เอาเถิด ข้าไม่เสียใจ เพราะข้าตายแล้ว (Yaoi)

ตอนที่ 2 : ตอนที่ ๐๒ ข้าติดอยู่ในอดีต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 59,961
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3,245 ครั้ง
    9 มิ.ย. 62


ข้าพยายามล้างผักอย่างเบามือ เพื่อไม่ให้มันช้ำ เวลานำไปปรุงจะได้กรอบอร่อย เห็นข้าใจเย็นเช่นนี้ มิใช่ว่าไม่ตกใจที่กลับมาอายุสิบสี่อีกครั้ง (เอ๊ะ คล้ายเพลงสักเพลงที่เคยได้ยิน แต่ช่างมันเถิด ข้านึกไม่ออก)

นี่อาจเป็นผลพ่วงจากความตาย ทำให้ย้อนกลับมาในอดีต รอยมทูตขาวดำมาเก็บเกี่ยววิญญาณกระมัง เอาเถิด เช่นนั้นข้าจะอยู่ในอดีตมองความทรงจำพลางรอยมทูตขาวดำมารับก็แล้วกัน

ข้าช่วยเหล่าพ่อครัวทำงานอย่างคล่องแคล่ว ได้รับคำชมเชยไม่ขาดสาย ถ้าเป็นตัวข้าในอดีตจริงๆ ละก็คงถูกต่อว่าไม่ขาดสาย ในอดีตข้าซุ่มซ่ามมาก ทำอันใดก็เงอะงะไปหมด แถมยังขี้กลัว

แต่ตอนนี้ข้าไม่กลัวแล้ว ด้วยประสบการณ์ทำงานมาหลายปีทำให้จัดการงานกระจุกกระจิกได้อย่างชำนาญ แค่นี้ไม่คณามือหรอก อย่าลืมสิ ข้าอายุยี่สิบแล้วนะ ไม่เงอะงะน่ารำคาญเหมือนครั้งยังเด็ก

ทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็น ไม่มีหยุดจนจะหมดแรงอยู่แล้ว เหตุใดยมทูตขาวดำถึงไม่มารับเสียที นานเกินไปแล้วกระมัง

เอ๊ะ หรือว่ามีวิญญาณคนตายเยอะท่านยมทูตขาวดำจึงมาช้า นั่นสินะ วิญญาณมากมายแต่เหตุใดภพแห่งความตายถึงได้ใช้งานแค่สองตน กรณีนี้จะเรียกว่าทารุณแรงงานได้หรือไม่? แต่เอาเถิดมิใช่เรื่องของข้าละนะ จะช้าอย่างไรก็เอาเถิด ข้ารอได้ ไม่รีบเร่งนักหรอก

ข้านั่งพักหลังจากใช้แรงงานไปอย่างหนัก พ่อครัวหวังเห็นข้าทำงานได้ดีจึงมอบขนมอิ่วก้วยให้สี่ชิ้น บุญปากข้าละ ข้านั่งกินขนมไปพลางมองรอบๆ รำลึกถึงความทรงจำที่ผ่านมา

ข้ามาอยู่ที่จวนฉินอ๋องตั้งแต่อายุสิบขวบ เมื่อก่อนข้าเป็นบุตรชายของขุนนางใหญ่คนหนึ่ง หะแรกก็กินดีมีสุขอยู่หรอก แต่ไม่รู้เพราะเหตุอันใดมารดาของข้ากลับถูกใส่ร้ายว่าคบชู้ ทำให้บิดาของข้าโมโหหน้ามืด มารดาของข้าร้องไห้แทบปริ่มใจ ด้วยนิสัยที่ทระนงของนางจึงตัดสินใจผูกคอตาย

จากเคยเป็นคุณชายสูงศักดิ์ข้าก็ตกอับยิ่งกว่าข้ารับใช้ ถูกบรรดาญาติพี่น้องและมารดาเลี้ยงกลั่นแกล้งต่างๆ นานา บิดาที่เคยรักถนอมก็มองเมินราวกับสัตว์น่ารังเกียจ ชีวิตข้าตอนนั้นพอมองย้อนกลับไปก็ช่างอนาถายิ่ง

ยามอายุสิบขวบวันนั้นข้ายังจำได้ดี เหล่าญาติพี่น้องรังแกข้าเป็นกิจวัตรประจำ แต่วันนั้นต่างออกไป มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นไม่ให้สุ้มไม่ให้เสียง ข้าที่โดนแกล้งมองไม่เห็นเขา เพราะมัวแต่หมอบกับพื้น แต่ได้ยินเพียงเสียงที่เยือกเย็นของเขาที่พูดกับบรรดาญาติพี่น้องของข้า ข้าแอบสะใจเล็กๆ กับคำพูดเหน็บแนมเสียดสีของเขา

เหล่าญาติพี่น้องของข้าที่เป็นเหล่าคุณหนูคุณชายผู้ถูกตามใจมากเกินไปไม่พอใจ หมายใจรวมหัวจะรังแกเด็กหนุ่มที่เข้ามาช่วยข้า ข้ารีบเข้าไปขัดขวาง มิใช่ว่าข้ามีคุณธรรมอะไรเถือกนั้นหรอกนะ แต่เพราะเขาต่อว่าพี่น้องของข้าได้ถูกใจนัก ข้าถึงลุกขึ้นมาเป็นกระสอบทรายตอบแทนคำพูดเหล่านั้นของเขายังไงเล่า

เรื่องราวลุกลามใหญ่โตขึ้นเมื่อบิดาของข้ามาพบเห็น ตอนแรกข้านึกว่าบิดาจะต้องเล่นงานข้ากับเด็กหนุ่มคนนี้เสียอีก ข้าลุกลี้ลุกลนหาทางออก ตรงกันข้ามเด็กหนุ่มคนนั้นยืนนิ่งเหมือนไม่เดือดเนื้อร้อนใจ พอนึกถึงตอนนั้นข้าคงดูตลกน่าดูที่พยายามจะปกป้องเขา

บิดาข้าหน้าซีดเผือดเดินเร่งเข้ามาขออภัยต่อเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังข้า ตอนนั้นข้างง พี่น้องของข้าก็งง สุดท้ายก็ได้ทราบว่าเด็กหนุ่มคนนั้นเป็นถึงอ๋อง ‘ฉินอ๋อง’

มิน่าถึงได้ยืนใจเย็นเช่นนั้น ข้าที่ร้อนใจกลายเป็นเด็กไม่เต็มเต็งไปเสียอย่างนั้น สุดท้ายฉินอ๋องเอ่ยขอตัวข้าไปเป็นคนรับใช้ของเขา บิดาของข้าอึกอักไม่ยินยอม แต่สุดท้ายก็จำยอมปล่อยตัวข้าไป

ตอนที่ข้าเดินตามท่านอ๋องออกมา สายตาที่มองส่งจากจวนนั้นมีทั้งข่มขู่ คุกคามและอิจฉาริษยา บิดาของข้ามองมาราวกับต้องการจะปิดปากมิให้ข้าเอ่ยว่าเป็นสายเลือดตน

ตอนนั้นข้าไม่เข้าใจ แต่พอเติบโตขึ้นก็เข้าใจว่าเพราะเหตุใด บิดาข้าเป็นถึงขุนนางใหญ่แต่กลับมีเรื่องเหม็นโฉ่ในครอบครัว หากเรื่องนี้เผยแพร่ออกไปคงอับอายเสียชื่อเสียง แน่นอนข้าไม่คิดปริปากบอกใครว่าเป็นบุตรของเขา

ส่วนสายตาคุกคามย่อมมาจากเหล่าญาติพี่น้องที่ถูกลงโทษเนื่องจากลบหลู่เกียรติของท่านอ๋อง เดิมทีต้องถูกประหารตัดคอด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากบิดาข้าขอร้องไว้ ท่านอ๋องยอมถอยให้ บิดาของข้าจึงลงโทษพวกเขาเอง ด้วยเหตุนี้พวกเขาถึงโดนตัดเบี้ยใช้จ่ายและถูกกักขังบริเวณเป็นเวลาสามเดือน

คนพวกนี้พาลกันจริงๆ ใช่ว่าข้าเป็นคนสั่งลงโทษพวกเขาเสียหน่อย ไยต้องมองข้าราวกับเป็นคนสั่งลงโทษพวกเขาเสียอย่างนั้น

และสายตาอิจฉาริษยามาจากพี่น้องหญิงของข้า พวกนางมองข้าอย่างเคียดแค้นราวกับถูกแย่งคนรักไป สายตานั้นน่ากลัวกว่าสายตาบิดาและเหล่าพี่น้องรวมกันเสียอีก ทำเอาขนลุกเกรียวนอนไม่หลับไปหลายวัน ตอนนั้นข้าไม่เข้าใจแต่ตอนนี้น่ะรึ หึๆ รู้ซึ้งถึงแก่นเชียวละ

ข้าอยู่ในจวนฉินอ๋องมีโอกาสได้พบฉินอ๋องไม่มากนัก ฉินอ๋องนั้นค่อนข้างจะมีบุคลิกเคร่งขรึม เป็นผู้ใหญ่เกินตัว และที่สำคัญรักในการทำศึกยิ่งนัก เขาจับดาบทำศึกตั้งแต่สมัยยังเป็นองค์ชายน้อย จนได้รับตำแหน่งอ๋องมีจวนส่วนตัวก็ยิ่งเพิ่มความคลั่งไคล้นั้น

ฉินอ๋องแทบตั้งรกรากอยู่ที่ชายแดน จวนแห่งนี้เขาอยู่ไม่เกินสามวันหรอก จะกลับมาแค่สามครั้งต่อปีเท่านั้น วันเกิดพระบิดาพระมารดาและวันปีใหม่ จากนั้นก็รีบกลับไปยังชายแดนทันที ขนาดหวงกุ้ยเฟยพระมารดาของท่านอ๋องยังเคยสงสัยว่ามีอันใดที่ชายแดนถึงทำให้ฉินอ๋องไม่ยอมกลับบ้าน ข้าก็สงสัยเช่นกัน

นี่ถ้าไม่มีป้ายชื่อหน้าประตูแล้วละก็ ชาวบ้านอาจเข้าใจผิดได้ว่าเป็นจวนของท่านพ่อบ้านหม่าไปแล้ว เฮ้อ บุรุษผู้นี้กว่าจะมาอยู่ที่จวนถาวรได้ก็ตอนศึกสงครามสงบลงถาวร ตอนนั้นเขาก็อายุอานาราวยี่สิบปีแล้ว ถึงยามนั้นจวนแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยสาวๆ หนุ่มๆ พร้อมแม่สื่อเดินเข้าออกกันอย่างคึกคัก

ข้าเหม่อลอยกัดขนมค้างไว้ มีเงาร่างหนึ่งโฉบเข้ามานั่งข้าง ฉวยขนมในมือของข้าไปกินหน้าตายิ้มแย้มเบิกบาน ข้ายิ้มอ่อนแล้วหันไปมอง เสียงเคี้ยวจ๊วบจั๊บเหมือนอาหารมีรสชาติอร่อยเลิศเหลือเกินของคนข้างๆ ทำให้รู้ได้ทันทีว่าเป็นใครที่มาแย่งขนมไป

เขาคือ ‘เสี่ยวชี’ เจ้าเจ็ดน้อยสหายหนึ่งเดียวของข้าเอง

“พักแล้วรึ?” ข้าเคี้ยวไปจนหมดแล้วค่อยถาม อีกฝ่ายพยักหน้าตั้งหน้าตั้งตากัดขนมราวกับกลัวใครมาแย่งไป

ช้าๆ ก็ได้ข้าไม่แย่งกลับมาหรอก ยังเหลือตั้งสามชิ้นแน่ะ พอกินหมดหนึ่งชิ้นเขาก็แบมือขออีก ข้าส่งให้อย่างไม่อิดออด ไม่น่าเชื่อเลยว่าตัวเล็กนิดเดียวของเสี่ยวชีจะกินมากกว่าข้าตั้งหลายเท่า ลุงเถียนบ่นทุกครั้งที่เจอหน้าเขา

“เจ้าจำลี่ฮุ่ยที่ทำงานอยู่จวนตระกูลจ้าวได้หรือไม่? เมื่อสองวันก่อนเจ้านั่นกลายเป็นหมอนอิงของคุณชายจ้าวถงไปเรียบร้อย เหอะ ข้าว่าแล้วเจ้านั่นต้องหาทางปีนขึ้นเตียงเจ้านายจนได้” เสี่ยวชีเคี้ยวไปพูดไป ใบหน้าเล็กๆ น่ารักนั่นใส่อารมณ์ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

“ตอนนี้พวกเราคุยกับเขาไม่ได้แล้ว เหอะ ทำเป็นเชิดจมูกใส่ น่าหมั่นไส้จริงๆ”

ดูเหมือนเสี่ยวชีจะอิจฉาลี่ฮุ่ยคนนั้นสินะ แต่อย่าอิจฉาไปเลย เฮ้อ ลี่ฮุ่ยหนอลี่ฮุ่ย อยากสุขสบายอย่างรวดเร็วจนต้องพลีกายถวายตัวให้แก่เจ้านายตนเอง ข้าสลดใจยิ่ง เพราะอีกสองปีลี่ฮุ่ยผู้นั้นจะถูกคุณชายจ้าวถงทอดทิ้ง ในช่วงที่ยังเป็นที่รักนั้นลี่ฮุ่ยได้เที่ยวรังแกดูหมิ่นผู้อื่นไว้ทั่ว ทำให้พอตกอับลงจึงถูกแก้แค้นจนตกระกำลำบาก ถูกไล่ออกจากจวนเร่ร่อนจนกลายเป็นขอทานตายข้างถนน

ขนาดข้าไม่เคยระรานผู้ใดยังโดนใส่ร้าย โชคดีที่ข้าไม่ต้องเผชิญชะตากรรมเลวร้ายเช่นลี่ฮุ่ย ถูกโบกจนตายเจ็บรวดเดียวจบ เฮ้อ ข้าถอนหายใจออกมาไม่ทันรู้ตัว เสี่ยวชีหันมามอง คิ้วเล็กๆ ของเขาเลิกขึ้นสูงแล้วส่งยิ้มจนตาหยีให้กับข้า

“อย่ากังวลไปเลย เจ้างดงามกว่าลี่ฮุ่ย ไม่สิ ตั้งแต่เกิดมาข้าไม่เคยเห็นใครงดงามเท่าเจ้า ไม่แน่หากเจ้าล้างหน้าล้างตาขยันออกไปข้างนอกเสียหน่อย ต้องมีคุณชายสักคนสนใจรับเจ้าไปเลี้ยงแน่ ไม่สิ คุณชายหลายคนอาจจะแย่งตัวเจ้าด้วยซ้ำ ข้าบอกแล้วให้เจ้าออกไปนอกจวนอ๋องเปิดหูเปิดตาบ้าง มิใช่เอาแต่ทำงานอยู่ในครัวหน้ากระดำกระด่าง เชอะ ถ้าเจ้าออกไปมีรึลี่ฮุ่ยผู้นั้นจะได้ชื่อว่าชายงาม” พูดไปริมฝีปากของเสี่ยวชีก็ยื่นขึ้นเรื่อยๆ

“ข้าพอใจทำงานที่นี่แล้ว เจ้าอย่าได้พูดเช่นนั้นอีก” ข้าส่ายหน้าไปมา เอ่ยบอกอีกฝ่ายไปด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ที่ข้าไม่ค่อยออกไปนอกจวนฉินอ๋องก็เกรงจะถูกหน้าตาเรียกภัยพิบัตินี่ทำร้ายน่ะสิ รับเลี้ยงอย่างนั้นรึ? หึ คิดแล้วก็ขนลุกอย่างยิ่ง วัยเด็กของข้าไม่โสภานัก หากต้องไปเป็นชายบำเรอแก่ผู้ใดย่อมถูกคนรังแกแน่แท้ หากต้องตกอับเช่นนั้นละก็ข้าขอเป็นคนรับใช้ในจวนฉินอ๋องเสียดีกว่า

“เฮ้อ! เจ้านี่มักน้อยยิ่งนัก” เสี่ยวชีถอนหายใจแรงๆ ใส่ ใบหน้าเล็กๆ บูดบึ้งที่ถูกขัดใจ ข้าไม่ได้พูดต่อ เพียงยิ้มนิดๆ ให้อีกฝ่าย

ขนาดมักน้อยมาตลอดชีวิต ไยสวรรค์ถึงให้ข้าตาย ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ระหว่างที่ตัดพ้อกับสวรรค์คนตัวเล็กแต่อายุมากกว่าก็พ่นลมทางจมูกอย่างเอือมระอาใส่ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องพูด ดวงตาของเสี่ยวชีเปล่งประกายความหวังระยิบระยับขณะที่เอ่ย

“พรุ่งนี้ท่านอ๋องก็จะกลับมาแล้ว นี่เป็นโอกาสดี พวกเราที่เป็นคนในจวนฉินอ๋องย่อมได้เปรียบคนนอก อาศัยจังหวะดีๆ ฉวยโอกาสพาท่านอ๋องขึ้นเตียงเผด็จศึกเสีย หนำซ้ำท่านอ๋องยังไม่มีพระชายา โอกาสเป็นที่โปรดปรานมีมาก รับใช้สักสองสามปีก่อนที่ท่านอ๋องจะอภิเษกพระชายาย่อมได้รับเงินทองมามากโขแล้ว... เจ้าหัวเราะอันใด?”

เสี่ยวชีพร่ำแผนการเพ้อฝันด้วยท่าทางราวกับสำเร็จลุล่วงไปแล้ว ข้าอดหลุดขำออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เสี่ยวชีหันขวับมาทำตาขวางใส่ แต่ข้าไม่สน หน้าตาเด็กน้อยแบบเสี่ยวชีมิได้น่ากลัวนักหรอก

“เจ้าคิดว่าฉินอ๋องเป็นผู้ใดกัน รนหาที่ตายชัดๆ”

หึ ถ้ามันง่ายเช่นนั้นข้าย่อมทำไปนานแล้ว แคกๆ! ข้าหมายถึงฉินอ๋องเป็นนักรบผู้กรำศึกมาอย่างโชกโชน ไม่ว่าศึกรบหรือศึกรักย่อมมีประสบการณ์มากกว่าตัวเพ้อเจ้อเช่นเสี่ยวชี

และด้วยใบหน้าที่นิ่งดุจศิลาผาพันปีกอปรสายตาเย็นเยียบเป็นน้ำแข็งหมื่นพรรษา แค่เปรยสายตามามองก็ทำให้ผู้คนกลัวหัวหด แค่เห็นฉินอ๋องเดินผ่านก็รีบหนีไปหลบก่อนใครเพื่อนอย่างเสี่ยวชียังมีหน้ามาทำเป็นพูดดีอีก

“เฮ้อ ข้ารู้น่าว่ามันเป็นไปมิได้ แต่ข้าก็อยากจะลองคิดดูบ้าง” เสี่ยวชียิ้มเขินเมื่อคิดถึงตอนเจอฉินอ๋องแล้วมีปฏิกิริยาแบบใด คนตัวเล็กเอนตัวมาซบไหล่ข้าแล้วหัวเราะเบาๆ แม้จะหัวเราะแต่ดวงตากลับเศร้าหมอง

ข้าก้มมองเสี่ยวชีผู้สดใสแล้วอดปวดใจมิได้ ในอนาคตเสี่ยวชีมิได้เป็นเช่นนี้ เมื่อครั้งผิดหวังถูกคนรักหลอกลวงจนเกือบตาย ทำให้คนช่างพูดและสดใสหมองเศร้าซูบผอมราวกับคนเป็นโรค ไม่ค่อยพูดจา ทำตัวราวกับไร้ชีวิตจิตใจ

ข้าอยากให้เสี่ยวชีสดใสเช่นนี้ตลอดไปจริงๆ แต่ชะตากรรมคนเราย่อมหลีกเลี่ยงยาก เช่นเดียวกับข้าที่ตายเมื่ออายุยี่สิบ เฮ้อ หวังเพียงว่าเมื่อข้าตายไปแล้วเสี่ยวชีจะไม่ถูกเอาเปรียบจากคนเหล่านั้น

ดวงตาของข้าหมองลงเล็กน้อยเมื่อคิดถึงอนาคตจากนี้ สุดท้ายข้าก็ขยับตัวจับไหล่ของเสี่ยวชีแล้วเอ่ยบางอย่างออกไป

“เสี่ยวชี ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้น เจ้าก็ต้องเข้มแข็ง เข้าใจไหม?”

ข้ายิ้มให้กำลังใจแก่เสี่ยวชีที่นิ่งอึ้งมองไม่กะพริบตา เนิ่นนานเสี่ยวชีก็ยังไม่ขยับ ซ้ำยังหน้าแดงก่ำเหมือนมีไข้อีกต่างหาก ข้าขมวดคิ้วเรียกเขาพร้อมเขย่าตัวเบาๆ เสี่ยวชีถึงได้รู้สึกตัว รีบผลักข้าออกด้วยท่าทางร้อนรน เขายกมือปิดหน้าตัวเองแล้วคร่ำครวญไม่เป็นศัพท์

“เจ้าบ้าหูจิ้งถิง จะยิ้มเพื่ออันใด คิดว่าคนอื่นใจแข็งมากสินะ ก็คงจะไปยิ้มเช่นนี้ให้กับพ่อครัวหวังละสิถึงได้ขนมมาหลายชิ้น เจ้าคนบาปหนา!”

เสี่ยวชีตวาดใส่ข้าแว้ดๆ แล้ววิ่งออกไปด้วยสีหน้าหงุดหงิด ข้ากะพริบตามองตามไปอย่างงุนงง

ประเดี๋ยวสิเสี่ยวชี เมื่อก่อนเจ้าว่าให้ข้าว่าเป็นคนหน้าแข็ง อยากให้ยิ้มเยอะๆ มิใช่รึ ไฉนพอยิ้มแล้วกลับต่อว่ากันเล่า ข้าถอนหายใจแล้วส่ายหน้าระอา เอาเถิด ข้าชินแล้วละ เสี่ยวชีเป็นคนอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ง่ายเช่นนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

ข้าลุกขึ้นปัดฝุ่นจากชุดสีซีดๆ ที่มีรอยปะชุนน่าเกลียด มองดูรอยเย็บไม่เนียนพวกนี้ก็ทำให้ข้ายิ้มขำ เมื่อก่อนข้านั้นฝีมือเย็บปักอ่อนด้อยยิ่งนัก แต่ยามนี้เชี่ยวชาญขนาดหลับตายังทำออกมาดูดี เพราะข้าไม่มีพลังวิเศษอันใดจึงพยายามฝึกฝนทักษะธรรมดาเหล่านี้จนชำนาญ

เฮ้อ นึกถึงเรื่องพลังวิเศษทีไรก็อดเศร้าใจมิได้ ไม่เข้าใจเพราะเหตุใดตัวข้าถึงไม่มีพลังวิเศษเหมือนผู้อื่น พลังอะไรก็ได้ นิดๆ หน่อยๆ ก็ยังดี ขอแค่มีพลังวิเศษให้ได้หน้าชื่นตาบานกับเขาหน่อย

ทว่าสวรรค์ช่างรังเกียจข้านัก มิให้พลังอันใดมาเลย ข้าคับแค้นใจอยู่วูบหนึ่งแล้วค่อยถอนหายใจยอมรับชะตากรรม ช่างเถิดๆ ข้าตายแล้ว หวังว่าตอนไปเกิดใหม่จะมีพลังวิเศษกับเขาบ้าง พลังผายลมหรือมุดดินอะไรก็ได้ ข้ารับได้ทั้งนั้น

ข้าเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อเริ่มทำงานในช่วงเย็น น่าจะยุ่งวุ่นวายกว่าเดิม ได้ยินมาว่าองครักษ์บางส่วนของฉินอ๋องมาถึงจวนแล้ว พวกเขาเดินทางมาล่วงหน้าเพื่อตระเตรียมเส้นทางแก่ผู้เป็นเจ้านาย ยามนี้คงหิวโหยแล้วเป็นแน่ และมันเป็นหน้าที่ของห้องครัวเช่นพวกข้าที่จะปรุงอาหารเติมเต็มท้องของผู้คนในจวนอ๋องแห่งนี้

พ่อครัวหวังหัวหน้าห้องครัวยิ้มเมื่อเห็นข้าเดินเข้ามาในครัว เขาเอ่ยกับข้าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่นานๆ จะได้ยิน

“อาถิงมาก็ดีแล้ว ข้ากำลังให้คนไปตามอยู่พอดี”

“มีอะไรรึขอรับพ่อครัวหวัง?”

“ข้าจะให้เจ้ารับผิดชอบดูแลน้ำแกงร่วมกับอาซือ”

ข้ามองตามมือของพ่อครัวหวังไปเห็นอาซือตัวอ้วนกลมที่ส่งยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตรมาให้ ข้าพยักหน้าพร้อมยิ้มนิดๆ ให้กับเขาเพื่อเป็นการทักทายตามมารยาท อาซือหน้าแดงแล้วหลบตาออกไปอย่างเขินอาย

ข้าหันมายิ้มให้กับพ่อครัวหวัง รีบขอบคุณในความกรุณาครั้งนี้ พ่อครัวหวังมองข้าอยู่ชั่วครู่แล้วกระแอมด้วยใบหน้าแดงๆ สงสัยห้องครัวจะร้อนกระมัง ทุกคนพากันหน้าแดงกันไปหมด

ข้ารีบเดินไปหาอาซือหรือพานซือเพื่อแบ่งหน้าที่แก่กันให้ชัดเจน ข้าอมยิ้ม ยินดีที่ได้เลื่อนขั้นหน้าที่การงาน อยู่หน้าเตาร้อนๆ ได้ชิมของอร่อยๆ ดีกว่าอยู่ข้างนอกกับอ่างน้ำ ล้างจานจนมือเปื่อยยุ่ย แถมท้องยังหิวอีก

ข้าคอยควบคุมไฟในเตา คอยเติมฟืนและตักฟองไขมันออกจากน้ำแกงอย่างตั้งอกตั้งใจ

“หูจิ้งถิง มีคนมาหาเจ้าแน่ะ!”

ข้าพยักหน้ารับทราบ ก่อนจากไปก็กำชับให้พานซือช่วยดูหม้อน้ำแกงให้ด้วย เมื่อพานซือรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะถึงเดินออกไป ไม่ลืมขอบคุณคนที่เข้ามาเรียกตามมารยาท

เมื่อเดินออกไปนอกห้องครัวข้าก็เห็นชายหนุ่มที่เพิ่งก้าวผ่านเด็กหนุ่มมาไม่นานยืนอยู่ไม่ไกลนัก ร่างสูงโปร่งในชุดสีน้ำเงินเข้ม พอเห็นใบหน้าที่ไม่ถึงกับหล่อเหลานักแต่ทว่าน่ามองของเขาก็คลี่ยิ้มออกมา รีบเดินเข้าไปหาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เอ่ยเรียกน้ำเสียงดีอกดีใจ

“จิ้นเกอ!”

จิ้นเกอหรือหลิวจิ้น สะดุ้งตัวแล้วหันมามองข้า เขาเบิกตากว้างเหมือนตกตะลึง มองราวไม่เคยเห็น อ๊ะ ข้าดีใจมากเกินไปจนลืมตัวเผลอแสดงท่าทีแปลกประหลาดสินะ ข้ารีบสงบจิตสงบใจก่อนเอ่ยขอโทษเขาที่เผลอทำตัวสนิทสนม

“ขออภัยท่านองครักษ์หลิวที่เรียกท่านเช่นนั้น”

“มะ-ไม่เป็นไร มิได้ จะ-เจ้าเรียกเถอะ ข้ายินดี” จิ้นเกอเหมือนเพิ่งรู้สึกตัว เขาหน้าแดงคล้ายเขินอาย ก่อนจะโบกมือเอ่ยตะกุกตะกัก คำท้ายๆ ได้ยินไม่ชัดนัก แต่ข้าไม่สนใจเพราะตอนนี้กำลังดีใจที่จิ้นเกอไม่รังเกียจ ข้าส่งยิ้มให้แก่เขาแต่ทว่าจิ้นเกอกลับหลบตาไปมองพื้น

ทำไมกันนะ ทุกคนชอบหลบตาข้าซะจริง

จิ้นเกอถามไถ่ความเป็นอยู่ของข้า ข้าตอบไปว่าก็ดีเรื่อยๆ เพิ่งได้เลื่อนขั้นด้วย ขณะที่ข้ากำลังร่าเริงเพราะได้เลื่อนขั้นอยู่นั้นก็สังเกตเห็นจิ้นเกอแอบมองมาด้วยรอยยิ้มนิดๆ ข้าเอียงหน้าแล้วเอ่ยถามกลับ

“แล้วท่านเล่า ที่ชายแดนคงลำบากมิใช่น้อย”

“ไม่หรอก ขอเพียงมีน้ำและอาหารเพียงพอก็ไม่ลำบากนัก” จิ้นเกอตอบ สมกับเป็นบุรุษผู้ตรากตรำอยู่ชายแดนมาเนิ่นนานจนชินชา เขาเป็นองครักษ์ของฉินอ๋องย่อมต้องเป็นเงาตามตัวเจ้านาย อย่างที่ข้ากล่าวไปฉินอ๋องนั้นอยู่ชายแดนมากกว่าเมืองหลวง ไม่แปลกที่จิ้นเกอจะไม่เดือดร้อนกับการอยู่ชายแดน

“อ้อ ข้าเอาสิ่งนี้มาฝากเจ้า ได้ยินว่าเจ้าอยากฝึกเย็บปัก แต่ระวังด้วยเล่า เข็มมันแหลมคมยิ่งนัก แม้จะเล่มเล็กก็ทิ่มเลือดออกได้”

จิ้นเกอล้วงเอาของบางอย่างออกมาจากอก ในมือของเขาถือตลับอุปกรณ์เย็บปัก ข้ามองด้วยความตกใจ จะว่าไปแล้วเมื่อครั้งในอดีตนั้นเพราะข้ามัวแต่ซุ่มซ่ามทำงานไม่ดี จึงถูกลงโทษให้ทำงานมากกว่าเดิม จิ้นเกอมาหาแต่ข้าก็ออกมาพบไม่ได้ นี่เขาเอาสิ่งนี้มาให้ข้าอย่างนั้นรึเนี่ย ตลับเท่าฝ่ามือแต่ว่ามันแพงมากเชียวนะ

“ราคามันแพงไม่ใช่รึจิ้นเกอ ข้ารับไว้ไม่ได้หรอก” ข้ารีบส่ายหน้าปฏิเสธไม่ยอมรับตลับชุดอุปกรณ์เย็บปักจากเขา

ข้าเคยคิดจะซื้อด้วยเบี้ยหวัดอันน้อยนิด แต่ทว่าก็ต้องถอดใจเพราะมันแพงเกินไป จิ้นเกอพยายามเกลี้ยกล่อมให้ข้ารับเอาไว้ ท้ายสุดแล้วข้าก็ถูกเขายัดเยียดมาถือไว้จนได้ จิ้นเกอยิ้มกว้าง ข้าถอนหายใจอย่างยอมแพ้

“ขอบคุณจิ้นเกอ” ข้าเอ่ยขอบใจพร้อมกับยิ้มซึ้งใจ จิ้นเกออ้าปากพะงาบๆ อยู่นานแล้วค่อยๆ สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ เบือนใบหน้าที่แดงก่ำไปด้านข้าง มือกุมอกซ้ายไว้แน่น ข้ากะพริบตามองจิ้นเกอที่มีท่าทางย่ำแย่ก็เอ่ยถามอย่างเป็นห่วง

“จิ้นเกอเป็นอะไรหรือเปล่า?”

จิ้นเกอหันกลับมายกยิ้มราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้ใบหน้าของเขาจะยังแดงอยู่ จิ้นเกอมองเลยไปในห้องครัวแล้วขมวดคิ้วน้อยๆ เอ่ยบ่นอย่างไม่จริงจัง

“อ่า ได้กลิ่นหอมของอาหารเช่นนี้ข้าก็รู้สึกหิวซะแล้วสิ”

“ถ้าไม่รังเกียจข้ามีขนมอิ่วก้วย ท่านเอาไปทานรองท้องก่อนสิ” ข้าล้วงเอาขนมที่ห่อเก็บไว้อย่างดีออกมา คลี่ห่อกระดาษแล้วยื่นให้แก่เขา แต่ก็ต้องชะงักเมื่อคิดได้ว่ามันคงไม่สมควร แถมขนมนี้ยังเป็นของมีตำหนิรูปร่างไม่สวย นั่นทำให้พ่อครัวหวังนำมาแบ่งปันส่วนให้แก่คนในครัว ส่วนชิ้นที่สวยๆ นำใส่จานยกไปให้เจ้านาย

“เอ่อ เดี๋ยวข้าไปขอใหม่จากพ่อครัวหวังดีกว่า ชิ้นนี้ไม่น่าทานเท่าไร” ข้ารีบเอ่ยแก้แล้วกำลังเก็บห่อกระดาษไว้เช่นเดิม แต่จิ้นเกอกลับยื่นมือมาหยิบไป ข้าเงยหน้ามองตามอย่างตกใจ จิ้นเกอกลับยิ้มพลางกัดกินอย่างไม่ถือสา

“ไม่เป็นไรหรอก อย่ารบกวนพ่อครัวหวังเลย ขนมนี่อร่อยออก ดีกว่าที่ข้าเคยกินที่ชายแดนเยอะ” จิ้นเกอเคี้ยวไปรอบหนึ่งแล้วพยักหน้า เขาเอ่ยเกรงใจพ่อครัวหวังแล้วแอบกระซิบให้ข้าฟังเบาๆ ทำท่าเหมือนระบายความอัดอั้น ข้าแอบหัวเราะนิดหน่อยแล้วเอ่ยอวดอ้าง

“ถ้าอย่างนั้นกลับมาคราวนี้ท่านได้ทานของอร่อยๆ เยอะแยะเชียวละ ข้าได้รับผิดชอบน้ำแกงเชียวนะ ท่านต้องไม่ลืมชิม”

“ได้สิ ข้าจะเฝ้ารอเลย” จิ้นเกอยิ้มรับ สายตาที่มองข้านั้นมีแววเอ็นดูฉายออกมา ทำให้ข้ายิ้มอย่างมีความสุข

ข้านับถือจิ้นเกอเสมือนพี่ชายคนหนึ่ง เขาพูดคุยกับข้าและคอยช่วยเหลือมาตลอด ข้ากับจิ้นเกอคุยกันต่อเล็กน้อยถึงขอตัวกลับไปทำหน้าที่ต่อ หากอยู่คุยนานมากกว่านี้เกรงว่าจะโดนลดตำแหน่งหลังจากเพิ่งเลื่อนไม่ถึงวัน

ข้ามองตามหลังของจิ้นเกอไปจนลับตาแล้วถอนหายใจออกมา รีบนำตลับอุปกรณ์เย็บปักไปไว้ในห้องนอนแล้ววิ่งกลับมาห้องครัวอย่างรวดเร็ว ระหว่างนั้นก็นึกถึงจิ้นเกอในอดีตกับปัจจุบัน

จิ้นเกอในตอนนี้ยังมาพูดคุยกับข้าด้วยท่าทางเป็นกันเอง แต่ในอนาคตเขาไม่เข้ามาคุยด้วยเลย แม้ข้าจะมองหรือพยายามเข้าไปคุย จิ้นเกอก็จะหลีกเลี่ยงและทำเป็นเมินมองไม่เห็น มาคิดๆ ดูแล้วจิ้นเกอเริ่มตีตัวห่างเหินออกไปตั้งแต่ที่ข้ากลายเป็นคนของท่านอ๋อง

เขาคงคิดเหมือนคนอื่นๆ รังเกียจที่ข้ากระโจนขึ้นเตียงกับเจ้านายเพราะอยากสุขสบายแน่ๆ เฮ้อ ข้าเตรียมใจไว้แล้วแต่ก็อดเศร้าใจไม่ได้ พอมาอยู่ในอดีตที่ยังพูดคุยกันได้ก็อดดีใจมิได้ เหมือนได้เจอเพื่อนเก่าที่มิได้เจอมานาน

เฮอ ข้าถอนหายใจอย่างโล่งใจ นี่คงเป็นของปลอบใจที่สวรรค์มอบให้หลังตายแล้วแน่ๆ

ใช้เวลาเตรียมอาหารมื้อเย็นนานหนึ่งชั่วยาม เหล่าคนครัวเช่นพวกข้าก็ได้พักเสียที มีเพียงคนที่รับผิดชอบอุ่นอาหารให้ร้อนเพื่อรอเวลายกขึ้นโต๊ะแก่เจ้านายทำงานต่อ

ข้าทานข้าวอย่างรวดเร็วแล้ววิ่งไปหาเสี่ยวชีที่กำลังเปลี่ยนโคมไฟอันใหม่ ไม่ว่าตอนนี้หรือในอดีตข้าก็ตื่นเต้นเสมอที่เห็นใครสักคนใช้พลังวิเศษ เสี่ยวชีมีพลังวิเศษลอยตัวขึ้นสูงหลายจั้ง เสี่ยวชีชอบใช้พลังนี้กระโดดกำแพงจวนไปข้างนอกบ่อยๆ เฮ้อ ข้าอิจฉายิ่งนัก!

ข้าแอบยืนมองพวกเขาใช้พลังวิเศษทำงานด้วยความเพลิดเพลิน คนหนึ่งใช้พลังไฟจุดโคม อีกคนใช้พลังเคลื่อนย้ายวัตถุส่งโคมไฟลอยไปแขวนไว้บนเสาอย่างน่าอัศจรรย์ ส่วนเสี่ยวชีนั้นกำลังลอยตัวเอาโคมไฟไปแขวนไว้บนต้นไม้

ข้าได้แต่ทอดถอนใจด้วยความทึ่ง เงยหน้ามองอยู่เนิ่นนาน กี่ครั้งๆ ก็ไม่เคยเบื่อ โคมประดับต้นไม้ช่างงดงามจริงๆ

เสียดายยิ่งที่ข้าไม่มีพลังวิเศษใดๆ

บนโลกนี้แทบทุกคนจะมีพลังวิเศษประจำตัว เมื่ออายุครบสี่ขวบพลังวิเศษจะเริ่มแสดงออกมา แต่ข้านั้นแม้จะอายุยี่สิบแล้วแต่กลับไม่มีวี่แววของพลังเลย ทั้งที่ท่านแม่ของข้ามีพลังที่วิเศษมากแท้ๆ แต่ข้ากลับไม่ได้รับสืบทอดพลังนั้นมา

เสี่ยวชีมักเอ่ยล้อว่าเพราะเทพเจ้าตั้งใจปั้นหน้าตาและรูปร่างให้ข้ามากเกินไปจึงลืมใส่พลังมาให้ เฮ้อ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงข้าอยากจะขอร้องท่านเทพ ชาติหน้าอย่าได้ให้ความสำคัญรูปร่างภายนอกของข้ามากนัก และอย่าลืมใส่พลังให้ด้วย

ระหว่างที่ข้ากำลังอ้อนวอนขอความเมตตาจากท่านเทพเรื่องชาติหน้าอย่างมุ่งมั่นอยู่นั้น ก็มีเด็กรับใช้วิ่งมาตะโกนบอกทุกคนในจวนอ๋อง สีหน้าตื่นเต้นยินดีอย่างชัดเจน

“ท่านอ๋องมาถึงแล้ว!”

 




มาต่อแบบทันทีค่ะ ปลื้มใจหลายที่ท่านผู้อ่านเม้มความคิดเห็นไว้ให้ 

ผู้เขียนอ่านวนเม้มไปมาเพิ่มกำลังสปีดอัพในการแต่งทันที 

ขอบคุณมากค่ะ ท่านผู้อ่านน่ารักเช่นนี้ ต้องรีบมาต่อแน่นอนค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3.245K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

25,551 ความคิดเห็น

  1. #25486 Pimnok2124 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 13:47
    เรื่องนี้ใครคือพระเอกนะ อ๋องสี่หรือตัวละครลับ ตื่นเต้นนน
    #25,486
    0
  2. #25485 Pimnok2124 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 13:44
    จิ้นเกอติดบราเธอร์โซน5555555555
    #25,485
    0
  3. #25484 Pimnok2124 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 13:38
    จิ้นฉินอ๋องกับเสี่ยวซี คึคึ
    #25,484
    0
  4. #25483 Pimnok2124 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 13:30
    สิบสี่อีกครั้งของเสกโลโซก็มา5555555
    #25,483
    0
  5. #25461 ❀;than (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2564 / 19:41
    พลังวิเศษของน้องคือรอยยิ้มรึเปล่า
    #25,461
    0
  6. #25306 Maylyunho (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 มกราคม 2564 / 08:47
    ทุกคนเค้าเขินเวลาเธอยิ้มไง จิ้งถิง
    #25,306
    0
  7. #24993 SJ1398 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2563 / 17:32
    เป็นลูกขุนนางทำไมถึงได้มาเป็นคนใช้
    #24,993
    0
  8. #24987 สมก๋อย (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2563 / 23:34
    รอบที่สองแล้วววว
    #24,987
    0
  9. #24969 blueeyes111 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2563 / 23:16
    น้องได้เป็นคนของฉินอ๋องด้วหรอ
    #24,969
    0
  10. #24951 Burning Princess (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 20:52
    บริหารเสน่ห์เยอะๆนะลูกยิ้มๆๆๆ
    #24,951
    0
  11. #24945 jinhaana (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 08:26
    น้องตัดพ้อเทพเจ้าเยอะขนาดนี้ ได้กลับมาคราวนี้อาจจะมีอะไรติดตัวมาก็ด้ายยย
    #24,945
    0
  12. #24642 molyarat (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 15:51
    ชีวิตก่อนน้องต้องเศร้ามากแน่ๆ
    #24,642
    0
  13. #24604 sedsawa (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 18:11
    ยิ้มเยอะๆ ตกทุกคนเลยลูก!!
    #24,604
    0
  14. #24545 R.quartz (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 10:32
    หน้าแดงหมดทุกคนเย้ย เป็นฉันก็คงจะเขินน้องอ่ะ🤭
    #24,545
    0
  15. #24350 Fueled me (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 11:02
    น้องควรมีชีวิตที่ดีกว่านี้อะ;___;
    #24,350
    0
  16. #24304 Nadia. (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 00:31
    โหหห ก้อคือจริงๆแล้วทุกคนรักน้องมากเลยสินะฮือ
    #24,304
    0
  17. #24300 Taehyungii18 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 00:08
    โอ้ยยย เป็นเอ็นดูน้องอ่ะ คิดว่าตัวเองตายแล้วรอยมฑูตอยู่ แอแง จะน่ารักไปไหนอ่ะ
    #24,300
    0
  18. #23944 munkrishear (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 23:46
    อ่านแล้วเอ็นดูยัยน้องงง
    #23,944
    0
  19. #23921 B.TEm (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 เมษายน 2563 / 21:58
    พลังของน้องคือยิ้มสังหารหมู่ สังหารทางด้านจิตใจ มันละลายละไหลไปกับเทอเรยจริง ยอมศิโรราบแค่น้องยิ้ม อัยบ้าเอ๊ย จมูกเราบานไปหมดปล้สฟวหสสฟ
    #23,921
    0
  20. #23872 key10994 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 20:43
    เห้อไม่รู้คนอื่นคิดเหมือนกันรึเปล่า แต่เพลงที่ต้นๆเรื่องนี่ใช่เพลง "เธอทำให้ชั้นรู้สึกเหมือนตอน14~~" รึเปล่า 🤣
    #23,872
    0
  21. #23854 chilfull (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 มีนาคม 2563 / 20:14
    น้องงงงงง น้าเอ็นจังลูกกก
    #23,854
    0
  22. #23666 -134340 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 / 11:49
    น้องมีพลังแหละ แค่ไม่รู้ว่าอะไร555555
    #23,666
    0
  23. #23628 benzsu best (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 / 02:39
    อาจิ้งคนงาม หนูอาจจะกำลังใช้พลังเปลี่ยนชีวิตอยู่ก็ได้
    #23,628
    0
  24. #23527 alittletigerp (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 04:53
    น้องงงงเป็นคนดีมากกก
    #23,527
    0
  25. #23307 ปลาทูทอดกรอบ3วิ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2562 / 20:04
    พลังน้องอาจเกี่ยวกับเวลาไม่ก็เรื่องบนเตียงก็ได้
    #23,307
    1
    • #23307-1 pearrysis(จากตอนที่ 2)
      26 ตุลาคม 2562 / 13:44
      พลังน้องโหดมากกกกกกกกกก แบบอมก.
      #23307-1