เอาเถิด ข้าไม่เสียใจ เพราะข้าตายแล้ว (Yaoi)

ตอนที่ 32 : ตอนที่ ๓๒ ละครฉากใหญ่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 33,149
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,748 ครั้ง
    26 ก.ค. 59

ตอนที่ ๓๒ ละครฉากใหญ่

ในวันต่อๆ มาค่ายทหารยังคงเงียบเหงาเช่นเดิม ข้าค่อนข้างกังวลอยู่ไม่น้อย เหตุใดฉินอ๋องถึงไม่เรียกรวมพลกลับมารักษาการณ์ที่ค่ายเล่า? และทหารในค่ายทุกคนยังทำตัวเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉินอ๋องยังทำหน้าที่ตามกิจวัตรเช่นเดิม เพิ่มเติมคือความขี้เกียจที่เอะอะก็ลากข้าไปนอนกลางวันเดี๋ยวก็ลากข้าไปเที่ยวม้าเล่น อะไรมันจะผ่อนคลายสบายใจขนาดนั้น! ข้าพยายามขบคิดสาเหตุที่เจ้าแมวทำตัวไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาว ซ้ำยังดูจะเกียจคร้านและผ่อนคลายยิ่งกว่าเมื่อก่อน แถมบอกให้ข้าทำตัวสบายๆ ทำตัวตามปกติ ข้าว่าเรื่องชักจะไม่ปกติ อีกไม่กี่วันจะได้เวลาสงครามแล้วแต่ท่านแม่ทัพกลับเอาแต่ลากผู้อื่นไปนอน หรือเขาจะพยายามทำให้ศัตรูตายใจ? เพื่อโต้สวนกลับไปไม่ให้พวกมันทันไหวตัว?

หากเป็นเช่นนั้นข้าก็พอเข้าใจที่เขาพยายามทำตัวผ่อนคลาย แต่เหตุใดไม่เรียกทหารที่กลับไปเยี่ยมบ้านให้กลับมาประจำที่ค่ายบ้างเล่า หรือพวกเขาอยู่ในระหว่างการเดินทางกลับมา? ข้ากังวลใจ หากมีทหารเหลือน้อยเช่นนี้ไม่ทันได้ตอบโต้จะถูกตีค่ายแตกเสียก่อนน่ะสิ ท่าทางนั่งหน้าง่วงในแต่ละวันของเจ้าแมวก็ชวนให้หงุดหงิดเสียจริงๆ อันใดจะใจเย็นปานนั้น! แต่ละคนไม่เหมือนทหารที่กำลังเข้าร่วมสงครามกันเลย หัวเราะรวมหัวกันเล่นสนุกไปวันๆ พอข้าเอ่ยทักเรื่องนี้เจ้าแมวก็บอกด้วยสีหน้าราบเรียบว่า อย่ากังวล ทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดีทุกครั้ง ทำเอาข้าถามอะไรต่อไม่ได้

เอาเถิด ตอนนี้ข้าควรสนใจเรื่องของลู่ชุนก่อน ในเรื่องนี้ข้าปรึกษากับฉินอ๋องเพื่อให้เขาทำตามแผนของข้าที่จะจับผู้สมรู้ร่วมคิดกับสายลับ ฉินอ๋องรับฟังข้าอย่างจริงจังแล้วพยักหน้าเห็นด้วย เขาพยายามยกยอข้าด้วยใบหน้าและน้ำเสียงเยือกเย็นอยู่สองสามคำ ข้าได้ยินก็รู้สึกขนลุกยิ่งนัก หากมิอยากเอ่ยชมเหตุใดต้องฝืนใจทำด้วย หลังจากชมข้าอย่างงุ่มง่ามเจ้าแมวก็เปลี่ยนเรื่องพูด เขากล่าวบอกข้าว่าเขาเองก็จะต้องแสร้งได้รับบาดเจ็บ เพื่อให้ศัตรูวางใจไม่สงสัยว่าทางฝ่ายเราล่วงรู้ความลับของพวกมันแล้ว ดังนั้นแผนของข้าจึงลงตัวกับแผนของเขา และฉินอ๋องยังบอกอีกว่าเขาเองก็สืบหาตัวกบฏผู้นั้นอยู่เช่นกัน ซึ่งตอนนี้มีหลักฐานเอาผิดคนผู้นั้นเพียงน้อยนิดจึงอยากจะจับอีกฝ่ายได้คาหนังคาเขา ข้าได้ยินก็รู้สึกแปลกใจยิ่งนัก แต่ก็มิได้เอ่ยถามใดๆ ต่อว่ากบฏที่เขาหมายถึงนั้นคือลู่ชุนหรือไม่ 

ด้วยเหตุนี้ข้ากับเจ้าแมวจึงร่วมมือกันวางกับดับดักปลา

อีกไม่กี่วันจะเป็นวันที่พวกมันลงมือลอบสังหารฉินอ๋องซึ่งออกไปลาดตระเวนในยามเช้ามืด แน่นอนว่าพรรคพวกเจ้าสายลับแคว้นเหลียวถูกฉินอ๋องจัดการกวาดล้างพวกมันหมดสิ้นไม่เหลือ ข้าไม่ทราบว่าเขาทำอย่างไรถึงสามารถง้างปากสายลับผู้นั้นให้เปิดเผยรายชื่อสหายร่วมภารกิจของมันได้ เช่นนั้นเขาย่อมรู้เรื่องของเจ้านายของกลุ่มที่ติดต่อสายลับแคว้นเหลียวแล้วเป็นแน่ เจ้าแมวไม่เคยปริปากบอกเรื่องนี้กับข้า บางทีมันอาจจะมิใช่เรื่องที่จะพูดกับผู้ใดได้ง่ายดายกระมัง หากข้าเดามิผิดจะต้องเป็นกลุ่มคนจากฝั่งตรงกันข้ามของขั้วอำนาจแน่ๆ เรื่องนี้ข้าจึงไม่สนใจมากนัก

ข้ากำลังยกกาน้ำชาที่ต้มใหม่ๆ ร้อนๆ ไปยังกระโจมที่ทำงานของแม่ทัพก็เห็นเหล่าทหารขนข้าวของบางอย่างเข้ามาในค่ายหลายสิบเกวียน ข้าเลิกคิ้วแล้วเดินไปดูว่ามันคือสิ่งใด มิน่าเล่าเมื่อเช้าค่ายถึงได้ไร้ผู้คนเช่นนี้ ที่แท้พวกเขาก็ไปทำงานขนเสบียงนี่เอง พอข้าค่อยๆ แทรกตัวเข้าไปมุงดูด้วยก็ต้องเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง นี่มันมิใช่เสบียงอาหาร แต่มันคืออาวุธทำสงครามต่างหาก! ในเกวียนมีทั้งอาวุธสั้นและยาว ไม่ว่าจะเป็นทวน หอก ง้าว ดาบ ธนู ข้ากวาดสายตามองดูคร่าวๆ อาวุธที่จะใช้ทำศึกที่จะเกิดขึ้นอย่างนั้นรึ? ทันใดนั้นฉินอ๋องพร้อมด้วยขุนพลหัวหน้ากองสรรพาวุธก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน พวกเขาเดินเข้ามาดูกองอาวุธที่นำมา ข้าหันไปมองเจ้าแมวที่กำลังกวาดสายตามองอาวุธเพียงแวบเดียวแล้วหันตัวเดินออกไปยังกระโจมด้วยใจหวาดเกรง

อย่างไรข้าก็รู้สึกไม่ค่อยดีที่เห็นอาวุธพวกนั้น แม้รู้ดีแก่ใจว่าสงครามต้องต่อสู้ฆ่าฟันกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ตัวข้าก็มิเคยเห็นเหตุการณ์นองเลือดรุนแรงกับตามาก่อน ย่อมทำให้จิตใจมีความหวาดกลัวอย่างช่วยมิได้ ต่างจากเหล่าทหารที่เคยชินกับเรื่องทำนองนี้ พวกเขาไม่มีท่าทีจะหวาดกลัวเมื่อเห็นอาวุธมากมายเช่นนั้น ตรงกันข้ามพวกเขาเดินเข้าไปหยิบจับมันขึ้นมาดูอย่างสนใจใคร่รู้ นี่กระมัง ความแตกต่างของคนที่มิเคยเห็นสงครามกับผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในสงคราม ความแข็งแกร่งทางจิตใจถึงได้ต่างกันนัก ข้าเองก็มิได้ต่างอันใดกับคนในเมืองหลวงที่ใช้ชีวิตสุขสบาย ปากบอกไม่หวาดกลัวมีความกล้าหาญจะเผชิญหน้าแต่พอเอาเข้าจริงกลับหวาดหวั่นไม่กล้าทำสิ่งใด นั่นก็เพราะยังไม่เคยเห็นความโหดร้ายของสงคราม หากไม่เคยผ่านความเลวร้ายที่แท้จริงคงมิอาจกล่าวได้ว่ากล้าหาญอย่างแท้จริง ข้ายอมรับว่าตนเองนั้นขลาดกลัวยิ่งนัก  

“ไยสีหน้าของเจ้าถึงดูซีดเซียวเช่นนั้น”

ข้าหันไปมองฉินอ๋องที่เดินเข้ามาในกระโจมแล้วถามด้วยสีหน้าเย็นชา ข้าส่ายหน้าแล้วถอนหายใจ แม้อีกฝ่ายเหมือนจะไม่สนใจก็ตามแต่ข้ารับรู้ถึงความห่วงใยจากดวงตาคู่งามของเขา ข้าพยายามปรับสีหน้าให้ดีขึ้นเพราะไม่อยากให้เขาเป็นห่วง ฉินอ๋องยกคิ้วเล็กน้อยแล้วเดินเข้ามาหาข้า ข้ารินน้ำชาใส่จอก ฉินอ๋องหยิบจอกชาให้ข้า เมื่อข้ารับเขาค่อยหยิบจอกอีกจอกขึ้นมาจิบ

“ข้าจะมีโอกาสได้ดื่มชาที่เจ้าชงหรือไม่?”

ข้าที่กำลังจิบน้ำชาในจอกก็พลันชะงักมือเมื่อได้ยินเจ้าแมวกระซิบถามเบาๆ ข้าถอนหายใจแล้วเงยหน้ามองเจ้าแมวที่จ้องลงมาด้วยสีหน้าเรียบสงบ ชงน้ำชาน่ะรึ? เหอะ ถึงข้าตอนอายุสิบเจ็ดจะสามารถชงชาได้ดีพอสมควร แต่ทว่าตอนนี้ข้าอายุเพียงสิบสี่จะไปมีความรู้เรื่องชงชาได้อย่างไร ซ้ำร้ายข้ายังเป็นคนรับใช้มิได้ร่ำเรียนชงชามาโดยเฉพาะเฉกเช่นเหล่าคุณหนูผู้มีสกุล จะว่าไปแล้วในชีวิตก่อนยามเป็นนายบำเรอของฉินอ๋องมีเวลาว่างมากมายนัก ข้าจึงได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง และโชคดีที่ฉินอ๋องสนับสนุนส่งเสริมข้าเป็นอย่างดี ข้ายกยิ้มที่มุมปากพลางทอดถอนใจก่อนจะพูดตอบกลับไปราบเรียบไม่แพ้กัน

“คงมิได้หรอกขอรับ เพราะข้าชงชามิเป็น คงต้องให้คุณหนูสักคนเป็นผู้มาชงให้ดื่มแล้วกระมัง เชื่อว่าน่าจะมีหลายคนเต็มใจอย่างยิ่ง”

“เรียนรู้เสียสิ มิยากนักหรอก เราอยากดื่มน้ำชาที่เจ้าชงให้” ฉินอ๋องที่ถูกข้าย้อนไม่มีท่าทางจะไม่ชอบใจ เขาเอ่ยตอบกลับมาเหมือนกับกำลังสั่ง สีหน้าบ่งบอกชัดเจนว่า หากไม่รู้ก็เรียนเสียสิของเขาทำให้ข้าต้องหมั่นไส้เล็กน้อย ข้าจะเรียนอันใดมันก็แล้วแต่ข้า เหตุใดจะต้องเรียนรู้เพื่อเอาอกเอาใจเขาด้วยเล่า

“คนหยาบกระด้างอย่างข้ามิอาจเรียนรู้เรื่องละเอียดอ่อนเช่นนั้นได้หรอกขอรับ” ข้าส่ายหน้าเอ่ยปฏิเสธออกไปก่อนจะวางจอกชาเปล่าลงแล้วเดินไปนั่งอ่านตำราที่อ่านค้างไว้

“หยาบกระด้าง?” ฉินอ๋องเอ่ยทวนคำพูดของข้าอย่างไม่เชื่อ เขาวางจอกชาลงแล้วคว้ามือของข้า ลูบไล้ฝ่ามือของข้าไปมา ข้าเงยไปมองเขาแล้วเม้มปากกลั้นยิ้ม รู้สึกจั๊กจี้เล็กน้อย เจ้าแมวลูบมือของข้าจนพอใจก็เงยหน้าขึ้นมาพูดแย้ง

“เจ้าหยาบกระด้างที่ใดกัน”

“ข้ามิได้หมายถึงมือเสียหน่อย” ข้าดึงมือออกมาจากเจ้าแมวที่เอียงหน้าใช้ริมฝีปากจูบมือของข้า คนผู้นี้นับวันจะฉวยโอกาสกับข้ามากขึ้นทุกที ข้าใช้สายตาห้ามปรามมองเขาซึ่งทำหน้าไม่รู้เรื่องมึนๆ ตอนบกลับมาเช่นเดิม เจ้าแมวจ้องข้าด้วยแววตาสงสัยก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่เหตุใดดวงตาของเขาถึงได้ค่อยๆ กวาดมองตัวข้าด้วยแววตาซ่อนนัยเช่นนั้นเล่า

“แล้วส่วนใดที่หยาบกระด้างรึ? ให้เราพิสูจน์ได้หรือไม่?”

“ท่านแม่ทัพ อย่าอู้อีกเลยขอรับ กลับไปทำงานมิดีกว่ารึ?” ข้าสูดลมหายใจก่อนจะเอ่ยไล่แมวลามกไปอย่างเย็นชา ดูเอาเถิด ผู้ใดสั่งผู้ใดสอนให้เจ้าแมวพูดถ้อยคำไร้ยางอายเช่นนั้นกัน รองเฉินรึ!? เห็นช่วงนี้ยืนซุบซิบกันบ่อยเหลือเกินนี่ เจ้าคนแซ่เฉินไร้ยางอายผู้นั้นคงจะเป็นผู้เสี้ยมสอนมากระมัง หึ เผลอเป็นไปได้เอะอะลูบเอะอะกอด

“ไว้ก่อนเถิด ตอนนี้เราอยากสัมผัสเจ้า อย่าได้ใจร้ายนักเลย อีกไม่กี่วันเราก็จะต้องแยกจากเจ้าแล้ว ขอเราเก็บไออุ่นของเจ้าไว้ยามห่างกันมิได้รึ?”

ข้าหันไปมองเขาอย่างตกใจและตะลึงตาค้าง เจ้าแมวถึงกลับพัฒนาท่าไม้ตายเพิ่มขึ้น!? คราวนี้มิได้มีเพียงแววตาออดอ้อนแต่กลับเอ่ยวาจาไร้ยางอายออกมาด้วย แม้ว่าจะทำด้วยสีหน้าเย็นชานิ่งราวก้อนหินก็เถิด เพียงแค่นี้ก็ทำให้ข้าตกใจจนเกือบหลวมตัวให้เจ้าแมวเจ้าเล่ห์ไร้ยางอายแทะโลมอีกครั้ง แต่พอคิดถึงประโยคที่เขาพูดข้าก็ชะงักตัวแล้วหันไปเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ

“ท่านพูดว่าพวกเราจะต้องแยกกัน เพราะเหตุใดเล่า?”

“เจ้าเห็นอาวุธพวกนั้นแล้วใช่ไหม?”

ข้าพยักหน้า ฉินอ๋องก็เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง

“นั่นเป็นอาวุธพวกกบฏส่งให้แคว้นเหลียว ทางเราทำการดักจับพวกมันเอาไว้ได้ก่อนที่จะถูกส่งไปให้แคว้นเหลียว พวกที่มานำส่งนั้นเป็นพวกมีฝีมือ เมื่อสู้ไม่ไหวและรู้ตัวว่ากำลังจะถูกจับก็ได้ชิงฆ่าตัวตายทุกคน ที่เจ้าเห็นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกหลายส่วนที่พวกมันลอบส่งไปให้ศัตรูสำเร็จ เราเองไปจะยึดมาทั้งหมดมิได้เช่นกัน เพราะจะทำให้พวกมันรู้ตัวเสียก่อน จึงทำได้เพียงลดจำนวนอาวุธของพวกมันลงเช่นนี้ ดังนั้นพอมันมีอาวุธพร้อมมือสงครามต้องเกิดขึ้นแน่นอน ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แล้ว”

“ข้าเข้าใจ แต่ไม่เห็นเกี่ยวกับเรื่องที่พวกเราต้องแยกกันเลยนี่ อย่างไรข้าก็อยู่ที่นี้อยู่แล้ว...” ข้าเอ่ยขึ้นหลังจากที่ฉินอ๋องอธิบายอย่างยาวเหยียด ก่อนที่ข้าจะพูดจบ ฉินอ๋องก็ขัดขึ้นพร้อมกับส่ายหน้า

“ไม่ เจ้าจะอยู่ที่นี้ไม่ได้ สงครามไม่ใช่เรื่องเล่น หากเจ้ายังอยู่ที่นี้อาจจะโดนลูกหลงของศึกในครั้งนี้ได้ เจ้าจะต้องกลับไปรอเราอยู่ที่เมืองหลวง ที่นั้นปลอดภัยมากกว่า เราจะไม่ต้องกังวลเรื่องของเจ้า”

“แต่ว่าข้า...ท่านปกป้องข้าได้ ข้าเชื่อเช่นนั้น” ข้าเริ่มใจหาย หมายความว่ายังไง นี่เขาจะส่งข้ากลับไปจริงๆ อย่างนั้นรึ? เหตุใดข้าถึงอยู่ที่นี้ไม่ได้เล่า? ข้าพยายามพูดกับเขาอย่างใจเย็น

“ย่อมได้แต่ไม่ตลอด หากเจ้ายังอยู่เราคงเป็นห่วงจนไม่มีสมาธิในการรบ เราไม่อยากพะวงหน้าพะวงหลัง เจ้าเชื่อเราเถิด หลังจากจับกบฏที่ร่วมมือกับสายลับแคว้นเหลียวได้แล้วเราจะส่งพวกเจ้ากลับเมืองหลวง”

“...ข้าเข้าใจแล้ว” ข้าพยักหน้ารับแล้วถอนหายใจ ข้าเข้าใจดีว่าเพราะเหตุใดเขาถึงทำเช่นนี้ จึงมิได้ถกเถียงอะไรออกไปอีก ได้แต่เอ่ยยอมรับอย่างหดหู่ หากข้ายังดึงดันดื้อรั้นที่จะอยู่ต่ออย่างไม่มีสติก็ยิ่งรั้งให้เขาเสียสมาธิในการสู้รบ ห่วงหน้าพะวงหลังจนทำอันใดมิได้และต้องจบลงด้วยการสูญเสียชีวิต นั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้าต้องการ และข้าก็ทราบกำลังของตนเองดี ข้าเพิ่งฝึกหัดพลังมาได้เพียงเดือนกว่าๆ เท่านั้น แม้ข้าจะมีพลังที่สุดยอดแต่ก็ยังเป็นเพียงมือใหม่ฝึกหัด อ่อนด้อยกว่าทหารที่มีประสบการณ์ผ่านศึกมากนัก ข้ารู้ตนเองดีและจะไม่ทำสิ่งใดที่เกินความสามารถ สิ่งสำคัญข้าไม่อยากเป็นตัวถ่วงของฉินอ๋อง

ฉินอ๋องเห็นข้าพยักหน้ายินยอม เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกพร้อมกับคลี่ยิ้มบางๆ ยกมือลูบศีรษะของข้า

“ข้ารู้ว่าเจ้าจะต้องเข้าใจ นั่นทำให้ข้าชอบเจ้า” เจ้าแมวเอ่ยแล้วก้มลงมาใช้จมูกคลอเคลียศีรษะของข้าที่นั่งนิ่งยอมให้เขาโอบกอด เห็นท่าทางผ่อนคลายลงของเจ้าแมวก็ทำให้ข้าคิดขึ้นมาได้ว่าเขาเองก็กำลังเคร่งเครียด อาจจะเห็นเพียงผิวเผินว่าเขาไม่รู้สึกอันใด แต่จริงๆ แล้วฉินอ๋องอาจกำลังเครียดมากกว่าที่แสดงออกมาก็เป็นไปได้ นั่นสิ คงไม่มีผู้ใดจะไม่คิดมากกับเรื่องความเป็นความตาย ข้าคิดว่าดีแล้วที่ไม่มัวแต่ดื้อดึงให้เขาต้องปวดหัวไปมากกว่านี้

ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์หลังจากจับตัวสายลับแคว้นเหลียวได้ ค่ายทหารเป่าอี้ก็ยังมีทหารเหลือเพียงเล็กน้อยเหมือนเดิม ข้าไม่ทราบว่าฉินอ๋องกำลังวางแผนทำสิ่งใดอยู่กันแน่ แม้แต่รองแม่ทัพสวินข้าก็มิเห็นหรือได้ยินข่าวว่าพวกเขาเร่งกลับมาจากเมืองหลวง ไม่มีทางเป็นไปได้ที่ฉินอ๋องคิดจะรับมือกับแคว้นเหลียวด้วยตัวคนเดียว เจ้าแมวคิดสิ่งใดอยู่กันแน่? ข้าไม่เข้าใจเอาเสียเลย ช่างเถิด ความคิดของฉินอ๋องนั้นยากต่อการคาดเดาอยู่แล้ว ข้าจะไม่เข้าใจก็มิได้แปลกอันใด

ยิ่งใกล้เวลาศึกฉินอ๋องยิ่งต้องประชุมและวางแผนรบจนดึกดื่น เขาไม่ได้มาสอนขี่ม้าให้แก่ข้าแล้ว ดังนั้นถึงเวลาขี่ม้าข้าจะออกไปพร้อมกับไช่ชิงแทน ตอนนี้ข้าขี่ม้าได้คล่องกว่าเมื่อก่อนมาก ไม่มีปัญหาเรื่องขึ้นลงม้าด้วยตนเอง เพราะข้ามีความคล่องแคล่วมากกว่าเดิมเรื่องขึ้นลงม้าเองจึงเป็นเรื่องง่าย ข้าขี่ม้าจนเต็มอิ่มก็กลับมายังค่ายภายในครึ่งชั่วยาม เพราะฉินอ๋องกำชับไว้ว่าอย่าออกไปนอกค่ายนานนัก ถึงแม้สงครามจะยังมิได้เริ่มก็ตามแต่จะวางใจไม่ได้ เพราะอาจจะมีศัตรูคอยซุ่มจับตาดูอยู่ ข้าแยกย้ายจากไช่ชิงและเจ้าหมอกทมิฬเดินเข้าไปในกระโจม อาบน้ำเตรียมตัวนอนเพื่อจะได้นอนเต็มอิ่ม ตื่นขึ้นมาหัวปลอดโปร่งพร้อมรับมือกับแผนการจับกบฏในวันพรุ่งนี้

ข้าเข้านอนก่อนฉินอ๋องหลายวันแล้ว อย่างที่บอกเขาต้องประชุมคิดแผนการรับมือพวกแคว้นเหลียวดึกดื่นถึงกลับมายังกระโจม ผ่านไปนานระหว่างที่ข้าหลับๆ ตื่นๆ ข้าก็ลืมตางัวเงียขึ้นมาเมื่อรู้สึกว่ามีคนเข้ามานอนบนเตียงด้วย เป็นเจ้าแมวที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จและจะเข้านอนนั่นเอง ข้าถอนหายใจ นี่มันดึกมากแล้วจริงๆ แต่เขากลับเพิ่งมานอนอย่างนั้นรึ? ฉินอ๋องขยับตัวนอนลงข้างๆ ข้าแล้วรั้งตัวข้าเข้าไปใกล้เขา ใช้แขนกอดรัดตัวข้าไว้ ระหว่างที่สะลึมสะลือข้าพลิกตัวเข้าไปหาเขาแล้วนอนหลับต่อ ข้าชักจะชินกับนิสัยเสียนี้เสียแล้ว ยามนอนจะต้องมีกลิ่นหอมเย็นๆ ประจำตัวของเจ้าแมวและอ้อมแขนอบอุ่นอ่อนโยนที่แสนจะปลอดภัยของเขา มิเช่นนั้นจะหลับไม่สนิท เฮ้อ ไม่อยากคิดเลยว่าวันที่ข้าต้องแยกจากเขาจะคิดถึงสิ่งเหล่านี้มากมายเพียงใด

เมื่อถึงเวลาตื่นไปลาดตระเวนข้ากับฉินอ๋องก็ลุกขึ้นมาแต่งตัวล้างหน้าอย่างเป็นปกติ ข้ารู้สึกตื่นเต้นและกลัวเล็กน้อยว่าแผนจะไม่เป็นไปอย่างที่วางไว้ เพราะมันมีปัจจัยที่สามารถเข้ามาแทรกแซงแผนได้มากมาย แผนของพวกเรานั้นเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อวานแล้ว สายลับแคว้นเหลียวถูกพวกเราจับเอาไว้ได้แต่มันมีนัดที่จะไปพบเจอกับลู่ชุนในวันก่อนลงมือ ดังนั้นข้าจึงออกอุบายปลอมจดหมายพร้อมกำไลหยกของสายลับผู้นั้นวางไว้ที่ห้องซึ่งพวกมันใช้ลอบพบกัน ในจดหมายเขียนไว้ว่าขออภัยที่มาพบมิได้แล้วบอกกล่าวว่าใช้กำไลเป็นของไถ่โทษ

ลู่ชุนมิได้สงสัยหรือเอะใจแต่อย่างใด มันคิดว่าชู้รักของมันนั้นกำลังวุ่นวายกับภารกิจ และที่สำคัญกำไลหยกเป็นของล้ำค่าอย่างยิ่งยวดทำให้จิตใจของลู่ชุนไขว้เขว มันใส่กำไลนั้นโดยหารู้ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานชิ้นเอกไว้มัดตัวมันไม่ให้ดิ้นหลุดจากข้อกล่าวหา หึๆ ข้ารู้ดีว่ามันชอบของมีค่า ในชีวิตที่แล้วเมื่อได้ของรางวัลจากฉินอ๋องข้าก็จะแบ่งปันให้กับมันเสมอ มันตาลุกวาวเป็นพิเศษทุกครั้งที่เห็นของล้ำค่าพวกนี้ มองข้าด้วยความริษยาอยากได้มากกว่านั้นจนตัวสั่น ในตอนนั้นข้าหลงเข้าใจว่ามันกำลังดีใจและซาบซึ้งต่อข้า แต่ในยามนี้ข้ารู้ซึ้งกับสายตาเช่นนั้นแล้ว

ฉินอ๋องและทหารจำนวนหนึ่งเท่าจำนวนปกติที่ออกไปลาดตระเวนกำลังเตรียมตัวออกไปจากค่าย พวกเราแบ่งออกเป็นสี่กลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกนั้นติดตามไปกับฉินอ๋องเพื่อออกลาดตระเวน กลุ่มที่สองคอยดักซุ่มเพื่อแสร้งลอบสังหารฉินอ๋อง ซึ่งตอนนี้พวกเขาคงจะไปประจำรออยู่จุดนั้นแล้ว สามก็คือกลุ่มของข้า มีจำนวนน้อยที่สุดและน่าหงุดหงิดที่สุด เหตุใดข้าจะต้องมารวมกลุ่มกับเจ้าคนแซ่เฉินที่มีปากเป็นกระบุงก้นรั่วเช่นนี้ ข้ากับองครักษ์เฉินขี่ม้าออกไปจากค่ายหลังจากที่พวกฉินอ๋องออกไปได้สักพัก เจ้าคนแซ่เฉินขี่ม้าติดๆ ข้าพลางพูดมิได้หยุด

“ถิงถิง คราวนี้เมื่อเจ้ากลับไปถึงเมืองหลวงคงจะมิได้เป็นคนรับใช้เสียแล้ว เจ้ากลับไปพร้อมกับความดีความชอบอันใหญ่หลวงยิ่ง เป็นผู้นำข่าวการรบมาแจ้งแก่ฉินอ๋อง ซ้ำยังได้ชื่อว่าเป็นผู้มีพระคุณของฉินอ๋องอีกด้วย กลับไปคราวนี้เจ้าอย่าลืมคิดรางวัลไว้ระหว่างทางกลับด้วยเล่า จะเอาบ้านสามสี่หลังหรือเมียงามๆ ห้าหกคนก็เกรงว่าองค์ฮ่องเต้จะต้องพระราชทานให้อย่างแน่นอน”

ข้านิ่งเงียบทำเหมือนไม่ได้ยินสิ่งที่คนแซ่เฉินกล่าวไปเลื่อนลอย ข้าเป็นผู้นำข่าวรบมาบอกฉินอ๋องก็จริงแต่จะนับการเป็นผู้มีพระคุณจอมปลอมไปด้วยได้อย่างไร ฉินอ๋องยืนยันว่าคนที่จะมาช่วยเขาออกพวกลอบสังหารจะต้องเป็นข้าเท่านั้น อันที่จริงข้าพอทราบเจตนาของเจ้าแมวอยู่บ้าง เฮ้อ เกรงว่ากลับไปเมืองหลวงครั้งนี้ชีวิตของข้าจะมิได้สุขสงบเช่นตอนเป็นคนรับใช้อีกแล้ว ฐานะของข้าย่อมถูกเปิดเผยตามเจตนาของเจ้าแมว อย่าคิดว่าข้าจะไม่รู้เชียวว่าเขากำลังวางแผนอันใดอยู่ เอาเถิด เจ้าแมวพยายามจะผลักดันให้ข้ากลับไปมีฐานะเดิมอย่างสุดกำลังเช่นนี้ข้าก็ไม่อาจจะปฏิเสธความหวังดีของเขาได้ คิดว่าเป็นเช่นนั้นก็ดีเช่นกัน ข้าจะได้พาท่านแม่กลับไปตอบแทนคนผู้นั้นได้ไม่ยากลำบาก

ข้ากับคนแซ่เฉินลัดเลาะป่าเขามาจนถึงจุดเปลี่ยวร้างซึ่งมีกับดักวางไว้เพื่อลอบสังหารฉินอ๋อง แน่นอนว่าทุกอย่างเป็นของปลอมทั้งสิ้น ข้าผูกเจ้าหมอกทมิฬที่วันนี้ทำตัวเรียบร้อยตามที่ข้าบอกเป็นอย่างดีไว้ลับสายตาผู้คน ยามนี้ข้ากับคนแซ่เฉินต้องคอยแอบซุ่มเพื่อรอคอยจังหวะแสดงตัว ข้าเห็นเหล่าทหารผู้รับบทเป็นมือสังหารแอบซุ่มรอคอยอย่างสงบ นี่ถ้าพวกเขาไม่ใช่ทหารที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีล่ะก็ข้าจะคิดว่าพวกเขาเป็นมือสังหารตัวจริงแน่นอน สีหน้าและท่าทางการแสดงราวกับมือสังหารตัวจริงมาเองเลยทีเดียว นอกจากนั้นข้าก็ยังแอบเห็นใครบางคนที่กำลังซุ่มแอบด้วยสีหน้ามั่นอกมั่นใจอยู่อีกฝั่งตรงกันข้าม จะเป็นใครมิได้นอกเสียจากลู่ชุนผู้นั้นนั่นเอง มันคงจะเดินมาที่นี้เองเป็นแน่ ช่างลงทุนลงแรงยิ่งนัก ถ่อสังขารมารอคอยฉินอ๋องไกลเพียงนี้ ข้านับถือใจทะเยอทะยานของมันจริงๆ

ที่ตรงนี้ห่างไกลจากค่ายทหารเป่าอี้และยังเป็นทางรกร้างอย่างยิ่ง มิแปลกใจเลยที่พวกแคว้นเหลียวจะวางแผนใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่ลงมือลอบสังหารฉินอ๋อง ไม่นานมากนักเสียงฝีเท้าม้าจำนวนหนึ่งก็ดังขึ้นพร้อมกับฉินอ๋องและทหารขี่ม้าตรงมายังที่แห่งนี้ พวกเขาหันมองซ้ายขวาตรวจตราตามปกติจนกระทั่งมีม้าล้มลงจากการโดนกับดัก กลุ่มของฉินอ๋องเกิดความโกลาหลขึ้นในพริบตา ข้ามองจากตรงนี้แล้วรู้สึกว่าแต่ละคนช่างเล่นได้สมจริงยิ่งนัก จังหวะที่วุ่นวายจากม้าที่โดนกับดักจนล้มไปหลายตัวพวกมือสังหารที่ซุ่มอยู่ก็กระโจนออกมาจากที่ซ่อน บุกเข้าไปโจมตีพวกฉินอ๋องที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่

“สังหารฉินอ๋องงงงง!!!” เหล่าทหารที่รับบทมือสังหารตะโกนบอกพรรคพวกดังกร้าวไปทั่ว ข้าแอบขนลุก นี่แสดงแน่รึ? เหตุใดถึงได้จริงจังเช่นนี้? ข้าเริ่มสงสัยแล้วละว่าพวกเขามีความแค้นใดกับฉินอ๋องถึงได้แสดงกันสมจริงนัก?

การต่อสู้ดำเนินไปอย่างชุลมุนแทบจะเป็นตะลุมบอนกันอยู่แล้ว ถ้าเหตุการณ์เป็นเช่นนี้จริงๆ ล่ะก็คงไม่คณามือของฉินอ๋องอย่างแน่นอน แต่นี่เป็นการแสดงดังนั้นเหมือนทุกคนจะลืมเลือนพลังวิเศษของตนเองไป ใช้ฝีมือลีลาส่วนตัวกันอย่างคึกคะนอง จนกระทั่งมาถึงฉากเด็ดของละครเรื่องนี้ กับดับธนูพุ่งมาจากทุกทิศทุกทางเล็งไปยังพวกฉินอ๋องที่สู้อยู่ตรงใจกลาง ทหารที่มาด้วยกันกับฉินอ๋องต่างถูกลูกธนูยิงล้มลงไปนอนกองกับพื้น ข้าเห็นนะ บางคนที่ธนูไม่ตรงตัวก็วิ่งเข้าไปใส่ลูกธนูหัวด้านแล้วแกล้งทำเป็นตายอย่างคั่งแค้น นี่ทหารหรือนักแสดง? ช่างเล่นได้สมบทบาทยิ่งนัก!

และแล้วก็เหลือเพียงฉินอ๋องที่ยังยืนหยัดลุกขึ้นสู้แม้จะถูกธนูปักจนพรุนไปทั้งตัวแล้ว ข้าแทบจะปรบมือชมเชยเจ้าแมว มีเลือดไหลออกมาด้วย ไยถึงได้เอาจริงเอาจังกันขนาดนี้ ข้าหันไปมองลู่ชุนที่ซุ่มอยู่ด้านตรงกันข้าม มันเบิกตาโพลงอย่างตื่นกลัว ฉินอ๋องยังคงต่อสู้กับมือสังหารต่อไป ค่อยๆ ล้มมือสังหารไปทีละคนสองคนจนกระทั่งเริ่มไม่ไหว เจ้าแมวกระอักเลือดออกมากองหนึ่ง ข้านี่อ้าปากค้าง เหตุใดถึงจริงจังกันขนาดนี้!? ระหว่างที่ข้ากำลังอึ้งอยู่กับการแสดงของเจ้านายและลูกน้อง คนแซ่เฉินที่อยู่ข้างๆ ข้าก็สะกิดเตือนให้เตรียมพร้อม ข้าหันไปมองเขาแล้วพยักหน้ารับรู้ ย่องไปปลดเจ้าหมอกทมิฬแล้วปีนขึ้นไปเตรียมตัวรอเวลาที่จะเปิดตัวออกไป คนแซ่เฉินจ้องมองไปยังฝั่งตรงกันข้าม ข้าเองก็จ้องรอคอยตาไม่กะพริบ และทันใดนั้นก็มีเสียงของใครบางคนร้องขึ้นมา

“ท่านอ๋องงงงง!

เป็นลู่ชุนผู้นั้นที่เริ่มเคลื่อนไหวแล้วนั่นเอง!

ฮี้! ข้าดึงสายบังเหียนในมือแล้วกระโดดทะยานออกไปจากพุ่มไม้ ควบม้าวิ่งไปยังฉินอ๋องที่กำลังรับมือกับศัตรูปลอมๆ เสียงม้าวิ่งดึงดูดสายตาของทุกคนมายังข้า แม้กระทั่งลู่ชุนที่กำลังจะกระโดดมาช่วยเหลือฉินอ๋องก็ยังตะลึงมองข้าตาโต ข้าดึงกระบี่ออกจากฝักแล้วตะโกนห้วนๆ ออกไปอย่างห้าวหาญ

“หลีกไป!

ฉินอ๋องหลีกทางให้ข้าอย่างว่าง่าย จากนั้นข้าก็กระโดดเหินตัวลงมาจากหลังเจ้าหมอกทมิฬ เข้าไปรับมือกับศัตรูแทนที่ฉินอ๋อง ข้าพลิกแพลงกระบี่ในมืออย่างคล่องแคล่ว ฟาดฟันพวกเขาล้มไปทีละคน หากดูจากด้านข้างการต่อสู้ของข้านั้นช่างยอดเยี่ยมเสียนี่กระไร แต่ทว่าคนข้างในนั้นรู้ดีว่านี่เป็นเพียงการแสดงที่ถูกซักซ้อมมาหลายวันแล้ว อันที่จริงข้าเพิ่งเคยจับกระบี่เป็นครั้งแรก ที่ผ่านมาข้าฝึกดาบมาโดยตลอด เพราะว่าดาบฝึกง่ายกว่ากระบี่ อย่างที่หัวหน้าองครักษ์จางได้เอ่ยว่า ดาบหนึ่งปีกระบี่สิบปี แต่การแสดงนี้ข้าจะใช้ดาบมิได้มันจะไม่สมจริง ดังนั้นข้าจึงฝึกใช้กระบี่เพื่อที่ให้ดูมีวรยุทธ์ร้ายกาจ ข้ากับทหารที่กำลังต่อสู้ฟาดฟันกระบี่ใส่กันอย่างดุเดือดนั้นพยายามกลั้นยิ้มให้แก่กัน ก่อนที่จะมีใครหลุดหัวเราะออกมาข้าก็เอ่ยถ้อยคำจบการแสดงครั้งนี้

“บังอาจมาลอบสังหารฉินอ๋อง พวกเจ้าอย่าอยู่เลย!” พูดจบข้าก็แสดงฝีมือควงกระบี่ด้วยเคล็ดวิชาที่ลอกเลียนแบบหัวหน้าองรักษ์จางโจมตีพวกเขา และล้มศัตรูได้อย่างหมดจดงดงาม พอมือสังหารถูกกำจัดไปได้หมดแล้วข้าก็หันไปมองฉินอ๋องที่นั่งกุมบาดแผลเลือดท่วมตัวด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ทว่านัยน์ตาของเจ้าแมวกลับเปล่งประกายวิบวับ อันใดเล่า!? ขำข้าอยู่งั้นรึ!? ข้าเองก็เริ่มหน้าร้อนผ่าวอับอายกับการแสดงเมื่อครู่ และแล้วนักแสดงคนสุดท้ายก็พุ่งม้าเข้ามาในฉาก

“ท่านอ๋องงงงงงง!” คนแซ่เฉินกระโดดลงมาจากม้าพร้อมทั้งตะโกนเรียกเจ้านายเสียงดังลั่นป่า น้ำเสียงหวาดกลัวและตกตื่นใจ เขาแสดงสีหน้าตกตะลึงอึ้งค้าง ข้ากับฉินอ๋องหันไปมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า คนแซ่เฉินไม่ใส่ใจสายตาของพวกเรา เขาวิ่งเข้ามาหาฉินอ๋องแล้วเริ่มเล่นใหญ่ ขอรับโทษทัณฑ์เพราะบกพร่องจากหน้าที่ ลงทุนโขกศีรษะลงพื้นดังปึงๆ จนเลือดไหลอาบหน้า ข้ามองเขาอย่างตกใจ เจ้าคนแซ่เฉินช่างเล่นได้ใหญ่จนกลบรัศมีผู้อื่นไปจนหมด!

ระหว่างที่รองหัวหน้าองครักษ์เฉินเล่นละครหลั่งน้ำตาลูกผู้ชายออกมาอยู่นั้นข้าก็หันไปมองลู่ชุนที่นั่งตื่นตะลึงอยู่กับพื้น เขาอ้าปากเหวอมองไปยังคนที่ข้าเพิ่งฟันไปนอนเกลื่อนพื้น ไม่รู้เป็นผู้ใดแกล้ง เลือดถึงได้สาดกระเซ็นไปถูกลู่ชุนด้วย

“เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี้ได้เล่า?” ข้าเอ่ยถามมันอย่างสงสัย

“อ๊ะ คุณชายเยว่ ข้า...ข้า...” ลู่ชุนเหมือนจะรู้สึกตัว มันกะพริบตาแล้วเงยหน้าขึ้นมามองข้าอย่างงุนงง เนิ่นนานถึงคืนสติเปล่งเสียงขาดๆ หายๆ ออกมา ข้ามองมันด้วยสายตาแหลมคมแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นจัด

“หรือเจ้าจะเป็นคนทรยศที่บอกความลับให้แก่พวกแคว้นเหลียว!

“เปล่า! ข้าไม่ใช่! ข้าเพียงแต่...” ลู่ชุนหน้าซีดเผือดก่อนจะส่ายหน้าอย่างบ้าคลั่งเอ่ยปฏิเสธเสียงแหลม ก่อนจะตะกุกตะกักก้มหน้าลง ข้าหรี่ตามองกดดันมันที่เริ่มหวาดกลัวกระสับกระส่ายหายใจเข้าออกขาดช่วง ก่อนที่มันจะทันได้เอ่ยคำใดรองหัวหน้าองครักษ์เฉินที่เล่นละครจบไปฉากหนึ่งเดินเข้ามาเอ่ยขัดเสียก่อน

“อย่าเพิ่งใส่ใจเรื่องนี้เลย ตอนนี้ควรนำท่านอ๋องไปรักษาบาดแผลเสียก่อน”

ข้าหันไปมองคนแซ่เฉินที่ทำหน้าจริงจังอย่างหาได้ยากแล้วพยักหน้า กำลังจะคว้าตัวลู่ชุนเพื่อจับมันไปด้วยแต่ถูกคนแซ่เฉินชิงเอาตัวไปเสียก่อน ข้ามองเขาอย่างงุนงง ก่อนจะเห็นสายตาของเขาที่ชำเหลืองไปมองคนบาดเจ็บอีกคนที่ยังนั่งรออยู่ที่เดิม ข้ามองคนแซ่เฉินที่ลากลู่ชุนขึ้นม้าด้วยแล้วหันมามองเจ้าแมวที่นั่งจ้องมองข้านิ่งๆ ข้าจึงหมดทางเลือกเดินไปช่วยคนเจ็บที่แทบจะโหมตัวเข้ามากอดให้ลุกขึ้นแล้วพยุงไปที่ม้า เอาอย่างไรดี? ข้าคงยกฉินอ๋องขึ้นม้าไม่ได้แน่ๆ ข้าหันมามองคนแกล้งเจ็บแล้วเอ่ยถาม

“เอ่อ...ท่านอ๋องปีนขึ้นม้าเองได้หรือไม่?”

“...อืม”

พอตกลงกันเสร็จข้าก็ปีนขึ้นม้าก่อนแล้วให้ฉินอ๋องปีนขึ้นมาตามหลัง ข้าดึงสายบังเหียนบอกให้เจ้าหมอกทมิฬพาพวกเรากลับไปยังค่ายทหาร พอเจ้าหมอกทมิฬออกตัววิ่ง คนแกล้งได้รับบาดเจ็บสาหัสก็คว้าเอวข้ากอดหมับ ดึงข้าไปกอดไว้ทั้งตัว แถมยังซุกหน้าเข้าซอกคอข้าอย่างถนัดถนี่ ข้าเม้มปากอดทนไม่ให้ดีดคนด้านหลังตกหลังม้าก่อนถึงค่าย เจ้าแมวที่ซุกไซ้กอดข้าไว้แน่นก็ถอนหายใจออกมาอย่างผ่อนคลายสบายกายยิ่ง เขากระซิบข้างหูข้าเบาๆ

“ถึงแล้วเจ้าปลุกเราด้วยนะ”

“.....” ข้ากัดฟัน ไร้คำจะพูดกับเจ้าแมวจริงๆ!

 

 

 

 



อย่าลืมปลุกล่ะ! //กอดแน่น

 

ช่วงนี้ไม่ค่อยว่างนะจ๊ะ เพราะต้องไปฝึกขับรถ แต่จะพยายามต่อให้นะ

มีคนสงสัยว่าถิงถิงเด็กน้อยอายุสิบสี่แต่ทำไมคุณจีกะคุณลู่ถึงพยายามอ่อยน้อง

อ่า! อันนี้ก็ต้องบอกว่าน้องหน้าตาดีบวกกับมีรัศมีคนร่ำคนรวย

ดังนั้นทั้งสองคนว่าที่จึงพยายามจับน้องอย่างไรล่ะจ๊ะ

จับเด็กเศรษฐีดีกว่าจับตาเฒ่าล่ะน่า เด็กยิ่งโตยิ่งใช้งานดี (ถามอ๋องแมวสิ น่าจะเข้าใจดี อะหื้อออ//โดนแมวตบ)

ปล.ดูละครพิษสวาทแล้วค้างอย่างยิ่ง จึงเริ่มเข้าอกเข้าใจผู้อ่าน รีบมาปั่นต่อให้ทันที!

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.748K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

25,551 ความคิดเห็น

  1. #25548 Lin and น้องปีเตอร์ (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 10 เมษายน 2564 / 07:42
    เอารางวัลไปทั่งหใดเลยคร่าา 555 สมจริง สมจัง
    #25,548
    0
  2. #25459 DinDumm (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2564 / 14:49
    เนียนไปค่ะท่านอ๋อง
    #25,459
    0
  3. #25414 NEPTUNEL (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 / 03:12
    ทหารค่ายนี้ควรไปเป็นนักแสดง55555
    #25,414
    0
  4. #25363 Maylyunho (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 / 10:30
    5555 ควรมอบรางวัลออสการ์นะ
    #25,363
    0
  5. #25040 despasito (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2563 / 21:49
    ท่านอ๋องนี่เล่นละครไม่ใช่เพื่อจับกบฎนะเพื่อหลอกกินเต้าหู้น้อง
    #25,040
    0
  6. #24479 SakanaTai (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 01:25
    ตอนเล่นละครข้านี่กลั้นขำน้ำตาเล็ดเพคะ
    #24,479
    0
  7. #24396 Fueled me (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 12:07
    เล่นใหญ่ตั้งแต่หัวหน้ายันลูกน้อง อ่ย5555555555555
    #24,396
    0
  8. #24337 kbrrngkeux3112 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 16:48

    ทหารคงคับแค้นใจอ่ะเนอะ


    #24,337
    0
  9. #23970 munkrishear (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 01:14
    ขำหนักมาก เล่นใหญ่กันเหลือเกินนะแต่ละคน5555555555
    #23,970
    0
  10. #23782 Nichan (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2562 / 14:23
    ขำอ่ะ ทหารคงแบบคับแค้นใจมานาน
    #23,782
    0
  11. #23752 ThePrikPanther (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2562 / 13:43
    ชอบภาพแมวประกอบข้างล่างทุกตอน ช่างสรรหา น่ารักยิ่งนัก
    #23,752
    0
  12. #23566 exolbenben (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 / 11:34
    เจ้าแมวววว
    #23,566
    0
  13. #23545 kaokamoo (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 23:30

    โอ้ยยย ขำจนปวดกรามไปหมด5555555555555

    #23,545
    0
  14. #23540 นกน้อยของบอสแบม (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 19:48
    หยุดขำไม่ได้เลยจริงๆ 55555 นี่ค่ายทหารหรือโมเดลิ่ง 5555 แต่ละคนเล่นใหญ่มากแม่
    #23,540
    0
  15. #23504 Rainy Mood (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2562 / 07:54
    เป่าอี้การละคร555
    #23,504
    0
  16. #23444 Bee_khom🐝 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2562 / 14:51
    วิ่งใส่ลูกธนู555555555555 โอ้ยยยยยยย ขอหยาบนิดนึง -sus 55555555
    #23,444
    0
  17. #23440 0983260699 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2562 / 12:03
    ชอบความธนูไม่ตรงก็วิ่งไปจัดให้ตรงละตายต่อ5555
    #23,440
    0
  18. #23323 Honery (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2562 / 23:08
    ชอบความไม่โดนยิง ก็วิ่งใส่ลูกธนู /// ยื่นรางวัลตุ๊กตาทอง
    #23,323
    0
  19. #22910 Peach9 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2562 / 06:04
    ตีบทแตกกันทุกคนเลยค่าาา55555
    #22,910
    0
  20. #22867 BeautyGarnet (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2562 / 20:57
    แต่ละคนเล่นใหญ่มากตั้งแต่ทหารชั้นผู้น้อยยันฉินอ๋อง55555555555555555555555
    #22,867
    0
  21. #22855 Koyo 31 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 23:26
    แต่ละคน...รัชดาลัยเธียเตอร์มากค่ะ //ลุกขึ้นปรบมือชื่นชม

    เอ็นดูความกลั้นขำของเอ็กตร้าแต่ละคน 55555555555555555555
    #22,855
    0
  22. #22769 Kondee2870 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2562 / 21:40
    เราว่านายเอกมีพลังอาณาเขตกับอีกพลังนึงคือคุยกับสัตว์รู้เรื่องแน่เลยยย(แต่เราว่าพลังนี้ต้องลึกลับซับซ้อนมากกว่านี้)
    #22,769
    1
    • #22769-1 นกน้อยของบอสแบม(จากตอนที่ 32)
      29 ตุลาคม 2562 / 19:50
      น่าจะเป็นพลังที่เป็นที่รักของสรรพสิ่งมากกว่า สังเกตุได้จากรัสมีของน้องเวลาเดินผ่านคน
      #22769-1
  23. #22757 ❀ than. (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2562 / 08:10
    เรื่องนี้คือนักแสดงเรียงแถวขึ้นรับรางวัลทั้งนักแสดงชายทั้งสมทบได้เลย แสดงกันดีเข้าถึงบทบาทเหลือเกิน
    #22,757
    1
    • #22757-1 yaoipan(จากตอนที่ 32)
      10 กันยายน 2562 / 17:07
      ตีบทแตกกันถ้วนน่า
      #22757-1
  24. #22688 yunjaelife (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 / 12:32
    โง้ยยย เอ็นดูแมวง่วง!!!
    #22,688
    0
  25. #22593 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2562 / 01:52

    เอาออสก้าไปเลยดีมะ? แหมเนียนตั้งแต่นายยังลูกน้อง ค่ายนี้ท่าจะว่างจริง ถึงได้ซ้อมซะเหมือนเวอร์

    #22,593
    0