เอาเถิด ข้าไม่เสียใจ เพราะข้าตายแล้ว (Yaoi)

ตอนที่ 16 : ตอนที่ ๑๖ สอนอย่างเข้มข้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 43,230
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,404 ครั้ง
    8 ก.ค. 59

ตอนที่ ๑๖ สอนอย่างเข้มข้น

ข้ามองเสี่ยวชีที่จ้องมองข้าพร้อมกับอมยิ้มไปด้วย ข้าหันไปทางใดเสี่ยวชีก็หันตามมายิ้มราวกับรู้ทัน ข้าถอนหายใจแล้วหันไปเลิกคิ้วถามอีกฝ่ายอย่างอดรำคาญมิได้ อันใดของเจ้าเจ็ดน้อยกัน ตั้งแต่เช้าก็เอาแต่ยิ้มน่ารังเกียจเช่นนี้ให้กับข้า เสี่ยวชีแสร้งถอนหายใจเอ่ยขึ้นมาลอยๆ

“เฮ้อ ข้ากำลังเข้าใจผิดอยู่แน่ๆ หรือว่าข้าตาไม่ดีกันนะ คนเราหากมิได้เป็นอันใดกันจะนอนกอดกันกลมเช่นนั้นรึ? อ่าๆๆ ข้าเข้าใจผิดไปเองแหละ เมื่อคืนอาจจะหนาวม๊ากมาก เจ้ามิต้องพูดอันใดหรอก ข้าเข้าใจผิดเอง!” เสี่ยวชีโบกมือตัดบทของข้าเมื่อเห็นข้ากำลังจะเอ่ยแก้ตัว เขามิฟังความใด พยักหน้าหงึกหงักแล้วเอ่ยยอมรับผิดด้วยสีหน้าและท่าทางน่าหมั่นไส้อย่างยิ่ง

ข้าถอนหายใจพลางส่ายหน้ามิเอ่ยอันใดอีก ให้ตายเถิด เรื่องเมื่อเช้าข้าไม่รู้เรื่องอันใดเลยจริงๆ ตอนนอนข้าก็ดูจนแน่ใจแล้วว่าเจ้าแมวนอนอยู่ห่างข้า พอตื่นขึ้นมาอีกทีกลับกลายเป็นว่าข้าโดนแมวทับไปเสียแล้ว! ข้าพยายามจะโวยวายถีบเขาไปนอนที่เดิมแต่เจ้าแมวงัวเงียตื่นขึ้นมาอย่างหงุดหงิด เขากอดแน่นข้าแล้วนอนต่อโดยไม่สนใจใดๆ อีก ข้าทั้งแกะทั้งแงะตนเองออกจากเขาแต่ก็ทำไม่สำเร็จ ด้วยเพราะมันดึกมากแล้วข้าจึงยอมเลยตามเลย

ข้านอนหลับไปอย่างอ่อนเพลียจนถึงตอนเช้า พอข้าลืมตาตื่นขึ้นมาก็อยู่ในอ้อมกอดของท่านอ๋องโดยมีตานับสิบคู่เป็นพยาน พวกเขามองข้าแล้วยิ้มๆ มิได้พูดอันใดสักคำ แต่กระนั้นมันก็ทำให้ข้าอับอายจนมิรู้จะทำหน้าอย่างไรแล้ว นี่ยังมิได้นับบุคคลที่น่าถีบอย่างรองหัวหน้าองครักษ์เฉินที่เดินเข้าเปิดปากแซวถามเจ้านายว่าเมื่อคืนฝันดีหรือไม่ และคนที่น่าถีบยิ่งกว่านั้นก็คือเจ้าแมว! ดันตอบไปว่าฝันดีสุดๆ ในรอบหลายปี เหล่าองครักษ์มองเจ้านายด้วยดวงตาเปื้อนยิ้มใบหน้าเอิบอิ่มตามกันไป

คนเหล่านั้นตั้งใจจะทำให้ข้าอายจนตายใช่หรือไม่!

“ดูสิ เมื่อวานต้องลำบากลำบนนั่งหลังม้าก็เพราะใครกัน เฮ้อ ฉินอ๋องก็เหลือเกิน ลงทุนให้ทุกคนนั่งม้าหมดเพราะอยากจะอยู่ใกล้ชิดกับคนผู้หนึ่ง นี่ข้าคิดมิออกเลยว่าผู้ใดทำให้ฉินอ๋องต้องทำถึงเพียงนี้ จิ้งถิงเจ้ารู้บ้างหรือไม่?”

ข้าไม่ตอบใดๆ เสี่ยวชี หลับตานั่งรวบรวมสมาธิ ไม่สนใจคำหยอกเย้ากระเซ้าแหย่ของเจ็ดน้อยที่หัวเราะครึมอกครึมใจ ตอนนี้พวกเรานั่งอยู่บนรถม้า ใช่แล้ว ตอนนี้พวกเรากำลังนั่งอยู่บนรถม้า! พอพูดถึงเรื่องนี้ข้าก็ควันออกหูกัดฟันกรอดอย่างโมโห อยากจะดึงหูแมวให้ยานเสียให้เข็ด

หลังจากลำบากลำบนนั่งบนหลังม้ามาหนึ่งวัน ปรากฏว่ารุ่งเช้ากลับมีรถม้าจอดรออยู่แล้ว ในคราแรกข้าก็มิได้คิดว่าเป็นรถม้าของพวกเรา เพราะเมื่อวานนี้ข้าไม่เห็นมันเลย ตอนที่ข้าไปยืนรอที่ม้าของฉินอ๋องนั้นเขาก็มองข้าด้วยสายตาเหมือนจะยิ้มล้อ ข้างงไม่เข้าใจจนกระทั่งเขาเอ่ยบอกด้วยสีหน้านิ่งๆ

“เจ้าจะขึ้นกับเราหรือ? เราเองก็อยากให้เป็นเช่นนั้น แต่ทว่าจะต้องเร่งเดินทางให้ถึงชายแดนโดยเร็ว หากขึ้นม้าตัวเดียวกับเราเกรงว่าจะทำให้เจ้าเหนื่อยเกินไป ไปนั่งรถม้ากับสหายของเจ้าเถิด”

ข้ากะพริบตาหันมองตามเขาไปที่รถม้า ที่รถม้านั้นมีเสี่ยวชี เสี่ยวหยุนและไช่ชิงยืนรออยู่ก่อนแล้ว ข้าหันขวับมามองฉินอ๋องที่ทำหน้านิ่งตาใสใส่ข้า จากนั้นข้าก็หันไปมองเหล่าองครักษ์ที่มองข้ากับเจ้านายด้วยใบหน้ายิ้มๆ ข้าจึงรู้ในทันทีว่าเมื่อวานที่ลำบากนั่งบนหลังม้านั้นเป็นแผนของใครบางคนแน่แล้ว อาจจะเพราะข้าไม่เคยเดินทางไกลจึงมิรู้ว่าเดินทางกันอย่างไร แต่เมื่อทุกคนนั่งม้าข้าจึงนั่งด้วยไม่พูดอันใด เมื่อวานฉินอ๋องเปลี่ยนม้าทุกชั่วยามข้าก็ว่ามันแปลกยิ่งนัก การเดินทางไปชายแดนในแต่ละครั้งใช้ม้าเปลืองเช่นนี้เลยหรือ? ที่แท้ก็เพราะเช่นนี้นี่เอง

ข้าโมโหจนเผลอขึงตาใส่เขาทีหนึ่ง ฉินอ๋องเลิกคิ้วรับแล้วทำหน้ามึนอย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ข้าสะบัดหน้าเดินไปจากเขา ที่น่าโมโหยิ่งกว่านั้นข้าได้ยินเขาหัวเราะตามหลังมาด้วย นี่มันบ้าชะมัด! ใช้อำนาจไปในทางมิชอบ อ๋องบ้าอำนาจเอ๊ย! ไม่มีผู้ใดคัดค้านเลยหรือไร? ปล่อยให้อ๋องผู้นี้ทำตามใจง่ายๆ อย่างนี้เลยหรือ? ข้าหันไปมององครักษ์ตั้งแต่ตัวหัวหน้ายันลูกน้องที่พร้อมใจกันหลบตาข้าไปผิวปากชมนกชมไม้ บ้าจริง! รู้เห็นเป็นใจกันทุกคน ช่างตามใจเจ้านายยิ่งนัก!

ข้าเดินมาถึงรถม้า เสี่ยวชีก็ทำหน้ายิ้มๆ มองมา ข้าพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด ข้าเกลียดหน้ายิ้มๆ นี่เหลือเกิน! จากนั้นพวกเราก็ได้นั่งรถม้าโดยมีไช่ชิงเป็นผู้ขับ นั่งๆ นอนๆ กันอย่างสบาย ข้าสังเกตเห็นว่าความเร็วในการเดินทางต่างจากเมื่อวานราวฟ้ากับเหว ยิ่งเห็นข้าก็ยิ่งโมโหตนเอง ที่มากกว่านั้นคือเจ้าแมวบ้านั่น! เหตุใดข้าถึงได้โง่ มิได้เอะใจใดๆ กันนะ มีหรือที่การเดินทางจะค่อยเป็นค่อยไปเช่นนั้น!  

เพราะเรื่องในตอนเช้าผนวกเข้ากับเรื่องรถม้าข้าจึงไม่ยอมพูดกับเจ้าแมว ตอนพักทานข้าวก็รีบกินแล้วเดินหนีไป แต่ทว่าเจ้าแมวก็มองข้าที่ไม่พูดไม่จานิ่งๆ ไม่รับรู้ถึงโทสะที่ข้ามีอยู่ เข้ามาคุยด้วยแต่ข้าไม่คุย เขาก็มิได้ว่าอันใด พูดในส่วนของเขาเสร็จก็นิ่งไปเหมือนเดิม นี่ข้าถูกกระตุ้นให้เดือดดาลอยู่รึ? ข้าโดนกวนอยู่ใช่หรือไม่? ข้าพยายามไม่สนใจฉินอ๋อง เขาจะทำสิ่งใดก็มิได้เกี่ยวกับข้า ตอนนี้ข้าควรมุ่งมั่นไปในการฝึกฝนเพิ่มพูนลมปราณให้มากขึ้นต่างหาก

ท่านแม่ผู้งดงามของข้าบอกไว้ว่าหินซับจันทราจะทำการดูดซับแสงจันทร์ในตอนกลางคืน และมันจะแปรเปลี่ยนแสงจันทร์ให้กลายเป็นพลังลมปราณกักเก็บเอาไว้ และข้าสามารถดูดกลืนลมปราณจากหินซับจันทราเข้าไปตุนเก็บไว้ในร่างเพื่อทำให้เพิ่มระดับลมปราณของตนเองได้ นี่มันของวิเศษโคตรอภิมหาโกงพลังสุดๆ! ในขณะที่คนทั่วไปจะต้องนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรเพิ่มลมปราณ หรือไม่ก็ต้องกินยาและสมุนไพรเพิ่มลมปราณซึ่งมันมีค่ามากและหายาก แต่นี่ข้ากลับใช้หินซับแสงจันทร์เพิ่มพูนลมปราณได้ทั้งตอนกลางวันและกลางคืน เรียกได้ว่าลมปราณเพิ่มได้ไม่มีจำกัด จะมิให้ข้าตื่นเต้นได้อย่างไร!?

อีกทั้งท่านแม่ผู้เลอโฉมหยาดเยิ้มของข้ายังกล่าวอีกว่า ตัวท่านนั้นบรรลุลมปราณขั้นแปดที่ถือว่าสูงสุดของเหล่ายอดฝีมือทั้งหลายตั้งแต่อายุสิบสี่! นางอ้างตัวว่าเป็นอัจฉริยะผู้หนึ่งของสกุลเยว่ โอ้! ประเสริฐยิ่งนัก! เมื่อข้ารู้คุณสมบัติของหินซับจันทรานี้ก็มิได้สงสัยหรือเคลือบแคลงนางในเรื่องนี้เลย หินซับจันทราเป็นความลับของสกุลเยว่อย่างหนึ่งที่ทำให้สกุลเยว่กลายเป็นสกุลอันดับหนึ่งของแผ่นดิน นี่ข้าชักจะเริ่มเอนเอียงเชื่อมารดาแล้วสิ มีหินซับจันทราไว้ในครอบครองเช่นนี้มิแปลกที่คนสกุลเยว่จะเก่งกาจราวกับปีศาจ

ตลอดทางข้านั่งเงียบพยายามรีดเร้นเอาลมปราณจากหินซับจันทรามาเพิ่มพูนระดับลมปราณ เมื่อวานนี้พลังของข้าเพิ่งตื่นจึงทำให้ลมปราณอยู่ในขั้นแรกเหมือนคนทั่วไปที่มิได้ฝึกฝนลมปราณ และวันนี้ข้าก็สามารถขยับระดับลมปราณขึ้นมาเป็นขั้นสองแล้ว ท่านแม่บอกกับข้าว่าในการต่อสู้พลังวิเศษที่แข็งแกร่งมิใช่ปัจจัยอย่างเดียวที่จะเอาชนะได้ ลมปราณแข็งแกร่งก็มีส่วนด้วยเช่นกัน เพราะการใช้พลังวิเศษออกมานั้นจำเป็นจะต้องใช้ลมปราณเป็นเชื้อเพลิงพลัง กล่าวคือหากลมปราณหมดก็จะใช้พลังวิเศษมิได้นั่นเอง ดังนั้นการมีลมปราณมากจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับการใช้พลังวิเศษ ยิ่งมีลมปราณมากเท่าใดก็ยิ่งใช้พลังวิเศษได้มากมายขึ้น ท่านแม่กล่าวไว้ว่ายอดฝีมือจะรู้จักใช้ลมปราณหนักเบาไปตามพลังที่ใช้ มิใช่พลีพลามใช้ไม่ดูหน้าดูหลังจนลมปราณหมด

หากเอ่ยถึงลมปราณมันสามารถแบ่งแยกผู้คนออกได้ โดยคนทั่วไปนั้นจะมีลมปราณอยู่ในขั้นหนึ่งซึ่งเป็นลมปราณพื้นฐานตั้งแต่เกิดสามารถใช้พลังวิเศษเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน ขั้นสองเป็นลมปราณที่ผู้ใช้พลังวิเศษทั่วไปได้อย่างคล่องแคล้วส่วนมากแล้วจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ขั้นสามเริ่มเข้าสู่ลำดับขั้นพลังยุทธ์ที่มีฝีมือการต่อสู้ซึ่งคนทั่วไปไม่สามารถต่อสู้ด้วยได้

ขั้นสาม        นักยุทธ์ฝึกหัด

ขั้นสี่           นักยุทธ์ผู้เชี่ยวชาญ

ขั้นห้า         นักยุทธ์ผู้ทรงภูมิ

ขั้นหก         ยอดยุทธ์เหนือพิภพ

ขั้นเจ็ด         ยอดยุทธ์เทียมฟ้า

ขั้นแปด       ราชันยอดยุทธ์

ขั้นเก้า         ราชันจ้าวยุทธ์

ขั้นสิบ         จักรพรรดิราชันจ้าวยุทธ์

ผู้ถึงขั้นแปดจะถูกเรียกอย่างให้เกียรติว่า ราชันยอดยุทธ์ตามด้วยฉายา ยกตัวอย่างเช่น ราชันยอดยุทธ์เหมยสีชาด  คนที่อยู่ในขั้นแปดนั้นถือว่าเป็นสุดยอดยอดฝีมืออย่างแท้จริง เป็นลำดับขั้นพลังที่เหล่าคนเข้าสู่พลังยุทธ์ใฝ่ฝัน ส่วนในขั้นเก้าขั้นสิบนั้นเป็นดั่งตำนานของพลังยุทธ์ แทบไม่เคยปรากฏตัวขึ้นมาก่อน แต่ทว่าท่านแม่เคยพบพวกเขามาแล้วเพราะพวกเขาเหล่านั้นเป็นคนในสกุลเยว่นั่นเอง ข้าเริ่มคิดหนักแล้วว่าสกุลเยว่จะต้องเป็นสกุลที่ยิ่งใหญ่มากแน่ๆ! ถึงกับมีราชันจ้าวยุทธ์และจักรพรรดิราชันจ้าวยุทธ์ แค่ท่านแม่อวดอ้างตัวว่าเป็นราชันยอดยุทธ์ข้าก็ตื่นตระหนกมากพอแล้ว นี่ยังมาบอกอีกว่าคนในสกุลเยว่เป็นถึงราชันจ้าวยุทธ์และจักรพรรดิราชันจ้าวยุทธ์!

“เด็กๆ วันนี้เราจะพักที่นี้” เมื่อรถม้าหยุดเป็นรองหัวหน้าเฉินที่เข้ามาเปิดม่านรถม้าแล้วเอ่ยบอกพวกข้าด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเช่นทุกที พวกข้าทยอยกันลงจากรถม้า ถึงแม้ว่านั่งรถม้าจะสะดวกสบายกว่าหลังม้าแต่มันก็ยังเมื่อยตัวอยู่ดี ข้าลงมาจากรถม้าแล้วยืดเส้นยืดสาย

“ท่านรองขอรับ เมื่อไรเราจะถึงค่ายที่ชายแดนเสียที?” เสี่ยวชีที่กระโดดลงมาจากรถม้าก็เอ่ยถามรองหัวหน้าองครักษ์เฉินอย่างสงสัย ท่านรองเฉินยิ้มจนตาหยีแล้วเอ่ยตอบ

“สักพรุ่งนี้ยามเย็นๆ ก็ถึงค่ายทหารของเราแล้ว หากเรามิได้เสียเวลาในวันแรกคงจะถึงตั้งแต่บ่ายกระมัง”

ข้าหยุดชะงักแล้วเหลือบมองรองหัวหน้าเฉินด้วยสายคาเย็นชา นี่กำลังกล่าวหาข้าว่าเป็นตัวต้นเหตุอย่างนั้นรึ? เหตุใดมิไปบอกแก่ตัวต้นเหตุที่แท้จริงเล่า!? วันแรกข้าบังคับให้ทุกคนทำเช่นนั้นรึก็ไม่ ข้าหันไปมองทางอื่นเมื่อเห็นรองหน้าเฉินส่งยิ้มแห้งๆ มาขอโทษราวกับว่ามิได้ตั้งใจจะพูดกระทบข้า ข้าไม่สนใจเพราะรู้อยู่แล้วว่ารองหัวหน้าเฉินผู้นี้จงใจพูดให้ข้าฟังต่างหาก! ข้าเดินปลีกตัวออกไปจากกลุ่ม ตามกลุ่มคนที่มุ่งหน้าไปยังแหล่งน้ำ โชคดีจริงๆ ที่แคว้นแห่งนี้มีแม่น้ำลำธารอุดมสมบูรณ์ องครักษ์บางคนเริ่มนั่งเหลาไม้เพื่อจับปลากันอีกครั้ง เช่นเดียวกับเมื่อวานทุกอย่างถูกจัดเตรียมพร้อมสำหรับพักแรมด้วยฝีมือของกลุ่มองครักษ์เตรียมทางกลุ่มแรก

ข้าเดินเลาะไปตามริมหนองน้ำก่อนจะกลอกตาไปมา รู้สึกได้ว่ามีคนเดินตามหลังมา ตั้งแต่พลังตื่นลมปราณเพิ่มขั้นสัมผัสทั้งห้าของข้าก็ดีขึ้นตามไปด้วย ข้าเดินต่อไปไม่สนใจคนด้านหลัง ไม่ต้องหันไปมองข้าก็ทราบได้ว่าเป็นใครที่เดินตามมา หากมิใช่ฉินอ๋องล่ะก็จะมีใครเดินตามข้ามาอีกเล่า เสี่ยวชีน่ะรึ? ป่านนี้คงจะนั่งดื่มน้ำใต้เงาไม้กระมัง ข้าเอ้อระเหยไปเรื่อยสักพักก็หยุด คนด้านหลังก็หยุดตาม ข้าเริ่มเดินอีกครั้งเขาก็เดินตามมา ข้าหยุดๆ เดินๆ เจ้าแมวก็ความอดทนเป็นเลิศจริงๆ ตามมิได้หยุด จากนั้นข้าก็เห็นทำเลนั่งดีๆ จึงเดินไปนั่งมองไปยังหนองน้ำที่นิ่งสงบ เจ้าแมวเดินมานั่งไม่ไกลจากข้าเงียบๆ ข้าหันไปมองเขาที่กำลังเตรียมคันเบ็ดแล้วเหวี่ยงไปยังหนองน้ำตรงหน้า ข้ากะพริบตาปริบๆ

ถึงกับเตรียมคันเบ็ดมาเป็นข้ออ้างเลยเชียว!

พอเห็นข้ามองเขา ฉินอ๋องก็ขยับเข้ามาหา ระยะห่างของพวกเราเริ่มน้อยลงทุกที จะตกปลาก็ตกไปซี จะเขยิบเข้ามาทำไม ข้ามองเขาพร้อมกับทำสายตาแข็ง ฉินอ๋องทำหน้าไม่รู้เรื่องยังคงเขยิบเข้ามาหาแล้วเอ่ยถามด้วยใบหน้านิ่งๆ

“เจ้าต้องการพูดอันใดงั้นรึ? ทำสายตาเช่นนั้นเราไม่เข้าใจหรอก”

คิดว่าข้าจะหลงกลงั้นรึ? หึ หากคิดว่าไอ้หน้าแมวหงอยจะใช้การได้ผลกับข้าล่ะก็เห็นจะผิดถนัดแล้ว หากมองแล้วเกิดใจอ่อนล่ะก็ตัดปัญหาไม่มองมันซะเลยสิ ข้าหันไปมองทางอื่นไม่สนใจคนทำหน้ามึนอยู่ข้างๆ ฉินอ๋องเงียบไปไม่พูดอะไรขึ้นมาอีก ข้าชำเหลืองไปมองเขาเล็กน้อย เห็นอีกฝ่ายกลับไปดึงเบ็ดตกปลาด้วยใบหน้าราบเรียบ เหตุใดข้ามองภาพนี้แล้วรู้สึกโมโหยังไงชอบกลกันนะ ข้าข่มใจไม่ให้ก้าวลงไปในกับดักของเจ้าแมว คิดจะยั่วข้าให้โมโหจนลืมตัวล่ะสิ ข้ารู้ทันหรอก!

ข้าทอดสายตามองไปยังแสงตะวันรอนบนฟากฟ้า อีกไม่นานดวงจันทร์ก็จะค่อยๆ แสดงตัวตนออกมาปกครองท้องนภายามราตรี ตอนนั้นข้าต้องนำหินซับจันทราออกมาดูดรับแสงจันทร์ เพื่อกักเก็บเปลี่ยนเป็นลมปราณไว้ดูดกลืนในวันต่อไป ข้าก้มมองก้อนซับจันทราที่ตอนนี้กลายเป็นสีแดงก่ำราวกับทับทิม จริงสิ ตั้งแต่คล้อยบ่ายท่านแม่ก็มิได้เอ่ยสิ่งใดออกมาเลย นางเงียบไปนานแล้วหรือว่ากำลังพักผ่อนอยู่งั้นรึ? ข้าที่มองดูสร้อยเพลินๆ ก็ชะงักตัวเมื่อรับรู้ว่ามีคนแปลกปลอมเข้ามาเนียนนั่งส่องเข้ามามองใต้ร่มผ้าของข้า ข้าเงยหน้าไปมองเจ้าแมวที่ย้ายคันเบ็ดมาใกล้มากขึ้น พอข้าเงยหน้าเขาก็เอ่ยถาม

“เจ้าโกรธเรื่องใดอยู่รึ?”

“มีหลายเรื่องให้ข้าโกรธหรือขอรับท่านอ๋อง?” ข้าถอนหายใจแล้วเอ่ยตอบอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบคงความห่างเหินไว้เล็กๆ ฉินอ๋องได้ยินข้าตอบก็คล้ายจะโล่งใจ จากนั้นเขาก็ทำหน้าครุ่นคิดแล้วส่ายหน้าจนใจ

“เราคิดว่าไม่มีจึงได้ถามเจ้าเพื่อความแน่ใจ”

“หากท่านคิดว่าไม่มี มันก็ไม่มีหรอกขอรับ” ข้ายิ่งเพิ่มความห่างเหินเย็นชายิ่งกว่าเดิม โธ่! พูดมาหน้าไม่อายอย่างยิ่ง ไม่มีเรื่องใดให้โกรธเชียวหรือ? เหอะ! มีเรื่องใดไม่น่าโมโหบ้างกัน ดูเอาเถิด! สิ่งที่เขาทำแล้วจะให้คนอื่นๆ คิดเช่นไรกับข้ากัน ข้ายังอายุเพียงสิบสี่กลับยั่วยวนเจ้านายได้อย่างนั้นรึ? ทุกคนจะไม่คิดว่าข้าเป็นมารจิ้งจอกหรอกหรือ? ทั้งที่ข้ามิได้ทำอันใดเสียหน่อย!

“อ่า เจ้าต้องโกรธอยู่แน่ๆ ฟังเสียงเข้าสิ จิ้งถิง...” ฉินอ๋องเอ่ยพลางขยับเข้ามากระแซะข้าพลางเอ่ยเรียกเสียงอ่อน ข้าไม่สนใจที่เขาเรียก หันมองออกไปไกลสุดสายตา เจ้าแมวกระซิบบอกข้าเบาๆ อย่างจริงจังเป็นอย่างยิ่ง

“จิ้งถิง เช่นนั้นหากเราให้เจ้ากอด เจ้าจะหายโกรธได้หรือไม่?”

ข้าชะงักตัว มิใช่ชะงักเพราะสนใจ แต่ชะงักด้วยความเหลืออด ใครจะไปอยากกอดเจ้ากัน!? ข้าทำเสียงขึ้นจมูก ฉินอ๋องก็ถอนหายใจก่อนจะเอ่ยพึมพำให้ข้าได้ยิน

“เราไม่มีอันใดให้เจ้า นอกเสียจากตัวของเราเอง”

ใครอยากจะได้ตัวเจ้ากัน!? ข้ากลอกตาขึ้นฟ้าอย่างเอือมระอา เหตุใดคนบางคนถึงได้พูดประโยคน่าอับอายออกมาด้วยใบหน้าราบเรียบเป็นศิลาเช่นนั้นกันนะ มันช่างไม่เข้ากันเอาซะเลย! ข้าขยับตัวหนีเขา ฉินอ๋องก็ขยับเบียดเข้ามาเรื่อยๆ

“หรือว่าเจ้าโกรธเพราะเมื่อวานเราจูบแก้มเจ้าอย่างนั้นรึ? เช่นนั้นเราให้เจ้าจูบคืนดีหรือไม่?”

เดี๋ยวนะ คนอย่างฉินอ๋องพูดจาเช่นนี้ได้ด้วยรึ? อยากรู้จริงเชียวว่าตอนพูดถ้อยคำพรรค์นี้เขากำลังทำหน้าอย่างไร? ข้าหันไปมองหน้าของเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น พอหันไปเท่านั้นแหละข้ารู้สึกเหมือนตกหลุมพรางเข้าอย่างจัง สายตาปะทะเข้ากับสีหน้าแมวอ้อนจังๆ! ข้ารีบตาเหลือกตาลานมองไปทางอื่น ข้าจะต้องอดทนต่อมันให้ได้ อย่าคิดว่าจะชนะข้าง่ายๆ เลย!

“หรือว่าจะให้เราเป็นฝ่ายจูบ ถ้าเช่นนั้น...” ใบหน้าแมวกลายพันธุ์เป็นพยัคฆ์ร้ายตะครุบข้าไว้หมับแล้วโน้มตัวเข้ามาใกล้ข้าทันที ข้าตกใจกับท่าทีเปลี่ยนไปอันปุบปับของเขา พยายามดิ้นและเบือนหน้าหลบสุดชีวิต ฉินอ๋องพยายามจะเข้ามาจูบข้า มันเฉียดพลาดไปถูกแก้มบ้าง ถูกจมูกหรือหน้าผากบ้าง โอ๊ย! ข้ารู้สึกว่าตนเองกำลังเสียเปรียบยิ่งนัก

“ท่านอ๋อง!

“ก็เจ้ายังโกรธเราอยู่นี่น่า เรากำลังไถ่โทษอยู่นะ” ฉินอ๋องหยุดเคลื่อนไหวแล้วตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังราวกับมันเป็นภารกิจสำคัญ ข้ารู้สึกสับสน แยกไม่ออกแล้วว่าอันใดจริงอันใดล้อเล่น ช่างเป็นคนที่พูดล้อเล่นด้วยสีหน้าจริงจังยิ่ง! ข้าใช้มือป้องกันตัวอย่างสุดแรงแล้วเอ่ยแทบร้องตะโกน

“หากยังทำเช่นนี้ ข้าโกรธจริงๆ แล้วนะ!

“อืม งั้นเราง้อเจ้าต่อไปละกัน”

“พอที! ข้าไม่ได้โกรธแล้ว!

“น่าเสียดาย” เจ้าแมวหยุดโจมตีข้าอย่างรวดเร็ว เขาพึมพำเสียงเบา จ้องมองข้าด้วยสายตาคมกริบแล้วยกตัวไปนั่งนิ่งราวกับไม่มีเรื่องใดๆ เกิดขึ้น ใบหน้าราบเรียบเป็นศิลาอย่างรวดเร็ว ช่างเปลี่ยนสีหน้าและท่าทีได้รวดเร็วนัก! ข้าอดจะประชดประชันเขาสักคำสองคำมิได้ ข้ารีบจัดเสื้อผ้าที่ไม่รู้หลุดลุ่ยได้อย่างไรให้เรียบร้อย ผู้ใดกล่าวว่าข้ายังเด็กอยู่กัน? แล้วเหตุใดมือแมวๆ นั้นถึงลามปามมาถึงเสื้อผ้าของข้าเช่นนี้! หัวใจของข้าทำงานหนักในระหว่างที่ยื้อยุดกับเจ้าแมวหื่น ข้าถอนหายใจพยายามรักษาภาวะสงบนิ่งของตนเอง

จากนั้นพวกเราสองคนก็นั่งนิ่งๆ จ้องมองตะวันตกดินด้วยกัน ผ่านไปนานสักพักฉินอ๋องก็เอื้อมมือมาจับมือของข้า เขาลูบมือที่หยาบนิดๆ จากการทำงานของข้าเบาๆ แล้วกุมมันไว้จนร้อน ก่อนจะเอ่ยกับข้าด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทว่ามันช่างนุ่มละมุนเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกรักใคร่

“เรื่องม้ากับเรื่องที่นอนเจ้าอย่าได้โกรธเราได้หรือไม่? ที่เราทำไปก็เพราะอยากอยู่ใกล้ชิดเจ้า เราชอบเจ้า ชอบเจ้ามากนะจิ้งถิง อย่าโกรธเราเลย”

ข้าเม้มปาก รู้สึกกระดากอายเหลือเกิน! ถ้าหากฉินอ๋องไม่ก้มมองมือของข้าที่เขากุมเอาไว้ ข้าคงจะเขินจนระเบิดทำลายตัวไปนานแล้ว ขนาดเขาไม่ได้จ้องมองข้า เพียงแค่เอ่ยถ้อยคำด้วยน้ำเสียงอบอุ่นข้ายังแทบอ่อนระทวย จิ้งถิง! ใจแข็งเอาไว้ อย่ายอมแพ้! ข้าสูดลมหายใจพองตัวอย่างเข้มแข็งต่อสู้กับเจ้าแมวในคราบบุรุษน่าหลงใหล

“ข้ามิได้ทำสิ่งใดเลย เหตุใดท่านถึงชอบข้า?”

“แม้เจ้าจะมิได้ทำสิ่งใด ข้าก็ชอบเจ้า ข้าชอบเจ้ายิ่งนัก จิ้งถิง”

ตูม!!!

ข้าแพ้แล้ว!

เจ้าแมวช้อนตาขึ้นมามองข้าด้วยนัยน์ตามั่นใจและหนักแน่น ไม่มีแววลังเลหรือหลอกลวงใดๆ มันกระจ่างใสอย่างซื่อตรง ใบหน้าคมคายที่จ้องมองข้าอย่างอ้อนวอนขอให้เชื่อนั้นทำให้ข้าแทบจะหน้ามืดเป็นลม หน้าของข้าขึ้นสีแดงก่ำจวนจะทำการระเบิดอยู่รอมร่อ ข้าเคลิบเคลิ้มไปกับมนต์เสน่ห์ของเจ้าแมว เขาดึงข้าไปกอดไว้ได้อย่างง่ายดาย ตอนนี้ข้าอ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรงขัดขืนใดๆ ฮืออออ! เจ้าแมวร้ายกาจยิ่งนัก! ทำหน้าแมวอ้อนเช่นนั้นแล้วยังบอกว่าชอบข้าด้วยเสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลอีก  

“เมื่อถึงค่ายเราจะสอนเจ้าขี่ม้าดีหรือไม่?”

ข้าเงยหน้ามองเขาอย่างสนใจ ขี่ม้างั้นรึ? นั่นก็ดีเช่นกัน ข้าอยากจะลองขี่ม้าอยู่เหมือนกัน ในชีวิตที่แล้วเวลาเห็นฉินอ๋องขี่ม้าข้ารู้สึกว่ามันช่างสง่างามเหลือเกิน ข้าเองก็อยากมีโอกาสขี่ม้าได้อย่างสง่างามองอาจเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ว่าฉินอ๋องจะสอนข้าจริงๆ งั้นรึ? เฮ้อ ข้าลังเลใจยิ่งนัก กลัวเหลือเกินว่าหากเขาค้นพบว่าข้าโง่เง่าสมองช้าเพียงใดจะต้องรู้สึกเบื่อหน่าย สุดท้ายก็รำคาญแล้วเลิกชอบข้าอย่างรวดเร็ว ข้าเพิ่งจะซึมซับความชอบของเขาเพียงนิดน้อยเท่านั้น มิอยากให้เขาเบื่อข้าอย่างรวดเร็ว ฉินอ๋องก้มลงมามองข้าที่กำลังลังเลแล้วพูดสรุปเอาเองจนข้าเกือบฉุน

“เอาเถิด ถึงเจ้าไม่สนใจแต่เราอยากสอน”

“ข้าเรียนรู้ช้า ท่านอ๋องอย่าเสียเวลาอันมีค่ามาสอนคนหัวทึบเช่นข้าเลยขอรับ” ข้าเอ่ยประชดใส่เขา ฉินอ๋องกะพริบตามองข้าพร้อมเลิกคิ้ว นั่นเขาขำข้างั้นรึ? หนอย! ตลกมากงั้นรึ? ข้าเริ่มหน้าบึ้ง ฉินอ๋องก็ปรับสีหน้ากล่าวด้วยความจริงจัง

“ไม่เป็นไร นานแค่ไหนเราก็จะสอน”

“แล้วหากข้าต้องการเรียนวรยุทธ์เล่า? ท่านอ๋องจะสอนให้หรือไม่?”

ฉินอ๋องมองข้าอย่างแปลกใจที่ข้าเอ่ยเช่นนั้น ข้าถอยออกจากเขาแล้วให้เหตุผลกลบเกลื่อนไปอย่างรวดเร็ว

“ข้าไม่มีพลังวิเศษเช่นผู้อื่นจึงอยากจะเรียนวรยุทธ์ไว้ปกป้องตนเอง ข้าอยากจะเข้มแข็งมากกว่านี้ แต่หากท่านอ๋องมิต้องการสอนก็ไม่เป็นไรขอรับ”

ในใจของข้าเต้นตูมตามเมื่อพูดจบ ข้าก้มหน้าลงหลบซ่อนใบหน้าหวาดหวั่นเอาไว้จากสายตาของเขา ฉินอ๋องเงียบไม่เอ่ยรับใดๆ ทำให้ข้าหลั่งเหงื่ออกมาเต็มแผ่นหลัง เมื่อครู่ข้าเอ่ยน้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจมากเกินไปหรือเปล่า? เขาถึงได้เงียบไปเช่นนั้น หรือว่ามันไม่เนียนงั้นรึ? เขากำลังสงสัยว่าข้าโกหกมีจุดประสงค์อื่นอยู่งั้นรึ? หัวใจของข้าเต้นรัว ก่อนที่จะทนต่อไปมิไหวฉินอ๋องก็เอ่ยรับเรียบๆ

“ได้สิ แน่นอนอยู่แล้ว เราดีใจที่เจ้าต้องการเข้มแข็งขึ้น!” ฉินอ๋องมองข้าด้วยแววยินดี เขาพยักหน้าอยู่หลายครั้งแล้วเอ่ยตอบรับอย่างมุ่งมั่น ข้ามองใบหน้าคมคายที่เหมือนมีไฟขึ้นมาดื้อๆ อย่างสังหรณ์ใจประหลาด ฉินอ๋องทำหน้าครุ่นคิดแล้วพึมพำงึมงำกับตนเองอย่างเคร่งเครียด ข้ามองเขาพร้อมกะพริบตาปริบๆ “ในอนาคตเจ้าจะต้องเจอกับอุปสรรคอีกมาก แม้ว่าเราจะปกป้องเจ้าอย่างเต็มที่แต่มันก็ยังไม่พอเพียง หากเตรียมเจ้าไว้แต่เนิ่นๆ น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด” เจ้าแมวหันมามองข้าที่ทำหน้างุนงงไม่รู้เรื่อง เขาเอ่ยกับข้าอย่างจริงจัง

“เราจะสอนเจ้าทุกๆ เรื่อง สอนอย่างเข้มข้นแน่นอน เตรียมตัวไว้ได้เลย”

เดี๋ยวนะ เหตุใดทุกคนต้องพูดกับข้าว่าจะสอนอย่างเข้มข้นด้วย ไม่ว่าจะเสี่ยวชี ท่านแม่ นี่แม้กระทั่งฉินอ๋องก็ยังมิเว้น ข้ารู้สึกคล้ายจะเจอศึกหนัก ยิ่งเห็นสีหน้าเอาจริงเอาจังของเจ้าแมวก็ยิ่งกังวลใจ

ดะ...เดี๋ยวสิ ขอเบาๆ ไม่เข้มข้นได้หรือไม่!?

 

 






 

ท่านเริ่มปฏิบัติการยัดเยียดแบบเนียนๆ โดยฮั้วกันกับท่านแม่และเสี่ยวชี

เสี่ยวชีรับผิดชอบรูปร่างผิวพรรณและเทคนิคมัดใจสามี(?)

ท่านแม่รับผิดชอบด้านพลังวิเศษและลมปราณ และความใจกล้า(?)

ท่านรับผิดชอบด้านการวางตัว ความรู้และเล่ห์เหลี่ยมต่างๆ

เท่านี้ถิงถิงก็กลายเป็นปลาย่างทรงเครื่องให้ท่านเขมือบลงท้องอย่างสุขสำราญแล้ว!


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.404K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

25,551 ความคิดเห็น

  1. #25511 sunflowerrrr (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 2 มีนาคม 2564 / 02:46
    แมวอ้อนนนน
    #25,511
    0
  2. #25457 BONGBONGBONG (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2564 / 05:04
    ตอนหน้าโตเลยได้มั้ยคะ อยากเห็นคนโดนกิน แค่กๆๆๆๆ
    #25,457
    0
  3. #25349 jeab5jeab (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 / 10:01
    ท่านอ๋องร้าย
    #25,349
    0
  4. #25328 Maylyunho (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 31 มกราคม 2564 / 13:07
    555 ทุกคนรู้เห็นเป็นใจ
    #25,328
    0
  5. #25061 ChLoE. (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 กันยายน 2563 / 16:53
    ทุกคนก็รวมหัวกันแกล้งน้องง555555
    #25,061
    0
  6. #24601 R.quartz (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 17:16
    ท่านอ๋อง~!!!!! ท่านโคตรน่ารัก โอ๊ย ฉันรักเขา!!❤
    #24,601
    0
  7. #24371 Fueled me (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 17:13
    แหม ไหลตามน้ำไม่มีสะดุดเลยนะท่านอ๋อง
    #24,371
    0
  8. #23956 munkrishear (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 03:14
    ตูมมมมม!!!! เขินจนจะเป็นบ้าแล้วววววว ท่านอ๋องเนียนเกิ๊นนนนน ละจะสอนแบบเข้มข้นเลยนะ กรี้ดดดด
    #23,956
    0
  9. #23590 kallmelnwz (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 / 17:04
    ท่านอ๋องนี่ไม่เคยเลือกรองพื้นผิดเบอร์เลย เนียนจริงๆ
    #23,590
    2
    • #23590-1 parabola321(จากตอนที่ 16)
      3 พฤศจิกายน 2562 / 00:53
      ถึงขำแต่เราเห็นด้วยกับคุณมากๆเลยค่ะ55555555555555
      #23590-1
    • #23590-2 supani_k(จากตอนที่ 16)
      2 พฤษภาคม 2563 / 15:58
      ท่านอ๋องแต่งหน้าเก่งจริมๆ
      #23590-2
  10. #23422 xiisnielong1025 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 17:32
    ท่านอ๋องเจ้ามันคนเจ้าเล่ห์นัก
    #23,422
    0
  11. #23384 ซีเอชโอเอ็มพียู..yy.. (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 17:10
    ท่านอ๋อง!!ท่านเป็นคนนี้รึ ชอบโว้ย
    #23,384
    0
  12. #23322 301295V (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2562 / 23:07
    อ่านไปกรี้ดอัดหมอนไป ขนาดคนอ่านยังเขินแล้วถิงถิงล่ะ เธ๊ออออ เรา เขิน มากกกกรรกรไ่หร
    #23,322
    0
  13. #23283 mytty (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2562 / 09:21

    โอย จะระเบิดคัวสลายหายไป ท่านอ๋องงงงงง ฮือ

    #23,283
    0
  14. #23258 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2562 / 19:59

    ในเมื่อท่านแม่เก่งกาจขนาดนั่นทำไมจึงโดนรังแกทั้งแม่ทั้งลูกกันล่ะ จนตนเองต้องปลิดชีพตัวเอง และท่านอ๋องเก่งกาจฮลาดปานนั้นมองไม่ออกเลยรึว่าถิงถิงถูกคุกคามใส่ร้ายป้ายสีน่ะ

    #23,258
    0
  15. #22830 SRmonster_18 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 กันยายน 2562 / 20:45
    55555 ปลาย่างทรงเครื่องงง
    #22,830
    0
  16. #22713 ccynpp (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2562 / 14:45
    ท่านอ๋องก็กลับมาใช่ไหม
    #22,713
    0
  17. #22607 DKdabble (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2562 / 21:19
    แงง ปลาย่างทรงเครื่อง
    #22,607
    0
  18. #22394 trp1021 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 00:38
    55555555 ในที่สุดเราก็ถึงขั้นตอนการเตรียมปลาย่างกันแล้วนะคะทุกท่าน
    #22,394
    0
  19. #22142 Xialyu (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:21
    ท่านอ๋องงงงงง
    #22,142
    0
  20. #22083 Thunx2 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:57
    เห็นมะๆ เราว่าแล้ว ว่าฉิงอ๋องก็ย้อนอดีตมาเหมือนกัน ฉิงอ๋องต้องเสียใจมากแน่ๆที่ในชีวิตก่อนตอนตัวเองไม่อยู่วัง จิ้งถิงโดนลำร้ายอะ มาชีวิตนี้ท่านอ๋องเลยเปลี่ยนอดีตใหม่ให้หมดเลย ฮื่ออ สู้นะคะ
    #22,083
    1
    • #22083-1 Choco_stick(จากตอนที่ 16)
      27 พฤษภาคม 2562 / 00:24
      แอบคิดแบบนี้เหมือนกันค่ะ
      #22083-1
  21. #22026 Miko_Chan2002 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 มกราคม 2562 / 21:20
    ครบสามหลักสูตรนี้น้องถิงก็เตรียมไปไฟว้กับคุณชายหมิงได้เรียน ไม่สิ ไม่จำเป็นต้องไฟว้ก็ชนะขาดลอยแล้ว555
    สงสัยแล้วสงสัยอีกว่าท่านอ๋องย้อนอดีตมาเหมือนกัน แต่ถ้าย้อนมาจะจำเหตุการณ์ที่เกิดสงครามไม่ได้หรือ หรือแค่พูดให้ถิงสบายใจเฉยๆ
    #22,026
    0
  22. #21919 lills (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 24 มกราคม 2562 / 10:08
    แมวอ๋องหน้ามึนนน
    #21,919
    0
  23. #21585 youanayou (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 12:47
    อ่านถึงตอนนี้รู้สึกเหมือนท่านอ๋องจะย้อนกลับมาด้วยเลยอ่ะ เอ๊ะรึข้าจะคิดไปเอง ???
    #21,585
    0
  24. #21534 Shido_Hikaru (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 15 มกราคม 2562 / 20:01
    ตระกูลเยว่ใช้พลังพิเศษได้ถึงสองชนิด แถมยังมีหินซับจันทราที่สะสมพลังปราณได้อีก แรร์ไอเทมระดับssเลย
    ว่าแต่ยอกจากอาณาเขตจักรพรรดิแล้ว อีกพลังของถิงถิงคืออะไรล่ะเนี่ย ถ้าฉินอ๋องสายน้ำแข็ง หรือว่าถิงถิงจะใช้ไฟ
    #21,534
    0
  25. #21516 badlism. (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 15 มกราคม 2562 / 17:18

    ท่านอ๋องแกย้อนกลับมาด้วยแน่เลย
    #21,516
    0