเขาได้รวมกลุ่มกันจำนวน 10 คน และได้วางที่จะค้นหาและคุ้มครองต้นกำเนิดของพลังของพวกเขา "ฮารุฮิ" โดยไม่ให้เธอรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขา พวกเขาเกรงว่าถ้ามีเหตุอะไรเกิดขึ้นกับเธอหรือว่าถ้าเธอเบื่อหน่ายโลกนี้ ขึ้นมา เธออาจจะทำลายโลกนี้และสร้างมันขึ้นมาใหม่เลยก็ได้ โคอิซุมิ อิสุกินั้นเป็นสมาชิกของพวกเขาที่แฝงตัวอยู่ใน กองพล SOS เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น ซึ่งด้วยความคิดนี้ทำให้เหตุการณ์ที่ดูปกติธรรมดา กลายเป็นเหตุการณ์ที่ชี้ชะตากรรมของโลกได้
ยักษ์สีฟ้าในมิติปิด

" มิติปิด" เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างมิติซึ่งเกิดขึ้นโดยฮารุฮิ ซึ่งมีพลังเทียบเคียงพระเจ้า ซึ่งคนทั่วไปไม่สามารถเข้าไปได้ แต่กลุ่มผู้มีพลังพิเศษเช่น โคอิซุมิ อิสุกิและคนอื่นๆ ใน "องค์กร" นั้นมีความสามารถในการรับรู้ถึงการเกิดขึ้นของมิตินี้และสามารถผ่านเข้าไป ได้ ซึ่งในมิติปิดนี้พลังของเหล่าสมาชิก "องค์กร" นั้นจะสามารถใช้การได้ พวกเขาจะสร้างพลังงานสีแดงล้อมรอบตัวซึ่งสามารถยิงลำแสงโจมตีและบินได้ "องค์กร" ได้ใช้ความสามารถเหล่านี้ในการต่อสู้กับยักษ์สีฟ้าเพื่อป้องกันไม่ใช้ยักษ์ สีฟ้าเหล่านั้นขยายมิติปิดไปสู่โลกภายนอก
ถ้าใครพยายามจะเข้ามาในมิติปิดนี้จะถูกต่อต้านโดยเขตแดนที่มองไม่เห็น ซึ่งจะสามารถผ่านได้เฉพาะพวกเอสเปอร์เท่านั้น โลกภายในมิติปิดนั้นจะเป็นสถานที่เดียวกับในบริเวณนั้นเพียงแต่จะไม่มีสี กระแสลม และผู้คน
เมื่อความเครียดของฮารุฮินั้นถึงระดับหนึ่ง จะก่อให้เกิดยักษ์สีฟ้าขนาดใหญ่ขึ้นมาภายในมิติปิดนั้น ซึ่งถ้ายักษ์สีฟ้านั้นทำลายสิ่งต่างๆ ในมิติปิดนั้นมากเท่าไร จะทำให้มิติปิดนั้นขยายอาณาเขตกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งแทนที่โลกจริงๆ ทั้งหมด เมื่อยักษ์สีฟ้านั้นถูกทำลายลง มิติปิดนั้นจะสลายไป
สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากข้อมูลรวม
ในจักรวาลนั้นประกอบด้วยข้อมูลมากมาย ข้อมูลเหล่านั้นได้สะสมตัวเองและก่อเกิดจิตสำนึกขึ้น และได้วิวัฒนาการตัวเองโดยการรับข้อมูลมากขึ้นๆ จนกระทั่งตัวมันเองพบว่าไม่สามารถพัฒนาตนเองไปได้มากกว่านี้แล้ว.
A humanoid interface, Yuki Nagato, encounters a subspecies of Data Entity, in the form of a 'Cave Cricket'.
พวก เขาเหล่านั้นสนใจในมนุษย์มากกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ นับไม่ถ้วนในจักรวาล เนื่องจากความสามารถที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ในการค้นหาและรับรู้ข้อมูลที่ มนุษย์มีอยู่ ก่อนหน้าที่มนุษย์จะมีความสามารถนี้ เหล่าสิ่งมีชีวิตข้อมูลนี้เคยเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตที่มีร่างกายนั้นไม่สามารถ ที่จะพัฒนาก้าวข้ามจุดๆ หนึ่งไปได้ และไม่สามารถใช้ข้อมูลในทางต่างๆ ได้ ในขณะที่พวกสิ่งมีชีวิตข้อมูลนั้นเกิดขึ้นมามีรูปร่างที่สมบูรณ์ตั้งแต่ต้น มนุษย์นั้นเริ่มจากสภาพที่ไม่สมบูรณ์เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตที่มีร่างกาย อื่นๆ ในขณะที่สิ่งมีชีวิตข้อมูลเหล่านี้กำลังศึกษาสิ่งมีชีวิตที่มีร่างกายหลายๆ ชนิด ก็ได้พบว่ามนุษย์นั้นเป็นเพียงเผ่าพันธุ์เดียวที่สามารถวิวัฒนาการได้ เรื่อยๆ ไม่เหมือนเผ่าพันธุ์อื่นที่หยุดลงที่จุดๆ หนึ่ง
และเมื่อสามปีก่อนเหตุการณ์ในเรื่อง ได้เกิดการระเบิดของข้อมูลจำนวนมหาศาลจากหมู่เกาะหนึ่งที่มนุษย์เรียกว่า "ญี่ปุ่น" ที่แหล่งกำเนิดข้อมูลแปลกๆ และการเกิดขึ้นของข้อมูลจำนวนมากอย่างรวดเร็วนั้น พวกเขาพบกับ สุซุมิยะ ฮารุฮิ เพื่อที่จะสังเกตการณ์ปรากฏการณ์แปลกประหลาดนี้ ซึ่งพวกเขาได้พบเป็นครั้งแรกและพวกเขาคิดว่าอาจจะเป็นหนทางที่พวกเขาจะแก้ไข ทางตันแห่งวิวัฒนาการที่พวกเขากำลังประสบอยู่ พวกเขาจึงได้สร้าง "ส่วนแสดงผลรูปรางมนุษย์" ขึ้นมาจำนวนหนึ่งซึ่งรู้จักกันในชื่อของ นากาโตะ ยูคิ และ อาซาคุระ เรียวโกะ ยูคินั้นได้กลายเป็นสมาชิกของกองพล SOS ซึ่งตรงกับลักษณะ "ตัวละครพูดน้อย" ที่ฮารุฮิต้องการให้มีในชมรม ส่วนแสดงผลรูปแบบมนุษย์นั้นมีความสามารถในการดัดแปลงข้อมูลซึ่งส่งในทางกาย ภาย และใช้โปรแกรมในการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ในระยะจำกัด
แต่อย่างไรก็ตามก็มีความคิดเห็นขัดแย้งกันในหมู่สิ่งมีชีวิตข้อมูล เช่นเดียวกัน บางคนอยากให้ปล่อยให้ฮารุฮิให้ดำเนินชีวิตไปตามปกติและคอยสังเกตการณ์เงียบๆ ไปเรื่อยๆ โดยให้รบกวนเธอน้อยที่สุด อีกกลุ่มต้องการที่จะให้กระตุ้นเธอในหลายๆ แบบเพื่อให้เธอแสดงพลังของเธอออกมาเพื่อจะได้รวบรวมข้อมูลได้เร็วยิ่งขึ้น โดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา ซึ่งความคิดในกลุ่มแรกนั้นเป็นที่ยึดปฏิบัติอยู่ในขณะนี้
มนุษย์จากโลกอนาคต
มนุษย์ในโลกอนาคตนั้นมีเทคโนโลยีสามารถเดินทางข้ามกาลเวลาได้ ได้ค้นพบเหตุการณ์ประหลาดเมื่อสามปีก่อนเหตุการณ์ในเนื้อเรื่อง สำหรับพวกเขามันคือการสั่นของมิติเวลา ทำให้เกิดความปั่นป่วนในกระแสเวลา ทำให้พวกเขาไม่สามารถเดินทางย้อนไปก่อนหน้าเหตุการณ์นั้นได้ ซึ่งแหล่งกำเนิดของเหตุการณ์นั้นก็เช่นเดียวกับสาเหตุของเหตุการณ์อื่นๆ นั่นคือ สุซุมิยะ ฮารุฮิ โลกอนาคตจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่มาเพื่อสังเกตการณ์ฮารุฮิ นั่นคือ อาซาฮินะ มิคุรุ ผู้ซึ่ง "บังเอิญ" ถูกจับไปอยู่กองพล SOS โดยฮารุฮิ กลุ่มคนจากโลกอนาคตนั้นเข้มงวดในการเปิดเผยข้อมูลมาก ดังนั้นข้อมูลส่วนใหญ่ที่บอกต่อบุคคลภายนอกไม่ได้จะถูกจัดเป็น "ข้อมูลห้ามเปิดเผย"
นิยาย
ปัจจุบันนิยายชุด สึซึมิยะ ฮารุฮิ กำลังถูกตีพิมพ์เป็นตอนๆ ลงในนิตยสารรายเดือนสนิกเกอร์ส ของบริษัทคาโดคาว่าโชเท็น ในประเทศญี่ปุ่น คาโดคาว่าโชเท็นยังได้นำนิยายมาตีพิมพ์เป็นนิยายรวมเล่มแล้วถึง 9 เล่ม ดังต่อไปนี้
* สึซึมิยะ ฮารุฮิ โนะ ยูอุทสึ (涼宮ハルヒの憂鬱, ความหดหู่ของ สึซึมิยะ ฮารุฮิ) ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2546
* สึซึมิยะ ฮารุฮิ โนะ ทะเมะอิกิ (涼宮ハルヒの溜息, เสียงถอนใจของ สึซึมิยะ ฮารุฮิ) ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2546
* สึซึมิยะ ฮารุฮิ โนะ ไทคุทจึ (涼宮ハルヒの退屈, ความเบื่อหน่ายของ สึซึมิยะ ฮารุฮิ) ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2546
* สึซึมิยะ ฮารุฮิ โนะ โชชิสุ (涼宮ハルヒの消失, การหายไปของ สึซึมิยะ ฮารุฮิ) ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2547
* สึซึมิยะ ฮารุฮิ โนะ โบโซ (涼宮ハルヒの暴走, การอาละวาดของ สึซึมิยะ ฮารุฮิ) ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2547
* สึซึมิยะ ฮารุฮิ โนะ โดโย (涼宮ハルヒの動揺, ความกระวนกระวายของ สึซึมิยะ ฮารุฮิ) ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2548
* สึซึมิยะ ฮารุฮิ โนะ อินโบ (涼宮ハルヒの陰謀, แผนสมคบคิดของ สึซึมิยะ ฮารุฮิ) ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2548
* สึซึมิยะ ฮารุฮิ โนะ ฟุงไก (涼宮ハルヒの憤慨, ความขุ่นเคืองของ สึซึมิยะ ฮารุฮิ) ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2549
* สึซึมิยะ ฮารุฮิ โนะ บังเระสึ (涼宮ハルヒの分裂 , การแบ่งแยกของ สึซึมิยะ ฮารุฮิ) ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2550
รางวัลและความนิยม
* รางวัลอะนิเมะประเภท TV Serie ยอดเยี่ยม จากงาน Tokyo International Anime Fair (TAF) 2007
* รางวัลอะนิเมะทีวีซีรีส์ยอดเยี่ยมและเพลงประกอบยอดเยี่ยม จากงาน Animation Kobe ครั้งที่ 11 ปี 2006
* ผลโหวตอะนิเมะยอดเยี่ยมจากนิตยสาร Newtype ปี 2006
* อะนิเมะยอดเยี่ยมจากนิตยสาร Animedia ฉบับปี 2007
* อันดับ 4 จากผลโหวตออนไลน์อะนิเมะยอดนิยม จากช่องทีวี TV Asahi ปี 2006
* อันดับ 22 จากผลโหวตอะนิเมะชันยอดนิยมตลอดกาล จากงานนิทรรศการ Japan Media Arts Festival ปี 2006 (จัดอันดับ 25 ใน 4 สาขา เพื่อนำไปจัดแสดงที่หอศิลป์)
* ผลโหวต Anime Grand-Prix จากนิตยสาร Animage ครั้งที่ 29 ปี 2007
o เรื่องยอดนิยมอันดับ 3
o ตัวละครชายยอดนิยม เคียวน์ ได้อันดับ 3
o ดาราหญิงยอดนิยม ซุซุมิยะ ฮารุฮิ อันดับ 2, นากาโตะ ยูกิ อันดับ 9, อาซาฮินะ มิคุรุ อันดับ 15, ซึรุยะซัง อันดับ 45
o Episode ยอดนิยม : อันดับ 3 ตอน 12 (Live a Live) , อันดับ 10 ตอน 1 (Mikuru Episode 00) , อันดับ 12 ตอน 9 (Someday in the rain) , อันดับ 15 ตอน 11 (Day of Sagittarius) , อันดับ 16 ตอน 14 (Suzumiya Haruhi VI) , อันดับ 49 ตอน 2 (Suzumiya Haruhi I) , อันดับ 51 ตอน 4 (Boredom of Suzumiya Haruhi)
* อายะ ฮิราโนะ (ผู้พากย์ สึซึมิยะ ฮารุฮิ) ได้รับรางวัลนักพากย์หน้าใหม่ยอดเยี่ยม จากงาน Seiyuu Awards ครั้งที่ 1 ปี 2006, ได้รับรางวัลนักพากย์ยอดเยี่ยมจากงาน TAF 2007 และอันดับ 4 จากนิตยสาร Animage
* ยูโกะ โกโต้ (ผู้พากย์ อาซาฮินะ มิคุรุ) นักพากย์ตัวละครสมทบฝ่ายหญิงดีเด่น จากงาน Seiyuu Awards ครั้งที่ 1 ปี 2006
ข้อมูลต่างๆ ที่น่าสนใจ
* ช่วงที่อะนิเมะฉาย 3 เดือน มี Clip ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ มากกว่า 2,000 Clip ใน Youtube ถือว่าเป็นสถิติปริมาณ Clip จากอะนิเมะที่สูงมากในช่วงเวลาสั้นๆ
* ช่วงที่อะนิเมะฉาย 3 เดือน นิยายซีรีส์ Suzumiya Haruhi ติดอันดับ Best Seller และติด Top 10 ทั้ง 8 เล่ม (เล่ม 8 เพิ่งจำหน่าย ตอนพฤษภาคม) จากเว็บ Amazon ของญี่ปุ่น
* อันดับ DVD ขายดีที่สุดในปี 2006 จากผลสำรวจของร้านหนังสือ Dengeki Maoh ร่วมกับร้าน Toranoana และ Animate
* เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2007 ยอดขายซิงเกิล God Knows (เพลงประกอบตอน 12 Live A Live) อยู่ที่ 100,426 แผ่นและคงขายได้อยู่ อีกไม่นานอาจแซง ซิงเกิล Over Soul ของเมงุมิ ฮายาชิบาระ อันดับ 1 ของเพลงซิงเกิลอะนิเมะ ที่มียอดขายปัจจุบัน 110,570 แผ่น ส่วนยอดขายซิงเกิล Hare Hare Yukai เพลง ED อยู่ที่ 98,559 แผ่น
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจาก Anime เรื่อง ซุซุมิยะ_ฮารุฮิ
สิ่งที่ซ่อนในช่วงเพลงเปิดและเพลงปิด
สำหรับคนที่ไม่ได้อ่านภาค Light Novel (นิยายสั้น) คงจะไม่ทราบว่าในฉาก OP/ED มีภาพประกอบที่กล่าวถึงในนิยายปนอยู่ด้วย
เพลงเปิด
* ฮารุฮิมองดาว = ดูจากชุดที่ฮารุฮิใส่ เป็นชุดเมื่อ 3 ปีก่อน ตามเหตุการณ์ในตอน Bamboo Leaf Rhapsody จากเล่ม 3
* ตอน Kyon ขี่จักรยานโดยมีฮารุฮิซ้อนท้าย = ช่วงหนึ่งระหว่างเที่ยวในเมือง จากตอน Endless Eight ในเล่ม 5
* ยูกิยืนกลางหิมะตก = จากภาพประกอบนิยาย เกี่ยวกับเรื่องสั้นที่ยูกิขึ้น ในเล่ม 8 (ในภาพอาจสื่อถึงชื่อที่เธอเลือก โดยคำว่า "หิมะ" ในภาษาญี่ปุ่นออกเสียงว่า "ยูกิ")
* ฮารุฮิและยูกิใส่ชุดกีฬา = จากคำพูดในบทนำเล่ม 7 ที่ฮารุฮิกับยูกิคว้าแชมปและรองแชมป์กีฬาในโรงเรียน
* ฮารุฮิเล่นเปียโน = มาจาก Drama CD ในช่วงต้นปี 2007 ที่ฮารุฮิคิดจะตั้งวงดนตรีขึ้นหลังเหตุการณ์ในตอน 12 "Live a Live" โดยตัวเธอจะเล่นเปียโน (ไม่ได้มาจากในนิยายและ Drama CD ออกหลังอะนิเมะจบ)
เพลงปิด
* เบื้องหลังการถ่ายทำละคร = ถ่ายทำในช่วงนิยายเล่ม 2 (Asahina Mikuru's Adventure Episode 00 เป็นตอนเดียวจบในเล่ม 6 เพื่อแสดงเฉพาะส่วนภาพยนตร์ที่ถูกถ่ายจากเล่ม 2)
* กินหม้อไฟและ Kyon ใส่หมวกกวาง = ช่วงหนึ่งใน Snow Mountain Syndrome ในนิยายเล่ม 5 (เหตุการณ์ต่อจากนิยายเล่ม 4)
เกร็ดเล็กน้อยจาก 14 ตอน
ตอน 01 : Asahina Mikuru's Adventure Episode 00
* แถบสีดำทั้งสองข้างของจอแสดงให้เห็นว่าหนังนั้นถ่ายโดยใช้อัตราส่วน 4:3 (ซึ่งทุกตอนในเรื่องนั้นใช้อัตราส่วน 16:9)
* บทพูดแปลกๆ ที่นอกบทของนากาโตะ และ โคอิซุมิ ที่เกี่ยวกับ "กุญแจ" นั้น หมายถึงความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทั้งสามกลุ่มคือมนุษย์ต่างดาว, มนุษย์จากอนาคต และ ผู้มีพลังจิต ซึ่งในนิยายเดิมนั้นทั้งนากาโตะ มิคุรุ และ โคอิซุมิ ต่างเตือนคิอนไม่ให้เชื่ออีกสองคนที่เหลือ
* เป็นตอนเดียวที่มีเครื่องหมายชี้ให้ดูถึงสิ่งปกติ
* ชื่อของอาซาฮินะ มิคุรุ, นากาโตะ ยูคิ และ โคอิซุมิ อิสุกิ ในช่วงเริ่มและช่วงจบของหนังนั้นเขียนด้วยตัวคาตาคานะ แทนที่จะเป็นตัวคันจิละตัวฮิรากานะ เป็นการแสดงว่าพวกเขาแสดงเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่พวกเขาเอง ถึงแม้ว่าชื่อตัวละครจะเหมือนกันก็ตาม
* ยูคิเป็นคนพูดถึงตอนต่อไปใน DVD
* ใน DVD นั้นจะมีฉากพิเศษ
* เสื้อแจ็กเก็ตที่แถมมาพร้อมกับ DVD ชุดพิเศษนั้นจะมีรูปมิคุรุในชุดกบ ซึ่งอ้างอิงถึงตอนที่ 9 Someday in the Rain
* ยามาโมโตะ ฮิโรชิ ผู้กำกับของตอนนี้ ขณะที่ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ได้อยู่ชมรมคนรักแอนิเมชันได้เคยทำหนังที่ใช้เทคนิคกล้องแย่ๆ ที่ใช้ในตอนที่ 1 นี้ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากหนังเรื่องนั้น
* ฉากพิเศษที่แถมใน DVD นั้นจะมีบอกเบื้องหลังของการถ่ายทำตอนที่ 1 และมีปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติเกิดขึ้นมากมายระหว่างถ่ายทำ ซึ่งบางอย่างถูกถ่ายเก็บไว้ได้และสามารถพบเห็นได้ในตอนที่ 1
o กลุ่มนกพิราบสีเทากลายเป็นสีขาวได้ภายในคืนเดียว
o มิคุรุยิงลำแสงโฟตอนออกมาจากคอนแท็คเลนส์สีฟ้าของเธอ (ถูกถ่ายไว้)
o มิคุรุสร้างมีดแรงสั่นสะเทือนสูงออกมาจากคอนแท็คเลนส์สีเงินของเธอ
o มิคุรุยิงกระสุนไรเฟิลออกมาจากคอนแท็คเลนส์สีทองของเธอ
o มิคุรุสร้างหลุมดำขนาดเล็กออกมาจากคอนแท็คเลนส์สีเขียวของเธอ
(เหตุการณ์ผิดปกติจากมิคุรุนี้ถูกกลบเกลื่อนโดยนาโนแมชชีนของนากาโตะ)
*
o ต้นซากุระที่อยู่ริมแม่น้ำผลิดอกอย่างไม่มีเหตุผล (ถูกถ่ายไว้)
o แมวพูดได้ (ถูกถ่ายไว้)
o ชามิ เป็นแมวตัวผู้ที่มีสามสี (ซึ่งที่จริง แมวสามสีนั้นมีแต่ตัวเมียเท่านั้น)
o ปืนลำแสงกลายเป็นปืนฉีดน้ำโดยไม่มีใครสังเกต
o นกพิราบสีขาวกลายเป็นนกหายากที่สูญพันธุ์ไปแล้ว
o มีการเคลื่อนของโลกเล็กน้อย
o มีการเพิ่มเติมเทคนิคพิเศษระดับมืออาชีพขณะที่ฝ่ายผลิต (คิอนและฮารุฮิ) หลับอยู่ (ถูกถ่ายไว้)
o กลุ่มคนลึกลับในชุด Cosplay เดินอยู่รอบๆ โรงเรียน
o คิอนได้คิดแผนที่จะหยุดไม่ให้เหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นมากกว่านี้ แผนนั้นคือให้ฮารุฮิพูดในตอนจบสองครั้ง ซึ่งได้ถูกถ่ายไว้เช่นเดียวกัน
* ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนแรกนี้จะยังดูมั่วๆ และงงๆ แต่ส่วนใหญ่นั้นเป็นความจริงเกือบทั้งหมด และมีจุดใหญ่ๆ สองจุดคือ ชามิ แมวพูดได้ ซึ่งการปรากฏตัวของมันนั้นไม่ได้ถูกอธิบายในอะนิเมะ (จะอยู่ในนิยาย) ซึ่งทุกคนอาจจะคิดว่ามันเป็นเทคนิคพิเศษและลืมมันไปในเวลาต่อมา อีกจุดหนึ่งคือเมื่อฉากมิคุรุและยูคินั้นต่อสู้กับแล้วมิคุรุใช้ "มิคุรุ บีม" ซึ่งตามหลักแล้วก็ไม่น่าจะมีอะไรนอกจากเทคนิคพิเศษธรรมดา แต่ก็ปรากฏว่ามีอะไรบางอย่างที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น กล้องที่ใช้ถ่ายนั้นสั่นและดับลงชั่วครู่ คิอนล้มลงจากแรงกระแทก และนากาโตะนั้นพุ่งเข้าโจมตีมิคุรุอย่างผิดลักษณะนิสัยของเธอ ถึงแม้ว่าฉากนั้นจะผ่านไปอย่างรวดเร็วและไม่มีการอธิบายใดๆ ก็ตาม แต่ก็เชื่อได้ว่ามิคุรุนั้นได้ใช้ "มิคุรุ บีม" ออกมาจริงๆ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเธอบังเอิญยิงโดยไม่ได้ตั้งใจจากอาวุธจากโลกอนาคตของเธอ (ซึ่งต่อมาภายหลังเธอได้บอกว่าเธอนั้นถูกห้ามพกพาอาวุธต่างๆ ก่อนหน้างานโรงเรียน ดังนั้นข้อสรุปนี้จึงตกไป) หรืออาจจะเป็นเพราะความต้องการของ สุซุมิยะ ฮารุฮิต้องการให้เธอทำเช่นนั้น
ตอน 02 : The Melancholy of Suzumiya Haruhi I
* ในตอนแรกชื่อตอนนั้นเป็นสีขาว-ดำ และได้มีสีสันขึ้นมาเมื่อคิอนได้พบกับฮารุฮิ
* คิอนได้เริ่มบรรยายเรื่องราวในช่วงเริ่มเรื่องว่าเขาได้รู้แล้วว่า ซานตาคลอสนั้นไม่มีจริง ซึ่งบทนี้ใกล้เคียงกับบทบรรยายของเรื่อง Itsudatte My Santa! OVA ซึ่งฮิราโนะ อายะ คนพากษ์ฮารุฮินั้นเป็นคนเดียวกันกับคนที่พากษ์ ซานต้าไมในเรื่องนั้น
* คิอนถามยูคิว่าเธอกำลังอ่านเรื่องอะไรอยู่ ยูคิจึงยกหน้าปกขึ้นมาให้เขาดูมันคือหนังสือ The Fall of Hyperion โดย Dan Simmons
* ฮารุฮิหยิบนิตยสาร Comptiq (ซึ่งมีหน้าปก Shuffle!) และนิตยสาร Comp Ace (ซึ่งมีหน้าปกโดย Navel ผู้สร้าง Shuffle!) เพื่ออธิบายความจำเป็นที่จะต้องมีความ moé ในกองพล SOS ซึ่ง ยูโกะ โกโต้ (มิคุรุ) โทโมคาซุ สุกิตะ (คิอน) และ ซายากะ อาโอกิ (น้องสาวคิอน) นั้นเป็นคนพากษ์ คาเอเดะ, ริน และ ลิเซียทัส จาก Shuffle!
ตอน 03 : The Melancholy of Suzumiya Haruhi II
* ประตูสีดำทางด้านซ้ายของห้องนากาโตะเชื่อมโยงถึงตอน Bamboo Leaf Rhapsody ในนิยาย
* ในตอนจบของตอนช่วงตัวอย่างตอนต่อไปนั้น คิอนพูดว่า "พ่อครับ ผมจะทำได้ไหม?" ซึ่งล้อเลียน "พ่อครับ ผมจะทำครับ" จากการ์ตูนเบสบอลเคียวจิน โนะ โฮชิ
* ในตอนนี้ นากาโตะกำลังอ่านหนังสือแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นเรื่อง The Code Book: The Evolution of Secrecy from Mary, Queen of Scots to Quantum Cryptography โดย Simon Singh ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2000 โดย Anchor ซึ่งได้แปลเป็นภาษาญี่ปุ่นตีพิมพ์ในปี 2001 โดยสำนักพิมพ์ Shinchōsha ISBN 4105393022
ตอน 04 : The Boredom of Suzumiya Haruhi
* ชุดพละของปีหนึ่งเป็นสีน้ำเงิน ในขณะที่ของปีสองเป็นสีแดง
* ในนาทีที่ 13:22 ฮารุฮิกำลังคิดจะทำผมมิคุรุเป็นหางม้า แต่พอมองหน้าคิอนแล้วจึงไม่ทำ ตรงนี้เชื่อมโยงถึงตอนที่ 14 The Melancholy of Haruhi Suzumiya VI
* โทรศัพท์มือถือของโคอิซุมินั้นคือ Nokia 6630 Bordeaux Rouge
* ในนาทีที่ 15:39 ที่มียักษ์สีฟ้ายืนอยู่หลังชิงช้าสวรรค์นั้น เป็นยักษ์สีฟ้าตัวเดียวกับในตอนที่ 13 The Melancholy of Haruhi Suzumiya V ซึ่งจะเห็นชิงช้าสวรรค์ได้ในนาที่ที่ 17:19-24, 17:29-49, 18:20-26 และ 18:27 ในตอนที่ 13
* ในนาทีที่ 17:05 ถึง 17:12 โคอิซุมิพูดว่า "ในเหตุการณ์ที่ผ่านมาที่คุณกับสุซุมิยะซัง อยู่ในอีกโลกหนึ่ง...คุณพาเธอกลับมาได้อย่างไร?" ประโยคนี้เชื่อมโยงถึงตอนที่ 14 The Melancholy of Haruhi Suzumiya VI
* ในนาทีที่ 17:45 จะเห็นยูคิใส่แว่นตาอยู่ และคิอนกำลังคุกเข่าอยู่ในห้องลึกลับกับผู้หญิงคนหนึ่ง เชื่อมโยงไปถึงในตอนที่ 10 The Melancholy of Haruhi Suzumiya IV ที่ ยูคิสู้กับเรียวโกะ เพลงประกอบนั้นเป็นเพลงเดียวกับที่ใช้ในฉากต่อสู้กัน
* เพลงประกอบซึ่งบรรเลงขณะที่คิอนเป็นพิชเชอร์ (คนขว้างลูก) นั้น เรียบเรียงมาจากเพลงเปิดของละคร TV Touch ซึ่งเป็นการ์ตูน/อนิเมชื่อดังเกี่ยวกับเบสบอลของอาดาจิ มิซึรุ
* มิคุรุในชุดพยาบาล, คำพูดของคิอนที่ว่า "ผมต้องเข้ามาเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่พัวพันถึงชะตาของโลก", และคำพูดของมิคุรุที่ว่า "ถ้าคุณใจดีกับฉัน เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นอีก..." นั้นเชื่อมโยงถึงตอนที่ 14 The Melancholy of Suzumiya Haruhi VI
* คำพูดของโคอิซุมิที่ว่า "มันคงไม่ดีแน่ถ้าจะปล่อยให้สุซุมิยะซังเบื่อมากๆ เราต้องนำเรื่องนี้ไปพิจารณาในการดำเนินการต่อไป" การดำเนินการต่อไปนั้นส่งผลถึงตอน Remote Island Syndrome (Part I)
ตอน 05 : The Melancholy of Suzumiya Haruhi III
* มือถือของคิอนคือ Panasonic FOMA 902i Rubber Black
* ในชื่อตอนจบเรื่อง ชื่อคิอนและฮารุฮิเขียนโดยตัวอักษรตัวใหญ่
* ในช่วงตัวอย่างตอนต่อไป คิอนตะโกนว่า "อะ-อะไรกันเนี่ย!?" (Na, Nandattee?!) ซึ่งล้อเลียนจากการ์ตูน MMR Magazine Mystery Reportage
* ในตอนนี้ นากาโตะ กำลังอ่านหนังสือ Phanomenologie des Geistes (The Phenomenology of Spirit) โดย Georg Wilhelm Friedrich Hegel, ตีพิมพ์ในปี 1807 ซึ่งแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นโดย Hasegawa Hiroshi และได้ตีพิมพ์ในปี 1998 โดยสำนักพิมพ์ Sakuhinsha ISBN 4878932945 คิอนกำลังอ่านเล่มสองของเรื่อง I-My-Me of Let's Leave the School (学校を出よう Gakkō wo Deyō) ซึ่งเป็นนิยายอีกเรื่องหนึ่งที่แต่งโดย Nagaru Tanigawa คนแต่งเรื่องนี้
ตอน 06 : Remote Island Syndrome (Part I)
* คิอนเอ่ยชื่อเกาะขึ้นมาสองเกาะ เกาะหนึ่งคือเกาะพาโนรามา ซึ่งมาจาก นิยายลึกลับของเอโดงาว่า รันโป และอีกเกาะหนึ่งคือเกาะอินแฟนท์ ที่เป็นที่เกิดของมอธร่า
* ฮารุฮิเอ่ยชื่อตึก 3 หลัง แบล็กเดธ, ลิลาส และ โคเก็ตสึ ซึ่งมาจาก ชินฮนคาคุ นิยายลึกลับของญี่ปุ่น
* ในตอนนี้ (รวมถึงฉากย้อนหลังจากตอน Remote Island Syndrome (Part II)) ยูคินั้นกำลังอ่านนิยายสืบสวนเรื่อง The woman in the wardrobe โดย Peter Antony (นามปากกาของพี่น้อง Peter และ Anthony Shaffer) ตีพิมพ์ในปี 1951 โดย Evans แปลเป็นภาษาญี่ปุ่นและตีพิมพ์ในปี 1996 โดย Tōkyō Sōgensha ISBN 4-488-29901-6 ซึ่งเนื้อเรื่องจะเกี่ยวกับ
ตอนที่ 8 (Remote Island Syndrome (Part II))
* ในนาทีที่ 16:27 เป็นฉากที่คิอนตกใจเมื่อเจองู นั้นมาจากที่คิอนพูดอยู่บ่อยๆ ว่าออกมาเที่ยวป่ายังดีกว่าไปหา UMAs โดยเฉพาะ ซึจิโนะโกะ
* (ผิดจริง) ในระหว่างเล่นไพ่อีแก่ (Baba-Nuki) ไพ่ 6 ข้าวหลามตัดถูกดึงออกผิดพลาด
ตอน 07 : Mystérique Sign
* ในการบรรยายของคิอนช่วงเริ่มเรื่องนั้น "หลังจากผ่านเทศกาลทานาบาตะในอาการซึมเศร้าแล้วนั้น..." และในนาทีที่ 5:27 "เธอ (ฮารุฮิ) พยายามจะไม่พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในงานทานาบาตะเมื่อสามปีก่อน สินะ" คำพูดเหล่านั้นอ้างถึงตอน "Bamboo Leaf Raphsody" ในนิยาย The Boredom of Suzumiya Haruhi ซึ่งอยู่ก่อนตอน "Mystérique Sign" และต้นไผ่นั้นยังเห็นอยู่ที่มุมห้อง
* คิอนใช้ทำนองกลอนไฮคุเมื่อพูด "น่ารำคาญ โอ้ ช่าง น่ารำคาญ น่ารำคาญ"
* คำพูดของคิอนที่ว่า "สภานักเรียนนั้นอนุญาตให้กองพล SOS นั้นอยู่ได้ในรูปของกลุ่มให้คำปรึกษา" ซึ่งเชื่อมโยงถึงตอนที่ 14 (The Melancholy of Suzumiya Haruhi VI)
* ชื่อของประธานชมรมคอมพิวเตอร์นั้นได้ถูกกล่าวขึ้นในตอนนี้ แต่ว่าถูกแทรกโดยเสียงแมว ทำให้รู้เพียงว่าชื่อของเขานำหน้าด้วยคำว่า "ยา" และลงท้ายด้วยคำว่า "ยะ" เท่านั้น
* เมื่อฮารุฮิถามแฟนของประธานชมรมคอมพิวเตอร์ว่าครอบครัวของเขาอยู่ที่ไหน เธอถามว่า "เขาย้ายไปแคนนาดาหรือเปล่า?" ซึ่งล้อเลียน "การหายตัวไปอย่างลึกลับ" ของ อาซาคุระ เรียวโกะ ในตอนที่ 10 ซึ่งไม่มีใครมีปฏิกิริยาต่อคำถามนั้น
* คิอนพูดว่า "เธอใช้เรื่องนี้บ่อยจังนะ" ที่หอพักของประธานชมรม ล้อเลียนจากตอนที่ 13 The Melancholy of Suzumiya Haruhi V ที่เธอใช้เหตุผลเดียวกันเพื่อหาข้อมูล
* ในห้องของประธานชมรม มีโปสเตอร์ของ ฮิราโนะ อายะ, จิฮาระ มิโนริ, โกโต้ ยูโกะ คนพากษ์ ฮารุฮิ, ยูคิ และ มิคุรุ
* ในตอนนี้ที่ขึ้นรูปฮารุฮิในหนังสือพิมพ์ขณะที่กำลังยกเครื่องคอมของ ประธานชมรม ซึ่งในความจริงแล้วคิอนเป็นคนยกเครื่องนั้นไป ซึ่งอาจเป็นการอ้างถึงนิยายซึ่งคนยกคอมพิวเตอร์นั้นคืนฮารุฮิก็ได้
* เด็นตาคุ โอโตโกะ (เรื่องล้อเลียนของ เดนฉะ โอโตโกะ) อยู่บนชั้นหนังสือในห้อง
* "จินตนาการแห่งความหวาดกลัว" นั้นมาจาก The Monster from the Id จากเรื่อง Forbidden Planet
* โคอิซุมินั้นบอกว่าเขาสามารถใช้พลังได้หนึ่งในสิบของพลังที่แท้จริงของ เขาใช้ได้ในมิติปิด พลังที่แท้จริงของเขานั้นจะพบได้ในตอน
ที่ 13 The Melancholy of Suzumiya Haruhi V
* ชื่อท่าโจมตีของโคอิซุมิ "Fumoffu" และ "Second Raid" นั้นมาจากชื่ออะนิเมะ Full Metal Panic? Fumoffu and Full Metal Panic: The Second Raid ซึ่งฉายโดย Kyoto Animation เช่นเดียวกับเรื่องฮารุฮินี้ และเมื่อแมลงยักษ์นั้นโจมตีใส่ยูคิ เธอได้ป้องกันตัวเองด้วยบาเรียซึ่งลักษณะเช่นเดียวกับบาเรียที่สร้างขึ้นโดย Lambda Driver จากเรื่อง Full Metal Panic
* ฉากที่แมลงยักษ์รักษาตัวเองระหว่างต่อสู้เป็นฉากรักษาตัวเองจากอะนิเมะ Mushiking
* ตอนจบของตอน ฉากตัวอย่างตอนต่อไปในตอนที่ 8 ได้ทำเลียนแบบชื่อตอนของอะนิเมะเรื่อง Higurashi no Naku Koro ni
* คำพูดของมิคุรุที่ว่า "การพกพาอาวุธเป็นเรื่องต้องห้าม" นั้นแสดงให้เห็นว่าเธอนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดา (การห้ามพกพาอาวุธนั้นยังห้ามจนถึงปัจจุบัน)
* เหตุการณ์ทั้งหมดของตอน Mystérique Sign นั้นถูกวางแผนโดยนากาโตะ (ยกเว้นการคืนชีพของสิ่งมีชีวิตข้อมูลระดับต่ำ) ดังหลักฐานต่างๆ ดังนี้
o เมื่อฮารุฮิบ่นว่า "สงสัยจะมีใครบางคนมาทำการจารกรรมข้อมูลทางอินเตอร์เน็ทกับกองพล SOS แน่ๆ ! ใครกันนะที่ทำแบบนี้ ?" แล้วกล้องก็จับภาพไปที่บุคคลที่น่าสงสัย
o มิคุรุดูท่าทางตื่นกลัว เมื่อเธอแนะนำคิมิโดริหลังจากถูกจ้องโดยนากาโตะ บางทีนากาโตะอาจจะร่วมมือกับมิคุรุในการวางแผนนี้
o เมื่อคิมิโดรินั้นพูดว่า "ฉันเป็นห่วงเหลือเกิน..." น้ำเสียงของเธอนั้นราบเรียบราวกับท่องมา ไม่เหมือนคนเป็นห่วงจริงๆ
o นากาโตะนั้นจ้องคิมิโดริตลอดเวลาที่เธอพูดอยู่
o โคอิซุมิมองไปทางนากาโตะขณะที่เขาพูดว่า "บางทีแค่นี้อาจจะเพียงพอแล้วมั้ง?" ในอีกมิติหนึ่ง เป็นทำนองว่าเขาคิดว่านากาโตะเป็นคนควบคุมสถานการณ์ทั้งหมด
o ประธานชมรมคอมพิวเตอร์ไม่รู้จักคิมิโดริ บางทีนากาโตะอาจจะร่วมมือกับคิมิโดริ ดังเช่นคิอนสงสัย
o บทความใน เมกามิ แมกกาซีน เดือนสิงหาคม 2006 เปิดเผยว่าคิมิโดรินั้นเป็น ส่วนแสดงผลรูปร่างมนุษย์ เช่นเดียวกับยูคิและเรียวโกะ
ตอน 08 : Remote Island Syndrome (Part II)
* ในฉากที่ฮารุฮิอธิบายความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ในคฤหาส ท่าทางของตัวเธอ อิสุกิ และมิคุรุนั้น เลียนแบบท่าทางของ Phoenix Wright, Miles Edgeworth และ Maya Fey จากเกม Phoenix Wright: Ace Attorney ในเครื่องเกมบอยแอดวานซ์ และ นินเทนโด ดีเอส (ซึ่งรู้จักในชื่อญี่ปุ่นว่า Gyakuten Saiban)
* วันที่ออกอากาศตอนนี้ตรงกับวันที่ 22 มิถุนายน ตรงกับวันเกิดของเซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ (ผู้แต่งเรื่องเชอล็อกโฮมส์)
* ตัวผู้ร้ายในฉากอธิบายนั้นเป็นคนในรูปสีดำ ซึ่งทำเลียนแบบจากเรื่องโคนันและ Tantei Gakuen Q ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อฮารุฮิทำท่าเมื่อจบการสันนิษฐานของเธอนั้น ขึ้นเพลงประกอบจากเรื่องโคนันอีกด้วย
* ในตอนจบของตอน อิสุกิจ้องมองที่ไฝที่ต้นคอของคิอน ซึ่งในอะนิเมะไม่ได้มีการอธิบายอะไร
ตอน 09 : Someday in the Rain
* ตอนนี้เป็นตอนพิเศษซึ่งแต่งขึ้นโดยทานิกาวา นางารุเอง สำหรับอะนิเมะโดยเฉพาะ (ไม่มีตอนนี้ในนิยาย)
* ชื่อตอน "Someday in the Rain" นั้นมีความหมายตรงกันข้ามกับคำว่า "On one sunshiny day" (アル晴レタ日ノ事, Aru hareta hi no koto?) ซึ่งเป็นท่อนหนึ่งจากเนื้อเพลงจบ Sunny Sunny Fun (ハレ晴レユカイ, Hare Hare Yukai?)
* โทรศัพท์มือของฮารุฮิคือ Sony Ericsson preminiII Silver พร้อมกับสายรัดเนโกะแมน
* เสียงประกอบในขณะที่มี "รายการลึกลับ" นั้นเป็นฉากล้อเลียนจากเรื่องโคนัน
* เกมการ์ดที่คิอนและอิสุกิเล่นกันอยู่ในตอนนั้นคือ Dragon All Stars (ドラゴン☆オールスターズ)
* ขณะที่กำลังถอดชุดกบของมิคุรุ ฮารุฮิพูดคำที่นำมาจากเพลงจบของเรื่องคือ Hare Hare Yukai ("Boooon! WAPU de RUPU na kono omoi wa", dubbed "Booon! Those looping feelings...")
* ในนาทีที่ 12:53 เสียงที่ได้ยินนั้นเป็นคำพูดจากเรื่อง Air ซึ่งพูดโดย Kunisaki Yukito พระเอกของเรื่อง ซึ่งพากษ์โดย Daisuke Ono ซึ่งเป็นคนเดียวกับผู้พากษ์ อิสุกิ
* ในนาทีที่ 13:02 ถึง 13:15 ถ้อยคำที่ได้ยินนั้นเป็นการเล่นคำจากชื่อนิตยสาร Ace Magazine หลายๆ ฉบับ
* ทั้งสุรุยะและคิอนต่างถามนากาโตะว่าสมาชิกคนอื่นหายไปไหน แต่นากาโตะตอบกับสุรุยะเพียงคนเดียว และต่อมาเมื่อสุรุยะได้คำตอบเธอก็วิ่งผ่านคิอนไป ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่นากาโตะไม่ได้ตามฮารุฮิไป
* คิอนบ่นเรื่องที่ฮารุฮิไม่ขอบใจเขาซักครั้ง ในความจริงแล้วเธอได้พึมพำขอบใจคิอนในตัวอย่างตอนต่อไปท้ายตอนที่ 8 Remote Island Syndrome (Part II)
* ฉากสุดท้ายของฮารุฮิก่อนที่จะขึ้นเพลงจบนั้นเป็นฉากเดียวกับปกของนิยาย เล่มที่ 6 ที่ชื่อ The Agitation of Haruhi Suzumiya (涼宮ハルヒの動揺, Suzumiya Haruhi no dōyō?) ซึ่งในนิยายเล่มนั้นจะเกี่ยวกับการสร้างหนัง “การผจญภัยของอาซาฮินะ มิคุรุ ตอนที่ 00”
* ตอนนี้เป็นตอนเดียวที่นากาโตะและ จิฮาระ มิโนริ คนพากษ์ ไม่ได้ขึ้นชื่อในเครดิตท้ายเรื่อง เพราะในตอนนี้ถึงแม้ว่านากาโตะจะออกมานานมากก็ตามแต่เธอไม่มีบทพูดแม้แต่คำ เดียว
* ในตอนที่แล้วซึ่งบอกแก่ผู้ชมในตัวอย่างตอนต่อไปว่าในตอนนี้เป็นตอนที่ 14 ตามลำดับก็ตาม และเป็นตอนสุดท้ายของเรื่องนี้ ปรากฏว่าเป็นตอนที่ดำเนินเรื่องอย่างช้าๆ และไม่มีเหตุการณ์อะไรพิเศษ หรืออาจจะพูดได้ว่าน่าเบื่อเลยทีเดียว ในตอนนี้มีฉากซ้ำๆ กัน เช่นฉากที่ฮารุฮิจับมิคุรุเปลี่ยนเสื้อผ้า ฉากที่นากาโตะนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องเป็นเวลาหลายนาทีโดยมีเสียงวิทยุ เป็นฉากหลัง ซึ่งแตกต่างจากตอนจบของอะนิเมะเรื่องอื่นๆ ที่ควรจะเป็น
* เนื้อหาหลักในตอนนี้คือ “กองพล SOS ที่ไม่มีคิอน” เพราะปกติแล้วเรื่องนี้จะบรรยายโดยคิอน (เหมือนคิอนถือกล้องวิดีโอถ่ายอยู่แล้วบรรยายเหตุการณ์) ดังนั้นพอคิอนไม่อยู่แล้ว มุมกล้องเลยกลายเป็นวางไว้ที่ต่างๆ เช่นชั้นหนังสือ, มุมห้อง ฯลฯ ซึ่งไม่มีการขยับไปมา และไม่มีผู้บรรยายเนื้อเรื่องในตอนนี้
* เนื้อเรื่องรองในที่นี้คือ “สภาวะทางอารมณ์ของนากาโตะ” ซึ่งโดยปกติแล้วบุคลิกของนากาโตะนั้นจะคงที่ แต่ผู้ชมจะสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงของเธอได้จาก The Melancholy of Suzumiya Haruhi I ซึ่งจะไปเกี่ยวข้องกับตอน The Disappearance of Haruhi Suzumiya ซึ่งอยู่ในนิยาย และตอน Someday in the Rain เป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์นั้น
ตอน 10 : The Melancholy of Suzumiya Haruhi IV
* ระหว่างต่อสู้อยู่นั้น เรียวโกะถามยูกิว่า “เธอชอบคิอนคุงใช่ไหม ฉันรู้นะว่าเธอก็รู้ตัวเองเหมือนกัน” ในความเร็วสูงและเป็นภาษาญี่ปุ่นกลับข้าง
* ในช่วงตัวอย่างตอนต่อไป ฮารุฮิและคิอนตะโกน “สุซุมิยะ ฮารุฮิ เรดี้ โก” ซึ่งนำมาจากอะนิเมะเรื่อง Mobile Fighter G Gundam
* ตอนนี้ไม่มีเพลงเปิด รายชื่อผู้ผลิตจะอยู่ในช่วงเริ่มแรกก่อนจะตัดเป็นเพลงเริ่ม
ตอน 11 : The Day of Sagittarius
* เกมที่เห็นหลักจากเพลงเปิดนั้นไม่ใช่หมากล้อม แต่เป็น gomoku narabe (Connect Five)
* เนื้อเรื่องในตอนนี้แต่งโดยนักเขียนนิยาย กาโต้ โชวจิ ผู้แต่งเรื่อง Full Metal Panic!
* โปรแกรมที่ยูคิใช้ในการแก้เกมนั้นเขียนโดยใช้ภาษา C และคอมไพล์ด้วย Borland C compiler for 32-bit systems เธอปิดไฟล์สุดท้ายด้วย ^C (ESC-code สำหรับยกเลิก) แทนที่จะใช้ ^Z (ESC-code สำหรับจบไฟล์) ซึ่งหมายความว่าเธอเปลี่ยนใจที่จะเปลี่ยนโค้ดของเกม
* ขณะที่กำลังเสียเปรียบ ฮารุฮิตะโกนว่า “ส่งกันดั้มออกไป” ซึ่งคำว่า “กันดั้ม” นั้นถูกเซ็นเซอร์ออก และภาพกันดั้มก็โดนเซ็นเซอร์ด้วยภาพมัวด้วยเช่นกัน
* ในตัวอย่างตอนที่ 12 ฮารุฮิพูดว่า “ฟังเพลงของฉันสิ” ต่อด้วยคิอนรับว่า “บอมเบอร์” ซึ่งมาล้อเลียน Nekki Basara จากเรื่อง Macross 7
* เพลงประกอบในเกมระหว่างนาทีที่ 12:52 ถึง 16:25 คือเพลง Shostakovich's Symphony No. 7 Allegretto และเพลงในนาทีที่ 17:22 จนถึงนาทีที่ 20:05 คือ Tchaikovsky's Symphony No. 4, Movement No. 4 Allegro con fuoco
* ตัวละครในปกเกม Day of Sagittarius III นั้นคือกัปตันโอคิตะ จากเรื่อง Space Battleship Yamato และชุดสีน้ำเงินที่ประธานชมรมคอมฯ สวมอยู่ในยานอวกาศเป็นชุดของศัตรูของยามาโตะ ลอร์ดเดสเลอร์
* ฝีมือการพิมพ์ของนากาโตะพัฒนาขึ้นทุกๆ วันระหว่างฝึกซ้อม
* Day of Sagittarius III นั้นคล้ายกับเกม Master of Orion ที่มีอยู่จริง
* สิ่งต่างๆ ที่นำมาจากเรื่องอื่นๆ ที่พบเห็นในตอนที่ 11
o เนโกะแมน (ลูกเรือของมิคุรุ)
o Full Metal Panic! ("Ayeaye Ma'am")
o Star Trek (ลูกเรือของนากาโตะ)
o Star Wars (ลูกเรือของฮารุฮิ)
o คินิกุแมน (หนึง่ในลูกเรือของมิคุรุ)
o Henohenomoheji (ลูกเรือของอิสุกิ)
o Google Earth (อินสตอลอยู่ในเครื่องของนากาโตะ)
o Crest of the Stars (ฉากในเกมมีความคล้ายคลึงกัน)
o Martian Successor Nadesico (สัญญาณเตือน)
o Reinhard von Müsel และ Yang Wen-li จาก Legend of the Galactic Heroes (ชุดของฮารุฮิและคิอนในยานอวกาศ)
o Epson Endeavor NT350 White Edition (PC ที่กองพล SOS ใช้เล่นเกม)
o Elecom Mobile Wireless Mouse M-D6URSV (เม้าส์ที่กองพล SOS ใช้)
o Buffalo LSW-TX-8NP 10/100M 8port Switch Hub (switch ที่กองพล SOS ใช้)
o Togo Heihachiro at Battle of Tsushima ("Today the weather is fair but~")
o Martians, Go Home by Frederic Brown ("Green Martian is~")
o Paptimus Scirocco from Mobile Suit Zeta Gundam ("Die craneflies!!")
o Salamis-Class Cruiser, Amuro Ray ("Ikimaasu!"), Garma Zabi ("Glory to the Computer Research Society!") from Mobile Suit Gundam
ตอน 12 : Live Alive
* ชื่อตอนของตอนนี้อาจจะมาจากเกมของค่าย Squaresoft "Live A Live"
* คนดูคนหนึ่งที่กำลังดูหนัง "การผจญภัยของอาซาฮินะ มิคุรุ ตอนที่ 00" คือสมาชิกชมรมคอมพิวเตอร์
* ในตอนที่แล้วประธานชมรมคอมพิวเตอร์ถามคิอนว่าเคยเห็นเกม Day of Sagittarius III แสดงในงานโรงเรียนหรือเปล่า ในนาทีที่ 2:28 จะเห็นคิอนเดินผ่านซุ้มนั้น
* มีดาราทีวีสองคนที่ปรากฏในนาทีที่ 2:29 คนหนึ่งคือ Hard Gay อีกคนหนึ่งคือ is Akihiro Miwa
* ป้ายชื่อร้าน The Third Reich Coffee House (純喫茶 第三帝国, Junkissa Daisanteikoku?) ที่วางอยู่ตรงระเบียงนั้นนำมาจากเรื่อง Urusei Yatsura 2: Beautiful Dreamer
* ละครที่โคอิซุมิร่วมแสดงคือเรื่อง Rosencrantz & Guildenstern Are Dead
* วาทยากรในวงออเครสต้านั้นหน้าตาเหมือนกับ Joe Hisaishi
* วงดนตรีที่ขึ้นแสดงก่อนหน้าวง ENOZ คือวง DMC จาก "First-ever Deathmetal Comedy Manga" Detroit Metal City โดย Kiminori Wakasugi
* ชื่อวง ENOZ นั้นอาจจะมาจากวงดนตรีหญิงล้วนที่ชื่อว่า ZONE ซึ่งเป็น ENOZ โดยการกลับตัวอักษร ที่คล้ายกันคือ ZONE ประกอบด้วยมือกีต้าร์สองคน มือเบสหนึ่งคน และมือกลองหนึ่งคน และ ZONE นั้นได้ยุบวงไปหลังจากจบ ม.ปลายเช่นเดียวกัน ชื่อสมาชิกในวงก็คล้ายคลึงกันเช่น Takako, Mai, Miyuki and Mizuki เป็นชื่อสมาชิกวง ENOZ ส่วน Takayo, Maiko, Miyu and Mizuho เป็นสมาชิกวง ZONE และแต่ละคนก็เล่นเครื่องดนตรีเหมือนกันคือ Takako(Takayo) - กีต้าร์ Mai(Maiko) - เบส, Mizuki(Mizuho) - กลอง, Miyuki(Miyu) - นักร้องนำ
* คอนเสริตของ ENOZ นั้นคล้ายคลึงกับภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง リンダリンダリンダ (Linda Linda Linda, ?) (2005) ซึ่งกำกับโดย Nobuhiro Yamashita. ซึ่งเนื้อเรื่องของหนังนั้นคล้ายคลึงกับประวัติของวง ENOZ
* เครื่องดนตรีที่ใช้โดยวง ENOZ
o Haruhi: Italia Mondial Classic 2Tone Sunburst
o Yuki: Gibson SG Special Classic White (Limited Color)
o Mai: Lakland Bob Glaub Signature Teal Green
o Mizuki: Pearl Drum Set
* กีต้าร์รุ่น Mondial Classic นั้นได้รับความนิยมมากหลังจากถูกนำไปแสดงในหนัง Jrock เรื่อง Linda, Linda, Linda
* ในฉากย่อยๆ ของตอนนี้จะมีฉากที่แสดงให้เห็นถึงการที่ฮารุฮิต้องขึ้นไปแสดง คือ ที่นาทีที่ 03:30 จะเห็นการแย่งกันระหว่างสมาชิกวงดนตรีและสภานักเรียนกับสาวกระต่ายคนหนึ่ง ที่นาทีที่ 04:25 จะเห็นสมาชิกวงดนตรีวิ่งถือเคสกีต้าร์วิ่งผ่านไป และในนาทีที่ 07:02 จะเห็นสาวกระต่ายและแม่มดถือเคสกีต้าร์วิ่งผ่านไป
* เมื่อคิอนพูดว่าให้สนุกสนานกับงานโรงเรียน "อย่างปกติ" นั้น เหมือนกับฉากที่ซางาระ โซสุเกะพูดที่น้ำพุร้อนในเรื่อง Full Metal Panic?:Fumoffu
ตอน 13 : The Melancholy of Suzumiya Haruhi V
* คนขับแท็กซี่นั้นหน้าตาเหมือนกับ อะราคาวา จากตอน Remote Island Syndrome (episode 06)
* การนั่งแท็กซี่นานๆ นั้นคล้ายกับหนัง sci-fi เรื่อง Solaris ซึ่งรู้จักกันดีในฉากนั่งแท็กซี่ที่นานถึง 10 นาทีบนทางด่วนในญี่ปุ่นอนาคต (โอซาก้า) ฉากคล้ายๆ กันนี้สามารถพบได้จากผลงานของ โอชิอิ มาโมรุ เช่นเรื่อง Patlabor the Movie 2 และ Urusei Yatsura 2: Beautiful Dreamer
* อิสุกินั้นอ้างคำพูดของ Bertrand Russell's 5 minute hypothesis ในทฤษฎีของเขา
ตอน 14 : The Melancholy of Suzumiya Haruhi VI
* ตอนนี้ไม่มีรายชื่อของผู้สร้างและคนพากษ์ แต่จะมีเพลงเปิด (Bouken Desho Desho) Full Version บรรเลงในช่วงจบของเรื่องแทน
* เพลงที่ใช้ในช่วงไคลแมกซ์ของเรื่องคือ Gustav Mahler's Symphony No. 8 "Symphony of a Thousand" Part I, Hymnus: Veni, Creator Spiritus (Come, Creator Spirit)
* คำพูดของคิอนที่พูดว่า "ออกจากโรงเรียนกันเถอะ" นั้นเป็นคำเดียวกับชื่อนิยายของ Nagaru Tanigawa 学校を出よう!(Lets leave the School! Gakkou wo Deyou!) ซึ่งเป็นผู้แต่งเรื่องนี้เช่นเดียวกัน
* หลังจากจบเพลง Bouken Desho Desho แล้วตัดฉากมา ผู้หญิงที่ยืนข้างรางรถไฟ มีลักษณะคล้ายกับผู้หญิงชุดขาวในช่วงแรกของตอน Remote Island Syndrome (Part I)
อื่นๆ
* ในเพลงเปิด (หลังจากขึ้นชื่อเรื่องซักครู่) ฮารุฮิจะก้าวแต่เท้าซ้ายข้างเดียวจนถึงตอนที่ 4 The Boredom of Suzumiya Haruhi ทำให้ขาของเธอดูเหมือนกำลังหมุนอยู่คล้ายใบพัดของเฮลิคอปเตอร์
* ในเพลงเปิดที่มีภาพ "YUKI.N>" และมีตัวคันจิตามหลังนั้น ตัวคันจิที่ตามมานั้นแปลได้ว่า "ครั้งหน้าเราไปห้องสมุดด้วยกันอีกนะ" ซึ่งเป็นเนื้อเรื้องของตอนที่ 14 (The Melancholy of Haruhi Suzumiya VI)
* หนังสือที่ยูคิอ่านในแต่ละตอนนั้นเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องในตอนนั้นๆ คือในตอนที่ 2 เธออ่าน The Fall of Hyperion เล่มที่สองของชุดนิยายสี่ภาค The Hyperion Cantos โดย Dan Simmons เช่นเดียวกับที่เธออ่าน The Code Book โดย Simon Singh ในตอนที่ 3 , Phenomenology of Spirit ของ Georg Wilhelm Friedrich Hegel ในตอนที่ 5, The Woman in the Wardrobe ของ Peter Antony ในตอนที่ 6 และ Starplex ของ Robert J. Sawyer ในตอนที่ 11
* สูตรคณิตศาสตร์, ฟิสิกส์ และ เคมีที่พบในเพลงเปิดนั้นได้แก่ positronium, Lambda baryons, benzene ring, cyclohexanes, infinite number, Titius-Bode law, Planck's constant, Drake equation, time-dependent Schrödinger equation, Hubble's law, infinite product, definition of information entropy, large numbers1, stationary Schrödinger equation, E=mc², probability axioms, definition of Laplace operator, the wave equation in one space dimension, and small numbers1
* คำพูดของนากาโตะ ยูคิ ที่ฟังไม่รู้เรื่องนั้น ส่วนใหญ่เป็นชุดคำสั่ง SQL ที่เร่งความเร็วและย้อนหลัง
* ฮิราโนะ อายะ คนพากษ์สุซุมิยะ ฮารุฮิ เป็นคนวาดเนโกะแมนที่เป็นฉากหลังของสปอนเซอร์ทุกๆ สัปดาห์
* ฉากในเพลงเปิดที่ฮารุฮิมองดาวตกและฉากที่วิ่งผ่านหมู่ดาวนั้นคล้ายคลึงกับฉากเปิดของเรื่อง Vision of Escaflowne
* ท่าเต้นในเพลงจบนั้นอาจจะนำมากจาก Berryz Koubou's Gag100 bun Aishite Kudasai MV ซึ่งคล้ายคลึงที่นาทีที่ 0:30, 1:23, 2:00, 2:03 และ 2:40 หรืออาจจะนำมาจาก ท่าเต้นของ ฮิราโนะ อายะ ที่เคยเต้นในวง SpringS ที่เธอเคยอยู่ซึ่งนักร้องสามคนมักจะเต้นระหว่างร้องเพลง
* บางส่วนของฉากเต้นในเพลงจบนั้นทำใน 30fps ซึ่งมากกว่ามาตรฐานทั่วไปของอะนิเมะปกติซึ่งจะอยู่ที่ 24fps
ความคิดเห็น