เอาเถิด ข้าไม่เสียใจ เพราะข้าตายแล้ว (Yaoi)

ตอนที่ 30 : ตอนที่ ๓๐ ความนัยแอบแฝง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 33,417
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,704 ครั้ง
    22 ก.ค. 59

ตอนที่ ๓๐ ความนัยแอบแฝง

พอเข้าหน้าหนาวข้าเห็นทหารเริ่มผ่อนคลายการฝึกซ้อมและออกไปพักผ่อนนอกค่ายมากขึ้น ข้ารู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย ทั้งๆ ที่ศึกหน้าหนาวกำลังใกล้เข้ามาแล้วแต่พวกเขากลับไม่รู้เรื่องใดๆ เลย ข้าพยายามถามพวกเขาแต่ทว่าก็ถูกหัวเราะไม่เห็นสำคัญต่อคำพูดของข้า ข้าเข้าใจดีที่พวกทหารมีท่าทีเช่นนี้เพราะพวกเขาไม่รู้และคาดไม่ถึงแน่ๆ ที่พวกทางเหนือจะบุกมาในฤดูหนาวอันควรปลอดสงครามใดๆ เพราะตามธรรมเนียมที่ไม่ต้องเอ่ยบอกนั้นในฤดูหนาวต้องงดเว้นการศึกทุกอย่างลง แต่ทว่าพวกทางเหนือแคว้นเหลียวกลับมิสนใจเรื่องนี้พวกมันจ้องเสบียงที่ฝั่งพวกเราครอบครองอยู่ตาเป็นมัน

อีกเพียงสองอาทิตย์ก็จะถึงสงครามครั้งสุดท้าย ข้าพยายามจะพูดกับฉินอ๋องในเรื่องนี้แบบอ้อมๆ อยู่หลายครั้งแต่เขาก็ไม่เข้าใจเลยสักนิด ซ้ำยังสั่งให้เหล่าทหารกลับไปเยี่ยมเยียนบ้านเกิดได้เพื่อเป็นขวัญกำลังใจที่พยายามปกปักรักษาแคว้นมาตลอดทั้งปี ส่วนเหล่าผู้คนที่กำพร้าไร้ครอบครัวให้กลับไปเยี่ยมก็ออกไปเที่ยวตามเมืองใกล้ๆ กันอย่างสำราญใจในวันหยุด ทำให้กองกำลังทหารลดจำนวนลงฮวบฮาบลงจนเหลือแค่นับคนได้ แม้กระทั่งรองแม่ทัพทั้งสองก็ยังขอตัวกลับบ้านพักงานยาว ไร้เสียงร่าเริงแหลมปรี๊ดของรองแม่ทัพสวินลี่ ไร้เสียงสวดมนต์ภาวนาของรองแม่ทัพสวินหยาง ทำให้ค่ายทหารแห่งนี้เงียบเหงาไปถนัดตา

ตอนที่ข้าทราบข่าวนี้แทบจะเป็นลม ในค่ายทหารเหลือทหารอยู่น้อยยิ่งกว่าน้อย พวกหัวหน้าหน่วยหัวหน้ากองก็แยกย้ายกันไปหมด แม้กระทั่งรองแม่ทัพสวินทั้งสองก็มิอยู่ เหลือเพียงท่านแม่ทัพที่อยู่โยงรักษาสถานการณ์ตามลำพัง นี่มันยิ่งทำให้ศัตรูที่จับจ้องตาเป็นมันหัวเราะชอบอกชอบใจอยู่เป็นแน่ แต่ข้าจะต่อว่าฉินอ๋องมิได้เพราะเขาก็ทำเช่นนี้อยู่ทุกปี ตอนนี้ข้าควรทำเช่นไรดีนะ ข้าคิดจนปวดศีรษะไปหมดแล้ว แต่เพราะข้ามันโง่ถึงคิดอันใดมิออกเลย

ศึกหน้าหนาวเกิดขึ้นอย่างกะทันหันเพราะพวกทางเหนือมิใส่ใจธรรมเนียมพักรบหน้าหนาว พวกมันมุ่งมั่นตาแดงก่ำด้วยความหิวโหย เริ่มปล้นระดมตามหมู่บ้านรายทางมาเงียบๆ จากนั้นก็เข้าโจมตีค่ายทหารที่เหลือไพร่พลป้องกันน้อย โชคดีที่ฉินอ๋องอยู่ในค่ายถึงต้านพวกมันเอาไว้ได้ และเรียกระดมไพร่พลกลับมาตอบโต้พวกมันกลับไปจนกระทั่งได้รับชัยชนะ แต่ระหว่างนั้นฉินอ๋องก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสและโหมร่างกายหนักจนย่ำแย่ จากที่เคยมีพลังขั้นเจ็ดตอนปลายใกล้เข้าขั้นแปดเต็มทีก็ลดระดับลง เพราะได้รับบาดเจ็บสาหัสผสมกับฝืนร่างกายเกินไปทำให้พลังของเขาลดฮวบลงมาเหลือขั้นเจ็ดตอนต้น ถึงแม้จะอยู่ขั้นเจ็ดเหมือนเดิมแต่ทว่ามันแตกต่างกันลิบลับ ขั้นเจ็ดตอนต้นมิอาจเทียบฝีมือกับขั้นเจ็ดตอนปลายได้แม้แต่น้อย ยิ่งขั้นสูงเท่าใดการเพิ่มขั้นก็ยิ่งยากลำบาก ในตอนนั้นทุกคนต่างคิดว่าฉินอ๋องจะก้าวผ่านไปยังขั้นแปดได้ แต่ทว่าเมื่อได้รับบาดเจ็บจากศึกครั้งนี้ก็ทำให้พลังของฉินอ๋องลดลงและพัฒนาไปได้ยากลำบาก

เรื่องนี้ข้ารู้ดีเป็นอย่างยิ่ง ในชีวิตที่แล้วนั้นแม้อาการบาดเจ็บของเขาจะหายดีแล้วแต่ทว่าพลังภายในของเขายังมิได้ดีขึ้นตามไปด้วย หลังจากหายดีฉินอ๋องพยายามฝึกฝนเพื่อยกระดับขั้นของเขากลับไปเหมือนเดิม แต่ทว่าพยายามแทบกระอักเลือดใช้เวลานานอยู่หลายปีเขาก็พัฒนาไปถึงขั้นเจ็ดตอนกลางเท่านั้น แม้ภายนอกฉินอ๋องจะมิได้แสดงความโศกเศร้าออกมา แต่ข้ากลับรับรู้ได้จากการแอบฝึกฝนอย่างหนักหนาสาหัสของเขา เป็นใครก็คงจะทนรับมิได้ จากที่อยู่ในขั้นเจ็ดตอนปลายกำลังจะก้าวข้ามไปยังขั้นแปดราชันยอดยุทธ์กลับถูกทำให้ย้อนมาอยู่ขั้นเจ็ดตอนต้นอีกครั้ง และแม้จะพยายามเพียงใดก็ไม่อาจพัฒนาพลังกลับไปเหมือนเดิมได้ มันต้องเป็นเรื่องที่ขมขื่นใจอย่างแน่นอน ข้ามิอยากให้เป็นเช่นนั้นบางทีหากข้าคอยอยู่ใกล้ๆ เขาเพื่อป้องกันมิให้เขาได้รับบาดเจ็บก็อาจจะทำให้ช่วยอะไรได้บ้าง แต่ปัญหาติดอยู่ที่ว่าข้าไม่ทราบเวลาแน่นอนที่เขาจะได้รับบาดเจ็บนี่สิ สงสัยข้าจะต้องทำตัวเกาะติดเขาเหมือนเงาตามตัวแทน

ข้ายังดำเนินชีวิตตามกิจวัตรเดิม ตอนนี้ข้าคัดลอกต้นฉบับตามที่ฉินอ๋องขอร้องให้ช่วยเสร็จ กำลังจะเดินออกไปจากกระโจมที่ทำงานของเขา ส่วนฉินอ๋องนั้นกำลังประชุมวางแผนกลยุทธ์สำหรับปีหน้ากับเหล่าหัวหน้าที่เหลืออยู่ ข้าพยายามเตือนให้เขาคิดแผนรับมือสำหรับการรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินในหน้าหนาวนี้ไว้ด้วย เจ้าแมวแม้จะไม่ค่อยเชื่อแต่เขาก็พยักหน้ารับคำไปคิดแต่โดยดี นั่นทำให้ข้าวางใจไปเปลาะหนึ่ง หวังว่าเขาจะช่วยกันคิดแผนกับเหล่าหัวหน้ากองคนอื่นๆ ถึงแม้ข้าจะโง่คิดแผนใดมิออกแต่พวกเขาย่อมต่างออกไป แต่ละคนเก่งกาจมีความสามารถถึงเพียงนั้นต้องช่วยกันคิดได้เป็นแน่

เรื่องนี้ข้าพอจะวางลงได้บ้างแล้วแต่สิ่งที่ทำให้ข้าปวดหัวอยู่ในตอนนี้กลับเป็นคำถามของท่านแม่ นางให้ข้าคิดทบทวนปริศนานิมิตของพลังที่สองให้จงได้ เพราะตอนนี้ข้าคุ้นชินกับพลังอาณาเขตเยว่ตี้แล้ว ดังนั้นท่านแม่จึงคิดว่าควรจะได้เวลาที่ต้องค้นหาพลังอีกอย่างหนึ่งของข้าแล้ว ข้าเองอยากจะทราบเช่นกัน จึงพยายามทบทวนนิมิตที่เห็น แยกภาพปริศนาของพลังอาณาเขตออกมาเหลือเพียงสิ่งที่มิได้เกี่ยวข้อง แต่ทว่าภาพนิมิตที่เหลือนั้นกลับกว้างขวางจนข้าไม่อาจจับเชื่อมต่อกันได้ มันมีตั้งแต่ภาพคนตั้งแต่วัยทารกยันวัยแก่ชรา มีภาพป่าเขาที่มีสัตว์ต่างๆ นานาชนิดไม่ว่าจะเป็นนก หมู ไก่ กา เสือ หมี มันหมายความว่าอย่างไร คนกับสัตว์?

ระหว่างครุ่นคิดข้าก็ยกของว่างที่ข้าทำมายังกระโจมที่ทำงานของแม่ทัพ ข้าวางมันไว้บนโต๊ะแล้วมองไปรอบๆ โต๊ะที่วางของอย่างเป็นระเบียบผิดจากตอนที่เขาพยายามเรียกร้องความสนใจจากข้า ตอนนั้นเขาวางข้าวของระเกะระกะไปทั่วเชียว พูดถึงเรื่องนี้ข้าก็อดขำมิได้ ตอนที่เขาสวมใส่ชุดที่ข้าปักเย็บเองกับมือมองผิวเผินเหมือนเขาไม่มีอะไรผิดแผก แต่ข้าก็มาเอะใจเมื่อรู้สึกว่าวันนั้นฉินอ๋องนิ่งกว่าปกติมากๆ เขาแทบไม่ขยับเคลื่อนไหว ไม่ยอมใกล้สิ่งที่จะเปื้อนเสื้อผ้าง่ายแม้แต่น้อย พอข้าสังเกตเห็นก็รู้สึกขบขำปนยินดีนิดๆ อ่า นี่เขาเอาจริงเอาจังกับการปกป้องชุดตัวนั้นจนไม่ยอมขยับตัวเลย!

ส่วนถุงผ้าที่ห้อยประดับตรงเอวของเจ้าแมวนั้นยิ่งน่าหัวเราะกันไปใหญ่ ทหารทั้งน้อยใหญ่มองถุงตรงเอวของท่านแม่ทัพด้วยสีหน้าแววตาตกตะลึงเกือบจะเป็นสะพรึงกลัวด้วยซ้ำ แต่เจ้าแมวก็ไม่สนใจพวกเขา ห้อยถุงผ้านั้นด้วยความเบิกบานใจอยู่หลายวัน อันที่จริงข้าก็คิดจะปักลายมังกรหรือพยัคฆ์อยู่นะ แต่มิทราบว่าคิดอะไรขึ้นมาถึงได้กลายเป็นแมวไปได้

ข้านั่งรอเจ้าแมวประชุมอยู่อีกกระโจมพลางจัดข้าวของและตำราเข้าที่ พอทุกอย่างเสร็จข้าก็เดินมานั่งอ่านตำราบทกลอนอันน่าเวียนศีรษะรอเขา ผ่านไปสักพักข้าก็ถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย หันไปมองกระโจมข้างๆ ที่ใช้ประชุม ข้าค่อยๆ ขยับนิ้วสร้างอาณาเขตแล้วดีดมันเข้าไปในกระโจมแห่งนั้นพร้อมกับออกคำสั่งให้มันดักฟัง ข้ามิได้อยากทราบว่าพวกเขาประชุมอันใดกันอยู่ แต่ข้าอยากจะรู้เพียงว่าพวกเขาได้คิดแผนรับมืออย่างที่ข้าได้เตือนไปหรือไม่?

คนแรกที่ข้าได้ยินเสียงนั้นเป็น โฉวหวู่หัวหน้ากองพลธนูที่มีลักษณะโผงผางเถรตรง เขาเอ่ยถามเสียงดังลั่นตามปกติของเขา น้ำเสียงของเขานั้นดูโมโหมิใช่น้อยทีเดียว

“เหตุใดถึงเป็นลวดลายแมวแสนปวกเปียก? ทั้งๆ ที่ท่านแม่ทัพออกจะน่าเกรงขามสง่างามเพียงนี้ หลิวจิ้นยังเป็นลวดลายม้าป่าที่ปราดเปรียวว่องไว นี่เจ้าเด็กนั่นเห็นท่านแม่ทัพอ่อนด้อยสู้หลิวจิ้นมิได้งั้นรึ!?

หือ? ประเดี๋ยวก่อน นี่พวกเขามิได้พูดคุยเกี่ยวกับกองทัพหรอกรึ? เหตุใดกลายเป็นจับกลุ่มวิจารณ์ลายปักถุงผ้าของผู้อื่นเช่นนี้เล่า!? ข้ากอดอกฟังพวกเขาต่อไปทั้งที่ตอนแรกกะจะฟังนิดหน่อยพอ มิฟังต่อได้อย่างไรเล่า? ท่าทางขุนพลโฉวหวู่จะไม่พอใจข้าผู้เป็นคนทำมากทีเดียว

“ท่านแม่ทัพ มิให้เขาปักแก้เป็นอย่างอื่นมิดีกว่าหรือ?” ขุนพลโฉวหวู่เอ่ยแนะนำเจ้าแมว ข้าไม่ได้ยินเสียงของเขาตอบกลับอะไรใดๆ แต่กลับได้ยินเสียงหัวเราะระรื่นชวนหมั่นไส้ของรองหัวหน้าองครักษ์เฉินแทน แล้วนี่ประชุมทัพอย่างไรถึงได้มีรองหัวหน้าเฉินร่วมด้วยกัน? ขุนพลโฉวถามคนหัวเราะอย่างไม่สบอารมณ์

“เจ้าหัวเราะอันใด!

“มิได้ๆ ข้าเพียงไม่เห็นด้วยกันท่านเท่านั้นพี่โฉว ถิงถิงปักลายม้าให้แก่หลิวจิ้นและปักลายแมวให้ท่านอ๋องนั้นมีความนับแอบแฝงอย่างแน่นอน”

“ความนัยแอบแฝงอันใด?”

เออ นั่นสิ ความนัยแอบแฝงอะไรของเขา? ขนาดข้าผู้เป็นคนทำยังมิทราบเลยว่ามันมีความหมายหรือความนัยอันใด รองหัวหน้าเฉินทำเสียงทอดถอนหายใจก่อนจะอธิบายออกไป

“ปักลายม้าให้แก่หลิวจิ้นก็ถูกแล้ว ม้ามีไว้ใช้ประโยชน์ใช้แรงงานก็มิต่างอันใดกับฐานะของหลิวจิ้นในใจถิงถิง”

เดี๋ยวๆ! ข้ามิใช่คนเช่นนั้น ข้าไม่ได้มองจิ้นเกอเป็นแรงงานข้าทาสเสียหน่อย! เจ้าคนแซ่เฉินผายลมอันใดออกมาถึงได้ทำให้ข้าดูเป็นคนชั่วร้ายเช่นนั้น! สงสัยการอาบน้ำเย็นสามวันติดต่อกันยังมิพอสำหรับเขากระมัง! วันนี้สงสัยข้าจะต้องเจาะกระโจมเขาให้ลมพัดเข้าไปให้นอนหนาวทั้งคืนแล้ว!

“งั้นรึ? ก็ฟังมีเหตุผล แต่ว่าลายแมวเล่า? มันหมายความว่าอย่างไร?” ขุนพลโฉวอ่อนเสียงลงคล้ายจะคล้อยตามรองหัวหน้าองครักษ์เฉินอย่างง่ายดาย

“พี่โฉว เรื่องนั้นพูดแล้วข้าก็เขินอายยิ่งนัก มิคิดว่าถิงถิงจะใจกล้าหาญเช่นนี้ แมวเป็นสัตว์ที่ผู้คนเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนเคียงข้างใกล้ชิดก็เปรียบได้ว่าในใจของถิงถิงนั้นท่านอ๋องเป็นคนที่เขาอยากใกล้ชิดด้วยอย่างไรเล่า อีกอย่างลวดลายแมวนี่มิธรรมดานะขอรับท่านอ๋อง เป็นลายแมวกินปลา หากถิงถิงเปรียบท่านอ๋องเป็นแมว ปลาตัวนั้นย่อมเป็นถิงถิงเป็นแน่ หึๆ นั่นมิใช่ว่าถิงถิงกำลังส่งข้อความบอกท่านอ๋องหรอกหรือ? แมวกินปลาย่อมหมายความว่าถิงถิงพร้อมแล้วที่จะให้ท่านกินอย่างไรเล่า!

บัดซบบบบบ!!!

คนแซ่เฉิน! ข้าไม่ได้คิดอะไรไปไกลเช่นนั้นเลย เหตุใดเจ้าถึงคิดเป็นตุเป็นตะไปเองเช่นนี้? หากว่าเจ้าแมวเชื่อขึ้นมาจริงๆ แล้วจะทำเช่นไร หะ! ข้าได้ยินเสียงอันน่ารังเกียจของคนแซ่เฉินหัวเราะก็มีพ่นลมหายใจอดกลั้น ตัดสินใจว่าคืนนี้จะเจาะกระโจมของเขาชักหลายรูหน่อย โทษฐานพูดจาเหลวไหล! มาว่าผู้ใดเป็นปลาที่พร้อมให้แมวกินกัน? บัดซบ บัดซบบบบ! ข้ามิได้เป็นปลาของเจ้าแมวเสียหน่อย แล้วก็มิได้ส่งข้อความซ่อนนัยอันใดไว้เลยสักนิด หยุดเพ้อเจ้อได้แล้วคนแซ่เฉิน!

“โอ้! เจ้าเด็กน้อยนั่นถึงกับกล้าซ่อนความนัยเช่นนี้ไว้ด้วยหรือ?”

ขุนพลโฉว ท่านเข้าใจผิดแล้ว! อย่าได้เชื่อเจ้าคนแซ่เฉินสิขอรับ!

“อืมมมม”

ข้าได้ยินเสียงเจ้าแมวตอบรับในลำคอเหมือนกำลังครุ่นคิด เดี๋ยวๆ ท่านจะเชื่อคนแซ่เฉินมิได้นะท่านอ๋อง! ข้าไม่ได้พร้อมอะไรทั้งนั้น ข้ารอฟังเจ้าแมวจนหน้าซีดเหงื่อไหลแต่สุดท้ายเขาก็มิได้พูดอันใดออกมา มีเพียงคนแซ่เฉินที่พยายามยุยงให้เจ้าแมวรีบๆ จับปลาเช่นข้ากลืนลงท้องซะ ขุนพลโฉวก็บ้าจี้ตามไป แนะนำเจ้านายด้วยน้ำเสียงจริงจังว่าให้พาข้าออกไปเปลี่ยนบรรยากาศในเมืองก็น่าจะดี ข้าอยากจะร้องไห้ออกมาจริงๆ นี่พวกเขาประชุมกองทัพอยู่มิใช่รึ? เหตุใดถึงได้พูดเรื่องไร้สาระเช่นนี้กันเล่า!? ข้าทนฟังพวกเขายุแหย่เจ้าแมวมิไหวก็สั่งปลดอาณาเขตแล้วเดินออกไปจากกระโจม พอดีกับที่ฉินอ๋องเดินออกมาจากกระโจมใกล้กันนั้น ข้ามองไปที่เขาซึ่งมีสีหน้าราบเรียบติดเย็นชาเป็นปกติก็อดจะหน้าแดงมิได้ ตกลงเขามิเชื่อคำพูดบ้าบอของคนแซ่เฉินใช่หรือไม่? นั่นสิ ใครมันจะไปเชื่อเรื่องพรรค์นี้กัน ฉินอ๋องเดินมาหาข้า ด้านหลังของเขามีคนแซ่เฉินและขุนพลโฉวเดินตามหลังออกมา ทั้งสองมองมาที่ข้ากับเจ้าแมวพลางยิ้มๆ อีกแล้ว ไอ้ยิ้มๆ นี่อีกแล้ว!

“เจ้าอยากเข้าเมืองลั่วหรือไม่?”

ข้าหันขวับไปมองหน้าเจ้าแมวอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา นี่คงมิได้บ้าจี้ไปตามคนพวกนั้นหรอกนะ! ข้ารีบส่ายหน้าปฏิเสธอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ฉินอ๋องยืนนิ่งก่อนจะพยักหน้าโดยมิได้ว่าอันใด เหมือนไม่ใส่ใจแต่แววตาผิดหวังอย่างชัดเจน ข้ากะพริบตาไม่รู้จะทำอย่างไรกับเจ้าแมวตัวนี้ดี? พอถามข้าเสร็จเขาก็หันตัวเดินกลับเข้าไปในกระโจมทำงาน ข้ามองตามเขาอย่างโล่งอก ยังดีที่เขามิได้บ้าตามคนพวกนั้นจริงๆ จากนั้นข้าก็หันขวับไปมองคนช่างยุทั้งสองที่มองมายังข้าด้วยสายตาประณามต่อว่า ข้าหันตัวเดินออกไปอย่างไม่สนใจแต่ทว่าเก็บความขุ่นเคืองเอาไว้รอเอาคืนอย่างแน่นอน หึ! โดยเฉพาะคนแซ่เฉิน คืนนี้เจ้าต้องนอนหนาวจนตัวแข็งแน่!

ข้าเดินกลับไปยังห้องครัวเห็นเสี่ยวชีเดินออกมาพร้อมกับหัวหน้าเถา อ่า นี่คงกำลังจะไปเมืองลั่วกันกระมัง พอเห็นข้าเดินเข้ามาทั้งสองก็ชักชวนไปด้วยกัน เอาอย่างไรดีเล่า เมื่อครู่ข้าเพิ่งปฏิเสธเจ้าแมวไปแต่ตอนนี้กลับจะเดินไปบอกว่าจะเข้าเมืองลั่วอย่างนั้นรึ? ข้าต้องถูกเจ้าแมวมองด้วยสายตาน่ากลัวอย่างแน่นอน แต่ว่าถ้าหากไม่ไปข้าก็ต้องอยู่คนเดียวหรือไม่ก็ต้องไปนั่งแกวกับเจ้าแมวที่กำลังเข้าใจผิดคิดว่าข้าเป็นปลาย่างให้เขางาบน่ะหรือ? ข้าตัดสินใจบอกให้เสี่ยวชีกับหัวหน้าเถารอก่อนแล้วเดินกลับไปที่กระโจมที่ทำงานของแม่ทัพ ข้าเดินเข้าไปเห็นฉินอ๋องกำลังดูภาพวาดอะไรบางอย่างอยู่ พอข้าเดินเข้าไปเขาก็พับภาพวาดนั้นไว้แล้วหันมาเอ่ยถามข้าด้วยท่าทางปกติ

“มีอะไรรึ?”

“ข้าจะไปเมืองลั่ว”

พอพูดออกไปปุ๊บข้าก็ได้รับสายตาทิ่มแทงจากเขาแทบจะทันที นั่น ว่าแล้วเชียว ข้ายืนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ไม่นานฉินอ๋องก็ถอนหายใจแล้วพยักหน้ารับโดยไม่เอ่ยว่าอะไรสักคำ เจ้าแมวกวักมือเรียกข้าเข้าไปหาแล้วควักตั๋วเงินให้แก่ข้า ข้ามองตั๋วเงินจำนวนมากในมือของเขาแล้วส่ายหน้าปฏิเสธ แต่เจ้าแมวก็ยัดเหยียดใส่เสื้อของข้าจนตุง

“เอาไปเถิด นานๆ ทีจะได้เข้าไปในเมือง” เขาเอ่ยเรียบเย็นชาแล้วโบกมือไล่ข้าออกไปอย่างไม่สนใจอีก ข้าไม่พูดอะไรมองตั๋วเงินในอกที่ถูกยัดให้แล้วเอ่ยขอบคุณก่อนจะขอตัวหันตัวเดินออกไปจากกระโจม ข้ารับไว้ก็จริงแต่ไม่คิดจะใช้มันหรอก อย่างไรเสียข้าก็เป็นคนไม่ค่อยจะซื้อสิ่งใดอยู่แล้ว กลับมาแล้วค่อยเอามาคืนเขา

ข้าตรงดิ่งไปบอกพวกเสี่ยวชีแล้ววิ่งไปยังคอกม้าเพื่อนำเจ้าหมอกทมิฬออกมา เป็นครั้งแรกเลยที่ข้านำมันออกมาขี่โดยมิใช่ไปฝึกซ้อมแต่เป็นการขี่เดินทางจริงๆ ไช่ชิงยิ้มพร้อมกับพยักหน้าให้ข้า เขากำลังแปลงขนให้แก่ม้าสีขาวของฉินอ๋องอยู่พอดี ข้ายิ้มตอบกลับไช่ชิงแล้วหันไปมองเจ้าหมอกทมิฬที่กำลังแกล้งม้าตัวอื่นๆ ในคอก ข้าถอนหายใจเอือมระอากับเจ้านิสัยเสียตัวนี้

จากนั้นข้าก็ส่งเสียงกระแอมดังๆ ออกมา เจ้าหมอกทมิฬชะงักตัวหันคอมามอง พอเห็นข้ามันก็พุ่งดิ่งมาหาข้าอย่างคึกคักทันที เจ้าม้าสีดำจอมเกเรไม่รอให้ไช่ชิงมาเปิดคอกให้ มันถีบกลีบเท้าอันแข็งแกร่งกับพื้นดินกระโดดข้ามคอกม้าสูงออกมาอย่างง่ายดาย มันหันมามองข้าราวกับกำลังรอคำชื่นชม ข้ายืนกะพริบตาด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ไม่รู้จะสั่งสอนมันหรือชื่นชมมันดี? ส่วนไช่ชิงที่กำลังขยับตัวจะมาเปิดคอกให้ก็เบิกตากว้างมองเจ้าม้าอันธพาลอย่างตกตะลึง เจ้าหมอกทมิฬเห็นไช่ชิงมองมันอย่างตกตะลึงก็ทำเสียงฮี่เชิดหน้าอย่างยโส ข้ากับไช่ชิงได้ยินมันยกยอตนเองก็พากันส่ายหน้าเอือมระอาพร้อมกับอมยิ้มหมั่นไส้เจ้าม้าหลงตนเองตัวนี้ ไช่ชิงเดินเข้ามาใส่อานบนหลังเจ้าหมอกทมิฬให้แก่ข้าแล้วเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ

“เจ้าจะไปซ้อมขี่ม้าแล้วรึ?”

“เปล่า ข้าจะพามันไปเมืองลั่วเสียหน่อยนะ”

“อ้อ เช่นนั้นก็ขี่ระวังๆ ด้วยเล่า เจ้ายังมิได้ชำนาญเดี๋ยวจะได้รับบาดเจ็บเอาได้”

“รู้แล้ว ขอบคุณที่เป็นห่วง ข้าไปละ”

“โชคดี”

ข้าปีนขึ้นหลังเจ้าหมอกทมิฬจับสายบังเหียนเอ่ยบอกลาไช่ชิงแล้วควบม้าวิ่งเหยาะๆ ออกไปยังประตูหน้าค่ายซึ่งมีพวกเสี่ยวชียืนรอกันอยู่ก่อนแล้ว พอเห็นข้าขี่ม้าเข้ามาพวกเขาก็ค่อยๆ เคลื่อนรถเกวียนแล่นนำไปก่อน ข้านั่งเจ้าหมอกทมิฬวิ่งเหยาะตามพวกเขาไปพลางครุ่นคิดครั้งแรกที่เข้าเมืองลั่วมา มันมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นนับไม่ถ้วนรวมไปทั้งเรื่องเจ้าแมวมายืนรอรับข้าให้ชาวบ้านชาวเมืองเห็นกันทั่ว หวังว่าผ่านไปเป็นเดือนแล้วเรื่องราวพวกนี้จะเลือนหายไปจากความทรงจำของพวกเขากันแล้ว เข้าเมืองลั่วครั้งนั้นข้าก็มิได้ไปเฉียดมันอีกเลย ครั้งนี้จึงเป็นเข้าเมืองลั่วครั้งที่สองของข้า พอเข้ามาในเมืองพวกเราก็แยกย้ายกันไปตามที่ต้องการ เสี่ยวชีขอตัวไปดูของที่เขาสั่งซื้อ ข้ามิได้ตามเขาไปแยกตัวพาเจ้าหมอกทมิฬเดินไปอีกทาง ข้าขี่ม้าตามถนนมองดูบ้านเรือนในเมืองลั่วให้เต็มตาอีกสักรอบ ระหว่างนั้นผู้คนที่ข้าผ่านมาพวกเขาหันมองตามข้าจนสุดสายตา สงสัยพวกเขาจะมองเจ้าหมอกทมิฬเป็นแน่ มันเป็นม้าที่ค่อนข้างตัวใหญ่น่ากลัวนิดๆ นี่นะ

“คุณชายเยว่~~!

หือ? ข้าหันไปมองตามเสียงเรียกอันหวานล้ำที่ดังขึ้นมาจากด้านข้าง ข้าหยุดม้าแล้วมองสตรีผู้งดงามในชุดกระโปรงเกาะอกซึ่งพอข้าหันไปมองนางก็หลบหน้าสะเทิ้นอาย อ่า เพราะเหตุใดกันนะ ข้าถึงได้โชคร้ายเพียงนี้! เมืองออกจะกว้างใหญ่ไยต้องมาพบเจอกับโจทย์เก่าเช่นนี้ ข้าแอบถอนหายใจก่อนจะแย้มยิ้มออกมาเอ่ยทักนางกลับ

“แม่นางจีเองหรือ? บังเอิญยิ่งนักที่ได้พบเจอเจ้า”

“นั่นสินะเจ้าคะ หรือว่าเราสองจะมีวาสนาต่อกัน” แม่นางจีเอ่ยแล้วบิดกายขวยเขินอย่างน่ารักน่ามอง ข้ายิ้มรับเล็กน้อยมิกล่าวอันใดออกไป หลังจากเกิดเรื่องเมื่อคราวก่อนเสี่ยวชีก็ติดตามสืบสาวเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง ทราบมาว่าแม่นางจีผู้นี้ก็คือ จีเซียนเหยา เป็นบุตรีเพียงผู้เดียวของท่านเจ้าเมืองลั่ว ไม่แปลกใจเลยที่ทุกคนจะยำเกรงนางมากเป็นพิเศษ ในฐานะสตรีที่เป็นของล้ำค่าและในฐานะบุตรีของเจ้าเมือง ในปีหน้านั้นนางจะถูกส่งตัวไปยังวังหลวงเพื่อทำการคัดเลือกหญิงงามเข้าวัง ด้วยลักษณะของจีเซียนเหยาผู้นี้ข้าคาดเดาว่านางจะถูกรั้งไว้ในวังอย่างแน่นอน ข้าเปรยสายตามองไปยังกลุ่มสตรีเบื้องหลังของจีเซียนเหยาแล้วผงกศีรษะให้อย่างเป็นมิตร ใบหน้าของพวกนางแดงระเรื่อจนต้องแอบซ่อนอยู่หลังพัดกลมในมือน้อยๆ นั่น

“นานนับเดือนที่มิได้เจอหน้าท่าน ข้านึกว่าคุณชายกลับเมืองหลวงไปเสียแล้ว มิคิดเลยว่าจะยังอยู่เมืองลั่ว ไม่ทราบว่าคุณชายพักอยู่ที่ใดรึเจ้าคะ? อ๊ะ ขออภัย ข้ามิได้ตั้งใจจะละลาบละล้วง เพียงไถ่ถามด้วยความบริสุทธิ์ใจ เป็นห่วงคุณชายว่าจะอยู่ที่นี้ไม่สะดวกสบายเช่นเมืองหลวง หากเป็นเช่นนั้นคุณชายไปพักที่จวนของข้าก็ได้นะเจ้าค่ะ”

“ขอบคุณนางแม่ที่ห่วงใย ข้าพักอยู่กับสหาย มิได้ลำบากอันใดนัก” ข้าปฏิเสธออกไปแล้วด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลมองนางซาบซึ้งในน้ำใจ จีเซียนเหยาทำหน้าเสียดายเล็กน้อยก่อนจะช้อนตาขึ้นมามองข้าแล้วเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานท่าทางเอียงอายน่าทะนุถนอม

“เช่นนั้นข้าก็วางใจ เอ่อ มิทราบว่าคุณชายเยว่จะรังเกียจหรือไม่หากข้าจะชวนท่านเดินเล่นไปด้วยกัน”

ไม่รังเกียจหรอกแต่ลำบากใจสุดๆ!

ข้ายิ้มพลางครุ่นคิดว่าจะขอแยกตัวไปอย่างไร ฉับพลันเจ้าหมอกทมิฬก็หันขวับไปถลึงตาใส่แม่นางจีผู้อ่อนหวาน มันทำเสียงฮึดฮัดใส่ดังๆ อย่างไม่พอใจพลางกล่าวต่อว่านางที่กำลังตอแยข้าที่เป็นเจ้านายของมัน ข้ายิ้มอ่อนใจกับม้าผู้หวงเจ้านายเกินวิสัยของม้าปกติทั่วไป จีเซียนเหยาและสตรีด้านหลังเหล่านั้นมองม้าสีดำทมิฬด้วยสีหน้าซีดขาวหวาดกลัวจนขาสั่น ข้ายิ้มอย่างเข้าใจ ในคราแรกข้าก็กลัวเช่นนั้นเหมือนกัน พอเห็นท่าทางหวาดกลัวของพวกนางข้าก็นึกวิธีปลีกตัวออกไปได้จึงถอนหายใจอย่างเสียดายพลางลูบมือปลอบขวัญเจ้าหมอกทมิฬแล้วเอ่ยขอตัวกับพวกนาง

“ขออภัยจริงๆ ม้าตัวนี้เกเรยิ่งนัก นอกจากข้าแล้วมันก็มิยอมให้ผู้ใดมาเข้าใกล้อีก ล่าสุดก็ใช้ขาหลังดีดจนคนที่เข้าใกล้มันได้รับบาดเจ็บจนเลือดอาบเชียว ต้องขออภัยจริงๆ เพื่อความปลอดภัยของพวกเจ้าข้าต้องขอปฏิเสธ ไว้โอกาสหน้าหากมีโชคข้าคงจะได้รับเกียรติเดินเป็นเพื่อนพวกแม่นาง” หลังจากที่ข้าเอ่ยถึงผู้โชคร้ายที่บาดเจ็บจนเลือดอาบพวกนางก็สูดลมหายใจเข้าพร้อมกับถอยหลังออกไปไกลอย่างหวาดกลัว และพอข้าเอ่ยปฏิเสธพวกนางก็พยักหน้าแสดงความโศกเศร้าใจด้วยสีหน้าหวาดหวั่นต่อม้าตัวใหญ่ที่ทำเสียงฟึดฟัดไม่หยุด

“เช่นนั้นก็ไว้โอกาสหน้าเถิดเจ้าค่ะ ข้าเข้าใจว่าวันนี้คุณชายไม่สะดวกจริงๆ ขอตัวก่อนนะเจ้าค่ะ” จีเซียนเหยารับคำอย่างอ่อนหวานเข้าอกเข้าใจก่อนจะเอ่ยลาราวกับเสียดายนักหนา ทว่ากลับเดินจ้วงเอาๆ ราวกับมีขโมยเดินตามหลัง ข้ามองตามพวกนางไปแล้วยิ้มขำจากนั้นก็กระทุ้งเท้าพาเจ้าหมอกทมิฬเดินต่อไป อ่า ปลอดโปร่งยิ่งนัก! ดีแล้วที่ข้านำเจ้าหมอกทมิฬมาด้วย เช่นนี้เขาเรียกว่าม้ากันหมาสินะ ข้าขี่ม้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปถึงตลาดที่มีผู้คนเดินดูข้าวของอย่างคึกคัก ข้าเดินไปฝากม้าที่โรงเตี้ยมตรงหน้า จ่ายเงินค่าฝากแล้วก็เดินเที่ยวอย่างสบายใจไร้ตัวก่อกวน

ข้าเดินดูสินค้าที่เหล่าพ่อค้านำมาวางขายไปทีละร้านๆ ไม่รีร้อนอันใด ระหว่างนั้นก็รู้สึกว่าถูกชาวบ้านจ้องมองมาด้วยสายตาประหลาดๆ แต่พอข้าหันกลับไปมองก็ไม่พบเห็นผู้ใดกำลังมองข้าอยู่ บางทีข้าอาจจะคิดไปเองกระมัง ข้าเดินต่อไปเรื่อยๆ ซื้อผลไม้ติดมือมาเล็กน้อยเพื่อนำไปฝากเจ้าแมว จากนั้นข้าก็ไปนั่งทานขนมแกงถั่วแดงหวานร้อนๆ ขณะที่กำลังดื่มด่ำกับขนมพร้อมกับอุ่นร่างกายไปด้วยนั้นข้าก็ได้ยินเสียงมารดาร้องออกมาในหัว

ถิงเอ๋อร์! นั่นมันเจ้าเด็กไร้ยางอายผู้นั้นนี่!

ข้าเงยหน้าหันไปมองรอบตัวเพื่อหาเด็กไร้ยางอายคนนั้นของมารดาก็ไปเจอะเข้ากับลู่ชุนที่เดินกรีดกรายอยู่อีกฝั่ง ข้าก้มทานขนมไปพลางจับสังเกตอีกฝ่ายไปด้วย ลู่ชุนใช้ใบหน้าเรียบร้อยสุภาพของเขาเดินผ่านผู้คนไปอย่างปกติธรรมดา เห็นเขามาเดินยิ้มแฉ่งอยู่แถวนี้ข้าก็อดจะแปลกใจมิได้ เหตุใดเขาถึงมิได้ขายขนมที่ร้านกลับมาเดินยิ้มเสแสร้งอยู่ที่นี้ได้เล่า?

“อ้าว มาทำอันใดที่นี้หรือลู่ชุน? มิได้ขายขนมหรอกหรือ?” ท่านป้าร้านขายผักเอ่ยทักลู่ชุนด้วยความแปลกใจ หนุ่มน้อยวัยสิบเจ็ดก็หยุดเดินแล้วหันไปเอ่ยตอบอย่างสุภาพ

“ท่านป้าข้ามารับใบชาน่ะขอรับ วันนี้เป็นวันที่ใบชาที่ร้านของข้าสั่งเอามาไว้ส่งมาถึงพอดี”

“อ้อ รีบไปเถิด เดี๋ยวจะกลับไปร้านช้าได้”

“ขอรับ” ลู่ชุนยิ้มซื่อๆ แล้วเดินจากไปจากร้านขายผักที่อยู่ตรงกันข้ามกับร้านขนมแกงถั่วที่ข้ากำลังนั่งอยู่ นั่นทำให้ข้าได้ยินคำตอบของเขาไปด้วย มารับใบชาอย่างนั้นรึ? ก็มิได้แปลกอันใดเพราะร้านของเขาก็ขายน้ำชาอยู่แล้ว แต่เหตุใดพอเป็นลู่ชุนผู้นี้ข้ากลับรู้สึกไม่ไว้วางใจมันเอาซะเลย ข้าตักแกงถั่วแดงหวานซดออยู่หลายคำด้วยความเสียดายแล้วก็ลุกเดินไปตามหลังลู่ชุน แม้อีกฝ่ายจะทำตัวปกติไม่มีพิรุธใดๆ แต่ทว่าข้ากลับสังหรณ์ใจประหลาด

ขึ้นชื่อว่าลู่ชุนแล้วมันไว้ใจมิได้หรอก!

 

 

 




เมื่อวานมัวแต่เวิ่นเว้อกับนิยายของตัวเองที่เคยแต่งเอาไว้

อ่านไปก็รู้สึกว่า...บ๊ะ ก็สนุกไม่เลวเลยนะ 5555 แต่งเองอ่านเองชมเอง(ครบเซ็ต)

วันนี้จึงเสียเวลาให้การแต่งมากๆ เฮ้อ ไม่น่าหลงไปอ่านเลย

นิยายเรื่องนี้ดำเนินมาครบหนึ่งเดือนแล้ว (เร็วมากเลยเนอะ)

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่าน เข้ามาคอมเม้นท์ เข้ามาแชร์ให้นะเจ้าค่ะ!

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.704K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

25,551 ความคิดเห็น

  1. #25361 Maylyunho (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 / 10:01
    เจ้าคนแซ่เฉิน หนาวแน่
    #25,361
    0
  2. #25063 ChLoE. (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 1 กันยายน 2563 / 18:36
    เจ้าคนแซ่เฉินนี่มัน!!!!!!โอ๊ยยยย5555555555
    #25,063
    0
  3. #24929 ดอกไม้และสายรุ้ง (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2563 / 13:27

    เปรี้ยวไม่ไหวคนแซ่เฉินเนี่ย555

    #24,929
    0
  4. #24392 Fueled me (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 09:59
    คนแซ่เฉินจะไม่หยุดใช่มั้ย55555555555 แล้วลู่ชุนนี่ก็ไว้ใจไม่ได้จริงๆ ต้องรีบจัดการแล้ว!!
    #24,392
    0
  5. #24309 TorTakr99 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 00:51
    สนุกค่ะไรท์เราเองยังมาอ่านหลายรอบบรรยายดี
    #24,309
    0
  6. #23968 munkrishear (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 00:45
    องครักษ์เฉินนนน555555555555
    #23,968
    0
  7. #23785 GOT-MarkBam (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2562 / 20:48
    ความมโนขององครักษ์เฉินนั้น...55555
    #23,785
    0
  8. #23476 64529091 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2562 / 01:00
    ดีใจที่ไรท์เขียนต่อจากธัญวลัย ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเรื่องเดียวกัน
    #23,476
    0
  9. #23321 Honery (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2562 / 22:47
    ส่งความห่วงใยให้รององค์รักษ์เฉินด้วยนะคะ คืนนี้นอนหนาวแน่555
    #23,321
    0
  10. #22908 Peach9 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2562 / 22:22
    ขำน้องตอนแอบฟังมากแกบับ5555555 เจ้าคนแซ่เฉินนี่ก็อะไรมโนมากกกก555555
    #22,908
    0
  11. #22866 BeautyGarnet (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2562 / 20:25
    คนแซ่เฉินเอาอีกแล้ว55555555555
    #22,866
    0
  12. #22833 PAMMIISUGER (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 11 กันยายน 2562 / 10:35
    คนแซ่เฉินนี่นักชงอันดับหนึ่งจริงๆ 5555
    #22,833
    0
  13. #22755 ❀ than. (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2562 / 07:29
    ปั่นเก่งกว่าเครื่องปั่นน้ำของพี่เฉินนี่เอง ฮ่า
    #22,755
    0
  14. #22686 Dnoppawan (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 / 10:11
    ขำ แมวกินปลาย่างอะ ดูแค้นพี่เฉินมาก
    #22,686
    0
  15. #22409 trp1021 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 14:10
    กลัวน้องเสียรู้ชุน
    #22,409
    0
  16. #22362 yopewyo (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 7 เมษายน 2562 / 11:44
    รักภาษาที่ไรท์ใช้มากกกก สมัครเปน fc นี่ตามอ่านรวดเดียวถึงตอนนี้แล้วววว สนุกกกกก
    #22,362
    0
  17. #22159 Xialyu (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:16
    พี่เฉินนี้ไม่เข็ด
    #22,159
    0
  18. #22053 Miko_Chan2002 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 30 มกราคม 2562 / 03:43
    คนแซ่เฉินท่านยังไม่ขัดอีกหรือ? ชอบน้องบอกว่าบัดซบบบบบบบ5555 ขำมาก ประชุมหาลืออะไรกันก็ไม่รู้555
    #22,053
    0
  19. #21859 Doctor Seraph (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 22 มกราคม 2562 / 00:38
    พี่เฉินนี่สีสันดีๆนี่เอง555
    โคตรปั่น
    #21,859
    0
  20. วันที่ 19 มกราคม 2562 / 08:42
    เรื่องนี้จะขาดคนแซ่เฉินไม่ได้จริงๆ5555
    #21,679
    0
  21. #21541 badlism. (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 15 มกราคม 2562 / 20:26
    วอนเหลือเกินคุณเฉิน
    #21,541
    0
  22. #21439 -เกม- (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 14 มกราคม 2562 / 00:47
    ท่่านเฉินหาเรื่องตลอดดด
    #21,439
    0
  23. #21037 pcy921 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 11:15
    ท่านเฉินนอนหนาวอีกสามคืนนะคะ
    #21,037
    0
  24. #20607 KilzHuntress (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2561 / 20:56
    เกลียดความหมายที่แซ่เฉินแปล แล้วฉินอ๋องคือเชื่อด้วย?!? //นี่มัน!! จังหวะซิทคอมชัดๆ 55555555555
    #20,607
    0
  25. #20370 Nitto_OuranHC (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2561 / 23:53
    ชอบรูปตอนนี้จังเลย สวยมากมากมากมากมากมาก
    #20,370
    0