เอาเถิด ข้าไม่เสียใจ เพราะข้าตายแล้ว (Yaoi)

ตอนที่ 71 : ตอนที่ ๖๘ งานเลี้ยงน้ำชา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23,256
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,179 ครั้ง
    24 ธ.ค. 59

ตอนที่ ๖๘ งานเลี้ยงน้ำชา

หลังจากที่ข้าเอนตัวลงนอนบนเตียง จื่อลู่ก็เดินออกไปจากห้องอย่างเงียบเชียบ ในห้องตกอยู่ในความสงบมีเพียงเสียงหายใจของข้าที่ดังแผ่วเบาๆ ข้ากลอกตาไปมองหน้าประตูก่อนจะรีบลุกขึ้น ย่องเท้าเดินไปคุ้ยหาชุดสีเข้มทึบตัวเดิม เปลี่ยนชุดนั้นอย่างว่องไวแล้วทำการเล็ดลอดออกไปจากห้องเหมือนเช่นที่ทำเมื่อวาน

ข้ามายังจวนสกุลหยางด้วยความรวดเร็ว แอบเข้าไปยังเรือนนอนของเด็กสาว หุๆ ถ้าเจ้าแมวรู้เรื่องนี้จะหึงหรือไม่นะ ใจหนึ่งก็อยากจะเห็น อีกใจก็ไม่อยาก คนเช่นฉินอ๋องโมโหหึงคงน่ากลัวมากเป็นแน่ เพียงแค่คิดยังรู้สึกเย็นเยียบราวกับถูกแช่แข็ง คืนนี้ข้ามิได้เข้าไปในห้องนอนของคุณหนูหยางหงหรู แต่แอบซุ่มอยู่บนหลังคาบนเรือนแทน

เพราะอยากจะเห็นการเคลื่อนไหวทั้งหมดว่าคนๆ นั้นจะมาทางไหนหรือมาเมื่อไร รวมถึงองค์รัชทายาทด้วย ข้าไม่รู้ว่าพวกเขาจะลงมือเมื่อไร ดังนั้นจึงตัดสินใจเฝ้ามองอยู่บนที่สูงซึ่งสามารถมองเห็นได้ทุกส่วน

ข้านั่งขัดสมาธิในอาณาเขตของตนเอง แน่นอนว่ามันมีคำสั่งปกปิดตัวตนอย่างสมบูรณ์แบบ ระหว่างรอข้าเงยหน้ามองจันทราบนฟากฟ้าที่เกือบเต็มดวง แสงจันทร์สาดส่องลงมาสว่างนวลตา เป็นค่ำคืนที่พระจันทร์งามตาอีกคืน

พอเห็นพระจันทร์เกือบเต็มดวงข้าพลันคิดถึงภาพวาดของเจ้าแมว ริมฝีปากคลี่ยิ้มอ่อนหวาน นัยน์ตานุ่มละมุนอย่างเป็นธรรมชาติ แม้กระทั่งจังหวะหัวใจยังเต้นรัวรับรู้ถึงอารมณ์อ่อนหวานนี้ แม้ตัวจะไม่อยู่ก็ยังส่งภาพวาดมาแทน ไม่ส่งมาข้าก็คะนึงหาเขาอยู่แล้ว ยิ่งส่งสิ่งของมาย้ำเตือนกันเช่นนี้ความคิดถึงจึงล้นทะลักเกินต้านทาน

เจ้าแมว ช่างใจแคบยิ่งนัก!

ไม่ยินยอมให้ข้าคิดถึงสิ่งอื่นบ้างเลย เฮ้อ!

ข้านั่งชมจันทร์พลางคิดถึงฉินอ๋องผู้อยู่ไกล

พื้นที่ลั่งเฟ่ยอยู่ทางตะวันออกติดกับแคว้นเหลียว ระยะทางไกลกว่าทางเหนือมากนัก เดินทางไปกลับใช้เวลาอย่างเร็วที่สุดหนึ่งอาทิตย์ แต่ฉินอ๋องมิต้องตรากตรำขนาดนั้น ดีที่ฮ่องเต้อนุญาตให้ผู้เคลื่อนย้ายทางไกลสร้างประตูเชื่อมระหว่างค่ายทหารเป่าอี้กับพื้นที่ลั่งเฟ่ย ทำให้ไปมาได้อย่างสะดวกสบายและรวดเร็ว การที่ผู้เคลื่อนย้ายซึ่งรับใช้เพียงฮ่องเต้มาสร้างประตูเคลื่อนย้ายทางไกลให้นี่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากจริงๆ

ข้านั่งอยู่บนหลังคานานเป็นค่อนคืนก็ยังไม่มีวี่แววของผู้ใดสักคน ไม่ว่าจะเป็นองค์รัชทายาทหรือกระทั่งคนๆ นั้น ข้ารอจนกระทั่งเข้ายามโฉ่ว(๑-๓น.)ถึงแบกหน้ากลับมายังห้องนอนตัวเอง บ้าจริง นี่ข้ามารอเก้อเลยสินะ เหมือนนัดพบกับสาวแล้วโดนเบี้ยวนัดอย่างไรอย่างนั้น ให้ตายเถิด เสียเวลาไปค่อนคืนอย่างเปล่าประโยชน์ที่สุด! ยังดีที่นำสร้อยหินซับจันทราติดตัวไปด้วย ถือโอกาสเพิ่มพลังลมปราณรอไปพลางๆ ไม่อย่างนั้นคืนนี้ข้าคงเสียศูนย์น่าดู

ข้าล้มตัวก็หลับไปอย่างรวดเร็วเพราะง่วงเต็มทีแล้ว

ในยามเช้าข้าลุกขึ้นมาฝึกฝนวรยุทธ์ด้วยตัวเอง ไม่มีอู้หย่าคอยแนะนำให้เหมือนอย่างเคย เพราะข้าส่งเขาไปจับตามองคนผู้หนึ่งเอาไว้ ไม่รู้ว่ายามนี้จะได้เบาะแสอะไรดีๆ แล้วหรือยัง ระหว่างที่กำลังเหม่อครุ่นคิดเกี่ยวกับคนชุดดำน่าสงสัย ด้านข้างก็มีใครบางคนเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ

เคล้ง!

ข้าวาดกระบี่ในมือออกไปรับกระบี่ที่ตวัดฟันลงมาโจมตีอย่างรวดเร็วและไร้สัญญาณเตือนใดๆ เสียงกระบี่กระทบกันดังสนั่น กระบี่ในมือของข้าสั่นไหว ข้าดันกระบี่อีกฝ่ายออกไปแล้วปัดกระบี่นั้นทิ้ง จากนั้นก็กระโดดถอยออกมาตั้งหลัก เงยหน้ามองคนที่เข้ามาโจมตีพลันหยุดชะงัก

ตรงหน้าข้าเป็นบุรุษในชุดชายยาวสีดำดังหมึก มือซ้ายถือกระบี่ มือขวาไขว้หลัง เดินเนิบนาบมาประจันหน้ากับข้าด้วยท่วงท่าสง่างาม เขายืนปล่อยตัวตามสบายแต่กลับมองไม่มีช่องโหว่ให้โจมตีได้เลย

“ยามเช้าอากาศกำลังดี เหมาะสำหรับออกกำลังยิ่ง เจ้าคิดเช่นเดียวกันหรือไม่ลูกข้า”

“เป็นอย่างที่ท่านพ่อกล่าว โปรดชี้แนะด้วยขอรับ” ข้าพยักหน้าเห็นด้วยกับบิดา ก่อนจะตวัดกระบี่ในมืออย่างคล่องแคล่วตอบรับข้อเสนอกลายๆ นั้นอย่างเต็มใจ ข้าตั้งท่ารอคอยการชี้แนะจากยอดฝีมืออีกคนที่ซุ่มซ่อนทักษะของตนเองเอาไว้ ท่านพ่อยกกระบี่ชี้ปลายมาทางข้าแล้วเอ่ยสั่งสั้นห้วน

“เข้ามา”

แม้ท่านพ่อจะบอกให้เข้าไปแต่ข้าก็ยังไม่ขยับตัวในทันที ใช้สมาธิสังเกตและเฝ้าหาจังหวะเอาไปปะทุ เนิ่นนานจนต้องขมวดคิ้ว ท่วงท่ายืนปล่อยตัวตามสบายนั้นเหมือนมีช่องว่างมากมาย แต่มันกลับแผ่สัญญาณอันตรายออกมาจนไม่กล้าพุ่งเข้าไปปะทะ บรรยากาศตึงเครียดข้าขยับตัวพุ่งเข้าไปลองเชิงคู่ต่อสู้ ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ปล่อยช่องว่างให้โจมตีข้าก็ต้องสร้างช่องนั้นขึ้นมาด้วยตนเอง!

เสียงกระบี่กระแทกฟาดฟันครั้งแล้วครั้งเล่า ผลัดกันรุกรับ ไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ผ่านไปสักพักข้าเริ่มเป็นฝ่ายรับ ปล่อยให้อีกฝ่ายฟาดกระบี่ใส่อยู่ฝ่ายเดียว ข้าเหงื่อตก แปลกใจกับแรงฟันที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ของท่านพ่อ หนำซ้ำการเคลื่อนไหวยังรวดเร็วและซับซ้อนขึ้นไปอีก

ข้ากัดฟันวาดกระบี่เป็นวงกว้างกวาดให้อีกฝ่ายถอยร่นออกไป แต่มันก็ไม่ได้ผลอันใด ร่างในอาภรณ์สีหมึกพลิกตัวหมุนไปด้านซ้ายของข้า โยนกระบี่ในมือซ้ายสลับไปยังมือขวาแล้วพุ่งตรงเข้ามาหาข้าเพียงพริบตาเดียว ข้าชะงักยืนตัวแข็งทื่อ ก่อนที่ปลายกระบี่คมกริบจะแทงเข้าร่างข้ามันก็พลันหยุดกึกปะชิดหัวไหล่ ข้าเสียววูบหวุดหวิดจะถูกแทงเสียเลือดตั้งแต่เช้าตรู่ ท่านพ่อตวัดกระบี่เก็บไว้ข้างตัวด้วยท่วงท่าเรียบง่าย ข้าผ่อนลมหายใจแล้วโค้งตัวให้แก่เขา

“ขอบพระคุณขอรับ”

อย่างที่ท่านแม่ได้พูดเข้าไว้ หากสู้กับท่านพ่อด้วยวรยุทธ์ล้วนๆ ไม่ใช้พลังวิเศษไม่มีทางที่จะเอาชนะได้ ขนาดท่านแม่ยังเอาชนะไม่ได้จนต้องใช้พลังวิเศษตอบโต้กลับท่านพ่อเสียทุกครั้ง เรียกได้ว่าแพ้แล้วพาลนั่นเอง ข้ามองท่านพ่อที่ตวัดกระบี่ในมือขวาอย่างคล่องแคล่วก็ขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะอ้าปากถามออกไปอย่างสงสัย

“ท่านพ่อใช้กระบี่คู่ใช่หรือไม่?”

“ใช่” ท่านพ่อหันมาตอบหน้าตายยิ่งนัก ข้าพยักหน้ารับอย่างไร้อารมณ์เป็นที่สุด บ้าเอ๊ย ไม่แปลกใจเลยที่จะใช้กระบี่ได้ทั้งสองมือเช่นนี้ ว่ากันว่ากระบี่นั้นเป็นอาวุธที่ฝึกฝนจนชำนาญได้ยาก ยิ่งการใช้กระบี่คู่แล้วล่ะก็ยิ่งยากเข้าไปกันใหญ่ คนที่สามารถทำได้ย่อมมิใช่คนธรรมดา ข้าหันหน้าไปทางอื่นแล้วถอนหายใจเหนื่อยล้าอ่อนแรง

เหตุใดคนรอบข้างข้าถึงได้มีแต่พวกเก่งอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้กันนะ!?

“วันนี้เจ้าต้องไปเข้าเฝ้าหวงกุ้ยเฟยใช่หรือไม่?” ท่านพ่อเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับมิได้ใส่ใจในเรื่องที่ถามไถ่มาเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าหล่อเหลาคงความอ่อนเยาว์ราวหนุ่มรุ่นนั้นนิ่งเฉยไม่แพ้น้ำเสียง

ข้าเอียงหน้าไปมอง คราแรกแปลกใจที่เห็นท่านพ่อปรากฏตัวพร้อมกับกระบี่ในมือ แต่ในยามนี้ข้าไม่แปลกใจแล้ว ที่แท้บิดาผู้นิ่งเฉยชากำลังเป็นห่วงที่ข้าต้องเข้าวังไปเข้าเฝ้าหวงกุ้ยเฟยนี่เอง ข้ายิ้มออกมาพร้อมกับหัวเราะเบาๆ อย่างอารมณ์ดี ท่านพ่อเหลือบมามอง นัยน์ตาสีดำเข้มกรุ่นไปด้วยความสงสัยและแปลกใจ

“ใช่ขอรับ ท่านพ่อไม่ต้องเป็นห่วง ลูกจะระวังตัวเป็นอย่างดี”

“อืม” ท่านพ่อมองข้าอย่างพินิจพิจารณาอยู่ชั่วครู่ แล้วจึงพยักหน้าส่งเสียงตอบรับในลำคอเบาๆ ร่างสูงในอาภรณ์สีหมึกหันกายเดินจากไปอย่างปลอดโปร่ง เมื่อแน่ใจแล้วว่าตัวข้าไม่มีอันใดให้เป็นห่วงอีก ข้ามองตามแผ่นหลังกว้างใหญ่ของบิดาจนกระทั่งลับตาไปแล้วระบายยิ้มจางๆ ออกมา

เฮ้อ ถึงจะพูดไปอย่างนั้นก็เถิด แต่ข้าไม่มีความมั่นใจเอาเสียเลย หวังว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือข้าจะให้ท่านพ่อช่วยดีนะ? ชักอยากจะวิ่งตามหลังท่านพ่อเสียแล้วสิ ไม่ได้ๆ ข้าพยายามปลุกความมั่นใจ อย่างไรเสียหวงกุ้ยเฟยก็ไม่น่าจะลงมือทำอันใดที่เอิกเกริกน่าจะพอเอาตัวรอดได้ ข้าไม่อาจพึ่งพาผู้อื่นร่ำไปอย่างไรเสียก็ต้องพึ่งตนเอง

หลังจากฝึกวรยุทธ์ต่อครึ่งชั่วยามข้าก็วางกระบี่ไปรับประทานอาหารมื้อเช้า จากนั้นก็อาบน้ำชำระร่างกายเปลี่ยนชุดเตรียมตัวเข้าวังหลวง เพื่อไปยังตำหนักฉินเซียงเข้าเฝ้าหวงกุ้ยเฟยมารดาของฉินอ๋อง เวลาเข้าเฝ้าที่เขียนไว้ในเทียบเชิญคือยามซื่อ(๙-๑๑น.) คิดว่าเป็นหลังจากที่หวงกุ้ยเฟยกลับมาจากเข้าเฝ้าฮองเฮา

ตงฮองเฮาเพิ่งกลับมาอนุญาตให้เข้าเฝ้ายามเช้า หลังจากต้องงดเว้นไปเนื่องจากปัญหาสุขภาพ ระหว่างเว้นจากการเข้าเฝ้าตงฮองเฮานั้นหวงกุ้ยเฟยได้ทำหน้าที่แทนตงฮองเฮาชั่วคราว แต่ยามนี้ตงฮองเฮากลับมาแข็งแรงเป็นปกติดีจึงกลับมาควบคุมทุกอย่างด้วยตนเองเหมือนเดิม

มิใช่เรื่องของเจ้าแมวเพียงอย่างเดียวเสียแล้ว แม้กระทั่งเรื่องนี้ข้ายังมีส่วนเกี่ยวข้อง หากบอกว่าหวงกุ้ยเฟยที่โดนริบรอนอำนาจกลับคืนไม่ขุ่นเคืองต้นเหตุเช่นข้าเลยก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก

เข้าวังครั้งนี้ข้ามีผู้ติดตามสองคนเช่นเดิม จื่อลู่ที่เคยติดตามเข้าวังเมื่อครั้งที่มารักษาตงฮองเฮา และไป๋หู่ที่ตามอารักขาอย่างเปิดเผยไม่หลบซ่อนอย่างเคย วังหลวงค่อนข้างเข้มงวด หากแอบติดตามเช่นทุกทีคงถูกมองว่าเป็นผู้ต้องสงสัย ดังนั้นข้าจึงให้ไป๋หู่สวมชุดผู้อารักขาทั่วไปติดตามอยู่เบื้องหลัง

ตำหนักฉินเซียงค่อนข้างใหญ่โตและโอ่อ่าไม่แพ้ตำหนักของตงฮองเฮา ข้านั่งจิบน้ำชาอยู่ในห้องโถงหรูหราสดชื่นด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ ประมาณหนึ่งเค่อ(๑๕นาที)เนิ่นนานในความรู้สึกในที่สุดหวงกุ้ยเฟยก็ได้ฤกษ์ปรากฏตัว นางเยื้องย่างฝีเท้านุ่มนวลออกมาจากภายในตำหนักด้วยเครื่องทรงที่งดงามตระการตา ข้าลุกขึ้นคุกเข่าทำความเคารพพระสนมคนโปรดขององค์ฮ่องเต้ ผู้มีอำนาจเหนือสตรีแห่งวังหลังทุกนาง

“ถวายพระพรหวงกุ้ยเฟย กระหม่อมเซี่ยจิ้งถิงพ่ะย่ะค่ะ”

“อืม ลุกขึ้นเถิด”

ข้าลุกขึ้นพร้อมชำเลืองตามองสตรีตรงหน้าอย่างรวดเร็วไม่ให้ผู้ใดจับได้ นางยังคงเป็นสตรีที่งดงามหยาดเยิ้มเช่นเดิมไม่เสื่อมคลาย ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดฉินอ๋องถึงได้มีรูปโฉมงดงามปานนั้น ข้ายืนรออย่างสงบเสงี่ยมให้อีกฝ่ายเริ่มแสดงท่าทีก่อน หวงกุ้ยเฟยเดินไปนั่งเก้าอี้ประธานที่ยกขึ้นสูงกว่าเก้าอี้ตัวอื่นในห้องโถง ท่วงท่ากิริยาของนางช่างสง่างามน่ามองไร้คำจะพรรณนา ข้าแอบมองอย่างเคลิบเคลิ้ม สมกับเป็นมารดาของเจ้าแมวจริงๆ!

“เจ้าก็นั่งเถิดเด็กน้อย”

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” ข้าก้มศีรษะคำนับรับคำสั่งแล้วหย่อนตัวนั่งลงเก้าอี้ตัวเดิม วางตัวเรียบง่าย ไร้ความกังวลหรือระแวงใดๆ อันที่จริงในใจข้าเต็มไปด้วยความหวาดระแวงยิ่งยวด แต่จะแสดงออกไปให้อีกฝ่ายล่วงรู้มิได้ เพราะนางอาจจะนำมาพูดหรือใช้โจมตีก็เป็นไปได้ อีกทั้งยังดูเสียมารยาทยิ่งที่เอาแต่มองอีกฝ่ายอย่างขลาดเขลาทั้งที่ยังไม่มีอันใดเกิดขึ้น

“เจ้าเปลี่ยนจากคราแรกที่เราเห็นไปมากทีเดียว” หวงกุ้ยเฟยเอียงศีรษะเมียงมองมายังข้าโดยละเอียดก่อนจะแย้มยิ้มเบาบางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานนุ่มเสนาะหู ไม่มีท่าทางหรือความรู้สึกที่เป็นปรปักษ์ใดๆ ข้าแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก

“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมก็คิดว่าตนเองเปลี่ยนไปมากเช่นเดียวกัน”

“ตอนที่เห็นเจ้าครั้งแรกยังเป็นเพียงเด็กรับใช้ของเสวี่ยเอ๋อร์อยู่เลย ไม่คาดคิดว่าเจ้าจะมีโชคชะตาวาสนาที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ เฮ้อ จะว่าไปแล้วข้าก็รู้สึกว่าเจ้าไม่ธรรมดาตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ”

ข้ายิ้มรับบางๆ เอ่ยถ่อมตัวตามมารยาทที่พึงกระทำ จากนั้นหวงกุ้ยเฟยก็ชวนข้าสนทนาเรื่อยเปื่อย ไม่มีท่าทางจะเอ่ยถึงเรื่องของข้ากับเจ้าแมวเลยแม้แต่นิด ข้าที่เตรียมพร้อมฝ่าฟันถึงกับปล่อยลมจากตัวจนแฟบ รู้สึกแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ดีแล้วกระมังที่หวงกุ้ยเฟยไม่มีท่าทีต่อต้านข้าอย่างชัดแจ้ง

“คุณหนูหู คุณหนูฟ่านและคุณหนูหยางมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“อืม มาถึงแล้วอย่างนั้นรึ? ให้พวกนางไปรอที่ศาลาริมสระก่อนเถิด”

“พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีหนุ่มน้อยที่เข้ามารายงานรับก้มศีรษะคำสั่ง รีบถอยหลังไปออกไปจากห้องโถงอย่างรวดเร็ว ข้าได้ยินก็นิ่งไปพักใหญ่ หือ เหล่าคุณหนูทั้งสามที่แซ่ช่างคุ้นหูมารวมตัวกันที่ตำหนักฉินเซียงในวันที่ข้ามาเช่นนี้ หวงกุ้ยเฟยยังคงยิ้มหวาน นางหันมาเอ่ยกับข้าอย่างเป็นกันเอง

“ข้ามักจะจัดงานเลี้ยงน้ำชากับเหล่าเด็กๆ เป็นประจำ มีสาวรุ่นลูกที่ฉลาดเฉลียวพูดคุยคลายเหงาไปบ้าง จะรอแต่เพียงบุตรชายไม่ได้ความมาอยู่เป็นเพื่อนนั้นคงจะต้องรอชาติหน้า เฮ้อ” หวงกุ้ยเฟยกล่าวพลางทอดถอนหายใจด้วยสีหน้าแววตาหงอยเหงา ข้าเห็นโฉมงามทำท่าปวดใจในใจนั้นก็ปวดตามไปด้วย นางก้มหน้าเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะเงยขึ้นมาแย้มยิ้มอ่อนหวานเช่นปกติ

“ไหนๆ เจ้าก็มาแล้ว ไปร่วมสนุกด้วยกันเถิด”

ข้าขานรับอย่างเต็มอกเต็มใจ ไม่อิดออด รู้สึกคล้อยตามโฉมงามผู้มีรอยยิ้มราวบุปผาสะพรั่งไปอย่างง่ายดาย หือ ความใจอ่อนระดับนี้ หากข้าเป็นวีรบุรุษจะต้องตกตายในแผนสาวงามเป็นแน่ ระหว่างเดินตามขบวนโฉมงามแห่งวังหลังข้าแอบถอนหายใจเบาบาง เอาเถิด วันนี้ข้าพอมีเวลาว่างอยู่บ้าง เอาจริงๆ ข้าก็ไม่มีงานหรือธุระใดๆ จะอยู่เป็นเพื่อนมารดาเจ้าแมวก็มิใช่เรื่องยากลำบากใจอันใด

พอพวกเราเดินมาถึงสวนบุปผาที่เริ่มมีสีสันสีเขียวและดอกตูมน้อยๆ น่ารักแต้มแต่ง เดินไปอีกสักครู่ศาลาริมสระน้ำก็ปรากฏสู่สายตา ในศาลาที่ตกแต่งด้วยผ้าม่านสีอ่อนลวดลายงดงามอ่อนหวานปลิวไหวตามแรงลมที่พัดโชย ดรุณีโฉมงามทั้งสามนางช่วงชิงสีสันและความสดใสจากบุปผาแรกแย้มไปหมดสิ้น เมียงมองเพียงอึดใจก็ต้องทอดถอนหายใจด้วยความชื่นชมและหลงใหล

“ถวายพระพรหวงกุ้ยเฟย” คุณหนูชื่อดังกระฉ่อนเมืองหลวงทั้งสามลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นพระสนมผู้ครอบครองความโปรดปรานขององค์ฮ่องเต้มาเนิ่นนานเพียงผู้เดียว ร่างอรชรอ้อนแอ้นวาดแขนเสื้อย่อตัวทำความเคารพอย่างอ่อนช้อยสวยงาม จนข้าแอบอุทานในใจชมเชยกิริยาท่าทางอันไร้ที่ติเตียนของพวกนาง ใคร่อยากรู้ยิ่งนักว่าฝึกอย่างไรถึงย่อตัวพร้อมวาดแขนเสื้อได้น่ามองเช่นนั้น  

“ตามสบายเถิด อย่าได้มีพิธีรีตองนักเลย แค่พวกเจ้ามาคุยเป็นเพื่อนข้าก็นับว่าเป็นเรื่องดียิ่งแล้ว” หวงกุ้ยเฟยแสดงรอยยิ้มอ่อนหวานเป็นมิตรของนางให้เด็กสาวทั้งสามแล้วเอ่ยอย่างเกรงอกเกรงใจ ดรุณีน้อยทั้งสามพลันก้มศีรษะกล่าวถ้อยคำน่าฟังคนละสองสามประโยค รอยยิ้มอ่อนหวานของหวงกุ้ยเฟยทวีพูนความงดงามหยาดเยิ้มมากขึ้น มือขาวผ่องราวกับสลักเสลายกขึ้นมาปิดเหนือริมฝีปากได้รูปสวยที่ส่งเสียงหัวเราะใสราวกระดิ่งลม

“พอเถิด พวกเจ้านี่ช่างปากหวานกันเหลือเกิน ขายหน้าเจ้าแล้วคุณชายเซี่ย” หวงกุ้ยเฟยเอี้ยวตัวกลับมาเอ่ยกับข้าที่ยืนเงียบๆ อยู่ด้านหลัง ดรุณีเลอโฉมทั้งสามทอดสายตามาเห็นข้าก็แสดงสีหน้าแปลกใจวูบหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ สลายหายไปอย่างรวดเร็ว พวกนางก้มหน้าเล็กน้อยเอ่ยทักทายข้าด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานน่าฟังเมื่อหวงกุ้ยเฟยทำการแนะนำให้พวกเรารู้จักกัน

คุณหนูเจ้าของอาภรณ์สีชมพูอ่อนที่มีดวงหน้ารูปแตงงดงามสลักเสลาตรึงตา บุคลิกอ่อนหวานอ่อนโยนราวกับลำธารที่ไหลเอื่อยเย็น คือ หูซือเชี่ยน ธิดาคนเล็กของแม่ทัพใหญ่หู สมแล้วที่คว้าอันดับหนึ่งทำเนียบสาวงามเมืองหลวงไปได้ ด้วยรูปโฉมเรือนร่างและบุคลิกของนางไม่มีบุรุษใดจะต้านทานได้จริงๆ

และอีกสองนางนั้นข้ารู้จักหน้าค่าตาอยู่บ้าง ฟ่านมี่ซิ่นผู้ห่มอาภรณ์สีส้มสดใสก็คือชู้รัก แคกๆ! นางก็คือสหายคนสนิทขององค์รัชทายาทผู้นั้นนั่นเอง อีกนางหนึ่งก็คือคุณหนูหยางหงหรู ผู้กำลังแอบมีสัมพันธ์มิอาจบอกกล่าวกับองค์รัชทายาท

นี่มันชุมนุมบุปฝาในสวนขององค์รัชทายาทหรือไร?

มิได้นับข้าไปด้วยหรอกนะ!

หวงกุ้ยเฟยชวนข้าเดินเข้าไปนั่งในศาลา จากนั้นเหล่าสตรีเจ้าของความงามที่ทำให้บุปผาแรกแย้มเบือนหน้าหลบไปด้วยความอับอายก็เริ่มกิจกรรมพูดคุยพลางจิบน้ำชากินขนม ศาลาริมน้ำเต็มไปด้วยเสียงอันไพเราะราวสกุณาขับขานปะปนเสียงหัวเราะสดใสกังวานเสนาะหู มองดูจากไกลๆ ช่างราวกับภาพวาดเลอค่า ข้าเฝ้ามองพวกนางด้วยแววตาสุขสงบและผ่อนคลาย อา ไม่คิดเลยว่าการได้เห็นสาวงามยิ้มแย้มให้แก่กันจะชวนให้สุขใจถึงเพียงนี้

ทั้งสี่สาวเอ่ยคุยตั้งแต่เรื่องดินฟ้าอากาศลากยาวไปจนถึงบทกลอนบทประพันธ์ ไม่นานก็พลิกกลับมาถึงเรื่องราวของเจ้าแมว หวงกุ้ยเฟยอมยิ้มดวงตาเปล่งประกายเต็มไปด้วยความสุขและภาคภูมิใจยามที่เอ่ยถึงบุตรชายที่รัก ข้านั่งฟังเงียบๆ อย่างสนอกสนใจ พระสนมเลอโฉมเล่าถึงเรื่องราวสมัยยังเยาว์วัยของฉินอ๋องผู้เก่งกาจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ต้องทอดถอนหายใจด้วยความชื่นชม หรือเรื่องที่มิควรเล่าให้อับอายนางก็กล่าวออกมาอย่างไม่ปกปิด ก่อเกิดเสียงหัวเราะและแววตาเสื่อมใสจากดรุณีเพริศพริ้งทั้งสาม

ส่วนข้านั้นได้แต่อ้าปากลอบตื่นตระหนกแทนเจ้าแมว ไยหวงกุ้ยเฟยถึงได้สาวไส้เจ้าแมวให้เหล่าสาวงามเหล่านี้ลิ้มลองอย่างหน้าชื่นตาบานเพียงนี้กัน ข้าทอดมองภาพตรงหน้าแล้วถอนหายใจด้วยความเห็นใจเจ้าแมว ถูกมารดาเล่าเรื่องน่าอายครั้งเยาว์วัยให้ผู้อื่นฟังเช่นนี้ช่างน่าสงสารเหลือเกิน การพูดคุยเรื่องธรรมสามัญกลับกลายเป็นการสนทนาแลกเปลี่ยนความประทับใจต่อฉินอ๋องไปได้อย่างไร!? ขุดคุ้ยเรื่องราวน่าประทับใจต่างๆ นานาในอดีตมาเอ่ยเจื้อยแจ้วแว่วหวาน ข้านั่งด้วยท่วงท่าสงบราบเรียบแต่ข้างในนั้นงุนงงไม่ได้สติไปแล้ว

ตอนที่ข้าดึงสติกลับมาได้นั้นอยู่ๆ จากการพูดคุยก็เปลี่ยนเป็นงานแสดงฝีมือด้านต่างๆ ของสาวงามไปเสียนี่ ข้านั่งมองพวกนางวาดเขียนแต่งบทกลอนตาปริบๆ ซ้ำยังเลยเถิดไปถึงหยิบกู่ฉินหยิบขลุ่ยหยิบพิณใบหลิวมาบรรเลงบทเพลงขับร้องบทเพลง ข้าที่ตามพวกนางไม่ทันก็ได้แต่นั่งมองตาปริบๆ พอแสดงฝีมือออกไปพวกนางก็จะถ่อมตัวว่าสู้ฉินอ๋องมิได้อย่างนู้นอย่างนี้ ยกย่องความเก่งกาจไม่เหมือนคนของฉินอ๋องเสียเลิศลอย

หวงกุ้ยเฟยนั่งมองใบหน้างามแขวนรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา บางครั้งนางหันมาชักชวนข้าเข้าร่วมแต่ข้าก็ปฏิเสธออกไป ด้วยอ่อนด้อยไม่มีทักษะด้านนี้แม้แต่กระผีกเดียว เล่นหมากกระดานรึ? ฮึ! วาดภาพหรือเขียนอักษรน่ะรึ? ฮึ! แต่งกลอนหรือบรรเลงเพลงข้าก็...ฮึ! เอาเป็นว่าเพียงแค่นั่งมองสาวสวยทั้งสามแสดงทักษะอันล้ำเลิศก็ทำให้ข้ามีความสุขและสนุกพอแล้ว

“ช่างเป็นบทเพลงที่ยอดเยี่ยมนัก!” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยชมดังพร้อมกับเสียงปรบมือดังลั่นทำลายห้วงภวังค์เคลิ้มฝันของเสียงบรรเลงเมื่อครู่ลง เสียงหัวเราะทุ้มต่ำอย่างอารมณ์ดีดังแว่วมาแต่ไกล

ทันใดนั้นร่างสูงโปร่งในอาภรณ์เขียวปักลวดลายไผ่สีเข้มก็ปรากฏกาย รอยยิ้มขี้เล่นติดหยอกล้อลอยเด่นส่งเน้นไปให้ดรุณีโฉมงามทั้งสามที่เพิ่งแสดงฝีมือบรรเลงดนตรีอย่างช่ำชอง นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนชุ่มแววไปด้วยหยาดน้ำโค้งเป็นเสี้ยวพระจันทร์ส่งให้ดวงหน้าหล่อเหลาพริ้มเพราชวนหลงใหล ดรุณีน้อยทั้งสามแม้จะถูกอบรมมาอย่างดีเช่นไรก็ยังอดมองไปยังเขาแล้วหลบหน้าเขินอายมิได้อยู่ดี

ข้ายกถ้วยชาขึ้นมาจิบ ดนตรีไพเราะเสนาะหูเพิ่มรสชาติให้แก่ชาได้ดีเช่นนี้นี่เอง!

“เหวินถง แม่ไม่รู้เลยว่าวันนี้เจ้าจะเข้าวัง” หวงกุ้ยเฟยส่งเสียงกระแอมทำลายมนต์เสน่ห์ของพ่อหนุ่มไผ่หน้าหยกลง นางเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบเล็กน้อย ส่านอ๋องผู้มิได้สำเหนียกว่าตนเป็นแขกมิได้รับเชิญยังคงยิ้มระรื่นแววตาเปล่งประกายระยิบระยับ ก้มศีรษะทำความเคารพพระมารดาเลี้ยงพร้อมทั้งเอ่ยทักทายและแก้ตัวอย่างไหลลื่น

“ลูกคิดถึงเสด็จแม่จึงเข้าวังมาเข้าเฝ้า มิรู้เลยว่าวันนี้มีงานเลี้ยงน้ำชาของเหล่าสาวงาม หากรู้คงเร่งรุดมาให้ทันเวลา เสียดายยิ่งนัก”

“จะมีอันใดน่าสนใจ เจ้าใช่ว่าจะมิเคยร่วมงานเช่นนี้ ออกจะไปบ่อยครั้งจนเบื่อหน่ายมิว่า”

“เสด็จแม่ หากกระหม่อมได้อยู่กับของสวยๆ งามๆ ย่อมไม่มีทางเบื่อหน่ายอย่างแน่นอน”

“ความสวยงามที่ไม่จีรังยั่งยืน”

“เป็นเช่นนั้นถึงยิ่งต้องทะนุถนอมสุดหัวใจพ่ะย่ะค่ะ”

ข้าอยากจะลุกขึ้นมาปรบมือดังๆ ให้แก่ฝีปากหวานจนมดไต่ตอมของส่านอ๋อง ขนาดหวงกุ้ยเฟยยังต้องถอนหายใจพ่ายแพ้ไปแต่โดยดี พอมีบุรุษรูปงามเพิ่มมาหนึ่งจากงานแซ่ซ้องสรรเสริญเจ้าแมวก็เปลี่ยนเป็นงานชมไผ่ แคก! ส่านอ๋องดึงดูดความสนใจของสาวน้อยทั้งสามไปอย่างหมดจด กระทั่งหวงกุ้ยเฟยเปรยขึ้นว่าเหนื่อยอยากกลับไปพักผ่อน เป็นสัญญาณให้จบงานน้ำชาในครั้งนี้ พวกเราน้อมส่งหวงกุ้ยเฟยแล้วแยกย้ายกันกลับไม่อืดอาด

ส่านอ๋องเดินไปส่งสาวงามทั้งสามแล้ววิ่งมาหาข้าที่กำลังเดินออกจากเขตวังหลัง พอมาถึงเขาก็กล่าวถ้อยคำปลอบใจต่างๆ นานา

“อย่าได้คิดมาก แม้ว่าเจ้าจะมิได้เพียบพร้อมด้วยความสามารถเหล่านั้น แต่ท่านพี่เสวี่ยก็มิได้คิดเล็กคิดน้อย อย่างไรเสียท่านพี่ก็ชอบเจ้าที่เจ้าเป็นเจ้า มิได้ชอบความสามารถอะไรพรรค์นั้นเสียหน่อย ข้าเองก็ช่วยได้เพียงเท่านี้ อย่าได้คิดมากหรือคิดเป็นตุเป็นตะไปเองเล่า มั่นใจในตัวเองเข้าไว้”

ข้าพยักหน้าหงึกหงักทั้งที่ไม่เข้าใจเลยสักนิด ส่านอ๋องพูดๆ ยาวเหยียดผ่านไปครึ่งถ้วยน้ำชาเขาถึงใช้พัดไผ่ตบไหล่ข้าเบาๆ ทำหน้าทำตาเข้าอกเข้าใจพร้อมพยักหน้าให้กำลังใจ จากนั้นก็โบกมือลาจากไปท่ามกลางความมึนงงไม่รู้เรื่องของข้า พออ๋องห้าเดินจากไปขบวนเดินทางของข้าก็ถูกขวางจากบุรุษชุดเหลืองเข้มเกือบน้ำตาลที่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเยาะเย้ย สีหน้าแววตาราวกับเดินผ่านมาเห็นเรื่องชวนขำ

“หึ! มันมิง่ายนักหรอกที่จะเคียงคู่กับเหวินเสวี่ย มันยากยิ่งกว่าต้องการอภิเษกกับเราเสียอีก ฉินอ๋องผู้นั้นคือผู้ใดคนโง่เช่นเจ้าไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย แม้ว่าไม่อยากยอมรับก็ตามเถิดแต่ความจริงก็คือความจริง เจ้าช่างโง่เง่าไร้เดียงสาน่าสมเพช ตัดใจจากมันเสียเถิด!

ข้าจ้องมององค์รัชทายาทที่พูดพร่ำอยู่ตรงหน้า ท่าทางน่ารังเกียจแผงความพึงพอใจจางๆ ของเขาขัดหูขัดตานัก พร้อมๆ กันนั้นก็มีความประหลาดปะปน ท่าทางเยาะเย้ยถากถางขององค์รัชทายาทในวันนี้ดูพิกลอย่างไรไม่รู้ มองผิวเผินก็เหมือนถูกเยาะหยัดตามปกติ แต่ไยข้าถึงรู้สึกว่าเขาเตือนด้วยความหวังดี? สมองของข้าเพี้ยนไปแล้วเป็นแน่!

“จะ...เจ้า...จ้องอันใด!?” องค์รัชทายาทเห็นข้าไม่พูดไม่จา เอาแต่จ้องเขาเขม็งก็พลันเอ่ยตะกุกตะกักไม่เป็นคำ ดวงหน้าคมคายชักสีหน้าดุดันจ้องกลับมา เขาตะคอกเสียงดังใส่ข้าที่ยังยืนจ้องมองเขานิ่งๆ เนิ่นนานผ่านไปข้ายังคงจ้องเขาไม่ลดละ องค์รัชทายาทขยับตัวคล้ายอึดอัด เขาทำหน้างอง้ำ เจ้าจ้องข้า ข้าจ้องเจ้าอย่างไม่มีใครยอมให้แก่กัน จนกระทั่งข้าเปิดปากเอ่ยออกไป

“ขอบพระทัยที่ทรงเป็นห่วงพ่ะย่ะค่ะ”

“...ใครเป็นห่วงเจ้า!? บัดซบ! ไยถึงได้หน้าไม่อาย หน้าหนาอะไรเช่นนี้ ผู้ใดชอบเจ้ากัน!? ข้าไม่ได้ชอบเจ้าแม้แต่น้อย!” องค์รัชทายาทชะงักนิ่ง หน้าของเขาค่อยๆ แดงก่ำลามไปถึงลำคอ อึดใจต่อมาราวกับหาเสียงเจอ เขาตวาดเสียงดัง ปั้นหน้าทะมึนตึง ด่าทอเสียๆ หายๆ พร้อมกันนั้นเท้าก็ขยับถอยหลังออกไป สุดท้ายเขาก็ตะโกนเสียงดังลั่นแล้วหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

...แล้วมีผู้ใดพูดหรือไรว่าเขาชอบข้า ยังไม่มีสักคน!

ข้าส่ายหน้าไปมาไม่เก็บท่าทางผิดปกติของอีกฝ่ายมาใส่ใจ มุ่งหน้ากลับจวนสกุลเซี่ย กว่าจะกลับมาถึงเรือนหงเหมยก็เข้ายามเซิน(๑๕-๑๗น.)แล้ว

ข้าเปลี่ยนชุดชำระร่างกายแล้วมานั่งพักผ่อน มีชิงลู่คอยบีบนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อ แม้จะอาบน้ำและได้รับการบีบนวดแต่หัวคิ้วของข้าก็ต้องมิคลายออกจากกัน มันบีบแน่นจ้องมองเรือนร่างจางๆ ที่ลอยไปมาอยู่เบื้องหน้า วันนี้ท่านแม่มิได้ตามท่านพ่อไปอย่างทุกที นางกลับมาลอยทำหน้าครุ่นคิดเคร่งเครียดอยู่ในเรือนของข้าแทน

“นายน้อย อย่าได้คิดมากเลยขอรับ ท่านอ๋องรักนายน้อยออกขนาดนั้นย่อมไม่มีทางสนใจผู้อื่นอย่างแน่นอน” ชิงลู่ที่พยายามบีบนวดไหล่ของข้าอย่างเบาแรงเอ่ยออกมาเบาๆ คล้ายปลอบใจ ข้าเลิกคิ้วหันไปมองหนุ่มหยกฟ้าที่ทำหน้าเหมือนกังวลใจ และพอหันมองไปหนุ่มหยกม่วงทางนั้นก็ปั้นหน้าเคร่งเครียดก่อนจะพูดอย่างระมัดระวัง

“นายน้อย แม้นว่าหวงกุ้ยเฟยจะกระทำอย่างมีเป้าหมาย แต่นายน้อยอย่าได้คิดมากเลยขอรับ”

หือ เป้าหมาย? มิใช่ว่าแค่จิบน้ำชาฟังดนตรีอย่างงั้นรึ? ข้ากะพริบตาปริบๆ ไม่เข้าใจเลยสักนิด ผู้ใดคิดมากกัน ข้าออกจะชอบ! มีของกินและของสวยๆ งามๆ ให้ฟังและดู คิดมากอันใดกันเล่า! พวกเจ้าต่างหากที่คิดมากกันไปเอง! ข้าพ่นลมหายใจโบกมือไล่พวกเขาออกไปเพื่อเอนตัวงีบหลับเสียหน่อย

ผ่านไปหนึ่งก้านธูปจื่อลู่เข้ามาปลุกข้าพร้อมกับยื่นจดหมายที่คุ้นตามาให้ ข้างัวเงียรับจดหมายนั้นมาถือไว้ จื่อลู่ก็แย้มยิ้มอย่างมีเลศนัยแล้วก้มตัวเดินออกไป ข้าลุกขึ้นมานั่งจ้องมองจดหมายในมือ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นของผู้ใดส่งมา ข้าค่อยๆ คลี่เปิดจดหมายออกมาอ่าน กวาดสายตามองไปรอบหนึ่ง เหมือนเช่นก่อนหน้านี้เป็นภาพวาดอีกเช่นเคย

ภาพวาดแมวน่ารักน่าเอ็นดูตัวหนึ่งกำลังคลอเคลียดอกกล้วยไม้ และอักษรหนึ่งตัวว่า เคียง

ริมฝีปากของข้าบิดกลั้นยิ้ม

เจ้าแมวมีลูกเล่นนัก!

 

 

 

 

 

 

 


เคียง


ขออภัยจริงๆ กว่าจะกลับมาจากรับปริญญาก็ปาเข้าไปวันที่ยี่สิบแล้ว

พอกลับมาถึงก็ไข้แตกเลยจ้ะ กว่าจะดีขึ้นก็หลายวันอยู่ ล่วงเลยไปเกือบสองอาทิตย์แน่ะ

แต่ยังไงก็กลับมาแล้วนะจ้ะ

ปล. คนที่ถามถึงท่านตาของถิงถิง ผู้แต่งไม่ได้ลืมจ้ะ แต่ไทม์ไลน์มันยังไม่ถึง

ปล.๑ ไปนอนละ เดี๋ยวไข้ตีกลับ~~~

ปล.๒ คำแนะนำสำหรับบัณฑิตหญิง สิ่งสำคัญคือรองเท้า! เลือกให้ดีเลือกที่ใช่และสบายเท้า แล้วคุณจะรอด!



 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.179K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

25,551 ความคิดเห็น

  1. #25513 sunflowerrrr (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 4 มีนาคม 2564 / 20:23
    รัชทายาทเสียอาการ555555
    #25,513
    0
  2. #25502 kristkatt (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 / 22:22
    รัชทายาทน่ารักเฉยเลย 5555
    #25,502
    0
  3. #25241 NamfonSunisa (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 7 มกราคม 2564 / 15:47
    แหมๆๆๆๆ องค์รัชทายาทที่รัก ไม่เนียนเลยน้าาาาาา อร๊ายยย😂😂😂😂😂😂😂😂
    #25,241
    0
  4. #25024 Fah_Nueafah (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 03:04
    รัชทายาทจากหนุ่มยันกลายเปนหนุ่มซึนไป.ะแล้ว ดีต่อใจยิ่งนัก
    #25,024
    0
  5. #24989 jinhaana (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2563 / 22:19
    ท่านแม่อยากบอกอะไรหนออ
    #24,989
    0
  6. #24962 Cetus - วาวาฬ (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 18:45
    รัชทายาทน่ารักจังว้าาาาาา อุแงงงงงงงงง แพ้ผุชัยแบบเนนนนนนนนนน้
    #24,962
    0
  7. #24815 TM-Duck delivery (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 23:34
    อ่ยน่ารักจัง555555
    #24,815
    0
  8. #24748 aynahcsoo  (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 23:02
    จะก้าวขาลงเรือองค์รัชทายาทก็กลัวโดนแมวตะปป 55555555
    #24,748
    0
  9. #24692 R.quartz (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 20:27
    เรือองค์รัชทายาทแล่นมาแต่ไกล งุ้ย ท่านเอยไม่มีใครบอกชอบท่านเสียหน่อย คิดไปเอง😂
    #24,692
    0
  10. #24456 Fueled me (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 16:31
    ถ้าคนนั้นไม่ใช่จิ้นถิงก็คงจะรู้แล้วว่ารัชทายาทชอบตัวเอง อ่ยตลก55555555555555555555
    #24,456
    0
  11. #24432 XXXFUXXX (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 23:11
    คาแรคเตอร์ชัดเจนมากค่ะ จิ้งถิงก็คือจิ้งถิง ฉินอ๋องก็คือฉิงอ๋อง องค์รัชทายาทก็คือองค์รัชทายาท คงไม่มีใครแทนที่ใครได้แล้วล่ะค่ะ555555555555555555555555555
    #24,432
    0
  12. #24334 BBRB (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 15:19
    ว้ายยยยยยยมีคนโป๊ะแตก แต่น่ารักๆๆๆๆๆๆๆมีแต่คำว่าน่ารักเต็มไปหมด เจ้าแมวรีบมาเร็ววววว นุใจสั่นกับเรือรัชทายาทมาก
    #24,334
    0
  13. #23993 munkrishear (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 20:20
    ชายฆ่าหมาเลิ่กลั่กสุด55555555
    #23,993
    0
  14. #23909 Aomaemii (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 13 เมษายน 2563 / 15:56
    ถ้าใคร คิดถึงหน้าฉินอ๋องกับจิ้งถิงไม่ออกเราเเนะนำให้คิดถึง ชูก้าBTS เเละจีมินBTS ชูก้าเป็นฉินอ๋องเจ้าเเมวขี้อ้อนนนจีมินผู้มีโฉมหน้างดงาม เเละๆๆๆๆเเถมๆ ส่านอ๋อมให้คิดว่าเป็นเจโฮปBTS

    มันช่างเข้ากันกะไรอย่างนี้
    #23,909
    0
  15. #23898 soundlessnote (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 13:01
    โอ้ยยย น้อนนน ถ้าน้อนนไม่ฆ่าหมาในอนาคตจะดีมาก
    #23,898
    0
  16. #23762 Peach9 (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 13:52
    ค่าตัวแพงจังนะคะพาเอกกกกเราาา ส่วนแม่สามีคือแบบเชิญไปเพื่อดูว่าน้องมีฟามสามารถไรแบบนี้อ่องง แต่นั่นแหละน้องชั้นน่ะไม่ค่อยคิวเยอะเอาตรงๆก็ซื่อบื้อ55555
    #23,762
    0
  17. #23697 PanthronY (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 / 11:07
    องค์รัชทายาทททท เอ็นดู๊ววว ซึนมากกก นิสัยคล้ายฉินอ๋องเลยนะ แต่เด็กกว่าอีกมั้ง เห้อออ ชั้นหลงรักเธอเข้าแล้วเนี่ย
    #23,697
    0
  18. #23690 nisha0429 (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 / 09:25

    รัชทายาทเป็นพวกซึนเดเระสินะ
    #23,690
    0
  19. #23644 PuiPui--r (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 / 10:57
    โอ๊ย~อยากวิ่งไปบอกแม่เจ้าแมวนักว่าทุกสิ่งที่ทำมาถิงถิงไม่เข้าใจสารที่ส่งไปถิงถิงไม่รู้เรื่อง 5555555555555555 สะใจ
    #23,644
    0
  20. #23638 exolbenben (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 / 23:25
    เจ้าคนฆ่าหมานั่นน555555
    #23,638
    0
  21. #23598 PaPa9 (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 / 12:39
    คิดเยอะๆบ้างก็ได้น้า
    #23,598
    0
  22. #23402 meuwly (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 03:37
    ชายหมา55555555
    #23,402
    0
  23. #23357 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2562 / 23:42

    เชิญมาเพื่ออะไรรึ

    #23,357
    0
  24. #23356 NuMaple (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2562 / 23:37
    เฝ้า รอ เคียง คู่?
    #23,356
    0
  25. #22858 tippletip (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 23:11
    ชอบความซื่อของน้องแงงงเปงเอ็นดูววว หนูลูกกกฮือออ
    #22,858
    0