เอาเถิด ข้าไม่เสียใจ เพราะข้าตายแล้ว (Yaoi)

ตอนที่ 51 : ตอนที่ ๕๐ ปรับตัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 33,852
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,525 ครั้ง
    23 ธ.ค. 59

แถม เกิดอะไรขึ้นหลังจากจิ้งถิงเดินออกจากห้องหนังสือในวันแรก

หลังจากที่จิ้งถิงเดินออกไปจากห้องหนังสือด้วยสีหน้าว้าวุ่นทำอันใดมิถูก ในห้องที่มีแสงนวลสว่างจากโคมจึงเหลือเพียงเซี่ยเหยียนจิ้ง เจ้าบ้านตระกูลเซี่ยคนปัจจุบัน และร่างมายาของเหมยฮวาที่มิได้ติดตามบุตรชายออกไป นางจะไปได้อย่างไร หากยังมิได้ระบายความอึดอัดคับแน่นในอกนี้ออกไปเสียก่อน

ใบหน้างดงามเฉิดฉันมีหยาดน้ำตาใสเปรอะเปื้อนเบือนหน้าไปมองอีกคนที่ทรุดตัวนั่งตั่ง นางลอยมาอยู่ตรงหน้าของอีกฝ่าย พยายามเข้ามาใกล้เพื่อจะมองใบหน้าสามีผู้ใจจืดใจดำชัดๆ ดวงหน้าหล่อเหลาต้องแสงเทียนอ่อนละมุนงามตาแต่ทว่ามันกลับสะท้อนความรู้สึกหลากหลายออกมาปนเปกันไปหมด มีทั้งโมโห เศร้าใจ รู้สึกผิด ผสมวุ่นวายบนใบหน้าดวงนั้น เป็นครั้งที่สองที่ได้เห็นสีหน้าแสดงความรู้สึกนึกคิดอยู่บนใบหน้าเฉยชาไร้ความรู้สึก

เด็กคนนั้นคือลูกของเจ้าแท้ๆ! เพราะเหตุใดถึงไม่สนใจใยดีเขาเลย เหตุผลบัดซบอันใดของเจ้าถึงได้ทอดทิ้งลูกแท้ๆ ของตัวเอง!? เจ้ายังมีจิตใจอยู่หรือไม่!? ไอ้คนสารเลว ไอ้คนชั่วช้าสามานย์! เด็กคนนั้นลำบากลำบนมามากพอแล้วแต่เจ้ากลับเรียกเขาว่าด่าฉอดๆ แล้วไล่กลับไป มีสิทธิ์อันใดมาว่าลูกของข้า ไอ้คนหยาบใจคด!

นางอ้าปากตะโกนด่าทออีกฝ่ายเสียงดังข้างหู ยิ่งต่อว่าก็ยิ่งรู้สึกเบามากขึ้น แม้อีกฝ่ายจะมิได้ยินแต่ทว่าได้ระบายความอัดอั้นภายในอกก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี เหมยฮวามองหน้าของเซี่ยเหยียนจิ้งที่ยิ่งดูไม่ได้ก็รู้สึกปลอดโปร่ง นางไม่รอช้าซัดถ้อยคำเจ็บแสบทิ่มแทงอีกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง เซี่ยเหยียนจิ้งที่นั่งอยู่เงียบๆ ก็ค่อยๆ ก้มต่ำลงราวกับกำลังซ่อนเร้นสีหน้าและแววตาของตนเอง เหมยฮวาหยุดพูดแล้วจ้องท่าทางของอีกฝ่ายก่อนจะโพล่งออกมาเสียงดังลั่น

ฟ้าต้องถล่มทลายลงมาแน่! เซี่ยเหยียนจิ้งคนบัดซบกำลังร้องไห้อยู่งั้นรึ?

“เหลวไหล! ผู้ใดร้องไห้!?...” คนที่นั่งก้มหน้าก้มตาเงยหน้าพรวดขึ้นมาพร้อมกับแย้งด้วยสีหน้าขึงขัง ดวงตาสีดำเข้มของเขาสบเข้ากับดวงตาที่เบิกโตของคนตรงหน้าเข้าอย่างจัง

อ๊ะ เจ้า...เจ้า...เหมยฮวาร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ ผงะถอยหลังออกห่างจากชายชุดดำทั้งตัว ไม่นานนางก็ตั้งสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว นิ้วเรียวบอบบางชี้ไปยังเซี่ยเหยียนจิ้งที่เบือนหน้าไปมองด้านอื่นแล้วเอ่ยติดขัดอยู่หลายคำ

เจ้าเห็นข้าอย่างนั้นรึ!? ได้เจ้ายินข้าด้วยสินะ!

“.....” คนถูกชี้หน้าถามมองไปยังกระถางต้นสนบนโต๊ะทำงานนิ่งๆ ไม่แสดงสีหน้าหรือท่าทางใด แต่ทว่าเหมยฮวานั้นรู้จักเขาเป็นอย่างดี เวลานางคาดเดาสิ่งใดถูกต้องแต่อีกฝ่ายไม่ยอมบอกหรือพูดก็จะชอบหันไปมองด้านข้างแล้วปิดปากเงียบเช่นนี้เสมอ เหมยฮวากำหมัดแน่น นางยังคงสับสนและไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะได้ยินหรือเห็นนางจริงๆ หรือไม่ ในความลังเลใจนั้นมีความรู้สึกยินดีผุดขึ้นมาอย่างห้ามไว้ไม่อยู่เกิดขึ้น นางทราบดีว่าแม้จะโกรธแค้นแต่ทว่ารักก็ไม่เคยเลือนหาย แม้ผ่านไปเนิ่นนานกี่ปีคนผู้นี้ก็ยังเป็นคนที่นางรักและทุ่มเทให้อยู่ดี

เหยียนจิ้ง เจ้าเห็นข้า เจ้าได้ยินข้า ตอบสิเหยียนจิ้ง!น้ำเสียงของนางร้อนรน บีบบังคับแต่มันก็แฝงการขอร้องจางๆ เอาไว้ด้วยเช่นกัน ร่างสูงโปร่งในชุดสีดำถอนหายใจหันหน้ากลับมาจ้องมองหญิงสาวในชุดสีแดงเจิดจ้า เขามองอยู่เนิ่นนานก่อนจะขยับตัวแล้วเอ่ยออกมาเรียบๆ

“อย่างที่คิดไว้ สีแดงเข้ากับเจ้าได้ดี” เอ่ยเพียงไม่กี่คำเขาก็มิได้พูดอันใดต่อ ล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ จับผ้าเช็ดหน้าที่ได้เก็บเอาไว้ก่อนหน้านั้นออกมาแล้วก้มหน้าตั้งใจปัดลวดลายต่อ มิได้สนใจร่างโปร่งแสงสลัวๆ ที่ยืนตกตะลึงเบิกตากว้าง เหมยฮวาจ้องมองอีกฝ่ายที่เริ่มปักผ้าเช็ดหน้าแล้วขมวดคิ้วก้มมองชุดบนตัวของตนเอง

เจ้าทำชุดนี้ให้อย่างนั้นรึ?

“อืม”

แล้วนั่นเจ้าทำผ้าเช็ดหน้าให้ผู้ใด?

“อืม”

เหยียนจิ้ง! ตอบอย่างอื่นเป็นหรือไม่!?

ผัวะ!

พูดไม่เพียงพอที่จะทำให้อีกฝ่ายสะเทือน ฝ่ามือเสริมทัพตบลงบนแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่ไม่ทันได้ตั้งตัวติด เหยียนจิ้งร่วงไปกองกับพื้นด้วยแรงฟาดที่ไม่ยั้งมือ คนโดนตบตกใจเบิกตาตกใจที่ถูกเล่นงานทีเผลอ ส่วนคนตบนั้นสะดุ้งสุดตัวก่อนจะมองมือของตนเองอย่างเหลือเชื่อ ดวงตากลมกะพริบปริบๆ จากนั้นก็เงยหน้าไปมองคนถูกประทุษร้ายที่ยังนอนกองกับพื้น ไม่รอให้อีกฝ่ายได้ลุกหรือพูดใดๆ ร่างบางในชุดสีแดงถลาเข้าไปตบซ้ำอยู่หลายทีจนแน่ใจว่าตนเองสามารถแตะต้องอีกฝ่ายได้จึงหยุดมือ นางยิ้มออกมาแล้วหันไปถามสามีผู้ถูกตบตีจนหัวปูดหัวโนที่กำลังค่อยๆ ลุกขึ้นมานั่งที่เดิม

เหยียนจิ้ง! ไยข้าถึงสัมผัสเจ้าได้เล่า!? เหยียนจิ้งตอบ!

 “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรเล่า!? เอามือเจ้าออกไปห่างๆ จากข้าเดี๋ยวนี้”

เหยียนจิ้ง!




ตอนที่ ๕๐ ปรับตัว

หลายวันต่อมาฉินอ๋องก็ยังคงปีนกำแพงมานอนบนเตียงของข้าราวกับเป็นเรื่องปกติ ทำตัวเป็นแมว(ขโมย)อย่างชำนิชำนาญเสียจริงๆ ข้าเองไม่รู้จะพูดอันใดนอกเสียจากเตือนเขาระวังท่านพ่อที่คล้ายจะอารมณ์เสียมากขึ้นทุกทีๆ ข้าคิดว่าท่านพ่อคงจะระแคะระคายเรื่องของข้ากับฉินอ๋องบ้างแล้ว แต่ท่านพ่อกลับไม่เคยพูดหรือยอมรับออกมาตรงๆ บางทีท่านพ่ออาจจะไม่ยอมรับหรือไม่ชอบความสัมพันธ์ของพวกเรากระมัง

ข้าหนักใจมิใช่น้อย ไม่รู้จะเริ่มพูดเรื่องนี้กับบิดาอย่างไร ที่ปรึกษาหนึ่งเดียวก็เอาแต่ตามติดท่านพ่อแทบจะเกาะหลังไปไหนมาไหนอยู่แล้ว ข้าหาจังหวะปรึกษาไม่ได้เลย พยายามส่งสายตาไปให้ แต่อีกฝ่ายเอาแต่มองสามีอย่างหลงใหล ท่านแม่นะท่านแม่ มีเพียงยามนอนที่ท่านแม่ผู้งดงามเลอเลิศถึงจะโผล่มาสอนพลังให้แก่ข้า

นี่ข้าถูกมารดาทอดทิ้งแล้วสินะ เฮ้อ

หลายวันมานี้ข้าเผชิญหน้ากับการปรับตัวให้เข้ากับฐานะที่ได้รับกลับมา การเป็นคุณชายตระกูลใหญ่มิใช่เรื่องง่าย สิ่งแรกคือการเล่าเรียนศึกษา ข้าร่ำเรียนตำราวิชาการพร้อมกับวิชายุทธ์ไปพร้อมกัน ท่านแม่แอบกระซิบบอกข้า แม้ท่านพ่อจะไม่มีพลังวิเศษแต่วิชายุทธ์ล้ำเลิศมาก ผนวกเข้ากับความปราดเปรื่องทำให้ท่านพ่อดูราวกับว่ามีพลังวิเศษเหมือนคนทั่วไป แถมยังสำทับข้าให้ขยันฝึก ถึงจะไม่ดีเลิศก็ขอให้ได้เสี้ยวหนึ่งของวิชาก็ยังดี  

อาจารย์ของข้าก็มิใช่ใครอื่นไกล พวกเขาคืออีกาและเสือขาว องครักษ์ประจำตัวของข้านั่นละ ผู้ซึ่งอารมณ์เสียยิ่งกว่าท่านพ่อ เพราะต้องเสียรู้ให้แก่เจ้าแมวครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะพยายามเฝ้าข้าอย่างไรก็ยังถูกฉินอ๋องหลอกล่อให้หลงกลจนหัวปั่นอยู่ดี ใช้ความเฉลียวฉลาดไปในทางที่ผิดจริงๆ เจ้าแมวตัวนี้ ไม่ต้องพูดถึงว่าทั้งสององครักษ์เงาจะรู้สึกชิงชังฉินอ๋องมากมายเพียงใด ข้าที่อยู่ตรงกลางรู้สึกเหนื่อยอย่างยิ่ง

ไม่เพียงแต่วิชาความรู้ที่ข้าต้องเตรียมตัวเท่านั้น ข้ายังต้องวุ่นวายกับการเรียนรู้มารยาทพึงกระทำในสังคมชั้นสูง เรียนรู้การเข้าหาผู้อื่น การพูดจา การวางตัว สารพัดของการเป็นผู้ดีมีสกุล ในแต่ละวันข้าเหนื่อยสายตัวแทบขาด โชคดีที่ช่วงนี้สงบสุขไม่มีตัวป่วนมาวุ่นวาย สงสัยแผลที่หน้าผากจะทำให้เข็ดหลาบอยู่กระมัง หวังว่าคนพวกนั้นจะไม่มาหาเรื่องข้าอีก อยู่ใครอยู่มันนั่นแหละดีแล้ว ข้าไม่อยากเปลืองเวลาและความคิดไปกับคนเหล่านั้นโดยเปล่าประโยชน์

ระหว่างที่พยายามปรับตัวให้เข้ากับชีวิตใหม่ข้าก็ออกไปนอกบ้านบ้าง ข้าไปหาเสี่ยวชีที่อยู่บ้านเช่าอยู่หลายครั้ง เสี่ยวชีได้ไถ่ตัวเองจากวังหย่งเฮ่าแล้ว เขาซื้อบ้านเพื่อทำการเปิดร้านขายเครื่องประดับที่เคยฝันไว้ ข้ารู้สึกแปลกใจไม่น้อย ไม่คิดเลยว่าเจ้าเจ็ดน้อยจะมีเงินเก็บมากมายเช่นนี้ ทั้งค่าไถ่ตัวค่าซื้อบ้านค่าเริ่มกิจการเครื่องประดับ แม้จะไม่ทราบว่าเสี่ยวชีมีเงินมากมายได้อย่างไรแต่ข้าก็ไม่ได้ติดใจอันใด ดีใจแทนด้วยซ้ำที่เขาสามารถทำความฝันเปิดร้านทำเครื่องประดับเป็นจริงได้

มีเพียงเรื่องเดียวที่ข้าติดใจสงสัย เหตุใดเด็กในร้านของเสี่ยวชีคนหนึ่งถึงได้ดูคล้ายกับจิ้นเกอยิ่งนัก พอข้าถามออกไปเสี่ยวชีก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เดินหนีไปโดยไม่ตอบอันใด ข้าเข้าไปทักจิ้นเกอที่ตกใจยิ่งกว่า ท่าทางราวกับโดนมือปราบจับได้ว่ากำลังวางแผนขโมยของ

ในตอนแรกๆ นั้นจิ้นเกอมีความอึดอัดที่จะพูดคุยกับข้าอยู่บ้าง ข้ายืนยันหนักแน่นให้เขาทำตัวตามปกติ เพราะข้านับถือเขาเป็นเสมือนพี่ชายคนหนึ่ง จิ้นเกอยิ้มๆ แล้วเริ่มพูดคุยกับข้าเหมือนดังที่ผ่านมา คุยกันอยู่ได้สักพักข้าก็หลงลืมข้อสงสัยคราแรก ช่างเถิด สงสัยรายได้จากองครักษ์ของฉินอ๋องจะน้อยไป จิ้นเกอจึงมาเป็นเด็กรับใช้ที่ร้านเสี่ยวชีกระมัง

ยิ่งใกล้วันปีใหม่ทุกบ้านวุ่นวายอยู่กับการจัดงานฉลองปีใหม่ไม่เว้นแม้กระทั่งจวนตระกูลเซี่ย เหล่าคนรับใช้ในจวนประดับประดาโคมไฟ และตกแต่งต้นไม้ดอกไม้ต้อนรับปีใหม่มงคล ข้าเดินไปยังห้องหนังสือของท่านพ่อที่เรียกข้าไปพบหลังจากกลับมาจากวังหลวง แม้ว่าวันหยุดปีใหม่ขุนนางจะได้หยุดยาวเป็นเวลาสามอาทิตย์ที่เป็นช่วงปีใหม่ แต่ท่านพ่อที่เป็นที่ปรึกษาของฮ่องเต้นั่นมีวันหยุดน้อยกว่าคนอื่น ท่านพ่อได้วันหยุดเพียงหนึ่งอาทิตย์ในช่วงปีใหม่เท่านั้น

ทุกคราวที่ต้องเผชิญหน้ากับท่านพ่อข้ามีความกังวลอยู่เล็กน้อย แม้จะไม่คิดเคียดแค้นใดๆ แต่ความรู้สึกของข้ามันยังคงอึดอัดใจที่จะต้องเผชิญหน้ากับเขาอยู่ดี เรื่องราวในอดีตนั้นมันยากที่จะลืมเลือน แม้ว่าจะรู้สึกไม่ดีแต่ข้าก็พยายามจะเข้าใจ ข้าอภัยให้แก่เขาไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนแปลงอดีต แต่อภัยเพื่อเปลี่ยนแปลงอนาคตข้างหน้าต่อจากนี้ต่างหาก

เมื่อเข้าไปในห้องหนังสือข้าเห็นท่านพ่อกำลังสะสางงาน พอเห็นข้าเขาก็หยุดมือเงยหน้ามาสนใจข้าแทน พวกเราเริ่มต้นด้วยการไถ่ถามเรื่องทั่วๆ ไป รวมไปถึงเรื่องเรียนของข้าว่าเรียนเป็นอย่างไรบ้าง แม้ว่าการเรียนในตอนนี้ของข้าจะไม่หนักหนาเท่ากับอดีต แต่ว่าการใส่ใจในเรื่องนี้ของท่านพ่อก็ยังคงน่ากลัวเช่นเดิม เฮ้อ ข้ารู้สึกกลับไปเป็นเด็กน้อยที่ถูกกระตุ้นให้กระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา ข้าได้เรียนรู้ระหว่างที่ถูกซักถาม หากข้าตอบไม่ได้ท่านพ่อก็พยายามอธิบายและสอนจนข้าเข้าใจ

“เจ้าร่ำเรียนได้ดีทีเดียว น่าจะไปร่วมการเสวนาที่สำนักศึกษาหลวงได้แล้วกระมัง เป็นการฝึกเข้าสังคมและเรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนในราชสำนัก ในอนาคตข้างหน้าไม่ว่าเจ้าจะเลือกเส้นทางใดก็ตามแต่ การเรียนรู้ที่จะจัดการกับคนเหล่านี้ก็ล้วนแต่จำเป็นอย่างมาก”

หลังจากซักไซ้ข้าอยู่นานท่านพ่อก็พยักหน้าแล้วเอ่ยต่อไปด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่ทำให้ข้าตกใจเป็นอย่างมาก

สำนักศึกษาหลวงอย่างนั้นรึ!?

ข้าตกใจปนตื่นเต้น นั่นเป็นสำนักศึกษาที่ขึ้นชื่อของเมืองหลวง เป็นสถานที่ที่สั่งสอนเหล่าลูกหลานชนชั้นสูงและผู้มีพรสวรรค์ ไม่ใช่ว่าผู้ใดจะเข้าร่วมได้ง่ายๆ คนที่สามารถเข้าร่วมสำนึกศึกษาหลวงได้จะต้องเป็นผู้ที่โดดเด่นในด้านใดด้านหนึ่ง ถึงจะได้รับคำเชิญให้เข้าไปศึกษาหาความรู้ที่นั่นได้ ข้าเข้าไปสถานที่นั้นได้ด้วยงั้นรึ?

“ลูกเข้าไปได้อย่างนั้นรึท่านพ่อ?” ข้าเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ เพราะจากที่ดูๆ แล้วข้าไม่น่าจะถูกเชิญด้วยเรื่องโดดเด่นอันใด

“เหตุใดจะไม่ได้ เจ้าเป็นลูกข้า เหตุผลเดียวนี้ก็เพียงพอแล้ว”

โอ้! แม้จะเป็นการใช้อำนาจบาตรใหญ่ไปนิด แต่ข้าก็ไม่ปฏิเสธว่ามันช่างสะดวกสบายยิ่งนัก! ข้ารู้สึกไม่คุ้นเคยเล็กน้อย แน่ละ ที่ผ่านมาข้าไม่เคยมีโอกาสพองตัวเบ่งอำนาจได้เช่นนี้ แม้จะดูโกงไปนิดแต่ในเมื่อมีอำนาจก็ย่อมต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ ข้าพยักหน้าพร้อมกับยิ้มรับนิดๆ ไม่มีบ่นหรือรำพึงว่าตนเองไม่คู่ควรเข้าไปในที่แห่งนั้น จะเป็นไรไปข้าเพียงเข้าไปหาความรู้เท่านั้น มิได้ไปรังแกหรือทำสิ่งใดเบียดเบียนผู้อื่นเสียหน่อย

“เช่นนั้นลูกขอไปสำนักศึกษาหลวงวันพรุ่งนี้ได้หรือไม่ขอรับ?”

“อืม ไปเถิด”

ขยันเช่นนี้สิถึงสมกับเป็นลูกแม่ อ่า ยิ่งใกล้วันปีใหม่อากาศยิ่งหนาว เจ้าเองก็อย่าลืมใส่ชุดหนาๆ ป้องกันอากาศหนาวเล่า จริงสิ! ผ่านวันปีใหม่ไปไม่กี่วันก็จะถึงวันคล้ายวันเกิดของเจ้า วันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนหนึ่งตรงกับเทศกาลโคมไฟพอดี พ่อของเจ้าจะจัดการเลี้ยงวันเกิดให้แก่เจ้าอย่างยิ่งใหญ่ ประกาศตัวให้แก่คนอื่นๆ ทั่วทั้งเมืองหลวงว่าเจ้าเป็นผู้ใด เตรียมตัวเตรียมใจด้วยล่ะถิงเอ๋อร์ท่านแม่ที่นั่งแทะเมล็ดแตงโมที่ท่านพ่อเผาไปให้ก็ขยับตัวมาพูดกับข้าบ้าง นางยิ้มแย้มอย่างมีความสุขก่อนจะมองมาที่ข้าด้วยสายตาคาดหวังอย่างยิ่ง นี่ถ้าข้าทำสิ่งใดขายหน้าจะต้องถูกนางแหวกอกเป็นแน่

“ขอรับท่านแม่” ข้าพยักหน้ารับอย่างเกร็งๆ แล้วขอตัวออกไป ท่านแม่หัวเราะเบาๆ คล้ายกับรู้ว่าเริ่มข้าประหม่า

“พรุ่งนี้หลังจากกลับมาจากสำนักศึกษาหลวงให้เจ้ามาที่ห้องหนังสือ พ่อมีเรื่องจะคุยด้วย”

“ขอรับ”

ข้ามองสีหน้าจริงจังของบิดาแล้วรู้สึกหวั่นใจแต่ก็ก้มศีรษะรับคำออกไป ข้าเหลือบมองมารดาที่มองท่านพ่อด้วยสายตาแปลกใจก่อนจะหันมามองข้าอย่างเป็นกังวล เรื่องอันใดอย่างนั้นรึ? ข้ามีลางสังหรณ์ไม่ดีเอามากๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป โน้มตัวลงแล้วเดินออกไปจากห้องหนังสือ

ข้ากลับมายังเรือนหงเหมย ชิงลู่และจื่อลู่(หยกสีฟ้าและหยกสีม่วง)เด็กรับใช้ที่ร่าเริงสดใสเดินเข้ามารับใช้ข้าไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ทั้งสองเป็นเด็กรับใช้ที่คล่องแคล่วอย่างที่พ่อบ้านกู่อวดอ้างจริงๆ

“นายน้อย ได้เวลาเรียนแล้วขอรับ” ไป๋หู่อาจารย์ผู้สอนวิชาความรู้เดินเข้ามาด้วยเครื่องแต่งกายสีดำสนิทราวนักฆ่า

ในตอนแรกข้านึกว่าเขาจะเป็นคนสอนวิชายุทธ์เสียอีก กลับกลายเป็นอู้หย่าอีกาผู้สวมใส่ชุดบัณฑิตสีฟ้า เจอหน้าข้าทีไรก็เอาแต่ตาลอยหน้าแดงก่ำใส่ สองคนนี้สลับบุคลิกกันหรือไร? คนหนึ่งแต่งตัวเป็นนักฆ่ารังสีอำมหิตหน้าโหดแต่กลับมาสอนบทกลอนสอนดนตรี ส่วนอีกคนแต่งกายเป็นบัณฑิตผู้เรียบร้อยแต่กลับมาสอนดาบสอนกระบี่ ข้าสับสนยิ่งนัก!

“ไป๋หู่ วันนี้เรียนเรื่องอันใดรึ?”

“นายน้อยเป็นคนขยันเรียนรู้ยิ่ง ก่อนอื่นเริ่มจากคัดตัวอักษรดีหรือไม่?”

“...อ่า นั่นสินะ” ข้ายิ้มรับแห้งๆ จากที่ยิ้มกว้างรับคำชมในประโยคแรก ทุกอย่างข้าพัฒนาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีเพียงตัวอักษร การวาดรูปและดนตรีเท่านั้นที่ไม่กระเตื้องขึ้นเลยสักนิด ย่ำแย่อย่างไรก็ย่ำแย่อยู่อย่างนั้น ช่วงบ่ายข้าทำใจกล้าเผชิญหน้ากับการคัดตัวอักษรอย่างกล้าหาญ แต่ทว่าผลลัพธ์ก็ไม่ได้ออกมาดีเลยสักนิด ข้าสลดใจเป็นอย่างมาก ไป๋หู่เห็นข้าถอดใจก็เอ่ยให้กำลังใจตามประสาอาจารย์ที่ดี

“ตัวอักษรของนายน้อยอ่านได้ง่ายดีนะขอรับ หากฝึกฝนต่อไปย่อมดีขึ้นแน่ๆ”

ข้ายิ้มรับคำให้กำลังใจนั้น ตัวอักษรไม่สวยก็ช่างเถิด ขอให้อ่านออกก็พอแล้วละ จะสวยไปเพื่ออันใดข้ามิได้จะทำอาชีพคัดอักษรเสียหน่อย ข้าถอนหายใจปลงแล้วบิดตัวนั่งพักผ่อนสักพักก่อนจะเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อไปฝึกซ้อมวิชายุทธ์และกระบี่กับอู้หย่าต่อ ข้างนอกไม่มีหิมะตกดังนั้นจึงต้องออกไปฝึกที่ลานกว้างหน้าเรือน ที่ตรงนั้นมีชายหนุ่มชุดบัณฑิตสีฟ้ายืนยิ้มแฉ่งรอท่าอยู่ก่อนแล้ว

“วันนี้นายน้อยก็ยังงดงามเช่นเดิมนะขอรับ อ่า ดวงตาของข้าน้อยแทบจะมืดบอดเพราะแสงเจิดจ้าของท่าน”

งั้นก็บอดไปเสียเถอะ ข้าหูทวนลมฟังคำสรรเสริญจากอีกฝ่ายด้วยใบหน้าราบเรียบ อู้หย่าผู้นี้ปากชมข้าไม่หยุดแถมยังชอบทำตาเคลิ้มใส่ข้าทุกครั้ง ตอนแรกๆ ข้ารู้สึกขนลุกยิ่งนักแต่ยามนี้ข้าคุ้นชินเสียแล้ว อู้หย่าชมเชยข้าอยู่สองเค่อก่อนจะกระแอมไอทำตัวเคร่งขรึมเริ่มการฝึกอย่างจริงจัง

ข้าฝึกวิชาหมัดการต่อสู้มือเปล่าจบก็ถึงรอบทดสอบการนำไปประยุกต์ใช้ในการต่อสู้จริง อู้หย่ายิ้มพร้อมกับกวักมือเรียกข้าเข้าไปโจมตีเขา ข้าพยายามจะใช้สิ่งที่เรียนรู้ต่อยเจ้าคนน่าหมั่นไส้สักหมัด แต่จนแล้วจนรอดข้าก็แตะเขาไม่ได้เลย สุดท้ายข้ายิ้มออกมาทำท่าเหมือนยอมแพ้ พออีกฝ่ายเผลอข้าก็ถีบอีกาที่กำลังเคลิ้มจนอีกฝ่ายล้มคะมำไปกับพื้น ชิงลู่และจื่อลู่ปรบมือสรรเสริญข้าเสียงดัง ไป๋หู่ที่ยืนดูอยู่ก็หัวเราะพอใจอย่างมาก มีเพียงคนโดนถีบเท่านั้นที่หน้าบึ้ง อู้หย่ารีบลุกขึ้นมาประท้วงข้าเสียงอ่อยด้วยท่าทางอับอายเล็กน้อย

“นายน้อยโกงนี่ขอรับ ยิ้มออกมาเช่นนั้นข้าก็ทำอันใดมิได้น่ะสิ”

“เจ้าสอนเองว่าจงใช้ทุกอย่างที่มีต่อสู้กับศัตรูมิใช่รึ?” ข้าย้อนกลับด้วยประโยคที่เขาพูดในตอนสอน อู้หย่าชะงักนิ่ง ก่อนที่ดวงตาตี๋ๆ ของอีกาจะเปล่งประกายระยิบระยับ เริ่มรำพึงรำพันด้วยท่วงท่าเกินเหตุ

“โดนใจข้าอย่างยิ่ง! อ่า เท้าน้อยๆ ของนายน้อยถีบตัวข้าเต็มแรง ช่างน่าประทับใจเหลือเกิน! รอยยิ้มนั้นก็เช่นกัน รอยยิ้มอันงดงามบนใบหน้าอันไร้ที่ติของนายน้อยส่งยิ้มให้แก่ข้าผู้นี้ มันช่าง...อ่า! นายน้อยขอรับ~

ข้าขมวดคิ้วขนลุกกับอาการระริกระรี้ของอีกฝ่าย คร้านจะสนใจจึงหันตัวเดินมารับผ้าซับเหงื่อจากชิงลู่แล้วเดินออกไปจากลานฝึกพร้อมกับเด็กรับใช้ทั้งสอง ปล่อยให้อู้หย่าพร่ำพรรณนาต่อไปโดยไป๋หู่สหายเสือขาวยืนมองด้วยความเอือมระอา

ตกเย็นข้าทานข้าวตามปกติแล้วกลับมายังเรือนตนเองเพื่ออาบน้ำอาบท่า รอลุ้นว่าวันนี้เจ้าแมวจะฝ่าด่านคุ้มกันเข้ามาได้หรือไม่ ข้าอ่านตำรารอคอยฉินอ๋องอยู่นานจนกระทั่งเริ่มเข้ายามห้าย(๒๑-๒๓น.) ข้ายิ้มขำออกมาเล็กๆ สงสัยวันนี้เจ้าแมวโดนกันอย่างสมบูรณ์แบบเสียแล้ว การเข้ามาที่นี้ไม่ง่ายเลยจริงๆ ข้าหลุบตาครุ่นคิดอะไรบางอย่างก่อนจะวางดอกไม้แห้งคั่นหน้าแล้วปิดตำรา ลุกขึ้นจากเก้าอี้เตรียมตัวจะเข้านอน ข้าหันตัวไปมองด้านหลังเมื่อได้ยินเสียงบางอย่างดังแผ่ว ยังไม่ทันจะเงยหน้ามองก็ถูกร่างกายสูงใหญ่ของใครบางคนโถมเข้ามากอด ข้าได้กลิ่นหอมเย็นก็ยิ้มออกมาแล้วเงยหน้ามองแมวขโมยที่ย่องเบาเข้ามาด้านหลัง

“จะนอนแล้วรึ?” เสียงราบเรียบเอ่ยถามเบาๆ ข้าพยักหน้ากับอกของเขา

“เช่นนั้นก็ไปนอนกัน” พูดจบก็ก้มตัวอุ้มข้าเดินไปยังเตียงนอนที่อยู่ไม่ไกล พวกเรากอดกันนอนคลอเคลียกันไปมาท่ามกลางอากาศอบอุ่นในห้องนอน

“ท่านมาช้า”

“วันนี้งานที่สะสางมีมาก”

ข้าพยักหน้ารับรู้แล้วหลับตานอน ก่อนจะนอนข้าพึมพำออกไป

“ต่อไปท่านไม่ต้องมาหาข้าเช่นนี้อีก...”

ฉินอ๋องเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ทว่าข้าหลับไปเสียก่อน คงเป็นเพราะเดิมทีข้าก็ง่วงอยู่ก่อนแล้วเนื่องจากนั่งรอเขาจนดึก พอได้เห็นหน้าเขาถึงได้หลับไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้

ที่ข้าไม่อยากให้เขามาอีกนั่นก็เพราะคิดว่าการที่เขาแอบมาหาข้าเช่นนี้รั้งแต่จะทำให้ท่านพ่อเหม็นสีหน้าเขามากยิ่งขึ้น มันไม่ช่วยให้พวกเราอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขเลยสักนิด ดังนั้นข้าคิดว่าเขาควรจะมาหาข้าแบบเปิดเผยดีกว่า แม้ว่าท่านพ่อจะไม่พอใจแต่ก็คงจะไม่เสียมารยาทไล่ฉินอ๋องกลับไปอย่างแน่นอน อันที่จริงแล้วการที่ฉินอ๋องมาเยี่ยมเยียนข้าก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกที่ควร เพราะในฉากหน้าแล้วข้าคือคนที่ช่วยชีวิตเขา เป็นผู้มีพระคุณ ถ้าเขาจะมาหาเพื่อแสดงน้ำใจหรือความซาบซึ้งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด

รุ่งเช้าข้าตื่นมาแต่เช้าและไม่เห็นเจ้าแมวแล้ว ข้าหวังว่าเขาจะเข้าใจสิ่งที่ข้าพยายามบอก แต่ก็รู้สึกวางใจในระดับหนึ่งหากอีกฝ่ายเข้าใจเจตนาของข้าผิดก็คงจะโวยวายตั้งแต่เมื่อคืนไปแล้ว ข้าล้างหน้าล้างตาใส่ชุดทะมัดทะแม่งออกไปฝึกวิทยายุทธ์กับอาจารย์อู้หย่าในยามเช้าตรู่ จนกระทั่งถึงเวลามื้อเช้าถึงเลิกฝึกมาอาบน้ำแต่งตัวเดินไปยังห้องรับประทานอาหารที่เรือนใหญ่ บรรยากาศระหว่างทานข้าวคึกคักเมื่อมีท่านปู่ท่านย่ามาร่วมรับประทานมื้อเช้าด้วย

ข้าไปทักทายทั้งสองเมื่อไม่กี่วันที่แล้วนี่เอง ทั้งสองยังคงเหมือนเดิมไม่มีผิด ท่านปู่ท่านย่านั้นไม่ค่อยชอบข้านัก ในตอนเด็กข้าไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดท่านปู่ท่านย่าถึงเอ็นดูเซี่ยเหยียนเหว่ยมากกว่าข้า แต่ตอนนี้ข้าพอจะคิดได้แล้ว พวกเขาไม่ชอบข้าเพียงเพราะคิดว่าท่านแม่เป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดา มิสู้บุตรสาวขุนนางใหญ่ตระกูลผู้ดีเช่นฮูหยินสาม

ท่านปู่ท่านย่าชวนเซี่ยเหยียนเหว่ยพูดคุยข้ามหน้าข้ามตาข้าครั้งแล้วครั้งเล่า ข้าชำเลืองมองน้องชายต่างมารดาที่ยิ้มหน้าบาน พอเห็นข้ามองไปเขาก็ทำหน้าคล้ายเย้ยหยันใส่ หากเป็นตอนเด็กๆ ข้ายังวิ่งร้องไห้ไปหาท่านแม่แล้ว แต่ทว่าตอนนี้ข้าไม่รู้สึกอันใดกับการลำเอียงของพวกเขาเลยสักนิด สงสัยเหลือเกินว่าจะเป็นเซี่ยเหยียนเหว่ยเชิญทั้งสองมากินข้าวด้วยเป็นแน่ ปกติแล้วท่านปู่ท่านย่าจะไม่มาร่วมโต๊ะด้วย คิดว่าข้าจะสะท้านสะเทือนกับความเย็นชานี้อย่างนั้นรึ? อ่อนไปหน่อยกระมัง!

หลังจากที่รับประทานอาหารเช้าเสร็จก็ขอตัวไปเตรียมตัวเดินทาง ก่อนจะกลับเรือนหงเหมยข้าเอ่ยบอกพ่อบ้านกู่ให้เตรียมรถม้าไว้ให้ ถึงเวลาเดินทางข้าก็เดินไปขึ้นรถม้าที่หน้าจวนโดยมีชิงลู่ติดตามไปด้วย ส่วนจื่อลู่นั้นข้าให้เขาดูแลเรือนหงเหมยและคนรับใช้อื่นๆ ก่อนจะเดินออกไปนอกเรือนข้าเรียกอู้หย่าและไป๋หู่มาพบเพื่อพูดคุยบางอย่างกับพวกเขา ทั้งสองที่แต่งกายพรางตัวสีทึบกระโดดมาคุกเข่าตรงหน้าข้าด้วยท่าทีนบน้อม ข้ามองพวกเขานิ่งๆ ก่อนจะเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เจ้านายของพวกเจ้าคือผู้ใด?”

“ย่อมเป็นนายน้อยขอรับ” ทั้งสองหนุ่มเอ่ยตอบอย่างรวดเร็วไม่มีการลังเลใดๆ ข้ายิ้มถามต่อไป

“ดี ระหว่างคำสั่งของข้ากับท่านพ่อ พวกเจ้าจะทำตามคำสั่งของผู้ใด?”

ครั้งนี้พวกเขาทั้งสองเริ่มแสดงอาการลังเลใจที่จะตอบ ข้ามองพวกเขาอย่างรอคอยจนกระทั่งได้คำตอบในที่สุด

“...ย่อมเป็นคำสั่งนายน้อย”

“เช่นนั้นข้าก็วางใจพวกเจ้ามากยิ่งขึ้น หากท่านพ่อเรียกพวกเจ้าไปสอบถามเรื่องใดก็จงเอ่ยตอบความจริง... ความจริงที่ข้าบอกพวกเจ้า เข้าใจหรือไม่?” ข้ายิ้มออกมาเล็กน้อยจ้องมองพวกเขาอย่างกดดันให้ต้องตอบ สุดท้ายทั้งสองก็ยอมรับแต่โดยดี

“ขอรับ”

ข้าเห็นสีหน้าคล้ายจะลังเลใจของพวกเขาแต่มิได้กล่าวอันใด เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่งเพราะทั้งสองรับใช้ท่านพ่อมาก่อน แต่ทว่าจากนี้ไปหากจะติดตามข้าก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของข้า มิใช่คำสั่งของท่านพ่อ ข้าหวังว่าพวกเขาจะเข้าใจในจุดนี้หากพวกเขาทำมิได้ก็ไม่สมควรจะติดตามข้าต่อไป ข้าถอนหายใจโล่งโบกมือออกคำสั่งต่อ

“เอาละ อู้หย่าเจ้าเฝ้าอยู่ที่เรืองหงเหมย ส่วนไป๋หู่ให้ติดตามข้าไปเช่นเดิมที่เจ้าเคยทำ”

“ขอรับ”

“ประเดี๋ยวก่อน เหตุใดข้าถึงได้อยู่ที่นี้เล่าขอรับ เปลี่ยนให้เจ้านี่อยู่แล้วข้าตามนายน้อยไปไม่ได้รึขอรับ? ข้าเก่งกว่าเจ้าไป๋หู่นะขอรับ” อู้หย่าชะงักก่อนจะเงยหน้าเปิดปากประท้วงไม่ยินยอม ข้าเลื่อนสายตาไปมองเขาแล้วเอ่ยอธิบายแก่อีกาจอมโวยวายด้วยสีหน้าจริงจัง

“ข้าทราบดีว่าเจ้าเก่งกว่า นั่นทำให้ข้าไว้ใจมอบหมายหน้าที่นี้แก่เจ้า เรือนหงเหมยเป็นบ้านที่สำคัญของข้า ข้าไม่ต้องการให้ผู้ใดเข้ามาวุ่นหรือทำอันใดที่ไม่ดีที่นี้ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ ดังนั้นข้าจึงเลือกให้เจ้าอยู่ที่นี้ เจ้าไม่ยินยอมอย่างนั้นหรือ?”

“ขออภัย ข้าเข้าใจผิดไปเองขอรับ! นายน้อยไว้วางใจข้าถึงเพียงนี้ ข้าน้อยปลื้มใจยิ่งนัก ข้าจะเฝ้าที่นี้เป็นอย่างดี ให้สมกับที่นายน้อยไว้วางใจข้า” อู้หย่าเบิกตากว้างเมื่อข้าก้มตัวไปแตะไหล่ของเขาแผ่วเบาราวกับวางความไว้วางใจใส่บ่านั้น องครักษ์หนุ่มผู้มากด้วยฝีมือก็ทำหน้าปลื้มปริ่มจนแก้มแดงก่ำไปด้วยเลือดฝาด ยืดตัวทุบอกพร้อมกับลั่นวาจาหนักแน่น ข้ายิ้มรับพร้อมกับพยักหน้า

“ลำบากเจ้าแล้ว”

จัดการอีกามากเรื่องเสร็จ ข้าก็พยักหน้าให้แก่ชิงลู่ซึ่งกำลังกลั้นขำจนตัวสั่น ไป๋หู่มองสหายของตนเองด้วยสายตาสมเพชเห็นใจก่อนจะกระโดดออกไปเร้นกายติดตามข้าอย่างลับๆ อู้หย่าโบกมือส่งข้าออกจากเรือนแล้วค่อนเร้นตัวไปซ่อนในที่ลับสายตาผู้คน ข้าเดินไปขึ้นรถที่หน้าจวนซึ่งจอดรอท่าอยู่ก่อนแล้ว ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วยามพวกเราก็มาถึงสำนักศึกษาหลวงอันเลืองชื่อของเมืองหลวง ข้ารู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย ชิงลู่นำจดหมายแนะนำของท่านพ่อไปให้เจ้าหน้าที่ดู พวกเขาถึงให้พวกเราเข้าไปในสำนักศึกษา การเข้าไปในสำนักศึกษาแห่งนี้มิใช่ง่ายดายเลยจริงๆ

ข้าลงมาจากรถม้าแล้วบอกให้คนขับรออยู่ข้างนอก เพราะที่แห่งนี้ไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าไปได้ สามารถนำผู้ติดตามเข้าไปได้เพียงหนึ่งคนเท่านั้น ข้ากับชิงจู่เดินเข้าไปพบกับสถานที่ที่กว้างขวาง อาคารสถานที่ตกแต่งอย่างเคร่งขรึมและมีระเบียบเป็นอย่างมาก ให้ความรู้สึกเป็นสถาบันศึกษาจริงๆ บรรยากาศเงียบสงบและร่มรื่นเหมาะสำหรับศึกษาหาความรู้ยิ่ง ข้าเดินไปเรื่อยๆ มองรอบตัวด้วยท่าทีสำรวม ระหว่างทางก็เริ่มเห็นผู้คนเดินประปรายบ้างแล้ว

“นายน้อยจะไปที่ใดงั้นรึขอรับ?”

“ข้าจะไปดูหอทำเนียบยุทธภพเสียหน่อย น่าจะมีเรื่องสนุกๆ ให้อ่าน” ข้าหันมาตอบชิงลู่พร้อมด้วยรอยยิ้ม มันเป็นเป้าหมายแรกสำหรับข้าเลยละ ที่นั้นต้องมีบันทึกเกี่ยวกับเรื่องสนุกๆ มากมายแน่ๆ อีกอย่างอาจจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับตระกูลเยว่ของท่านแม่ก็เป็นไปได้ ข้าไม่ตั้งความหวังมากนักเพราะตระกูลเยว่นั้นเป็นตระกูลที่ปลีกตัวจากโลกภายนอก

“ข้าคิดว่านายน้อยจะไปที่หอทำเนียบราชวงศ์เสียอีก”

“ที่นั้นคงไม่น่าสนใจนักหรอก มีแต่บันทึกเกี่ยวกับราชวงศ์และขุนนางเต็มไปหมด”

“โธ่ ที่นั้นมีทำเนียบยอดบุรุษในฝันด้วยนะขอรับ เดือนที่แล้วอันดับยอดบุรุษในฝันมีการเปลี่ยนแปลง ฉินอ๋องที่เคยอยู่ในอันดับสามมาตลอดขยับขึ้นสูงเป็นอันดับหนึ่งเลยนะขอรับ ทำให้อันดับของส่านอ๋องที่เดิมครองอันดับสองร่วงลงมาอยู่ที่อันดับสามแทน...” ชิงลู่เอ่ยเจื้อยแจ้วเสียงสดใส ข้ายิ้มรับ อดแปลกใจมิใช่น้อยที่ฉินอ๋องหน้าเย็นผู้นั้นได้รับความนิยมมากเช่นนี้ ส่านอ๋องนั้นข้าไม่แปลกใจอันใด กิตติศัพท์อันเลื่องลั่นของท่านอ๋องห้าในเรื่องความสำราญนั้นโด่งดังเข้าหูข้าอยู่เนืองๆ

“ข้าไม่สนใจเรื่องเช่นนั้นหรอก”

“อ๊ะ จริงสิขอรับ นายน้อยต้องสนใจยอดสตรีในฝันต่างหาก อันดับหนึ่งไม่พ้นหูซือเชี่ยน ธิดาคนเล็กของท่านแม่ทัพใหญ่หู อันดับสองธิดาใต้เท้าฟ่านเจ้ากรมพิธีการ ฟ่านมี่ซิ่น อันดับสาม...”

ข้าฟังบ้างไม่ฟังบ้างเพราะไม่ได้สนใจอะไรมากมาย ชิงลู่และจื่อลู่นั้นเป็นเด็กที่ชอบพูดและรู้ข่าวซุบซิบมากมาย ยามเบื่อๆ ข้าก็มักจะถามข่าวลือสนุกๆ จากทั้งสอง ทั้งสองคล้ายกันมากราวกับพี่น้องท้องเดียวกัน แต่ว่าชิงลู่ค่อนข้างโผงผางตรงไปตรงมา ส่วนจื่อลู่จะค่อนข้างฉลาดพูดดูเป็นผู้ใหญ่กว่า ชิงลู่ร่ายอันดับยอดสตรีจนถึงอันดับสิบพวกเราก็มาถึงหน้าหอทำเนียบยุทธภพแล้ว ข้าเดินเข้าไปข้างนอกส่วนชิงจู่นั่งรออยู่ระเบียงข้างนอก ในตอนเข้าไปข้าต้องแสดงป้ายอนุญาตที่ได้รับจากท่านพ่อให้เจ้าหน้าที่ดูถึงเข้าไปได้ เข้มงวดกันจริงๆ

พอเข้ามาข้าก็เดินเลือกอ่านหนังสือบันทึกเรื่องราวต่างๆ ในยุทธภพ มีตั้งแต่การต่อสู้ของจอมยุทธ์ชื่อดังไปถึงศึกชิงจ้าวยุทธภพ บันทึกเหล่านี้เกิดจากการบันทึกของเหล่าอาลักษณ์ ซึ่งแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่คืออาลักษณ์หลวงจะบันทึกเกี่ยวกับราชวงศ์และขุนนาง ส่วนอาลักษณ์ราษฎร์จะบันทึกเรื่องราวทั่วไป ทั้งสองกลุ่มยังแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยๆ เฉพาะลงไปอีก ข้าเพียงฟังผ่านๆ มิได้ใส่ใจจดจำเท่าไรนัก

ข้าหอบหนังสือบันทึกไปยืมอยู่หลายเล่มก่อนจะนำมาอ่านบนโต๊ะ มีแต่เรื่องน่าสนุกทั้งนั้น! ข้านั่งอ่านอยู่นาน ที่นี่เงียบสงบยิ่ง เพราะไม่ค่อยมีผู้ใดสนใจเรื่องราวเหล่านี้ ส่วนมากแล้วพวกเขาไปยังหอบันทึกราชวงศ์หรือหอเก็บคัมภีร์วิชายุทธ์เสียมากกว่า วันหลังข้าค่อยไปที่นั่นละกัน ข้าอ่านเพลินเสียจนไม่ทันรู้ตัวว่ามีคนเดินเข้ามาใกล้ รู้สึกตัวก็ตอนที่มีเงาทาบทับลงมาบนโต๊ะอยู่ด้านหลัง ข้ารีบหันไปมองด้วยสัญชาตญาณระวังภัย เห็นใบหน้าคมคายที่กอดอกก้มลงมามองสิ่งที่ข้าอ่านแล้วยิ้มแสยะ ข้าตัวแข็งทื่อแทบจะกลั้นหายใจเมื่อถูกดวงตาคล้ายอสรพิษคู่นั้นจับจ้องระยะประชิด

“นึกว่าอ่านสิ่งใดที่น่าสนใจอยู่เสียอีก ที่แท้ก็อ่านเวทีประลองจำอวดของชาวบ้าน เหอะ ไร้สาระยิ่ง” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหยียดๆ พลางพ่นลมหายใจออกมา จากนั้นก็ยืดตัวยืนเต็มความสูง ข้ารีบปิดบันทึกที่กำลังอ่านแล้วรวบไว้ที่อก ลุกขึ้นสร้างระยะห่างจากตัวอันตรายอย่างรวดเร็ว ในเมื่อเจอแบบจังๆ เช่นนี้แล้วข้าจะหลบหรือเลี่ยงก็มิได้แล้วจึงก้มตัวทำความเคารพเขาเต็มรูปแบบตามมารยาท

“ถวายพระพรพ่ะย่ะค่ะองค์รัชทายาท”

องค์รัชทายาทพยักหน้ารับ

“กระหม่อมขอตัวพ่ะย่ะค่ะ”

“ไม่อนุญาต”

ข้าที่กำลังเตรียมตัววิ่งพลันหยุดชะงักเมื่ออีกฝ่ายหัวเราะพลางส่ายหน้าไปมาอย่างรู้เท่าทัน ข้ายืนเหงื่อไหลพรากแต่ก็พยายามไม่แสดงท่าทางหวาดกลัวออกไป ยืนปักหลักมองอีกฝ่ายด้วยความสงบ องค์รัชทายาทผู้ไม่น่าจะอยู่ที่นี้เดินวนรอบตัวข้ารอบหนึ่งแล้วพูดออกมาลอยๆ

“ไม่คิดว่าเจ้าจะชื่นชอบที่นี่”

“กระหม่อมก็แปลกใจอย่างยิ่งที่พบพระองค์ที่นี่”

“ที่นี่คือที่นอนประจำของเราอยู่แล้ว”

แล้วเหตุใดทุกครั้งที่บังเอิญเจอคนผู้นี้จะต้องเป็นสถานที่ที่เขามานอนตลอดเลยนะ ข้าอดจะโมโหตัวเองไม่ได้ รู้แบบนี้ข้าไปทำเนียบราชวงศ์หรือหอคัมภีร์ยังจะดีเสียกว่า ข้าปั้นยิ้มออกไปเกร็งๆ แล้วเอ่ยตามน้ำไป

“บังเอิญยิ่ง”

“ไม่คิดว่าเป็นพรหมลิขิตอย่างนั้นรึ?” เขาพูดพร้อมกับยิ้มจนตาปิดส่งผลให้ข้าขนลุกอย่างไม่ทราบสาเหตุ

พรหมลิขิตไปตายเสีย!

“ทรงล้อเล่นแล้วพ่ะย่ะค่ะ หากไม่มีอะไรแล้วกระหม่อมขอตัว” ข้าหัวเราะแห้งๆ แล้วเอ่ยตอบด้วยท่าทางเป็นปกติ จากนั้นก็เอ่ยปลีกตัวอย่างเยือกเย็น ก่อนจะข้าจะหันตัวเดินออกไปก็ถูกองค์รัชทายาทจับแขนเอาไว้เสียก่อน โธ่! ทำไมคนๆ นี้ถึงได้กัดไม่ปล่อยเช่นนี้? ข้าเคยทำอะไรเขาไว้รึก็ไม่!

“อากาศกำลังดี ไปล่องเรือกันเถิด” องค์รัชทายาทกล่าวชวนอย่างฉับพลันจนข้าตั้งตัวไม่ติด

“หา กระหม่อมบอกท่านพ่อไว้ว่าจะกลับ...”

“เช่นนั้นเราจะให้คนไปบอกข่าวอำมาตย์เซี่ยเอง”

ข้าพยายามหาเรื่องปฏิเสธแต่ก็ถูกอีกฝ่ายลากถูไปตลอดทาง ไม่ว่าพูดอย่างไรเขาก็ทำเหมือนไม่ได้ยินลากข้าขึ้นเรือไปด้วยจนได้ ข้าได้แต่ถอนหายใจอย่างอึดอัดและหงุดหงิดใจที่ไม่สามารถปฏิเสธได้เด็ดขาด หากทำเช่นนั้นข้าก็กลายเป็นคนเสียมารยาทหมิ่นเกียรติองค์รัชทายาทน่ะสิ มีหวังได้กินไม้โบยหลังอ่วมแน่

บนเรือขนาดไม่ใหญ่นักแต่ครบครันไปด้วยสารพัดความบันเทิงเริงใจบริการ ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มรูปงามหรือเหล้าสุราอาหาร ล้วนแล้วแต่เป็นของชั้นเลิศ ข้านั่งจิบน้ำชาแทนที่เป็นสุรา ใครจะกล้าดื่มสุรากันเล่า อยู่ตรงหน้าองค์รัชทายาทผู้ปรวนแปรง่ายข้าต้องมีสติครบถ้วน

องค์รัชทายาทเอนตัวนอนให้เหล่าต้นหญ้างามรุมล้อมปรนนิบัติพัดวีและป้อนผลไม้ ข้าอยากจะกลับเหลือเกิน ข้างกายข้ามีเพียงชิงลู่ที่ติดตามมาด้วยบริการหยิบจับขนมให้ ข้ามองคนที่ลากพามานอนเสพสุขรอบตัวก็วางใจเปลาะหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองรอบข้าง เรือลำนี้กำลังแล่นอยู่ในคลองน้ำที่ไหลตัดผ่านเมืองหลวง สร้างเพื่อไว้ใช้ดับเพลิงในเมืองหลวงนั่นเอง ข้านั่งชมวิวทิวทัศน์เพลินๆ จนกระทั่งนึกอะไรขึ้นมาได้ก็รู้สึกหนาวยะเยือกไปทั้งตัว

คลองสายนี้ไหลผ่านหน้าวังหย่งเฮ่า!

 

 

 



สร้างสรรค์ผลงานโดยท่าน VJaru


หลัง’ วันที่ 21 ! ไม่ระบุวันที่ด้วย! อ่านกันดีๆ สิจ้ะ~ แหม่!

ในที่สุดก็สอบใบขับขี่ผ่านแล้ว น้ำตาจะไหล ส่วนสอบบรรจุนั้น...อย่าได้ถามถึง ปลงเสียแล้ว

สอบบรรจุเสร็จ ต่อด้วยสอบใบขับขี่ มันเหนื่อยเหมือนกันนะ

ต่อไปก็ต้องหางานทำพร้อมกับเดินสายสอบอื่นๆ อีก

เฮ้อ ชีวิตไม่ได้ง่ายดายเพียงนั้น อยากทำสิ่งที่ชอบแต่ก็ต้องมีกินมีใช้ด้วยละเนอะ

 

ปล. พรุ่งนี้ไม่ได้อัพนะจ้ะ เพราะผู้แต่งเดินทางกลับบ้านไปเยี่ยมคุณทวดที่ป่วยจ้ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.525K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

25,551 ความคิดเห็น

  1. #25384 Maylyunho (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 / 12:13
    รัชทายาทฆ่าหมามาแล้ว หาเรื่องป่วนตลอด
    #25,384
    0
  2. #25237 NamfonSunisa (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 6 มกราคม 2564 / 11:23
    เราคิดว่าท่านพ่อก็มีพลังพิเศษนะ อย่างเช่น เห็นวิญญาณ พูดคุย และสัมผัสกันได้โดยตรงอะ คิดว่าเป็นไปได่รึเปล่านะ
    #25,237
    0
  3. #24426 Fueled me (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 21:57
    ชอบจังหาเรื่องใส่ตัวให้คนอื่น555555555555
    #24,426
    0
  4. #23979 munkrishear (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 22:43
    โอ้ยองค์รัชทายาทททท
    #23,979
    0
  5. #23893 soundlessnote (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 01:22
    แต่ละเรื่อง องค์รัชทายาทท่านนี่มันน่าปวดหัวจริงๆ
    #23,893
    0
  6. #23892 soundlessnote (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 01:11
    “ถลาเข้าไปตบซ้ำ” ...โอ้ยท่านแม่ lol จะโบ๊ะบ๊ะเกินไปแล้วว
    #23,892
    0
  7. #23726 Peach9 (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 09:33
    เวรกรรม55555
    #23,726
    0
  8. #23523 PanthronY (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 01:01
    ขอเดาว่าองค์รัชทายาทเนี่ยเป็นคนชอบแกล้งคน ชอบแกล้งอะไรสวยๆงามๆแต่น่าจะเพราะเป็นคนจิตๆด้วยปะนางเลยแกล้งแรงไป อย่างตอนที่จิ้งถิงเล่าถึงอดีตเนี่ย คิดว่าองค์รัชทายาทพูดในตรอกทีแรกเพราะจะฆ่าจริงๆ แต่พอรู้ว่าเป็นคนของฉินอ๋องเลยจะแกล้งให้อยู่ไม่ได้มั้ยนะ เพราะพอน้องกลับไปเป็นคนใช้องค์รัชทายาทก็เลิกสนใจอะ เดานะคะ แหะๆ
    #23,523
    1
    • #23523-1 Ṗ❤YṖ❤Y(จากตอนที่ 51)
      29 ตุลาคม 2562 / 16:40
      ^^b yes eiei
      #23523-1
  9. #23328 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2562 / 00:45

    คนอะไรหน้าไม่อายมาวุ่นวายอยู่ได้น่ารำคาญ

    #23,328
    0
  10. #22798 tunty0505 (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2562 / 19:51
    หยัมมาเข้าใจผิดนะ อ๋องแมว!!
    #22,798
    0
  11. #22614 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2562 / 08:42

    ท่านอ๋อง! ช่วยถิงถิงด้วย

    #22,614
    0
  12. #22429 trp1021 (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 20:23
    ...เข้าใจผิดจากเมื่อวานแหง ขอหยุดดราม่าก่อน
    #22,429
    0
  13. #22248 Jinriil (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:55
    เอฟซีท่านพ่อท่านแม่และท่านอ๋องจริงๆ ท่านอ๋องต้องทำอะไรแล้วน้าาา องค์รัชทายาทจ้องถิงถิงอยู่เด้อ
    #22,248
    0
  14. #22181 Xialyu (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:07
    ท่านต้องการสิ่งใด
    #22,181
    0
  15. #21956 lills (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 25 มกราคม 2562 / 12:16
    ตายแล้วววววน้องงง
    #21,956
    0
  16. #21061 pcy921 (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 16:56
    น้องถิงตายแน่!
    #21,061
    0
  17. #20392 Nitto_OuranHC (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 / 11:01
    เจ้าชายฆ่าหมาแล้วจะไปตีแมวอีกไม่ได้นะโว้ยยยยยยยย พ๊ออออออ ปล่อยจิ้งถิงงงงง จะไปนอนก็ไปน๊อนนนนน
    #20,392
    0
  18. #19580 สาวกหนุ่ยวาย_1 (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2560 / 15:05
    เกือบหลงเจ้าชายผู้ฆ่าหมาไปแล้วนะครับเนี่ย
    #19,580
    0
  19. #19387 statice46 (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2560 / 17:10
    เกือบจะดีแล้ว... เราเกือบจะหลงคนแบดแถวนี้แล้วนะ ฮืออออ // เจ้าชายฆ่าหมาเอ้ยยยยย
    #19,387
    0
  20. #17777 Meatboll (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 26 เมษายน 2560 / 20:16
    เจ้าชายฆ่าหมา!
    #17,777
    0
  21. #17581 DKdabble (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 16 เมษายน 2560 / 14:56
    คิดถึงวังหย่งเฮ่า คิดคนแซ่เฉินจอมพูดมาก คิดถึงสองรองแม่ทัพ เมื่อพูดถึงม้าก็อดคิดถึงหมอกทมิฬไม่ได้ คงไม่ให้คนอื่นแตะตัวเป็นแน่แท้555555555
    #17,581
    0
  22. #14419 แกงส้ม (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2559 / 13:47
    น้ำส้มจะหกเต็มคลองรึป่าวหว่า
    #14,419
    0
  23. #13760 อัลฟินด์ (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2559 / 22:57
    ท่านพ่อท่านแม่น่ารักมาก 555 // เจ้าชายนี่ ...กะจะล่อให้ฉินอ๋องหึงหรือยังไง ทำไมแลยียวน
    #13,760
    0
  24. #13551 chanchan123 (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2559 / 07:51
    เจ้าแมวควรเข้าตามตรอกออกนามประตูนะ ส่วนรัชทายาทนี่ยังไงสำราญเสียจริง ชอบถิงเอ๋อใช่มั้ย
    #13,551
    0
  25. #12835 โย้ช! (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 / 00:55
    ท่านพ่อท่านแม่น่ารัก
    #12,835
    0