เอาเถิด ข้าไม่เสียใจ เพราะข้าตายแล้ว (Yaoi)

ตอนที่ 90 : ตอนที่ ๘๔ มิตรภาพเบ่งบาน?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19,874
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,122 ครั้ง
    26 มี.ค. 60

ตอนที่ ๘๔ มิตรภาพเบ่งบาน?

ข้านั่งเหม่อลอย ประเดี๋ยวก็ยิ้ม ประเดี๋ยวก็เขินอายจนคนรับใช้ในเรือนหงเหมยต่างพากันเลี่ยงไม่เข้ามาใกล้ เอาละ ข้าพอรู้ตัวว่าคล้ายคนบ้าเข้าทุกที แต่จะโทษข้าได้อย่างไรกันเล่า คนมีความสุขย่อมต้องยิ้มเป็นเรื่องธรรมดามิใช่รึ? ถึงแม้ข้าจะยิ้มหน้าบานอยู่นานหลายชั่วยามแล้วก็เถิด    

เอาละๆ รู้ว่ามันสยอง ข้าเลิกทำแล้วก็ได้

พวกเราออกมาจากห้องนอนพร้อมกัน (เหล่าคนรับใช้ต่างพากันมองพวกเราแล้วหน้าแดงขวยเขิน คิดไปถึงไหนกันเจ้าพวกนี้ ก็แค่กอดกันเฉยๆ เอง) ฉินอ๋องเดินไปคุยอะไรบางอย่างกับสองหนุ่มหยกที่พยักหน้าหงึกหงักๆ พลางเขินอายบิดตัวซ้ายขวาราวกับมีพยาธิซอกไซ สายตาแสดงความยินดีแกมอิจฉาของทั้งสองส่งมาหาข้าที่นั่งทำหน้าซื่อบื้ออยู่อีกด้าน สงสัยจริงว่าคุยอะไรกัน ไยดูมีลับลมคมนัยปานนั้น

หลังจากคุยกับสองหยกน้อยๆ เสร็จเจ้าแมวก็เดินกลับมาหาข้าเพื่อล่ำลา ก่อนจะจากไปเขากำชับไม่ให้ข้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคดีที่หอหว่านเซียงอวี่ ปล่อยให้เขาเป็นผู้จัดการทุกอย่างเอง ตอนนั้นข้าพยักหน้ารับเบลอๆ เพราะถูกเหตุการณ์ในห้องนอนทำลายสติสตังไปหมดสิ้น พอกลับมาคิดก็ทำให้ติดใจสงสัย บอกว่าจะจัดการทุกอย่างเอง เขารู้แล้วรึว่าเหตุการณ์จริงมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นได้ เพราะในตอนที่เผชิญหน้ากับเหลียงอ๋องเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นผู้ใด!

เรื่องของเหลียงอ๋องน่าจะมีเพียงข้าที่รู้ความจริง เพราะแม้กระทั่งท่านแม่ยังดูไม่ออกเลยว่าเป็นเหลียงอ๋อง รู้แค่ว่ามีคนมาช่วยเหอชิงจิ่นไปเท่านั้น ไม่แปลกใจที่ตอนนั้นเจ้าแมวจะดูไม่ออกว่าคนตรงหน้าคือพี่ชายต่างมารดาของเขา เพราะในยามนั้นเหลียงอ๋องคงใช้ภาพมายาเปลี่ยนรูปโฉมให้กลายเป็นผู้อื่น แล้วแบบนี้ฉินอ๋องจะไปจัดการได้อย่างไรเล่า

ข้าเคาะปลายนิ้วกับพนักวางแขนพลางครุ่นคิด

“หากมีบางอย่างบังตาย่อมต้องลบมันออก...”

เจ้าแมวหมายถึงภาพมายาของเหลียงอ๋องใช่หรือไม่? เหตุใดเขาถึงรู้ว่ามันเป็นภาพมายาเล่า อีกอย่างจะลบภาพมายาของเหลียงอ๋องอย่างนั้นรึ? แล้วจะลบล้างด้วยวิธีการใด บางสิ่งบางอย่างคล้ายจะติดอยู่ในซอกลืบความคิด เหมือนจะคิดออกแต่กลับคิดไม่ออกเสียนี่ อืมมมมมม ข้าพยายามเค้นสมองคิด

“นายน้อย ตั้งสำรับมื้อเย็นเรียบร้อยแล้วขอรับ” จื่อลู่เดินเข้ามาแทรกกระบวนการใช้หัวของข้า พออีกฝ่ายพูดถึงอาหารสมาธิของข้าก็วอกแวกไปในทันที มัวแต่คิดเรื่องยุ่งยากจนลืมปัญหาท้องไส้ไปเสียสนิท ข้ายกมือให้สัญญาณว่ารับรู้แล้ว หนุ่มน้อยหยกม่วงก็ย่อตัวถอยหลังออกไปอย่างรู้กาลเทศะ

ทุกครั้งที่เห็นเช่นนั้นข้าก็ชื่นชมพ่อบ้านกู่ในใจหลายๆ คำ สั่งสอนเด็กรับใช้ได้รู้งานรู้การจริงๆ ต่างจากเด็กรับใช้ในวังหย่งเฮ่าลิบลับ เป็นวังอ๋องแท้ๆ เด็กรับใช้ควรจะเคร่งครัดรู้ความแต่นี่กลับบ่มเพาะนกหงหยกสีสันต่างๆ ออกมาเสียอย่างนั้น ถ้าคนรับใช้ที่จวนตระกูลเซี่ยเป็นเช่นเดียวกันกับวังหย่งเฮ่าข้าคงปวดหัวน่าดู คิดไปแล้วก็พลันสงสารเจ้าแมวผู้เป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของนกหงหยกเหล่านั้น เฮ้อ อยู่รอดปลอดภัยมาถึงมือข้าได้นับว่าเป็นปาฏิหาริย์กระมัง หือ หรือไม่รอด? แต่ไม่ได้ยินว่ามีผู้ใดกระโจมขึ้นเตียงฉินอ๋องสำเร็จนี่น่า

ข้าสะบัดศีรษะไปมา ให้ตาย ยิ่งพยายามคิดก็เหมือนจะไกลออกไปทุกที ข้าถอนหายใจ รู้สึกหงุดหงิดชอบกล มิใช่เรื่องปลาตัวน้อยๆ ที่จ้องกระโจมขึ้นเตาไฟเป็นปลาย่างยั่วเจ้าแมวหรอกนะ แต่เป็นเรื่องที่คิดยังไงก็คิดไม่ออกนี่สิ เฮ้อ ไม่ชอบหัวช้าๆ ของตัวเองเลย หากเป็นเจ้าแมวป่านนี้ยังนึกได้ร้อยไปพันอย่างแล้วกระมัง

พักยกหยุดคิดเรื่องยากๆ แล้วลุกขึ้นไปรับประทานมื้อเย็นให้หัวโล่งแล้วค่อยคิดก็คงไม่สายเกินไป หลังจากที่จัดการมื้อเย็นจนอิ่มหนำข้าก็แวะไปดูอาการของท่านพ่อสักหน่อย ท่านพ่อยังคงนอนพักบนเตียงเช่นเดิมแต่สีหน้าของท่านดูดีขึ้นกว่าเดิมทำให้ข้าสบายใจขึ้น ในตอนที่เดินออกไปจากห้องของท่านพ่อข้าก็เผชิญหน้ากับเหล่าญาติผู้ใหญ่ของตนเองอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ข้าแอบถอนหายใจเซ็งจัดแล้วปรับสีหน้าราบเรียบตรงเข้าไปรับหน้าพวกเขา

“คารวะท่านปู่ท่านย่า ท่านลุง”

“อืม” พวกเขาเปรยหางตามามองข้าก่อนจะทำท่าเดินผ่าน ข้ายิ้มบางยืนขวางพวกเขาด้วยใบหน้าใสซื่อก่อนที่พวกเขาจะยกกลุ่มไปถล่มคนป่วย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าแขกกลุ่มนี้จะสร้างเรื่องปวดหัวให้แก่คนป่วยมากเพียงใด เพื่อให้บิดากลับมาแข็งแรงเป็นปกติโดยไวข้าจำใจต้องเสียมารยาทขัดตราทัพนี้แล้ว

“ท่านพ่อเพิ่งหลับไปหลังจากกินยา หลานทราบว่าพวกท่านเป็นห่วงท่านพ่อเพียงใด หากได้พักสักคืนย่อมดีขึ้นมาก ท่านปู่ท่านย่าและท่านลุงเองก็ปรารถนาให้ท่านพ่อหายดีโดยเร็วเช่นกันใช่หรือไม่ขอรับ? พรุ่งนี้ค่อยมาเยี่ยมอีกครั้งเถิด หลานเองก็ตั้งใจจะมาอีกในยามเช้า หากไม่รังเกียจให้หลานไปรับพวกท่านมาเยี่ยมพร้อมกันดีหรือไม่ ท่านพ่อคงจะดีใจที่เห็นพวกเรามาเยี่ยมพร้อมกัน” ข้ายิงคำพูดยาวรัวให้พวกเขาชะงักและขบคิด ท่านย่าทำหน้าบึ้งบิดริมฝีปากคล้ายไม่พอใจ นางกำลังอ้าปากโต้ตอบข้าแต่ถูกท่านลุงโบกมือขัด ใบหน้าอวบกลมไปด้วยไขมันส่วนเกินแย้มยิ้มเล็กๆ เหมือนญาติผู้ใหญ่ใจดีทั่วๆ ไป

“ถิงเอ๋อร์ น้องรองเป็นอย่างไรบ้าง? ลุงได้ยินว่าได้รับบาดเจ็บสาหัส รู้สึกเป็นห่วงอย่างยิ่ง ท่านปู่ท่านย่าของเจ้าเองก็ร้อนใจอยากเห็นด้วยตาให้คลายใจ”

“ผู้ใดลือกันเช่นนั้นกัน” ข้าเบิกตาตกใจอุทานอย่างคาดไม่ถึง ทำให้ทั้งสามคนที่ปักใจว่าจะมาดูคนบาดเจ็บสาหัสทำหน้างุนงงสงสัย ข้าถอนหายใจออกมาแล้วอธิบายพลางส่ายหน้า “ท่านพ่อเพียงเหน็ดเหนื่อยจากการตรากตรำทำคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง มิใช่ได้รับบาดเจ็บอันใดนะขอรับ ท่านลุงไปได้ยินข่าวผิดๆ เช่นนั้นจากที่ใดกัน” ข้ากะพริบตาแปลกใจมองท่านลุงที่เริ่มขมวดคิ้วแววตาคล้ายกับเสียดายพาดผ่านก่อนจะแสร้งถอนหายใจโล่งอก

“เฮ้อ เช่นนั้นเองรึ? ลุงตกใจแทบแย่ ไม่บาดเจ็บย่อมดีแล้วๆ”

“ให้ตายเถิด เป็นอำมาตย์ทำงานในวังใกล้ชิดกับฮ่องเต้เพียงอย่างเดียวก็ดีแล้ว จะออกมาทำคดีเสี่ยงอันตรายไปเพื่ออันใด เลอะเลือนจริง!

“นั่นสิ หากเป็นอันใดไปจะทำอย่างไร ทำอะไรไม่คิดถึงคนในตระกูล...”

ตึง!!!

อยู่ๆ ลมหอบใหญ่ก็ก่อตัวขึ้นมากะทันหันพัดเอาหน้าต่างกระแทกปิดเสียงดัง ทำเอาคนที่กำลังพูดเมามันตกใจสะดุ้งโหยงทั้งคู่ คำพูดมากมายที่หมายจะพ่นออกมาก็ลืมเลือนไปพร้อมกับเสียงดัง ข้าขยายยิ้มให้กว้างขึ้นกว่าเดิม ยังมิทันได้ลงมือทำอันใดคนใจร้อนกว่าก็แผลงฤทธิ์ขัดขวางสองสามีภรรยาเฒ่าให้เงียบ

“ขะ...ข้าว่าพรุ่งนี้ค่อยมาเยี่ยมอีกทีน่าจะดีกว่านะขอรับท่านพ่อท่านแม่ ยามนี้น้องรองก็หลับพักผ่อนไปแล้ว พวกเราอย่าอยู่รบกวนคนป่วยเลย” ท่านลุงตั้งสติได้เป็นคนแรก รีบเชิญบิดามารดาของตนให้กลับไปโดยเร็ว ดวงตาเหลือบมองไปรอบตัวราวกับจะมีคนพุ่งเข้ามาทำร้ายเขาได้ทุกเมื่อ ทั้งสามไม่รอช้ารีบเดินจากไปด้วยใบหน้าขาวซีดหวาดกลัว 

ข้ามองตามพวกเขาพลางเลิกคิ้วขึ้นสูง เป็นโชคของท่านพ่อที่มิใช่ลูกรักของภรรยาสามีคู่นี้ ถูกเลี้ยงดูจากท่านย่าน้อยเหยียนน่าแทน ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าหากท่านพ่อถูกภรรยาสามีคู่นี้เลี้ยงดูมาจะเป็นเช่นไร มีอย่างที่ไหนแทนจะห่วงบุตรชายกลับห่วงตระกูลว่าจะขาดคนมีอำนาจค้ำจุนเสียนี่ ตัวพี่ชายก็ไม่ได้ต่างจากบิดามารดาคู่นั้น สีหน้ายินดีแทบปิดไม่มิดเมื่อได้ข่าวว่าน้องชายบาดเจ็บสาหัส เฮ้อ เป็นครอบครัวที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ข้ากลอกตาขึ้นฟ้าอย่างเหลืออดเหลือทน

ไม่แปลกที่ท่านแม่จะข่มอารมณ์มิได้ แม้แต่ข้ายังเกือบเผลอลงไม้ลงมือคนพวกนั้นเลย ข้าว่านะ ศัตรูจะอันตรายเพียงใดก็ไม่น่ากลัวเท่าคนใกล้ตัวที่ไร้ประโยชน์และก่อภัยได้ทุกเมื่อเช่นคนเหล่านี้ บางทีอาจจะถึงเวลาที่ต้องจัดการคนพวกนี้แล้วกระมัง ข้าหันไปมองด้านในเพียงแวบเดียวแล้วเดินออกไปจากเรือนหลักของเจ้าบ้าน

“นายน้อย!” ชิงลู่วิ่งกระหืดกระหอบพุ่งตรงมาหาข้า ใบหน้ากลมน่ารักเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ ข้าเลิกคิ้วแปลกใจกับท่าทีร้อนรนของเด็กรับใช้คนสนิท สีหน้าตื่นตระหนกราวกับไฟไหม้เรือน ซึ่งเด็กหนุ่มตรงหน้าก็มีนิสัยที่ค่อนข้างแสดงอารมณ์ออกมาเกินจริงไปบ้าง อย่างเช่น ตอนกลางวันข้ากับฉินอ๋องเดินออกมาจากห้องนอน เด็กรับใช้คนอื่นๆ เพียงหน้าแดงระเรื่อซ่อนหูซ่อนตาขวยเขิน แต่ชิงลู่นั้นเบิกตาถลนปีกจมูกขยายเข้าออกใบหน้าแดงก่ำ ตื่นเต้นอย่างกับเห็นเหตุการณ์อยู่ข้างเตียงนอน และความจริงข้ากับเจ้าแมวเพียงแค่กอดกันเท่านั้น

“มีอันใด?” ข้าเอ่ยถามอย่างเยือกเย็น มือยกห้ามปรามชิงลู่ที่อ้าปากพะงาบๆ สูดอากาศดังชืดๆ ทั้งยังตอบคำถามไปพร้อมกัน นี่เจ้าคิดว่าข้าเก่งกาจขนาดฟังประโยคไม่เป็นภาษานั้นออกอย่างนั้นรึ? ข้ายืนนิ่งไม่เข้าใจ แหงละ ก็มันฟังไม่ออก รออยู่หลายอึดใจให้หนุ่มน้อยผู้ชื่นชอบข่าวลือพักหายใจแล้วค่อยถามอีกครั้ง

“เอาละ ค่อยๆ พูด ไม่ต้องรีบร้อน”

“เอ่อ...มีแขกมาขอพบนายน้อยขอรับ”

แขก? แขกในตอนใกล้ค่ำนี่น่ะรึ?

“ผู้ใดกัน?” ข้ายังคงใจเย็น เดาๆ ว่าน่าจะเป็นคุณชายหมิงที่มิได้เห็นหน้าค่าตาหลายวัน อาจจะมาเพราะเรื่องคดีที่เกิดขึ้นที่หอหว่านเซียงอวี่ก็เป็นไปได้ ข้ามองเด็กรับใช้คนสนิทที่มีอาการตื่นตูมผิดปกติก็ยิ้มพลางส่ายหน้าเอือมระอา คุณชายหมิงมาที่จวนบ่อยแต่ไยทำท่าเหมือนอีกฝ่ายไม่เคยมาเช่นนั้น

“องค์รัชทายาทขอรับ!

“อ้อ เช่นนั้นเจ้าเตรียมขนมกับน้ำชาให้คุณชาย...” ข้าครุ่นคิดพลางออกคำสั่ง ก่อนจะชะงักกึกเหมือนถูกมีดจี้เอว ใบหน้าระบายยิ้มน้อยๆ พลันเปลี่ยนเป็นตึงเครียด ข้าเม้มปากถามซ้ำอีกครั้ง “เจ้าว่าผู้ใดนะ?”

“เป็นองค์รัชทายาทขอรับนายน้อย!” ชิงลู่เบะปากเหมือนจะร้องไห้ ใบหน้าน้อยๆ ไม่ปกปิดความหวาดกลัว หัวใจของข้าหดเกร็งขึ้นมา รู้สึกปวดศีรษะจี๊ดๆ องค์รัชทายาท? ไยพ่อหนุ่มที่จะไปสำนึกตัวถึงได้วิ่งโร่มาที่จวนตระกูลเซี่ยในยามย่ำเย็นเช่นนี้เล่า ตั้งแต่งานเลี้ยงที่ข้าบันดาลโทสะอย่างเผลอตัวก็ไม่ได้เจอเขาอีก หรือว่าเจ้าโรคจิตนั่นจะมาแก้แค้นที่ถูกข้าทำร้าย ความคิดเลวร้ายเป็นพันๆ เหตุการณ์ผุดขึ้นมาไม่หยุด จะอ้างว่ายุ่งอยู่กับการดูแลบิดาที่อาการไม่ดีแล้วขอให้อีกฝ่ายมาเยี่ยมวันหลังได้หรือไม่นะ? ไม่ได้ๆ เป็นวิธีการหลีกเลี่ยงได้ขี้ขลาดตาขาวยิ่ง

ข้ายืนทำหน้าเครียดอยู่นานก่อนจะถอนหายใจออกมายืดยาว อันที่จริงหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นเมื่อครั้นสงบสติอารมณ์ได้แล้วข้าก็รู้สึกผิดมิได้ คิดว่าพลาดพลั้งลงมือกับองค์รัชทายาทเกินเหตุไปจริงๆ หลายวันที่หวาดหวั่นว่าจะมีคำสั่งลากตัวไปสอบสวนแต่ก็ไม่เกิดอะไรขึ้นจนลืมเลือนเรื่องนี้ไป หากเขาจะเอาเรื่องจริงๆ ขอโทษไปสักสองสามคำอย่างจริงใจจะพอหรือไม่นะ? แต่ดูจากนิสัยเย่อหยิ่งขององค์รัชทายาทแล้วน่าจะยาก

เอาเถิด ลูกผู้ชายทำแล้วต้องกล้ารับผิด

ข้าก้าวเท้าเดินกลับเรือนหงเหมย ความเร็วปกติแต่ในความรู้สึกกลับรวดเร็วเกินกว่าจะขบคิดแผนเอาตัวรอด ทำไมระยะทางถึงได้สั้นนักนะ ข้ายังมิทันได้คิดอันใดออกก็มาถึงหน้าเรือนหงเหมยแล้ว! เอาเถิด หากเกิดเรื่องเลวร้ายจริงๆ ก็ใช้พลังเยว่ตี้สั่งให้องค์รัชทายาทสลบแล้วส่งตัวกลับตงกง(วังบูรพา)เสียน่าจะรอดปลอดภัยกระมัง

เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในห้องโถงรับแขกข้ารีบกวาดสายตาประเมินกำลังศัตรูทันที แอบแปลกใจมิได้ที่เห็นองค์รัชทายาทหนีบองครักษ์มาเพียงแค่คนเดียว อาจจะเป็นเพราะเพิ่งจับองครักษ์ทรยศแล้วยังหาองครักษ์ที่ไว้ใจมิได้กระมัง อีกอย่างหากเขาทราบว่าข้าเป็นคนเล่นงานในตอนนั้นแต่กลับลุยมาหาด้วยกำลังนิดน้อยเช่นนี้มิกลัวว่าจะถูกข้าเล่นงานกลับหรือไรนะ หรือคิดว่าคนอย่างข้าไม่จำเป็นต้องใช้กำลังมากมายก็เอาชนะได้?

“ถวายพระพรองค์รัชทายาท”

“ช้ายิ่ง” คำพูดแรกที่หลุดออกมาจากปากชายหนุ่มผู้ห่มอาภรณ์หรูหรากลับเป็นคำตำหนิอย่างไม่พอใจที่ต้องมานั่งรอ มิใช่อาการเกรี้ยวกราดโกรธเคืองที่ถูกทำร้ายเกือบหาชีวิตไม่ ข้าประหลาดใจวูบหนึ่งแต่ก็ยังคงรักษามาดสงบเยือกเย็นเอาไว้ได้ ข้าโน้มตัวขออภัยซึ่งมันก็เป็นเรื่องเสียมารยาทจริงๆ ที่ปล่อยให้คนใหญ่คนโตนั่งรอเช่นนี้ คิดอีกทีก็เป็นความผิดของเขามิใช่หรือ? มากะทันหันไม่แจ้งก่อนเช่นนี้ผู้ใดจะรู้แจ้งว่าจะมาคนมานั่งรอพบกันเล่า แต่ช่างเถิดข้ามันผู้น้อยขอโทษให้จบๆ ก็แล้วกัน

“ขออภัยที่ทรงให้พระองค์มารอเช่นนี้ บิดาของกระหม่อมได้รับความตกใจเล็กน้อยจึงต้องอยู่ดูอาการของท่าน จึงมิได้อยู่คอยต้อนรับพระองค์ ขออภัยอย่างยิ่งพ่ะย่ะค่ะ”

“โฮ้ เสี่ยวถิง ท่าทีของเจ้าช่างแตกต่างจากครั้งสุดท้ายที่เราจำได้นะ?” คนตรงหน้าแสยะยิ้มเยาะหยัด น้ำเสียงเองก็จงใจเสียดสีให้เด่นชัด นัยน์ตาสีดำแวววาวคล้ายอสรพิษร้ายจับสังเกตข้าที่กลายเป็นเหยื่อ แต่ขอโทษที ครั้งนี้ไม่ได้กินข้าง่ายๆ หรอก เรื่องนี้ข้าเตรียมตัวมาตอบอย่างดีแล้ว กะไว้แล้วเชียว! ไม่พ้นถูกจิกกัดหาเรื่อง

ใบหน้าราบเรียบของข้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นรู้สึกผิดผสมหวาดหวั่นอย่างแนบเนียน ไม่ได้เล่นละครหรืออะไร จริงๆ แล้วข้าก็รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ แต่ไม่มีทางที่จะหลงลืมแสดงพิรุธใดๆ ออกไปหรอกนะ ข้ายังกลัวถูกสั่งประหารเจ็ดชั่วโคตรโทษฐานทำร้ายร่างกายว่าที่โอรสสวรรค์อยู่เหมือนกัน

“วันนั้นเป็นกระหม่อมที่แสดงท่าทางเสียมารยาท ขอทรงอย่าได้โกรธเคืองกระหม่อมเลยพ่ะย่ะค่ะ”

องค์รัชทายาทที่ยกถ้วยชาจิบพลันนิ่งขึงไปในทันที พอรู้สึกตัวก็รีบวางถ้วยชาหันมาจ้องข้าที่ก้มหน้าก้มตาหาเศษเงินบนพื้น ดวงหน้าคมคายเผยความประหลาดใจออกมาวูบหนึ่ง ดูๆ ก็เหมือนคนเขินประหม่า แต่พริบตาเขาก็ทำหน้าเบื่อหน่าย ริมฝีปากที่เหมือนกับฉินอ๋องเปล่งวาจาเย้ยหยันออกมาอย่างเย็นชา

“ท่าทาง? คงจะมิใช่แค่ท่าทางกระมังเสี่ยวถิง” องค์รัชทายาทกล่าวเป็นนัยๆ เหมือนจะบอกว่าตนเองรู้บางสิ่งบางอย่างที่ข้าปิดบังเป็นความลับ เขาคงจะสงสัยแล้วว่าในคืนนั้นข้าเป็นผู้ลงมือทำร้ายเขาแน่ๆ แต่แล้วอย่างไรเล่า หากไม่ยอมรับเสียอย่างไม่มีหลักฐานเสียหน่อยว่าข้าเป็นคนลงมือทำจริง ข้าทำหน้ามึนไม่รับรู้ ยังคงแสดงท่าทีสำนึกผิดต่อไป

“ฝ่าบาทโปรดให้อภัยกระหม่อมด้วย”

“หึ คิดว่าออดอ้อนเราแล้วจะพ้นผิดอย่างนั้นหรือ? เรามิใช่ฉินอ๋องที่จะชอบใจเวลาถูกเจ้าออดอ้อน!

ออดอ้อน?

เพ้ย! ผู้ใดออดอ้อนเจ้า!?

ข้าคิ้วกระตุกไร้คำพูดจะกล่าว ทำได้แต่ขึงตามองพื้นตรงหน้าอย่างจนปัญญา ท่าทางสำนึกผิดและขอโทษจากใจจริงของข้าเหตุใดมันถึงกลายเป็นออดอ้อนในสายตาขององค์รัชทายาทไปได้ หนำซ้ำยังถูกเบ้ปากรังเกียจอีกต่างหาก เอาเถิด เข้าใจว่าอย่างไรก็ช่างเถิด ข้าขี้เกียจแก้ไข ส่วนเรื่องขอโทษไปแล้วอีกฝ่ายจะรับหรือไม่รับมันก็มิใช่เรื่องของข้าแล้วละ

“ขออภัยที่กระหม่อมทำให้ขุ่นเคืองพระทัย เช่นนั้นฝ่าบาทมีธุระอันใดให้กระหม่อมรับใช้หรือพ่ะย่ะค่ะ?” ข้ายังคงเล่นบทโอนอ่อนต่อไป

เอาละ รีบพูดมาแล้วก็รีบกลับไปเสีย คนจะหลับจะนอน! วันนี้ยิ่งเจอเหตุการณ์ตื่นเต้นจนเหนื่อยอ่อนไปหมดแล้วเนี่ย ต้องการเวลาพักผ่อน เข้าใจหรือไม่?

“นบน้อมให้มันได้ตลอดรอดฝั่งก็แล้วกัน” องค์รัชทายาทหรี่ตามองมาคล้ายอสรพิษจับจ้องเหยื่อที่กำลังดิ้นรนหนีตาย ข้าเริ่มร้อนๆ หนาวๆ หวั่นใจว่าจะถูกอีกฝ่ายวางแผนเล่นงาน เจ้าแมวก็ไม่อยู่ ท่านพ่อก็หมดสภาพ งานนี้มีแต่ต้องพึ่งตัวเองเท่านั้นแล้ว

เหตุใดข้าต้องมายืนขาสั่นเหงื่อไหลรับมือคนเข้าใจยากเช่นคนผู้นี้ด้วยนะ จะไปนอกเมืองหลวงแล้วมิใช่รึ? เวลาสำคัญเช่นนี้ควรเอาไปกกกอดปลอบใจเหล่าชายาในวังตงกงนู่น! ไม่ใช่แล่นมาหาเรื่องข้าอยู่ที่นี่ แค้นฝังลึกเพียงนั้นเลยงั้นรึ? ถึงข้าจะลงมือทำร้ายไปก็จริงแต่ข้าก็รักษาให้หายดีเป็นปลิดทิ้ง ซ้ำยังทำให้แข็งแรงไร้โรคไร้ภัยกว่าเดิมอีกนะ!

องค์รัชทายาทลุกขึ้นยืน เขาเดินออกไปอย่างอ้อยอิ่ง ข้าชำเลืองหางตามอง ใจแอบกระโดดลิงโลดด้วยความดีใจ ในที่สุดก็จะกลับไปสักที ข้ารอดแล้ว! ความยินดีปรีดาไม่ทันได้แย้มหน้าออกมาก็ถูกเสียงทุ้มต่ำสำเนียงแหบนิดๆ เอ่ยดักทำลายความหวังให้จมไปในพริบตา

“ยืนโง่อันใดอยู่ ตามเรามาสิ”

“ห๊ะ ให้กระหม่อมตามไปหรือ? แต่ว่านี่ยาม...” นี่มันก็ใกล้มืดใกล้ค่ำแล้วจะให้เด็กดีเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำเช่นข้าออกนอกบ้านมันก็ไม่ดีกระมัง เสียงพึมพำเบาๆ ขององค์รัชทายาทลอยเข้าหูข้าจนต้องหยุดชะงักดวงตาที่แอบกลอกไปมา

“วันนั้นเจ็บมิใช่น้อยเลย หากเราจะไปบ่นให้เสด็จพ่อฟังละก็...”

“ให้กระหม่อมตามไปด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ” ข้าแทบพลิกลิ้นไม่ทัน หนอยยยย! นี่มันข่มขู่กันซึ่งๆ หน้านี่หว่า ข้าอดจะจิกตามองชายสูงศักดิ์ที่ลอยหน้าลอยตาได้กวนโทสะอย่างยิ่ง องค์รัชทายาทพยักหน้าพอใจ ริมฝีปากบิดปิดแน่น เดี๋ยวๆ ทำไมทำหน้าเหมือนตลกอย่างนั้นเล่า!? มีอะไรน่าขำกัน!

“ว่าง่ายๆ เราจะได้ลืมๆ เรื่องบางเรื่องไปได้”

อะไรที่เรียกว่าขู่? นี่อย่างไรเล่า ขู่กันชัดๆ ขู่กันต่อหน้าต่อตา!

ข้าจำใจตามองค์รัชทายาทไปด้วยสีหน้าอึดอัดใจ หากมีคนบอกว่าข้าถูกลักพาตัวมาก็มิผิด องค์รัชทายาทบอกปัดไม่ให้เด็กรับใช้คนสนิทของข้าตามไปด้วย ยิ่งทำให้ข้าคับข้องในใจและหวาดหวั่นยิ่งกว่าเดิม สภาพเหมือนๆ เดินลุยดงงูตามลำพังอย่างไรอย่างนั้น โชคดีที่ยังมีองครักษ์เงาอย่างไป๋หู่กับอู้หย่าตามมาลับๆ อย่างน้อยถ้าเกิดต้องสู้ตายเอาตัวรอดก็ยังมีพรรคพวกอยู่บ้าง ข้ากลอกตาหวาดระแวงไปทั่วรถม้าที่กว้างขวางขององค์รัชทายาท เจ้าของรถม้าที่สวมหน้ากากแสยะยิ้มตลอดเวลาจ้องมองข้าไม่วางตาจนเริ่มหายใจไม่ออก จ้องอันใดนักหนา ทำอย่างกับไม่เคยเห็นกัน

“เอ่อ...ฝ่าบาทจะพากระหม่อมไปที่ใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?” ไม่ไหวๆ บรรยากาศกดดันกันเกินไป ข้าต้องสร้างบรรยากาศเสียใหม่ ด้วยการเปลี่ยนมาชวนอีกฝ่ายพูดคุย แม้จะไม่ชอบใจที่จะต้องมาเสวนากับคนที่เกลียดชังขี้หน้าอันดับหนึ่งเช่นนี้ก็เถิด แต่หากถูกกดดันมากๆ เข้าคนเราย่อมต้องทำทุกอย่างเพื่อเลี่ยงเหตุการณ์ไม่สบายใจ

“พาไปขึ้นสวรรค์”

!!!!” คิดจะสังหารกันหรอกหรือ!? บัดซบ! ไอ้องค์รัชทายาทโรคจิตเอ๊ย ข้าตีสีหน้าเคร่งขรึมกว่าเดิม ชำเลืองมองใบหน้าที่มีรอยยิ้มนิ่งๆ ซึ่งคาดเดาเจตนาไม่ออก แววตาไร้ร่องรอยความโหดเหี้ยมกระหายเลือด รอบตัวก็ไม่มีกลิ่นอายสังหาร ข้าเบาใจเล็กน้อย ประโยคเมื่อครู่น่าจะเป็นการหยอกล้อเสียมากกว่า  

“ได้ยินมาว่าฝ่าบาทจะเดินทางไปพำนักวัดนอกเมืองหลวง มิทราบว่าจะเดินทางวันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?” อย่างน้อยๆ บรรยากาศระหว่างพวกเราก็มิได้อึดอัดเท่าเดิม แปลว่าการพูดคุยเปลี่ยนบรรยากาศมันพอจะมีประโยชน์อยู่บ้าง แถมองค์รัชทายาทก็ยังอุตส่าห์พูดหยอกล้อ(?)ตอบกลับมา ข้าจึงตั้งหน้าตั้งตาหาเรื่องชวนอีกฝ่ายสนทนาพาทีต่อไป

“พรุ่งนี้”

พรุ่งนี้งั้นรึ? บ้าเอ๊ย เวลาสำคัญเช่นนี้มันควรล่ำลาอาลัยกับชายาสุดที่รัก ไม่ใช่มานั่งจ้องหน้าน้องสะใภ้ (อะแฮ่ม ข้าก็เขินเหมือนกันที่ต้องยอมรับฐานะนี้) อย่างเป็นเอาตายเช่นนี้! จ้องกันอย่างกับว่าจะจำทุกอณูขุมขนของข้าให้ขึ้นใจอย่างนั้นแหละ ข้าอุปทานไปเองกระมังว่าสายตาขององค์รัชทายาทมีหมอกไอปริศนาที่ทำให้ตัวข้าขึ้นผื่นคันคะเยอ ยิ้มของเขามันดูหวานเยิ้มแปลกพิกล

ขนลุก!

มิใช่ขนลุกหวาดกลัวแบบเมื่อก่อน แต่มันขนลุกหวาดหวั่นชอบกล ถ้าเลือกได้ข้าขอขนลุกแบบเดิมจะสบายใจกว่า ข้ากับเขานั่งเงียบหลังจากหมดคำถามจะสนทนาต่อ อันที่จริงข้าคิดจะถามต่อไปว่า จะไปทำอะไรที่วัดนอกเมืองหลวงหรือ ไปนานเท่าไรก็กลัวอีกฝ่ายจะหาว่าเสือก เอ๊ย ซอกแซกเรื่องส่วนตัวมากเกินไป ดังนั้นเมื่อไม่มีคำถามจะเอ่ยความเงียบจึงเข้ามายึดพื้นที่ไปอย่างเบ็ดเสร็จ

ข้าตื่นตัวเมื่อรถม้าค่อยๆ หยุดจอดสนิทลง องค์รัชทายาทนั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อน เป็นตัวข้าที่เคลื่อนไหวก่อน แน่นอน ต้องดูก่อนว่าจะที่นี่มันที่ไหน ถ้าหาทางหนีทีไล่ได้ก็ยิ่งดี ข้ายกมือตวัดเปิดม่านส่องสายตาลอดหน้าต่างไปมองข้างนอก มีคฤหาสน์หลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ข้าขมวดคิ้วมองป้ายเหนือประตูทางเข้าที่ตวัดอักษรได้อ่อนช้อยสง่างาม

ฉิว

คิ้วของข้าค่อยๆ บีบเข้าหากัน ครุ่นคิดสีหน้าจริงจัง

องค์รัชทายาทขยับตัวเอนหลังพิงหมอนกระซิบกระซาบเสียงเบา แต่มันกลับดังชัดเจนเหมือนกำลังกระซิบอยู่ข้างหูของข้า เสียงแหบเล็กๆ กล่าวเหน็บแนมดูแคลนไม่เปลี่ยนจากเดิม

“เราไม่รู้เลยว่าน้องชายผู้เคร่งขรึมจะแอบเลี้ยงดูคณิกาหนุ่มงามเอาไว้เช่นนี้ ยังซื้อคฤหาสน์จัดแจงหาคนรับใช้ไว้ให้พร้อมสรรพ แหม น่าอิจฉาเจ้าจริงๆ เสี่ยวถิง เหวินเสวี่ยมิยอมรับพวกมันไปอยู่ในวังหย่งเฮ่าคงเพราะเกรงว่าเจ้าจะขุ่นเคืองใจ เห็นได้ชัดว่าเขาใส่ใจเจ้าอย่างยิ่งถึงกับเก็บเมียน้อยเอาไว้นอกบ้านเช่นนี้”

ฉิวที่ว่านี่ใช่ ฉิวเฟยอินหรือไม่นะ? ข้านิ่งงันอยู่ในความคิด ข้างๆ มีองค์รัชทายาทพ่นคำพูดมากมายที่ข้าไม่ได้สนใจจะฟัง นั่นก็เพราะข้ากำลังตื่นเต้นที่คิดเรื่องที่ค้างคาอยู่ในหัวเมื่อตอนเย็นออกแล้วน่ะสิ! ไยถึงคิดไม่ออกกันนะ ที่แท้ก็ ฉิวเฟยอินนี่เอง ปัดโธ่เอ๊ย! เรื่องง่ายๆ แค่นี้ยังคิดตั้งนาน

ฉิวเฟยอินมีพลังวิเศษลบล้างภาพมายาได้!

เขาเป็นคนที่ฉินอ๋องตกลงใช้งานไปลบล้างมายาที่พื้นที่ลั่งเฟ่ย ตอนนี้เขาน่าจะกลับมาจากลั่งเฟ่ยแล้วกระมัง หากเขาลบภาพมายาที่ลั่งเฟ่ยได้ก็อาจจะลบภาพมายาของเหลียงอ๋องได้เหมือนเดิม เอ๊ะ หรือว่าที่ฉิวเฟยอินหลบเลี่ยงไม่เผชิญหน้ากับเหลียงอ๋องตั้งแต่ชาติที่แล้วจนกระทั่งตอนนี้เขาก็ยังหวาดกลัวสุดๆ น่าจะเป็นเพราะฉิวเฟยอินรู้ตัวจริงของเหลียงอ๋องเป็นแน่!

หากเขาเป็นพลังขั้วตรงข้ามแบบนั้นเหลียงอ๋องย่อมต้องการกำจัดจุดอ่อนจุดนั้นแน่ๆ หรือว่าที่ฉิวเฟยอินที่รักสบายเข้าไปเป็นนายบำเรอของฉินอ๋องน่าจะเป็นเพราะอยากจะหลบหนีจากเหลียงอ๋อง เหมือนกับคำที่ว่า ที่ๆ อันตรายที่สุดก็คือที่ๆ ปลอดภัยที่สุด! ดูจากนิสัยรักสบายของฉิวเฟยอินการเป็นนายบำเรอของท่านอ๋องย่อมมีความเป็นอยู่ที่รักสบาย อีกทั้งยังหลบภัยจากเหลียงอ๋องได้อีกด้วย นี่มันเขวี้ยงหินก้อนหนึ่งได้นกสองตัวชัดๆ!

 เช่นนั้นคงเป็นปัญหาใหญ่แน่ๆ ฉิวเฟยอินตาขาวจะตายไป เขาไม่มีทางตอบตกลงให้ความช่วยเหลือที่จะต่อกรกับเหลียงอ๋องแน่ๆ ดูจากการหลบซ่อนตัวราวกับมุสิก แค่ขอให้ช่วยล้างมายาในลั่งเฟ่ยกันต้องข่มขู่ปนยื่นประโยชน์ขนาดนั้นถึงยอมรับปาก ครั้งนี้คงจะต้องขอร้องยากกว่าเดิมเป็นแน่ ไม่มีทางที่เจ้าแมวจะพูดให้ฉิวเฟยอินยินยอมช่วยได้เลย

พอหลุดออกจากห้วงความคิดรถม้าขององค์รัชทายาทก็กำลังวิ่งกุบกับ ในระหว่างที่ข้าไม่รู้สึกตัวรถม้าได้แล่นไปจากหน้าคฤหาสน์ฉิวตั้งนานแล้ว มือใหญ่ข้างหนึ่งยื่นมาสัมผัสไหล่ของข้า ข้าเหลือบมองมือข้างนั้นที่เป็นของเจ้าของรถม้าอย่างงุนงง พอไล่สายตาไปมองเจ้าของมือข้างนั้นก็เห็นชายหนุ่มที่ชื่นชอบแสยะยิ้มน่ากลัวส่งสายตาปลอบใจมาให้ นั่นยิ่งทำให้ข้างุนงงหนักข้อยิ่งกว่าเดิม เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ?

“เจ้าอย่าได้คิดมาก บุรุษก็เป็นเช่นนี้ทั้งนั้น แต่จะให้เราพูดตรงๆ ละก็ประเภทมีเล็กมีน้อยลับหลังมันแย่กว่ามีแบบโจ่งแจ้งเสียอีก มีก็มีให้เห็นให้นับจำนวนได้แต่คนหลบๆ ซ่อนๆ มีไม่รู้ว่าจะมีชู้รักมากมายเพียงใด เจ้าว่าเช่นนั้นหรือไม่?”

“อ่า พ่ะย่ะค่ะ” ข้าพยักหน้ารับไปแบบมึนๆ งงๆ องค์รัชทายาทบ่นเรื่องอันใดอยู่ มีชู้รักแบบโจ่งแจ้งกับแบบหลบๆ ซ่อนๆ? ห๊ะ หรือว่าเขากำลังมีปัญหาชายาแอบไปมีชู้รัก!? มิน่าเล่า จะออกไปนอกเมืองหลวงไม่รู้ว่าจะได้กลับมาตอนไหนแบบนี้แทนที่จะไปอยู่กับชายาแต่กลับแล่นมาพร่ำบ่นใส่หูข้า ที่แท้พระชายาขององค์รัชทายาทแอบไปมีชู้รักแบบหลบๆ ซ่อนๆ นี่เอง! ข้าทำหน้ายุ่งยากใจ

“สำหรับกระหม่อมไม่ว่าจะมีชู้ลับๆ หรือโจ่งแจ้งมันก็น่ารังเกียจพอกันนั่นแหละพ่ะย่ะค่ะ” เพราะฉะนั้นอย่ามาบ่นว่าพระชายามีเล็กมีน้อยเลยไอ้คนมากรัก ตัวเจ้าเองก็แล่นไปมีชู้ลับๆ มากมายในเมืองหลวง แต่ที่มันไม่มากก็เพราะครึ่งหนึ่งถูกเจ้าสังหารโหดไปแล้วน่ะสิ! ข้าอดที่จะช่วยพระชายาผู้น่าสงสารคนนั้นมิได้ นางช่างโชคร้ายที่ได้เป็นพระชายาของคนจิตไม่ปกติ!

“...เช่นนั้นรึ? ถ้าเราเลิกกับพวกมัน เจ้าจะพอใจ?”

ข้าพยักหน้าส่งๆ ไป สงสัยไม่อยากให้รู้ว่าชายาของเขามีชู้ละมั้งถึงไม่อยากพูดถึงตรงๆ องค์รัชทายาทเงียบไปอยู่นานก่อนจะเอ่ยถามหนึ่งคำถามที่ทำให้ข้างุนงงมากขึ้น

“แล้วเจ้าชอบคนอย่างไร?”

ข้าไม่ได้ตอบออกไปทันที บอกตรงๆ คือกำลังอึ้งอยู่ นี่องค์รัชทายาทถูกสวมหมวกเขียวจนกลับตัวกลับใจเลยอย่างนั้นรึ? ถึงกับหลอกถามรสนิยมคนทั่วไปพึงปรารถนา ข้ารู้ทันหรอกน่า เขากำลังพยายามเรื่องบุรุษที่ชายาของเขาพึงพอใจแต่ด้วยศักดิ์ศรีขององค์รัชทายาทเหนี่ยวรั้งไว้ไม่อาจถามเจ้าตัวตรงๆ ได้จึงมาหลอกถามกับข้าแทน โธ่เอ๊ย องค์รัชทายาทแท้จริงแล้วขี้อายกว่าที่คิดเอาไว้ เอาเถิด คิดไปแล้วเขาไม่น่าจะมีสหายปกติธรรมดาให้ปรึกษาก็เลยมาพึ่งข้าแทน

เจ้าแมวเคยช่วยเขามาครั้งหนึ่งแล้วข้าที่กำลังจะเป็นน้องสะใภ้ของเขาย่อมใจกว้างย่อมช่วยเหลืออย่างจริงใจ ข้าพยายามตอบออกไปเท่าที่คิดได้ อ่อนโยน พึ่งพาได้ แข็งแกร่ง มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ บลาๆ อยากจะเติมไปอีกอย่าง ทำตัวน่ารักๆ เหมือนเจ้าแมว แต่กลัวว่าเขาจะโวยวายว่าข้าเพ้อเจ้อจึงกลืนถ้อยคำนั้นลงท้องไป หลังจากฟังจบองค์รัชทายาทขมวดคิ้วมองข้าด้วยสายตาทิ่มแทง ปากจัดๆ นั้นขยับพ่นพิษใส่เต็มหน้า

“ฝันอยู่รึ?”

อะไรของเขาอุตส่าห์หวังดีแนะนำ ข้าไม่พูดโต้ตอบใดๆ นั่งเงียบไปจนกระทั่งรถม้าแล่นมาจอดหน้าประตูทางเข้าจวนตระกูลเซี่ย ข้ารีบกระโดดลงไม่รอให้ผู้ใดมาเชิญลง หมุนตัวย่อถวายบังคมลาองค์รัชทายาทแล้วกางปีกถลาเข้าจวนอย่างรีบร้อน ก่อนที่เท้าของข้าจะก้าวข้ามธรณีประตูจวนก็ถูกมือที่ถูกบำรุงดูแลเป็นอย่างดีจับต้นแขนดึงเอาไว้เสียก่อน ข้าแอบถอนหายใจหันหน้ากลับไปเผชิญหน้ากับองค์รัชทายาทอย่างจำใจ

“เราจะพยายาม”

ห๊ะ พยายามอะไร? อ้อ! เรื่องง้อพระชายาละมั้ง? ข้าพยักหน้าหงึกๆ แล้วยิ้มเอ่ยให้กำลังใจชายผู้คิดจะเปลี่ยนตัวเองใหม่เพื่อภรรยา “พยายามเข้านะพ่ะย่ะค่ะ” ผู้ใดจะคิดว่าองค์รัชทายาทก็มีวันแบบนี้ ในที่สุดชายจิตไม่ปกติก็กลับเนื้อกลับตัว! ว่าแต่จะจับแขนข้าไปถึงเมื่อไร ปล่อยเสียทีเถิด ข้าเปรยตามองมือหนาที่ยังจับแขนของข้าไม่ยอมปล่อย

“เราจะไปแล้วนะ”

ก็รีบไปสิ คนอื่นเขาง่วงนอนจะตายอยู่แล้ว มองหน้าอยู่นั่นละ ข้าพยักหน้าอีกครั้ง พูดล่ำลาพร้อมกับอวยพรให้อีกฝ่ายโชคดีในการเดินทาง หวังว่ากลับมาเขาจะกลายเป็นคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งมากขึ้น แต่ถ้าตั้งใจย่อมเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อยู่แล้ว องค์รัชทายาทถอนหายใจแล้วปล่อยมือจากข้า ข้าดีใจอยู่วูบหนึ่งแล้วต้องตกใจจนสิ้นสติเมื่อถูกดึงกระชากเข้าไปแนบชิดเรือนร่างแน่นหนับ ริมฝีปากได้รูปโฉบลงมาสัมผัสปากของข้าวูบหนึ่งแล้วก็ผละออกไปอย่างรวดเร็ว องค์รัชทายาทหันหลังเดินออกไป เสียงแหบทุ้มต่ำเอ่ยทิ้งท้ายอย่างหนักแน่น

“เรายังไม่ยอมแพ้ แล้วเจอกัน!

ข้ายืนอึ้งกิมกี่อยู่นานขนาดรถม้าขององค์รัชทายาทแล่นหายไปในความมืดนานแล้วก็ยังไม่ขยับตัว สุดท้ายแล้วชายคนนั้นก็ยังทิ้งนิสัยแกล้งคนอื่นมิได้จริงๆ ก็รู้อยู่ว่าข้าเป็นคู่หมั้นของฉินอ๋องยังจะแกล้งจูบหยอกอีก ให้ตายเถิด เด็กจริงๆ แต่เห็นแก่ความมุ่งมั่นจะปรับปรุงตัวของเขาที่ประกาศว่าไม่ยอมแพ้ขนาดนั้นข้าจะไม่ถือสาก็แล้วกัน ว่าแต่ข้ากับองค์รัชทายาทสนิทกันขนาดแบ่งปันเรื่องลับๆ ในวังหลังกันแล้วงั้นรึ? อ่า อาจจะเป็นนั่นก็ได้

ผู้ชายต่อยตีกันครั้งหนึ่งมิตรภาพก็เบ่งบาน?

 

 

 

 

 



ยิ้มตาเยิ้มชวนขนลุกของชายหมา


ตอนหน้าเป็นตอนพิเศษให้ชายหมาสักหน่อย ทิ้งทวนก่อนลาไปซุ่มพัฒนาสกิลตัวร้าย

ส่วนถิงถิง เออ ช่างเถอะ โดนแต๊ะอั๋งโดนหยอดขนาดนั้นยังบื้อต่อไป

แต่โทษถิงถิงไม่ได้ เพราะถิงถิงไม่เคยคิดว่าจะมีคนมาชอบตัวเองจริงๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.122K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

25,551 ความคิดเห็น

  1. #25450 NEPTUNEL (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 / 19:00
    ปวดหัส5555
    #25,450
    0
  2. #25445 Maylyunho (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 / 17:55
    นี่เป็นบทแรกที่จะบอกว่านายเอกเราโง่จิงจัง
    #25,445
    0
  3. #25255 wntubck. (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 18 มกราคม 2564 / 04:09
    ถึงตอนนี้บอกเลยว่า..ฉันรักคุณค่ะองค์รัชทายาทททททททท
    #25,255
    0
  4. #24992 jinhaana (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2563 / 17:20
    น้องไม่รู้จริง ๆ หรือน้องแกล้งงง โอ้ยยย
    #24,992
    0
  5. #24959 TM-Duck delivery (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 00:56
    โอ้ยชอบไม่ไหว
    #24,959
    0
  6. #24958 B:BaconBaek (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 00:28
    เด๋ววววววว โอ๊ยยยขำไม่ไหววว
    #24,958
    0
  7. #24948 Kmmbs may (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 11:10
    น้องงงงงง555555
    #24,948
    0
  8. #24807 namjrn_19 (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 14:00
    เจ้าลูกโง่โว้ยนน คิดแทนเสร็จสับหวังดีเกินเบลอ!?
    #24,807
    0
  9. #24778 aynahcsoo  (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2563 / 00:05
    น้องโว้ยยยยยยยย 55555555555 องค์รัชทายาทน่ารักอยู่น้าา
    #24,778
    0
  10. #24510 xrxrose (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 18:29
    เจ้าลูกโง่!!!//ยืมคำท่านแม่แปป
    #24,510
    0
  11. #24482 Lalunla.la (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 06:13
    โอ้ย.น้องงง. สงสารองครัชทายาทเลยย 55
    #24,482
    0
  12. #24476 Fueled me (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 23:14
    เนี่ยรัชทายาทชอบน้อง อ่ยขำคนซื่อ555555555555555555555555555555555
    #24,476
    0
  13. #24007 munkrishear (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 02:33
    โอ๊ยยยยยถิงถิงงงงง 20ละจริงป่ะะ บทจะอ๊องก็อ๊อง จะฉลาดก็ฉลาด หนักใจแทนเจ้าแมว แต่เหนือสิ่งอื่นใด ทำไมชายหมากร๊าวจังคะะะะะ
    #24,007
    0
  14. #23918 Cereal_Killer (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 04:44
    บางคนก็ด่านายเอกเกิ๊นนนนน
    #23,918
    1
    • #23918-1 kim semee(จากตอนที่ 90)
      13 พฤษภาคม 2563 / 00:05
      เห็นด้วยค่ะหัวอกคนเป็นแม่มันเจ็บปวกมั่กๆ
      #23918-1
  15. #23904 soundlessnote (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 19:34
    คือความคิดที่ว่ารัชทายาทจะสนใจในเชิงชู้ชายนี่ไม่มีในหัวเลยสักกะพีกเดียว lol คำก็น้องสะใภ้อีกคำก็มิต-ตรา-ภาพ! Lol friend zone ไปอี้ก
    #23,904
    0
  16. #23814 ฟองฟู่ (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 21:02
    แง ชายหมาท่านจะน่ารักเกินไปแล้วนะ
    #23,814
    0
  17. #23794 GOT-MarkBam (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2562 / 16:45
    องค์ชายหมาน่ารักอ่ะ ชั้นเหยียบเรือสองแคมแล้วทำไงดี หมาก็ดี แมวก็ดี เฮ้อ! หนักใจ
    #23,794
    0
  18. #23768 prince_pk09 (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2562 / 13:21
    ทำไมเขินองค์ชายหมา -\\\- แงงง
    #23,768
    0
  19. #23740 ซิ่วอะไรหนักหนา (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2562 / 11:57
    น่ารักมากชั้นเชียร์องค์ชายหมา กรี๊ดๆๆๆๆๆ
    #23,740
    0
  20. #23672 kapow_za (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 / 22:30
    โอยยยยยน้องงงงงงง
    #23,672
    0
  21. #23668 อิป้าใจคอไม่ดีเลยลูก (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 / 16:37
    โอ๊ยย เขินน บ้าจริง!
    #23,668
    0
  22. #23418 meuwly (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 14:17
    ชายหมาสุดยอด5555555
    #23,418
    0
  23. #23385 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 17:12

    เฉลยแล้วนะใครลบ_าพมายาได้ ตัวเองทำสัญญากับมือยังจะลืมอีกแนะ และเอ็งถิงถิงนังโง่ปล่อยให้คนอื่นกินเต้าหู้อยู่ได้ ไปตายอีกรอบเลยไป

    #23,385
    0
  24. #23351 Honery (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2562 / 21:11
    เรือผีมากๆ5555 อยู่ๆก็ชอบ
    #23,351
    0
  25. #22859 tippletip (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 00:43
    หึๆ ในที่สุดเรือองค์ชายฆ่าหมากับถิงถิงน้อยก็มาถึงงงงงง
    #22,859
    0