เอาเถิด ข้าไม่เสียใจ เพราะข้าตายแล้ว (Yaoi)

ตอนที่ 29 : ตอนที่ ๒๙ เรียกร้องความสนใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 35,463
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,032 ครั้ง
    21 ก.ค. 59

ตอนที่ ๒๙ เรียกร้องความสนใจ

ข้ารีบหันหลังวิ่งออกไปจากที่นั่นเหมือนมีชนักติดหลัง พอหันกลับไปก็ต้องสะดุ้งโหยง รู้สึกอย่างเลือนรางว่าฉินอ๋องมองมาทางนี้เขม็ง ไกลเพียงนี้ยังเห็นอยู่อีกรึ!? ข้ารีบวิ่งสุดแรงไปยังกระโจมแม่ทัพ ทหารที่เฝ้ากระโจมชำเหลืองด้วยข้าด้วยหางตาอย่างประหลาดใจแต่พวกเขาก็มิได้ทำอันใดนอกจากยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ข้าเข้าไปหยุดหอบแฮกๆ ปาดเหงื่อที่ไหลตามไรผมแล้วทิ้งตัวนั่งลงพักเหนื่อย เฮ้อ คนแซ่เฉิน อย่าให้เจอตัวละกัน คราวหน้าจะมิใช่แค่ลื่นเท่านั้นที่เจ้าต้องเจอ ข้าครุ่นคิดวิธีเอาคืนให้แสบสันสมน้ำสมเนื้อคนปากสว่างช่างฟ้อง แทบจะลับดาบลับคมธนูไว้รอการเจอหน้าครั้งต่อไปเลยเชียว

หลังจากหายเหนื่อยข้าก็เรียกท่านแม่ นางงึมงำรับเสียงงัวเงีย สงสัยจะงีบหลับอยู่กระมัง ช่วงนี้ท่านแม่ตื่นนานมากขึ้น คาดว่าพลังของนางอาจจะฟื้นฟูเกือบสมบูรณ์แล้วก็เป็นไปได้

อืม ถิงเอ๋อร์ ตอนนี้แม่ยังเพลียอยู่ เจ้าฝึกควบคุมความแม่นยำและความเร็วของอาณาเขตไปก่อน แล้วคืนนี้ค่อยฝึกทักษะใหม่...ท่านแม่กล่าวเสียงแผ่วเบาแล้วค่อยๆ เงียบเสียงไป บางทีนางอาจจะเหนื่อยจริงๆ ข้าจึงไม่รบกวนอะไรอีก แม้จะสงสัยประโยคที่ว่าจะฝึกทักษะใหม่ในคืนนี้ก็ตาม จะฝึกได้อย่างไรกันเล่า? หลังจากที่กลับมาจากฝึกขี่ม้าข้าก็ต้องรีบเข้านอนเป็นเพื่อนแมวหน้าหยิ่งที่รัดตัวข้าพร้อมหอบไปนอนด้วย เห็นข้าเป็นหมอนข้างหรือไร? ท่านแม่บอกว่าคืนนี้นางอาจจะหลงลืมเรื่องนี้ไป เอาเถิด บางทีท่านแม่อาจจะมีวิธีการดีๆ จัดการเจ้าแมวหง่าวไปไกลๆ ได้กระมัง

ข้าฝึกซ้อมพลังวิเศษโดยการกางอาณาเขตให้ได้ขนาดความใหญ่แตกต่างกัน จากนั้นก็ฝึกการควบคุมบังคับให้อาณาเขตไปยังพื้นที่ที่ต้องการให้แม่นยำ และควบคุมความเร็วของการเคลื่อนอาณาเขต ยิ่งควบคุมความเร็วได้เร็วมากเท่าใดก็ยิ่งต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีความเร็วได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น เป็นการแก้ไขจุดอ่อนเรื่องขนาดอาณาเขตของข้ามิได้กว้างใหญ่เช่นอาณาเขตของท่านทวดไฉหลาง จึงต้องอาศัยความเร็วและความแม่นยำบังคับให้อาณาเขตเคลื่อนไปตามที่ต้องการแทน ลมปราณของข้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การสร้างอาณาเขตขยายใหญ่มากขึ้นไปด้วย ข้ากางอาณาเขตได้ใหญ่ขนาดครอบคลุมคนตัวโตได้สองคนแล้ว ทีนี้ข้าก็หมดกังวลเรื่องอันตรายที่เกิดกับตนเอง เมื่อรู้สึกว่ามีอันตรายคืบคลานเข้ามาใกล้ข้าจะสร้างอาณาเขตครอบตัวเองเอาไว้ก็สิ้นเรื่อง ไม่มีผู้ใดทะลวงอาณาเขตเข้ามาหาข้าได้เป็นแน่!

ระหว่างที่ข้ากำลังมุ่งมั่นฝึกฝนพลังวิเศษไปเรื่อยๆ ก็มีเสียงเรียกดังมาจากหน้ากระโจม เป็นเสียงของเสี่ยวชีนั่นเอง ข้ารีบปลดอาณาเขตแล้วโผล่หน้าออกไปนอกกระโจม เห็นเจ็ดน้อยกับเมฆน้อยยืนยิ้มแฉ่งเห็นฟันขาวอยู่หน้ากระโจมก็รู้สึกประหลาดใจนิดๆ ข้าเปิดกระโจมให้พวกเขาเดินเข้ามาข้างใน เสี่ยวชีกับเสี่ยวหยุนก็รีบเดินตามหลังกันเข้ามา เสี่ยวชีเบิกตากว้างมองไปรอบๆ กระโจมแล้วร้องอุทานออกมาอย่างอิจฉาตาร้อน เขาลูบอกแล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมา จากนั้นเจ็ดน้อยก็เดินพลางสำรวจไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปหยุดที่เตียงนอนของฉินอ๋อง เขายกคิ้วก่อนจะมองไปรอบๆ ราวกับหาอะไรบางอย่าง ข้าหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาในทันทีเมื่อรู้ว่าเสี่ยวชีกำลังมองหาอันใดอยู่

“เสี่ยวชี พวกเจ้ามากันทำไมหรือ?” ข้ารีบถามขัดจังหวะใบหน้าครุ่นคิดกึ่งตกตะลึงของเสี่ยวชี เจ็ดน้อยไม่ตอบข้าเขาค่อยๆ หันหน้ามามองข้าด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง ข้าทำหน้านิ่งๆ ตอบกลับ แต่เมื่ออีกฝ่ายยิ้มๆ เหมือนรู้ทันก็ทำให้ใบหน้าของข้าแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม บ้าจริง! ไอ้หน้ายิ้มๆ นี่อีกแล้ว! เจ็ดน้อยถอนหายใจมองข้าด้วยสายตาลึกซึ้งเห็นใจ

“โธ่ เจ้าเสร็จไปแล้วหรือนี่ รวดเร็วยิ่งนัก”

“เสี่ยวชี! พูดอันใด ไม่มีใครเสร็จอันใดทั้งสิ้น!

“หะ ไม่อยากจะเชื่อเลย มีเตียงเพียงหลังเดียว เจ้าต้องนอนกับท่านอ๋องสิ หรือเจ้านอนพื้น?”

“อืม” ข้าตอบรับไปสั้นๆ แต่เสี่ยวชีกลับเบ้ปากกลับ ทำเสียงเหอะในลำคออย่างไม่เชื่อถือใดๆ

“ไปหลอกเด็กอมมือเถิด ข้ามั่นใจว่าเจ้าต้องนอนเตียงแน่ๆ นี่แสดงว่าท่านอ๋องนอนเฉยๆ กับเจ้างั้นหรือ?” เสี่ยวชีเบิกตาอย่างไม่อยากจะเชื่อ ก่อนจะมองข้าอย่างเหยียดหยามแกมสงสาร “นี่เจ้าไร้เสน่ห์หรือของท่านอ๋องมิสู้?”

ข้าถอนหายใจตอบเจ้าเด็กแก่แดดที่เอ่ยถามออกมาด้วยใบหน้าแววตาไร้ยางอาย เสี่ยวชียกมือกอดอกแล้วทำหน้าครุ่นคิด ข้าไม่สนใจเขาหันไปมองเสี่ยวหยุนที่ยืนเคี้ยวขนมที่ข้าทำให้วันนี้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่มีท่าทีว่าจะสนใจเรื่องน่าปวดหัวที่เสี่ยวชีคุยกับข้าแม้แต่น้อย เฮอ! มองก้อนเมฆน้อยทีไรข้ารู้สึกเหมือนถูกเยียวยาจิตใจ ช่างเป็นเด็กน้อยที่ไร้เดียงสาสมวัยจริงๆ ไม่เหมือนเด็กแก่แดดแก่ลมแถวนี้เลยสักนิด! ข้าเข้าไปกอดเสี่ยวหยุนแล้วถอนหายใจปลอดโปร่งแต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเสี่ยวหยุนเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงร่าเริง

“เราจะเริ่มเล่นท่าตัวอ่อนนั่นเมื่อไรหรือถิงเกอเกอ?”

“หะ?”

“อ่า นั่นสินะ เรื่องที่เจ้าไร้เสน่ห์จนท่านอ๋องไม่ปึงปังใส่ก็ช่างมันก่อนเถิด อย่างไรเสียตอนนี้เจ้าก็เพิ่งอายุสิบสี่และยังไม่มีมดตัวใดมาต่อมไต่ก้อนน้ำตาลหวานๆ ของท่านอ๋อง เวลานี้เราควรจะเสริมสร้างร่างกายของเจ้าให้เหมาะสมและมีเสน่ห์เอาไว้เสียก่อน เอาละ เริ่มฝึกตัวอ่อนได้ เมื่อวานนี้ขาดการฝึกไปเพราะข้ายังไม่ทราบตารางกิจวัตรที่แน่นอน แต่ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเราจะฝึกซ้อมอย่างเข้มข้น” เสี่ยวชีหลุดจากภวังค์ความคิดออกมามองพวกข้าแล้วถอนหายใจปลง ก่อนจะพยักหน้าแล้วมองพวกเราด้วยแววตาประกายมุ่งมั่นอย่างร้อนแรง ราวกับไม่มีสิ่งใดจะมาขวางเจตนารมณ์ของเขาได้ ข้าเหงื่อตกรู้สึกลำบากใจเหลือเกินที่ได้เห็นความมุ่งมั่นเกินธรรมดานี้ของสหาย ข้าถอนหายใจแล้วกำลังอ้าปากปฏิเสธ แต่ทว่ากลับถูกสายตาแหลมคมของอีกฝ่ายตวัดมามองจนเผลอกลืนน้ำลายลงคอ เสี่ยวชีมองข้าอย่างรู้เท่าทันก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างไม่ใส่ใจพร้อมกับถอนหายใจเสียงดัง

“เฮ้อ เจ้าไม่อยากฝึกงั้นหรือ? ได้ซี~ หากเจ้ามิอยากฝึกลับๆ กับพวกข้าเช่นนี้ล่ะก็ เช่นนั้นข้าจะไปขออนุญาตกับท่านอ๋องให้คุมเจ้าฝึกด้วยตนเองแล้วกัน คิดว่าท่านอ๋องน่าจะฝึกได้ดีกว่าข้านัก” เสี่ยวชียักไหล่แล้วทำท่าจะเดินออกไป ข้ามองเขาด้วยความหวาดหวั่น นี่เขาคิดจะไปพูดเรื่องบ้าๆ นี่กับเจ้าแมวงั้นรึ!? ไม่เอาน่า! แค่นี้ข้าก็รู้สึกอับอายจะแย่อยู่แล้ว เกิดเจ้าแมวรู้เรื่องเข้าข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดได้? ข้าไม่คิดอันใดให้เสียเวลา รีบคว้าแขนของเจ็ดน้อยแล้วเอ่ยเรียกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ พยายามจะเกลี่ยกล่อมโอนอ่อนตามอีกฝ่าย

“เสี่ยวชีคนดี เจ้าอย่าได้นำเรื่องนี้ไปบอกกล่าวท่านอ๋องเลย ข้าขอร้อง”

“ฮึ! ข้าหวังดีกับเจ้าเพียงนี้กลับมิได้รับความยินยอม ซ้ำยังขัดขืนเสียให้ได้ มิสู้ให้ท่านอ๋องมาฝึกให้เจ้าเองไม่ดีกว่ารึ? เจ้าจะได้ไม่ทำหน้าบูดบึ้งใส่ข้าเช่นนี้อีก” เจ็ดน้อยสะบัดหน้าแง่งอนก่อนจะทำเสียงประชดประชันด้วยความน้อยใจ แม้ข้าจะหงุดหงิดกับอาการท่ามากของเจ้าเด็กแก่แดดมากเพียงใดแต่ก็ต้องกัดฟันยอมเขาไปก่อน

“ข้ารู้ดีว่าเจ้าปรารถนาดีต่อข้า เอาเป็นว่าข้าจะพยายามก็แล้วกัน”

“จริงรึ?” เสี่ยวชีเชิดหน้าพลางใช้หางตามองมาอย่างไม่เชื่อใจเต็มส่วน ข้ารีบฉีกยิ้มแล้วพยักหน้ายืนยันด้วยความรันทดใจ นี่ข้าจะต้องมาฝึกบ้าบออะไรพรรค์นี้จริงๆ งั้นรึ!? พอเห็นข้ายอมอ่อนถอยให้เสี่ยวชีก็ยิ้มร่าออกมาพลางตบไหล่ข้าเอ่ยให้กำลังใจ

“ดีแล้วที่เจ้าคิดได้ วันหน้าเจ้าจะต้องขอบคุณข้าอย่างแน่นอน!

ข้ายิ้มทั้งน้ำตา ขอบคุณกะผีน่ะสิ!

หลังจากตกลงกันอย่างอยุติธรรมจบลงเสี่ยวชีก็นำพวกข้าฝึกทำตัวอ่อน เจ้าตัวยังโม้อวดอีกว่าการฝึกฝนท่าพวกนี้ช่วยให้ตัวอ่อนยืดหยุ่นได้ดี ยังช่วยให้ลดอาการปวดเมื่อยจากการทำกิจกรรมใช้เรี่ยวแรงอีกด้วย ข้าได้ฟังก็กลอกตาต่อว่าเจ้าเด็กแก่แดดที่เอ่ยจบก็ยิ้มอย่างทะเล้น มิต้องบอกก็รู้ว่าเจ้าตัวกำลังคิดสิ่งใดในหัวลามกๆ นั่น

“เมื่อคืนนี้ข้าศึกษาตำราเพิ่มเติมแล้ว นอกจากตัวอ่อนแล้วสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือเอวอ่อน!

“.....” ข้ามองไปยังเจ้าเจ็ดน้อยด้วยแววตาว่างเปล่า นี่เจ้าถึงกับหอบตำราพรรค์นั้นมาที่นี้ด้วยเลยหรือ!? ข้าอยากจะร้องไห้กับความมุ่งมั่นเกินธรรมดานี้จริงๆ แล้วอันใดคือเอวอ่อนกัน? เสี่ยวชีที่กำลังเปลี่ยนท่าดัดตัวเอ่ยอธิบายสิ่งที่เขาได้เกริ่นเอาไว้ด้วยใบหน้าจริงจังราวกับนักศึกษาผู้เคร่งครัด

“เอวอ่อนนั้นนับได้ว่าเป็นสิ่งที่ขาดมิได้สำหรับผู้ต้องการมีเสน่ห์มัดใจเหล่าบุรุษ เคยได้ยินกันหรือไม่ที่ผู้คนมักจะเอ่ยว่าพวกชำนาญร่ายรำนั้นมีเสน่ห์เร้าใจ นั่นก็เพราะคนพวกนี้มีเอวอ่อนน่ะสิ! พวกนั้นใช้มันปรนเปรอบุรุษให้อิ่มหนำสำราญใจจนล่องลอยสู่เทพสวรรค์ชั้นเซียนได้ อย่างที่ข้าพูดไว้นั่นแหละ เอาล่ะ หากอยากเอวอ่อนต้องทำตามข้า แบบนี้นะ”

ข้าทำหูทวนลมไปฟังบ้างมิได้ฟังบ้าง เพียงแค่ทำตามเสี่ยวชีไปเรื่อยๆ เท่านั้น ยิ่งจบเร็วเท่าไรยิ่งดีมิใช่รึ? ข้าได้เรียนรู้แล้วว่าหากมั่วแต่ต่อต้านจะยิ่งยืดเวลาออกไปนานขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าทำตัวเป็นไผ่ลู่ลมอ่อนตามทิศทางลมมันจะจบเร็ว พอบริหารร่างกายจบหลักสูตรข้าก็รีบถอนหายใจเสียมิได้ ในที่สุดมันก็จบลงเสียที เสี่ยวหยุนลุกขึ้นมาปรบมือแปะๆ อย่างดีใจพร้อมชื่นชมตนเองและพวกข้าสองคน

“เวลาทำสิ่งใดสำเร็จแล้วต้องปรบมือชมเชย อาจารย์บอกไว้เช่นนั้น”

ข้ามองเขาแล้วยิ้มออกมาอย่างเอ็นดูในความไร้เดียงสา ไม่อยากเชื่อเลยว่าหัวหน้าองครักษ์จางผู้เคร่งขรึมผู้นั้นจะอบรมสั่งสอนเด็กน้อยผู้นี้ออกมาได้อย่างน่ารักน่าชังยิ่งนัก จากนั้นพวกเราทั้งสามก็เดินออกมาจากกระโจมเพื่อไปที่ห้องครัว เสี่ยวหยุนขอแยกตัวไปหาอาจารย์ของเขาเพื่อทำการฝึกซ้อมวรยุทธ์ เหลือเพียงข้ากับเสี่ยวชีเข้าครัวแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ ข้ามองส่วนประกอบที่มีในวันนี้แล้วรีบเตรียมสำรับข้าวให้แก่ท่านแม่ทัพที่ตอนนี้น่าจะใกล้เลิกฝึกทหารแล้ว

เมื่อเตรียมสำรับข้าวเสร็จเรียบร้อยข้าก็ยกสำรับข้าวมายังกระโจม พอเข้าไปข้าก็เห็นฉินอ๋องกำลังเช็ดเหงื่อออกจากใบหน้าและลำคออยู่ ข้าวางสำรับข้าวแล้วนั่งรอคอยพลางชำเหลืองไปมองนาฬิกาเทียนที่ถูกทหารรับใช้เข้ามาจุดเอาไว้เมื่อถึงเวลาโหย่ว(๑๗-๑๙น.) ข้างนอกเริ่มมืดขึ้นทุกทีในกระโจมสว่างไสวด้วยแสงจากเทียนในโคมไฟ ข้ามองร่างเงาบนพื้นของเจ้าแมวที่ค่อยๆ เดินเข้าใกล้แล้วอมยิ้มเงยหน้าขึ้นไปมองฉินอ๋องที่จ้องเขม็งมาแทบไม่กะพริบตา หือ? มีอันใดงั้นรึ? ข้ายกคิ้วเอียงหน้าเป็นเชิงถามกลับไปแต่เจ้าแมวก็ทำหน้ามึนหลุบตาใช้มือลูบบริเวณเอวของตนเอง

“ท่านอ๋อง มื้อนี้มีเต้าหู้ด้วยนะขอรับ” ข้าจึงมิได้เอ่ยเซ้าซี้ถาม หันมามองสำรับแล้วเอ่ยบอกกล่าวเขาเสียงนุ่ม

“อืม” ฉินอ๋องทำเสียงรับในลำคอแล้วนั่งลงตรงกันข้ามข้า ข้าเปิดฝาครอบอาหารออกจากนั้นก็มองเจ้าแมวหยิบถ้วยข้าวแล้วเริ่มทานอาหารเย็น เพราะว่าตอนเที่ยงข้าปล่อยให้เขาแขวนท้องรอนานจึงทำอาหารที่เขาชอบมาสองสามอย่างเป็นการไถ่โทษพร้อมกับลดความรู้สึกผิดในใจของข้าเอง เจ้าแมวทานไปเงียบๆ พลางจ้องมองข้าไปด้วย ข้าก็มองเขาแล้วยิ้มนิดๆ ให้ ท่าทางของเขาเหมือนมีบางสิ่งที่อยากจะพูด แต่เหตุใดถึงได้ไม่ยอมบอกออกมาเสียทีเล่า?

เมื่อทานมื้อเย็นอิ่มข้าก็นำสำรับข้าวไปให้ทหารข้างนอกนำไปส่งห้องครัว จากนั้นก็หันมามองเจ้าแมวที่กลั้วปากแล้วยืนเคี้ยวใบสะระแหน่ดับกลิ่นปาก เขาจ้องมองข้านิ่งๆ อย่างเนิ่นนานแต่ก็ไม่พูดอันใด ข้าหยุดมองเขาอย่างสงสัย พอเห็นข้ามองเจ้าแมวก็ใช้มือตบเอวของตนเองพลางจ้องมองข้าไปด้วย อันใดของเขากัน? ต้องการอะไรจากข้างั้นรึ? เหตุใดถึงมิเอ่ยออกมากันเล่า? ข้ากะพริบตาปริบๆ พยายามครุ่นคิดกับตนเอง เอาละ ตอนนี้ข้าทราบแล้วว่าเจ้าแมวต้องการอะไรสักอย่างจากข้าอย่างแน่นอน แต่ข้ามิทราบว่ามันคือสิ่งใดน่ะสิ ข้าใช้ความคิดอย่างหนัก เขาต้องการอันใดกัน?

พวกเราเล่นหมากกระดานเล่นสักตาสองตาเพื่อให้ท้องย่อยอาหารไปบางส่วน สักพักใหญ่ฉินอ๋องก็พาข้าไปสอนขี่ม้า ครั้งนี้ข้ากระตือรือร้นกว่าเดิม ข้าเดินตามหลังเขาไปนอกกระโจม เห็นไช่ชิงนำม้าสองตัวมาส่งให้เช่นเดิม ข้ายิ้มแล้วเอ่ยขอบคุณไช่ชิงแล้วหันไปทักทายเจ้าหมอกทมิฬที่ส่งเสียงพลางพยักศีรษะโคลงเคลงไปมาอย่างอารมณ์ดีทันทีที่เห็นข้า ราวกับมันกำลังส่งเสียงทักทาย ไช่ชิงเห็นอาการของเจ้าหมอกทมิฬก็ยิ้มออกมาแล้วพูดกับข้า

“บอกแล้วว่ามันชอบเจ้า”

“อืม มันน่ารักผิดจากตัวใหญ่ๆ ของมันนะ”

“ใช่ไหมล่ะ? ข้าชอบม้าเหล่านี้ก็เพราะพวกมันน่ารักเช่นนี้แหละ” ไช่ชิงยิ้มกว้างจนตาหยีแล้วเอ่ยน้ำเสียงแสดงความรักใคร่ออกมาอย่างชัดเจน เจ้าหมอกทมิฬทำเสียงฟุดฟัดใส่ไช่ชิง มันใช้หัวดันไช่ชิงออกไปไกลจากข้าแล้วเดินเข้ามาขยับปากคล้ายยิ้มประจบ ข้าหัวเราะขำยกมือลูบหน้าผากของมันเบาๆ เจ้าหมอกทมิฬทำเสียงครางออกมาเบาๆ ราวกับพอใจนักหนา ไช่ชิงถอนหายใจแล้วต่อว่ามันอย่างไม่จริงจังนัก

“เจ้าม้าขี้หวง”

เจ้าหมอกทมิฬเชิดหน้าใส่ไช่ชิงอย่างเหนือกว่า ข้ามองม้าดำตัวใหญ่ของตนเองแล้วส่ายหน้าไปมา นี่มันกำลังเยาะเย้ยไช่ชิงอยู่หรือเนี่ย? ข้ามิไม่รู้จะรู้สึกเช่นไรกับเจ้าม้าตัวนี้ดี? ไช่ชิงทำความเคารพฉินอ๋องแล้วเดินจากไป ฉินอ๋องมองมาหาข้านิ่งๆ ข้าก็ทราบว่าต้องเดินไปหาเขาเพื่อขึ้นม้าสีขาวไปยังทุ่งกว้างข้างค่ายทหาร ฉินอ๋องยกตัวข้าขึ้นม้าแล้วตามขึ้นมารวดเร็ว จากนั้นก็พาข้าไปยังที่เดิมเพื่อฝึกขี่ม้า วันนี้ข้าต้องพาเจ้าหมอกทมิฬวิ่งซึ่งมันน่ากลัวมิใช่น้อย แต่ยังไงข้าก็จะพยายามทำให้เต็มที่ เจ้าหมอกทมิฬเองก็มิได้น่ากลัวอย่างที่คิด ที่สำคัญฉินอ๋องอุตส่าห์เสียสละมาฝึกให้ข้าเช่นนี้จะต้องพยายามให้สมกับที่เขามาฝึกให้

ระหว่างฝึกฉินอ๋องคอยอยู่ใกล้ๆ เพื่อให้ข้ารู้สึกวางใจ เขาใจเย็นมากรอคอยให้ข้าคุ้นชินกับความสูงของเจ้าหมอกทมิฬและไม่ตื่นกลัวที่จะตกลงจากหลังมัน ผ่านไปสักพักข้าก็เริ่มเรียนรู้วิธีควบคุมม้าให้วิ่งได้แล้ว ข้าพาเจ้าหมอกทมิฬวิ่งเหยาะๆ ปะทะสายลมเย็นยามค่ำคืน ระยะการวิ่งของข้าเริ่มไกลมากขึ้นตามลำดับ ข้าเอ่ยบอกให้เจ้าหมอกทมิฬหยุดหลังจากวิ่งมาไกลมากแล้ว พอรั้งสายบังเหียนในมือจนมันหยุดข้าก็บอกให้มันวิ่งกลับไปหาฉินอ๋องที่ยืนรออยู่กับม้าอีกตัว พอวิ่งไปถึงข้าก็หยุดม้าได้พอดิบพอดีตรงหน้าเจ้าแมว ข้าระบายยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ขี่ม้าก็สนุกมิใช่น้อยเลย ฉินอ๋องกำลังขยับตัวจะมารับข้าลงไป แต่ข้าชิงเหวี่ยงขาเหยียบเชือกวางเท้าลงมาด้วยตนเองเสียก่อน ข้ามองเจ้าแมวด้วยสีหน้าภูมิใจที่ลงมาด้วยตนเองได้ แต่ทว่าเจ้าแมวยังมองข้าด้วยสายตาประหนึ่งว่าไม่พอใจ เอ๋? ทำไมเล่า? ข้าอุตส่าห์ลงมาด้วยตนเองได้เชียวนะ ข้าหันหน้าหลบสายตาไม่พอใจของเขามาลูบคอเจ้าม้าสีดำแล้วกระซิบกระซาบพูดกับมัน

“เขาเป็นอันใดถึงได้เอาแต่จ้องหน้าข้าเช่นนั้น?”

เจ้าหมอกทมิฬทำจมูกฮึดฮัดราวกับกำลังตอบข้า และน่าแปลกกว่านั้นเหตุใดข้าถึงคล้ายจะฟังมันรู้เรื่องกันนะ? เจ้าหมอกทมิฬคล้ายบอกว่าช่างเขาเถิดอย่าไปสนใจ ท่าทางของมันจะไม่อยากให้ข้าสนใจผู้ใดนอกจากมัน ข้าหัวเราะเบาๆ ดันศีรษะของมันอย่างหมั่นไส้แล้วหันไปมองเจ้าแมวที่นั่งลงบนพื้นหญ้า ข้าปล่อยมือจากเจ้าม้าแล้วเดินไปหาฉินอ๋อง นั่งลงข้างๆ เขาแล้วเงยหน้ามองดวงดาวเป็นเพื่อนเขาเงียบๆ สักพักใหญ่เจ้าแมวก็เอนตัวเข้ามาหาข้าใช้ศีรษะชนข้าเบาๆ อยู่หลายครั้ง ก่อนจะขยับตัวเข้ามารวบตัวของข้าเข้าไปกอดเอาไว้ ข้าหันมามองเขาที่เริ่มซุกไซใบหน้าคลอเคลียซอกคอ ข้าเม้มปากรู้สึกจั๊กจี้เล็กน้อย พวกเราไม่ได้คุยอันใดกัน เจ้าแมวกอดข้าเช่นนั้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเวลากลับค่าย

เมื่ออาบน้ำเสร็จข้าก็เดินออกมาจากฉากกั้นมองไปยังเจ้าแมวที่เอนตัวนอนรออยู่บนเตียง ข้ามองภาพนั้นพร้อมกับใจสั่นไหวเบาๆ ฉินอ๋องในชุดนอนที่ปล่อยเสื้อผ้าคลายออกมาอย่างสบายๆ ซ้ำยังมีกลุ่มผมสีดำเข้มแผ่สยายคลอเคลียชวนให้อยากสัมผัสลูบไล้ ข้าพยายามหักห้ามใจมิให้หลงไปกับภาพตรงหน้า เจ้าแมวนอนรออย่างสบายอารมณ์พร้อมกับใช้มือลูบตัวไปมา สายตาจ้องมองข้าอย่างวาววับ เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าดวงตาคมคู่นั้นกำลังเอ่ยเชิญชวนให้ข้าไปคลอเคลียเกลี้ยงกลิ้งบนตัวเขากัน? ข้าเบี่ยงสายตาไปมองด้านอื่นแล้วเดินไปนอนทำเป็นไม่รับรู้ท่าทางใดๆ ของเจ้าแมว ฉินอ๋องมิได้กล่าวคำใดเขาขยับตัวเข้ามาหาแล้วกอดข้าจากด้านหลัง ข้าแอบถอนหายใจเบาๆ แล้วหลับตาลง

ถิงเอ๋อร์!

“หือ!?” ข้าสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงของมารดาตะโกนปลุกข้างหู ข้าลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วกะพริบตาปริบๆ มองไปรอบตัวด้วยความงุนงงสับสน ที่นี้ไม่คุ้นตาเลย ข้าหันไปส่งสายตาเป็นคำถามให้แก่มารดาที่ยืนเท้าสะเอวยิ้มแฉ่งอย่างสดใส เอ๊ะ? ท่านแม่ออกมาจากหินซับจันทราได้แล้วงั้นรึ? แต่เดี๋ยวก่อน...มันมีบางอย่างไม่ถูกต้อง รอบข้างข้าไม่ใช่ในกระโจมของฉินอ๋อง มันมีสีหลากหลายส่องประกายระรัวเป็นกลุ่มเมฆหมอก เดี๋ยวสิ ตอนนี้ข้าอยู่ที่ใดกัน!?

“ท่านแม่ที่นี้คือที่ไหนรึ?”

รู้ตัวช้ายิ่งนัก เฮ้อ! ที่นี้ก็คือมิติลับในหินซับจันทราที่แม่อยู่อย่างไรเล่า หากจะฝึกวิชามิให้ผู้ใดล่วงรู้ก็ต้องฝึกที่นี้ละ แถมที่นี้ยังสามรถดูดซับลมปราณได้เร็วกว่าดูดจากภายนอกอีก

“แล้วข้ามาที่นี้ได้อย่างไร? หรือว่าถอดวิญญาณ!?” ข้าทำตาโตพลางเอ่ยถามออกไป ท่านแม่มองข้าด้วยสีหน้าเอือมระอา

เจ้าเด็กโง่นี่ มิใช่วิญญาณแต่เป็นจิตใต้สำนึกของเจ้าต่างหาก

“อ้อ~ เป็นเช่นนี้นี่เอง ว่าแต่มันมิโกงผู้อื่นไปหน่อยหรือ? ทั้งหินซับจันทราทั้งมิติลับไว้ฝึกวิชายามหลับอีก ข้าไม่แปลกใจอันใดเลยที่ตระกูลเยว่จะเก่งกาจทุกคน” ข้าพยักหน้าเข้าใจก่อนจะตีสีหน้าจริงจังเอ่ยถามมารดาไปอย่างข้องอกข้องใจ หินซับจันทราก้อนนี้ทั้งใช้เพิ่มลมปราณทั้งใช้ฝึกวิชายามนิทรา นี่มันโคตรโกงเลยทีเดียว หินนี้ได้มาจากที่ใดกันนะ? มันช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก หากมีผู้อื่นทราบจะต้องทุ่มสุดตัวเพื่อเอามันไปครอบครองเป็นแน่ ท่านแม่มองเขาด้วยหางตาก่อนจะยักไหล่เห็นเป็นเรื่องปกติ

ทำอย่างไรได้ตระกูลของเราพิเศษนี่น่า นี่เพียงก้อนเล็กๆ ก้อนเดียวเจ้าอย่าได้ตื่นตูมนัก ที่คฤหาสน์ตระกูลเยว่ยังมีหินพวกนี้อีกมากมายเป็นภูเขาเลากา ก้อนใหญ่กว่าศีรษะเจ้ายังมีเลย เอาละๆ เรามาเริ่มฝึกทักษะใหม่กันดีกว่า

ข้าเบิกตากว้าง หินซับจันทราก้อนใหญ่กว่าหัวของข้างั้นหรือ!? ให้ตายเถิด! หากก้อนใหญ่เช่นนั้นมิเพิ่มพลังลมปราณกันแบบไม่ลืมหูลืมตาเลยงั้นรึ? ระหว่างที่ข้าอึ้งกับความจริงนี้ท่านแม่ก็เริ่มอธิบายทักษะใหม่ของพลังอาณาเขตจักรพรรดิเยว่ตี้ให้ฟังแล้วให้ข้าลองฝึกฝนดู ข้าใช้เวลาในมิติลับฝึกฝนวิชาพร้อมกับดูดซับลมปราณเพิ่มขนาดภาชนะลมปราณเพื่อยกระดับขั้นให้สูงมากขึ้น จนกระทั่งวันใหม่มาเยือน ฉินอ๋องลุกขึ้นไปล้างหน้าแต่งตัวออกไปลาดตระเวน ข้าเองก็ตื่นขึ้นมาพร้อมเขาอย่างปกติ มิได้เหนื่อยล้าอันใดเลยสักนิด อ่า ฝึกวิชายามหลับนี่มัน...สุดยอดไปเลย!

เมื่อแต่งตัวและส่งเจ้าแมวไปลาดตระเวนข้าก็เปลี่ยนชุดไปฝึกวิชายุทธ์กับหัวหน้าองครักษ์จางในยามเช้า กิจวัตรของข้าดำเนินไปเรื่อยๆ มิได้แปลกใหม่ ข้ายังทำอาหารให้แก่เขา ไปนั่งอยู่ในกระโจมที่ทำงานของเขา ตกเย็นก็ฝึกวิชาที่กระโจมแล้วก็ต้องจำใจฝึกบริหารร่างกายกับเสี่ยวชี ตกเย็นหลังทานข้าวก็ออกไปฝึกขี่ม้า ยามหลับก็ฝึกวิชาต่อกับท่านแม่ในมิติลับในหินซับจันทรา เป็นเช่นนี้เรื่อยๆ ไม่มีอันใดเปลี่ยนแปลงกิจวัตร หากจะมีที่แปลกสักหน่อยก็มีเพียงเจ้าแมวนี่ละ!

แต่ละวันเขาจะเอาแต่จ้องมองข้านิ่งๆ เนิ่นนานก็มิได้พูดอันใด พอข้าหันกลับไปมองเขาก็จะหลุบตาคลำมือไปมาที่เอว เป็นเช่นนี้อยู่หลายวันจนข้าชักสงสัยว่าเขาเป็นอันใด เอวเคล็ดเหมือนคนแซ่เฉินรึ? แถมตอนอยู่ในกระโจมก็เอาแต่เดินมาคลอเคลียข้ามิได้หยุดมากขึ้น และเริ่มวางข้าวของไม่เป็นที่เป็นทางทำให้ข้าต้องตามเก็บเข้าที่ อาการจ้องเขม็งแล้วลูบเอวของเจ้าแมวยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ผ่านไปหลายวันเข้าสีหน้าเจ้าแมวชักจะเริ่มบึ้งตึงอารมณ์ไม่ดี นอกจากจะจ้องข้าตาไม่กะพริบแล้วพักหลังๆ เริ่มขยับปากงึมงำคนเดียวพลางลูบชุดของตนเอง ประโยคที่เขางึมงำนั้นก็จะมีประมาณว่า...

“เจ้าว่าตรงเอวเรามันว่างๆ หรือไม่?”

“เหตุใดช่วงนี้เราถึงได้ลืมของบ่อยๆ กันนะ หากเก็บไว้กับตัวได้ก็ดีสิ”

“พู่ประดับก็ดี แต่นอกจากห้อยแล้วก็ใช้ประโยชน์อันใดมิได้”

“เรารู้สึกว่าอยากได้บางอย่างมีห้อยเอวเพิ่ม”

หลังจากผ่านไปเป็นอาทิตย์เจ้าแมวก็อาการหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ข้าได้ยินเขาพึมพำกับตัวเองทุกวันด้วยประโยคทำนองนี้ จากนั้นก็จ้องเขม็งมาที่ข้าด้วยสายตาประดุจจะแผดเผา ข้าก็ทำเฉยมิรับรู้อันใดต่อไป เขาวางข้าวของเกะกะไปทั่วแล้วเอ่ยพึมพำว่าอยากได้ของบางอย่างมาเก็บของไว้กับตัว ข้าได้แต่มองเจ้าแมวทำหน้ามึนๆ พึมพำกรอกหูข้าเช่นนี้เกือบสองอาทิตย์ได้ และแล้วก็ฤดูใบไม้ร่วงก็ผ่านพ้นไปเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ ข้ายังคงฝึกฝนวิชากับหัวหน้าองครักษ์จางทุกเช้า ตอนนี้พวกเราเริ่มฝึกกระบวนท่าแล้ว ส่วนการขี่ม้าข้าก็เริ่มจะขี่คล่องด้วยตัวคนเดียว ส่วนพลังอาณาเขตเยว่ตี้นั้นข้าใช้ได้คล่องแคล่วเชียวละ และด้วยของวิเศษโคตรโกงก็ทำให้ข้าอยู่ในขั้นสี่อย่างรวดเร็ว

เวลาผ่านไปเกือบสามอาทิตย์ที่เจ้าแมวพยายามเรียกร้องความสนใจจากข้า นานวันไปเมื่อทำไม่สำเร็จเขาก็ล้มเลิกคล้ายจะยอมแพ้ไปแล้ว ตอนเห็นเขามองมาที่ข้าแล้วถอนหายใจยาวเหยียดพลางทำหน้าหงอยๆ ใส่ ข้าก็แอบยิ้มขำในใจ

เฮ้อ~ ขนาดนี้แล้วหากข้ายังไม่รู้ก็นับว่าโง่สุดจะทนแล้ว!

วันนี้ฉินอ๋องก็ออกลาดตระเวนยามเช้าเช่นทุกวัน พอกลับมาก็อาบน้ำเพื่อรอให้ข้ายกสำรับข้าวมาทานด้วยกัน วันนี้ข้าขอหัวหน้าองครักษ์จางเลิกฝึกก่อนเวลาเล็กน้อยเพื่อมาทันช่วงที่ฉินอ๋องอาบน้ำ ข้ารีบทำอาหารแล้วยกสำรับข้าวมาวางไว้นั่งรอเจ้าแมวที่กำลังอาบน้ำ เขาเดินออกมาจากฉากกั้นด้วยสภาพอาบน้ำเสร็จหมาดๆ ผ้าพันเอวเดินออกมาหยิบชุดจะแต่งตัว ข้ารีบลุกขึ้นไปช่วยเขาแต่งตัว หยิบเสื้อผ้าที่ได้เตรียมเอาไว้ใส่ให้เขา ฉินอ๋องยืนนิ่งให้ข้าแต่งตัวให้ ข้าจัดแต่งชุดให้กับเขาเงียบๆ พร้อมเหลือบมองใบหน้านิ่งเย็นชาหน่อยๆ ของเขา

“อากาศเริ่มหนาวแล้วชุดจะหนาขึ้นมาหน่อยนะขอรับ” ข้าเอ่ยพลางลูบมือไปตามเนื้อผ้าให้ราบเรียบแล้วโค้งเอวห้อยหยกพกและอื่นๆ ประดับเอวของเขา จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นไปมองอีกฝ่ายที่พยักหน้ารับเงียบๆ ข้ายิ้มกว้างมองสีหน้าเย็นชาของเขาแล้วกล่าวออกไปอย่างราบเรียบเช่นเดิม

“หวังว่าชุดนี้จะทำให้ท่านอุ่นขึ้นมาบ้าง ใช้เวลาทำนานทีเดียว”

ฉินอ๋องชะงักก่อนจะก้มลงมามองข้าแล้วมองชุดที่สวมใส่อยู่ ชุดสีเทาประกายมุกปักลวดลายเป็นกิ่งดอกเหมยแดงซึ่งมีหิมะเกาะอยู่ตามกิ่ง เป็นลวดลายที่ละเอียดประณีต สื่อถึงความแข็งแกร่งทระนงท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ แน่นอนว่าชุดของเขาไม่มีลวดลายเป็นบุปผาเช่นนี้มาก่อน ก็เพราะชุดนี้ข้าลงมือแอบทำให้แก่เขาน่ะสิ ใช้เวลาช่วงที่เขาออกไปลาดตระเวนยามเย็นวันละครึ่งชั่วยามจึงทำให้ใช้เวลานานเกือบเดือนเช่นนี้ ข้าลุกขึ้นยืนแล้วก้มหน้าจัดสายรัดเอวของฉินอ๋องแล้วเอ่ยบอกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบอีกครั้ง

“หากท่านอยากพกสิ่งใดติดตัวให้ใช้ถุงผ้านี่ก็แล้วกันนะขอรับท่านอ๋อง”

ข้าเงยหน้าขึ้นไปมองดวงหน้าคมคายแล้วเผยยิ้มอ่อนละมุนให้แก่เขา ฉินอ๋องจ้องมองข้าด้วยแววตาตกใจจากนั้นมันก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นปลาบปลื้มยินดีอย่างไม่อยากเชื่อ เขาลูบชุดที่สวมใส่แล้วจับถุงผ้าที่ห้อยอยู่ตรงเอวพลิกไปมาด้วยใบหน้านิ่งแต่ทว่าดวงตาสีดำเข้มนั้นสั่นไหวด้วยความเบิกบานอย่างเห็นได้ชัด เขาเงยหน้ามองข้าสีหน้าเหมือนจะยิ้มแล้วก็บึ้งพร้อมๆ กันอย่างสับสน จากนั้นก็เอ่ยเสียงเบาคล้ายหงุดหงิดงุนงงแต่ก็มีความยินดี

“จิ้งถิง เจ้าแกล้งข้ารึ?”

“มิใช่เสียหน่อย แล้วท่านพอใจหรือไม่?” เห็นเขาตื่นเต้นเช่นนั้นข้าก็รู้สึกตื่นเต้นตามไปด้วย ฉินอ๋องถอนหายใจที่คล้ายกักเก็บมาไว้ยาวนาน สีหน้าปลอดโปร่งมีความสุขไร้ความหม่นหมองใดๆ อีก เขารวบตัวข้าเข้าไปกอดแนบแน่น ข้าได้ยินเสียงหัวใจของเขาเต้นแรงระรัวอยู่ในอกก็ยกมือกอดเอวของเขาแล้วผ่อนลมหายใจออกมาอย่างเป็นสุข รู้สึกดีอย่างยิ่งที่เขาดีใจถึงขนาดนี้ คุ้มค่ากับที่แอบลงมือทำเป็นเวลานานเช่นนี้ ฉินอ๋องดันตัวข้าออกแล้วก้มหน้ามาจูบข้าเบาๆ ก่อนที่จะขมวดคิ้วก้มมองถุงผ้าที่ห้อยอยู่ตรงเอว เจ้าแมวเอ่ยถามข้าอย่างสงสัย น้ำเสียงของเขางุนงงแปลกใจอย่างมาก

“แล้วไยถุงผ้าถึงปักเป็นรูปแมวกินปลาเล่า?”

ข้ายิ้มไม่ตอบใดๆ ออกมา

นั่นสินะ เพราะเหตุใดกัน?

 

 

 




มีคนทายถูกด้วยว่าถุงผ้านั้นจะเป็นลายแมว 55555

ท่านคงจะงง ทำไมเป็นลายแมว? เราออกจะน่าเกรงขามแท้ๆ

หรือจริงๆ เป็นลายพยัคฆ์แต่ปักออกมาเหมือนแมว? อ๋องแมวคงงงไปอีกนานค่ะ

สคิปผ่านเวลาไปอย่างรวดเร็วช่วงต่อไปน่าจะเข้าศึกหน้าหนาวแล้ว

หากชอบนิยายเรื่องนี้ช่วยคอมเม้นท์และแชร์ให้ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.032K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

25,551 ความคิดเห็น

  1. #25545 Lin and น้องปีเตอร์ (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 6 เมษายน 2564 / 15:52
    ต้องถามถิงเอ๋อแล้วแหละท่านอ๋อง เหตุใดเป็นแมว?? หิหิ ที่นี่ทุกคนรู้จักท่านในนามแมวที่น่ารักที่สุดของถิงเอ๋อเชียวน้าา อิอิ
    #25,545
    0
  2. #25412 NEPTUNEL (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 / 02:41
    โอ้ยฮือน่ารัก;---;
    #25,412
    0
  3. #25360 Maylyunho (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 / 09:49
    ตอนี้อ๋องแมวน่าร้ากกก น้องก็น่าร้ากก
    #25,360
    0
  4. #25062 ChLoE. (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 1 กันยายน 2563 / 18:33
    จากน่ากลัวก็คือน่ารักไปเลย5555อ๋องแมวว!!!!งุ้ยยยย
    #25,062
    0
  5. #24927 ดอกไม้และสายรุ้ง (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2563 / 10:12
    ทำไมเจ้าแมวน่ารักขนาดเน้ งุ้งงิ้งๆมากอ่า ยัยน้องก็แสบใช่ย่อยเลยน้าซนทั้งคู่!!!
    #24,927
    0
  6. #24764 molyarat (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 10:12
    น่ารักกกกกกกกแมวๆ
    #24,764
    0
  7. #24713 sedsawa (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2563 / 16:16
    เป็นแมวที่น่ารักที่สุดในโลก ฮึก เอ็นดูไม่ไหว! อยากฟัดแมว!
    #24,713
    0
  8. #24390 Fueled me (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 09:44
    อยากจะบ้ากับวิธีเรียกร้องความสนใจ ตลกมากแต่ก็น่ารักมากเช่นกัน55555555555
    #24,390
    0
  9. #24342 XXXFUXXX (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 20:42
    น่ารักที่สุดเลยค่ะ!! เอ็นดูทั้งเข้าแมวและยัยน้อง!!
    #24,342
    1
    • #24342-1 XXXFUXXX(จากตอนที่ 29)
      11 พฤษภาคม 2563 / 20:42
      /เจ้าแมวสิ-_-!!
      #24342-1
  10. #23967 munkrishear (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 00:31
    น่ารัก;-;
    #23,967
    0
  11. #23784 GOT-MarkBam (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2562 / 20:31
    โง้ยยยยย น่ารักมากไม่ไหวแล้ว ละมุนไปหมด ฮืออออ
    #23,784
    0
  12. #22907 Peach9 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2562 / 20:52
    ที่สุดเลยเว้ยแก ท่านอ๋องน่ารักมากจะหาผช.แบบนี้ได้ที่ไหน
    #22,907
    0
  13. #22881 bowwing123 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2562 / 08:02
    อ่ยยย ตอนนี้ก็คืออ น่ารักมากกกกกกก พอท่านอ๋องพูดว่าช่วงนี้ลืมของบ่อยๆ ชั้นน่ะก็แสนจะเอ็นดูเขา ;--;
    #22,881
    0
  14. #22744 ❀ than. (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 07:19
    ถ้าอ้อมไกลอีกนิดท่านจะไม่ได้สักสิ่งเลยท่านอ๋องเหมียวๆ
    #22,744
    0
  15. #22705 อิอิ (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 / 16:35

    ที่ไม่ชอบในเรื่องนี้คือเสี่ยวซีที่ดูเยอะเกินไปและนายเอกไม่คัดค้านอะไรเท่าไหร่​ และที่แปลก​ ๆ​ คือคนรับใช้ทำไมดูเหิมเกริมอยากทำอะไรก็ทำ​ อย่างเจ้าเจ็ดจู่​ๆอยากมาชายแดนก็ไม่บอกกล่าวขอใครกรือดูเคารพชนชั้นที่สูงกว่าเท่าที่ควร​ แต่อย่างอื่นคือดีหมดนะ​ แค่ขัดใจเรื่องพวกนี้​ อ่านต่อค่ะ

    #22,705
    0
  16. #22687 yunjaelife (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 / 11:29
    น้องงงงงง55555555
    #22,687
    0
  17. #22618 DKdabble (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2562 / 15:48
    เป็นแมวขี้อ้อนเนอะะ
    #22,618
    0
  18. #22591 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 19:39

    ไรท์หาภาพมาได้น่ารักมากอ่ะ ชอบ!

    #22,591
    0
  19. #22448 magician_doll (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 21:51
    มาอ่านฉากนี้บ่อยมาก เป็นพระเอกที่น่าเอ็นดูมาก5555
    #22,448
    0
  20. #22408 trp1021 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 13:56
    มีความพึมพำและลูบเอว ลืมของงี้ อ้อมมากลูก 555555
    #22,408
    0
  21. #22407 trp1021 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 13:46
    เสี่ยวซีเป็นอะไร...
    #22,407
    0
  22. #22158 Xialyu (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:56
    เกลียดท่าลูบเอวววววว
    #22,158
    0
  23. #22098 A T O M Y (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 16:41
    ท่านอ๋องในที่สุดท่าตบเอวก็เป็นผล
    #22,098
    0
  24. #21936 lills (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 24 มกราคม 2562 / 20:17
    ท่านอ๋องน่ารักกกกกอะ55555
    #21,936
    0
  25. #21693 SUGA19 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 20 มกราคม 2562 / 00:04
    ท่านอ๋อง!!!!! ท่านก็มีปากไว้แค่กินข้าวอีกคนหรือไงห๊ะ!!
    #21,693
    0