เอาเถิด ข้าไม่เสียใจ เพราะข้าตายแล้ว (Yaoi)

ตอนที่ 52 : ตอนที่ ๕๑ ปีนกำแพง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 29,936
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,659 ครั้ง
    28 ก.ย. 59

ตอนที่ ๕๑ ปีนกำแพง

ข้าลองคำนวณเวลาคร่าวๆ แล้วรู้สึกอุ่นใจมากขึ้น คิดในแง่ดีไว้ว่าบางทีฉินอ๋องกำลังสะสางงานในห้องทำงานอยู่ก็เป็นไปได้ ไม่น่าจะมีโอกาสมาเจอเข้าโดยบังเอิญแน่ๆ หากมาเจอพอดีมันคงจะเป็นการบังเอิญที่ร้ายกาจเกินไปหน่อยแล้ว แต่อย่างไรข้าก็ควรจะหาทางลงจากเรือให้เร็วที่สุด ป้องกันไม่ให้เกิดการบังเอิญอันเลวร้ายเกิดขึ้น ข้าพยายามครุ่นคิดวิธีลงจากเรือไม่ทันสังเกตเห็นแขกอีกคนที่เดินเข้ามานั่ง

“นายน้อย” ชิงลู่สะกิดเตือนข้าที่กำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ข้าเหลือบสายตามองชิงลู่ที่ส่งสายตามาให้เป็นนัยๆ แล้วหันไปมองด้านหน้าที่มีองค์รัชทายาทซึ่งไล่เหล่าหนุ่มงามออกไปนั่งอยู่ ด้านข้างมีหญิงสาวผู้หนึ่งเพิ่มขึ้นมา ข้าชะงักตัวเมื่อเห็นใบหน้างดงามเปี่ยมไปด้วยความฉลาดเฉลียวของนาง ใจที่เคยสงบของข้าค่อยๆ เต้นระรัวตามความกังวลที่ก่อตัวขึ้น

บ้าจริง นางคือที่ปรึกษาขององค์รัชทายาทนั่นเอง!

“คนผู้นี้คือเซี่ยจิ้งถิงคนดังอย่างไรเล่า” องค์รัชทายาทเอ่ยปากแนะนำ ใช้น้ำเสียงคล้ายกับกำลังเหน็บแนมข้าอย่างไรอย่างนั้น

“อ้อ คุณชายเซี่ยนี่เอง ข้าน้อยอยากจะพบตัวจริงสักครั้งมานานแล้ว ได้มาพบวันนี้ต้องขอขอบพระทัยองค์รัชทายาทอย่างยิ่งเพคะ” นางแย้มยิ้มเล็กๆ ก่อนจะหันมามองข้าอย่างสำรวจตรวจตรา ข้ารู้สึกขนลุกราวกับเป็นเหยื่อของอสรพิษสองตัวที่จับๆ จ้องๆ ตาเป็นมัน ข้ามิได้แสดงท่าทีใดหรือตอบอันใดออกไปเพียงแค่ยิ้มรับเล็กๆ อย่างไว้ตัว 

“เจ้ายังคงไม่รู้จักนางสินะ นางคือฟ่านมี่ซิ่น บุตรีใต้เท้าฟ่านเจ้ากรมพิธีการ นางค่อนข้างโด่งดังทีเดียว เพราะมีชื่อในทำเนียบยอดสตรีในหอบันทึก”

“อ้อ ที่แท้ก็คือคุณหนูฟ่านมี่ซิ่นนี่เอง ข้ามีตาหามีแววไม่ สาวงามเช่นนี้ยังนึกมิออกว่าคือผู้ใด ขออภัยสำหรับความอ่อนด้อยนี้ด้วย” ข้าค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมาอย่างนุ่มนวลแล้วเอ่ยรับคำแนะนำอย่างเป็นทางการขององค์รัชทายาท ไม่แสดงท่าทีแปลกๆ ให้ฝ่ายนั้นเห็นพิรุธว่าแท้จริงแล้วข้ารู้จักนางมาก่อน

เพียงแค่ค่อนข้างแปลกใจอยู่บ้างที่นางเป็นบุตรีของใต้เท้าฟ่าน หือ ประเดี๋ยวก่อน ใต้เท้าฟ่านเจ้ากรมพิธีการอย่างนั้นรึ? ข้าหยุดชะงักครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าไปมองรอยยิ้มเยือกเย็นบนใบหน้างามนั้นก็พลันเย็นสะท้านทั่วร่าง

“อันที่จริงแล้วข้ากับคุณชายเซี่ยถือว่าเป็นญาติกัน แต่น่าเสียดายพี่สาวของข้าล่วงลับเร็วเกินไปหน่อย มิเช่นนั้นสกุลฟ่านและสกุลเซี่ยคงสนิทสนมกันกว่านี้”

“อ่า คงเป็นเช่นนั้น ข้ามิได้อยู่ตระกูลในช่วงที่ท่านแม่รองป่วยจนสิ้นใจ เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจยิ่งนัก” ข้ารีบพยายามปั้นหน้าให้เป็นปกติอย่างรวดเร็วแล้วตอบออกไปด้วยท่าทีแฝงความเศร้าใจ

กะแล้วเชียว นางเป็นน้องสาวของฮูหยินรองจริงๆ ด้วย ไม่คิดเลยว่าที่ปรึกษาคนงามขององค์รัชทายาทจะเป็นคนใกล้ตัวกว่าที่คิด ข้ารู้สึกใจหายแวบไปครู่หนึ่ง ตั้งแต่ฮูหยินรองด่วนตายไปความสัมพันธ์ระหว่างสกุลเซี่ยกับสกุลฟ่านเรียกได้ว่าย่ำแย่อย่างหนัก ใต้เท้าฟ่านนั้นปักใจเชื่อว่าบุตรสาวคนโตถูกใครบางคนสังหาร และคนที่ถูกสงสัยมากที่สุดก็คือท่านพ่อของข้า

ฟ่านมี่ซิ่นยิ้มรับแต่นัยน์ตาเย็นชา นางยกถ้วยชาขึ้นจิบแล้วเอ่ยต่อด้วยท่วงท่าเป็นธรรมชาติ

“นั่นสินะ หากคุณชายอยู่จวนในเวลานั้นพี่สาวของข้าคงไม่ป่วยจนตายเช่นนั้น ได้ยินที่เขาลือกันว่าฝีมือรักษาของคุณชายเข้าขั้นเซียนเลยทีเดียว ผลงานการรักษาของคุณชายในสงครามหน้าหนาวที่เพิ่งสิ้นสุดไปนั้นโดดเด่นอย่างยิ่ง ไม่ทราบว่าอาจารย์ที่สั่งสอนวิชาให้ท่านนั้นเป็นผู้อาวุโสท่านใดงั้นหรือเจ้าคะ?”

ข้าเย็นเยือกในใจ พยายามจะควบคุมท่าทางของตนเองไม่ให้แสดงอาการใดๆ ออกไป เริ่มมั่นใจแล้วว่าองค์รัชทายาทมิได้แค่ลากข้ามาล่องเรือเล่นเฉยๆ แน่ นี่คงจะลากข้ามาให้ชู้รักของตนเองซักฟอกละสิ แต่เสียใจด้วยละกัน เรื่องนี้ข้าเตรียมคำตอบไว้เป็นอย่างดีแล้ว ข้ายิ้มแล้วตอบออกไปอย่างซื่อๆ

“อาจารย์ของข้านั้นมิให้เอ่ยนามท่านแก่ผู้ใด ขออภัยคุณหนูฟ่านอย่างยิ่ง สร้างความผิดหวังให้ท่านแล้ว”

“ผู้เก่งกาจมักไม่ประสงค์ออกนาม ข้าเข้าใจเจ้าค่ะ เพียงถามเพราะใคร่รู้เท่านั้น คุณชายมีฝีมือฉกาจเพียงนี้อาจารย์ที่สอนย่อมมิธรรมดาอย่างแน่นอน อย่างไรข้าก็มิอยากเชื่อเลยว่าเด็กหนุ่มตัวเล็กๆ ผู้เดียวจะเป็นคนเปลี่ยนกระแสสงครามครั้งใหญ่ได้เช่นนี้ ขออภัยจริงๆ ข้าหมายถึงคุณชายอายุน้อยเพียงนี้กลับเก่งกาจยิ่งนัก มิได้ดูหมิ่นแต่อย่างใด”

“กล่าวเช่นนั้นก็เกินความจริงไปโขจริงๆ ข้าเพียงผู้เดียวจะไปเปลี่ยนแปลงสงครามได้อย่างไร เป็นเพราะทหารนายกองทุกคนในกองทัพร่วมด้วยช่วยกันต้านศึกต่อสู้อย่างไม่คิดชีวิต เพียงแค่คิดว่าภัยร้ายกำลังกล้ำกรายเข้ามาในแคว้นของตนทุกคนย่อมพยายามกำจัดภัยร้ายมิให้มาแผ้วพานครอบครัวหรือคนที่รักซึ่งอาศัยอยู่ในแคว้น”

ข้าหัวเราะเคอะเขินออกมาเสียงเบาพร้อมกับโบกมือไปมา จากนั้นก็เอ่ยสรรเสริญชมเชยเหล่าทหารกล้า เหลือบสายตาไปมองฟ่านมี่ซิ่นด้วยแววตามุ่งมั่นราวกับซึมซาบความมุ่งมั่นมาจากทหารที่ต้องการขจัดภัยร้ายที่ว่า

“คุณชายก็ถ่อมตัวเกินไป หากไม่มีฝีมือรักษาของคุณชายผลศึกครั้งนี้อาจจะไม่สรุปได้รวดเร็วเช่นนี้” ฟ่านมี่ซิ่นหัวเราะเสียงใสก่อนจะแย้มยิ้มเปี่ยมเสน่ห์เสียจนคนต้องมองเหม่อ นางส่ายหน้าเล็กๆ แย้งกลับมาด้วยน้ำเสียงวาจาชื่นชมข้า ข้าผงกศีรษะรับแล้วไม่พูดอันใดอีก ระหว่างนั้นมีเพียงข้ากับฟ่านมี่ซิ่นที่สนทนากัน ส่วนองค์รัชทายาทนั้นทำท่าเบื่อหน่าย กวักมือเรียกต้นหญ้างามกลับมาปรนนิบัติ

“จริงสิ ได้ข่าวว่าที่คุณชายไปช่วยศึกครั้งนี้เพราะรู้ข่าวว่าฉินอ๋องจะถูกลอบสังหารสินะ ท่าทางคุณชายจะสนิทสนมกับฉินอ๋อง”

“แม่นางก็พูดไป ข้านั้นมิได้สนิทสนมกับฉินอ๋องเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่ต้องการตอบแทนบุญคุณที่ฉินอ๋องเคยช่วยข้าไว้ในตอนยังเยาว์ หนี้บุญคุณตอบแทนด้วยหนี้บุญคุณย่อมไม่มีอันใดติดค้างกันต่อไป”

“คุณชายช่างเป็นคนที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง” ฟ่านมี่ซิ่นยิ้มมองข้าราวกับสนองสนใจเป็นอย่างมาก แต่ดวงตาของนางกลับแผ่ไอเย็นเยือกออกมา และยังมีความซับซ้อนปรากฏขึ้นในยามเอ่ยถึงฉินอ๋อง

ข้ารู้สึกสังหรณ์ใจชอบกล นี่นางคงมิได้มีอะไรในกอไผ่หรือนิยมชมชอบเจ้าแมวอีกคนหรอกนะ!? ไม่น่าจะเป็นไปได้กระมัง หากเป็นเช่นนั้นเหตุใดนางถึงมานั่งยิ้มปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ข้างองค์รัชทายาทกันเล่า?

ฟ่านมี่ซิ่นเห็นข้าจ้องมองนางตาไม่กะพริบก็หลบสายตาเอียงอายพร้อมกับยกผ้าเช็ดหน้าในมือขึ้นมาบดบัง นางทำท่าเขินอายแล้วหันไปสนใจเสียงดนตรีอีกด้าน ข้าก็มิได้ใส่ใจจะสนทนาต่อ องค์รัชทายาทนอนเอนตัวหลับตา ทำตัวประหนึ่งว่าอยู่นอกวงไม่กระตือรือร้นจะฟังสิ่งใด เห็นเช่นนั้นข้าจึงวางใจในระดับหนึ่ง

อันที่จริงแล้วองค์รัชทายาทอาจจะสนใจข้าในเรื่องความสามารถรักษาบาดแผลต้องสาปกระมัง หรืออาจจะคิดว่าเรื่องราวในศึกหน้าหนาวจะต้องมีเงื่อนงำมากกว่านั้นจึงพยายามขุดคุ้ยเอาจากข้า พอเห็นว่าข้าไม่รู้เรื่องจริงเขาก็ละทิ้งความสนใจไปในทันที เอาละ บางทีนี่อาจจะเป็นจังหวะดีเยี่ยมที่จะลงจากเรือโดยที่เจ้าวายร้ายไม่อารมณ์แปรปรวน ข้าเหลือบสายตาไปมองด้านข้างยิ่งเห็นทิวทัศน์คุ้นตาก็ยิ่งร้อนในอก ข้าจะต้องลงก่อนถึงวังหย่งเฮ่าให้จงได้!

“สีหน้าของเจ้าดูไม่ค่อยดีนัก เป็นอันใดหรือไม่?” เสียงทักดังมาจากองค์รัชทายาทที่เอนตัวนอนอย่างผ่อนคลาย ข้าหันกลับมามองแล้วคิดว่าจะอาศัยข้อแก้ต่างนี้ลงเรือไปอย่างละมุนละม่อม

“ขออภัยจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ ดูเหมือนกระหม่อมจะไม่ค่อยถูกกับการล่องเรือนัก คงจะเมาเรือกระมัง ขออนุญาตลงเรือตอนนี้ได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

“เจ้าคงจะเพลียมากแล้วจริงๆ หน้าขาวซีดทีเดียว เอาเถิด ข้าอนุญาต”

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” ข้าก้มศีรษะลงอย่างดีใจแต่ก็พยายามรักษาสีหน้าไม่ให้แสดงออกไปเกินไป เดี๋ยวจะไปสะกิดต่อมโมโหของอีกฝ่ายได้ ข้าลุกขึ้นแล้วพยักหน้าให้แก่ชิงลู่ พวกเราเตรียมตัวจะลงจากเรือ แต่พอข้าหันไปมององค์รัชทายาทอีกครั้ง รู้สึกถึงสัญญาณอันตรายที่ดังมาจากรอยยิ้มไม่น่าไว้ใจของเขา ข้าเริ่มใจไม่ดีแต่ก็พยายามจะไม่แสดงอาการออกไป

“องค์รัชทายาทโปรดหยุดเรือตรงนี้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

องค์รัชทายาทค่อยๆ ลุกขึ้นมานั่ง เขากอดอกแล้วเอ่ยทวนคำพูดของตัวเอง ก่อนจะค่อยๆ แสยะยิ้มชั่วร้าย น้ำเสียงราวกับสนุกสนานเสียเต็มประดา ทำเอาข้าพูดอะไรไม่ออก

“เราบอกว่าอนุญาตให้เจ้าลงจากเรือได้ แต่ไม่ได้บอกว่าจะหยุดเรือให้นี่น่า เจ้าอยากจะลงเรือก็จงหาทางลงเองเถิด จะกระโดดลงเรือแล้วว่ายเข้าฝั่งเองเราก็ไม่ต่อว่าอันใดหรอก”

“นายน้อย...” ชิงลู่ผงะตื่นกลัวกับเสียงหัวเราะเต็มไปด้วยความชั่วร้ายขององค์รัชทายาทและเหล่าลูกน้องของฝ่ายนั้น เขาขยับเข้ามาเกาะแขนข้าเอาไว้เป็นหลักพึ่งพิง ข้ายืนนิ่งจ้องมององค์รัชทายาทที่ยิ้มท้าทายกลับมาไม่ลดละ

ได้ เราจะได้เห็นดีกัน ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมถอยให้ทั้งที่ข้ายอมถอยแล้วถอยอีกจนไม่รู้จะถอยอย่างไรแล้ว ที่ข้ายอมอ่อนข้อให้ก็เพราะไม่อยากให้คนอื่นเดือดร้อน แต่ในเมื่อองค์รัชทายาทไม่ไว้หน้าข้าหรือกระทั่งบิดาของข้าเพียงนี้ ข้าเองก็ไม่คิดจะถนอมน้ำใจอีกฝ่ายอีกต่อไปแล้วเช่นกัน ข้ายังคงยืนสงบก้มหน้าลงมองชิงลู่ที่จ้องมองข้าด้วยแววตาหวาดหวั่น ข้าแย้มยิ้มปลอบใจเด็กรับใช้ของตนเองแล้วกระซิบบอกอีกฝ่ายเบาๆ ชิงลู่กะพริบตาก่อนจะปรับสีหน้ามาเรียบนิ่งอย่างรวดเร็ว

“นายน้อย ไปกันเถิดขอรับ” ชิงลู่เอ่ยออกมาเสียงดังให้ทุกคนบนเรือได้ยิน ข้ายิ้มแล้วพยักหน้ารับขยับตัวเข้าไปเกาะตัวชิงลู่แน่น ชิงลู่เองก็เข้ามาพยุงข้า ท่าทางไม่รู้ร้อนของพวกข้าไปสะกิดต่อมสงสัยพวกองค์รัชทายาท แต่ทว่าไม่คิดว่าพวกเราจะหาทางลงเรือได้นอกจากเข้าไปอ้อนวอนตนเอง พวกมันเอ่ยเย้ยเยาะส่งเสียงให้พวกข้าลงเรือไปเร็วๆ ข้าหันไปมององค์รัชทายาทที่จ้องมองมาอย่างไม่ใส่ใจ

หลังจากที่ชิงลู่เอ่ยชวนข้าก็สร้างอาณาเขตครอบตัวเองและชิงลู่ จากนั้นก็สั่งให้อาณาเขต ขังแล้วรีบสั่งต่อไป ลอยข้ากับชิงลู่ค่อยๆ ลอยขึ้นจากเรือไปในอากาศ ข้าสั่งให้อาณาเขตพาพวกเราไปยังบนฝั่ง พริบตาเดียวข้าและชิงลู่ก็เหยียบพื้นดินข้างคลองอย่างนิ่มนวล ชิงลู่ปล่อยมือจากข้าแล้วขยับตัวไปยืนนบน้อมอยู่ข้างๆ ข้ารีบสลายอาณาเขตแล้วหันกลับไปมองเรือที่ค่อยๆ แล่นออกห่างไป ผู้คนบนเรือลำนั้นต่างลุกขึ้นยืนมองพวกเราด้วยสีหน้าตกตื่นใจกันสุดขีด ไม่คาดว่าพวกข้าจะลงมาจากเรือด้วยวิธีการนี้ ข้ารู้สึกสะใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเห็นองค์รัชทายาทมีสีหน้าประหลาดใจเช่นนั้น

ข้าไม่ใช่เหยื่อตัวน้อยที่ถูกรังแกง่ายๆ อีกต่อไปแล้วเจ้าคนน่ารังเกียจเอ๊ย!

ด้วยความคึกคะนองข้าเผลอยิ้มเยาะออกไปด้วยความสาแก่ใจ องค์รัชทายาทจ้องมองมาที่ข้าเขม็ง อยู่ไกลขนาดนี้ข้าไม่กลัวเขาเลยสักนิด ข้าถลึงตาจ้องกลับอย่างไม่เกรงกลัว จากนั้นเขาก็แหงนหน้าหัวเราะอย่างบ้าคลั่งจนข้าต้องขมวดคิ้วงุนงงเช่นเดียวกับคนอื่นๆ บนเรือ ไม่นานเขาก็หยุดหัวเราะมองตรงมาที่ข้าพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างที่ทำให้ขนทั่วร่างของข้าลุกซู่

มันเป็นรอยยิ้มถูกใจที่ดูชั่วร้ายและกำแหงยิ่ง!

ข้าหน้าเจื่อนลงรีบหันหลังเดินออกไปจากที่ตรงนั้นอย่างรวดเร็ว ขนาดหันหลังวิ่งเตลิดเพียงนี้ยังรู้สึกถึงสายตาอันคลุ้มคลั่งตามติดมาอยู่อีก แค่ยิ้มนิดยิ้มหน่อยกลับทำให้เขาออกอาการบ้าบอได้เพียงนั้น ช่างเป็นคนที่คาดเดามิได้จริงๆ ข้าวิ่งจนกระทั่งชิงลู่เรียกทำให้สติกลับคืนมา ข้าหยุดวิ่งแล้วหันกลับไปมองชิงลู่ที่วิ่งตามมาหยุดหอบอยู่ตรงหน้า เห็นหนูน้อยหยกฟ้าเหนื่อยขนาดนี้ก็รู้สึกผิดเล็กน้อย ข้าจึงชวนชิงลู่ไปทานอะไรดับเหนื่อยลืมเลือนเรื่องเสียวสันหลังเมื่อครู่กัน

พวกเรามานั่งที่ร้านน้ำชา ฟางเชียน ในชีวิตก่อนของข้านั้นได้แต่มองอยู่นอกร้าน เนื่องจากราคาของมันนั้นแพงเกินไป ขนมร้านนี้เล่ากันว่าเจ้าของร้านคล้ายเป็นนางกำนัลฝีมือดีในวังหลวงมาก่อน นางได้ตบแต่งกับคหบดีร่ำรวยจึงได้เปิดร้านขนม ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนจะไม่มีปัญญาซื้อแต่ตอนนี้ข้ามีเงินมากมายอยากจะกินเท่าไรก็ยังจ่ายสบาย ชิงลู่ทำหน้าดีอกดีใจที่ได้มีโอกาสเข้ามาในร้านแห่งนี้ ตอนที่เขายกถ้วยน้ำชาจิบทำหน้าตาราวกับบรรลุแล้วทุกอย่าง ข้าแอบขำเขาเล็กน้อย ก่อนจะไพล่คิดไปถึงเสี่ยวชีและเสี่ยวหยุน อ่า ทั้งสองก็ชอบทานขนมเช่นเดียวกัน ข้าน่าจะซื้อไปฝากพวกเขาเสียหน่อย

หลังจากทานขนมเล็กๆ น้อยๆ และซื้อขนมไปฝากเพื่อน ข้าแวะไปหาเสี่ยวชีที่ร้านของเขาซึ่งกำลังเข้าที่เข้าทาง น่าจะเปิดได้ในเร็วๆ นี้กระมัง ข้ารู้สึกตื่นเต้นแทนจริงๆ ตอนแรกเสี่ยวชีวุ่นวายกับการทำเครื่องประดับเปิดร้าน แต่พอข้าชูขนมจากร้านฟางเชียนเท่านั้นละคนยุ่งจนหัวหมุนพลันว่างอย่างรวดเร็ว ว่างขนาดมานั่งกินขนมจิบน้ำชาหัวเราะร่ากับข้าได้เชียวละ อนุภาพขนมฟางเชียนมันรุนแรงจริงๆ

“พอได้กินขนมเหล่านี้แล้วชวนให้คิดถึงเสี่ยวหยุนยิ่งนัก ข้าซื้อมาเผื่อเด็กคนนั้นด้วย แต่ไม่รู้จะฝากไปอย่างไร จริงสิ วันนี้จิ้นเกอมิได้มาช่วยที่ร้านของเจ้าหรอกหรือ?”

“หืม เขาก็มีงานมีการต้องทำจะให้มาช่วยทุกวันได้อย่างไรเล่า”

“งั้นรึ เสียดายจริง ข้าคิดว่าจะฝากขนมไปให้เสี่ยวหยุนกับเขาเสียหน่อย”

“เจ้าก็เอาไปให้เองสิ อยู่ใกล้แค่นี้เอง”

“มิได้ หากทำเช่นนั้นผู้คนจะสงสัยได้น่ะสิ” ข้าทำหน้าจริงจังส่ายหน้าแรงๆ เอ่ยแย้งออกไปเสียงดัง เสี่ยวชีมองขนมในมือไม่มีท่าทีจะสนใจข้าเลยสักนิด เขาเอาแต่กัดขนมพลางยกน้ำชาตามด้วยสีหน้าเอร็ดอร่อย

“เสี่ยวชี เจ้าคิดว่าข้าควรทำอย่างไรดี? หากรอพรุ่งนี้ขนมนี่อาจจะเสียเอาได้”

“จิ้งถิง... หากเจ้าอยากไปวังหย่งเฮ่าก็จงไปเถิด จะหาข้ออ้างให้วุ่นวายขนาดนี้ไปทำไมกันเล่า”

“ข้าไม่ได้เข้าไปวังหย่งเฮ่าเสียหน่อย! เจ้า...เจ้าพูดกระไรกัน ข้าแค่อยากจะเอาขนมไปให้เสี่ยวหยุน อีกอย่างข้าบอกไปแล้วว่าหากมีคนมาเห็นเข้าจะสงสัยได้” ข้าสะดุ้งสุดตัวเมื่อเสี่ยวชีทำสีหน้าเบื่อหน่ายพูดออกมาตรงทิ่มแทงลงกลางใจของข้าดังฉึก แต่ข้าก็ไม่ยอมรับโดยง่าย ปัดเบี่ยงประเด็นไปยังของฝากด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน เสี่ยวชีพยักหน้ารับไม่ได้พูดแย้งใดๆ กลับ

“ว่ากันว่าหนึ่งวันใจของคนเราแปรเปลี่ยนเป็นพันครั้ง เจ้าไม่ได้เจอกับท่านอ๋องก็นานแล้ว ป่านนี้เขามิใช่ว่าลืมเจ้าไปแล้วกระมัง เฮ้อ เมื่อเช้าข้าได้ยินมาว่าฉินอ๋องเชิญคณะดนตรีไปบรรเลงขับกล่อมกันตั้งแต่ไก่โห่”

“บางทีฉินอ๋องอาจจะต้องการพักผ่อนกระมัง”

“ได้ฟังดนตรีจากเจียวเพ่ยเจวียนประสานเข้ากับเสียงไพเราะปานวิหคของฉิวเฟยอิน นั่งชื่นชมลวดลายร่ายรำอ่อนช้อยจากเหอชิงจิ่น ได้พักผ่อนอย่างสำเริงสำราญใจเชียวละ”

เจียวเพ่ยเจวียน? ฉิวเฟยอิน? เหอชิงจิ่น?

หา!?

เมื่อคืนข้าแค่บอกไม่ให้ปีนกำแพงมาอีกด้วยความเป็นห่วงเป็นใย แต่เจ้าแมวบัดซบนั่นถึงกับวิ่งกลับมาซบอกเหล่าคนงามทันที!? ไม่เข้าใจข้าก็แล้วไปเถิด นี่ถึงกลับแล่นมาระริกระรี้กับเหล่าว่าที่นายบำเรอคนโปรด!

ข้าลุกขึ้นพรวด

“ข้าเพิ่งคิดได้ว่ามีธุระต้องไปจัดการ ขอตัวก่อน”

“จัดการดีๆ ละ” เสี่ยวชียิ้มกว้างเอ่ยอวยพรให้แก่ข้าพลางโบกมือล่ำลา ข้าแทบจะพุ่งไปยังวังหย่งเฮ่า ศีรษะของข้ากลุ่มควันขึ้นโขม่งไปหมด ชิงลู่ที่กำลังยืนมองเชือกรัดผมเพลินๆ พอเห็นข้าพรวดพราดออกมาก็ตกใจวิ่งหน้าตื่นตามมาติดๆ ไม่ลืมหยิบขนมของฝากที่ข้าซื้อเผื่อมาด้วย

ข้าเดินย้ำตรงไปยังวังหย่งเฮ่า ยิ่งเดินก็ยิ่งลดความเร็วลงเรื่อยๆ จนชิงลู่ที่ตามมาด้านหลังวิ่งมาทัน ใจที่เดือดพล่านเป็นน้ำร้อนค่อยๆ สงบลง ถ้าข้าวิ่งโร่ไปเช่นนี้มีแต่จะเกิดปัญญาขึ้นเสียเปล่าๆ แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยแล้วถ้าเกิดเรื่องนี้มันลุกลามไปจนกลายเป็นเหมือนเมื่อชีวิตที่แล้ว ข้าอาจจะเสียใจที่ไม่ได้ลงมือทำอันใดเลย ข้าหยุดเดินแล้วครุ่นคิดอย่างหนักว่าจะทำอย่างไร บุกเข้าไปในวังเลยอย่างนั้นรึ? ทำเช่นนั้นข้ามิกลายเป็นตัวหึงหวงที่น่ารังเกียจหรอกรึ? ข้าหันกลับมามองชิงลู่ที่กะพริบตาปริบๆ อยู่ด้านหลัง

“นายน้อย?”

“ไปกันเถิดชิงลู่”

“เอ๊ะ ไปไหนหรือขอรับนายน้อย?”

“ไปวังหย่งเฮ่ากัน” ข้าตอบเขาแล้วหันกลับไปเดินต่อด้วยท่าทางสงบนิ่งแตกต่างจากตอนที่วิ่งออกมาจากร้านของเสี่ยวชี ข้ามุ่งหน้าไปยังวังหย่งเฮ่า ในใจครุ่นคิดสิ่งที่จะต้องทำ

ข้าทำธุระที่วังหย่งเฮ่าเสร็จสิ้นก็กลับมาที่ตระกูลเซี่ยทันที แค่นี้ก็รู้สึกว่าตัวเองเถลไถลมากเกินไปแล้ว ทันทีที่ข้ากลับมาถึงท่านพ่อจะเรียกตัวไปพบ ข้าเดินมายังห้องหนังสือ เห็นท่านพ่อกำลังนั่งอ่านนิยายรักน้ำเน่าเหม็นคลุ้งให้ท่านแม่ที่นอนบนตักฟังด้วยสีหน้าเข้มเครียด ข้าตกใจแทบจะผงะหงายหลัง พอตั้งแต่ติดก็รู้สึกนับถือท่านพ่อยิ่งนัก แม้จะต้องอ่านนิยายโรมรันพันตูของชายหญิงก็ยังคงความสง่างามดุจนั่งท่องบทกลอนทรงคุณค่า

ถิงเอ๋อร์! ที่สถานศึกษาหลวงสนุกหรือไม่?ท่านแม่ดีดตัวลุกขึ้นมานั่งจากนั้นก็แผดเสียงแหลมทักทายข้าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต่างจากท่านพ่อที่พยายามทำตัวปกติแต่ทว่าใบหน้านั้นกลับแดงก่ำด้วยความเขินอาย ข้าถอนหายใจแล้วเดินเข้าไปนั่งบนเก้าอี้กลางห้องอย่างเหน็ดเหนื่อยค่อยตอบคำถามของมารดา

“ตอนแรกก็สนุกดีอยู่หรอก แต่ดันไปเจอเทพมรณะเข้าน่ะสิขอรับ”

“เทพมรณะ?” ท่านพ่อเลิกคิ้วไม่เข้าใจสิ่งที่ข้าพูด ท่านแม่เองก็มีอาการเดียวกัน

“ก็องค์รัชทายาทคนนั้นไงล่ะท่านพ่อ องค์รัชทายาทลากข้าไปล่องเรือด้วย แล้วก็ไปเจอฟ่านมี่ซิ่นที่มาร่วมล่องเรืออีกคน” ข้าเล่าออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่ให้ความสำคัญมากนัก ก่อนจะเหลือบมองทั้งสองว่ามีท่าทางอย่างไรกับเรื่องนี้ ปรากฏว่าท่านแม่รีบถามข้าอย่างเป็นห่วง ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าฟ่านมี่ซิ่นเป็นใคร ส่วนท่านพ่อนั้นครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่แล้วถอนหายใจออกมา

“โชคดีแล้วที่เจ้าไม่เป็นอะไร องค์รัชทายาทนั้นค่อนข้างนิสัยปรวนแปรเอาแต่ใจ หากยอมลงให้บ้างเขาก็จะไม่ทำอะไรมากมาย ทางที่ดีหากบังเอิญเจอเขาอีกก็ให้รีบปลีกตัวออกมาทันที แต่นี่คงมิใช่เรื่องที่เจ้ารู้สึกวุ่นวายใจกระมัง?”

“วุ่นวายใจ? ลูกไม่ได้วุ่นวายใจเพียงแค่รู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย”

“เป็นข้าที่ดูผิด”

ข้าแทบจะหัวใจวายที่เกือบจะถูกท่านพ่อจับได้ว่าไปเถลไถลแถววังหย่งเฮ่ามา ท่านพ่อนี่ดูคนได้ตาแหลมยิ่ง รู้ได้อย่างไรว่าข้ากำลังวุ่นวายใจ ไม่ใช่เพราะรัชทายาทบ้าบอนั่นแน่ ข้ากำลังหัวเสียกับแมวใจง่ายนั่นต่างหาก ท่านแม่มองข้าเล็กน้อยแล้วหันไปสบตากับท่านพ่อแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

“ว่าแต่ท่านพ่อจะเรื่องอันใดจะคุยกับลูกหรือขอรับ?”

“ช่างเถิด คิดว่าตอนนี้ไม่เหมาะที่จะให้เจ้าตัดสินใจ เอาไว้ใจเย็นกว่านี้ค่อยมาฟัง เรื่องนี้ไม่รีบไม่ร้อนนัก หากฟังตอนนี้เจ้ายังใช้อารมณ์ตัดสินใจคงจะไม่ดีนัก”

ยิ่งฟังข้าก็ยิ่งรู้สึกสงสัย ท่านพ่อต้องการจะพูดคุยเรื่องใดกับข้ากันแน่? เหตุใดจะต้องตัดสินใจ แล้วทำไมถึงคิดว่าข้าจะตัดสินใจด้วยอารมณ์ด้วย?

“เรื่องอันใดรึขอรับ?” ข้าถามไปเพราะอยากรู้จริงๆ ว่าทำไมท่าทางทั้งสองคนถึงได้ลึกลับเพียงนั้น ท่านแม่ก็เหมือนจะรู้เรื่องไม่น้อย นางยิ้มนิดๆ ด้วยความรู้สึกดีใจผสมเศร้าใจ ท่านพ่อมองข้าอยู่ชั่วหนึ่งแล้วเอ่ยตอบสั้นๆ

“อีกหนึ่งเดือนข้างหน้าท่านตาของเจ้าจะมาเยี่ยมเยียนสหายที่นี้”

“ท่านตา?” ข้าเอ่ยทวนอย่างเชื่องช้า รู้สึกไม่คุ้นหูกับคำว่าท่านตาเอาเสียเลย หากบอกว่าท่านย่าท่านปู่ข้าพอจะนึกออก ท่านตา? พ่อของท่านแม่? ประเดี๋ยวก่อน! ท่านตาของข้าก็หมายถึง...เยว่เมิ่งผู้มีพลังขั้นเก้า ราชันจ้าวยุทธ์น่ะสิ!

ข้าเบิกตากว้างอย่างตกตื่นใจ ส่วนท่านแม่ก็ฉีกยิ้มสลับถอนหายใจเฮือกใหญ่

ทุกปีท่านพ่อจะมาหาสหายที่แคว้นฉิง แต่ข้าไม่เคยรู้เลยว่าเขาคนนั้นคือใคร

“แล้วเหตุใดลูกต้องตัดสินใจ?”

“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถิด ตอนนี้เจ้าคงจะเหนื่อยมากแล้ว” ท่านพ่อไม่ตอบกลับเอ่ยไล่ข้าออกไปด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเสียจนข้าพูดอะไรไม่ออก ข้าถอนหายใจ ความอยากรู้อยากเห็นสลายหายไปในพริบตา ข้าลุกขึ้นคำนับบิดามารดาแล้วเดินออกไปจากห้องหนังสือ ก่อนที่จะออกไปข้าหันมาขอกำลังคนจากท่านพ่อ

“เจ้าจะเอาไปทำไมงั้นรึ?”

“เอาไปไล่แมวขอรับ รับรองว่าต่อให้มีปีกก็เข้ามาในจวนของเราไม่ได้อย่างแน่นอน”

 

แถม เจ้าโหดร้ายนัก!

ชายหนุ่มในชุดสีเขียวเข้มยืนมือไขว้หลังทอดสายตามองเจ้านายที่กำลังนั่งหน้าเรียบตึงอยู่บนโต๊ะ บรรยากาศรื่นเริงไปด้วยเสียงดนตรีแสนไพเราะเสนาะหู เสียงขับร้องอันหวานพร่าบาดใจ เสียงกระดิ่งกรุ๊งกริ๊งชวนให้สยิวกาย ท่ามกลางบรรยากาศสนุกสนานนี่เจ้าของวังหย่งเฮ่ากลับนั่งทอดอาลัยตายยาก เฉินฮุ่ยเคอเหลือบมองท่านอ๋องขมวดคิ้วแล้วคลายเป็นรอบที่ร้อย มองอย่างไรก็ขัดดวงตายิ่งทำให้รองหัวหน้าองครักษ์จางต้องกินหัวใจหมีทำใจกล้าถามเจ้านายออกไป

“เอ่อ ท่านอ๋องมีอะไรหรือขอรับ?”

“ไม่มีอะไร” ตอบแล้วก็ถอนหายใจเฮือกตามทันที

เฉินฮุ่ยเคอมองเจ้านายอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร ปากบอกว่าไม่มีแต่ทำไมท่าทางเหมือนมีกันเล่า ฉินอ๋องก้มหน้าลงบันทึกตรงหน้าต่อ เขายื่นมือหยิบพู่กันจุ่มน้ำหมึกเตรียมตัวเขียนตอบ แต่ทว่ามือที่เขียนก็หยุดชะงักลงบนเหนือกระดาษขาวอยู่นานจนน้ำหมึกหยดลงเป็นดวงๆ แล้วเจ้าตัวก็ยังไม่รู้สึกตัว ยังคงเหม่อลอยพร้อมกับครุ่นคิดหน้าตาจริงจัง

“ท่านพี่เสวี่ย~!” เสียงอันร่าเริงของบุรุษเจ้าสำราญของท่านอ๋องห้าดังมาก่อนตัวจะผลุดเข้ามาในห้อง

ฉินอ๋องเงยหน้ารู้สึกตัวมองกระดาษที่ถูกน้ำหมึกหยดจนเลอะก็หยิบมาขยำเป็นก้อนแล้วเหวี่ยงเต็มแรงไปที่คนแซ่เฉินที่ยืนไม่รู้อิโหน่อิเหน่อันใด คนโดนปาทำเอาบิดเบี้ยวเนื่องจากโดนปาอย่างจัง รองหัวหน้าองครักษ์เฉินเหล่มองเจ้านายอย่างเคารพรักแต่ในใจกลับพร่ำบ่นอย่างดุเดือด

ข้าไปทำอันใดให้ พาลกันชัดๆ!

“มีอันใดรึ?” ฉินอ๋องเอ่ยถามเสียงเข้มขณะมือจรดพู่กันเขียนข้อแนะนำให้แก่เหล่านายกองที่ยื่นรายงานขึ้นมา ท่าทางจริงจังกับงานอย่างยิ่ง ส่านอ๋องยืดตัวมองดูพี่ชายที่วันๆ ทำแต่งานงกๆ ด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ ท่านพี่ช่างขยันนัก!

“ท่านพี่มีของสวยๆ งามๆ อยู่ใกล้เพียงนี้ยังจะนั่งก้มหน้าทำงานอยู่อีก ไปกันเถิด ไปฟังเพลงที่ข้าเพิ่งแต่งดีกว่า เพิ่งคิดท่าร่ายรำประกอบเพลงเสร็จเมื่อครู่นี่เอง!” ส่านอ๋องทำหน้าตื่นเต้นต้องการให้พี่ชายไปชื่นชมสิ่งดีสิ่งงามที่อยู่ไม่ไกลจากห้องทำงานมากนัก

“เพลงไผ่ลู่ลม ใบไผ่แห้ง ยอดไผ่งาม ป่าไผ่ไพศาล อะไรนั่นของเจ้าข้าได้ฟังมาหมดแล้ว”

“แต่ท่านยังไม่เคยฟังเพลงหน่อไม้ในดงไผ่แน่นอน! ข้าเพิ่งแต่งไม่กี่วันนี่เอง”

“...พอเถิด ข้าไม่อยากฟัง”

“แล้วเหตุใดท่านพี่ถึงจ้างพวกเขามาเล่า จ้างมาแล้วก็ไม่ไปดู เสียดายยิ่ง”

“ข้าไม่จำเป็นต้องบอกเจ้า ออกไปได้แล้วข้ามีงานต้องทำอีกมาก”

ส่านอ๋องที่ถูกพี่ชายโบกมือไล่ก็ยักไหล่หันไปหลิ่วตากับเฉินฮุ่ยเคอที่แบมือส่ายหน้าไปมาไม่รู้จะทำอย่างไรแล้วเช่นกัน จนกระทั่งมีคนรับใช้ผู้หนึ่งเดินเข้ามาในห้องทำงานพร้อมกับทหารนายหนึ่ง ส่านอ๋องถอนหายใจหันตัวเดินไปนั่งเก้าอี้ด้านข้าง เฉินฮุ่ยเคอพยักหน้าให้ทหารและคนรับใช้เข้ามาในห้อง

“ขออนุญาตขอรับ มีผู้ฝากขนมมาให้แก่รองหัวหน้าองครักษ์เฉินขอรับ” ทหารคนนั้นโค้งตัวเคารพเจ้านายที่ก้มหน้าทำงานอย่างขะมักเขม้นแล้วเอ่ยรายงานธุระ เฉินฮุ่ยเคอเลิกคิ้วอย่างแปลกใจแต่ก็รับเอาขนมที่คนรับใช้หิ้วมาเต็มสองมือเอาไว้ด้วยความยินดีปรีดา ส่านอ๋องมองคนได้ขนมยิ้มหน้าบานก็อดหมั่นไส้มิได้

“ใครกันที่นำขนมมาฝากฉุ่ยเคอมากมายเพียงนี้”

“โธ่ๆ ท่านอ๋องห้า บุรุษหน้าตาหล่อเหลาเช่นข้าย่อมมีสาวน้อยมาเพ้อฝันมอบของฝากกันบ้างละ หึๆ”

“อ้อ นายน้อยตระกูลเซี่ยฝากมาให้ขอรับ!

“หา นายน้อยตระกูลเซี่ย!?

คนกำลังทำงานได้ยินก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาจ้องมองของฝากในมือของคนแซ่เฉินที่ยืนตัวแข็งทื่อด้วยความหวาดหวั่น จู่ๆ ของฝากแสนล้ำค่าก็กลายเป็นของร้อนอย่างรวดเร็ว เฉินฮุ่ยเคอแทบอยากจะโยนของในมือทิ้ง

“แล้วทำไมพวกเจ้าไม่เชิญเขาเข้ามาเล่า!?” ส่านอ๋องทำหน้าที่สอบถามแทนพี่ชายที่ยังคงนั่งนิ่งจ้องมองขนมในมือองครักษ์ของตนเองเขม็งอย่างน่ากลัว

“เอ่อ พวกเราเชิญแล้วแต่ว่านายน้อยตระกูลเซี่ยบอกว่าไม่อยากขัดความสำราญของท่านอ๋อง ฝากของให้ก็กลับไปเลยขอรับ”

“แล้วฝากให้แค่ฮุ่ยเคออย่างนั่นรึ?”

“อ้อ ฝากให้เสี่ยวหยุนด้วยขอรับ ถ้าเช่นนั้นบ่าวขอตัวไปมอบให้เสี่ยวหยุนนะขอรับ”

“.....” ส่านอ๋องและเฉินฮุ่ยเคอขนลุกซู่พร้อมกัน พวกเขากล้าๆ กลัวๆ หันหน้าไปเหลียวมองคนที่ยังนั่งนิ่งเงียบแต่ทว่ารอบกายเริ่มเย็นเยือกขึ้นเรื่อยๆ สองหนุ่มผู้โชคร้ายตัวสั่นเริ่มหนาวจนควันออกปาก ฤดูหนาวอันโหดร้ายกำลังเล่นงานพวกเขา!

“เฉินฮุ่ยเคอ”

“....ขอรับ” เฉินฮุ่ยเคอขานรับคำเรียกของเจ้านาย แต่ในใจของเขานั้นแทบจะหลั่งน้ำตาออกมาอย่างบ้าคลั่ง ดวงตาน่ากลัวของฉินอ๋องที่พร้อมจะแช่แข็งหันขวับมามอง คนแซ่เฉินตัวน้อยๆ ใจเต้นแรงด้วยความกลัวค่อยๆ เดินย่องนำของฝากที่ร้อนจนลวกมือมาให้แก่เจ้านาย ฉินอ๋องมองขนมที่ใครบางคนนำมาให้แก่องครักษ์ของเขาก็ยกยิ้มข่มอกข่มใจ มือหนาหยิบขนมเหล่านั้นเขวี้ยงใส่คนแซ่เฉินผู้เคราะห์ร้าย

ข้าทำอันใดผิดดดดด!?

ฉินอ๋องลุกขึ้นพรวดแล้วเดินออกไปจากห้องราวกับพายุถล่มเมือง เฉินฮุ่ยเคอรีบวิ่งตามเจ้านายไปในทันที ส่านอ๋องตาเป็นประกายเมื่อสังหรณ์ว่าจะเกิดอะไรสนุกๆ ก็รีบวิ่งตามพี่ชายไปอีกคน พอวิ่งมาทันอ๋องห้าก็รีบเอ่ยข้อสันนิษฐานของตนเองให้พี่ชายฟัง

“จิ้งถิงคงจะมาหาท่านพี่แน่เลย แต่พอได้ยินว่าท่านพี่เชิญเหล่าคณิกามาบรรเลงเพลงก็โมโหหนีกลับไปกระมัง บางทีของฝากพวกนั้นจริงๆ จิ้งถิงอาจจะอยากวิ่งเข้ามาปาใส่หน้าท่านเป็นแน่ แต่คงทำแบบนั้นมิได้เพราะท่านพี่เป็นถึงอ๋อง ก็เลยประชดมอบของฝากให้ผู้อื่นแทนที่จะเป็นท่านพี่?”

“.....” ฉินอ๋องหน้านิ่งแต่บดกรามดังกรอด เฉินฮุ่ยเคอหน้าซีดเผือด ลอบส่งสายตาห้ามปรามอ๋องห้าที่ยังจ่อไม่หยุดปาก คนแซ่เฉินพ่นลมหายใจถลึงตาใส่คนพูดแจ้วๆ ไม่รู้พูดให้ผู้อื่นดีกันหรือทะเลาะกันกันแน่ ฉินอ๋องจับม้าได้ก็ควบไปอย่างรวดเร็ว ทำเอาผู้ติดตามตั้งขบวนแทบไม่ทัน ทิศทางของขบวนม้ามุ่งหน้าไปยังจวนตระกูลเซี่ย

นี่ท่านอ๋องคงมิคิดจะปีนกำแพงกลางวันแสกๆ หรอกนะ!?

“โอ้โฮฮฮฮ! นี่มันจวนอำมาตย์เซี่ยเหยียนจิ้งหรือคุกหลวงกันแน่? เหตุใดคนคุ้มกันถึงได้หนาแน่นยิ่งกว่าวังของเสด็จพ่อเสียอีก” ส่านอ๋องอุทานเสียงดังอย่างตกใจเมื่อปีนขึ้นมาดูลาดราวกับพี่ชาย พวกเขาส่องไปยังเรือนเป้าหมายที่ไม่มีช่องว่างให้เล็ดลอดเข้าไปเลยแม้แต่ช่องเดียว!

“หนาแน่นขนาดนี้แม้แต่หนูยังผ่านไม่ได้เลย อำมาตย์เซี่ยเอาจริงเสียแล้ว” เฉินฮุ่ยเคอถอนหายใจจ้องเขม็งไปยังเรือนประจำที่พวกเขามักจะไปหลอกล่อองครักษ์เงาแทนเจ้านาย แต่ตอนนี้ยังกลางวันแสกๆ แต่ต่อให้เป็นกลางคืนก็ไม่อาจจะทะลุทะลวงการวางกำลังอันแข็งแกร่งไร้ช่องโหว่นี่ได้แน่ๆ

“ไม่ใช่เซี่ยเหยียนจิ้ง... นี่เจ้าโกรธข้าถึงเพียงนี้...”

สองหนุ่มหันมามองคนที่เพิ่งปริปากเอ่ยแล้วพากันสลดไปตามๆ กัน สีหน้าของฉินอ๋องตอนนี้เข้าขั้นวิกฤต บางทีหากจิ้งถิงเอาขนมพวกนั้นมาปาใส่หน้าฉินอ๋องยังดีซะกว่า พวกเขานั่งจ้องมองไปยังเรือนหงเหมยของนายน้อยตระกูลเซี่ย เนิ่นนานความมืดเริ่มโรยตัวไปทุกหย่อมย่าน แสงไฟในเรือนเริ่มปรากฏเหล่าแมวขโมยก็ยังเฝ้ารอหาจังหวะเข้าไปแต่จนแล้วจนรอดก็ไม่อาจย่างกรายเข้าไปได้ ส่านอ๋องถอนหายใจแล้วเอื้อมมือมาเอ่ยปลอบใจพี่ชาย

“ท่านพี่ ข้าว่าพวกเรากลับก่อนเถิด ไว้ให้จิ้งถิงใจเย็นลงมาหน่อยค่อยมาหากันดีไหม?”

สุดท้ายได้น้องชายและเหล่าองครักษ์กล่อมฉินอ๋องถึงยอมกลับมาโดยยังไม่ได้พบหน้าคนงามเลยแม้เสี้ยวเดียว กว่าจะกลับมาเวลาก็ลุเลยไปดึกดื่นมากแล้ว ฉินอ๋องแยกตัวกลับมาที่ห้องของตนเองเพื่อจะอาบน้ำชำระเหงื่อไคล ร่างสูงสั่งให้คนรับใช้นำน้ำเข้ามาแล้วเดินเข้าไปในห้องของตนเอง ระหว่างเปลี่ยนเสื้อผ้าก็ครุ่นคิดวิธีจะไปง้อคนรักและอธิบายสิ่งที่เขาทำ

“ฟังดนตรีดูการรำเพลินจนกลับมาดึกดื่นเช่นนี้คงจะสำราญมากกระมัง” เสียงนุ่มที่มีร่องรอยงัวเงียเอ่ยอย่างราบเรียบดังมาจากเตียงนอนในห้อง

ฉินอ๋องชะงักมือแล้วหันขวับไปมอง เสียงอันคุ้นเคยที่แสนจะคำนึงหาอยู่ทุกขณะลมหายใจ เหตุใดจะทำมิได้! ร่างบางในชุดนอนหย่อนขาลงจากเตียงแล้วเปิดม่านเผยให้เห็นใบหน้างดงามกระจ่างตา ไม่รีรอพิสูจน์ว่าอีกฝ่ายเป็นความฝันหรือเรื่องจริงฉินอ๋องกระโจนพรวดคว้าร่างตรงหน้าเข้ามาในอ้อมแขน จิตใจที่แห้งกรอบพลันเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง ฉินอ๋องสูดกลิ่นหอมของคนในอ้อมกอดแล้วกระซิบตัดพ้ออีกฝ่ายข้างหู

“จิ้งถิง เจ้าช่างโหดร้ายนัก”

 

 

 

 

มืดเร็วจังโว้ยยยยยยยย พิมพ์ไม่ทันนนนนนน โอ๊ยยยยยยยยยยยยยย

ยังไม่ได้อ่านทวนเลย ฮือออ พรุ่งนี้ล่ะกัน อัพแบบงมคีย์บอร์ดมากๆ เลยนะ

บ่นพอสังเขป อะแฮ่ม เข้าเรื่องจ้ะ

จิ้งถิงไม่ได้แสดงพลังให้ใครรู้นะจ้ะ ถิงถิงทำให้เหมือนว่าเป็นพลังของเด็กรับใช้ต่างหาก

เอาเถิด มีคนเข้าใจอยู่คนก็พอแล้ว ฮืออออ

และแล้วท่านอ๋องไม่ต้องปีนเจ้าค่ะ ถิงถิงปีนมาหาท่านเองแล้ว!

ปล. มีคนหลงเสน่ห์หล่อเลวขององค์ชายฆ่าหมาอีกแล้วรึ?

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.659K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

25,551 ความคิดเห็น

  1. #25385 Maylyunho (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 / 12:39
    นว้องงงงง ร้ายตาใสมากกช
    #25,385
    0
  2. #25072 dimond5432 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2563 / 23:04
    แล้วจะให้เพิ่มองครักษ์เพื่อ... ในเมื่อตัวเองแอบมาหาแมวถึงที่นอน
    #25,072
    0
  3. #25044 despasito (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 16:04
    ใครสร้างสระน้ำส้มนะ
    #25,044
    0
  4. #24428 Fueled me (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 22:13
    ตลก55555555555 ให้มันรู้!!!!
    #24,428
    0
  5. #24360 XXXFUXXX (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 14:02
    วิชาสยบแมว555555
    #24,360
    0
  6. #23980 munkrishear (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 23:03
    มีคนหึงแรงมากกก55555555555
    #23,980
    0
  7. #23916 Cereal_Killer (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 01:52
    ต่อให้รัชทายาทจะกร๊าวใจแค่ไหนแต่ฆ่าหมา ปัดตกค่ะ!!
    #23,916
    0
  8. #23908 Aomaemii (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 12 เมษายน 2563 / 02:19
    คนเเซ่เฉินน่าสงสารที่สุดแล้ว 555โดนตล๊อดดดด
    #23,908
    0
  9. #23774 crazy25240 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2562 / 13:43
    ฉินอ๋องบอกกี่รอบแล้วว่าให้ระวังเรื่องการใช้พลัง นายเอกก็ยังใช้ไม่ระวัง เห้ออออ
    #23,774
    0
  10. #23728 Peach9 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 19:53
    น้ำส้มถ่วมวังแล้วมั้งงง5555555
    #23,728
    1
    • #23728-1 Peach9(จากตอนที่ 52)
      27 พฤศจิกายน 2562 / 19:54
      ท่วมดิ*
      #23728-1
  11. #23600 exolbenben (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 / 14:32
    กลิ่นน้ำส้มคลุ้งไปหมด!!!
    #23,600
    0
  12. #23524 PanthronY (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 01:24
    เหม็นคนหลงเมียยยย ยิ้มแก้มแทบปริเลยจ้าตอนนี้
    #23,524
    0
  13. #23497 Wilnot (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2562 / 18:08
    ใจนึงก็ชอบรัชทายาทนะ อีกใจนึงก็กลัว โอ้ยย ไม่รู้จัฟิลไหน55555
    #23,497
    0
  14. #23475 Meji.Mojicon (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2562 / 23:47
    จะผิดมั้ยถ้าข้า
    fcรัชทายาท ฟีลด์ โรคจิตมาก
    #23,475
    0
  15. #23337 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2562 / 13:14

    สมน้ำหน้าอยากหาเรื่องทำร้ายตัวเองดีนัก

    #23,337
    0
  16. #22919 MyFateMySolul (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2562 / 15:36
    คนแซ่เฉินโดนกลั่นแกล้งเท่าไหร่ก็ไม่เคยดูน่าสงสาร 55555
    #22,919
    0
  17. #22474 Pimfha.haneul (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 22 เมษายน 2562 / 23:27
    องค์ชายฆ่าหมานี่ให้ฟีลลิ่งโจ๊กเกอร์ในแบทแมนยังไงก้ไม่รู้แฮะ
    #22,474
    0
  18. #22430 trp1021 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 20:50
    จิ้งถิงรึเปล่าา
    #22,430
    0
  19. #22308 Red_Bunny (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 10 มีนาคม 2562 / 23:19
    ทำไมฉันต้องขำทุกครั้งที่มีคำว่าองค์ชายฆ่าหมาออกมากันล่ะเนี่ย5555555555555
    #22,308
    0
  20. #22250 Jinriil (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:46
    น่าจะให้ง้อก่อน หมั่นไส้อ๋องแมว 55555555
    #22,250
    0
  21. #22182 Xialyu (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:21
    โดนน้องเอาคืนอิอิ
    #22,182
    0
  22. #21957 lills (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 25 มกราคม 2562 / 12:53
    สมน้ำหน้าเจ้าแมวอ๋อง
    #21,957
    0
  23. #21634 56pranee (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 15:40
    ชอบๆจริงๆได้แกล้งแมวเหมียวฮาๆๆๆๆ
    #21,634
    0
  24. #21623 Shido_Hikaru (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 03:42
    มีคำถามค่ะ?
    ร้าน"ฟางเซียน"หรือว่าจะเป็นร้านของ"หลงฟางเซียน"คะ

    ใช่ใช่มั้ยคะ
    #21,623
    0
  25. #21062 pcy921 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 17:11
    องรัชนี่น่ากลัวมากเว่อ อันตรายอะค่ะ
    #21,062
    0