เอาเถิด ข้าไม่เสียใจ เพราะข้าตายแล้ว (Yaoi)

ตอนที่ 96 : ตอนที่ ๘๗ ความลับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 28,470
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,027 ครั้ง
    20 พ.ค. 60

ตอนที่ ๘๗ ความลับ

และแล้วก็ได้เวลาเผชิญหน้า!

เจ้าแมวอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เดินเข้ามานั่งตรงข้ามข้าที่รออยู่ก่อนแล้ว อารมณ์สีหน้าของเขาไม่มีส่วนใดใกล้เคียงคนที่กำลังจะถูกสอบสวน ตรงกันข้ามแลสบายอกสบายใจสดชื่นมากเกินไปด้วยซ้ำ คนสอบสวนอย่างข้ากลับเป็นคนเครียดแทนเสียนี่ ข้ายกมือลูบหน้าลดความตึงเครียดของตัวเองลง ไม่รู้ว่าจะคุยกันเรื่องอันใดบ้าง การไม่รู้อะไรเช่นนี้พาลให้เครียดจนปวดท้องแปล๊บๆ ชอบกล

ข้าจ้องเจ้าแมวที่ก้มหน้าจัดเสื้อผ้าที่ไม่เรียบร้อย สงสัยจะรีบอาบน้ำเปลี่ยนชุดออกมากระมัง ข้าเม้มปากค่อยๆ เบือนหน้าหนีไปจากภาพชวนน้ำลายหก ชายหนุ่มรูปงามมาเปิดเผยเรือนร่างวับๆ แวมๆ จะไม่ให้หวั่นไหวได้อย่างไรเล่า! สงสัยเหลือเกินว่าเจ้าแมวเจตนาปั่นป่วนสมาธิของข้าเป็นแน่ แผนชายงามสินะ ข้ารู้ทันนะ มะ...ไม่หวั่นไหวหรอกน่า

“ท่านจะพูดได้แล้วหรือยัง?”

“เป็นอันใด ไยดูหงุดหงิดเช่นนั้น”

ไม่ได้หงุดหงิด กำลังข่มใจอยู่ต่างหาก! แล้วเมื่อไรจะปิดสาบเสื้อเสียที ปล่อยให้แบเผยแผงอกแน่นๆ ล่อตาป่วนสมาธิผู้อื่นอยู่ได้ ข้าขมวดคิ้วแลดูเคร่งเครียดจริงจังยิ่งขึ้น เจ้าแมวกะพริบตามองมาอย่างไม่เข้าใจ แต่เขาก็พยักหน้าจัดเสื้อผ้าจนเรียบร้อยแล้วเริ่มเข้าประเด็นที่ทิ้งไว้เมื่อช่วงบ่าย

“แล้วเจ้าอยากรู้เรื่องใดก่อนเล่า” ฉินอ๋องพึมพำถามมา ข้าเผยมือยกความสะดวกให้แก่ฝ่ายเล่าไปแทน จะพูดเรื่องใดก็ตามสะดวกเลย นิ้วเรียวสวยลูบคางพลางตัดสินใจว่าจะพูดเรื่องใดก่อน ข้านั่งเงียบไม่เร่งเร้ามากเกินไปจนกลายเป็นกดดันเขา ครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่เขาก็เงยหน้ามามองข้าที่รอฟังอยู่

“ข้ามีความลับที่มิเคยบอกผู้ใด”

ห๊ะ? อยู่ดีๆ ก็เข้าเรื่องความลับเลยรึ ข้าชักสีหน้าตื่นตระหนกแต่ก็รีบกลบเกลื่อนทำหน้าจริงจังรับฟังสิ่งที่อีกฝ่ายเล่าต่อ ฉินอ๋องพยักหน้าเนิบๆ ดวงตาสีดำสนิทไม่มีร่องรอยล้อเล่นใดๆ ตรงกันข้ามมันจริงจังมากด้วยซ้ำ หัวใจข้าเต้นแรงมากขึ้น ทั้งกังวลและหวาดหวั่น ความลับ? ความลับอันใดกันแน่

“ในตอนที่ข้าไปประจำการที่ชายแดนได้มีบุรุษลึกลับนำบันทึกเล่มหนึ่งมามอบให้ บันทึกเล่มนั้นเขียนเรื่องไร้สาระเอาไว้เป็นจำนวนมาก ข้าเปิดผ่านๆ ไม่สนใจนัก”

บันทึกอย่างนั้นหรือ? บันทึกอันใดกัน? ข้าเอียงศีรษะแสดงความสนอกสนใจออกไปชัดเจน

“บันทึกอันใดงั้นรึ?”

“การล่มสลายของแคว้นฉิง”

!!!

ข้าผงะตกใจเกือบร่วงจากเก้าอี้

ว่าอย่างไรนะ!? การล่มสลายของแคว้นฉิงอย่างนั้นหรือ!?

นี่มันหมายความว่าอย่างไร ทำนายอนาคตอะไรเถือกนั้นงั้นหรือ ข้าขมวดคิ้วขบคิด ทั้งตกใจและประหลาดใจ ฉินอ๋องคงสีหน้านิ่งเฉยราวกับพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ ไม่คล้ายพูดถึงเหตุการณ์ใหญ่หลวงอย่างการล่มสลายของแคว้นแคว้นหนึ่ง ทำเอาความตื่นเต้นของข้าลดลงไปกึ่งหนึ่งเลยเชียว เจ้าแมวพยักหน้า ดวงตาหรี่ต่ำลงคล้ายครุ่นคิดไปถึงอดีต

“ตอนแรกข้ามิได้สนใจนัก คิดว่าเป็นเรื่องกลั่นแกล้งหรือการเล่นสนุก ทิ้งมันไว้อยู่หลายปี กระทั่งมีบางสิ่งสะกิดให้ข้ากลับไปอ่านบันทึกนั้นใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบ” ฉินอ๋องเล่าต่อ น้ำเสียงเลื่อนลอยเล็กๆ เจือด้วยอารมณ์เคืองแค้นที่ปกปิดไม่มิด “ในบันทึกเล่มนั้นเขียนไว้ว่ามีคนต้องการบั่นทอนกำลังรบด้วยอาหารปนพิษ ข้าไม่เชื่อแต่ลองตรวจสอบเสบียงในค่ายอย่างถี่ถ้วน ปกติแล้วเสบียงที่ถูกส่งมานั้นจะได้รับการตรวจและอารักขาเป็นอย่างดี แต่ก็มีกรณียกเว้นสำหรับบางราย” คนเล่าถอนหายใจแผ่วเบา เขาส่ายหน้าไปมา เสียงเบาลงเล็กน้อย

“ผู้ใดจะคาดว่าจะตรวจสอบพบเสบียงปนพิษเข้าจริงๆ ซ้ำยังเป็นของ...”

เหลียงอ๋อง...

ข้าคาดเดาได้อย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าเสบียงที่ขนส่งเข้าค่ายทหารจะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวด แต่จะมีเสบียงของผู้ใดเล่าที่จะผ่านขั้นตอนไปได้อย่างง่ายดาย แรกเริ่มคงจะตรวจสอบเข้มงวดไม่ต่างจากรายอื่นๆ แต่เมื่อนานไปได้สะสมความไว้ใจและความเชื่อมั่นมากพอมันก็จะได้รับการยกเว้นพิเศษ ในตอนนั้นเหลียงอ๋องคงจะเริ่มทยอยส่งเสบียงเจือปนพิษ แผนซึมลึกที่รอคอยกัดเหยื่อจมเขี้ยวเช่นนี้มิใช่วิสัยของเหลียงอ๋องแล้วจะเป็นผู้ใดกันเล่า

มันทำให้ข้านึกไปถึงเหตุการณ์ในชีวิตที่แล้ว ในตอนนั้นฉินอ๋องเกือบสิ้นชีพในศึกหน้าหนาว ทำให้พลังของเขาลดลง ซ้ำยังได้รับบาดแผลที่ส่งผลร้ายต่อร่างกาย และกว่าจะทำศึกเอาชนะมาได้ก็เรียกได้ว่าลำบากแทบลากเลือด นี่ยังไม่นับเหตุการณ์ลอบสังหารอีก ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหลียงอ๋องมุ่งกำจัดพระอนุชาต่างมารดาผู้นี้แน่ๆ แต่ฉินอ๋องก็หนังหนานัก รอดมาได้อย่างหวุดหวิด

“แล้วท่านทำอย่างไรต่อรึ?”

เห็นได้ชัดว่าฉินอ๋องก็ยังรับเสบียงอาหารจากเหลียงอ๋องเป็นปกติ หนำซ้ำยังไม่แสดงพิรุธใดๆ ว่าล่วงรู้เรื่องพิษเสียด้วย ตรงกันข้ามกับแสดงละครตบตาว่ายังสนิทสนมไว้วางใจเช่นเดิม พอย้อนนึกไปมันก็ทำให้ข้าสะทกสะท้านเล็กๆ แนบเนียนจนไม่นึกสงสัยหรือเอะใจใดๆ เลยสักนิด ที่แท้แล้วเจ้าแมวก็ล่วงรู้ทุกอย่างโดยไม่ต้องให้ข้าบอกใบ้ ซ้ำยังรู้มากกว่าอีก บันทึกเล่มนั้นเขียนอะไรไว้อีกกันนะ ข้าชักสงสัยใคร่รู้นิดๆ

“ข้าอ่านบันทึกเล่มนั้นจนจำขึ้นใจแล้วเผาทำลายมันทิ้ง และเริ่มซ้อนแผนการของพวกมันแบบที่ไม่ให้ฝ่ายตรงกันข้ามระแคะระคายเสียก่อน ดำเนินการทุกอย่างเหมือนปกติและเริ่มสืบเก็บหลักฐานต่างๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป บันทึกเล่มนั้นนอกจากบันทึกเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแล้วยังเขียนแนะนำเรื่องที่ต้องทำอีกด้วย ผลก็อย่างที่เป็นอยู่นั่นแหละ ถึงแม้จะยังจับกุมเอาผิดกับตัวต้นเหตุมิได้ แต่มันก็ทำให้รู้ว่าผู้ใดเป็นตัวปัญหาบ้าง และควรทำอย่างไรต่อไป”

“เพียงแค่นั้นท่านก็คิดว่าคนๆ นั้นเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดเลยหรือ?”

ความสัมพันธ์ของฉินอ๋องกับเหลียงอ๋องนั้นค่อนข้างแน่นแฟ้นไม่ต่างจากส่านอ๋อง หากมีผู้ใดมากล่าวหาพี่ชายคนรองฉินอ๋องกับส่านอ๋องคงจะมีโทสะมากกว่าเชื่อ จากชีวิตที่แล้วของข้าดูไม่ออกเลยว่าเหลียงอ๋องจะเป็นคนเช่นนั้นได้ คิดได้เช่นนั้นข้าก็ถอนหายใจ ครั่นคร้ามการแสดงสมจริงของเหลียงอ๋องผู้นั้น

“ไม่หรอก ข้าระแคะระคายอยู่ก่อนแล้ว ตั้งแต่เด็กข้ามีโรคประหลาดที่รักษามิได้ อุณหภูมิของร่างกายต่ำกว่าคนทั่วไปมาก หมอหลวงวินิจฉัยว่าเป็นเพราะข้ามีพลังวิเศษเกี่ยวกับความเย็น มิใช่พิษหรืออาการเจ็บป่วยใดๆ ผู้ใดเลยจะคาดคิดว่ามันเป็นการวางพิษจริงๆ หมอหลวงช่างน่าเอ็นดูนัก” เจ้าแมวทำเสียงหึในลำคอ ปากพูดว่าน่าเอ็นดูแต่สีหน้าเย็นชาอย่างยิ่ง ข้าไม่คิดว่ามันจะเป็นคำชม ว่าแต่โรคประหลาดที่ว่าคงมิใช่เรื่องยาพิษบุปผาเยือกบ้าบอของเหลียงอ๋องหรอกใช่ไหม ข้ารู้สึกหวาดกลัวท่านอ๋องขี้โรคจอมปลอมคนนั้นจริงๆ ลงมือเหี้ยมตั้งแต่เด็กเลย

“ผลข้างเคียงของอาการนั้นทำให้หลังจากร่วมอภิรมย์กับสตรีข้าจะล้มป่วยหนักแทบเป็นแทบตายทุกครั้ง และมันเป็นอุปสรรคในการฝึกลมปราณเพิ่มพลังอีกด้วย ต่อให้ฝึกหนักเท่าใดพลังก็จะเพิ่มช้ากว่าคนทั่วไปหลายเท่าตัว” ฉินอ๋องบ่นพึมพำด้วยสีหน้านิ่งๆ ข้ากะพริบตาจ้องมองเขาด้วยแววตาแปลกๆ จนเขาหยุดพูดชำเลืองมองมาคล้ายจะสงสัย ข้าส่ายหน้าปฏิเสธไป ตอนพูดเรื่องหลับนอนกับสตรีทำอย่างกับพูดถึงเรื่องดินฟ้าอากาศจนข้าประท้วงอะไรไม่ออก ข้าพยักพเยิดให้เขาเล่าต่อไป

“ข้าพยายามค้นหาที่มาของยาพิษจนไปเจอว่ายาบำรุงที่พี่ชายมอบให้บ่อยๆ นั้นคือต้นเหตุ มันเป็นเพียงแค่ยาบำรุงทั่วไปไม่ว่าจะตรวจสอบอย่างไรก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ ข้าจึงคิดว่าเขาไม่ได้ตั้งใจหรืออาจเป็นเพราะตัวข้าแพ้สมุนไพรที่เป็นส่วนผสมของยาบำรุงนั้นเอง แม้จะพบต้นเหตุแล้วแต่ข้าก็ไม่ได้บอกใคร อาจจะเป็นเพราะสัญชาตญาณกระมัง ว่าเรื่องนี้ต้องมิใช่เรื่องธรรมดาๆ พอหยุดกินยาข้าพยายามขับพิษในร่างกายออก พอกำจัดพิษหมดอยู่ดีๆ พลังลมปราณก็ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเหมือนที่ฝึกหนักเอาไว้จะสะสมมาเพิ่มคืนย้อนหลังให้ ไม่เสียแรงที่ตะบี้ตะบันฝึกฝนแทบลากเลือด บวกกับได้เคล็ดวิชาลับมาจึงทำให้พลังของข้าเพิ่มพรวดพราด น่าตกใจจริงๆ”

ข้าจ้องคนที่บอกว่าตกใจ สีหน้าตกใจนิ่งเสียจนดูไม่ออกมามันตกใจที่ใด ถ้านี่เรียกว่าตกใจแล้วคนที่ตกใจจริงๆ จะไม่กลายเป็นบ้าหรอกหรือ ข้าแอบส่ายหน้าระอากับคนแสดงอารมณ์ได้ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เหตุใดชีวิตของข้าถึงได้เกี่ยวพันกับคนประเภทนี้เสมอนะ ไม่ว่าจะเป็นบิดาบังเกิดเกล้า แล้วนี่ยัง... เอาเถิด ข้าชินแล้ว

มาว่าเรื่องเดิมก่อนเถิด เมื่อลองคิดแล้ว ในชีวิตที่แล้วฉินอ๋องถูกพิษบุปผาเยือกจนทำให้การฝึกปรือพลังวิเศษยากลำบาก ข้าแอบจุ๊ปากขัดใจ ขนาดพลังฝืดเคืองกว่าคนปกติหลายเท่าตัวยังมีพลังขั้นเจ็ด ฉินอ๋องนี่ฝึกหนักแค่ไหนกันนะ ไม่ยากจะนึกถึงเลย และในตอนที่เขาก็ได้รับบาดเจ็บจากศึกสงครามพลอยให้พลังถดถอย ไม่แปลกใจที่เขาในตอนนั้นจะเป็นจะตาย เพราะกว่าจะได้พลังมาขนาดนั้นมันยากลำบากมาก

แล้วฉินอ๋องในตอนนี้เล่ามีพลังขั้นใดกันแน่ ตัวข้าคาดเดามิออก แน่ใจเพียงว่าต้องขั้นแปดขึ้นไปแล้วแน่ๆ เขาเป็นคนฝึกพลังที่เคร่งครัด ต้องพยายามเพิ่มพลังทลายขีดจำกัดอย่างบ้าคลั่งแน่ ในชีวิตที่แล้วยังเกือบจะขั้นแปด ตอนนี้ไม่มีอุปสรรคอย่างฤทธิ์ของพิษบุปผาเยือกแล้ว น่ากลัวว่ามันจะต้องสูงมากๆ แน่

“เช่นนั้นตอนนี้ท่านมีพลังขั้นใดงั้นหรือ?” ข้าลองหยั่งเชิงถามออกไปตรงๆ เจ้าแมวทำเสียงอืมในลำคอ เหลือบดวงตาขึ้นบน ลีลาไม่ยอมบอกง่ายๆ ข้าทำใจไว้แล้วละว่าเขาไม่อยากจะเปิดเผย เอาเถิด มันมิได้สำคัญถึงขนาดจะต้องรู้ให้ได้ เขาจะมีพลังขั้นใดข้ารู้ไปก็มิได้ประโยชน์อันใด ฉินอ๋องกลับมามองข้าก่อนจะยกมุมปากยิ้มเอ่ยตอบแบบน่าหมั่นไส้เป็นที่สุด

“สามีของเจ้าแข็งแกร่งมาก”

ข้าอยากจะกลอกตาใส่นัก ใช่เรื่องที่ต้องรู้ไหม แค่อยากจะเลี่ยงไม่ตอบก็บอกกันตรงๆ มาพูดชวนขนลุกเช่นนี้วอนหาเรื่องผู้คนแท้ๆ ก่อนที่จะหงุดหงิดไปมากกว่านั้นข้ารีบเปลี่ยนเรื่องคุยสานประเด็นต่อ

“แล้วบันทึกนั้นยังเขียนเรื่องใดไว้อีกหรือไม่?”

“เยอะ”

“เรื่องการล่มสลายของแคว้นฉิงล่ะ”

ฉินอ๋องหยุดคิดก่อนเอ่ยสรุปออกมาสั้นกระชับ

“ศึกชิงบัลลังก์เดือด ฮ่องเต้ไร้ใจครองราชย์ ไว้พระทัยคนใจคด แผ่นดินแตกเป็นเสี่ยงด้วยน้ำมือโหยวเยว่”

“โหยวเยว่?” ข้าอุทานออกเสียงแหลม เรื่องแรกๆ เป็นประเด็นพื้นฐานพอคาดเดาได้ แต่ประเด็นโหยวเยว่นั้นสร้างความประหลาดใจปนงุนงงอย่างยิ่ง โหยวเยว่ที่ว่านั้นคงมิใช่แซ่หรอกใช่ไหม หรือว่าจะเป็น...

“เจ้าเคยได้ยินเรื่องสี่ตระกูลพยัคฆ์หรือไม่”

“อืม เหมือนเคยอ่านจากบันทึกในหอประวัติศาสตร์” ข้าพยักหน้าหงึกหงัก ย้อนคิดไปตอนที่ค้นหาข้อมูลตระกูลเยว่ เอ๋ ประเดี๋ยวก่อน โหยวเยว่ที่ว่าคงมิใช่... จริงๆ หรอกนะ ข้าทำหน้าฉงนใจ ชำเลืองมองคนตรงหน้าเร็วๆ ทีหนึ่ง ฉินอ๋องมิได้ว่ากระไรกับท่าทีตกใจของข้า เขาเปิดปากอธิบาย

“เยว่ ซุน โหยว จา สี่ตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจมากขนาดสั่นคลอนได้ทั้งแคว้น”

สี่ตระกูลพยัคฆ์ที่ข้าเคยอ่านเจอ!

“ตระกูลเยว่ลึกลับที่สุดครอบครองพลังที่น่ากลัว คำพูดเดียวคร่าชีวิตนับแสน ตระกูลซุนแข็งแกร่งที่สุด ราชวงศ์ที่ปกครองแคว้นต้าซุน แคว้นอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า ตระกูลโหยวร่ำรวยที่สุดในแผ่นดิน เส้นทางการค้าและกิจการใดๆ ในหล้าล้วนอยู่ในมือของพวกเขา และตระกูลจาทรงภูมิปัญญาที่สุด มีสำนักวิชาที่โด่งดังมีชื่อเสียงมากมาย ตำราวิชาความรู้ล้ำค่า บุคคลสำคัญล้วนแล้วแต่เป็นลูกศิษย์ของพวกเขา”

ฉินอ๋องถอนหายใจ รำพึงรำพันอย่างปลงตก

“ภายนอกนั้นล้วนมีแต่แคว้นแข็งแกร่ง หากเปรียบเทียบกับแคว้นใหญ่ๆ เหล่านั้นแคว้นฉิงก็เหมือนเป็นแมลงตัวเล็กๆ พวกเราไม่เคยรู้เรื่องอันใดภายนอกเสมือนเป็นกบในบ่อคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่”

ความยิ่งใหญ่ของตระกูลเยว่ข้าพอรู้มาบ้าง แต่อีกสามตระกูลไม่เคยรู้มาก่อนเลย ตระกูลซุนเป็นถึงราชวงศ์ครองแคว้นใหญ่อันดับหนึ่งเลยรึ!? ยิ่งใหญ่กว่าตระกูลเยว่เสียอีก แล้วเหตุใดตระกูลเยว่ถึงถูกเรียกว่าเป็นตระกูลอันดับหนึ่ง ตระกูลโหยวที่ร่ำรวยอันดับหนึ่งนั่นอีก สี่ตระกูลนี่ยิ่งใหญ่จริงๆ

“ท่านรู้เยอะทีเดียว” ข้าประหลาดใจไม่น้อย ขนาดไปค้นข้อมูลจากหอบันทึกยังไม่ละเอียดเท่านี้เลย ฉินอ๋องยักไหล่

“ข้าสืบมานิดหน่อย และฟังมาจากเจ้าภาพปริศนา”

คนที่เขาไปพบเมื่อวานสินะ ผู้ใดกันที่รู้เรื่องราวพวกนี้ ในแคว้นฉิงที่ห่างไกลจากแคว้นใหญ่เหล่านั้นมิน่าจะมีคนที่ใส่ใจเรื่องราวห่างไกลตัวเช่นนี้ แต่ช่างเถิด ในเมื่อคนๆ นั้นต้องการปกปิดตัวตนเอาไว้ข้าก็จะให้ความร่วมมือในตรงนี้ด้วย ข้าสลัดเรื่องนี้ออกไปแล้วคว้าประเด็นเก่าเข้ามาชักถามต่อ

“แล้วมันเกี่ยวข้องกันอย่างไร”

“แคว้นฉิงแห่งนี้เป็นสนามทดสอบของเหล่าทายาทสี่ตระกูลพยัคฆ์ ไม่ว่าจะเป็นเยว่ โหยว จา ถ้าหากตระกูลซุนมาเพิ่มอีกข้าก็ไม่แปลกใจนักหรอก” ฉินอ๋องตอบกลับมาพร้อมกับเล่นตลกที่ไม่ตลกสักนิด ว่าอย่างไรนะ สนามทดสอบของทายาทสี่ตระกูลพยัคฆ์น่ะหรือ ถ้าเช่นนั้นก็แปลว่านอกจากตระกูลซุนแล้วทายาทอีกสามตระกูลที่เหลืออยู่ที่แคว้นฉิง!? ข้าสูดลมหายใจตื่นเต้นจนเหงื่อแตกพลั่กไปหมด

โอ้ ให้ตายเถิด ไม่เคยรู้มาก่อนเลย!

“แล้วเกิดอันใดขึ้นงั้นหรือถึงทำให้ตระกูลโหยวและตระกูลเยว่...”

“ในบันทึกนั้นบอกไว้ว่าทายาทตระกูลโหยวและตระกูลเยว่จบชีวิตลงในแคว้นฉิง ทำให้สองตระกูลใหญ่เดือดดาลเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะตระกูลโหยวที่ตัดเส้นทางการค้าและระงับกิจการทุกอย่างในแคว้นฉิง สร้างความปั่นป่วนและวุ่นวายขึ้นในแคว้น เมื่อไม่มีการค้าขายเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของแคว้นจึงตกต่ำลง สิ่งของเริ่มหายากข้าวปลาขาดแคลน

แม้จะพยายามพึ่งการเกษตรก็ไม่เพียงพอ วัตถุดิบบางอย่างต้องนำเข้าจากแคว้นอื่นแต่เพราะอำนาจตระกูลโหยวจึงไม่สามารถทำได้ หนำซ้ำยังเกิดเภทภัยฤดูกาลสับสนแผ่นดินแห้งแร้งฤดูหนาวที่ยาวนานจากคำสาปของตระกูลเยว่ ผลผลิตที่เดิมมีน้อยอยู่แล้วก็น้อยลงไปเรื่อยๆ ประชาชนแย่งชิงฆ่าปล้น ผู้คนทยอยล้มหายตายจาก บางส่วนอพยพหนีไปพึ่งพาแคว้นอื่น และแล้วแคว้นฉิงก็ล่มสลายลง ทั้งที่ตัวต้นเหตุรอดกลับไปยังตระกูลตนเองอย่างสุขสบาย!

“ทายาทตระกูลโหยวกับเยว่?” เสียงของข้าแหบแห้งยามเอ่ยออกไป

ข้าใจเต้นตึกตักรัวแรงด้วยความหวาดกลัว ฉินอ๋องชำเลืองมามองเงียบๆ ไม่พูดสิ่งใด แต่นั่นก็เปรียบได้กับคำยืนยัน ข้างั้นหรือทายาทตระกูลเยว่ ประเดี๋ยวก่อน ในบันทึกนั้นมันบอกว่าข้าจะตายด้วยรึ!? ในชีวิตที่แล้วข้าก็ตายจริงๆ นั่นแหละ หรือว่านี่จะเป็นเรื่องราวหลังจากที่ข้าตายไปอย่างนั้นหรือ ข้านั่งลงตกอยู่ในห้วงความคิดที่สับสนและตื่นตระหนกถึงขีดสุด

ข้าเป็นหนึ่งในต้นเหตุที่ทำให้แคว้นแห่งนี้ล่มสลาย...

ก่อนที่จะคิดไปไกล ข้าฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ เดี๋ยวก่อน หรือว่า...

“ท่านรู้ว่าข้าเป็นคนตระกูลเยว่มาตลอด!” ข้าก้มหน้ากัดฟันเอ่ยออกไปด้วยเสียงกึ่งตวาดที่สั่นเครือ

ไม่นะ ไม่ ทั้งหมดนี่เป็นเพราะบันทึกเล่มนั้นงั้นหรือ? เขาช่วยข้าไว้ก็เพราะว่าข้าคือทายาทตระกูลเยว่อย่างนั้นหรือ? นี่มัน... มันคือเรื่องจริง ไม่แปลกเลยว่าทำไมฉินอ๋องถึงดูไม่ตกใจหรือแปลกใจที่เห็นข้ามีพลังเยว่ตี้ บ้าเอ๊ย เพราะเขารู้อยู่แล้ว!

“ใช่ ข้ารู้”

ข้าผงกศีรษะขึ้นไปมองดวงหน้าหล่อเหลาที่ยังคงเย็นชา แม้กระทั่งเสียงยังราบเรียบไม่เปลี่ยน หัวใจของข้าเจ็บหนึบไปหมด ขอบตาร้อนผ่าว น้ำตาคลอขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ไม่อยากจะได้ยินเลยสักนิดแต่มันก็ดังเข้าหูชัดถ้อยชัดคำตอกย้ำความจริง เพราะเหตุนี้งั้นหรือ เพราะว่าข้าเป็นทายาทตระกูลเยว่ถึงได้เข้ามาสนิทสนมด้วย!? ทั้งที่ในชีวิตก่อนนั้นไม่เคยมีค่างวดอันใด แต่พอรู้ความจริงข้อนั้นถึงกลับ... ยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว! แผนชายงามช่างยอดเยี่ยม ข้าพูดอะไรไม่ออก เจ็บปวดตัวชาไปหมด

ข้าถูกหลอกใช้อีกแล้ว!

“จิ้งถิง นี่เจ้าคงมิได้คิดอันใดเลวร้ายอยู่หรอกนะ? เฮ้อ หัวน้อยๆ ของเจ้านี่มัน...”

ตอนที่ข้ากำลังจมอยู่ในหนองน้ำแห่งความเศร้าโศก เสียงเย็นๆ ปนเอือมระอาก็เอ่ยขัดขึ้นมา ข้าสูดน้ำมูกเช็ดน้ำตาแล้วเงยหน้ามองเจ้าแมวที่หรี่ตามองมาอย่างจับผิด แววตาเย็นเยียบคู่นั้นฉายแววขุ่นเคืองออกมาเล็กน้อย ข้ากะพริบตามองคนตรงหน้าที่โมโหเงียบงัน ประเดี๋ยวสิ ข้าต่างหากที่ต้องโมโห ไยเจ้าต้องทำท่าไม่พอใจเช่นนั้นเล่า ข้าต่างหากที่ถูกหลอก

“ฟังนะ ข้าเก็บหัวผักกาดเช่นเจ้ามากิน ไม่เกี่ยวกับว่าเจ้าจะเป็นใคร ต่อให้เป็นเยว่แล้วอย่างไรข้าจะกินเสียอย่าง!” เจ้าแมวกอดอกประกาศเจตนาชัดเจน ท่าทางประหนึ่งเด็กน้อยเอาแต่ใจที่ดื้อดึงหวงขนมถังหูลู่ไว้กินคนเดียว น้ำตาของข้าพลันหยุดไหล เม้มริมฝีปากจนบิดเบี้ยว

ผู้ใดเป็นหัวผักกาดกัน!?

เหตุใดต้องเปรียบข้ากับหัวผักกาดด้วยเล่า จะหัวเราะหรือโกรธข้าเลือกไม่ถูกเลย เจ้าแมวบัดซบ!

“ไม่ร้องต่อแล้วรึ?” ฉินอ๋องถามเสียงสั่นๆ ฟังเหมือนคนกลั้นขำ

ใครมันจะไปมีอารมณ์ร้องต่อกัน ข้าไม่ตอบออกไป ทำเพียงขึงตาเขียวปั๊ดใส่คนที่ทำหน้าล้อเลียน ลูบหน้าลูบตากลับมาปกติแต่ในใจนั้นยังระแวงอยู่เล็กน้อย ข้าลอบมองฉินอ๋องที่นั่งทำหน้านิ่งยิ่งกว่านิ่งแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ยกมือโบกเป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายพูดต่อ เจ้าแมวยิ้มขบขันวูบหนึ่ง แค่นั้นข้าก็อับอายจนอยากจะมุดใต้โต๊ะหนีแล้ว

ปัดโธ่ เป็นผู้ใดก็ต้องตกใจอยู่แล้วละ พูดเช่นนั้นมันก็ต้องมีคิดกันบ้าง

“เชื่อใจข้า มาถึงขั้นนี้แล้วหากยังไม่เชื่อใจกันอีก ต่อไปจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร?” เจ้าแมวทอดถอนหายใจออกมายาวเหยียดก่อนจะส่ายหน้าเอ่ยน้ำเสียงอ่อนใจเล็กๆ

ทำเป็นพูดดีไป เมื่อวานนี้ผู้ใดจ้องข้าอย่างกับจะแช่แข็งอยู่รอมร่อกัน ถึงจะค่อนแคะเช่นนั้นแต่ในใจก็รู้แล้วว่าเขาพูดถูก จึงไม่กล่าวอันใดตอบกลับไป ได้แต่ถอนหายใจกับจิตใจอ่อนไหวง่าย เหตุใดถึงไม่แข็งแกร่งดุจหินผาต่อให้พายุโหมกระหน่ำก็ไม่สะเทือน หรืออาจเป็นเพราะเคยมีอดีตไม่พิสมัยกระมัง

พอใจเย็นลงแล้วคิดให้รอบคอบก็เห็นความจริงบางอย่าง ถ้าเจ้าแมวจะหลอกกันจริงๆ จะมานั่งลำบากลำบนเล่าเรื่องพวกนี้ไปทำไม เฮ้อ พอเป็นเรื่องเจ้าแมวทีไรปัญญาของข้าก็แทบลดเป็นศูนย์ทุกที

“เข้าใจแล้วกระมัง?”

“อืม” ข้าพยักหน้า ไม่กล้าจะสบตากับคนตรงหน้า เมื่อครู่อันใดดลใจให้ทำแบบนั้นกัน น่าอายยิ่งนัก

“เข้าใจจริงๆ?” เจ้าแมวลุกขึ้นเดินอ้อมโต๊ะมาหาพร้อมกับกระซิบถามข้างหู ยืนยันอีกครั้ง หน้าตาไม่ได้จริงจังอันใดสักนิด ดูแล้วแค่อยากแกล้งให้ข้าเขินอายเท่านั้น ข้าขมวดคิ้วพยักหน้าแรงๆ ตอบกลับ ย้ำทำไมนัก ข้าอายนะ! แล้วเหตุใดต้องยื่นหน้ามากระซิบกระซาบข้างหูใกล้เพียงนี้ด้วย ตัวข้าสั่นไหวไปหมดเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะทุ้มๆ ดังข้างหู

ล้อกันเข้าไป อย่าให้ถึงทีข้าบ้างก็แล้วกัน

ฉินอ๋องเอื้อมมือมาโยกศีรษะของข้าเบาแรง เสียงทุ้มต่ำกระซิบเบาๆ

“เด็กดี”

ไม่เพียงแค่นั้นเจ้าของห้องถือสิทธิ์อย่างยิ่งยวด แทรกตัวมานั่งแทนแล้วอุ้มข้านั่งบนตัก ใช้ตัวโอบกอดแน่นจนร้อนไปหมด นั่นยังไม่เท่าไรเมื่อเทียบกับสัมผัสจากปลายนิ้วที่เกลี่ยตามกรอบหน้าทำเอาหัวใจของข้าหวิวๆ ข้าเม้มปาก อดกลั้นสุดชีวิต ตั้งสติแล้วลืมตาเอี้ยวตัวไปสบดวงตาสีดำสนิทที่เหมือนกำลังยิ้มแย้มก็มือไม้อ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรง ลมหายใจของข้าพลันสะดุดเมื่อเขาก้มลงมาประทับจูบเบาๆ เหมือนแมลงปอบินโฉบ

ระ...เรื่องมันค้างที่ตรงไหนแล้วนะ! ข้าพยายามกอบกู้สติสัมปชัญญะกลับมาทั้งที่ใจสั่นระรัวไปหมด พยายามจะไม่ใส่ใจรสสัมผัสชวนมึนเมาของเจ้าแมวที่คลอเคลียออดอ้อน พวกเราพูดถึงการล่มสลายของแคว้นฉิง ตระกูลโหยวตัดขาดการค้า ส่วนคำสาปแช่งตระกูลเยว่ นั่นอาจจะเป็นพลังเยว่ตี้กระมัง ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะทายาทของสองตระกูลสิ้นชีวิตลง แต่ว่าตอนนี้ข้ายังมีชีวิตอยู่ แน่นอนละ ตอนนั้นข้าตายในวัยยี่สิบนี่นะ แล้วทายาทตระกูลโหยวเล่า ข้าดันหน้าเจ้าแมวที่ชักจะลามปามไปไกล จากนั้นก็ถามเปิดประเด็นที่สงสัย

“แล้วทายาทตระกูลโหยวเล่า?”

ถ้าหากรู้ว่าทายาทตระกูลโหยวเป็นผู้ใดก็จะช่วยเขาไม่ให้ตายได้ เปลี่ยนแปลงอนาคตไม่ให้แคว้นฉิงต้องล่มสลาย พอไม่มีใครตายก็ไม่ทำให้ตระกูลโหยวและตระกูลเยว่ต้องมาล้างแค้นอย่างไรล่ะ เอ๊ะ หรือว่าจะไปกำจัดคนที่คิดทำร้ายทายาทตระกูลโหยวดีนะ แบบตัดไฟตั้งแต่ต้นลมอย่างไรล่ะ

“อย่าไปห่วงเขาเลย ห่วงตัวเจ้าจะดีกว่า”

“เอ๊ะ นี่ท่านรู้แล้วอย่างนั้นหรือมีเขาเป็นผู้ใด?”

“แน่นอน ก็ไปเจอมาแล้วนี่น่า”

“ใครเหรอ เขาเป็นใคร!?

มันก็ไม่แปลกหรอกที่ข้าอยากจะรู้จัก เขาเป็นถึงทายาทตระกูลโหยวที่ร่ำรวยที่สุดในแผ่นดินนี่นะ ร่ำรวยที่สุด... ตื่นเต้นจริงๆ! คนรักเงินรักทองอย่างข้าย่อมอยากรู้จักมหาเศรษฐีระดับนั้นอยู่แล้ว!    

“จะรู้ไปทำไม?” เจ้าแมวมองเหยียดพร้อมกับทำหน้าเย็นชา เสียงยิ่งเย็นเยียบ ข้าตัวแข็งหนาวสั่นไปถึงกระดูก ไม่ใช่เสียหน่อย ไม่ได้สนใจทำนองนั้นเลย แล้วทำไมต้องทำหน้าน่ากลัวเช่นนั้นด้วยเล่า!? จะหนีก็หนีไปไหนก็ไม่ได้ ข้าขยับตัวดิ้นออกจากแขนที่รัดรึงหนาแน่น จะบีบจนไส้ข้าทะลักออกปากเลยหรือยังไง

“ไม่อยากรู้แล้ว! เจ็บๆ!

“เด็กดี”

ไม่ต้องมาปลอบใจเลย ข้าพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ บ้าจริง ไม่อยากรู้แล้วก็ได้ หรือว่าคนๆ นั้นจะบอกให้เจ้าแมวช่วยปิดบังความลับนี้อย่างนั้นหรือ? อา นั่นสินะ เขามาอยู่ที่นี่เพราะมาทดสอบตนเองย่อมต้องปิดบังตัวตนที่แท้จริงเป็นความลับ แล้วเจ้าแมวไปรู้ได้อย่างไรล่ะ ข้าชำเหลืองไปมองเจ้าแมวอย่างหวั่นๆ แล้วก็ถูกดวงตาคมปราดตวัดมามอง นะ-น่ากลัว ข้ากลอกตาไปมา สมองแล่นเร็วจี๋ ยังไงก็เปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่า ขืนปล่อยไปแบบนี้มีหวังถูกแช่แข็งแน่

“วะ-ว่าแต่เตือนเขาไปแล้วสินะ ยังไงเสียก็ต้องเตือนเพื่อไม่ให้เขาตายนี่น่า”

“ชิ เขามิใช่คนอ่อนแอที่ตายง่ายๆ ถ้าไม่ยอมตายเสียเองน่ะนะ”

ชิสินะ เมื่อกี้ได้ยินเสียงชิเต็มๆ หูเลยละ เพราะอะไรถึงได้ไม่สบอารมณ์ขนาดนั้นกัน ข้าลอบมองด้วยความไม่เข้าใจและสงสัย ท่าทางการเจอกันของเจ้าแมวกับทายาทตระกูลโหยวจะไม่ค่อยประทับใจกันสินะ แต่ชีวิตของคุณชายโหยวมีความสำคัญต่อการล่มสลายของแคว้นฉิง ดังนั้นต้องมองข้ามเรื่องส่วนตัวเห็นแก่ส่วนร่วมแทน ข้าเอ่ยถามอีกรอบ

 “ถ้าเขาเก่งขนาดนั้นแล้วเหตุใดถึงได้ตายกันเล่า?”

“หากเจ้ายื่นจอกสุราพิษมาให้ข้า ข้าก็เต็มใจดื่มมันแม้รู้อยู่เต็มอกว่าต้องตาย”

“...ข้าไม่มีทางยื่นจอกพิษให้ท่าน”

“ใช่แล้ว เพราะเจ้ารักข้า แต่คุณชายโหยวมิได้โชคดีเช่นนั้น” เจ้าแมวกระซิบเสียงทุ้มต่ำ

น้ำเสียงพึงพอใจเป็นอย่างมาก มากเสียจนข้าชักอยากยกจอกสุราผสมพิษให้สักครั้ง น่าหมั่นไส้ยิ่ง ไม่เพียงแค่นั้นยังยุ่งย่ามกับแก้มผู้อื่นอยู่ได้ หากมันช้ำข้าไม่แปลกใจเลยสักนิด ข้าถอนหายใจ พยายามไม่ใส่ใจคนที่พยายามแทะโลมอยู่ด้านหลัง ย้อนมาคิดเรื่องคุณชายโหยวแล้วก็ต้องถอนหายใจ แบบนี้ต่อให้รู้ว่าต้องตายยังไงก็ห้ามไม่ได้สินะ หากเป็นข้าก็คงตายไปพร้อมใจสลาย ช่างน่าเศร้า คิดเรื่องนี้พานให้เศร้าหมองแปลกๆ ข้าหัวเราะกลบเกลื่อนบรรยากาศเปลี่ยนหัวเรื่องไปคุยเรื่องอื่นแทน

“จริงสิ! ท่านบอกว่าตัวต้นเหตุรอดกลับตระกูลไป ตัวต้นเหตุที่ว่าจะเป็นทายาทตระกูลจา... อ๊ะ” ข้าหยุดพูด นิ่งไปอึดใจ ในหัวฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ ในตอนนั้นท่านแม่คล้ายจะกล่าวถึงพลังมายาเป็นพลังวิเศษที่มีแค่สายเลือดตระกูลจาเท่านั้น หรือว่า... ข้าขนลุกซู่ชันเมื่อได้ข้อสรุปนั้นมา หันตัวไปหาคนที่กอดจากด้านหลัง เงยหน้ามองเขาอย่างตื่นตกใจ

“เหลียงอ๋องงั้นหรือ!?” ข้าตะโกนใส่หน้าเจ้าแมวเสียงดังลั่น คนถูกตะโกนใส่นิ่งเงียบมึนไปชั่วขณะก่อนจะได้สติเหลือกตากลับมาใส่ ข้าก็ได้สติคืนกลับมา เมื่อกี้ตื่นเต้นจัดจนเผลอตะโกนเสียงดังปานนั้น ข้าควรทำอย่างไรดี เจ้าแมวโกรธอยู่แน่ๆ เจ้าแมวคล้ายจะแยกเขี้ยวขู่ฟอดๆ มือคลำหูที่เกือบถูกข้าทำลายจนดับ ขออภัยจริงๆ

“น่าจะเป็นอย่างนั้น ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงเป็นธิดาตระกูลจา”

ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงก็คือ มารดาของเจียงกุ้ยเฟย พระมารดาของเหลียงอ๋อง โอ้ นี่มันเป็นเรื่องบังเอิญเกินไปแล้ว อย่าบอกนะว่าส่านอ๋องเป็นทายาทตระกูลโหยวน่ะ นี่มันออกจะตลกร้ายเกินไปแล้ว ข้าอ้าปากเหวอ ไม่อาจจะงับลง ทั้งตกใจและไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน จากนั้นข้าก็ครุ่นคิดอย่างจริงจังอีกรอบ ถ้าเหลียงอ๋องเป็นต้นเหตุที่แท้จริง เช่นนั้นการตายของทายาทสองตระกูลก็เกี่ยวกับเขาน่ะสิ เอ๊ะ ข้าชะงักแล้วขมวดคิ้วแน่น ในอกวูบชาไปครู่หนึ่ง

ข้าตายมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างนั้นหรือ!? มิใช่แค่โดนลูกหลงหรือโดนป้ายสีเพราะโชคร้ายแต่เป็นการวางแผน ขนลุกซู่ไปทั้งตัวอีกครั้ง ข้าหน้าซีดเผือด เมื่อย้อนคิดไปถึงอดีตอันปวดร้าวระทมที่ต้องตายจากไปอย่างงุนงง แต่เดี๋ยวก่อน... ในตอนนั้นเหลียงอ๋องรู้งั้นรึว่าข้าเป็นใคร เขาไม่น่าจะรู้เรื่องนี้ได้นี่น่า เพราะในครั้งนั้นแม้แต่ตัวข้าเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นทายาทสายตรงตระกูลยิ่งใหญ่อย่างตระกูลเยว่ แล้วข้าตายเพราะอะไรกันล่ะ ฉินอ๋องบอกว่าเหลียงอ๋องเป็นตัวต้นเหตุ แล้วเหลียงอ๋องต้องการฆ่าข้าไปทำไมกัน ไม่มีเหตุดีๆ เลยสักข้อ

ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว ไม่เข้าใจ เหลียงอ๋องจะวางแผนกำจัดข้าไปเพื่ออันใดกัน ในตอนนั้นข้าเป็นแค่คนรับใช้กระจอกงอกง่อยคนหนึ่ง ข้าขบคิดจนต้องนวดขมับ ต้องการยาดมยาหอมแก้ปวดศีรษะอย่างด่วน ข้าถอนหายใจฟุบตัวนอนราบบนโต๊ะ ก่อนจะสะกิดใจคิดขึ้นมาได้ว่าฉินอ๋องน่าจะมีคำตอบ ข้าพลิกตัวตะแคงมองไปที่เจ้าแมวแล้วถามสิ่งที่อยากรู้ไปตรงๆ ไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลา

“เหลียงอ๋องรู้ว่าข้าเป็นทายาทตระกูลเยว่แล้วคิดกำจัดอย่างนั้นหรือ?”

“หากเขารู้คงไม่ยุ่งย่ามกับเจ้า” เจ้าแมวส่ายหน้า ข้าก็ขมวดคิ้วทันที อย่างที่คิดไว้ เหลียงอ๋องไม่น่าจะรู้จริงๆ แล้วเพราะเหตุใดเขาถึงได้เป็นต้นเหตุการตายของข้าได้เล่า ครั้งนั้นข้าแค่ถูกใส่ความว่าเป็นคนวางยาพิษคุณชายหมิง พวกอิจฉาริษยาฝังลึกเหล่านั้นก็ลากข้าที่เป็นแพะไปลงโทษเพื่อให้ข้าสารภาพผิด แต่น่าเศร้าข้าไม่มีความผิดอันใดให้สารภาพจึงโดนโบยจนสิ้นลม ไม่น่าจะเกี่ยวข้องใดๆ กับเหลียงอ๋อง มันก็แค่การแย่งชิงความโปรดปรานที่ข้าสูญเสียไปแล้วเท่านั้น

“แล้วข้าตายได้อย่างไรล่ะ” ข้าถามจี้ต่อไป ข้องใจเรื่องนี้ไม่หาย อาจเป็นเพราะตายอย่างไม่รู้เหตุไม่รู้ผลกระมัง ทำให้อยากรู้จริงๆ ว่าชีวิตก่อนนั้นตัวข้าทำไมถึงต้องจบชีวิตได้น่าสมเพชเช่นนั้น เจ้าแมวก้มหน้ามองข้าด้วยแววตาเศร้าๆ ปนรู้สึกผิด มือหยาบกร้านยกขึ้นมาวางบนศีรษะของข้า ฝ่ามืออุ่นๆ ข้างนั้นทำให้หัวใจของข้าเต้นตึกตัก ฉินอ๋องเอ่ยเสียงแผ่วเบา

“เพราะเจ้าเป็นจุดอ่อนที่ไม่ควรมีของข้าอย่างไรล่ะ”

 

 

 

 

 

 



สร้างสรรค์ผลงานงามๆ โดยท่าน ‘Chitlada Srina’ ขอบคุณเจ้าค่ะ~


~~~ พลิกล็อกกันน่าดู ถล่มทลาย พลิกล็อกกันมากมาย แบบเทกระเป๋า ~~~

ไม่มีอะไร ร้องเพลงเฉยๆ อารมณ์ดี๊ดี

ความลับเนี่ยเปิดทีแบบเทกระจาดกันเลยทีเดียว ยังเหลืออยู่อีกบาน

~~~ มีความลับที่อยู่ในใจ มีความลับที่อยู่ข้างใน เป็นความลับที่ยังเปิดเผยไม่ได้ ~~~

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.027K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

25,551 ความคิดเห็น

  1. #25253 NamfonSunisa (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 11 มกราคม 2564 / 16:42
    น้องจิ้งถิงสมองถั่วจริงนั่นแหละค่ะ55555 ขนาดตอนเจ้าแมวพูดว่า "ตอนนั้นข้าก็อยู่ในเหตุการณ์ดื่มยาพิษ" ถ้าแค่ในบันทึกมี เจ้าแมวจะไปอยู่ในเหตุการณ์ได้ยังงงงายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย. โอ๊ยยยย555555
    #25,253
    0
  2. #25225 เลดี้ลภัส (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 4 มกราคม 2564 / 15:55
    น้องได้นิสัยคิดไปเรื่อยมาจากท่านตาแน่เลยอ่ะ55555
    #25,225
    0
  3. #24489 Fueled me (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 11:17
    เราจะเชื่อสิ่งที่นายเอกคิดได้ยังไงเนี่ย อ่ย5555555555555 ปริศนาทายาทตระกูลโหยวเป็นใครกัน ลุ้นอะ แล้วความที่ฉินอ๋องพูดน้อยก็น่าหมั่นไส้จริงเชียว!!!
    #24,489
    0
  4. #24013 munkrishear (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 16:25
    ถ้าบอกว่าถิงถิงเปนจุดอ่อนที่ไม่ควรมีของฉินอ๋อง แสดงว่า.... แม่ของฉินอ๋องเปนคนบงการมั้ย! แบบอยากให้ฉินอ๋องไม่มีจุดอ่อนให้คนอื่นทำร้ายเลยจัดการน้องเองไปเลยงี้
    #24,013
    0
  5. #23679 อิป้าใจคอไม่ดีเลยลูก (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 / 07:55
    ขันทีที่อยู่ข้างกายรัชทายาทป่าว ทายาทตระกูลโหยว
    #23,679
    0
  6. #23591 kriskry (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 / 17:16

    ไรท์เเต่งเก่งมากๆเลยยน แงงง เเต่นี่เเอบคิดว่าพระเอกย้อนเวลามาได้เหมือนกัน แล้วคุณชายตระกูลโหยวนี่คือเจ้าเเมวใช่มั้ยนะ

    #23,591
    0
  7. #23502 Liew__pcy (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2562 / 23:06
    แง เศร้าเฉยเลย
    #23,502
    0
  8. #23460 Rainbow_Jang (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2562 / 20:07
    เพราะเป็นที่รักสินะ
    มันซับซ้อน
    #23,460
    0
  9. #23388 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 20:15

    เจ้าเองรึที่เปนคนฆ่าถิงถิง

    #23,388
    0
  10. #22670 SoraUnnieSama❄ (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2562 / 22:23
    มาเป็นเพลงทางนี้ก็ร้องเป็นจังหวะเลยค่ะ เฮ้อ ชาติก่อนอ๋องแมวปากหนักหน้าแข็งเกินไปจริงจริ๊ง
    #22,670
    0
  11. #22535 Liew__pcy (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 / 16:20
    แงงงงงงง ทำไมมันพลิกขนาดนั้นนนน
    #22,535
    0
  12. #22234 Avano (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:48
    เราคิดว่าที่พระเอกบอกว่าอ่านบันทึกอาจจะโกหกก็ได้ค่ะ เพราะถ้าเกิดบอกไปว่าตัวเองกลับชาติมาเกิด พูดไปใครจะเชื่อ เดี๋ยวโดนหาว่าบ้าอีก คงกลัวถิงถิงไม่เชื่อ เลยบอกอ่านมาจากบันทึก(เรายังปักใจว่าพระเอกย้อนเวลามาเหมือนกัน555) เวลาเรารักใครมากๆ ถึงจะบอกว่าไม่มีความล้บต่อกัน แต่ยังไงก็พูดความจริง 90 ส่วน อีก 10 ส่วนโกหกอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายกังวลหรือเป็นห่วง หรืออาจจะกลัวอีกฝ่ายรู้สึกเปลี่ยนไป ถ้าได้รู้ความจริงทั้งหมด....นี่เรามโนไปถึงไหน 555
    #22,234
    0
  13. #22222 Xialyu (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:02
    พลิกล็อคกันน่าดูๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #22,222
    0
  14. #22038 lills (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 28 มกราคม 2562 / 16:43
    คลายปมไปเยอะเลยย
    #22,038
    0
  15. #22028 SUGA19 (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 27 มกราคม 2562 / 22:25

    ถามมาอย่างงี้แล้วตอบไปอย่างงั้น ก็รู้หมดดิ
    #22,028
    0
  16. #21638 Preanuan (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 17:36
    ฉินอ๋องย้อนเวลากลับมาเหมือนกันแน่เลย
    #21,638
    0
  17. #21608 badlism. (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 20:11
    เริ่มจะโล่งหัวแล้วค่ะ คลายปมไปเยอะเลย55555555
    #21,608
    0
  18. #21318 pcy921 (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 12 มกราคม 2562 / 15:31
    เนี่ยท่านอ๋องรู้อะ
    #21,318
    0
  19. #20974 Whatever it is (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2561 / 14:59
    โหวว ลึกซึ้ง
    #20,974
    0
  20. #20887 khingg7_ (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 12:58

    ไรท์แต่งเก่งมากกกกกก สนุกมากกก แล้วปมทุกปมคือทำมาดีมากจริงๆ ค่อยๆเฉลยไปทีละปมอ่ะ ปมนึงเฉลยทีเราแบบช็อคมาก ทำมาดีมากจริงๆ รักไรท์นะคะ5555
    #20,887
    0
  21. #20771 Molu- (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2561 / 17:43

    อ่านตอนนี้แล้วอ้าปากค้างงง!!

    #20,771
    0
  22. #20355 Kuroe (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 / 10:59

    ตระกูลโหยว ใช่ฉินอ๋องมั้ยอ่ะ ลางสังหรมันใช่อ่ะ เเบบจิ้งถิงตาย เเล้วตายตามไรงี้

    #20,355
    0
  23. #20159 ploybrf2 (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 18 มีนาคม 2561 / 20:57
    เอิ่มอึ้งกิมกิกับความพีกของไรท์
    #20,159
    0
  24. #19789 Night Demon (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2560 / 17:13
    ทายาทตระกูลโหยวคือนั่นป่ะ ที่ตามติดเหลียงอ๋องอะ ที่บอกว่าเป็นคนสำคัญอะ จำชื่อไม่ได้แย้ว TT หรือว่าตัวฉินอ๋องเองที่เป็น? คือชายแมวดูมีพลังมากกว่าหิมะอะ
    #19,789
    0
  25. #19612 lovelykik (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 / 10:17
    อหหหหห คายออกมาให้หมดเจ้าแมววว คนอ่านอยากรู้
    #19,612
    0