เอาเถิด ข้าไม่เสียใจ เพราะข้าตายแล้ว (Yaoi)

ตอนที่ 45 : ตอนที่ ๔๔ กลับคืนสู่ตระกูลเซี่ย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 34,184
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,495 ครั้ง
    20 ส.ค. 59

ตอนที่ ๔๔ กลับสู่ตระกูลเซี่ย

กว่าพวกเราจะได้เข้าไปในท้องพระโรงเพื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้ได้ต้องผ่านพิธียิบย่อยมากมาย ขนาดมีฉินอ๋องที่เหล่ามหาเล็กขันทีทั้งหลายพยายามเอาใจด้วยการลดหลั่นขั้นตอนลงมาให้แล้ว ไม่อยากคิดเลยว่าหากต้องผ่านพิธีเข้าเฝ้าปกติจะยุ่งยากกว่านี้มากเพียงใด ครั้งนี้เป็นการเข้าวังครั้งที่สอง ซึ่งในการเข้าวังครั้งนี้ฐานะของข้าแตกต่างจากครั้งแรกอย่างสิ้นเชิง แทบไม่อยากเชื่อเลยว่าตอนนี้ข้าได้มายืน ณ จุดๆ นี้ช่างผิดแผกจากในชีวิตที่แล้วเป็นอย่างมาก มากเสียจนข้าหวั่นใจว่าตอนนี้ตนเองกำลังติดอยู่ในความฝันอยู่หรือไม่? เหตุใดมันถึงได้ก้าวมาไกลต่างจากชีวิตที่ข้าคุ้นและจดจำนัก

ข้ายังคงใช้ผ้าคลุมใบหน้ามิดชิด แม้เหล่ามหาดเล็กและทหารองครักษ์ส่วนพระองค์จะมองมาอย่างระแวด แต่เมื่อฉินอ๋องเอ่ยยืนยันความปลอดภัยให้แก่ข้า พวกเขาเหล่านั้นจึงยอมปล่อยให้ข้าอยู่ในสภาพน่าสงสัยต่อไปได้เป็นกรณีพิเศษ นี่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลอำนาจของฉินอ๋อง ทุกคนต่างต้องการเอาใจและไม่อยากมีปัญหากับเขา ข้ากับฉินอ๋องนั่งรออยู่สักพักก็มีมหาดเล็กเดินเข้ามาเชิญฉินอ๋องเข้าไป ฉินอ๋องพยักหน้าลุกขึ้นหันมามองข้าวูบหนึ่งแล้วเดินนำไปก่อน ไม่แสดงท่าทางสนิทสนมใดๆ ให้ผู้อื่นได้สงสัย ข้าลุกขึ้นเดินตามพวกเขาไปเงียบๆ

และแล้วก็ถึงเวลาเข้าเฝ้าองค์เหนือหัวผู้กุมอำนาจสูงสุดในแคว้นฉิง ข้ากลืนน้ำลาย ตื่นเต้นจนมือสั่นจนต้องกำหมัดแน่น ค่อยๆ ขจัดอาการหวาดหวั่นในใจ ข้าสูดหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า จิตใจของข้าค่อยๆ กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง ข้าเห็นฉินอองลอบมองมาแต่เขาก็มิได้พูดอันใด ข้ายิ้มแล้วพยักหน้าให้แก่เขาเพื่อบอกเขาว่าข้าไม่เป็นไร ฉินอ๋องถึงหันกลับไปด้วยท่าทางเงียบขรึมเป็นปกติ และแล้วเสียงเบิกตัวสู่ท้องพระโรงก็ดังขึ้นพร้อมกับประตูหน้าท้องพระโรงอันโอ่อ่าค่อยๆ เปิดออก

ข้าจ้องมองไปเบื้องหน้าแล้วก้าวเดินตามหลังฉินอ๋องไปด้วยความสงบ ต่อจากนี้ไปข้าจะมัวแต่ก้มหน้าหวาดกลัวเหมือนในชีวิตก่อนมิได้แล้ว ข้าจะต้องเชิดหน้าย่างเท้าเดินออกไปอย่างสง่างามเท่านั้น!

พวกเราหยุดอยู่หน้าบัลลังก์มังกรทองอันยิ่งใหญ่ บนบัลลังก์นั้นมีผู้มีอำนาจเหนือทุกคนในแคว้นฉิงประทับอยู่ ข้าตวัดชายชุดคุกเข่าโขกศีรษะพร้อมกับเปล่งวาจาเคารพฮ่องเต้เหวินจิ่งแห่งแคว้นฉิง ข้าก้มหน้านิ่งคุกเข่าบนพื้น ชั่วอึดใจหนึ่งถึงได้ยินสุรเสียงขององค์ฮ่องเต้เอ่ยอนุญาตให้ลุกขึ้น น้ำเสียงของพระองค์เต็มไปด้วยความปลาบปลื้มยินดีอย่างเห็นได้ชัด ประโยคแรกที่ตรัสออกมาก็ฟังอบอุ่นและห่วงใย สมแล้วที่ฉินอ๋องเป็นโอรสที่พระองค์โปรดปราน

“เดินทางมาไกลเจ้าคงเหนื่อยมากสินะเสวี่ยเอ๋อร์”

“ขอบพระทัยที่ทรงเป็นห่วงพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่เหนื่อยมากนัก ในใจคิดนั้นคิดเพียงแต่จะเร่งเดินทางมาแจ้งข่าวและอธิบายทุกอย่างให้ฝ่าบาทกระจ่างใจ กระหม่อมกังวลว่าหากปล่อยไว้เนิ่นนานกว่านี้จะทำให้ฝ่าบาทวิตกกังวลได้” ฉินอ๋องทำหน้าอ่อนลงเล็กน้อยก่อนจะยกมือประสานเบื้องหน้า ก้มศีรษะนิดๆ พอเป็นพิธี เขาเอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ แต่ฟังอย่างไรก็คล้ายกำลังเหน็บแนมใครสักคนอยู่

ข้าแอบสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของเหล่าขุนนางในท้องพระโรง บางคนชำเลืองมองตากันเล็กน้อยราวกับกำลังส่งสัญญาณบางอย่างแก่กัน บางคนลอบเหลือบมองมาที่ฉินอ๋องด้วยสายตาเป็นห่วงและกังวลแทน บางพวกยืนสงบนิ่งไม่มีปฏิกิริยาใดๆ กับสถานการณ์นี้ ฮ่องเต้เหวินจิ่งได้ยินคำพระโอรสพูดก็แย้มพระโอษฐ์พลางสรวลออกมาเบาๆ ก่อนจะรับสั่งออกมาด้วยความเอ็นดูปนระอา เป็นการหยอกล้อของบิดาและบุตรโดยแท้จริง

“ไยต้องห่างเหินเช่นนั้นเล่าเสวี่ยเอ๋อร์ ฝ่าบาทอันใดกัน? จงเรียกเสด็จพ่อเช่นเดิมเถิด ส่วนเรื่องข้อเสนอเหล่านั้นเจ้าไม่ต้องอธิบายอันใดอีก สารที่เจ้าส่งมาให้เราได้อธิบายไว้เพียงพอแล้ว เราเห็นด้วยกับข้อเสนอและได้อนุญาตให้เจ้ายื่นข้อเสนอแก่แคว้นเหลียวเอง ไยจะต้องเป็นกังวลด้วยเล่า?”

หลังจากฮ่องเต้เหวินจิ่งตรัสออกมาสีหน้าของแต่ละคนพลันเปลี่ยนวูบหนึ่ง ชั่วพริบตาก็กลับมาราบเรียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อย่างมหัศจรรย์ ขุนนางที่มิได้สนับสนุนฉินอ๋องมีสีหน้าดำคล้ำราวกับสูญเสียบางอย่างไปต่อหน้าต่อตา แน่นอนพวกเขาได้สูญเสียเรื่องที่จะใส่ไคล้ให้ฉินอ๋องรับโทษหรือถูกตำหนิติเตียน ส่วนเหล่าขุนนางที่สนับสนุนฉินอ๋องต่างพากันโล่งอกและมองอ๋องหนุ่มด้วยสายตายกย่องมากกว่าเดิม ข้าเองก็แปลกใจมิใช่น้อย นี่เขาขออนุญาตเรื่องข้อเสนอจากฮ่องเต้แล้วงั้นรึ? แล้วเหตุใดถึงมิเอ่ยบอกกันบ้าง ปล่อยให้ข้ากังวลว่าเขาจะถูกฮ่องเต้กล่าวโทษที่ยื่นข้อเสนอให้แคว้นเหลียวโดยพลการ ที่แท้เขาก็ได้รับอนุญาตแล้วนี่เอง มิน่าถึงไม่กังวลใดๆ ทั้งที่ผู้อื่นต่างหวาดกลัวแทน  

“เสด็จพ่อคงมิได้ยินสิ่งที่คนข้างนอกนั้นกล่าวถึงลูกกระมัง? ลูกได้ยินก็ร้อนใจยิ่งนัก”

“เราได้ยินมาบ้าง ทว่าเจ้ามีตำแหน่งใหญ่โตจะต้องมีหัวใจที่หนักแน่นตามไปด้วย เพียงคำพูดไม่กี่คำก็ทำให้ไขว้เขวลังเลใจ ในกาลข้างหน้าเจ้าจะรับผิดชอบหน้าที่สำคัญได้อย่างไร นี่เป็นบททดสอบอย่างหนึ่งของเจ้า จงเรียนรู้ที่จะมั่นใจและหนักแน่นกว่านี้ อย่าได้ใส่ใจกับคำพูดที่ประสงค์ร้ายไร้คุณประโยชน์ เมื่อถึงวันที่ทุกสิ่งกระจ่างชัดคำพูดเหล่านั้นย่อมเลือนหายไปเอง” ฮ่องเต้เหวินจิ่งพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะทำหน้าจริงจังแสดงบทบาทบิดาสั่งสอนบุตรด้วยน้ำเสียงเข้มงวดเปี่ยมไปด้วยความหวังดี ฉินอ๋องยืนนิ่งคล้ายครุ่นคิดก่อนจะค่อยๆ คลายสีหน้าเย็นยะเยือกก้มศีรษะลง

“ขอบพระทัยเสด็จพ่อที่ชี้แนะ ลูกเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว”

ฮ่องเต้เหวินจิ่งพยักพระพักตร์ด้วยความพึงพอใจแล้วโบกพระหัตถ์ไปมา ตรัสออกมาอย่างง่ายดายแสนสบายแต่ทว่าข้าคิดว่าประโยคนั้นเต็มไปด้วยวางหมากล่อทดสอบฉินอ๋อง

“เอาละๆ เจ้าจะกังวลใจก็มิใช่เรื่องแปลก เช่นนั้นเราจะเพิ่มรางวัลเป็นการปลอบใจเจ้าดีหรือไม่?”

“เรื่องเล็กน้อยพ่ะย่ะค่ะ การได้รับคำสั่งสอนจากเสด็จพ่อเป็นสิ่งล้ำค่ายิ่งกว่ารางวัลใดแล้ว อีกอย่างหากเพิ่มรางวัลให้ลูกเสด็จพ่อย่อมต้องเพิ่มรางวัลให้แก่ทหารทุกคนไปด้วย หากเป็นเช่นนั้นท่านขุนนางเซียวจะต้องเคืองกระหม่อมเป็นแน่” ฉินอ๋องทำหน้านิ่งไม่มีความตื่นเต้นหรือดีใจใดๆ เขาเอ่ยปฏิเสธตบท้ายด้วยการหยอกล้อขุนนางเซียวซึ่งน่าจะเป็นเจ้ากรมการคลังคนปัจจุบัน องค์ฮ่องเต้ยิ้มรับนิดๆ เหมือนขบขันก่อนจะหันไปมองเจ้ากรมการคลังที่มีสีหน้าตื่นตระหนก ขุนนางเซียวผู้โชคร้ายที่โดนฉินอ๋องลากเข้าสู่บทสนทนาอย่างกะทันหัน ด้วยการยกนามเขาขึ้นมาหยอกต่อพระพักตร์ ขุนนางเซียวยกมือประสานข้างหน้าก่อนจะเอ่ยสนับสนุนพระราชดำริขององค์เหนือหัวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างมืออาชีพ ข้าอดจะทึ่งกับความสามารถปรับเปลี่ยนสีหน้าของเหล่าขุนนางมิได้

“มิได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเข้าใจพระราชดำริที่ทรงต้องการตกรางวัลแก่ทหารกล้าทั้งหลายที่ทำหน้าที่ปกป้องแคว้นเป็นอย่างดี กระหม่อมจะโกรธเคืองฉินอ๋องได้อย่างไรกัน”

“ขุนนางเซียวกล่าวเช่นนี้แล้วไยเจ้าจะขัดน้ำใจเขาเล่า เราจะเพิ่มรางวัลให้แก่ฉินอ๋องและเหล่าทหารกล้าทุกคน...” ฮ่องเต้หันกลับมาชี้นิ้วเอ่ยกับฉินอ๋องอย่างพอพระทัย ก่อนจะหันพระพักตร์ไปรับสั่งกับขันทีประจำพระองค์ เพิ่มรางวัลให้แก่ฉินอ๋องและทหารทุกคน พวกข้าคุกเข่าโขกศีรษะขอบพระทัยเสียงดังก้อง ก่อนจะลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางสงบเสงี่ยม ข้าลอบมองไปทางฉินอ๋องแล้วอดที่จะสรรเสริญเขามิได้ นี่กะจะมาปล้นตั้งแต่แรกแล้วสินะ ทำท่าโยกหลบประเด็นไปมาสุดท้ายก็ตบทรัพย์เข้ากระเป๋าอย่างสวยงาม ข้าละอยากปรบมือดังๆ ให้แก่เขาจริงๆ

บรรยากาศกำลังชื่นมื่นไปด้วยดี จู่ๆ ข้าก็รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งกาย ตวัดสายตาไปมองกระแสความครั่นคร้ามไปเจอะเข้ากับดวงตาคู่หนึ่งที่จ้องเขม็งตรงมา ข้าเหงื่อแตกพลั่ก คนที่จ้องข้าตาไม่กะพริบนั้นก็คือองค์รัชทายาทเหวินเหล๋ยผู้นั้นนั่นเอง! บุรุษในชุดตำแหน่งรัชทายาทสีเข้มลวดลายมังกรกระตุกมุมปากก่อนจะหันไปเอ่ยท้วงกับฉินอ๋อง

“ว่าแต่เจ้าพาผู้ใดมาด้วยงั้นรึน้องสี่? เหตุใดถึงได้ปิดบังใบหน้าเช่นนั้นด้วยเล่า? ที่แห่งนี้คือท้องพระโรงแต่เจ้ากลับพาคนน่าสงสัยเข้ามาด้วย ขออภัยจริงๆ เพื่อความปลอดภัยแล้วข้าอดที่จะทักท้วงมิได้” ใบหน้าคมเข้มแสยะยิ้มออกมานิดๆ เหมือนจะไม่ตั้งใจทักแต่ก็อดสงสัยและระแวงมิได้ พอองค์รัชทายาทถามแกมแดกดันทุกคนในท้องพระโรงต่างหันมามองข้าเป็นจุดเดียวราวกับเพิ่งรับรู้ถึงตัวตนของข้า ฮ่องเต้เหวินจิ่งที่กำลังยิ้มแย้มมีความสุขก็พลันทอดพระเนตรมาที่ข้า พระเนตรคมแปลบขึ้นทันควัน ทำให้ข้าเชื่อสนิทใจว่าพระองค์เป็นพระบิดาของฉินอ๋องจริงๆ ช่างเหมือนกันยิ่งนัก!

“อ้อ นั่นสินะ หากมิได้เสด็จพี่ทักท้วงข้าคงลืมไปเสียสนิท เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ โปรดอภัยให้ลูกที่เลอะเลือนไปชั่วขณะ คนผู้นี้คือคนที่ลูกได้เขียนเล่าไว้ในสาร คนที่เสด็จพ่อต้องการพบผู้นั้นพ่ะย่ะค่ะ” ฉินอ๋องทำหน้าเหมือนเพิ่งคิดได้ เขาหันมามองข้าวูบหนึ่งแล้วหันไปพูดกับพระบิดาที่เลิกคิ้วคล้ายครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเข้าใจ

“อ้อ แล้วเหตุใดเขาถึงใช้ผ้าปิดหน้าปิดตาเช่นนั้นเล่า?” 

“โปรดอภัยให้ลูกด้วยพ่ะย่ะค่ะ เด็กคนนี้ขี้กลัวยิ่งนัก มักจะแต่งตัวเช่นนี้ถึงจะมีความมั่นใจ ดังนั้นลูกจึงสั่งให้เขาแต่งตัวเช่นนี้ ด้วยเกรงว่าเขาจะถูกบารมีของเสด็จพ่อทำให้ตื่นกลัวเสียก่อนจะได้เข้าเฝ้าพระองค์”

“เสวี่ยเอ๋อร์ นี่เจ้ากำลังพูดว่าบิดาของเจ้าน่ากลัวอย่างนั้นรึ?”

“มิได้พ่ะย่ะค่ะ เด็กผู้นี้ขี้กลัวเกินไปจริงๆ ลูกเกรงว่าเขาจะสลบไปเสียก่อน” ฉินอ๋องเอ่ยเน้นย้ำรอบสองด้วยสีหน้าราบนิ่ง ทำให้คนอื่นๆ เริ่มเอียงเอนเชื่อว่าข้าขี้กลัวสุดๆ ตามคำบอกของเขาไปเสียแล้ว ฮ่องเต้เหวินจิ่งมิได้ติดพระทัยอันใด พระองค์โบกพระหัตถ์ไปมาแล้วหันมามองข้าแล้วตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเป็นพิเศษ

“เอาเถิด เรามิได้น่ากลัวปานนั้น เด็กน้อยเจ้ามิต้องหวาดกลัวอันใด ความดีความชอบที่เจ้าได้ทำไว้นั้นเราต้องขอบใจอย่างยิ่ง เจ้าได้ช่วยชีวิตโอรสของเรา ทั้งยังนำข่าวแคว้นเหลียวบุกรุกมาบอกแก่ฉินอ๋อง ทำให้แคว้นฉิงปลอดภัยซ้ำยังตอบโต้พวกมันกลับไปได้ และยังเป็นคนรักษาบาดแผลต้องสาปพลิกเอาชนะแคว้นเหลียวนั้นอีก เรามีแต่จะให้รางวัลแก่เจ้า มิต้องกลัว หากเจ้าต้องการรางวัลอันใดจงบอกมาเถิด”

ข้าขยับตัวเดินออกไปยืนข้างๆ ฉินอ๋อง ก่อนจะคุกเข่าลงแล้วเอ่ยตอบออกไปทั้งที่ก้มหน้า พยายามทำเสียงให้เหมือนคนประหม่าหวาดกลัว

“มิได้พ่ะย่ะค่ะ ที่กระหม่อมทำไปเพียงต้องการทดแทนบุญคุณของฉินอ๋อง และตอบแทนแผ่นดินเกิดเท่านั้น”

“เด็กหนุ่มมีจิตใจมุ่งมั่นและกตัญญู ถูกใจเรายิ่งนัก เจ้าไม่มีอันใดต้องการเลยรึ? บอกมาเถิด มิต้องเกรงใจ”

ข้าเงยหน้าอึกอักลังเลก่อนจะก้มหน้าลงอีกครั้ง ทุกคนนิ่งเงียบเหมือนรอคอยให้ข้าเอ่ยออกไป

“ความปรารถนาของข้าคือต้องการกลับบ้านกลับคืนสู่ตระกูลพ่ะย่ะค่ะ”

“งั้นรึ? เช่นนั้นเราจะให้รางวัลครอบครัวของเจ้าด้วยก็แล้วกัน ตอบแทนที่เจ้าได้ช่วยเหลือชีวิตของโอรสของเรา ตระกูลของเจ้าอยู่ที่ใดงั้นรึ?”

“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมมีนามว่าจิ้งถิง ตอนออกมาจากบ้านนั้นได้ใช้แซ่มารดา แต่ทว่าแซ่เดิมตั้งแต่กำเนิดของกระหม่อมคือ เซี่ย

“เซี่ยจิ้งถิงพ่ะย่ะค่ะ”

“เซี่ยงั้นรึ? เจ้ามีแซ่คล้ายกับอำมาตย์เซี่ย คงมิใช่ว่า...” ฮ่องเต้เลิกคิ้วชะงักวรกายหันพระพักตร์ไปที่บุรุษวัยกลางคนที่ยังดูหนุ่มและรูปงามอย่างยิ่ง เขายืนอยู่เบื้องหน้าเหล่าขุนนางด้วยอาการสงบนิ่งขรึม

ข้าปลดผ้าคลุมศีรษะออก เปิดเผยใบหน้าต่อสายตาทุกคู่ในท้องพระโรง ขยับตัวทั้งที่คุกเข่าหันไปมองบุรุษร่างสูงโปร่งในชุดขุนนางสีแดงลวดลายนกกระเรียนที่เป็นสัญลักษณ์ของขุนนางขั้นหนึ่ง ข้าก้มหน้าโขกศีรษะลงพื้นแล้วเอ่ยเสียงดังท่ามกลางเสียงซุบซิบอย่างสนอกสนใจใคร่รู้ของเหล่าขุนนางในท้องพระโรง

“ท่านพ่อ! ลูกอกตัญญูนักที่ได้จากท่านไปเนิ่นนาน วันนี้ลูกกลับมา ตอบแทน ท่านพ่อแล้วขอรับ!

ข้ากลั้นหายใจรอคอยอีกฝ่ายเอ่ยอันใดออกมา แต่ทว่าเขากลับเงียบมิได้เอ่ยสิ่งใดออกมา ข้าค่อยๆ เงยหน้าขึ้นไปมองคนผู้นั้นที่ยืนมองมานิ่งๆ ด้วยสายตาที่ข้าไม่เข้าใจนัก ข้าเห็นเขาไม่พูดอันใดก็เอ่ยถามออกไปอย่างไม่คาดหวังนัก

“ท่านพ่อจำลูกมิได้หรือขอรับ? ข้าจิ้งถิงเองขอรับ”

“ข้าย่อมจำบุตรชายของตนเองได้ คิดอยู่เสมอว่าสักวันหนึ่งเจ้าต้องกลับมา ในที่สุดก็กลับมาจนได้” บิดาผู้แสนเย็นชาและเคร่งขรึมของข้าเปิดปากเอ่ยเป็นครั้งแรก น้ำเสียงราบเรียบคล้ายไม่แปลกใจหรือตกใจเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าการที่ข้าอยู่ที่นี้มิใช่เรื่องแปลกประหลาดน่าเหลือเชื่อ ข้าชะงักอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะตั้งสติขึ้นมาได้ก็เผยยิ้มซื่อๆ ออกไป

“แม้จะยากลำบากกอย่างไรแต่ลูกย่อมกลับมาหาท่านพ่ออย่างแน่นอน”

“มิใช่ว่าบุตรชายของท่านอำมาตย์เซี่ยเสียชีวิตด้วยโรคร้ายพร้อมฮูหยินใหญ่แล้วรึ? ท่านถึงได้ใส่ชุดสีดำอยู่ตลอดเวลาเช่นนั้น” ขุนนางผู้หนึ่งเอ่ยออกมาอย่างสงสัยมีความอยากรู้จนลืมตัว บิดาของข้าเงยหน้าไปมองคนผู้นั้นด้วยสายตาแหลมคม ขุนนางที่หลุดปากออกมาก็หน้าซีดเผือด บิดาของข้ายังคงนิ่งขรึมเช่นปกติก่อนจะตอบโต้กลับด้วยน้ำเสียงมั่นคงหนักแน่น

“ข้ามิเคยกล่าวว่าบุตรชายของข้าตายด้วยโรคร้าย”

ข้าขมวดคิ้วแวบหนึ่งก่อนจะรีบคลายออก ไม่เคยกล่าวอย่างนั้นรึ? แล้วเหตุใดข้าถึงได้ยินข่าวลือเหล่านั้นแพร่สะพัดไปทั่วกันเล่า? ข้าลอบมองใบหน้างดงามเคร่งขรึมของบิดาอย่างขุ่นเคือง ช่างโกหกได้น่าเชื่อถือยิ่งนัก!

“เหยียนจิ้ง เด็กผู้นี้คือบุตรชายของเจ้าจริงๆ งั้นรึ?” ฮ่องเต้เรียกบิดาของข้าด้วยชื่ออย่างสนิทสนม ไม่แปลกอันใดนักข้าเคยได้ยินมาว่าทั้งสองนั้นเป็นสหายกันมาตั้งแต่เยาว์วัย บิดาของข้าถือกำเนิดมาในตระกูลเก่าแก่แต่ตกอับ จนกระทั่งบิดาข้าสอบได้จอหงวนจึงทำให้ตระกูลเซี่ยกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ฮ่องเต้เหวินจิ่งตรัสถามด้วยความแปลกพระทัย ข้ามองบิดาที่ยังมีสีหน้านิ่งขรึมอยากรู้ว่าเขาจะตอบเช่นไร

เซี่ยเหยียนจิ้งพยักหน้าพร้อมกับก้าวเท้าเดินมายังข้าที่คุกเข่า เขายื่นมือออกมาหาเขาโดยไม่พูดอันใด ข้ารู้สึกหวาดระแวงเขายิ่งนัก เพราะอีกฝ่ายคือบิดาผู้ฉลาดมากแผนการและคาดเดามิได้ สุดท้ายข้ามองไปที่ใบหน้าของเขาที่ยังคงเหมือนเดิมทุกประการตั้งแต่วันที่ข้าจำความได้ เขาไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย ยังคงมีรัศมีความน่าเกรงขามและเคร่งขรึม ข้าหลุบดวงตามองมือขนาดใหญ่ของเขานิ่ง จู่ๆ ดวงตาของข้าก็ร้อนผ่าวคล้ายมีน้ำเอ่อล้นออกมา ความเศร้าใจล้นทะลักออกมาท่วมท้น คล้ายย้อนไปเป็นสมัยยังเด็กน้อยที่คนผู้นี้สอนหนังสืออย่างเข้มงวด ข้าทนไม่ไหวจึงร้องไห้วิ่งไปหาท่านแม่ แม้จะไม่พอใจแต่เขาในตอนนั้นก็ไม่ได้เอ่ยว่าอันใด นั่งรอคอยข้าเงียบๆ ท่านแม่เสียอีกที่ดุข้าพร้อมกับข่มขู่สารพัดก่อนจะนำตัวข้ากลับมาส่งให้แก่เขาเพื่อเรียนหนังสือต่อ พอคิดถึงความทรงจำสมัยยังเยาว์อยู่นั้นข้าก็รู้สึกเศร้า และยิ่งเศร้ามากขึ้นเมื่อทั้งหมดมันเป็นเพียงภาพลวงตาที่ชายผู้นี้สร้างขึ้นมา

“ลุกขึ้น” เมื่อเห็นข้าไม่ยอมขยับเคลื่อนไหวเขาก็เอ่ยออกมาสั้นห้วน ข้ายื่นมือไปจับมือของเขาที่ดึงข้าลุกขึ้นยืนเคียงข้างเขา บิดาของข้าหันไปมององค์เหนือหัวที่ทอดพระเนตรมาอย่างสนใจ บิดาของข้าเอ่ยตอบกลับไปน้ำเสียงราบเรียบ

“เขาเป็นบุตรชายของกระหม่อมอย่างแน่นอน พระองค์มิเห็นความคล้ายคลึงระหว่างเขากับกระหม่อมอย่างนั้นรึ? ตั้งแต่ที่เขายังเด็กกระหม่อมคิดว่าเขาคล้ายกระหม่อมทีเดียว”

“อืม จะว่าไปก็คล้ายอยู่เหมือนกัน ตอนเด็กๆ เจ้าก็หน้าละอ่อนเฉกเช่นนี้จริงๆ แล้วลูกของเจ้าหายไปไหนมางั้นรึ?”

“เรื่องนั้นคงต้องถามพระโอรสของฝ่าบาทแล้ว หวังว่าท่านจะให้ความกระจ่างฉินอ๋อง” บิดาของข้าพ่นลมหายใจออกมาทางจมูกก่อนจะโยนเผือกร้อนในมือไปหาเจ้าแมว ฉินอ๋องมองบิดาของข้าแวบหนึ่ง บรรยากาศระหว่างทั้งสองคล้ายกำลังดวลกันทางสายตา ฉินอ๋องเบือนหน้ากลับไปมองพระบิดาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“หากจะเล่าจุดเริ่มต้นคงจะต้องย้อนไปตอนที่ลูกเพิ่งได้ตำแหน่งอ๋อง เวลานั้นเป็นวันคล้ายวันเกิดของท่านอำมาตย์ ลูกมีโอกาสได้ไปอวยพรท่านอำมาตย์เซี่ยเช่นเดียวกับพี่น้องทุกคน ในยามนั้นลูกบังเอิญได้เจอบุตรชายผู้นี้ของท่านอำมาตย์เซี่ยเข้า พบว่าเขามีโรคแปลกประหลาดน่าสงสาร ประกอบกับยามนั้นที่วังหย่งเฮ่าของลูกมีหมอเทวดาผู้หนึ่งมาเยือนพอดี ลูกจึงปรึกษากับอำมาตย์เซี่ยนำตัวเขาไปให้หมอเทวดาช่วยรักษา อำมาตย์เซี่ยที่กำลังกลุ้มใจกับเรื่องนี้จึงยอมให้บุตรชายตามกระหม่อมไปยังวังเหย่งเฮ่า หมอเทวดาผู้มีนิสัยประหลาดยอมรับเด็กคนนี้ไว้รักษา แต่โรคของเขารักษาในเวลาสั้นๆ มิได้ หมอเทวดาจึงนำตัวเด็กผู้นี้ไปรักษายังที่พำนักของเขา ผ่านไปเนิ่นนานจนลูกหลงลืมเด็กคนนี้ก็มาปรากฏตัวในวันที่ลูกถูกคนแคว้นเหลียวลอบสังหาร เขาช่วยลูกเอาไว้และนำแผนการของแคว้นเหลียวมาบอกแก่ลูก สุดท้ายแล้วเขาก็อยู่ช่วยเหลือการศึกอย่างที่เขียนเล่าไว้ในสารพ่ะย่ะค่ะ”

ฉินอ๋องเล่าออกมายาวเหยียดไม่มีสะดุดหรือติดขัด ท่าทางของเขาราวกับเล่าเรื่องจริงออกมาทั้งที่เรื่องทั้งหมดนั้นมิใช่เรื่องจริงเลย ข้าหันไปมองเจ้าแมวอย่างอึ้งและทึ่งในทักษะเล่าเรื่องเท็จหน้าตายของเขา ฮ่องเต้เหวินจิ่งพยักพระพักตร์หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดก่อนจะหันมาทอดพระเนตรสหายผู้เป็นขุนนางคนสนิทอย่างหยอกล้อ

“มิน่าเล่า เรายังจำได้ว่าตอนนั้นเจ้าเห่อบุตรชายเพียงใด แต่ทว่าหลายปีมานี้กลับไม่เอ่ยถึงเลย ว่าแต่เจ้าเถิด โรคประหลาดอะไรนั่นหายดีแล้วอย่างนั้นรึ?” ฮ่องเต้เหวินจิ่งหันมาถามข้าที่ยังมึนงงกับนิทานหน้าพระพักตร์อันไหลลื่นของฉินอ๋อง ข้าก้มศีรษะแล้วเอ่ยตอบออกไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ

“ทูลฝ่าบาท หายดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ เพราะได้ท่านหมอเทวดาช่วยรักษามาตลอดหลายปีมานี้ หลังจากรักษาตัวจนแน่ใจแล้วว่าหายดีกระหม่อมจึงขอลาท่านหมอเพื่อกลับมายังตระกูล แต่ระหว่างทางได้สังเกตเห็นความผิดปกติของทางแคว้นเหลียวจึงแอบตามสืบจนทราบว่าพวกมันวางแผนบุกแคว้นฉิงและกำลังลอบสังการฉินอ๋อง กระหม่อมนึกถึงบุญคุณที่ฉินอ๋องเคยช่วยเอาไว้ในยามเด็ก หากมิได้ฉินอ๋องกระหม่อมคงตายไปนานแล้ว ดังนั้นเพื่อตอบแทนบุญคุณของฉินอ๋องกระหม่อมจึงเปลี่ยนเส้นทางกลับเมืองหลวงไปยังชายแดนที่ตั้งค่ายเป่าอี้แทนพ่ะย่ะค่ะ” แม้ว่าข้าจะพูดติดขัดบ้างแต่ก็นับว่าไม่เลวสำหรับการต่อยอดนิทานของฉินอ๋องที่ได้เล่าเกริ่นไว้ บ้าจริงเชียว เหตุใดเขาถึงไม่บอกให้ข้ารู้ตัวก่อนว่าจะสร้างเรื่องราวมหากาพย์เช่นนี้ ฮ่องเต้เหวินจิ่งจ้องข้าเขม็งก่อนจะพยักพระพักตร์สีหน้าผ่องใสขึ้น ข้าคิดว่าพระองค์ยังคงเคลือบแคลงใจจนกระทั่งข้าต่อเรื่องเชื่อมโยงกันออกมาสมบูรณ์พระองค์ถึงได้เชื่อ

“เป็นเรื่องดี! หายแล้วย่อมดี! เอาละ เจ้าเป็นถึงบุตรชายของอำมาตย์เซี่ยที่ถือว่าเป็นขุนนางที่ดีและยังเป็นสหายของเราอีกด้วย ต้องการสิ่งใดก็เอ่ยบอกมาได้ ไม่ต้องเกรงใจ ถือเสียว่าเป็นของรับขวัญที่เจ้าได้รับคืนสู่ตระกูลเซี่ยอีกครั้งแล้วกัน”

“ขอบพระทัยฝ่าบาท แต่ทว่าบุตรชายของกระหม่อมคงไม่ต้องการสิ่งใดอีก เพราะหากเขาต้องการสิ่งใดกระหม่อมผู้เป็นบิดาสามารถหามาให้ได้อย่างแน่นอน อีกอย่างการกระทำครั้งนี้เป็นเพียงการตอบแทนบุญคุณ ต่อไปภายภาคหน้าถือว่าระหว่างบุตรชายของกระหม่อมกับฉินอ๋องมิได้มีอันใดติดค้างระหว่างกัน” บิดาของข้าเอ่ยปฏิเสธข้อเสนอแสนใจดีของฮ่องเต้แบบไม่คิดไต่ตรองใดๆ ทั้งสิ้น และท้ายประโยคข้าไม่แน่ใจว่าเขากำลังพูดกับฮ่องเต้หรือกำลังพูดให้ฉินอ๋องที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ฟังกันแน่ เจ้าแมวหันมามองบิดาของข้าด้วยแววตาแปลกๆ เย็นชากึ่งขุ่นเคือง

“ไยเจ้าเคร่งเครียดเช่นนี้เหยียนจิ้ง เฮ้อ เอาเถิด เราหน่ายจะเถียงกับคนคร่ำครึแล้ว เด็กน้อยหากวันใดเจ้าต้องการสิ่งใดให้บอกเราได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องเกรงใจ ลูกของเหยียนจิ้งก็เหมือนลูกข้านั่นแหละ จริงสิ พรุ่งนี้ยามเย็นเราจะจัดงานเลี้ยงฉลองชัยแด่เหล่าทหารกล้า เจ้าก็มาด้วยสิ เห เหยียนจิ้ง เจ้าคงมิได้จะอ้างว่าบุตรชายอายุยังน้อยมิอยากให้มาร่วมงานเลี้ยงกระมัง เท่าที่ดูบุตรชายของเจ้าก็ใกล้โตเป็นหนุ่มแล้วควรให้เขาเข้าสังคมบ้าง” ฮ่องเต้เหวินจิ่งส่ายพระพักตร์ด้วยสีหน้าจนใจ ก่อนจะหันมาบอกข้าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนยิ่ง จากนั้นก็ชี้นิ้วหยุดไม่ให้บิดาของข้าที่กำลังเปิดปากพูดได้กล่าวอันใด พระองค์แย้มยิ้มกล่าวดักอย่างรู้เท่าทัน บิดาของข้าทำหน้าเอือมระอาไม่เกรงพระราชอำนาจเลยแม้แต่น้อย ข้ารู้สึกได้ว่าความสนิทสนมของทั้งสองไม่ธรรมดาจริงๆ

จากนั้นฮ่องเต้เหวินจิ่งก็โบกพระหัตถ์เลิกการประชุมให้ทุกคนออกไปท้องพระโรงได้ ทิ้งท้ายให้ฉินอ๋องตามพระองค์ไปสนทนาตามประสาพ่อลูกต่อ และไม่ลืมเรียกองค์รัชทายาทที่เอาแต่เงียบตั้งแต่ข้าเปิดเผยใบหน้า เงียบว่าน่ากลัวแล้วแต่เขากลับจ้องมองมาที่ข้านัยน์ตาวาววับ ข้าเริ่มกังวลใจ เขายังไม่ลืมเหตุการณ์ครั้งนั้นงั้นรึ? ไยไม่ลืมๆ มันไปซะ! ข้ากระเถิบตัวเข้าใกล้บิดามากขึ้นรู้สึกปลอดภัยกว่าให้รัชทายาทผู้นั้นจ้องเอาๆ เช่นนี้ พวกเราคุกเข่าส่งเสด็จจนกระทั่งองค์ฮ่องเต้ดำเนินลับหายไปถึงลุกขึ้นแล้วทยอยกันออกไปจากท้องพระโรง บิดาของข้าหันมาพยักหน้านิ่งๆ  

“ไปเถิด”

 

 

 

 



เซี่ยเหยียนจิ้ง / อำมาตย์เซี่ย


สมัครสอบเรียบร้อยแล้วค่ะ คนอย่างเยอะอะ เดือนหน้านู้นสอบ

แต่ไม่ใช่ว่าคนแต่งจะว่างนะจ้ะ สองวันนี้มุ่งมั่นอ่านสอบเอาใบขับขี่อยู่ค่ะ

หวังว่าจะสอบผ่านในครั้งเดียว สาธุ! ผ่านด้วยเถิดเจ้าค่ะ!

หากผ่านจะมาอัพสองตอนรวดเลย //เดี๋ยวๆ ไม่เกรงใจมือขวาเลย ฮืออออ

เพราะฉะนั้นช่วงนี้เลยยุ่งๆ โปรดเข้าใจด้วยเน้อ

ปล. คนที่เร่งจะเอาเร็วๆ ทำไมไม่อัพ มาอัพเร็วๆ หน่อย...คือแบบขออภัยจริงๆ

เข้าใจหน่อยนะ คนแต่งก็คนค่ะ มีบางอย่างต้องทำบ้าง ไม่ใช่ไม่อยากมาต่อให้

อยากแน่นอน โปรดรอกันสักนิดนะเจ้าค่ะ เดี๋ยวอัพช้าประชดเลยนิ//บ่ได้ขู่น่า~

ส่วนคนที่มาเม้นให้กำลังใจ เม้นเกี่ยวกับเนื้อเรื่องบ้าง เม้นว่าคิดถึงแต่รอกันได้นี่น่ารักสุด

ขอบคุณมากค่ะ เป็นสารกระตุ้นกำลังใจให้อัพต่อไปเป็นอย่างดี 5555

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.495K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

25,551 ความคิดเห็น

  1. #25418 NEPTUNEL (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 / 04:52
    ต้องมีอะไรมากกว่าที่คิดแน่
    #25,418
    0
  2. #25378 Maylyunho (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 / 22:19
    ท่านพ่อมาแล้ววว
    #25,378
    0
  3. #24941 kwangg (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 15:45

    ความคิดเห็นแตกไปหลายทางมาก ยังไงดีวะ ปมไหนอีก 5555555555555555555555555555555555555555555555 คือแบบ เอ้ะ มีแต่ความเอ้ะ ยังไงนะ

    #24,941
    0
  4. #24916 Shinoo (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2563 / 23:49
    พอมาอ่านตอนนี้แล้วนึกไปตอนที่แม่เล่าเรื่องก่อนตายให้น้องฟังแล้วชั้นคิดว่าพ่อน้องเสแสร้งอ่ะ
    #24,916
    1
    • #24916-1 kwangg(จากตอนที่ 45)
      15 มิถุนายน 2563 / 15:49
      เรามองพ่อเหมือนฉินอ๋องซะงั้น แต่ก็เผื่อใจไว้เหมือนกัน 55555555555555
      #24916-1
  5. #24418 Fueled me (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 19:12
    พ่อมีเหตุผลดีๆมาอธิบายเหมือนท่านอ๋องมั้ยคะ แต่พ่อแม่น้องหน้าตาดีอะ5555555555
    #24,418
    0
  6. #24349 XXXFUXXX (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 10:59
    ท่านพ่อTT ถิงถิงหนูต้องรักท่านพ่อมากๆนะ
    #24,349
    0
  7. #24026 chew2007 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 21:59
    ตกลงพ่อเป็นคนดีรึเปล่าอะ ยังไงๆไม่รู้
    #24,026
    0
  8. #23977 munkrishear (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 03:36
    ก็ยังคงคิดว่าท่านพ่อแอบร้ายอยุ่ดี555555 เอาล่ะองค์รัชทายาทฆ่าหมา ไม่เอานะไม่แกล้งน้องง
    #23,977
    0
  9. #23809 ฟองฟู่ (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 7 มกราคม 2563 / 03:46
    ขอยื่นเท้าลงเรือผีเต้เซี่ยได้หรือไม่
    #23,809
    0
  10. #23719 Peach9 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 / 07:57
    ชั้นน่ะรอความจริงจากท่านพ่ออยู่
    #23,719
    0
  11. #23584 PaPa9 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 / 02:24
    เหมือนพ่อจะเป็นคนดี เหมือนพ่อจะรักลูก เหมือนพ่อจะหวงลูก เหมือนพ่อจะซึน ลังเลแล้วนะ
    #23,584
    0
  12. #23555 นกน้อยของบอสแบม (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2562 / 19:19
    สรุปพ่อนี่ชั่วจริงหรือท่านแม่เข้าใจผิดไปเอง เห้อออ ใจคนยากแท้หยั่งถึงแท้น้อออออ
    #23,555
    0
  13. #23483 PanthronY (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2562 / 13:44
    เหมือนพ่อจะเป็นคนดีเลยแฮะ เหมือนจะหวงน้องด้วยอะ เครียดดด สรุปดีมั้ย
    #23,483
    0
  14. #22797 tunty0505 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2562 / 18:45
    เริ่มลังเลแล้วแหะ...
    #22,797
    0
  15. #22704 Ineedtoreed (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 / 11:15
    อิมเมจของเซี่ยคือดีจ์มาก ตกลงจะชั่วร้ายไหม งง
    #22,704
    0
  16. #22628 DKdabble (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 06:38
    สัมผัสว่าท่านพ่ออาจจะเป็นคนดีมั้ยย
    #22,628
    0
  17. #22610 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2562 / 22:49

    อีพ่อจะมาไม้ไหนกันเนี่ย? หวั่นใจจริงๆ

    #22,610
    0
  18. #22568 Dekaommeu (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 22:31
    ท่านพ่อท่านช่างหล่อเหลาอะไรขนาดนี้
    #22,568
    0
  19. #22473 Ruanjai (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 22 เมษายน 2562 / 23:24
    ท่านพ่อแซ่บจัด
    #22,473
    0
  20. #22423 trp1021 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 17:37
    ท่านพ่อดีหรือไม่
    #22,423
    0
  21. #22266 oleman (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:39
    ทำไมท่านพ่อแซ่บขนาดนี้
    #22,266
    0
  22. #22175 Xialyu (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:47
    ท่านพ่ออย่างหล่อ5555
    #22,175
    0
  23. #22073 Miko_Chan2002 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 31 มกราคม 2562 / 13:33
    ทำไมเหมือนท่านพ่อเป็นคนดี การแสดง? ควรไปฮอลิวูดนะคะท่าน หรือเข้าใจผิด? ทำไมไรท์ชอบทำให้รีดระแวงง555
    #22,073
    0
  24. #21576 ppvs_ (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 06:44
    ดูไม่น่าร้ายอะ
    #21,576
    0
  25. #21562 badlism. (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 15 มกราคม 2562 / 23:34
    จะมาดีหรือมาร้ายนะคนนี้
    #21,562
    0