เอาเถิด ข้าไม่เสียใจ เพราะข้าตายแล้ว (Yaoi)

ตอนที่ 95 : ตอนที่ ๘๖ จัดการฉิว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 22,814
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,025 ครั้ง
    7 พ.ค. 60

ตอนที่ ๘๖ จัดการฉิว

ประมุขตระกูลเยว่? ข้าน่ะหรือ?

ข้ายืนอ้าปาก เซถอยหลังไปสองสามก้าว ทนทานต่อเรื่องที่น่าตื่นตระหนกนี่มิไหว ท่านทวดเยว่ไฉหลางทำหน้ามึนซึมไร้อารมณ์ใดๆ หลังจากเอ่ยประโยคน่าตกใจออกมา เอี้ยวศีรษะกลับไปอ่านหนังสือต่อ เอ๋ เอาจริงรึ? จริงๆ อย่างนั้นหรือ? ข้ายืนเขม็งมองอีกคนในอาณาเขตที่เงียบไปแล้ว

ไม่กลัวตระกูลเยว่ล่มเลยรึ?

แม้แต่ตัวข้าเองยังรู้ขีดจำกัดมันสมองน้อยๆ ของตนเอง แล้วท่านทวดไปเอาความมั่นใจมาจากที่ใด ถึงคิดจะมอบอนาคตของตระกูลเยว่มาวางไว้บนมือของข้า แต่ยังไม่ทันได้ถามท่านทวดเพียงโบกมือตัวข้าก็หลุดหวือออกมาจากอาณาเขตเสียแล้ว ข้าจะก้าวเข้าไปในอาณาเขตแต่ก็เข้าไปไม่ได้เพราะเจ้าของไม่ต้อนรับ ท่านทวดนอนอ่านหนังสือพลางกินขนมอย่างสำราญเบิกบานใจ ตรงกันข้ามกับข้าที่ขมวดคิ้วจนหน้าหงิกหน้างอ

ไม่เอาน่า ข้าไม่อยากเป็นประมุข!

ข้ายืนขบเขี้ยวอยู่นอกอาณาเขตของท่านทวดอยู่นาน เต้นแร้งเต้นกาจนเหนื่อยหอบท่านทวดก็ไม่สนใจสักนิด หนักกว่านั้นดันนอนหลับไปเสียนี่ ปัดโธ่! พูดน้อยเท่าเศษผงปล่อยให้ข้าสงสัยจนทำอันใดต่อมิได้ ข้าถอนหายใจ เหนื่อยจะตื๊อคนแก่แล้ว ข้าตัดสินใจเดินไปยังเรือนกลางที่พักของท่านพ่อเพื่อดูว่าท่านแม่อยู่หรือไม่ ยังจำได้ว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนท่านแม่พูดเรื่องผลักเปลี่ยนตำแหน่งประมุขตระกูล แสดงว่าท่านแม่จะต้องทราบเป็นแน่

ไยต้องเป็นข้าด้วยเล่า? ให้ผู้อื่นเป็นมิได้รึ? ตัวข้าไม่มั่นใจว่าจะพร้อมรับผิดชอบสิ่งที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้นได้ พอคิดถึงเรื่องราวของตระกูลเยว่ข้าก็พลันขนลุกซู่ไปทั้งตัว ตระกูลที่ถูกยกย่องให้เป็นตระกูลอันดับหนึ่งในแผ่นดิน ต้องตกมาอยู่ในการปกครองของข้าจิ้งถิงผู้นี้ เห็นชะตาอนาถาของตระกูลมาจากที่ไกลๆ เลยทีเดียว

พอมาถึงกลับไม่เห็น มีเพียงพ่อบ้านกู่ที่กำลังจัดแจงคนงานทำหน้าที่ต่างๆ กันให้วุ่น นั่นสินะ หลังจากข่าวที่ข้ากับฉินอ๋องหมั้นหมายกันออกมาขุนนางน้อยใหญ่ต่างก็ส่งของขวัญแสดงความยินดีมาให้มากมาย ไม่รวมกับเทียบเชิญงานเลี้ยงต่างๆ และเทียบขอเข้าพบที่มากพอกัน เมื่อข้ากับท่านพ่อปฏิเสธไม่รับคำเชิญ ของเหล่านั้นจึงพากันทยอยไปหาครอบครัวท่านลุงอย่างคึกคัก แน่นอนว่าครอบครัวของท่านลุงนั้นหน้าชื่นตาบานในการรับของกำนัลทั้งหลาย วุ่นวายเสียจนท่านพ่อปิดประตูจวนไม่ต้อนรับผู้ใด เป็นเรื่องเสียมารยาทแต่ผู้ใดจะกล้าต่อว่า อย่าได้ลืมว่าท่านพ่อเป็นขุนนางใหญ่ที่ใกล้ชิดกับฮ่องเต้มากที่สุด

ข้าพูดคุยกับพ่อบ้านกู่สองสามประโยค ไม่พ้นเรื่องการเลี้ยงในวังที่จะจัดในวันมะรืน จากนั้นก็กลับมาที่เรือนของตนเองเพื่อเตรียมออกไปข้างนอก พอรู้ว่าข้าจะออกไปข้างนอกไป๋หู่ผู้รับหน้าที่เป็นอาจารย์ในภาคบ่ายถึงกับมายืนเอามือไพล่หลังจ้องมองมาไร้สำเนียง จะว่าไปแล้วช่วงนี้ข้าละเลยการเรียนจนจำมิได้แล้วว่าเรียนไปถึงไหน ข้าเหงื่อตกพยายามทำหน้าหนาต้านสายตาแหลมคมของท่านอาจารย์เสือขาว

ขออภัย วันนี้ลาพักก่อนขอรับอาจารย์! ข้าขอไปทำภารกิจช่วยผู้คนก่อนนนน~

ข้ารีบเร่งออกไปจากจวน ไม่สนใจสายตาทิ่มแทงแผ่นหลัง มุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์หลังใหม่ของฉิวเฟยอิน

“นายน้อย ที่นี่คฤหาสน์ผู้ใดหรือขอรับ?” ชิงลู่ที่ติดตามมาด้วยในครั้งนี้ เขยิบเข้ามาประชิดด้านหลังเพื่อกระซิบถามอย่างอยากรู้อยากเห็น หลังจากขยับตัวหยุกหยิกมองสำรวจไปรอบห้องทุกซอกทุกมุมแล้ว ข้ายิ้มพรายยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างใจเย็น ตอนนี้พวกเรานั่งรอการมาของเจ้าบ้านที่โถงรับแขก รอมาได้สักพักแล้วแต่เจ้าบ้านก็ยังไม่โผล่มา คาดว่ากำลังแต่งองค์ทรงเครื่องหรือไม่ก็หาเรื่องถ่วงเวลาไม่อยากพบหน้าข้าอยู่

“คฤหาสน์ของฉิวเฟยอินน่ะ” ข้าตอบแบบไม่สนใจนัก แต่คนฟังนั้นยังสนใจสุดๆ

“อ๊ะ ชายงามฉิว...ไม่สิ คุณชายฉิวนี่เอง ละ...แล้วเหตุใดนายน้อยถึงได้มาที่นี่เล่า? ท่านอ๋องทราบหรือไม่ขอรับ?” ชิงลู่ทำตาโตเมื่อได้ยินชื่อแซ่ของชายคณิกาชื่อดังผู้โดดเด่น ดวงตากลมเหมือนลูกปัดมองมาอย่างตัดพ้อแทนใครบางคน เอ่ยถามน้ำเสียงข้องใจปนกล่าวหาแบบไม่เจตนา ตัดสินไปแล้วว่านายน้อยผู้นี้แอบย่องมาหาเศษมาหาเลย

วางถ้วยชาลง กลอกตาเล็กน้อย เดี๋ยวเถิด จินตนาการไปถึงไหนกัน ข้าถอนหายใจเหนื่อยใจ แอบเม้มปากขบขำสีหน้าดูไม่ได้ของหนุ่มหยกที่คิดไปไกลสุดกู่ ก่อนจะเอื้อมมือไปดีดหน้าผากของอีกฝ่ายแล้วส่ายหน้าอธิบายแก้ความ

“อย่าได้คิดไปไกล ข้าเพียงมาทำธุระเท่านั้น”

ชิงลู่พยักหน้ารับสีหน้าดูจะสว่างน่ามองกว่าเมื่อครู่เล็กน้อย แต่ไม่วายจะสงสัยว่าข้ามาทำธุระอันใด ข้ามองเด็กรับใช้ของตนเองแล้วอดสงสัยมิได้ เจ้าแมวใช้ของอันใดหลอกล่อเด็กพวกนี้ถึงได้คอยเป็นหูเป็นตาให้ถึงเพียงนี้กัน เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าข้าหรือเจ้าแมวกันแน่ที่เป็นเจ้านาย ดูเอาเถิด แค่มาคฤหาสน์ของอดีตชายคณิกาก็คิดไปเสียไกลว่าข้ากำลังนอกใจเจ้าแมว ไม่คิดบ้างรึว่าที่นี่เป็นคฤหาสน์ชู้เล็กชู้น้อยของฉินอ๋อง? ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาจะตัวข้าที่เกี้ยวพาราสีผู้อื่นมากกว่าฉินอ๋องก็เถิด เอ๊ะ เพราะอันใดถึงกลายเป็นว่าข้าผู้นี้มีภาพลักษณ์เป็นคนเจ้าชู้หลายใจไปได้เล่า!? กลับกันฉินอ๋องมีภาพพจน์เป็นบุรุษรักเดียวใจเดียวไปเสียนี่... ข้าเพิ่งบรรลุบางอย่าง อยากจะร้องไห้แต่ไร้ซึ่งน้ำตา ที่แท้ในใจของคนพวกนี้ฉินอ๋องเป็นบุรุษดีงามมากกว่าตัวข้าผู้เป็นนายน้อยของพวกเขา!

เติบน้ำชาหมดไปหนึ่งกา ฉิวเฟยอินก็เยื้องย่างเดินเข้ามาพร้อมมาดพญา เห็นแล้วหมั่นไส้อยากจะลักตัวไปถวายแก่เหลียงอ๋องนัก! ดูสิว่ายามนั้นจะยังตั้งคอชูคางสูงชี้ฟ้าเช่นนี้อยู่อีกหรือไม่ ร่างอ้อนแอ้นเดินกรีดกรายเข้ามา ห่มอาภรณ์หรูหรา สวมใส่เครื่องประดับประณีต บ่งบอกถึงฐานะที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ทั้งหมดนี่หากมิได้ข้ายื่นข้อเสนอชั้นดีให้เขาจะได้มากมายเช่นนี้งั้นหรือ? ข้านับว่าเป็นผู้มีพระคุณของเขา

“คารวะคุณชายเซี่ย” ว่าแล้วอดีตนายโลมคนงามก็โค้งตัวคำนับอย่างชดช้อย ดวงหน้าหวานที่มิได้แต้มแต่งเครื่องสำอางเช่นที่เห็นอย่างเคย ดูสดใสอ่อนเยาว์แปลกตาแต่นับว่ามีเสน่ห์ไม่น้อย “ขออภัยที่ให้คุณชายต้องรอนาน เพิ่งย้ายเข้าบ้านใหม่มีกิจให้ต้องสะสางมากขอรับ ไม่คิดว่าจะมีแขกมาเยี่ยมเยียน” ริมฝีปากแต้มชาดจางๆ แย้มยิ้มประจบก่อนจะเอ่ยอธิบายเชิงขอขมา แต่ประโยคที่กล่าวมานั้นมิได้มีความสำนึกผิดแต่อย่างใด มันกลับเต็มไปด้วยถ้อยคำประชดประชันว่า คนเพิ่งย้ายบ้านมามีงานให้ทำเยอะแยะ แขกไม่รับเชิญเช่นเจ้าจะมารบกวนทำไม

ข้าหน้าหนายิ้มแย้มไม่สะทกสะเทือน ทำเป็นไม่รู้ว่าถูกประชด ข้าโง่ ข้าไม่เข้าใจหรอก

“อย่าได้เกรงใจ ข้าต่างหากที่มารบกวน ขออภัยจริงๆ ชิมน้ำชาชั้นดีของเจ้าเสียหลายกาเชียว”

ฉิวเฟยอินชะงัก ลอบมองมาก่อนเหมือนไม่แน่ใจ ข้าเองก็ยิ้มปั้นหน้าไม่รู้เรื่อง ข้ามิได้ประชดกลับหรอกนะ เพียงแค่บอกไปตามความเป็นจริง ดื่มชาไปเยอะจนขมปากไปหมดแล้ว ขนมหรือของว่างอันใดกับแกล้มก็ไม่มี สงสัยจะวุ่นเรื่องย้ายบ้านจริงๆ อดีตคณิกาชายปรับสีหน้าเป็นยิ้มรับเชี่ยวชาญ

“หากชาของข้าเป็นที่ต้องปากคุณชายก็เป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง”

ข้าไม่ถือสา ผายมือให้อีกฝ่ายนั่งลง จะได้เริ่มต้นคุยธุระกันเสียที ขี้เกียจปั้นหน้ายิ้มเช่นนี้แล้ว มันเมื่อยนักละ รีบๆ เจรจาแล้วไปหาเจ้าแมวดีกว่า คิดถึงเจ้าแมวตัวสวยข้าก็กลับมาอารมณ์ดีเช่นเคย ฉิวเฟยอินสะบัดแขนเสื้อท่วงท่าชดช้อยสมแล้วที่เป็นนักระบำ นั่งลงบนเก้าอี้ตรงกันข้าม คนรับใช้คนสนิทรีบกระวีกระวาดรองมือรองเท้าบริการซ้ายขวา ยิ่งกว่าข้าที่เป็นคุณชายตระกูลใหญ่เสียอีก

“ที่ข้า...”

ฉิวเฟยอินยกมือขึ้นตอนที่ข้าเริ่มอ้าปากจะพูดก็ถูกตัดบท ข้ายกคิ้วขึ้น อีกฝ่ายก็โบกมือไปมาปฏิเสธไร้เยื่อใย

“ข้าไม่สนใจ”

“ข้ายังไม่พูดอันใด”

“แหม...” ฉิวเฟยอินยกมือกรีดกรายขึ้นมาปิดรอยยิ้มหวานบนใบหน้า หัวเราะคึๆ ได้เสแสร้งจนคนที่ยืนอยู่ด้านหลังข้าชักสีหน้าไม่พอใจแทน ดวงตาที่ขีดเสียคมยิ่งกว่ามีดเปรยมามองพลางกระพือขนตายาวมาทางข้า เสียงทุ้มต่ำเจือหวานนุ่มพูดต่อว่า “ข้าทราบว่าท่านจะพูดเรื่องใด เมื่อวานเป็นฉินอ๋อง วันนี้เป็นท่านมา จะเรียกว่าบังเอิญก็คงจะมิใช่กระมัง”

“คุณชายฉิวฉลาดยิ่ง เช่นนั้นคงไม่ต้องพูดมากความอันใด...” ข้าหัวเราะผ่อนคลาย รู้แล้วอย่างไร รู้แล้วยิ่งง่ายกว่าเดิมเสียอีก ฉิวเฟยอินชะงัก เหลือบตามองมาอย่างแปลกใจที่ไม่เห็นข้าร้อนรนแม้จะถูกรู้ไต๋ แน่นอนละ จะรู้ตอนนี้หรือตอนไหนอย่างไรอีกเดี๋ยวก็รู้อยู่ดี เหตุใดต้องกังวลด้วยเล่า

“เจ้าจะช่วยหรือไม่? เป็นงานที่ง่ายๆ แต่ได้รับผลตอบแทนดี”

“ต้องขออภัยจริงๆ คุณชายเซี่ย ต่อให้มอบสมบัติตระกูลเซี่ยทั้งหมดข้าก็ไม่ทำ” ฉิวเฟยอินขึงใบหน้าจนตึงพร้อมกับปฏิเสธเสียจริงจัง สีหน้าเย็นชาเหมือนต่อให้ข้าชักดิ้นตายตรงนี้ก็ไม่มีวันรับปากช่วย ข้าพยักหน้าเข้าใจแต่ทว่ายังไม่ถอดใจยอมแพ้ ข้ายิ้มเยือนไม่นำพาสีหน้าเชิดใส่ไร้เยื่อใยของฉิวเฟยอิน

“สมบัติตระกูลเซี่ยงั้นรึ? สมบัติที่ควรค่าจะกล่าวถึงของตระกูลเราย่อมเป็นท่านพ่อของข้า เจ้าอยากได้อย่างนั้นหรือ?” ข้าเอ่ยกลั้วหัวเราะหยอกเย้าอีกฝ่าย “แต่ท่านพ่อคงเลี้ยงไม่ง่ายนักหรอก” ฉิวเฟยอินกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะแย้มยิ้มหัวเราะขำ บรรยากาศตึงเครียดคลายลงเล็กน้อย

“ข้าไม่คู่ควรกับบุรุษดีเลิศเช่นนั้นหรอกขอรับ”

“นั่นสินะ เรื่องเงินทองหรือจะมีคุณค่าพอให้กล่าวถึง ในตอนนี้เจ้ายังไม่ต้องการทรัพย์สินแล้ว มีมากเกินไปก็ไม่ดี เป็นการเรียกภัยร้ายมาหาเสียเปล่าๆ ข้าทราบดีไม่ขอเสนอเรื่องนั้น”

“โอ้ คุณชายเซี่ยเตรียมข้อเสนอใดเอาไว้อย่างนั้นหรือ?” ฉิวเฟยอินนั่งนิ่งอยู่อึดใจ ซ่อนแววตาอยากรู้อยากเห็นไม่มิด อดีตคณิกาชายเอียงศีรษะพร้อมเอ่ยถาม ปิ่นปักมวยผมสั่นกรุ๊งกริ๊ง เป็นท่าทางหว่านเสน่ห์ที่น่ามองเสียจนเหม่อลอยเชียวละ โชคดีที่ข้านั้นมีตาไว้มองคนงดงามล้ำเลิศอย่างฉินอ๋องอย่างไรเล่า อย่างไรก็ไม่มีผู้ใดจะงามเกินเจ้าแมวของข้าได้ หึๆ

“มีเงินทองกองมากมายหรือจะเทียบได้กับการมีคนรักที่ดี”

“หา?” ฉิวเฟยอินนิ่งอึ้งไปหลายอึดใจ ก่อนจะปล่อยเสียงแปลกๆ ออกมาจากลำคอ คิ้วเลิกข้างหนึ่ง ใบหน้าหวานบิดเบี้ยวเผลอทำเหยเกจนน่าเกลียด ข้าเองก็ฉีกยิ้มค้างแข็งทื่อ หืม ปฏิกิริยารุนแรงไปหรือไม่ นั่นมันเป็นสีหน้ายังไงกันแน่ ข้ากลอกตาไปมาก่อนจะหัวเราะแห้งๆ กลบเกลื่อนบรรยากาศกระอักกระอ่วน แม้แต่ชิงลู่ที่ยืนอยู่ด้านหลังข้าทำหน้าแหยๆ แล้วยกมือปิดหน้าหนีอาย อะไรกัน นี่ข้าจริงจังนะ!

ฉิวเฟยอินที่ตกตะลึงลืมตัวเป็นเวลานานจนข้าต้องยกถ้วยชาจิบรอ อีกฝ่ายค่อยๆ กลับมามีสติ ใบหน้าหวานราบเรียบติดจะเย็นชาหยามเหยียด ข้าสะอึกหน้าร้อนวูบ ไม่ๆ เราจะต้องหน้าด้านเข้าไว้! ไม่รู้สึกรู้สาอะไรสักนิด ข้าวางถ้วยชาแล้วแกล้งกระแอมไอขลุกขลัก

“เจ้าไม่สนใจอย่างนั้นรึ มีบุรุษหรือสตรีดีๆ เป็นคู่เคียงข้างมิใช่เรื่องดีหรอกหรือ” ข้าทำหน้าหนาเกลี้ยกล่อมต่อไป ฉิวเฟยอินที่มีแววตาเย็นชาระบายลมหายใจออกมา ท่าทางเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด ข้ามองเจ้าของบ้านทำเสียงจิ๊จ๊ะ มองข้าตาขวางเชียว เป็นท่าทางตอบรับที่ย่ำแย่สุดๆ อดีตนายโลมเอ่ยถ้อยคำเย็นชาจนข้าสะเทือนใจ

“จะเอามาให้หนักหัวทำไมกัน ของไร้สาระพรรค์นั้น”

อคติยิ่งนัก! ข้ามองคนตรงหน้าที่ทำหน้าตาดูถูกและขยะแขยงเป็นการใหญ่ พอมาคิดๆ ดูแล้ว ข้าก็ลืมไปเสียสนิทว่าประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมาของฉิวเฟยอินเลวร้ายคงจะอี๋เรื่องพวกนี้น่าดู แผนชายงามล่มเสียแล้ว บ้าจริงๆ ข้าครุ่นคิดอย่างหนัก แผนหนึ่งไม่สำเร็จ ถ้าอย่างนั้นต้องใช้แผนสอง เอาละ สะสางเรื่องเดิมให้จบอย่างสวยงามก่อนค่อยเปิดเรื่องใหม่

“เช่นนั้นก็ช่างเถิด ไม่มีก็มีความสุขได้”

“หือ แปลกใจจริงที่คุณชายเซี่ยมีความคิดอย่างนี้ทั้งที่มีคนรักที่ยอมเยี่ยมอยู่แท้ๆ เอ หรือว่าตอนนี้ท่านไม่มีความสุข” หนุ่มหน้าหวานหรี่ตามองมาพร้อมกับยิ้มน้อยๆ ขยับริมฝีปากเอื้อนเอ่ยกลับมาแบบสนองสนใจออกหน้าออกตา ข้าค่อยๆ ยิ้มทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว

“ไม่ใช่แบบนั้นหรอก ตอนนี้ข้ามีความสุขมาก แต่การที่ไม่มีคนรักก็ใช่ว่าจะไม่ดี บางคนมีความสุขได้แม้จะอยู่คนเดียว เฟยอิน เจ้าเองก็คงจะเป็นคนประเภทนี้กระมัง”

“เสียดายจริง” ฉิวเฟยอินระบายลมหายใจออกมา ดวงตาคมเฉี่ยวมองมายังข้าราวจะจับสังเกตอะไรบางอย่าง ไอ้ท่าทางเสียดงเสียดายนั่นมันอะไรกัน นี่อย่าบอกนะว่าคนงามอดีตนายโลมผู้นี้ก็หลงเสน่ห์เจ้าแมวอีกคน ให้ตายซี รู้สึกเบื่อหน่ายจริงๆ ข้าพยายามจะไม่คิดเรื่องนี้อีก และชวนให้ฉิวเฟยอินคุยต่อ

“นอกจากเรื่องพวกนี้แล้ว เจ้ายังสนใจเรื่องใดอีกหรือไม่”

“เรื่องนั้น...” ฉิวเฟยอินกลอกตาเบื่อหน่าย ก่อนจะชะงักคล้ายจะคิดบางอย่างขึ้นมาได้ เขายืดตัวนั่งหลังตรง ทำตาวิบวับใส่ข้าชวนให้ขนลุกนัก นี่ยังไม่นับรอยยิ้มหวานเลี่ยนของเขาอีก ข้าขยับตัวอึดอัด มองชายหนุ่มร่างบางทอดแววตาชื่นชมลุ่มหลงมาให้พร้อมทั้งเอ่ยเต็มปากเต็มคำว่าสนใจในตัวของข้า “อ้อ จริงสิ เป็นท่านอย่างไรเล่าคุณชายเซี่ย ข้าค่อนข้างสนใจเรื่องท่านมากนะ”

โกหกละสิ เมื่อครู่ยังทำหน้าเบื่ออยากจะไล่แขกไปแทบตาย ยามนี้กลับทำตาหวานแย้มยิ้มเชิญชวนใส่ ช่างเปลี่ยนใจได้รวดเร็วยิ่ง น่าเชื่อสุดๆ ข้ายกคิ้วทำเหมือนไม่เข้าใจจุดประสงค์ว่าชายงามผู้นี้จะสื่อถึงเรื่องใด ฉิวเฟยอินหัวเราะคิกคัก เสียงใสน่าฟังมากเชียว ข้าไม่แปลกใจว่าเหตุใดเขาถึงเป็นนายโลมชื่อดัง ดูจริตน่ามองเหล่านั้นสิ ช่างเป็นธรรมชาตินัก ร่างบอบบางในอาภรณ์สีสดใสลุกขึ้นยืนแล้วเดินเยื้องย่างตรงมาที่ข้า

“คุณชายเซี่ยช่างใจดำยิ่งนัก ในตอนนั้นหยอกเย้าข้าจนหลงคารมเพียงเพื่อใช้ประโยชน์ มายามนี้ยังจะเสน่ห์มาล่อลวงข้าอีกครั้ง ช่างน่าเศร้าใจที่คุณชายมิได้รับรู้ถึงความในใจของข้า”

“พูดจาเหลวไหล!” ชิงลู่พูดขึ้น น้ำเสียงไม่มีความเชื่อถือกับถ้อยคำความในใจของฉิวเฟยอิน ออกจะดูถูกเล็กๆ ด้วยซ้ำ เหลวไหลจริงๆ นั่นแหละ หลงคารมอันใด หลอกใช้ประโยชน์อันใด มันเป็นการแลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียมกันต่างหาก พูดไปแล้วก็ไม่ค่อยเท่าเทียมนักหรอก ออกจะเป็นการเอื้อประโยชน์ดีงามให้อีกฝ่ายด้วยซ้ำ

“คุณชายไม่เชื่อหรือขอรับ เมื่อวานผู้น้อยใจกล้าหน้าด้านขอค่าตอบแทนเป็นคุณชายทำให้ฉินอ๋องโมโหเจียนคลั่ง น่ากลัวเสียจนข้านอนไม่หลับ เช่นนี้มิใช่ว่าข้าจริงจังมากหรือไร?”

พูดจริงหรือพูดเล่น? 

อาจเป็นหน้าของข้าออกอาการมากเกินไป ฉิวเฟยอินก็ทำฮึดฮัดอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ตัดพ้อใส่ข้าที่ยังตั้งตัวไม่ติด

“คุณชายไม่เชื่อหรือขอรับ? ข้าพูดจริงๆ เงื่อนไขที่ข้าต้องการคือคุณชาย ฉินอ๋องสะบัดเสื้อเดินออกไปทันที สีหน้าทำเหมือนอยากจะบีบคอข้าให้ตาย น่ากลัวยิ่งนัก แต่เป็นเพราะใจรักภักดีต่อคุณชายเซี่ยข้าถึงได้อดทน...” ฉิวเฟยอินบรรยายความรักที่หลบซ่อนเสียลึกในใจที่มีต่อข้ายาวเหยียด ไม่ยอมหยุดยากๆ ข้าฟังจนเวียนเกล้าไปหมดแล้ว เอาละๆ รู้แล้วว่ารักมากหลงมากเพียงใดแต่หยุดพร่ำเสียทีได้หรือไม่

ข้าบอกว่ารับรู้แต่ไม่เชื่อเด็ดขาด!

ดูอย่างไรก็เสแสร้งชัดๆ ข้ามองคนที่พยายามส่งสายตาหวานเลี่ยนน่าขนลุกอย่างพินิจพิจารณา คาดเดาว่าอีกฝ่ายใช้วิธีการนี้ขับไล่แขกเช่นข้าเป็นแน่ เมื่อวานก็ใช้แผนกวนโมโหให้เจ้าแมวหึงจนหน้ามืดไปแล้ว คราวนี้คงคิดจะใช้แผนการตรงกันข้ามเพื่อให้ข้าทนไม่ไหวแล้วขอตัวกลับเองอยู่แน่ๆ

หนอย คิดว่าจะได้ผลงั้นหรือ? เจ้าทำได้แล้วไม่คิดว่าข้าทำได้บ้างหรือไร!?

ข้ายกมุมปาก คลี่ยิ้มออกมาน้อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ไปกุมมือน้อยๆ เนียนนุ่มของอดีตชายคณิกาคนงาม สมกับเคยเป็นนายโลมชื่อดังเนื้อตัวส่งกลิ่นหอมฟุ้งเชียว คนงามที่พร่ำอยู่นานพลันเงียบเสียง เยี่ยม! ในที่สุดก็หุบปากเสียที ดวงตาเฉี่ยวคมเงยขึ้นมาสบตากับข้านิ่งงัน แววตาสีอ่อนวูบไหวด้วยความหวั่นเกรงก่อนจะปรับเป็นหวานเชื่อม สมแล้วที่เป็นคณิกาชื่อดัง เปลี่ยนสีหน้าแววตาได้รวดเร็วนัก แต่ใกล้กันเพียงนี้มีหรือข้าจะไม่เห็น

“ข้ารับรู้ใจของเจ้าแล้วเฟยอิน ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะสนใจข้าเพียงนี้ ข้าเองก็มิใช่คนใจไม้ไส้ระกำ ยิ่งกับคนงามแล้วนับว่าไกลจากคำว่าใจดำมากนัก เฮ้อ ทีแรกข้าคิดจะเก็บงำความรู้สึกนี้ไว้มิกล้าเผยความใน เพราะเกรงว่าหากฉินอ๋องผู้นั้นล่วงรู้จะนำภัยมาสู่เจ้า แต่พอเห็นเจ้ารำพึงรำพันความรักความอาลัยที่มีต่อข้าแล้วมันช่างประทับใจยิ่งนัก”

“คุณชายเซี่ย...” ฉิวเฟยอินยิ้มตอบแหยๆ กลอกตาไปมา ทั้งงุนงงและสับสนกับท่าทีที่เปลี่ยนแปลงฉับพลันของข้า แม้แต่ชิงลู่ยังอ้าปากเหวอมองข้าอย่างตื่นตระหนก

“คุณชายเซี่ยอันใดกัน เรียกว่าจิ้งถิงเถิด!”

“คุณชาย ข้า...” ฉิวเฟยอินขนลุกเกรียวไม่ต่างจากข้านัก เขาผลักอกข้าออกแล้วแสร้งทำเขินอายหันหลังหนีออกไป ข้าแอบถอนหายใจเล็กน้อย หากให้ทำมากกว่ามีหวังผื่นขึ้นเป็นแน่

ระหว่างที่ฉิวเฟยอินคิดหาทางออกข้าก็หันไปมองชิงลู่ที่ทำหน้ารับไม่ได้อยู่ด้านหลัง หนุ่มหยกเห็นข้าขยิบตาให้ก็ทำหน้างงๆ ก่อนจะอ่านปากที่พูดไร้เสียงก็ทำหน้าเข้าใจ หวังว่าจะเข้าใจจริงๆ ข้าหันไปไล่ต้อนเหยื่อต่อ เอื้อมมือไปวางบนไหล่ ร่างบอบบางในอาภรณ์สีสดสะดุ้งเฮือก เอี้ยวใบหน้าอมยิ้มแก้มแดงมามอง ข้าทอดมองเขาอย่างอ่อนใจกล่าวถามด้วยความเป็นห่วงเสียมากมาย

“เป็นอันใดไป เจ้าไม่ดีใจอย่างนั้นหรือ ท่าทางคล้ายไม่สบายใจ”

“เฟยอินยินดีที่คุณชายมีใจ แต่หากฉินอ๋องล่วงรู้เรื่องนี้ละก็...”

“จะกลัวฉินอ๋องไปไย หากเขาทราบเรื่องก็เพียงแค่ตาย โชคดีหน่อยตายฉับเดียวไม่เจ็บไม่ปวด ถ้าโชคร้ายอาจถูกทรมานก่อนตาย...” ข้าส่ายหน้าไม่สนใจคำเตือน ดื้อตอบอย่างไม่กลัวตาย ฉิวเฟยอินเบิกตาหวาดหวั่นยิ่งกว่าเดิม จังหวะนั้นข้าเหลือบสายตาไปมองชิงลู่ เอาเลย รีบมาสมทบละครโรงนี้ให้จบๆ ไปเสียที ข้าจะไม่ไหวแล้ว

ชิงลู่พยักหน้ารับ ก้าวเข้ามารับลูกต่อจากข้า

“นายน้อยมิได้นะขอรับ หากท่านชอบพอคุณชายฉิวจริงๆ ก็ปล่อยคุณชายไปเถิด ท่านอ๋องรักนายน้อยเพียงใดไม่มีผู้ใดไม่ทราบบ้าง หากรู้ว่ามีคนมาสนใจหรือแตะต้องนายน้อยแม้เพียงปลายเล็บก็จะมีโทสะขึ้นมาทันที วันนั้นยังจำได้หรือไม่ขอรับ เพียงแค่มีบุรุษเผลอเข้ามาชนปลายชายเสื้อของนายน้อย มันผู้นั้นก็ถูกท่านอ๋องชักกระบี่ตะบันหน้าไปหลายแผล ขืนท่านไปยุ่งเกี่ยวกับคุณชายฉิวละก็ บ่าวไม่อยากจะคิดเลยว่าท่านอ๋องจะลงมือโหดเหี้ยมใดบ้าง” ชิงลู่ระเบิดถ้อยคำออกมาพรวดเดียว สีหน้าหวาดกลัวจนซีดเซียว ตื่นตระหนกและหวาดหวั่นแทนคนจะโดน ตัวสั่นๆ แทบจะหลั่งน้ำตา สมบทบาทยิ่งนัก!

ฉิวเฟยอินได้ฟังความยิ่งหน้าซีดขาว ข้าตัวสั่น บีบไหล่ของอีกฝ่ายแน่น เงียบไปอึดใจก็เอ่ยปลอบใจคนงาม พยายามไม่แสดงท่าทีหวาดกลัวแต่เสียงกลับสั่นแทบฟังไม่รู้เรื่อง

“อย่ากลัวไปเลย ข้าจะเป็นคนปกป้องเจ้าเอง ฉินอ๋องไม่กล้าลงมือกับข้าหรอก...”

“จริงอยู่ที่ฉินอ๋องไม่กล้าลงมือกับนายน้อย แต่ท่านอ๋องลงมือกับคุณชายฉิวแน่นอนขอรับ นายน้อยจะเอาสิ่งใดไปช่วยเหลือเขาได้ บ่าวกลัวแทนเหลือเกิน!” ชิงลู่แทรกเข้ามาอีกรอบ ตรงใจฉิวเฟยอินที่ขึงตามองข้าเขม็ง ข้าส่ายหน้าไปมาทำหน้าครุ่นคิดแสร้งดีใจเมื่อคิดทางออกได้

“เมื่อวานนี้เฟยอินขอร้องฉินอ๋องมิใช่หรือ หากต้องการช่วยเหลือต้องแลกกับตัวข้า ดีเลย เจ้าก็ช่วยฉินอ๋องแล้วเราจะได้อยู่ด้วยกันอย่างไรเล่าเฟยอิน”

“คุณชาย ท่านอ๋องจะยอมหรือขอรับ อีกอย่างมิใช่ว่าคุณชายรักชอบอยู่กับท่านอ๋องหรอกหรือ?” ฉิวเฟยอินสะดุ้งตัวโหยงเมื่อข้าดึงเขาเข้ามากอดไว้ด้วยความดีใจ พยายามดิ้นขืนตัวออกไปจากข้า ก่อนจะเอ่ยเตือนสติเสียงแข็ง ข้าไม่สนใจ

“เอาเช่นนี้ละ! รีบไปแจ้งฉินอ๋องว่าข้ายินยอมตามคำขอร้องของเฟยอิน!”

“ขอรับ บ่าวจะไปแจ้งเดี๋ยวนี้” ชิงลู่โค้งตัวรับคำสั่งแล้วหันหลังจะเดินออกไป ฉิวเฟยอินเบิ่งตาตะโกนดังลั่นพร้อมกับผลักข้าเสียรุนแรง ดีดตัวออกไปกรีดร้องปฏิเสธ

“ไม่ได้นะ! ข้าไม่ยินยอม!”

“อ้าว เจ้าไม่ได้อยากได้ข้างั้นหรือ?”

“ผู้ใดอยากจะได้เจ้ากัน!”

“แต่เจ้าเสนอมาเองนี่ ว่าหากอยากให้ช่วยต้องแลกกับตัวข้า ข้าตัดสินใจแล้วจะยกเลิกมิได้ อย่างไรเจ้าก็ต้องช่วยเพื่อแลกเปลี่ยนตัวข้านะ...”

“ข้าไม่เอา! ให้ตายก็ไม่แลกเปลี่ยน”

“แต่เจ้าต้องช่วยฉินอ๋อง...”

“เออ! ช่วยก็ช่วย หมดเรื่องหรือยัง!?” ฉิวเฟยอินกรีดร้องเหลืออดเหลือทน มาดยั่วยวนแบบชายคณิกาหลุดลุ่ยหนีหายไปหมด เหลือเพียงภาพของเด็กหนุ่มหัวเสียผู้หนึ่ง

ข้ากับชิงลู่เหลือบตามองกันแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบควักม้วนสัญญาที่เตรียมเอาไว้ให้ฉิวเฟยอินลงลายมือชื่อแซ่เพื่อมัดตัวไม่ให้ดิ้นหลุด ทำการรอบคอบจะได้ไม่ปวดหัวทีหลัง ได้สัญญามาไว้ในมือข้าก็ฉีกยิ้มกว้าง โบกมือล่ำลาเจ้าของบ้านอย่างรวดเร็ว ไม่รั้งอยู่นานให้อีกฝ่ายตั้งสติได้ก่อน

“คุณชายเซี่ย” ก่อนที่จะเดินออกไปจากคฤหาสน์ฉิว เจ้าของบ้านก็เรียกข้าไว้เสียก่อน ใจข้านั้นแอบประหวั่นว่าอีกฝ่ายจะโวยวายประท้วง แต่ไม่เป็นไรข้ามีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ฉิวเฟยอินที่ตั้งสติได้มีรอยยิ้มหวานอยู่บนหน้าแต่ข้าเห็นแล้วกลับขนลุกไปหมดทั้งตัว ลางไม่ดีเสียแล้ว อดีตชายคณิกาเยื้องย่างเข้ามาหาด้วยท่าทางอ่อนช้อยนุ่มนวล

“คุณชายเซี่ยอาจจะรู้แล้ว แต่หากไม่บอกท่านข้าคงกลุ้มใจคิดมากไปหลายวันเป็นแน่” ฉิวเฟยอินเกริ่นมาแหย่ให้คนฟังอยากรู้อยากเห็น ข้ายืนนิ่งทำหน้าเมินเฉยไร้ความสนใจใดๆ ไม่ยอมตกหลุมพรางง่ายๆ หรอกน่า แต่อดีตนายโลมไม่สนใจกระซิบบอกข้าเสียงเบาแต่สะเทือนไปถึงข้างในใจ

“เมื่อคืนท่านอ๋องนัดเจอกับใครมิทราบที่หอบุปผาจันทราขอรับ”

ฉิวเฟยอินเห็นข้ายืนนิ่งเงียบก็แสยะยิ้มเยาะ ผละตัวก้าวถอยหลังออกห่าง ข้าตวัดสายตามองตาม ทำเสียงขึ้นจมูก คิดจะเอาคืนอย่างนั้นรึ ฝันไปเถิด ข้ามิได้หูเบาเช่นนั้น ฉิวเฟยอินราวกับล่วงรู้สิ่งที่ข้านึกคิด เขาถอนหายใจยืนยันหนักแน่น “ข้าน้อยพูดความจริงนะขอรับ” พูดจบก็พาเหล่าข้ารับใช้เดินเข้าคฤหาสน์ไป ทิ้งให้ข้ายืนนิ่งเงียบ อารมณ์กรุ่นๆ

เมื่อคืนอย่างนั้นหรือ? หอบุปผาจันทรา เพียงแค่ชื่อก็รู้แล้วว่าเป็นสถานที่ประเภทใด เจ้าแมวไปจริงหรือ? แล้วไปพบผู้ใดกันเล่า ข้าขบคิดอย่างหนัก ชิงลู่ที่รออยู่นานขยับเข้ามากระซิบเตือนให้ขึ้นรถม้า

หลุดออกมาจากคฤหาสน์ของฉิวเฟยอินข้าก็ยื่นหน้า ผิวปากเรียกรวมพลนกน้อย ผ่านไปไม่นานนักนกสีขาวจุดดำบินโฉบเข้ามาในรถม้าทางหน้าต่างที่เปิดแย้มไว้ ข้ายื่นมือไปมันก็ถลามาเกาะอย่างแสนรู้ ข้ารีบสอบถามที่อยู่ของเจ้าแมวกับนกน้อยที่มอบหมายให้ติดตามอีกฝ่าย ที่ข้าให้สมุนตัวน้อยติดตามจับตาเขามิใช่ว่าไม่ไว้ใจ แค่อยากจะแน่ใจในความปลอดภัยของเขาเท่านั้นเอง ไม่ต่างจากเจ้าแมวเจ้าเล่ห์ เขาเองก็ส่งองครักษ์เงาติดตามจับตาข้าเช่นกัน ทำไมข้าจะไม่รู้!

 ได้ที่หมายข้าก็สั่งให้คนขับรถม้ามุ่งตรงไปทันที จากนั้นก็ถามเรื่องเมื่อคืนวานที่เจ้าแมวไปมา คำตอบตรงกับสิ่งที่ฉิวเฟยอินกระซิบบอก! ข้าเกือบเผลอตัวบีบนกสายลับแสนรู้ ก่อนจะเผลอตัวอีกรอบข้ารีบปล่อยนกออกไปจากรถม้า เจ้าแมวไปหอคณิกาจริงๆ! ความจริงนี่พุ่งมากระแทกแสกหน้าข้าอย่างจัง นึกถึงหน้าเยาะเย้ยของฉิวเฟยอินแล้วโมโหวูบทันที แต่ก็รีบสลายอารมณ์เกรี้ยวโกรธไปอย่างรวดเร็ว

ข้าต้องใจเย็นไว้ บางทีอาจจะไม่ใช่เรื่องอะไรที่เลวร้ายก็เป็นไปได้ แต่ว่าเจ้าแมวบ้านี่ชักจะมีความลับมากเกินไปแล้วกระมัง ข้าจะต้องชักถามเขาจนขาวซีดแน่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงื่อนไขอันใดกันที่เขาทำกับท่านทวดเยว่ไฉหลาง บางทีอาจจะกับเรื่องบ้าๆ นั่น จะเป็นเรื่องบ้าอันใดได้อีก นอกเสียจากเรื่องตำแหน่งประมุขตระกูลอย่างไรเล่า ตำแหน่งที่ข้าไม่คาดฝันและไม่อยากรับเลยสักนิด

เอาละ ถึงคราวที่ต้องซักกันจริงจังแล้ว!

เนิ่นนานรถม้าของตระกูลเซี่ยแล่นออกไปนอกกำแพงเมืองหลวง จอดข้างทางคันนาแห่งหนึ่ง ข้าลอบมองจากหน้าต่างออกไปข้างนอกที่ข้างหนึ่งกลับฟื้นคืนสภาพเป็นทุ่งนาเขียวขจี แตกต่างจากอีกฟากที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนไร้ชีวิตชีวา ชิงลู่ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งก่อนจะเอ่ยเห็นใจ

“น่าสงสารชาวนานะขอรับนายน้อย ต้องใช้เวลานานถึงปลูกข้าวได้โตเท่านี้แต่กลับถูกภัยธรรมชาติทำลายลง” 

ข้านั่งนิ่งเหมือนเดิม ในใจครุ่นไปด้วยความสงสัย จำได้ว่าท่านทวดพูดราวกับฉินอ๋องเกี่ยวข้องกับเรื่องหิมะหลงฤดูครั้งนี้ ทำให้ข้าอดจะประหลาดใจมิได้ ฉินอ๋องเกี่ยวข้องอย่างไรงั้นหรือ? ข้ากับชิงลู่ก้าวลงจากรถม้าแล้วเดินตามทางดินขรุขระไปยังกลุ่มผู้คนที่เห็นอยู่ไกลๆ

“แปลกนะขอรับนายน้อย เหตุใดอีกฝั่งถึงมีหิมะในขณะที่ฝั่งตรงกันข้ามไม่มี มิหนำซ้ำนาข้าวก็ไม่เป็นอันใดอีก”

“นั่นคงจะเป็นเพราะพวกเขาที่อยู่ตรงนั้นกระมัง” ข้าชี้นิ้วไปที่กลุ่มคนกลางทุ่งกว้าง ชายหนุ่มโดดเด่นทั้งสองยืนอยู่กลางวงชาวบ้านธรรมดาทั่วไป รอบๆ ไม่ไกลกันมีองครักษ์ในเครื่องแบบเต็มยศยืนอารักขาอย่างเคร่งครัด ในตอนที่เราเดินเข้าไปใกล้องครักษ์ทั้งหลายรีบกรูเข้ามาตรวจสอบป้องกันอันตราย ข้ากับชิงลู่ยกมือยอมให้ตรวจสอบอย่างว่าง่าย แต่ก่อนที่จะมีมือมาแตะตัวข้าก็มีเสียงเตือนขัดขึ้นเสียก่อน

“โอ๊ะโอ๋ ถ้าไม่อยากมือขาดอย่าแตะตัวคุณชายคนนั้นจะดีกว่านะพรรคพวก เจ้าของหวงมาก~” เสียงยียวนกวนประสาทผู้คนตั้งแต่เอื้อยเอ่ยพยางค์แรกนี่มีคนเดียวเท่านั้นที่ได้ ข้าชำเลืองไปมองชายหนุ่มร่างสูงโปร่งเจ้าของผมสีดำขนกาที่ยิ้มกว้างเคืองตาเป็นอย่างมาก มองผิวเผินเหมือนยิ้มดูดีสุภาพดังบัณฑิตแต่แท้จริงแล้วมันกวนโอยสิ้นดี ผู้ใดจะเป็นเช่นนี้ได้ นอกเสียจาก... คนแซ่เฉิน!

“รองหัวหน้าเฉิน”

“นี่คุณชายเซี่ยจิ้งถิง คู่หมั้นแสนรักของท่านอ๋องอย่างไรล่ะ” เฉินฮุ่ยเคอพูดกลั้วเสียงหัวเราะ น่าหมั่นไส้จริง ทำไมเวลาเจอคนผู้นี้ข้าถึงหยุดความหงุดหงิดไม่ได้เสียทีนะ น่าสงสัยจริงๆ ว่าเฉินฮุ่ยเคอทำสิ่งใดให้ข้าไม่ชอบขี้หน้าเพียงนี้ พอรู้ว่าข้าเป็นใครองครักษ์เหล่านั้นก็แทบจะหามข้าเข้าไปในวง

“จิ้งถิง” เจ้าแมวที่ยืนกอดอกนิ่งเงียบฟังคำพร่ำรำพันของน้องชายที่พูดฝ่ายเดียวเหลือบสายตามาเห็นข้าก็ขยับตัวเดินเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว ข้ายิ้มรับ อดขำไม่ได้ เมื่อกี้เหมือนแมวที่เห็นเจ้าของเดินมาพร้อมอาหาร จากนอนเฉื่อยไม่สนใจใดๆ ก็ลุกวิ่งเข้าใส่ตาลุกวาว ส่านอ๋องหยุดพูดหันมองตามพี่ชายก่อนจะทำหน้าเข้าใจส่งยิ้มล้อเลียนมาให้ ข้าอดจะเขินมิได้ ฉินอ๋องเหลือบสายตาไปมองน้องชายก่อนจะดีดหลังมือตีแสกหน้าอย่างจัง

“เจ็บบบ! หน้าหล่อๆ ของข้า!” ส่านอ๋องร้องลั่นกุมใบหน้าอันมีค่าของเขา ดวงตาสีน้ำตาลเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกพี่ชายทำร้าย ข้าสะดุ้งกับเสียงแผดร้องปานเจ็บเจียนตาย มองน้องชายของเจ้าแมวอย่างเป็นห่วง แต่ก็ไม่นานเพราะเจ้าแมวปรี่เข้ามายืนขวางหน้า ไม่สนใจใยดีส่านอ๋องที่ทำหน้าตัดพ้อต่อว่าไร้สำเนียงมาให้

หลังจากหาที่นั่งได้แล้วข้าก็เริ่มหาเรื่องพูดคุยกับเจ้าแมวที่นั่งเบียดอยู่ข้างๆ

“พวกท่านกำลังทำอันใดอยู่รึ?”

“อ้อ พวกเรามาช่วยฟื้นฟูพืชพรรณให้ชาวบ้านอยู่น่ะ!” ส่านอ๋องถลาเข้ามานั่งอีกด้านชิงตอบแทนเสียงดังฟังชัด ข้าหันไปมองเขาแทนเจ้าแมวที่หน้าเย็นเยือกยิ่งกว่าน้ำแข็งก้อนยักษ์ น่ากลัวจนไม่กล้าสบตา “ท่านพี่เป็นคนละลายหิมะ ส่วนข้าเป็นคนคืนชีพให้พวกพืช ตอนนี้เรากำลังพักกันอยู่ ใช้พลังมากๆ กินลมปราณแทบหมด” ส่านอ๋องไม่รับรู้สายตาทิ่มแทงจากพี่ชาย ยังคงอธิบายเรื่องโบกไม้โบกมือประกอบ สีหน้าสดใสร่าเริงสมเป็นหนุ่มรุ่น ทำให้ข้าอดจะยิ้มตามเขาไม่ได้ สมกับเป็นชายหนุ่มเจ้าของฉายาแจกยิ้มสดใสจริงๆ

“จิ้งถิง เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงมาที่นี่” เจ้าแมวยกแขนโอบไหล่ของข้าพร้อมกับดึงเข้าหาตนเองอย่างนุ่มนวล ยื่นหน้ามากระซิบถามข้างๆ หูของข้าแทบจะเกยคางบนไหล่ ข้าขนลุกเกรียว แก้มร้อนวูบ ลมหายใจอุ่นๆ ข้างแก้มทำให้คันหยุกหยิกเสียสมาธิไปหมดสิ้น

“มะ...ไม่มีอันใด ขะ...ข้าแค่มาหาท่าน” ตะกักตะกุกไปหมดแล้ว บ้าที่สุด สติสั่นรัวพอๆ กับหัวใจที่เต้นแรงจนเจ็บอกไปหมด กลิ่นหอมเย็นๆ พร้อมกับหน้าหล่อๆ บ้าเอ๊ย บ้าจริง หลงจะเป็นจะตายอยู่แล้ว ทำเช่นนี้เอามีดมาแทงกันเลยจะดีกว่า!

“ไม่ต้องสนใจพวกเราขอรับ คนกันเองทั้งนั้น”

“พวกเขาไม่อายแต่ข้าอายแทนนี่น่า!”

“ส่านอ๋อง ทำใจเถิดขอรับ”

เสียงซุบซิบเป็นแมงหวี่แมงวันฉุดสติของข้ากลับคืนมา รีบดันเจ้าแมวออกห่าง ลอบมองไปรอบๆ เห็นสายตาของแต่ละคนที่แอบมองมาอย่างกับโจรจ้องฉกถุงเงิน ถึงกลัวแต่ก็อยากจะรู้อยากจะเห็น เจ้าแมวขยับออกห่างไปนิดหน่อย นิดหน่อยจริงๆ แทบไม่ต่างจากเมื่อครู่เท่าไร เขาใช้หางตามองจิกไปที่น้องชายต่างมารดากับคนใต้บัญชา

สองคนที่ว่าสะดุ้งเฮือก หลบตาไปคนละทาง รีบลุกเผ่นหนีไปอย่างรวดเร็ว ท่านอ๋องทำเสียงในลำคอคล้ายพอใจ ก่อนจะจ้องตามหลังลูกน้องคนสนิทเขม็ง เฉินฮุ่ยเคอหันคอมามองเจ้านายที่ส่งสายตาออกคำสั่งไร้เสียง จ้องกันไปจ้องกันมาอยู่หลายอึดใจ คนเป็นลูกน้องแปลความจนเหงื่อไหลถึงปลายคาง ข้าเริ่มสงสาร มันต้องปวดหัวมากแน่ๆ สุดท้ายท่านรองหัวหน้าองครักษ์ก็ปราดเปรื่องเข้าใจความหมาย รีบทำตามคำสั่งทันที

องครักษ์ช่วยกันต้อนชาวบ้านออกไปแล้วยืนล้อมปิดกั้นสายตาคนอื่นๆ ออกจากเรา เพื่ออันใดกัน? ข้ามองไปรอบๆ ทั้งหวาดระแวงและประหม่า เล่นให้องครักษ์มายืนเป็นกำแพงแบบนี้ ยิ่งจุดประกายให้คนอื่นสงสัยอยากรู้มากกว่าเดิมอีก กำแพงมนุษย์สร้างเสร็จเจ้าแมวก็อันเชิญตนเองเข้ามากระแซะข้าอีกครั้ง สีหน้าราบเรียบแต่แววตาเจ้าเล่ห์สุดๆ

“แล้วไม่มีอะไรจะพูดกับข้างั้นรึจิ้งถิง?”

เจ้าแมวนี่... ตลกจริง! อยู่ใกล้กันขนาดนี้แทบจะสิงกันอยู่แล้ว จำเป็นต้องกระซิบกระซาบด้วยหรือ? ข้าขืนตัวออกห่างจากเจ้าแมว เริ่มทำตัวจริงจัง

“อันที่จริงก็มีเรื่องคุยกับท่านจริงๆ นั่นแหละ...”

“อันใดกัน มิได้มาหาเพราะคิดถึงอย่างนั้นรึ?” เจ้าแมวแทรกกลับเสียงหลง น้ำเสียงผิดหวังเป็นอย่างมาก ข้ากำลังอ้าปากพูดก็ต้องหยุดฉับพลัน เจ้าแมวหันหน้าหนีไปทางอื่น ข้ากะพริบปริบๆ ทั้งแปลกใจทั้งขบขำเจ้าแมวที่งอนเงียบไป ไม่นานคนงอนก็ทำใจได้หันมาพูดแบบไร้อารมณ์อย่างขอไปที

“เอาเถิด มีอะไรก็พูดมา”

“มีหลายคำถามเชียว เช่น...” ข้าพยายามเมินเฉยท่าทางน่ารักน่าชังที่ทำเอาคันหัวใจยิกๆ ของเจ้าแมว วาดมาดเป็นเจ้าหน้าที่สอบสวนชั่วคราว หลุบตา ใช้ปลายนิ้วเกลี่ยปลายไปมา เว้นวรรคยาวเฝ้าสังเกตพิรุธของเขา แต่ฉินอ๋องนั้นไม่มีท่าทีใดๆ นอกจากตั้งหน้ารอฟัง “ที่หอบุปผาจันทราสุรารสเด็ดหรือไม่?”

เจ้าแมวเลิกคิ้วก่อนจะมองมาด้วยแววตาคล้ายหัวเราะ เขาส่ายหน้าเอ่ยตอบ

“สุราของหอนั่นไม่เท่าไร แต่โชคดีเจ้าภาพรวยถึงมีสุราดีดื่ม”

“อือฮึ ใคร?”

“บอกมิได้ขอรับท่าน เจ้าภาพขอให้ปิดเป็นความลับ บอกได้แค่พวกเราไปคุยเรื่องสำคัญขนาดตัดสินใจอนาคตทั้งหมดของแคว้นฉิงขอรับ ขอให้ใต้เท้าเปลี่ยนเป็นคำถามอื่นได้หรือไม่?” ตอบทีเล่นทีจริง ท่าทางก็สงบอย่างยิ่ง ไม่พิรุธใดๆ หลุดออกมาเหมือนวัวสันหลังหวะ เจ้าแมวนี่เป็นผู้บริสุทธิ์หรือผู้ร้ายชำนาญการกันแน่?

“ไม่มีอะไรนอกจากคุย?”

“ไม่มี ไม่ได้มอง ไม่ได้แตะไม่ได้ต้องใดๆ ทั้งสิ้น”

ข้าจ้องเข้าไปในตาสีดำสนิทที่นิ่งไม่หวั่นไหวใดๆ ถ้ายืนยันแบบนี้ก็ถือว่าบริสุทธิ์ หลุดพ้นข้อหาก็แล้วกัน ข้าพ่นลมหายใจแล้วพยักหน้า เจ้าแมวกดมุมปากลึก เอียงหน้าใช้ศีรษะโขกข้าเบาๆ ช้อนตาสวยๆ ขึ้นมามอง ให้ตาย ข้าแทบอยากกระโจนเข้าตะครุบใจจะขาด น่ารักจริงเชียวแมวน้อยของข้า ท่าทางมีความสุขเหลือเกิน เดี๋ยวๆ ไม่ได้ๆ ข้าจะหลงเสน่ห์เจ้าแมวแล้วลืมเรื่องที่ตั้งใจสะสางมิได้ หนอย เจ้าเล่ห์นักนะ เดี๋ยวเถอะ ข้านั่งตัวตรงใจแข็งไม่สนใจ ปล่อยให้เจ้าแมวคลอเคลียเรียกร้องความสนใจต่อไป

“ข้ายังมีอีกหลายคำถาม”

“อืม เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ไว้ทำงานเสร็จแล้วเราค่อยมาคุยกันแบบ...ยาว” เจ้าแมวไม่มีท่าจะสลดให้เห็น เด้งตัวขึ้นมาจากข้าหลังจากเกลือกกลั้วจนพอใจ พยักหน้ารับอย่างยินยอมและยินดียิ่ง ราวกับว่ามันไม่ได้สร้างปัญหาใดๆ กับเขา ตรงกันข้ามเหมือนเขาเองก็มีเรื่องอยากจะคุยกับข้าเช่นกัน มันทำให้ข้าเริ่มเกร็ง เขาอยากจะคุยเรื่องอะไรกัน

ตกลงกันอย่างสันติแล้วเจ้าแมวก็เอียงตัวมาพิงข้า หลับตาลงพักสายตาพักทุกอย่างของเขา ระหว่างเราไม่มีคำพูดใดๆ อีกแต่ข้ากลับรู้สึกมีความสุขอย่างยิ่ง โชคดีที่มิได้เสียสติวิ่งมาตีโพยตีพายแบบคนบ้า การถามตรงๆ ไม่มัวแต่คิดไปเองข้างเดียวไม่ยากอย่างที่คิด และเรื่องราวก็มิได้เลวร้ายอย่างที่กังวลไว้ ภายในอกของข้าปลอดโปร่งร่างกายเบาสบายสุดๆ

ระหว่างที่บรรยากาศของเราอบอวลไปด้วยความสุขใจ ข้าก็หาเรื่องมาคุยกันเบาๆ

“แปลกนะที่ท่านมาช่วยด้วยตัวเองเช่นนี้ ไยมิใช้ลูกน้องเหมือนเคยเล่า”

“ข้าต้องรับผิดชอบ”

“อ้อ เช่นนั้นเรื่องนี้ก็เกี่ยวกับท่านจริงๆ น่ะสิ ท่านทวดพูดเหมือนท่านเป็นตัวต้นเหตุ มิหนำซ้ำยังฝากมาบอกท่านให้ควบคุมอารมณ์ตนเองให้ดีด้วย มันหมายความว่าอย่างไรงั้นรึ?”

เจ้าแมวที่กำลังนอนพักศีรษะบนไหล่ข้าผงะ ถ้าตามิได้ฝาดแล้วละก็ แก้มของเจ้าแมวแดงเรื่อเหมือนเขินอายยังไงชอบกล เจ้าแมวน้อยน่ารักกลายร่างเป็นแมวจอมหยิ่งตัวเดิม ใบหน้างดงามเย็นชาและตึงเปรี๊ยะราวกับถูกขึงเอาไว้ เขาสะบัดเสียงเย็นเยือกตอบกลับมา เจตนาทำเป็นโมโหเพื่อกลบเกลื่อนอะไรบางอย่าง

“ก็หมายความว่าข้ายังหนุ่มยังแน่นกว่าตาเฒ่านั่นน่ะสิ”

ข้าพยักหน้ารับความไปทั้งที่ไม่เชื่อเลยสักนิด มันต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่ๆ อะไรกัน เป็นเรื่องที่ข้ารู้ไม่ได้อย่างนั้นหรือ? พอเห็นสายตาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อถือของข้าเจ้าแมวก็ยิ้ม ยิ่งดูมีพิรุธกันไปใหญ่ แมวจอมหยิ่งของข้ามีหรือจะยิ้มออกมาง่ายๆ เช่นนี้ อย่างไรก็ผิดปกติเหมือนปิดบังอะไรเอาไว้ ทำไมล่ะ ก็แค่หิมะตกนอกฤดูเอง ก่อนที่จะถูกข้าซักฟองต่อส่านอ๋องกับเฉินฮุ่ยเคอก็เข้ามาขัดตาทัพ ดึงเจ้าแมวออกไปแบบถูกจังหวะราวกับล่วงรู้อนาคต

“ได้เวลาทำงานกันต่อแล้วท่านพี่~”

ฉินอ๋องกลับมาวางมาดเป็นท่านแม่ทัพผู้เก่งกาจ รีบจรลีไปช่วยแก้ปัญหาชาวบ้านทันที ไม่ปริปากต่อรองแม้สักคำ กระตือรือร้นช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากได้น่าชื่นชม ข้าประชดน่ะ!

พวกเขาเริ่มกำจัดหิมะที่เหลือหน้าที่นี้เป็นของฉินอ๋อง เขายกหิมะทุกเม็ดทุกหน่วยขึ้นจากพื้นดินขึ้นลอยกลางอากาศ มองผ่านๆ เหมือนกับกลุ่มก้อนเมฆสีขาวโพลน จากนั้นส่านอ๋องก็ทำการฟื้นฟูคืนชีวิตให้แก่ต้นข้าวที่คอหักอับเฉาให้มีชีวิตชีวาดังเดิม ฉินอ๋องบีบหิมะระเหยกลายเป็นน้ำตกลงมาพรมนาข้าว

ข้านั่งดูพร้อมกับกินขนมที่ชิงลู่รับมาจากชาวบ้านที่มีน้ำใจแบ่งปัน ผ่านการรับรองว่าปลอดพิษจากคนแซ่เฉินเรียบร้อยแล้ว พวกเขาทำไปได้หลายสิบหมู่(๑หมู่≈๖๐ตร.ม.)ก็ต้องหยุดพัก เพราะส่านอ๋องหน้าซีดแทบล้มเป็นลมพับ ทุกคนจึงให้เขาพักฟื้นพลัง เป็นที่แน่นอนแล้วว่าเจ้าแมวคงมีพลังมากกว่าขั้นเจ็ดแน่ๆ ในขณะที่น้องชายของเขาต้องถูกเฉินฮุ่ยเคอยัดยาฟื้นฟูพลัง เขากลับกอดอกทอดสายตามองเหล่าคนธรรมดาด้วยท่าทางสง่างามน่าประทับใจ

ใช้เวลานานขนาดนี้แต่ยังไม่คืบหน้าก็เพราะต้องรอส่านอ๋องนี่เอง เขาเป็นคนเดียวที่มีพลังวิเศษธาตุไม้ซึ่งเป็นธาตุธรรมชาติที่หาได้ยากยิ่ง ข้าหันมองไปยังพื้นที่ประสบภัยที่เหลือพลางคำนวณในใจ ขืนปล่อยไว้แบบนี้มีหวังมืดค่ำกันพอดี ข้ากับฉินอ๋องคงมิได้พูดคุยกันเป็นแน่ ข้าตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ลุกขึ้นเดินตรงไปหาฉินอ๋องมองนาข้าวด้วยสีหน้าราบเรียบเย็นชา พอข้าปรี่เข้าไปใกล้ท่านแม่ทัพน่าเกรงขามคนนั้นก็กลายเป็นเจ้าแมวน่ารักตัวเดิมของข้าทันที

“ข้าช่วยดีหรือไม่?” ข้าหยุดยืนชิดร่างสูงสง่าของท่านแม่ทัพ กระซิบถามเสียงเบา ฉินอ๋องยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงถามความแน่ใจ ข้าพยักหน้ายืนยันหนักแน่น กวักมือเรียกให้เขาโน้มตัวลงมาหา เจ้าแมวก็ทำตามอย่างว่าง่ายเป็นที่สุด เราสองคนยืนซุบซิบกันท่ามกลางสายตาแอบมองอย่างอบอุ่นของเหล่าองครักษ์ที่ทำให้ข้าจั๊กจี้พิกล

ปรึกษากันจบ ฉินอ๋องก็เดินไปพูดกับน้องชายที่มือถือยาดมยาหอมไม่ห่าง วันนี้ส่านอ๋องจอมอู้อันดับหนึ่งทำงานหนักจริงๆ สมควรยิ่งแล้ว! ข้าเห็นคนเป็นน้องพยักหน้าหงึกหงักๆ แล้วทั้งสองก็กลับมายืนทำหน้าที่ต่อ ฉินอ๋องจัดการหิมะเขากวาดมันทีละไม่เกินสิบหมู่ ข้าว่ามันแปลกๆ อยู่น่า ทั้งที่ในตอนหยุดความโกลาหลในค่ายเป่าอี้แค่กระทืบเท้าก็แช่แข็งทั้งค่ายเอาไว้ได้ ข้าว่าพื้นที่หิมะสุดลูกหูลูกตานี้แค่เขาดีดนิ้วครั้งเดียวก็กวาดหิมะสะอาดหมดจดแล้ว แสดงว่าฉินอ๋องเจตนาซ่อนพลังของเขาเอาไว้เป็นแน่ ระหว่างที่คิดข้าก็เริ่มสร้างอาณาเขตครอบคลุมที่นาเพื่อฟื้นฟูนาข้าวกลับมา

“โอ้โฮ! ครั้งนี้กู้นาข้าวกลับมาได้กว้างกว่าเดิมอีก” เสียงอุทานปลื้มอกปลื้มใจดังมาจากเหล่าลูกน้ององครักษ์น้อยใหญ่ ชื่นชมส่านอ๋องไม่หยุดปาก คนโดนชมยืนอึ้งไม่แพ้กัน เขายิ้มรับทั้งที่งุนงงไม่เข้าใจ ฉินอ๋องที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นทางการ

“การฝึกปรือเพิ่มลมปราณที่ได้ผล ต้องฝึกจนลมปราณจวนเจียนหมดตัว ถึงจะขยับขยายเพิ่มระดับได้ไว”

“เป็นเช่นนี้นี่เอง!” คนได้ยินก็เบิกตากว้างเมื่ออยู่ดีๆ ท่านแม่ทัพหน้าเดียวก็แนะนำเคล็ดฝึกปรือพลัง พวกเขาต่างพากันส่งเสียงอื้ออึ้งไปทั่ว บ้างก็รีบจดบันทึก บ้างก็พยายามจดจำไปปฏิบัติ ฮือฮาถือเป็นจริงเป็นจังอย่างยิ่ง ส่านอ๋องพยักหน้าเหมือนบรรลุข้อสงสัยในใจ ข้าเหล่มองเจ้าแมวที่ถูกผู้คนมองมาด้วยแววตาเลื่อมใสนับถือแล้วเข้าใจสัจธรรมข้อหนึ่งนั้นทันที

คนมีหน้ามีตาต่อให้พูดมั่วอย่างไร ผู้คนก็ถือเป็นความจริงไปหมด

 

 

 

 

 



จิ้งถิงหึงข้าอย่างนั้นหรือ? เจ้าหึงข้าๆ~ ≧△≦


บอกตามตรงไม่น่าโหลดแอพ meb มาเล๊ย สูญเสียทรัพย์ไปเท่าไรไม่อาจนับได้ โฮกกกก

 ไม่ได้ไปทำอะไร ไม่ได้ป่วยอะไร แต่นาทีนี้อารมณ์ติสต์ แต่งไม่ออกเลย

อ่านนิยายใน meb ไปพลางๆ เผื่ออารมณ์จะมาแต่!!! อารมณ์เตลิบติดหนึบ

เค้าขอโต๊ดดดด~

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.025K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

25,551 ความคิดเห็น

  1. #25521 sunflowerrrr (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 8 มีนาคม 2564 / 03:36
    เห็นด้วยกับน้องคนน่าเชื่อถือพูดอะไรคนเขาก็เชื่อ 5555555 แต่น้องคือแกงตัวเองไปก่อนแล้ว
    #25,521
    0
  2. #24487 Fueled me (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 09:11
    โธ่นายเอกก็ยังคงรักษาคาแรคเตอร์ตัวเองได้อย่างดีเยี่ยม เฮ้อ5555555555555
    #24,487
    0
  3. #24011 munkrishear (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 15:49
    ไม่ต้องเป็นหรอกประมุข อยู่กับฉินอ๋องก้พอแล้วววว
    #24,011
    0
  4. #23387 (nok) นกน้อย (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 19:46
    meb เป็นเเอปต้องห้ามค่ะ! ฮืออ ตอนซื้อไม่คิดอะไร พอมานับจำนวนที่เสียไป อือหือกินใช้ได้เป็นเดือน! กรีดร้องงงง
    #23,387
    0
  5. #23386 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 19:40

    บอกตรงว่าขัดใจนายเอกมากๆ อยากจะตั้นหน้าสักหลายๆครั้งเลยล่ะ

    #23,386
    0
  6. #22669 SoraUnnieSama❄ (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2562 / 22:05
    จริงงง คนน่าเชื่อถือต่อให้บางทีพูดไร้สาระก็ยังดูหนักแน่นแท้55555
    #22,669
    0
  7. #22221 Xialyu (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:49
    คนหล่อทำอะไรก็น่าเชื่อถือ
    #22,221
    0
  8. #22167 Konrafah (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:30
    555555 อ๋องแมววววว ร้าย
    #22,167
    0
  9. #21314 pcy921 (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 12 มกราคม 2562 / 15:07
    เป็นฉันนี่ก็เชื่อท่านอ๋องค่ะ เพราะหล่อ
    #21,314
    0
  10. #19539 EVAAY (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2560 / 08:21
    ทำไมหมั่นไส้อ๋องแมว..
    #19,539
    0
  11. #19204 กระรอกoneday (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2560 / 17:00
    มั่วหน้านิ่ง คนเลยเชื่อ
    5555555555555555555
    #19,204
    0
  12. #19163 Asahi_san (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2560 / 13:40
    อิสองคนนั้นเล่นอะไรกัน???5555
    #19,163
    0
  13. #18910 tungminpe (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 / 14:39
    ตลกอ่ะ555555
    #18,910
    0
  14. #18803 Ztothek (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 / 18:47
    คนมีหน้ามีตา พูดมั่วยังไง คนก็ถือเป็นจริงหมด นี่จริงมากก ตอนมอปลายมีเพื่อนคนหนึ่งที่เก่งมาก ตอนนี้เรียนหมออยู่ บางทีไปถามอะไร มันตอบมาหน้านิ่งๆ ก็จะตกใจมาก ว่ารู้ได้ไง สรุปมันบอกมั่วเอา = = ละพูดให้คนเชื่อได้ตลอด
    #18,803
    0
  15. #18451 ZakittaA (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2560 / 22:47
    โอ๊ยยยย หมั่นไส้เด้อออ 55555555555
    #18,451
    0
  16. #18434 Evil Balloon (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2560 / 07:59
    คนจะหล่อทำอะไรก็หล่อ55555
    #18,434
    0
  17. #18203 meimeilovelun2 (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 / 20:57
    แมวน้อยยยยย
    #18,203
    0
  18. #18036 คอเต่า (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2560 / 18:56
    ฉินอ๋องทำอะไรมั่วคนก็เชื่อ 555+
    ปล.เราก็ว่าไรต์หายไปไหน อิอิ
    #18,036
    0
  19. #18035 Airki Socute (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2560 / 13:04
    คิดเถิงแร้วววววววว
    #18,035
    0
  20. #18029 zinnia (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 / 23:33
    ฉ ฉิว เปรียบดังลูกไก่ในกำมือของจิ้งถิง



    ฉ เฉิน เปรียบดังเสี้ยนตำมือของจิ้งถิง



    ฉ ฉิน เปรียบดังแมวในอาณัติของจิ้งถิง (จิ้งถิงสามารถสื่อสารกับสัตว์ต่างๆ และสั่งงานได้)

    สั่งหันซ้าย..ก็หันมาหาจิ้งถิง สั่งหันขวา..ก็หันมาหาจิ้งถิง (สั่งได้แน่เรอะเนี่ย?)
    #18,029
    0
  21. #18017 DΔΝGΈR (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2560 / 12:21
    โอ้ยขำ55555555 ท่านอ๋องพูดมั่วยังไงเขาก็เชื่อเห้อ55555555
    #18,017
    0
  22. #17989 ปีศาจสีเงิน (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2560 / 19:50
    ท่านอ๋องช่างน่ารัก
    #17,989
    0
  23. #17988 for-fon (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2560 / 19:31
    อ่านรวดเดียว 2 วันชอบมาก
    ขณะที่อยู่ในช่วงสอบนะเนี่ยยังไม่วางนิยายเลย. 55555
    #17,988
    1
    • #17988-1 pukki (จากตอนที่ 95)
      13 พฤษภาคม 2560 / 20:18
      ใช่ๆ เราก็เป็นเหมือนกัน5555
      #17988-1
  24. #17986 33565 (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2560 / 16:51
    ฉินอ๋องมั่วๆๆ
    #17,986
    0
  25. #17984 kataiyai (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2560 / 08:14
    เฮียแกมีหน้าเป็นอาวุธ
    #17,984
    0