เอาเถิด ข้าไม่เสียใจ เพราะข้าตายแล้ว (Yaoi)

ตอนที่ 46 : ตอนที่ ๔๕ เหล่าคู่กรณีในอดีต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 34,173
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,577 ครั้ง
    23 ส.ค. 59

ตอนที่ ๔๕ เหล่าคู่กรณีในอดีต

ข้านั่งรถม้ากลับไปยังคฤหาสน์สกุลเซี่ยกับท่านพ่อ แม้ว่าข้าจะเตรียมใจมาบ้างแล้วแต่ทว่าเอาเข้าจริงก็อดที่จะรู้สึกประหม่าและกังวลใจมิได้ ผ่านมาหลายปีแล้วที่แห่งนั้นจะเป็นเช่นไรกันนะ? เหล่าผู้คนที่ข้าเคยรู้จักจะยังอยู่หรือไม่? และที่สุดของความประหม่าแทบตัวสั่นของข้ามาจากบุรุษผู้ซึ่งนั่งอยู่ตรงกันข้าม ร่างสูงโปร่งหลับตาผ่อนคลายอย่างสงบนิ่งราวกับว่าแม้จะมีข้านั่งเพิ่มมาด้วยอีกคนก็มิใช่เรื่องแปลก พวกเราสองพ่อลูกมิได้เอ่ยปากต่อกัน มิได้แปลกอันใดเพราะตามที่จำได้เขาผู้นี้ก็เป็นเช่นนี้มาตลอด ท่านพ่อไม่ใช่คนพูดมากนักหากไม่จำเป็นก็จะไม่ปริปากพูด ตรงกันข้ามกับท่านแม่โดยสิ้นเชิง บางครั้งข้าก็เคยคิดว่าฉินอ๋องมีความคล้ายกับบิดาของข้า นั่นอาจจะทำให้ข้าสนใจเขามาตลอดกระมัง

ใช้เวลาสักพักใหญ่รถม้าก็มาถึงประตูทางเข้าจวนของท่านอำมาตย์เซี่ย ขุนนางขั้นหนึ่งที่ปรึกษาคนสนิทขององค์ฮ่องเต้ บุรุษผู้มีอำนาจล้นมืออยู่เหนือทุกขุนนาง และเขาก็เป็นบิดาแท้ๆ ของข้าอีกด้วย พอรถม้าจอดเขาก็ขยับเปลือกตาขึ้นพร้อมเคลื่อนตัวลงจากรถม้า บรรยากาศอึดอัดพลันสลายหายไปในพริบตา ข้าถอนหายใจโล่งก่อนที่ผ้าม่านหน้ารถม้าจะถูกยกขึ้น มือขนาดใหญ่ยื่นมารอท่าข้าจับมือข้างนั้นแล้วเคลื่อนตัวลงจากรถม้ามายืนอยู่เบื้องหน้าคฤหาสน์อันโอ่อ่าที่ดูเก่าแก่ทรงคุณค่า แม้ว่าจะหรูหราเทียบกับวังหย่งเฮ่ามิได้แต่มันก็ใหญ่โตกว่าบ้านเรือนรอบข้างนัก

“นายท่าน ท่านเถียนมาขอเข้าพบขอรับ”

“อืม อีกเดี๋ยวข้าจะไปพบเขา”

พวกเราเดินเข้าไปในจวนอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครออกมาต้อนรับเลยสักคน มันน่าแปลกมากจริงๆ ปกติแล้วจะต้องมีฮูหยินสักคนมายืนรอรับนายท่านเจ้าของบ้าน ตอนข้าเด็กๆ ท่านแม่เองก็มารอรับท่านพ่อเวลาเลิกงานบ่อยๆ เดินไปไม่เท่าไรข้าก็เห็นชายวัยฉกรรจ์ผู้หนึ่งวิ่งมาหยุดตรงหน้าท่านพ่อ เขาน้อมตัวทำความเคารพและเอ่ยต้อนรับก่อนจะรายงานแก่เจ้านาย ข้ากะพริบตามองคนตรงหน้า หากจำมิได้คนผู้นี้น่าจะเป็นผู้ช่วยพ่อบ้านกู่มิใช่รึ? ข้าจ้องอย่างพินิจพิจารณา แม้เขาจะดูอายุมากขึ้น มีริ้วรอยตามใบหน้าเล็กน้อย แต่ข้ามั่นใจว่าเป็นผู้ช่วยพ่อบ้านกู่แน่ๆ

“พ่อบ้านกู่ ส่งคนไปรับสัมภาระนายน้อยของเจ้าที่วังหย่งเฮ่า รีบไปจัดการ”

“ขะ...ขอรับ” พ่อบ้านกู่ก้มศีรษะรับคำสั่งด้วยความงุนงง เขาเอียงหน้าครุ่นคิดก่อนที่จะเบี่ยงสายตามาเห็นข้าที่ยืนอยู่ข้างหลังเจ้าบ้าน อดีตผู้ช่วยพ่อบ้านซึ่งตอนนี้เลื่อนตำแหน่งเป็นพ่อบ้านใหญ่เต็มตัวเบิกตากว้าง ข้าอมยิ้มพลางพยักหน้าให้กับเขา รู้สึกตลกสีหน้าตกใจจนอ้าปากค้างของเขาเล็กน้อย

“พ่อบ้านกู่”

“ขอรับ! จะไปเดี๋ยวนี้ขอรับ!” พ่อบ้านกู้สะดุ้งโหยงเมื่อถูกเจ้านายเรียกด้วยน้ำเสียงเข้ม เขายิ้มกว้างอย่างดีใจก่อนจะละสายตาไปจากข้ารีบเดินจ้ำออกไปทำตามคำสั่งของเจ้านาย

ท่าทีเร่งรีบตลอดเวลาของเขาก็ยังไม่เปลี่ยนไปเลยจริงๆ ข้ารู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่เห็นเขาเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็นพ่อบ้านใหญ่ ในอดีตตอนที่ข้ายังอาศัยอยู่ที่นี้เขายังเป็นเพียงผู้ช่วยพ่อบ้าน เป็นคนจำนวนนิดเดียวที่ดีต่อข้าในอดีต เขามักจะคอยช่วยเหลือข้าแบ่งข้าวแบ่งขนมให้เป็นประจำ หากไม่ได้เขาข้าอาจถูกลงโทษจนตายแน่ๆ ไม่นึกเลยว่าเขาจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นพ่อบ้านใหญ่ ว่าแต่พ่อบ้านคนเก่าเล่า? หากจำมิผิดเขาไม่น่าจะถึงวัยเกษียณตำแหน่งเร็วเช่นนี้ ข้าสงสัยยิ่งนักว่าพ่อบ้านผู้นั้นหายไปไหน? พ่อบ้านที่รับสินบนจากฮูหยินรองและร่วมกันกลั่นแกล้งข้าผู้นั้น

ระหว่างเดินตามหลังเจ้าบ้านสกุลเซี่ยข้ามองซ้ายมองขวารำลึกความทรงจำสมัยเด็กขึ้นมาทีละนิดๆ มันเป็นความทรงจำแสนสุขระคนทุกข์อย่างบรรยายมิถูก ข้าปัดความคิดฟุ้งซ่านออกไปจากหัวแล้วเดินตามบิดาไปติดๆ เส้นทางเริ่มคุ้นเคยและคุ้นตามากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งคนข้างหน้านำพาข้าเดินเข้าสู่เรือนอันจารึกในความทรงจำของข้า ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ข้าก็รู้สึกไม่ค่อยดีนัก เท้าของข้าหยุดชะงักเมื่อเดินมาถึงประตูทางเข้าเรือน หงเหมยเป็นเรือนของท่านแม่นั่นเอง

“หลังมื้อเย็นมาหาข้าที่ห้องหนังสือ ตอนนี้เจ้าไปพักผ่อนเถิด” พอเดินมาส่งถึงเรือนท่านพ่อก็หยุดฝีเท้าบอกกล่าวข้าแล้วหมุนตัวเดินจากไปด้วยสีหน้านิ่งเรียบเช่นเดิม ข้ามองตามเขาไปเล็กน้อยก่อนจะหันมาสนใจเรือนหงเหมย เขาให้ข้าอยู่ที่เรือนนี้อย่างนั้นรึ? มันแปลกจริงๆ ข้านึกว่าเรือนนี้จะถูกฮูหยินคนใดคนหนึ่งยึดไปเสียแล้ว แต่มันกลับถูกปล่อยร้างเอาไว้อย่างนั้นรึ? จริงสิ เรือนนี้เป็นเรือนที่ท่านแม่ผูกคอตายคงจะไม่มีผู้ใดกล้ามาอาศัยจนปล่อยร้างไว้เช่นนี้กระมัง

ข้าก้าวเดินเข้าในเรือนคิดจะลงมือปัดถูความสะอาดสักหน่อย แต่เมื่อเข้าไปข้างในก็ต้องแปลกใจข้ามองไปรอบๆ ในหัวมีคำถามมากมายผุดขึ้นมามิหยุด ก่อนที่ข้าจะทันได้พูดอันใดออกมากลุ่มควันสีแดงก็ลอยออกมาจับตัวเป็นร่างมายาของท่านแม่ ข้าลอบสังเกตใบหน้างดงามของนางที่ราบเรียบอย่างเป็นห่วง ตลอดเวลาที่เผชิญหน้ากับท่านพ่อนางไม่ส่งเสียงหรือแสดงตัวตนใดๆ ออกมาเลย พออีกฝ่ายเดินลับหายไปก็โผล่ออกมาด้วยสีหน้าอารมณ์ที่ไม่มั่นคงนัก ข้าเดินสำรวจไปทั่วพบว่าเรือนนี้ถูกทำความสะอาดเอี่ยมไม่ต้องเสียเวลาเช็ดถูใดๆ อีก เท่าที่ข้าสำรวจดูหากจำมิผิดข้าวของทุกสิ่งในเรือนราวกับเมื่อครั้งที่ท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่ทุกประการ มันทำให้ข้ารู้สึกแปลกมากขึ้น หรือบางทีข้าอาจจะจำผิดไปเอง ข้าเดินมานั่งในห้องนั่งเล่นเหลือบมองไปที่ท่านแม่ หลังจากลอยสำรวจเรือนของตนเองจนทั่ว นางก็กลับมาจ้องมองภาพวาดต้นเหมยแดงกลางเหมันต์ซึ่งเป็นภาพวาดที่ท่านพ่อวาดด้วยตนเอง สีหน้าของท่านแม่ดูสับสนงุนงงยิ่งกว่าข้าเสียอีก

เซี่ยเหยียนจิ้ง เจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่?ท่านแม่พึมพำกับตนเอง น้ำเสียงของนางคล้ายคนกำลังสับสนไม่เข้าใจและว้าวุ่นใจเป็นอย่างมาก

“ท่านแม่ อย่าเพิ่งคิดสิ่งใดให้ปวดหัวเลย หากท่านสงสัยอีกไม่นานก็เค้นเอาความจริงจากเขาเสียสิขอรับ อย่างไรเสียพวกเราก็จะได้คุยกับเขาอยู่แล้ว ตอนนี้พวกเราไปเดินดูรอบๆ จวนกันเถิด ไม่รู้ว่าจะมีใครหรือสิ่งใดเปลี่ยนไปบ้างหรือไม่?” ข้ากล่าวชวนพร้อมกับลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก นั่งขังตนเองในเรือนเช่นนี้จะไปเห็นสิ่งใดได้ ตั้งแต่เข้ามาข้าเห็นเพียงพวกเหล่าคนรับใช้ที่เดินสวนทาง บ้างก็กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานกันอยู่ แต่กลับไม่เห็นคนพวกนั้นเลย ช่างน่าแปลกยิ่งนัก

ท่านแม่ถอนหายใจก่อนจะเปลี่ยนสีหน้ากลับมาเป็นมารดาที่ข้าคุ้นเคย มารดาผู้มีความร่าเริงและรักสนุกสนานคนนั้นอย่างไรเล่า ข้าเดินทอดน่องอย่างไม่รีบร้อน มองสิ่งต่างๆ ภายในจวนของท่านอำมาตย์เซี่ยเหยียนจิ้ง ทุกอย่างในจวนแห่งนี้ไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย บางทีเพราะอุปนิสัยส่วนตัวของเจ้าบ้านถึงทำให้จวนดูเหมือนเดิมแทบทุกอย่างเช่นนี้กระมัง ระหว่างเดินดูรอบๆ ข้าเห็นสายตาอยากรู้อยากเห็นมองมาหลายคู่ด้วยกัน แต่ข้าก็มิได้หันไปมองหรือเอ่ยกระไร สายตาระดับนี้ทำอะไรข้ามิได้ หากเทียบกับสายตาอันแหลมคมทิ่มแทงคนตายของฮ่องเต้และฉินอ๋องแล้ว สายตาเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นของพื้นๆ เท่านั้น เสียงซุบซิบเริ่มไล่หลังตามสายตาใคร่รู้เหล่านั้นมาติดๆ

ถิงเอ๋อร์ ขึ้นมานี่สิ

ข้าเงยหน้าขึ้นไปมองท่านแม่ที่กวักมือเรียกอยู่บนต้นไม้ขนาดใหญ่ มันแผ่กิ่งขนาดใหญ่หลายกิ่งทำให้บนต้นไม้มีพื้นที่นอนเล่นได้อย่างสบาย ข้านึกถึงความทรงจำในอดีต ท่านแม่นั้นแม้จะมีใบหน้างดงามดูเรียบร้อยอ่อนหวานแต่ทว่าเนื้อใจกลับซุกซนจนใครต่อใครต่างส่ายหน้า หากเบื่อๆ ท่านแม่ก็จะทำการปีนป่ายต้นไม้ขึ้นไปนอนเล่น ไม่เท่านั้นยังนำข้าที่ยังเป็นเด็กปีนขึ้นไปด้วย

ข้าจำได้ว่ายามเบื่อหน่ายจากการท่องตำราเรียนหนังสือ หากวันนั้นท่านแม่อารมณ์ดีเป็นพิเศษก็จะพาข้าหนีขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ต้นนี้ด้วย พวกเรานอนกลางวันบ้าง กินขนมหรืออาหารที่ท่านแม่หยิบมาจากห้องครัวบ้าง บางครั้งหากท่านพ่อเดินผ่านมาท่านแม่ก็จะคอยกลั่นแกล้งอีกฝ่าย ท่านพ่อกลายเป็นหนุ่มรูปงามแสนอ่อนแอ ปล่อยให้สตรีผู้เป็นภรรยากลั่นแกล้งอย่างน่าสงสาร ขนาดข้ายังรู้สึกว่าท่านพ่อช่างสงสารจริงๆ ไม่เพียงเท่านั้นยังคนอื่นๆ อีกที่ถูกท่านแม่แกล้ง

ข้าจัดการสร้างอาณาเขตพาตัวเองลอยขึ้นไปอย่างไม่เปลืองเรี่ยวแรงใดๆ ข้านอนเอนหลังขุดคุ้ยความทรงจำในอดีต ในจวนแห่งนี้ต่อ มีเพียงแค่พวกเราแม่ลูกที่ปีนป่ายขึ้นมาอยู่บนต้นไม้ต้นนี้ แน่นอนว่าสมาชิกคนอื่นไม่กระทำเช่นนี้ เพราะพวกเขาถือว่าเป็นการกระทำไร้สาระและไม่สมกับเป็นผู้ดีมีตระกูล ทำให้ที่แห่งนี้เป็นฐานลับของข้ากับท่านแม่ ใช้หลบซ่อนตัวได้สบายและยังเป็นสถานที่แอบซุ้มดูพฤติกรรมผู้อื่นได้เป็นอย่างดี ตอนอยู่บนต้นไม้ต้นนี้พวกเราจะได้ยินคำพูดและการกระทำของคนอื่นๆ ซึ่งแตกต่างจากตอนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าอย่างสิ้นเชิง นั่นทำให้ท่านแม่รู้สึกหมั่นไส้จนต้องลงมือกลั่นแกล้งพวกเขา

“เจ้าได้ยินว่ามันกลับมาแล้วอย่างนั้นรึ!?

“ใช่แล้วพี่จินหรง ข้าได้ยินจากเหล่าคนรับใช้”

“ไอ้คนหน้าหนา เหตุใดมันถึงกล้ากลับมาที่นี้อีก ชิชะ มันคงลืมไปแล้วกระมังว่าเคยเป็นอย่างไรถึงได้กล้ากลับมา เอาสิ ตอนนี้ข้าไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ข้ามีพลังถึงขั้นห้า แค่เศษสวะตัวเดียวที่ไร้พลังเช่นมันจะกล้าสู้ข้าอย่างนั้นรึ?”

“ท่านพี่! ต้องเล่นงานใบหน้าของมันด้วยนะเจ้าค่ะ! ข้าได้ยินพวกคนรับใช้บอกว่ามันงดงามยิ่งกว่าข้าเสียอีก ข้าไม่ยอม! หากมีมันอยู่แล้วพวกเราจะมีความหมายอันใด? ทรัพย์สมบัติของท่านอาเหยียนจิ้งมิตกไปอยู่กับมันหมดงั้นรึ?”

“พวกเจ้าได้ยินหรือไม่? หากมีมันพวกเราก็จะมิได้ลืมตาอ้าปากเป็นแน่!

“เหยียนเหว่ย! ตอนนี้มันอยู่ที่ใด!?

“ข้าคิดว่ามันน่าจะอยู่ที่เรือนหงเหมย”

“เช่นนั้นพวกเราไปต้อนรับมันกัน!

ข้าตะแคงตัวนอนอย่างสบายพลางฟังเด็กๆ กลุ่มหนึ่งที่เดินเข้ามาชุมนุมกันใต้ต้นไม้ พวกเขาพูดคุยเสียงดังด้วยอารมณ์อันพุ่งพล่าน โดยเฉพาะคนที่ถูกเรียกว่า พี่จินหรงเขามีรูปร่างสูงหน้าตาดีอายุสักสิบหกสิบเจ็ดปี จากท่าทางวางโตข่มผู้อื่นเห็นได้ชัดว่าเขาเป็นลูกพี่ใหญ่ของกลุ่ม หากจำมิผิดเด็กคนนั้นคงจะเป็นเซี่ยจินหรง บุตรชายคนโตของท่านลุงใหญ่กระมัง ในอดีตคนๆ นี้ชอบกลั่นแกล้งข้าเป็นประจำ มักจะนำพรรคพวกพี่น้องมารุมทำร้ายข้า คนเด่นๆ คนต่อมาสาวน้อยผู้มีใบหน้างดงามบอบบางที่กำลังทำหน้าบึ้งไม่พอใจอยู่นั้นน่าจะเป็นเซี่ยจินฟาง บุตรสาวคนเล็กของท่านลุงใหญ่ ในสมัยเด็กนางชอบตบหน้าข้าเป็นชีวิตจิตใจ พอวันใดข้าล้างหน้าสะอาดสะอ้านนางก็จะมาตบพร้อมกับให้คนรับใช้ปาโคลนตมใส่ข้า บางทีด้วยเหตุนี้จึงทำให้ข้าเมื่อชีวิตที่แล้วชอบทาหน้ากระดำกระด่าง เฮ้อ ช่างขี้อิจฉา เสียดายใบหน้างามๆ ของนางยิ่งนัก

และคนสุดท้ายที่ยืนอยู่ข้างพี่น้องจินคอยตอบคำถามอย่างเจียมตัวนั้นก็คือเซี่ยเหยียนเหว่ย เขาคือพี่น้องร่วมบิดาเพียงผู้เดียวของข้า มารดาของเขาคือฮูหยินสามผู้เรียบร้อยอ่อนหวาน เขาอายุน้อยกว่าข้าเพียงแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น ตอนเด็กๆ คนผู้นี้มักจะหลบอยู่ด้านหลังคนผู้อื่นคอยซ้ำเติมข้าตามน้ำไปกับพรรคพวก ช่างเป็นน้องชายต่างมารดาที่น่ารักยิ่ง

“มีแขกกลุ่มแรกมาเยี่ยมพวกเราแล้วนะขอรับท่านแม่”

นั่นสินะ เช่นนั้นเจ้าต้องต้อนรับขับสู้พวกเขาดีๆ ล่ะ หึๆ!

“แน่นอนขอรับ พวกเขาล้วนเป็นเหล่าพี่น้องที่น่ารักยิ่งนี่น่า” ข้าตอบรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบปลอดโปร่ง ไม่รู้สึกอันใดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคู่กรณีเก่าทั้งหลายในอดีต พอมาเห็นพวกเขาในยามนี้ก็ทำให้ข้ารู้สึกเวทนาตนเองในตอนเด็กยิ่งนัก เหตุใดข้าถึงได้อดทนอดกลั้นยอมให้พวกมันรังแกถึงเพียงนั้นกันนะ?

ข้ากระโดดลงมาจากต้นไม้อย่างเงียบเชียบไร้เสียงก่อนจะเดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อยๆ ไม่รีบกลับไปยังเรือนหงเหมย ปล่อยให้แขกของข้ารอสักหน่อยจะเป็นไรไป พวกเขาออกจะกระตือรือร้นที่จะพบข้าปานนั้นคงไม่รีบร้อนกลับไปเสียก่อนหรอก ข้าเผยยิ้มออกมานิดๆ พร้อมกับพยักหน้ารับการเคารพจากเหล่าคนรับใช้ วางมาดสง่างามสมเป็นคุณชายตระกูลใหญ่อย่างตั้งอกตั้งใจ ฉินอ๋องเคยพูดไว้ว่าภาพลักษณ์ภายนอกนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง หากเราวางตัวไม่น่าเกรงขามเป็นที่เคารพเหล่าลูกน้องในปกครองก็จะไม่นับถือเราเป็นเจ้านาย ไม่เพียงแค่วางตัวน่าเกรงขามแต่ต้องทำให้พวกเขารู้สึกว่าเราไม่ถืออำนาจบาตรใหญ่ด้วย ดังนั้นข้าจึงยิ้มนิดๆ อย่างอ่อนโยนไปให้พวกเขา ในตอนแรกพวกเขามีท่าทางลนลานหวาดกลัวแต่พอข้ายิ้มพวกเขาดูอึ้งไปและเริ่มเคอะเขิน ท่าทางผ่อนคลายอย่างเห็นได้ชัด ฉินอ๋องพูดถูกจริงๆ แต่เหตุใดคนสอนถึงไม่เคยยิ้มให้ลูกน้องกัน ดีแต่ทำหน้าเย็นข่มขู่ผู้อื่นให้หวาดกลัวอย่างเดียว

พอคิดถึงเจ้าแมวข้าก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงเขา ข้าหน้าร้อนผ่าวรีบปัดความคิดออกไปจากหัว ห่างเพียงไม่กี่ชั่วยามข้าก็คิดถึงเขาเสียแล้วรึ? ช่างน่าอายยิ่งนัก เฮ้อ ไม่รู้ว่าจะได้เจอเจ้าแมวอีกเมื่อไร ตอนที่ข้าตัดสินใจกลับมาตระกูลเซี่ย ฉินอ๋องยอมรับในการตัดสินใจของข้าแม้จะดูไม่พอใจก็ตาม เขาบอกก่อนหน้านั้นว่าหลังจากที่ข้ากลับมาตระกูลคงจะมาหาข้าบ่อยนักไม่ได้ ตั้งใจจะแสดงให้คนอื่นเห็นว่าไม่สนิทสนมกับข้า เพราะถ้าหากพวกเราสนิทกันเกินไปจะทำให้ผู้อื่นติดใจสงสัย อีกทั้งฉินอ๋องต้องวุ่นวายเรื่องกองทัพและการสำรวจพื้นที่ลั่งเฟ่ย คงอีกนานที่จะได้เจอ คิดได้เช่นนั้นก็ทำให้ข้าเหงาเล็กน้อย จากที่เคยได้เจอกันทุกวันกลับกลายเป็นนานๆ ครั้งจะได้เจอ

ข้าครุ่นคิดเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งเดินไปเห็นพ่อบ้านกู่กำลังเดินมาส่งแขกให้แก่คนรับใช้ที่จะออกไปส่งแขกต่อ ท่าทางของเขากับแขกสนิทสนมกันมิใช่น้อย ข้าจ้องมองไปยังด้านหลังของแขก เดาว่าเขาน่าจะเป็นชายวัยกลางคน อายุมากอยู่ ข้ายกคิ้วขึ้นเมื่อรู้สึกว่าแขกคนนั้นช่างคุ้นตาเสียจริง แต่พยายามนึกเช่นไรก็นึกมิออกว่าเขาคล้ายผู้ใด ข้ารอให้แขกคนนั้นเดินออกไปเสียก่อนถึงเดินเข้าไปหาพ่อบ้านกู่ที่มีสีหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดี

“พ่อบ้านกู่” ข้าตั้งใจย่องเงียบเข้าไปหาเขาแล้วเอ่ยเรียกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงดุเข้มที่พยายามเลียนแบบจากบิดา คนถูกเรียกสะดุ้งตัวโหยงรีบหันกลับมาอย่างรีบเร่งพร้อมกับตอบรับด้วยท่าทางกระตือรือร้น ปฏิกิริยาของเขายังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนจากอดีต ทำให้ข้าหัวเราะออกมาเบาๆ พ่อบ้านกู่เงยหน้าขึ้นมามองเห็นเป็นข้าก็รีบขมวดคิ้วตัดพ้อที่ถูกแกล้งให้ลนลาน

“โธ่ นายน้อยนี่เอง เฮ้อ นับวันเสียงของท่านยิ่งคล้ายนายท่านขึ้นทุกทีนะขอรับ ตอนแรกบ่าวนึกว่าเป็นนายท่านจริงๆ เสียอีก”

“ไม่เอาน่าพ่อบ้านกู่ บ่าวอันใดกัน ฟังดูระคายหูนัก พูดกันเองเถิด”

“มิได้ขอรับ มันไม่สมควร”

ข้าเอ่ยให้อีกฝ่ายพูดเป็นกันเองด้วยแต่พ่อบ้านกู่ปฏิเสธด้วยท่าทีเคร่งครัด ข้าถอนหายใจมิได้เซ้าซี้เขาต่อ เพราะตั้งแต่ในอดีตแล้วพ่อบ้านกู่ผู้นี้ก็มักจะพูดกับข้าด้วยถ้อยคำยกย่องเช่นนี้ แม้ว่าข้าในตอนนั้นจะตกต่ำเป็นอย่างมากแต่เขาก็ยังคงเรียกข้าว่านายน้อยแทนตัวเองว่าบ่าวอยู่เสมอ แต่ในยามนั้นมันคล้ายกับเป็นการประชดประชันเสียจนข้าอยากจะร้องไห้ นายน้อยกระไรกันถึงได้มีสภาพไม่ต่างจากคนรับใช้เช่นนั้น

ยิ่งคิดข้าก็ยิ่งรู้สึกถึงความอยุติธรรมที่ได้รับมันทำให้เจ็บปวด ยิ่งบิดาผู้นั้นไม่เคยยื่นมือมาช่วยเหลือข้าเลยสักครั้ง พอเห็นข้าถูกผู้อื่นรังแกเขาก็จะขมวดคิ้วจ้องมองข้าอย่างไม่พอใจ ข้าในอดีตแต่ได้โศกเศร้าเสียใจที่ถูกบิดาหมางเมิน ข้าที่รอคอยให้เขามาช่วยถูกผลักตกหน้าผาอย่างสมบูรณ์เมื่อบิดาผู้นั้นเข้าข้างคนที่รังแกมากกว่า ข้าได้แต่ยืนเงียบด้วยใจสลายครั้งแล้วครั้งเล่า ยอมให้คนกลั่นแกล้งสารพัดอย่างไม่ปริปาก พอย้อนคิดไปข้ามันโง่ยิ่งนักที่หวังให้บิดาใจดำผู้นั้นมาช่วยเหลือ ในยามนี้ตัวข้าไม่คาดหวังหรือรอคอยให้เขามาช่วยเหลืออีกแล้ว

“คุณชายขาดเหลืออันใดหรือไม่? บ่าวจะได้รีบนำไปให้ อันที่จริงบ่าวจะไปหาคุณชายที่เรือนอยู่แล้ว ต้องให้คุณชายเดินมาหาเช่นนี้ช่างบกพร่องในหน้าที่ยิ่งนัก ขออภัยขอรับ”

“ไม่ขาดเหลืออันใดหรอก ข้าออกมาเดินเล่น บังเอิญพบเจ้าจึงเดินเข้ามาพูดคุยด้วย”

“อ้อ ขอรับ หากต้องการสิ่งใดให้รีบบอกบ่าวหรือคนรับใช้นะขอรับ บ่าวจะได้จัดส่งไปให้ทันที จริงสิ ประเดี๋ยวบ่าวจะจัดเด็กรับใช้ไปให้นายน้อยสักสามสี่คนนะขอรับ นายน้อยไม่ต้องกังวล เด็กเหล่านี้บ่าวคัดเลือกเป็นอย่างดี พวกเขาทำงานได้คล่องแคล่วอย่างยิ่ง”

“ข้าเชื่อสายตาเจ้าอยู่แล้ว ขอบใจมาก”

“มิได้ขอรับ เป็นหน้าที่ของบ่าวอยู่แล้ว อีกเรื่องขอรับนายน้อย ประมาณยามโหย่วจะมีการตั้งสำรับมื้อเย็น เชิญนายน้อยมารับประทานมื้อเย็นที่เรือนใหญ่นะขอรับ ตอนนี้นายน้อยหิวหรือไม่? หากหิวบ่าวจะให้คนนำของว่างไปให้ทานรองท้องก่อน” พ่อบ้านกู่กล่าวบอกเวลามื้อเย็นให้แก่ข้าแล้วไถ่ถามอย่างเอาใจใส่ตบท้าย ข้าส่ายหน้าแย้มยิ้มอย่างมีความสุข ได้เห็นคนที่ดีต่อข้าในอดีตมาถึงปัจจุบันก็ยังเหมือนเดิม มันทำให้ข้าสุขใจยิ่งนัก พวกเราคุยกันต่อเล็กน้อยก่อนจะแยกย้ายกันไป พ่อบ้านกู่กลับไปทำงานของเขา ส่วนข้านั้นก็เดินกลับมาที่เรือนเพื่อต้อนรับเหล่าแขกที่น่าจะร้อนใจกันแล้วกระมัง

จะว่าไปแล้วข้าก็ลืมถามพ่อบ้านกู่ ตั้งแต่มาที่นี้ข้ายังไม่เห็น เซี่ยเลี่ยงรุ่ยเลย เขาคือญาติพี่น้องของข้า บุตรชายคนเดียวของท่านอาสาม ท่านอาสามนั้นเป็นบุตรชายคนเล็กของตระกูลเซี่ย เขาเป็นคนเข้มแข็งและมีหัวการค้าซึ่งไม่ค่อยถูกใจบิดามารดาตระกูลเก่าแก่ที่นิยมให้บุตรหลานรับราชการเป็นขุนนาง เมื่อถึงวัยสิบหกปีท่านอาสามถูกบิดามารดาไล่ออกจากตระกูล เพียงเพราะเขาไปตกหลุมรักลูกสาวจอมยุทธพเนจรผู้หนึ่ง ปฏิเสธจะแต่งงานกับคุณหนูตระกูลผู้ดีที่บิดามารดาจัดหาให้ ท่านอาสามจึงออกจากตระกูลไปแต่งงานกับหญิงสาวที่เขาพึงใจ ผ่านไปเนิ่นนานภรรยาของท่านอาสามได้ตายจากไป ท่านอาสามไม่มีวรยุทธใดๆ จึงอยู่ในยุทธภพยากลำบาก บิดาของข้าจึงพาเขากลับมาพร้อมกับบุตรชาย มอบหมายหน้าที่ดูแลบ้านและกิจการร้านค้าให้ดูแล การที่ตระกูลเซี่ยมีกินมีใช้ล้นเหลืออย่างในตอนนี้ส่วนหนึ่งมาจากฝีมือท่านอาสามนั่นเอง

ส่วนเซี่ยเลี่ยงรุ่ยบุตรชายของท่านอาสามมีอายุมากกว่าข้า ตอนนี้เขาน่าจะอายุสิบแปดแล้วกระมัง ในอดีตเซี่ยเลี่ยงรุ่ยเข้ากับเหล่าพี่น้องคนอื่นมิได้ เขาคล้ายกับถูกกีดกันออกจากกลุ่ม ข้าจึงกลายเป็นเพื่อนเล่นของเขาเพียงคนเดียว พอข้าถูกรังแกก็จะได้เขาคอยปกป้องอยู่เสมอ ในตอนนั้นข้าที่ไม่มีพลังวิเศษทำให้ตกเป็นเหยื่อรังแกง่ายๆ แต่ก็จะได้เซี่ยเลี่ยงรุ่ยมาช่วยเอาไว้ จนกระทั่งเขาโตขึ้นต้องไปศึกษาเรียนรู้งานจากท่านอาสามทำให้ห่างๆ จากข้าไป แต่ทุกครั้งที่เขากลับมาก็จะมาหาข้าพร้อมกับข้าวของมากมาย เขาเป็นผู้เดียวที่โมโหคอยทวงความยุติธรรมให้แก่ข้า ตอนข้าจากไปนั้นเป็นช่วงที่เขาไปดูแลกิจการที่เมืองอื่นพอดี ข้าไม่ได้ล่ำลาและไม่ได้พบเขาอีกเลย

“พวกเจ้า...” พอเดินเข้ามาในเรือนหงเหมยข้าก็เห็นเหล่าแขกแสนน่ารักถือวิสาสะเข้ามานั่งจิบน้ำชาและทานขนมในเรือนราวกับเป็นเจ้าของเรียบร้อยแล้ว ข้าเดินเข้าไปก็อุทานอย่างตกใจก่อนหยุดชะงักก้มหน้าคล้ายกำลังหวาดกลัว คนพวกนั้นเห็นข้าเดินเข้ามาก็หันมามองอย่างตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะค่อยๆ ได้สติกลับคืนมาพี่น้องจินทำสีหน้าเดือดดาลผุดลุกขึ้นมาจากเก้าอี้แล้วตวาดใส่ข้าอย่างขุ่นเคือง

“เจ้า! หายไปที่ใดมา! กล้าดีอย่างไรถึงปล่อยให้พวกข้ารอนานถึงเพียงนี้!

“ขออภัยจริงๆ ข้าไม่นึกว่าพวกเจ้าจะมาที่นี้จึงมิได้นั่งรอ พวกเจ้าเป็นพี่น้องคนสำคัญ หากรู้ว่าพวกเจ้าจะมามีหรือข้าจะไม่อยู่รอต้อนรับเป็นอย่างดี” ข้าแย้มยิ้มเล็กๆ เอ่ยออกไปอย่างใจเย็นตัดบทอันไร้มารยาทของพวกเขา พี่น้องจินชะงักไปวูบหนึ่งก่อนจะทำเสียงเสียงขึ้นจมูก

“ฮึ! เจ้ามาก็ดีแล้ว”

“พวกเจ้ามาหาข้ามีธุระอันใดรึ?” ข้าที่ก้มเอ่ยถามพวกเขาเสียงเบา

“พวกข้าก็มาเยี่ยมเยียนเจ้าอย่างไรเล่า คงจะสบายดีสินะ ได้ยินมาว่าเจ้าไปอยู่บนเขารักษาตัวกับหมอเทวดา ซ้ำยังร่ำเรียนวิชาจากหมอผู้นั้นด้วย ข้าอยากรู้ว่าวิชาที่เจ้าร่ำเรียนมาจะร้ายกาจเพียงใด? ช่วยแสดงให้พวกข้าดูได้หรือไม่?”

“พี่จินหรงช่างรู้ข่าวรวดเร็วนัก” ข้าเอ่ยยิ้มๆ พลางชำเลืองไปมองเซี่ยเหยียนเหว่ยที่คาดว่าจะเป็นผู้บอกเล่าให้เหล่าพี่น้องทั้งหลายของข้าฟัง น้องชายต่างมารดาของข้าสบตาข้าแล้วค่อยๆ หลบสายตาออกไปทำตัวราวไม่มีส่วนใดๆ ทั้งสิ้น แต่ข้ารู้ดีว่าเขานี่แหละตัวการสำคัญในการยุยงพวกพี่น้องคนอื่นๆ จินหรงหรือจินฟางมิได้น่ากลัวเป็นเพียงสุนัขบ้า แต่เซี่ยเหยียนเหว่ยผู้ทำตัวสงบเสงี่ยมกลับเป็นสุนัขจิ้งจอกยืมมีดผู้อื่นมาทิ่มแทงข้า น่ากลัวกว่าสุนัขบ้าเป็นเท่าตัว ข้าเม้มปากแล้วหันมาพูดกับเซี่ยจินหรงด้วยสีหน้าเป็นกังวล

“แต่ทว่าสิ่งที่ข้าเรียนนั้นไม่ใช่วิชายุทธ์แต่อย่างใด คงไม่อาจจะแสดงอันใดให้พวกเจ้าชมได้”

“ถ่อมตัวเกินไปแล้ว พี่จินหรงเพียงต้องการแลกเปลี่ยนวิชากับเจ้า มิต้องกังวลอันใด อย่างไรพวกเราก็เป็นพี่น้องกัน ไม่ได้พบกันนานเช่นนี้เล่นกับพวกเราหน่อยจะเป็นไรไป?”

“แต่ว่า...” ข้าแสดงสีหน้าตกใจ กลอกตาไปมาพยายามหาเหตุผลมาอ้าง ข้าหน้าซีดเมื่อได้ยินเซี่ยจินฟางเอ่ยเน้นว่าเล่น แต่ไม่นานข้าก็ถูกพวกเขาจับตัวลากออกมายังลานหน้าเรือนหงเหมย ข้าพยายามดิ้นขัดขืนร้องบอกพวกเขาให้หยุดด้วยน้ำเสียงลนลานทำอะไรไม่ถูก แต่พวกมันกลับหัวเราะชอบใจที่เห็นข้าพยายามดิ้นรน ข้าหันไปมองเซี่ยเหยียนเหว่ยพยายามบอกให้เขาช่วย แต่ทว่าสิ่งที่เขาทำคือการหันหนีด้วยสีหน้าเฉยชา

“อย่าทำข้าเลย! ขอร้องพวกเจ้า!

“หุบปาก! มีน้ำหน้ากลับมาที่นี้เจ้าก็ควรรู้ไว้ว่าจะต้องโดนสิ่งใด! ร้องเรียกหาใครก็ไม่มีใครช่วยเจ้าเช่นเดิมนั่นแหละ พวกเรามารำลึกความหลังอันสนุกสนานนั่นกันเถิด จับมันไว้!” เซี่ยจินหรงแสยะยิ้มเหี้ยมโหดออกมาแล้วตะโกนสั่งคนอื่นๆ ให้ตรึงร่างของข้าเอาไว้ ข้าหลับตาพลางตัวสั่นเมื่ออีกฝ่ายกำลังเงื้อมือต่อย หมัดของเซี่ยจินหรงนั้นไม่ธรรมดา เพราะมันมีพลังวิเศษเพิ่มความหนักของร่างกายทำให้หมัดและเท้าหนักหน่วงกว่าคนทั่วไป ตอนยังเด็กร่างกายข้าบอบช้ำทั่วตัวเพราะพลังนี้ของมัน ยามนี้พลังของมันคงจะน่ากลัวกว่าตอนเด็ก หากโดนสักหมัดคงได้ฟันร่วงกรามหลุดเป็นแน่

ข้ากรีดร้องออกมาเสียงดังลั่นแล้วผลุบตัวนอนลงกองไปกับพื้น คนที่จับข้ากระเด็นหวือออกไปไกลตกลงพื้นเสียงดังโครม ส่วนเซี่ยจินหรงที่ปล่อยหมัดออกมาสุดแรง หมัดของมันถูกอาณาเขตของข้าสะท้อนพลังกลับไปจนเลือดกบปาก ข้ายังนอนหมอบกับพื้นตัวสั่นเทาพลางตะโกนออกมาอย่างเวทนา แสร้งแผดเสียงร้องไห้ด้วยความขมขื่นใจ

“ท่านแม่! ช่วยข้าด้วย! ฮือออ!

“ท่านพี่!?” เซี่ยจินฟางเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็ร้องเสียงหลง เบิกตามองพี่ชายของนางที่นอนตัวงออยู่บนพื้น กุมปากฟันหลุดเป็นซี่ๆ ด้วยพลังหมัดของตนเอง เซี่ยจินหรงนอนร้องโอดโอย ยิ่งเห็นเลือดของตนเองก็ยิ่งร้องอย่างตื่นตระหนก คนอื่นๆ งุนงงไม่ต่างกัน จินคนน้องมองพี่ชายที่นอนบาดเจ็บอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ไม่นานก็หันมาจ้องข้าที่หมอบตัวร้องไห้ นางกัดฟันกรอดแล้วตรงดิ่งเข้ามาหาข้าอย่างโกรธเคือง

“เจ้าทำอันใดท่านพี่จินหรง!

ยังไม่ทันที่นางจะได้มาถึงตัวข้าร่างบอบบางอ้อนแอ้นของนางก็หน้าหันถลาล้มไปกับพื้น พวงแก้มขาวเนียนมีรอยฝ่ามือเป็นปื้นแดงเด่นชัด เด็กสาวจับแก้มของตัวเองด้วยความงุนงง มองหาคนกระทำด้วยสีหน้าแตกตื่นหวาดกลัว

อยากตบหน้าลูกชายข้างั้นหรือ? ฝันไปเถิดนางหนู ข้านี่แหละจะตบเอาเลือดชั่วๆ กบปากเหมือนพี่ชายเจ้าให้เองท่านแม่ปรากฏตัวต่อหน้าเซี่ยจินฟางคนน้องแล้วตบอีกฝ่ายด้วยหลังมือจนเด็กสาวผู้ถูกเลี้ยงมาดังคุณหนูถลาล้มไปกับพื้น ไม่เพียงเท่านั้นท่านแม่ยังตามไปตบหน้าของนางเสียจนเลือดกบปากตามรอยพี่ชายไป คนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเบิกตากว้างมองเซี่ยจินฟางที่ดูสิ่งที่มองไม่เห็นทำร้าย พวกเขาตัวแข็งทื่อก่อนจะกรีดร้องออกมา สีหน้าขาวซีดราวกับเห็นผี บางคนสติแตกวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต บางคนรีบทรุดตัวยกมือพนมขอร้องอย่างน่าขัน บางคนก็นอนหมอบลงร้องโหยหวน

“ต้องเป็นวิญญาณของฮูหยินใหญ่แน่ๆ!

“ข้าไม่ได้ทำอะไรลูกท่านเลยนะขอรับ แค่เพียงตามสองคนนี้มาเท่านั้น ขออภัยจริงๆ อย่าทำอะไรข้าเลย!

ข้าเงยหน้าขึ้นมาแอบมองเหตุการณ์วุ่นวายเบื้องหน้าอย่างขบขัน จัดการพวกมันน่ะหรือ? ง่ายและเรียกภัยเกินไป ในอดีตพวกมันใช้ข้าเป็นของเล่นสนุก ตอนนี้ข้าจะเก็บพวกมันไว้เล่นสนุกบ้าง ไม่ดีตรงไหนงั้นรึ?

 

 

 






วันนี้ทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ไปหาหมอมาแล้ว ให้หมอเคาะๆ บีบๆ

ปรากฏว่าที่ปวดข้อมือก็เพราะเส้นเอ็นอักเสบ? ชามือเพราะพังพืดอะไรนี่แหละ

หมอถามว่าจะกินยาหรือฉีดยาดี ทางนี้รีบตอบทันทีว่ากินยา

หมอกับผู้ช่วยหัวเราะอย่างรู้ทัน ชิชะ ถ้าไม่กลัวเข็มเนี่ยเป็นแพทย์ไปแล้วละ 5555

มีบางคนท้วงมาว่าเดี๋ยวนี้ทำไมอัพน้อยจัง เมื่อก่อนอัพเป็นตอนๆ หรือไม่ก็ครึ่งตอน

คือว่าเมื่อก่อนไม่ปวดไม่เจ็บไง ปกติดี อัพทุกวันวันละตอนไหว

แต่ตอนนี้มันไม่ได้ พิมพ์นิดหน่อยก็ปวด จึงอัพได้เพียงแค่นี้ ขออภัยจริงๆ

ปล. ทำไมเดี๋ยวนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายจับผิดคำไม่ทำงานเลยนะ หือๆๆๆ //อย่าอู้ตามคนแต่งสิ~

ปล.1 ท่านพ่อไม่ได้กิ๊กกับฮ่องเต้ โซนเฟรนไม่มีเลิฟเวอร์! ออกมานิดเดียวมีคนคิดเป็นตุเป็นตะเลย//ดับฝันสายนโมทั้งหลาย หึ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.577K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

25,551 ความคิดเห็น

  1. #25551 Lin and น้องปีเตอร์ (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 10 เมษายน 2564 / 22:14
    ลงทุนแสดงไปอะลูก เป็นแม่จะจะเก๊กท่าอย่างคนเหนือกว่าซะ555 ซัดละบอกพลั้งมือ ติดมาจากชายแดน ฮิฮิ
    #25,551
    0
  2. #25379 Maylyunho (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 / 07:51
    ดีใากกกลูก
    #25,379
    0
  3. #24976 jinhaana (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 08:45
    น้องร้ายไม่เบาา
    #24,976
    0
  4. #24938 ดอกไม้และสายรุ้ง (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2563 / 20:28
    ลูกฉันมันแซ่บ ร้ายมาร้ายกลับไม่โกงใดๆจ้า
    #24,938
    0
  5. #24726 sedsawa (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 11:50
    ท่านพ่อเลี้ยงด้วยลำแข้งอะ! สุดหล่อปากแข็ง!
    #24,726
    0
  6. #24419 Fueled me (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 20:03
    พูดแล้วก็คับแค้นใจ เสียดายโอกาส เสียดายทุกอย่างที่น้องควรจะได้ ฮึ่ย!!!!!
    #24,419
    0
  7. #23978 munkrishear (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 03:48
    มีการเรียกท่านแม่555555555
    #23,978
    0
  8. #23888 soundlessnote (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 00:11
    เหอะๆ ได้เวลาหังความข้างสามแล้วสินะ..
    #23,888
    0
  9. #23720 Peach9 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 / 10:25
    นี่คิดว่าท่านพ่อคงคิดว่าถ้าน้องไม่ปกป้องตัวเองจะรอให้ใครมาปกป้อง คงอยากให้น้องเข้มแข็ง
    #23,720
    0
  10. #22569 Dekaommeu (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 22:51
    ทำไมสะใจ
    #22,569
    0
  11. #22424 trp1021 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 17:54
    ท่านพ่อนี่ พอบอกว่าเป็นอำมาตนี่เราแบบ....เห้ย มันมีเบื้องหลังปะ
    #22,424
    0
  12. #22245 Jinriil (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 / 09:06
    ทำไมเรารู้สึกชอบพ่อถิงถิงจัง//โดนท่านแม่ตบ
    #22,245
    0
  13. #22176 Xialyu (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:01
    ท่านแม่ใจเย็นนนนนนนนน
    #22,176
    0
  14. #22074 Miko_Chan2002 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 31 มกราคม 2562 / 14:40
    หรือท่านพ่อต้องการให้ถิงถิงเข้มแข็ง//ลูบคาง ขบคิด
    #22,074
    1
    • #22074-1 Miko_Chan2002(จากตอนที่ 46)
      31 มกราคม 2562 / 14:49
      แต่หนูถิงลูก หนูได้ทักษะการแสดงมาจากท่านอ๋องใช่มั้ยลูก! ตอบ!555
      #22074-1
  15. #21951 lills (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 25 มกราคม 2562 / 08:58
    น้องร้ายกาจ!เอาอีก!
    #21,951
    0
  16. #21910 SUGA19 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 23 มกราคม 2562 / 23:49
    เราว่าเราเข้าใจท่านพ่อนะ ท่านเป็นคนแข็งๆเย็นชา เวลาเห็นถิงถิงโดนรังแก ประมาณว่าเจ้าต้องเข้มแข็ง ทำไมไม่สู้กลับ เป็นห่วงแต่อยากให้อยู่ได้ด้วยตัวเอง ถูกป่ะ?
    #21,910
    0
  17. #21455 -เกม- (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 14 มกราคม 2562 / 03:47
    แม่แย่งซีนอีกแล้ว555
    #21,455
    0
  18. #21055 pcy921 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 15:22
    ตบมันค่าท่านแม่!
    #21,055
    0
  19. #20632 นัทมิมิ (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2561 / 13:53
    น้องง หนูร้ายเงียบมากรู้กก
    #20,632
    0
  20. #20386 Nitto_OuranHC (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2561 / 11:25
    ฮาที่บอกว่ามีคนคิดว่าฮ่องเต้กับท่านพ่อกุ๊กกิ๊กกัน55555555 ท่านแม่ยังคงน่ารักตลอดเลยยย
    #20,386
    0
  21. #20205 KuKoi Kim (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 18:22
    เอาให้เข็ด ไม่กล้าแกล้งเลยค่า
    #20,205
    0
  22. #20184 Bluennn. (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 17:12
    สะใจจจต
    #20,184
    0
  23. #20147 ploybrf2 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 16 มีนาคม 2561 / 21:45
    เอาให้เด็ดๆไปเลยลูก
    #20,147
    0
  24. #20091 มนุษย์ที่รักอิสระ (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 11 มีนาคม 2561 / 00:42
    บางทีพ่ออาจเป็น s
    #20,091
    0
  25. #19555 สาวกหนุ่ยวาย_1 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2560 / 10:22
    รู้สึกเหมือนท่านพ่อแท้จริงเป็นคนดี เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำ
    #19,555
    0