เอาเถิด ข้าไม่เสียใจ เพราะข้าตายแล้ว (Yaoi)

ตอนที่ 14 : ตอนที่ ๑๔ เหม่ยฮวา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 42,028
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,191 ครั้ง
    6 ก.ค. 59

ตอนที่ ๑๔ เหม่ยฮวา

ข้านั่งเอี้ยวตัวจนเมื่อยก็ค่อยๆ ปล่อยมือจากร่างหนาหวังจะหันกลับไป แต่ยังมิทันจะได้หันกลับไปม้าก็กระตุกอีกครั้ง ข้ารีบกลับมากอดฉินอ๋องเพราะกลัวหล่นจากหลังม้า หากหล่นตอนมันกำลังวิ่งเต็มกำลังเช่นนี้มีหวังข้าคอหักจริงๆ แน่ ข้านั่งนิ่งอยู่นานก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เหตุใดม้ามันถึงได้กระตุกเฉพาะตอนข้าจะหันกลับไปด้วยเล่า? ข้าว่ามันชักจะยังไงๆ แล้วละ ข้าเงยหน้าขึ้นไปมองฉินอ๋องที่ตั้งหน้าตั้งตาบังคับม้าพุ่งไปข้างหน้า ข้าจ้องเขาเขม็ง สังหรณ์ใจว่ากำลังโดนแกล้งอย่างแน่นอน

“ก้มลงไป” ฉินอ๋องเอ่ยเบาๆ ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมทำหน้าแข็งเป็นศิลา ท่าทางจริงจังมาก ข้ากะพริบตาไม่เข้าใจแต่ก็ยอมก้มหน้าลง กลัวว่าถ้าไม่ทำตามเดี๋ยวเขาจะจับข้าโยนลงไปจากหลังม้า ประท้วงอันใดมิได้ด้วยเพราะม้าตัวนี้เป็นของเขา หึ มองหน้านิดมองหน้าหน่อยก็มิได้ อะไรจะหวงตัวขนาดนั้นกัน เก็บไว้ให้คุณชายหมิงดูงั้นรึ? ข้าอดจะประชดเขามิได้ บางทีอาจเพราะข้ากำลังหงุดหงิดด้วยกระมัง ข้าถอนหายใจกับนิสัยเด็กๆ ที่ชักจะถูกกระตุ้นให้กำเริบหนักขึ้นทุกที พยายามทำใจเย็นและสงบไม่คิดอันใดอีก แต่ไม่นานข้าเมื่อยจนทนไม่ไหว ข้าตัดสินใจเงยหน้าขึ้นไปพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงขอร้องอ้อนวอน

“ข้าเมื่อยแล้วจริงๆ ขอรับท่านอ๋อง ให้ข้าหันไปนั่งตรงๆ เถิด”

“...อืม หันไประวังๆ ด้วย” ฉินอ๋องก้มลงมามองข้าอยู่นานก่อนจะกระแอมไอพยักหน้าแข็งๆ อนุญาตให้ข้าหันกลับไปนั่งตัวตรงได้ ข้ารีบหันกลับไปคว้าแผงคอม้าไว้หมับแล้วถอนหายใจโล่ง ไม่มีการกระตุกใดๆ ข้านั่งนิ่งอยู่นาน คิ้วกระตุกขึ้นอย่างอดไม่ไหว มุมปากยกแข็งค้างด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก

ข้าว่าแล้ว! ถูกแกล้งอยู่จริงๆ ด้วย!

ก็มันจะบังเอิญอะไรขนาดนั้นกันเล่า พอข้าจะหันกลับมาม้าก็กระตุกทันที ต้องเป็นใครบางคนที่อยู่เบื้องหลังการกระตุกผิดปกตินี้อย่างแน่นอน และไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นผู้ใด ข้าได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโมโห เหตุใดจะต้องแกล้งกันขนาดนี้ด้วย ข้าเพียงแกล้งเขาเรื่องข้าวเช้าเท่านั้นเอง เจ้าแมวช่างอาฆาตจริงๆ ข้านั่งทำหน้าบึ้งไปตลอดทาง รู้สึกไม่ชอบใจอย่างยิ่งที่ถูกแกล้งเช่นนี้ จนกระทั่งพวกเราเดินทางไปได้สักพักใหญ่ๆ ก็ได้เวลาพักกลางวันเพื่อรับประทานเติมเต็มท้องอันว่างเปล่าให้อิ่มพร้อมเดินทางต่อไป

ฉินอ๋องกระโดดลงจากม้าแล้วอุ้มข้าลงตามทีหลัง พอถึงพื้นข้าก็ปวดเมื่อยร่างกายสุดจะทน แหงละ ข้าน่ะเอี้ยวตัวไปด้านหลังอยู่นานสองนานจะไม่ให้ปวดเมื่อยได้อย่างไร นี่เพราะเจ้าแมวจอมอาฆาตนั้นแท้ๆ ข้าทำหน้ามุ่ยเดินไปหาสหายที่เริ่มจับกลุ่มกันพูดคุยพลางหยิบห่อข้าวมารับประทานด้วยกัน ข้าหยิบห่อข้าวส่วนของตนเองจากรองหัวหน้าเฉินที่เดินแจกห่อข้าวให้ผู้อื่นด้วยรอยยิ้มระรื่น ข้ามองตามรองหัวหน้าเฉินแวบหนึ่ง อยากจะแซวเหลือเกินว่าถือของหนักเช่นนี้มิเอวเคล็ดเอาหรอกหรือ? แต่นั่นก็ช่างมันเถิด ข้าขี้เกียจฟังคำโกหกไหลเป็นไฟของเขา

หลังจากทานข้าวพวกเราก็เร่งรีบเดินทางกันต่อไป เป็นการเดินทางครั้งแรกในชีวิตของข้าเลย ทั้งชีวิตนี้หรือชีวิตที่แล้ว ข้ายังรู้สึกเพลียอยู่แม้จะได้พักไปแล้ว ข้ามองเสี่ยวชีกับเสี่ยวหยุนที่ยังคงร่าเริงมีพลังงานล้นเหลือ เฮ้อ สองคนนี้ทำได้อย่างไรกัน ข้าก็อายุเท่ากันกับพวกเขามิใช่หรือ เหตุใดถึงได้เหนื่อยอ่อนเป็นตาแก่เช่นนี้กันนะ ทุกคนเริ่มทยอยกันขึ้นม้าเตรียมออกเดินทาง ข้าแม้จะไม่อยากแต่ก็ต้องจำใจเดินไปยังม้าของฉินอ๋อง เปลี่ยนม้าได้หรือไม่? ข้ารู้สึกเหนื่อยเพราะต้องคอยนั่งตัวเกร็งเพื่อที่จะไม่ไปถูกต้องเนื้อตัวอันล้ำค่าของท่านอ๋อง นี่อาจจะเป็นอีกสาเหตุที่ข้าเหนื่อยเช่นนี้

โดยไม่พูดไม่จาอีกครั้งฉินอ๋องจับตัวข้ายกขึ้นไปนั่งบนหลังม้า ง่ายดายราวกับยกก้อนปุยนุ่น ข้าขมวดคิ้วหันเลิ่กลั่กไปมาด้วยความสับสน ประเดี๋ยว ไยคราวนี้ถึงได้ให้ข้านั่งเบี่ยงข้างเช่นนี้ ยังไม่ทันที่ข้าจะได้ถามอันได้ฉินอ๋องก็ขึ้นมานั่งบนหลังม้า ข้าผงะตัวเอนหลังห่างออกไปอย่างตกใจ เดี๋ยวววว! นี่มันอะไรกันนน!? ข้าอ้าปากเหวอด้วยความตื่นตระหนก ฉินอ๋องจับแขนของข้าแล้วดึงไปกอดรัดรอบตัวของเขา ข้ายิ่งเบิกตาขึ้น เขาจัดการให้ข้าเอนตัวซบแผ่นอกของเขา ข้านี่แทบควันออกหู เกินไปแล้วกระมัง! ข้าหัวใจเต้นแรงจนจะเป็นลมอยู่แล้วนะ! รู้สึกว่าข้าชักจะเพ้อเจ้อไปเองแล้ว คล้ายได้กลิ่นหอมเย็นๆ จากตัวของเจ้าแมว อ่า! นี่มัน... ข้าหน้าแดงก่ำพร้อมจะระเบิดตูมด้วยความตื่นเต้นปนสะเทิ้นอาย

“เจ้าจะนอนก็ได้แต่กอดไว้แน่นๆ จะได้ไม่ตกลงไป หรือจะให้ข้าใช้เชือกมัดไว้?”

ข้ารีบส่ายหน้าแล้วเอนตัวกอดร่างของฉินอ๋องไว้แต่โดยดี ไม่เอาเชือกมัดนะ มันมิดูตลกยิ่งกว่าหรือนั้น!? ข้าจำใจต้องนั่งเบี่ยงตัวกอดอีกคนเอาไว้ ไม่นานม้าก็เริ่มวิ่งออกตัวไปอีกครั้ง ข้าหลับตาปี๋ซบอกแกร่ง พยายามกำเสื้อของเขายึดตนเองไม่ให้หล่นลงไป เพราะข้าโอบตัวของเขาไม่รอบ อย่าว่าแต่ตอนอายุสิบสี่เลย หากจำมิผิดในชีวิตที่แล้วนั้นข้าในอายุสิบเจ็ดสิบแปดก็ยังโอบเขาไม่รอบ ข้ากระซิบขอโทษในใจที่ทำให้เสื้อราคาแพงของท่านอ๋องต้องยับเช่นนี้

เอาน่า ดีกว่าต้องนั่งเอี้ยวตัวจนเมื่อยเหมือนรอบที่แล้ว ข้าพยายามคิดในแง่ดี แต่ทว่ารอบนี้มันมิได้ทำให้ข้าลดอาการเหนื่อยลงเลย รอบนี้ข้ารู้สึกเหนื่อยยิ่งกว่าเดิม แม้จะไม่เหนื่อยกายแต่มันช่างเหนื่อยใจยิ่งนัก ข้าพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ตื่นเต้นจนหัวใจวายไปเสียก่อนจะถึงชายแดน คอยปลอบหัวใจของตนเองที่เอาแต่เต้นระรัวอย่างมีความสุข ข้านี่ช่างหน้าไม่อาย ละอายใจยิ่งนัก!

พวกเราเดินทางแทบไม่หยุดพักจนกระทั่งตกเย็น กลุ่มของเราหยุดพักตั้งค่ายพักแรมเพื่อทำการพักผ่อนในค่ำคืนนี้ ข้าสังเกตว่าพวกข้าเด็กน้อยทั้งสามมีอาการเหนื่อยล้าพอกัน เสี่ยวชีเริ่มนั่งเงียบๆ ไม่กระโดดโลดเต้นแล้ว ส่วนเสี่ยวหยุนยังมีท่าทางปกติแต่ไม่กระโดดเต้นไปมาเหมือนตอนกลางวัน ไม่ต้องถามถึงข้าหรอก ตัวข้านั้นแทบจะสลบเหมือดล้มลงไปกับพื้น โชคดีนักที่ฉินอ๋องคว้าตัวไว้ได้ทันก่อนที่จะหมดเรี่ยวแรงหัวฟาดพื้นไป ฉินอ๋องอุ้มข้าไปนั่งพิงโคนต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆ จากจุดก่อกองไฟ เจ้าแมวส่งน้ำมาให้ ข้าพึมพำขอบคุณเขาแล้วนั่งพักฟื้นเรี่ยวแรง เขามองดูข้าอยู่สักพักก็ลุกขึ้นไปช่วยเหล่าองครักษ์เตรียมที่ค้างแรมและช่วยกันทำอาหาร ทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็วเนื่องจากกลุ่มแรกที่มาถึงก่อนได้จัดเตรียมเอาไว้ให้ในบางส่วนแล้ว ไม่นานข้าที่นั่งกึ่งหลับกึ่งตื่นก็ได้กลิ่นหอมของเนื้อและข้าวลอยมาตามลม

“เด็กๆ ลุกไปล้างหน้าล้างมือที่ลำธารด้านหลังกันเถิด จะได้สดชื่นขึ้นมาบ้าง” รองหัวหน้าองครักษ์เฉินเดินเข้ามาปลุกพวกข้าแล้วยิ้มให้อย่างเห็นใจ ก่อนจะเอ่ยบอกด้วยความหวังดี เอี้ยวตัวชี้นิ้วไปยังทิศทางที่มีเสียงของลำธารไหล มิน่าข้าถึงได้ยินเสียงน้ำไหล

พวกข้าลุกขึ้นเดินตามรองหัวหน้าเฉินไปยังลำธารที่ใสสะอาด ข้านั่งลงบนริมตลิ่งกวักน้ำล้างหน้าให้สดชื่น พอได้น้ำเย็นๆ สะอาดๆ ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นมาบ้างแล้ว ข้าลูบน้ำใส่แขนขาและลำคอเสร็จก็เงยหน้ามองไปยังคนอื่นๆ เสี่ยวชีและเสี่ยวหยุนราวกับได้รับเติมเต็มพลังพวกเขากลับมาร่าเริงสดใสกันอีกครั้ง ถกขากางเกงขึ้นแล้วลุยลงน้ำไปย้ำเท้าเล่นน้ำกันเป็นเด็กๆ อืม ก็เป็นเด็กนี่น่า ข้านั่งมองพวกเขาไม่คิดจะไปร่วมเล่นด้วย แน่นอน ข้าอายุยี่สิบแล้วไม่คิดจะเล่นเป็นเด็กเช่นพวกเขาหรอก

เสี่ยวชีกับเสี่ยวหยุนเริ่มแกล้งสาดน้ำใส่กันแล้วหัวเราะสดใส ข้ายิ้มแล้วหันไปมองด้านอื่นเห็นองครักษ์บางคนกำลังเหลาไม้ สงสัยพวกเขาจะจับปลาในลำธารกระมัง ไม่ไกลนักข้าเห็นหัวหน้าองครักษ์จางยืนกอดอกมองลูกศิษย์ตัวน้อยด้วยใบหน้าแข็งเป็นศิลาก่อนจะเดินหันตัวออกไปเงียบๆ อ่า องครักษ์ผู้เคร่งขรึมอันดับหนึ่งคงจะเป็นห่วงเสี่ยวหยุนที่เหมือนซึมๆ ไปกระมัง พอเห็นเสี่ยวหยุนกลับมาร่าเริงอีกครั้งเขาก็วางใจเดินออกไปทำหน้าที่ต่อ เขาเป็นคนอ่อนโยนผู้หนึ่งสินะ อืม แน่นอนว่าอ่อนโยนกว่าองครักษ์ยิ้มๆ ผู้หนึ่งละ

“ถิงถิงไม่ไปเล่นน้ำกับเพื่อนๆ หรือ? ไม่ต้องกลัว ไม่มีงูหรอก มีแต่ปลาทั้งนั้นไม่มีอันตราย หากมีจริงๆ เจ้าร้องออกมาเดี๋ยวพี่เฉินผู้นี้จะจัดการให้” รองหัวหน้าองครักษ์เฉินเดินเข้ามาพูดคุยกับข้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ข้ามองเขาแล้วเอ่ยถามอย่างไม่คาดหวังนัก

“จัดการอย่างไร?”

“เรียกผู้อื่นมาไล่งูไป แล้วข้าค่อยจัดการทำแผลให้เจ้าน่ะสิ ถามได้” พูดจบเจ้าตัวก็หัวเราะอย่างชอบใจ ข้ามองเขาด้วยสายตาเย็นชา ก็นึกว่าจะมาไล่งูให้เสียอีก รองหัวหน้าเฉินส่ายหน้าไปมาแล้วเอ่ยอย่างขอความเห็นใจ

“อย่าทำหน้าเช่นนั้น ข้ากลัวงูที่สุดเลยนะ”

“กลัวไอ้ตัวนี้น่ะรึ?” เสี่ยวหยุนที่ไม่รู้ว่ามาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไรเอ่ยขึ้นพร้อมกับชูสัตว์ตัวยาวในมือขึ้นแล้วถามอย่างพาซื่อ รองหัวหน้าเฉินหันขวับไปมองด้วยสัญชาตญาณเพียงแวบเดียวเขาก็ทำหน้าเหวอร้องอุทานเสียงหลงดังลั่นป่า ชั่วพริบตาร่างของรองหัวหน้าเฉินก็แวบหายไป รวดเร็วอย่างกับหายตัวได้แน่ะ ข้ามองตามแผ่นหลังรองหัวหน้าองครักษ์เฉินที่วิ่งปรู๊ดไปไม่เลี้ยวหลังอย่างแปลกใจ นี่เขากลัวจริงๆ หรือ? ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ

พอเห็นรองหัวหน้าเฉินวิ่งลับไปเสี่ยวหยุนกับเสี่ยวชีก็หัวเราะคิกคักกันอย่างชอบใจ ข้าหันไปมองสัตว์ในมือเสี่ยวหยุนแล้วเลิกคิ้ว มันตัวยาวๆ ก็จริงแต่มิใช่งูเสียหน่อย นี่มันปลาไหลต่างหาก! เสี่ยวหยุนจับปลาไหลได้งั้นรึ? เขาจับด้วยมือเปล่าได้ยังไงกันนะ ข้ามองเมฆน้อยด้วยความนับถือและชื่นชม มีไม่กี่คนหรอกที่สามารถจับปลาไหลมือเปล่าได้ เสี่ยวหยุนมองปลาไหลในมือของเขาตาเป็นประกายแล้วกล่าวอย่างตื่นเต้น

“อาจารย์ชอบกินปลาไหล ข้าจะนำไปให้เขา อาจารย์ต้องดีใจแน่ๆ” พูดจบเมฆน้อยก็ล่องลอยไปหาอาจารย์หน้าศิลาของเขา ข้ามองตามเสี่ยวหยุนไปพร้อมกับอมยิ้มเอ็นดู มิแปลกที่หัวหน้าองครักษ์จางจะเอ็นดูเขามากเช่นนี้ เสี่ยวชีมองตามเสี่ยวหยุนไปแล้วหันมามองข้า เจ็ดน้อยทรุดตัวนั่งลงข้างๆ ข้าแล้วถอนหายใจ

“ข้าไม่เคยนั่งม้ายาวนานขนาดนี้เลย เฮ้อ”

“นั่นสินะ ข้าเองก็รู้สึกเหนื่อยมากๆ”

“เหนื่อยรึ?” เสี่ยวชีหรี่ตามองข้าด้วยถามอย่างข้องใจ ข้ามองเข้าแล้วกะพริบตา นี่เสี่ยวชีไม่เห็นหรือว่าข้าเหนื่อยออกหน้าออกตาเช่นนี้ ยังต้องถามอยู่อีกหรือ? เสี่ยวชียกยิ้มอย่างมีเลศนัยแล้วใช้ไหล่กระทุ้งข้าเบาๆ แล้วเอ่ยหยอกเย้า

“ข้าเห็นเจ้านอนซบอกท่านอ๋องตลอดเช่นนั้นนึกว่าจะไม่เหนื่อยเสียอีก”

“เจ้าแอบดูข้างั้นรึ?”

“โธ่ๆ เจ้าคนซื่อบื้อ! ใครจะไปแอบมองกัน แค่หันไปก็เห็นแล้ว เชอะ!

ข้าไม่พูดอะไรตอบไปเพราะรู้สึกกระดากอาย ไม่ใช่แค่เสี่ยวชีแน่ พวกองครักษ์เองก็คงจะเห็นกันหมดแล้ว ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกันเล่า พวกเขาคงมิเข้าใจผิดกันหรอกใช่ไหม ข้าเริ่มกังวลแล้วหันไปถามเสี่ยวชีอย่างจริงจัง

“เจ้าว่าพวกองครักษ์จะเข้าใจผิดหรือไม่?”

“ไม่หรอก เข้าใจถูกแล้วละ” เสี่ยวชียิ้มกว้างแล้วตอบข้าด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย ข้ากำลังวางใจแต่ประโยคต่อมาของเสี่ยวชีทำเอาข้าหน้าง้ำหน้างอทันที

“เข้าใจว่าเจ้ากับท่านอ๋องรักใคร่กันน่ะสิ!

“ข้าเปล่า!” ข้าตะโกนปฏิเสธเสียงกร้าวแล้วตักเตือนเสี่ยวชีด้วยสีหน้าจริงจัง ไม่มีการล้อเล่น “อย่าได้พูดเช่นนี้อีก ข้ากับท่านอ๋องมิมีอันใดต่อกันทั้งสิ้น เป็นเพียงเจ้านายกับคนใช้เท่านั้น” ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าของข้าอัดแน่นไปด้วยโทสะอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้เสี่ยวชีผงะตกใจก่อนจะพยักหน้าเข้าใจแล้วก้มหน้าเอ่ยขอโทษข้าด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด

“ข้าขอโทษ เจ้าอย่าโกรธข้าเลย”

“ข้าเพียงแค่ไม่อยากให้ผู้ใดเข้าใจผิด เจ้าเข้าใจหรือไม่ ท่านอ๋องมีตำแหน่งสูงส่งอย่าได้นำเขามาล้อเล่น”

“นั่นสินะ พวกเราเป็นคนใช้... เออ! น่าจะได้เวลาทานข้าวแล้วละ เดี๋ยวข้าจะไปเอามาให้เจ้าเอง รออยู่ที่นี้แหละ” เสี่ยวพยักหน้ามองข้าด้วยสายตาเห็นใจ ก่อนที่บรรยากาศจะเคร่งเครียดไปยิ่งกว่านี้ เสี่ยวชีก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงร่าเริงพร้อมทั้งลุกขึ้นแล้วเดินออกไปยังจุดที่เตรียมอาหาร ข้ามองตามเสี่ยวชีไปแล้วหันขวับไปอีกทางที่ได้ยินเสียงพุ่มไม้ไหว ทันเห็นหลังของใครบางคนเดินลับไป ข้าตกใจและใจหายแวบแต่มันก็ค่อยๆ จางหายไป

เขาได้ยินก็ดีแล้ว

ชีวิตนี้ข้าไม่ต้องการมีความสัมพันธ์ใดๆ กับเขาอีกแล้ว ไม่ว่าตอนนี้เขาจะรู้สึกอย่างไรกับข้า อาจจะชอบหรือเพียงหลงใหลในความแปลกใหม่ แต่ทว่ามันก็เป็นเพียงแค่ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น อย่างไรเสียเขาก็มีฐานะเป็นถึงอ๋อง ในอนาคตข้างหน้ามีโอกาสได้นั่งบัลลังก์มังกร ส่วนข้าเป็นแค่คนรับใช้ ซ้ำยังเป็นเพศบุรุษ อย่างมากที่สุดก็เป็นได้เพียงนายบำเรอ อนาคตข้างหน้าหากไม่ถูกหลงลืม ก็ต้องเผชิญหน้ากับพระชายาทั้งหลาย แล้วยังมีเหล่านายบำเรอคนอื่นๆ ที่คอยจ้องเล่นงาน ไม่ว่าอย่างไรสุดท้ายจุดจบก็น่าอนาถใจอยู่ดี ในยามนี้เขาอาจจะชอบข้าตื่นเต้นตามอารมณ์ของคนหนุ่ม แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็อาจจะหลงลืมและมองหาความตื่นเต้นใหม่ที่มีมาไม่ขาดสาย บุรุษสูงศักดิ์ก็เป็นเช่นนี้

เมื่อควบคุมผู้อื่นมิได้ ข้าก็ต้องพยายามควบคุมหัวใจของตนเอง แม้มันจะยากแต่เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยชีวิตก่อนหน้านี้ข้าจะต้องทำให้ได้ เป็นเพียงคนรับใช้นี่แหละ มองดูเขาเติบโตขึ้น มีคนรักที่ดี อภิเษกกับสตรีงดงามยอดเยี่ยม มีลูกมีหลาน ส่วนข้าบางทีอาจจะไปอยู่คนเดียวใช้ชีวิตเรียบง่ายให้ยืดยาว นั่งรอฟังข่าวคราวของเขาอยู่มุมใดสักมุมในเมืองหลวง ข้ายอมรับว่ามันช่างเป็นชีวิตที่ดูขี้ขลาดนัก แต่ทว่าตัวข้าในตอนนี้มิได้มีความกล้าหาญกระตือรือร้นเช่นเหล่าหนุ่มน้อยช่างฝัน บางทีข้าก็นับถือพวกนกหงส์หยกเหล่านั้น พวกเขาช่างกล้าหาญโดยแท้

ข้านึกถึงพฤติกรรมประหลาดๆ ของฉินอ๋องที่ผ่านมาแล้วยิ้ม หากข้าทำเป็นไม่รู้เรื่องและเพิกเฉยต่อไป ไม่นานเขาก็จะเบื่อหน่ายและไม่สนใจอีกต่อไป ฉินอ๋องเป็นผู้รักในศักดิ์ศรีของเขาเป็นอย่างมาก ไม่มีทางที่จะตามตื้อคนรับใช้เช่นข้าเนิ่นนานนักหรอก ข้ารู้จักนิสัยนี้ของเขาดี ความสุขชั่วคราวเทียบมิได้กับความสุขสงบที่ยาวนาน แม้จะต้องเสียใจแต่ข้าหักใจเลือกไปแล้ว ข้าต้องการชีวิตอันสุขสงบที่ยาวนาน

ขณะที่ข้ากำลังจมอยู่ในความคิดของตนเอง ข้าก็ได้กลิ่นหอมฉุยของเนื้อและข้าวอยู่ตรงหน้า ข้ายิ้มออกมายื่นมือไปรับส่วนที่เป็นของข้าแล้วหันไปชวนเสี่ยวชีพูดคุย แทบจะทันทีรอยยิ้มของข้าเกือบจางหาย แต่ก็รีบยกยิ้มไว้เหมือนเดิมเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าข้าทำตัวแปลกๆ ฉินอ๋องนั่งลงข้างข้าแล้วทานข้าวในส่วนของเขาเงียบๆ

ระหว่างเรามีความเงียบเข้ามาแทรกทีละเล็กทีละน้อย เขาตั้งหน้าตั้งตาทานแบบไม่สนใจใดๆ ข้าเองก็เริ่มหันมาทานในส่วนของตนเองบ้าง พวกเราต่างคนต่างทานกันเงียบๆ ไม่มีใครพูดสิ่งใด มีเพียงเสียงเคี้ยวเสียงกัดดำเนินไปเรื่อยๆ เราสองคนนั่งทานมื้อเย็นสลับมองออกไปที่ลำธารโดยไม่มีคำพูดใดๆ ต่อกัน ข้าผ่อนคลายนั่งทานข้าวมองลำธารไหลไปเรื่อยๆ บรรยากาศสุขสงบเข้ามาครอบคลุมพวกเรา พอทานหมดเรียบร้อยฉินอ๋องก็ก้มตัวใช้น้ำในลำธารล้างมือแล้วเช็ดใส่เสื้อผ้าลวกๆ หยิบถุงน้ำมาดื่มดังอึกๆ ส่วนข้าทานเสร็จในเวลาไล่เลี่ยกัน ข้าล้างมือแล้วเช็ดใส่ชุดของตนเอง ฉินอ๋องส่งถุงน้ำมาให้ข้า ข้ามองเขาแล้วรับมาดื่มจากนั้นก็ยื่นคืน ฉินอ๋องรับไว้แล้วมองหน้าข้าด้วยสายตาคล้ายลังเลและครุ่นคิด แล้วเขาก็ลุกขึ้นเดินจากไปโดยไม่พูดสิ่งใด ข้ามองเขาเล็กน้อยแล้วหันกลับมามองออกไปยังกระแสน้ำในลำธารใส

“เฮ้อ!” ข้าถอนหายใจออกมาเสียงดัง ผ่านไปนานแล้วเสี่ยวชีก็ยังมิกลับมาเสียที ข้าจึงลุกขึ้นออกไปเดินเล่นให้หัวปลอดโปร่งจิตใจสงบกว่านี้ ข้าคิดย้อนไปยังตอนฉินอ๋องมองข้าก่อนเดินจากไป ให้ตายเถิด เจ้าแมวนะเจ้าแมว! มามองผู้อื่นด้วยสายตาเช่นนั้นแล้วจะให้ผู้อื่นไม่คิดอะไรได้อย่างไร?

ข้าเดินไปเรื่อยๆ ไปเจอตอไม้เรียบๆ ตอหนึ่งท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา ข้าหันหลังกลับไปมองค่ายพักแรมที่ก่อไฟสว่างไสวแล้วเดินตรงไปยังตอไม้นั้น มันอยู่ไม่ไกลจากที่ๆ พวกเราพัก ข้าจึงนั่งลงบนตอไม้เงยหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ เสียงของเหล่าองครักษ์กำลังพูดคุยหยอกล้อกันแผ่วเบามาตามสายลมจนไม่ได้ยิน ตรงนี้ช่างเงียบสงบยิ่งนัก

ข้าควักเอาจี้หินสีขาวกลมเกลี้ยงออกมามอง ชีวิตนี้ที่ท่านแม่ของข้าอุตส่าห์บอกทางให้กลับมาเกิดใหม่ทั้งที ข้าจะต้องรักษาเอาไว้ให้ยืดยาวมากที่สุด ไม่เช่นนั้นจะมีประโยชน์อะไรที่ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ถ้ายังดันทุรังเดินตามเส้นทางเดิมที่ข้างหน้านั้นมีจุดจบรออยู่ ข้าวางสร้อยไว้แล้วเงยหน้ามองดวงจันทร์ที่ทอแสงอ่อนๆ ลงมา

ตอนนี้ฉินอ๋องก็เพียงสงสัยใคร่รู้แสงจันทร์อ่อนๆ ในค่ำคืนเงียบสงบ แต่เมื่อเขาได้พบดวงอาทิตย์อันสดใสในภายภาคหน้า แสงจันทร์ที่เศร้าหมองคงไม่อยู่ในสายตาอีกต่อไป ข้าซื่อบื้อและโง่งมยิ่งนัก มิมีผู้ใดจะชอบคนเช่นข้าหรอก ข้ามีแต่สร้างความรำคาญเท่านั้น ข้ารู้ตัวเองดี

ข้าหรี่ตามองต่ำลงแล้วทอดถอนหายใจออกมายาวเหยียด ก่อนจะกะพริบตาปริบๆ มองหินสีขาวซึ่งเป็นจี้สร้อยเขม็ง เอ๊ะ เมื่อครู่ข้าจำได้ว่าหินมันเป็นสีขาวมิใช่รึ? เหตุใดตอนนี้มันถึงกลายเป็นสีเทาๆ!? ข้าจับหินก้อนนั้นขึ้นมาดูใกล้ๆ ใช้แสงจันทร์สลัวๆ ส่องดู ไม่นานก็ยิ่งต้องแปลกใจเมื่อก้อนหินค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีดำ ข้าปล่อยหินก้อนจากมือไปอย่างตกใจ ดวงตาจ้องมองหินกลมเกลี้ยงก้อนนั้นอย่างหวาดหวั่น ข้าสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วถอนสร้อยออกจากคอ ข้ามิเคยเห็นมันเปลี่ยนสีเช่นนี้มาก่อน เกิดอันใดขึ้นกันแน่?  

หินก้อนนั้นยังมิหยุดเปลี่ยนสี จากสีดำมันค่อยๆ กลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม ผ่านไปเนิ่นนานมันก็กลายเป็นสีม่วง ข้าดูมันค่อยๆ เปลี่ยนสีอย่างกล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้าทิ้งเพราะสร้อยเส้นนี้เป็นของที่ท่านแม่ของข้าทิ้งเอาไว้ และไม่กล้าสวมเพราะกลัวมันจะเป็นอันตราย แต่ว่าสร้อยเส้นนี้ท่านแม่ของข้าเป็นผู้มอบให้ นางจะมอบของอันตรายไว้ให้ข้าอย่างนั้นหรือ?

ข้าครุ่นคิดขณะที่จ้องมองก้อนหินนั้นอย่างพินิจพิจารณา สังเกตเห็นรังสีรอบๆ ตัวนั้นถูกดูดซึมเข้าไปอย่างกระหาย ข้าเบิกตากว้างด้วยความอัศจรรย์ใจ ดูดอากาศงั้นรึ? ไม่น่าจะใช่ หากเป็นเช่นนั้นเมื่อตอนกลางวันมันควรจะเปลี่ยนสีนานแล้ว หรือว่ามันเกี่ยวกับตอนกลางคืน? จริงสิ ตั้งแต่ที่ท่านแม่ของข้าสิ้นไปข้าก็เก็บมันไว้ในกล่องไม่สวมใส่อีกเลย แต่พอข้าเริ่มใส่มันอีกครั้งและตอนนี้มันกำลังเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ มิได้หยุด

กลางคืน? หรือว่า...

ข้าเงยหน้ามองไปยังดวงจันทร์ที่ส่องสกาวบนฟากฟ้า

แสงจันทร์!?

สร้อยเส้นนี้กำลังดูดแสงจันทร์เข้าไปงั้นรึ? เพื่อสิ่งใดกันเล่า!? เพื่อพิสูจน์ข้อสงสัยข้าชูสร้อยเส้นนั้นขึ้นเหนือหัว ให้ก้อนหินอาบแสงจันทร์ได้ถนัดมากขึ้น มันสะท้อนแสงวาววับ และยิ่งดูดละอองแสงจันทร์เข้าไปอย่างรวดเร็ว ข้ากลั้นใจจ้องมองก้อนหินนั้นเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ มิหยุด

จากสีม่วงเป็น... คราม... ฟ้า... เขียว... เหลือง... แสด... แดง!

ทันทีที่กลายเป็นสีแดงเข้มมันก็สะท้อนรัศมีสีแดงออกมาจากตัวของมันวงแล้ววงเล่า ยังไม่ทันที่ข้าจะได้ทำอะไรต่อ รัศมีนั้นก็ระเบิดสว่างเจิดจ้าไปทั่วบริเวณ ทำให้ข้าต้องยกมืออีกข้างมาบังดวงตาหรี่มองภาพตรงหน้า ลำแสงสีแดงเข้มพุ่งพรวดออกจากก้อนหินเป็นเส้นตรงขึ้นไปยังท้องฟ้า จากนั้นมันก็ค่อยๆ คดโค้งวาดเส้นแล้วเส้นเล่า ข้าเอามือลงจ้องมองภาพที่เกิดจากลำแสงสีแดงสดวาดอยู่บนอากาศ

นั่นมัน...ดอกเหมย!? (เหม่ยฮวา)

ข้าผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว มือกำสร้อยแน่น มองแสงสีแดงบรรจงวาดกิ่งเหมยสีแดงกลางอากาศอย่างอัศจรรย์ ในใจของข้าเต้นรัวด้วยความปิติยินดี ไม่นานแสงสีแดงก็หยุดเคลื่อนไหวเมื่อมันได้วาดรูปกิ่งเหมยเสร็จสมบูรณ์ ข้าจำมันได้! ท่านแม่เคยวาดภาพนี้เมื่อครั้นที่ข้ายังเด็ก! จิตใจของข้ากระหน่ำรัวด้วยความตื่นเต้นเหลือคณา

ท่านแม่ของข้ามีนามว่า...เหม่ยฮวา

หูเหม่ยฮวา!

ภาพวาดกิ่งเหมยแดงค่อยๆ สลายอย่างช้าๆ เส้นสีตรงนั้นค่อยๆ แปรสภาพเป็นละอองควันสีแดง ข้าใจหายแวบเมื่อภาพนั้นหายไปจากอากาศ ข้ากำสร้อยแน่นยิ่งขึ้น จ้องมองควันสีแดงลอยละล่องลงมาบนพื้นอย่างเชื่องช้า ข้าขมวดคิ้วเมื่อสังเกตเห็นควันสีแดงรวมตัวเป็นรูปร่าง หัวใจของข้าเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง ข้ารีบถลาพุ่งเข้าไปยังกลุ่มควันสีแดงที่ค่อยๆ ชัดขึ้นเรื่อยๆ จนมองเห็นเป็นสตรีผู้งดงามเฉิดฉันผู้หนึ่ง

สตรีผู้งดงามในชุดสีแดงยืนนิ่งก่อนจะค่อยๆ ลืมดวงตาคมกริบดูลึกลับขึ้นมาทีละน้อยๆ นางเปรยสายตามองข้าด้วยท่าทางเปี่ยมเสน่ห์เย้ายวน ริมฝีปากแดงระเรื่อของนางแย้มยิ้มนิดๆ มาให้อย่างไว้ท่าที ข้าหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นตกใจ แม้ว่าสตรีที่ยืนอยู่ด้านหน้านั้นจะอ่อนเยาว์กว่าที่ข้าจำได้ แต่ดวงหน้างดงามเปี่ยมเสน่ห์ยั่วยวนเช่นนี้จะต้องเป็นท่านแม่ของข้ามิผิดแน่ๆ!

“ท่านแม่!

ท่านแม่มองข้าอย่างพินิจพิจารณา ข้าสูดลมหายใจพลางยิ้มให้นางด้วยความโง่งม นางเองก็ยิ้มหวานตอบกลับมา ข้าคล้ายใจล่องลอยขึ้นฟ้า พริบตาเดียวนั้นนางฟ้าอ่อนหวานก็กลายเป็นนางมารผู้โกรธเกรี้ยว

“เจ้าลูกโง่เอ๊ย! ช้าเป็นบ้า ข้านึกว่าเจ้าเอาสร้อยเส้นนี้ไปจำนำแล้วเสียอีก! ให้รอจนจะแก่หงักอยู่แล้ว!

ข้าหุบยิ้มฉับ ความประทับใจใดๆ สลายไปในพริบตาเดียวกับท่านแม่ผู้งดงามพ่นคำหยาบคายออกมาดังลั่น ข้ามองมารดาผู้ให้กำเนิดด้วยสายตาว่างเปล่า

โปรดให้เกียรติความทรงจำอันงดงามของข้าบ้าง!

 

 




หูเหม่ยฮวา

 

มาดึกเชียววันนี้ แก้ตอนนี้อยู่หลายรอบ จนกระทั่งได้ตอนที่สมบูรณ์ออกมา

อืม~ อย่างที่ทุกคนสงสัยสร้อยของท่านแม่มีความลับจริงๆ นะเออ

คนที่โผล่มานั้นมิใช่อาจารย์ของเสี่ยวเอี้ยน อันนั้นออกมาจากแหวน

มิใช่เทพเจ้าตัวมิ้งค์ของตงหลินถึงจะออกมาจากหินเหมือนกันก็เถอะ

แต่เป็นท่านแม่ผู้เลอโฉมของถิงถิงต่างหากเล่า!

ไม่ต้องบอกก็น่าจะรู้ว่าท่านแม่เตรียมบัตรทรูมาให้แก่ถิงถิงอัพเลเวลอย่างแน่นอน

ส่วนท่านนั้นก็ให้นกไปก่อนนานๆ ค่ะ รอบนี้ถิงถิงใจแข็ง(?)


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.191K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

25,551 ความคิดเห็น

  1. #25476 ❀;than (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 / 00:26
    น้องมีความซื่อเป็นทุนเดิมบวกกับความทรงจำที่ทำให้ต้องเจียมเนื้อเจียมตัว น่าสงสารที่สุดเลยยัยน้องของมัมหมี แต่ท่านแม่ไม่อ่อนโยนกับน้องเลย
    #25,476
    0
  2. #25404 NEPTUNEL (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 / 20:19
    สงสารน้อง เข้าใจนะ มันฝังใจอ่ะ;-; ส่วนท่านแม่ ท๊านนนนน5555
    #25,404
    0
  3. #25376 pchanut (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:40
    ท่านแม๊!!!!!!~~~ 555555
    #25,376
    0
  4. #25330 PiyaaRr (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 31 มกราคม 2564 / 13:47
    นึกว่าเจอสุดยอดปรมาจารย์ ที่แท้เป็นสุดยอดท่านแม่
    #25,330
    0
  5. #25326 Maylyunho (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 31 มกราคม 2564 / 11:57
    ใครไม่เข้าใจน้องก็ต้องพยายามเจ้าใจน้องนะคะว่าน้องถิงถิง คิดยังไง เคยมีประสบการณ์และฝังใจมาแล้วในอดีต ก็ย่อมต้องกลัวและมีบทเรียน กลัวการซ้ำรอย แต่ท่านแม่คะเปิดตัวมาอย่างเฟียส
    #25,326
    0
  6. #25039 Vvvvvvvv (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2563 / 14:11

    โถ แต่ลูกก็ดูใสซื้อจริงๆน่ะล้ะ ตายไปแล้วรอบนึงด้วยแม่เกือบไม่ได้ออกมา อยากให้นายเอกเก่งเร็วๆ

    #25,039
    0
  7. #25012 Fah_Nueafah (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2563 / 02:36
    พ่าม!!! ข้าได้ยินเสียงตบมุขเช่นนี้ลอยมา
    #25,012
    0
  8. #24956 jinhaana (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2563 / 23:37
    ท่านแม่ได้โปรดใจเย็นก่อนนน55555
    #24,956
    0
  9. #24662 molyarat (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 22:30
    แม่มาแล้วว
    #24,662
    0
  10. #24596 R.quartz (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 16:14
    อย่ามองคนจากภายนอกสินะ

    ท่านแม่

    very good!!!
    #24,596
    0
  11. #24400 Nanthara (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 13:22
    โอ๊นท่านแม่555555555555
    #24,400
    0
  12. #24369 Fueled me (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 16:23
    ลูกไม่สู้เดี๋ยวแม่สู้เอง!!!!
    #24,369
    0
  13. #23954 munkrishear (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 02:51
    ท่านแม่555555555
    #23,954
    0
  14. #23887 soundlessnote (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 15:50
    เมื่อท่านแม่บ่นเช่นนี้รู้เลยว่าท่านฝีมือน่าจะโหดมาก lol
    #23,887
    0
  15. #23860 chilfull (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 มีนาคม 2563 / 22:20
    5555555555 ท่านแม่ใจเย็นเด้อ
    #23,860
    0
  16. #23781 Nichan (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2562 / 23:23
    เอ็นดูประโยคสุดท้ายของน้อง5555555
    #23,781
    0
  17. #23587 kallmelnwz (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 / 11:59
    ใจเย็นก่อนนะท่านแม่ 5555555
    #23,587
    0
  18. #23563 duckyellow1m (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2562 / 12:46
    สตันกับคำพูดท่านแม่แปปปป555
    น้อนนนนนน!
    #23,563
    0
  19. #23406 ⊙﹏⊙ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 06:29
    นั่นลูกไงท่านแม่555555
    #23,406
    0
  20. #23300 akikii (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2562 / 14:59

    เดี๋ยวท่านแม่ ใจเย็นก๊อนนนนนนนน

    น้องซื่อๆ สงบเสงี่ยมไง 555555555

    #23,300
    0
  21. #23281 mytty (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2562 / 08:41

    หงอนไปเลยนะคะท่านอ๋อง น้องเราไม่ง่ายนะพูดเรย ท่านเเม่ทำข้าสะดุ้งเลยนะ

    #23,281
    0
  22. #23255 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2562 / 19:03

    ได้เจอกับท่านแม่ซักทีนะ

    #23,255
    0
  23. #22885 Peach9 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2562 / 16:51
    เกือบดีแล้วน้าานี่ซึ้งแทนร้องไปล่ะ555555
    #22,885
    0
  24. #22727 ธัญญ์ . (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2562 / 17:39
    อ๋องเหมียวๆ จะเล่นๆ กับน้องถิงถิงไม่ได้นะคะ ดูตัวแม่ด้วย แส่บๆ
    #22,727
    0
  25. #22556 Earnny69 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 18:43
    ท่านแม่ 5555555 คือกำลังจะซึ้งไง
    #22,556
    0